รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๓๙/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ปัจจุบันการกีฬาคืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ ต้น ๆ ของโลก ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะเติบโตหรือซบเซา อุตสาหกรรมด้านกีฬายังเป็น หนึ่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ ๑ ของจีดีพี (GDP) โลก และยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่ประเภท ที่มีแนวโน้มการเติบโตเท่าตัว ขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อุตสาหกรรมและธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาประกอบด้วย การจัดการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์ทางการกีฬา เช่น อุปกรณ์กีฬา ชุดกีฬา และสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกีฬา การใช้จ่ายเพื่อสุขภาพและฟิตเนส (Fitness) ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขัน สื่อโฆษณา การสนับสนุนการกีฬา อุปกรณ์ ทางวิทยาศาสตร์การกีฬา อาหาร และอาหารเสริมเพื่อสุขภาพทางการกีฬา รายได้ของ ตลาดการกีฬาโลกจากสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าว มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยประเทศไทย มีที่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) และมีการคมนาคมขนส่งที่สามารถ เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคของโลก อีกทั้งมีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่พร้อมรองรับด้าน อุตสาหกรรมการขนส่งและด้านการแพทย์ จึงนับได้ว่าเป็นโอกาสและข้อได้เปรียบของ ประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมกีฬา ระดับโลกได้
อุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา สร้างมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจของชาติ ขณะเดียวกันการกีฬาก็เป็นวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ที่มี มูลค่าเพิ่มและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชาติ การส่งเสริมทั้งนโยบายและมาตรการ กระตุ้นเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น จะต้องสอดรับกับยุทธศาสตร์ประชารัฐ มุ่งเน้นการทำงาน ร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยสนับสนุนให้ภาครัฐและภาคธุรกิจทำงาน ร่วมกันอย่างใกล้ชิด นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในหลาย ๆ ด้าน เมื่อการกีฬาครองโลก ประเทศไทยไม่อาจปล่อยให้อุตสาหกรรมกีฬานำธุรกิจไร้ทิศทาง แต่จะต้องได้รับการส่งเสริม อุตสาหกรรมกีฬาอย่างจริงจังเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ใคร่ขอเรียนให้ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบถึงการรายงานของแผนปฏิรูป ประเทศด้านการกีฬาของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหาร จัดการการกีฬา ในเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญ อีกประการหนึ่งในการปฏิรูปการกีฬาของประเทศที่ได้รับมอบหมายจากคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ โดยมีเจตนารมณ์สำคัญในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรม การกีฬาเพื่อเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ นอกเหนือไปจากการสร้างสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเป็นเลิศอันเป็นภารกิจหลักของ การกีฬาที่ดำเนินการตามแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ดังที่ได้เคยเสนอรายงานแผนการปฏิรูปและได้รับความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศไปก่อนหน้านี้แล้วครับ กระผมใคร่ขอเรียนว่า อุตสาหกรรมการกีฬาถือเป็น อีกภารกิจหนึ่งของการกีฬาในยุคปัจจุบันที่ใช้การกีฬาเพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ ประเทศ ดังจะเห็นได้จากรายได้หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับ รวมหลายแนวทาง กล่าวคือ
แนวทางแรก เป็นรายได้จากอุตสาหกรรมการกีฬาโดยตรง ซึ่งได้แก่ รายได้ จากการจำหน่ายชุดกีฬา อุปกรณ์กีฬา รายได้จากการแข่งขัน รายได้จากการบริหาร ทางการกีฬา และรายได้จากบริการทางการกีฬา เป็นต้น ซึ่งจะนำมาสู่การสร้างรายได้ ให้แก่รัฐและหมุนเวียนปริมาณเงินภายในประเทศ
แนวทางที่ ๒ เป็นรายได้จากการส่งออกทางการกีฬา ซึ่งได้แก่ รายได้จากการ ส่งออกชุดกีฬาตั้งแต่ศีรษะจนจรดเท้า และอุปกรณ์กีฬาที่ใช้หมดไปและใช้ในระยะเวลา รวมทั้งรายได้จากนักกีฬาและการแข่งขัน และรายได้จากการบริการทางการกีฬา
แนวทางที่ ๓ เป็นการประหยัดเงินจากการซื้ออุปกรณ์กีฬาเพื่อฝึกซ้อม และการแข่งขันจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถผลิตใช้ทำได้เองภายในประเทศ
แนวทางที่ ๔ ประชาชนชาวไทยทุกระดับสามารถเข้าถึงทรัพยากร ทางการกีฬา อาทิ อุปกรณ์การกีฬาในราคาที่เหมาะสม คือในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป แล้วก็มีมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การกีฬาในการพัฒนา สุขภาพ คุณภาพชีวิตและการร่วมเล่นกีฬา อันจะเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในสังคม
แนวทางที่ ๕ อุตสาหกรรมการกีฬา สามารถช่วยให้เกิดการจ้างงานในระบบ การผลิตและการบริการทางการกีฬา
แนวทางที่ ๖ เป็นการลดภาระในการสนับสนุนการกีฬาบางประการ ของภาครัฐ เนื่องจากภาคเอกชนที่อยู่ในอุตสาหกรรมการกีฬาสามารถที่จะเป็นผู้ให้ การสนับสนุนทางการกีฬาด้วยได้
ในปัจจุบันประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียอาคเนย์ได้พัฒนา อุตสาหกรรมการกีฬาอย่างมากมาย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงคือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นต้น ได้เร่ง ขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมการกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้มีการพัฒนา จนมีสายการผลิตอุปกรณ์การกีฬาเพิ่มมากขึ้น และกำลังเป็นคู่แข่งสำคัญของประเทศไทย ซึ่งหากอุตสาหกรรมกีฬาของเรายังไม่มีการพัฒนาด้วยตัวเอง และไม่รีบขับเคลื่อนก็อาจจะ ตามคู่แข่งไม่ทัน นอกจากนี้อุปกรณ์การฝึกซ้อมที่เป็นวัสดุสิ้นเปลือง อาทิเช่น ลูกเทนนิส ลูกแบดมินตัน ลูกปิงปอง เป้าบิน เป้าปืน ลูกตะกร้อ และอุปกรณ์การฝึกอีกหลาย ๆ ชนิด สามารถผลิตได้ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอัตราค่าแรงที่สูงกว่าอัตราค่าแรงของประเทศ เพื่อนบ้าน และมีนักลงทุนขนาดใหญ่ที่เริ่มทยอยฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มีอัตราค่าแรงต่ำกว่าไปหลายรายแล้วนะครับ ดังนั้นถ้าหากภาครัฐยังไม่เร่งส่งเสริม อุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาของไทยให้มีมาตรฐานที่เหนือกว่า อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะทำให้การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยจะต้องเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปอย่างน่าเสียดาย และอาจจะต้อง นำเข้าอุปกรณ์กีฬาจากประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต กระผมขอเรียนว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาถือเป็นอีกบริบทหนึ่งของการปฏิรูปการกีฬา ในมุมมองด้านการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และในขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการก็ไม่ได้ละเลยภารกิจการใช้การกีฬาเป็นกลไกการพัฒนาสุขภาพและ คุณภาพชีวิตของประชาชนแต่อย่างใด ในทางกลับกันอุตสาหกรรมการกีฬาจะเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยประชาชนทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ชนบทให้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์การกีฬาและบริหาร ทางการกีฬาในราคาที่สมเหตุสมผล คือจะเป็นราคาที่เหมาะสมของคนไทย ซึ่งแตกต่างจาก ราคาจากภายนอกประเทศ แต่มีมาตรฐานของอุปกรณ์เทียบเคียงกันได้ แล้วก็เป็นการช่วย ประหยัดรายจ่ายการนำเข้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนในการพัฒนาการกีฬาจาก เม็ดเงินของบริษัทอุตสาหกรรมหรือผู้สนับสนุนการกีฬาหรือสปอนเซอร์ (Sponsor) ด้วย จึงเป็นการพัฒนาการกีฬาของประเทศทางอ้อม และประหยัดงบประมาณของประเทศ นอกจากนี้หากอุตสาหกรรมการกีฬาได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมก็อาจสร้างให้เกิด นักลงทุนรายใหญ่ พิจารณาลงทุนในอุตสาหกรรมการกีฬาหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การกีฬาในภูมิภาคของประเทศ ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการกระจายแหล่งผลิตและการจ้างงาน รวมถึงการเข้าถึงทรัพยากรการกีฬาของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น กระผมขอเรียนว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬามิได้ให้น้ำหนักที่ผู้ประกอบการ เพียงส่วนเดียว หากแต่ผู้ประกอบการคือหน่วยผลิตที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรม การกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาเกิดการขยายตัวเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของ ประเทศ ลดการนำเข้า และช่วยสร้างโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรทางการกีฬาได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่การใช้ประโยชน์ในการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเพื่อสร้างสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในเขตเมืองและในเขตพื้นที่ชนบทอย่างเหมาะสม ดังนั้นหากให้การส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาให้มีความเข้มแข็งแล้วก็จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการพัฒนาการกีฬาของประเทศไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการสนับสนุน ยุทธศาสตร์ประชารัฐและยุทธศาสตร์ประเทศไทย ๔.๐ ของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม โดยการ กำหนดมาตรการที่ภาครัฐพึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรม การกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา กระผมขอเรียนต่อท่านประธานสภาและที่ประชุม ถึงหลักการเบื้องต้นของการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาโดยสังเขปเท่านี้ก่อนนะครับ สำหรับรายละเอียดของเรื่องนี้ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ประธานอนุกรรมาธิการ และท่าน พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ อนุกรรมาธิการ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้จะเป็น ผู้นำเสนอต่อที่ประชุมต่อไป กระผมใคร่ขออนุญาตต่อท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศขอให้ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ได้เรียนเสนอรายละเอียดของ การส่งเสริมอุตสาหกรรมทางการกีฬาต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญ พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ทุกท่าน กระผม พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ขอเรียนเพื่อทุกท่านได้กรุณาทราบถึง ความสำคัญของรายงานการปฏิรูป เรื่อง การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ครับ
การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาเป็น ๑ ใน ๖ ประเด็นที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้พิจารณาโดยใช้แนวคิดจากกรอบความเห็นร่วมปฏิรูปประเทศไทยด้านอื่น ๆ ของคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติที่จัดตั้งโดยคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ และได้ทำการศึกษาวิเคราะห์และจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนทั่วประเทศจนสามารถสรุปได้ว่า ภาครัฐควรมีการส่งเสริมและสนับสนุน อุตสาหกรรมการกีฬาของประเทศไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับ นานาชาติ และได้บรรจุเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาไว้ในวาระปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๓ ว่าด้วยการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากการกีฬา ทั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ซึ่งในเวลา ต่อมาสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้บรรจุเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา ไว้ในแผนการปฏิรูปและให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ โดยที่การส่งเสริม อุตสาหกรรมการกีฬามุ่งเน้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสการเข้าถึง ทรัพยากรการกีฬาของประชาชน ซึ่งปรากฏตามรายงานในผังการปฏิรูปการกีฬาหน้าที่ ๒ อุตสาหกรรมการกีฬามีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะดำรงบทบาท ในเรื่องการผลิตและการสร้างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการกีฬา นักกีฬา และภาคธุรกิจ ต่าง ๆ ซึ่งสามารถกำหนดกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมการกีฬาของไทยได้รวม ๑๒ กลุ่ม และจัดเป็นกลุ่มธุรกิจหรือคลัสเตอร์ (Cluster) ได้รวม ๕ กลุ่มด้วยกัน ซึ่งปรากฏตามรายงาน ในหน้าที่ ๓ และที่ ๔ กับผังการเชื่อมโยงในหน้าที่ ๕ ของรายงานครับ โดยผลประโยชน์ ที่ได้รับจากอุตสาหกรรมการกีฬาก็คือการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของ ประเทศ อุตสาหกรรมการกีฬาถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญประเภทหนึ่งในอุตสาหกรรมชั้นนำ ของโลกที่มีแนวโน้มของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลในอดีตพบว่าสามารถ สร้างรายได้ให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ และสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้เพราะอุตสาหกรรมการกีฬามีลักษณะเป็นอุตสาหกรรม ที่มีขนาดใหญ่ มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งนี้ประเทศที่มีการพัฒนา ในระดับต้นของโลกจึงแสวงประโยชน์ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมและ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา หรืออาจกล่าวได้ว่าการกีฬาสร้างเศรษฐกิจของชาตินั่นเอง ซึ่งหากพิจารณาจากรายได้เฉพาะที่เป็นรายได้ของตลาดการกีฬาทั่วโลก จะพบว่า มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา คือระหว่างปี ๒๕๔๙ ถึง ปี ๒๕๕๘ มีอัตราเจริญเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๕ ถึง ๘ ต่อปี โดยมีรายละเอียด ตามภาคผนวก ก ของรายงานที่เสนอท่านไว้แล้วครับ สำหรับภูมิภาคเอเชียพบว่าสาธารณรัฐ ประชาชนจีนเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมการกีฬาใหญ่ที่สุด ในส่วนของสาธารณรัฐเกาหลี ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการใช้การกีฬาผลักดันอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ โดยมีรายละเอียดตามผนวก ข ของรายงานที่เสนอท่านเช่นเดียวกันครับ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่ามีอัตราการเจริญเติบโตมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากการกีฬาและนันทนาการอย่างต่อเนื่อง และสำหรับในประเทศไทย จากรายงานของสำนักงานทางเศรษฐกิจต่างประเทศพบว่า ในระหว่างปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๕๘ มีอัตราการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการกีฬาเฉลี่ย ต่อปีประมาณร้อยละ ๕.๖ หรือเติบโตเป็น ๒ เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๒.๘ แต่มีการคาดการณ์ว่า มีแนวโน้มจะมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยที่ลดลงเหลือประมาณร้อยละ ๓.๔ ภายในระยะเวลา ๕ ปีข้างหน้า ทั้งนี้ตัวเลขผลประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การกีฬาของประเทศไทยในปี ๒๕๕๗ มียอดผลประกอบการรวมสูงสุดประมาณ ๗๓,๐๓๓ ล้านบาท โดยมีรายละเอียดตามภาคผนวก ค ของรายงานที่เสนอท่านแล้วครับ จึงกล่าวได้ว่าในภาพรวมอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาสอดรับ กับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศของรัฐบาล คือยุทธศาสตร์ประชารัฐ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการทำงานร่วมของภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด และยุทธศาสตร์ประเทศไทย ๔.๐ ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ของประเทศ จากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมในกลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมทั้งร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ ที่กำหนดให้ความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม การกีฬาอย่างครบวงจร โดยมีแนวทางการพัฒนา ๒ แนวทาง คือส่งเสริมการสร้างรายได้ จากการกีฬาและปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการกีฬา ในเบื้องต้นสามารถสรุป ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมการกีฬาว่าการที่ธุรกิจกีฬาไทยไม่สามารถพัฒนาสู่สากล ได้อย่างเต็มรูปแบบเพราะขาดการสนับสนุนเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีอัตราการเจริญเติบโต อย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยสรุปปัญหาได้รวมทั้งสิ้น ๗ ประเด็น ซึ่งปรากฏตามรายงานในหน้าที่ ๙ ที่เสนอท่านแล้วครับ
ประเด็นที่ ๑ อุตสาหกรรมกีฬาสำหรับฝึกซ้อมและแข่งขันส่วนใหญ่นำเข้า จากต่างประเทศ เพราะผู้ประกอบการของไทยยังไม่สามารถพัฒนาระบบการผลิตให้ก้าวสู่ มาตรฐานสากล
ประเด็นที่ ๒ กิจการที่ประกอบธุรกิจของกลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง และผู้นำเข้า ส่งออกอุปกรณ์กีฬายังไม่ได้รับการส่งเสริมให้เจริญเติบโตอย่างเต็มรูปแบบ
ประเด็นที่ ๓ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กับการกีฬาส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) มีเงินลงทุนและอัตราการจ้างต่ำ ไม่อยู่ใน หลักเกณฑ์ของการส่งเสริมการลงทุนและไม่ได้รับสินเชื่อจากเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank)
ประเด็นที่ ๔ อุตสาหกรรมการกีฬาในกีฬาบางประเภทขาดการส่งเสริม ในเรื่องการวิจัยและพัฒนา
ประเด็นที่ ๕ อุตสาหกรรมการกีฬาของไทยยังขาดตราสินค้าหรือแบรนด์ (Brand) ในนามของประเทศไทย จึงทำให้การพัฒนาตลาดและอุตสาหกรรมไม่สามารถ แข่งขันในระดับสากล
ประเด็นที่ ๖ อุตสาหกรรมการกีฬาของไทยยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่จะเข้ามาพัฒนาและขับเคลื่อนระบบให้มีคุณภาพและรองรับการขยายตัว ในอนาคต
ประเด็นที่ ๗ ระยะเวลาประมาณ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ธุรกิจด้านการกีฬาของ ต่างประเทศขนาดใหญ่ได้เคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าอัตราค่าแรงงานของไทยอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีจุดเด่นในเรื่องอุตสาหกรรมการกีฬา เช่น ปัจจัยพื้นฐาน ทางอุตสาหกรรมและสภาพแวดล้อมทางการกีฬา ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่เร่ง ดำเนินการรวมตัวกันเพื่อสร้างเครือข่ายสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมและธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาแล้ว อาจทำให้อุตสาหกรรมการกีฬาของไทยล้าหลังกว่าชาติอื่น และอาจสูญเสียโอกาสที่จะเพิ่มพูนมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหนทางปฏิบัติ เพื่อแก้ไขปัญหาก็คือการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา ด้วยการสร้างโอกาสการแข่งขันใน ระดับนานาชาติ
สำหรับกรอบแนวคิดในการดำเนินการ คือการสำรวจข้อมูลเชิงลึก เพื่อรับทราบความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้รับไปประมวลและสังเคราะห์เพื่อวางแผน และประสานงานกับส่วนราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสรุปจัดทำเป็นมาตรการ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กับการกีฬาโดยภาครัฐ การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์รวม ๕ ประการด้วยกัน คือ
วัตถุประสงค์ประการที่ ๑ เพื่อศึกษาปัญหาและข้อขัดข้องในการประกอบการ อุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา
วัตถุประสงค์ประการที่ ๒ เพื่อศึกษา รับทราบความต้องการในเชิงลึกของ ผู้ประกอบการ
วัตถุประสงค์ประการที่ ๓ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลความต้องการของ ผู้ประกอบการสำหรับประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา
วัตถุประสงค์ประการที่ ๔ เพื่อสร้างเครือข่ายการประสานงานระหว่าง หน่วยงานภาครัฐกับผู้ประกอบการ
วัตถุประสงค์ประการที่ ๕ เพื่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การ สนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาให้สอดรับกับสภาพปัญหาและความต้องการ ที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการกีฬาให้สามารถตอบสนองการอำนวยประโยชน์ ต่อประชาชน โดยมีรูปแบบและแนวทางการดำเนินการรวม ๓ ประการด้วยกัน กล่าวคือ
ประการที่ ๑ สำรวจความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการในลักษณะ การวิจัยด้วยวิธีการสนทนากลุ่มและสำรวจข้อมูลด้วยแบบสอบถาม
ประการที่ ๒ สังเคราะห์ความต้องการของผู้ประกอบการที่ได้รับจากการ สำรวจ
ประการที่ ๓ ประสานงานกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการให้การส่งเสริมและสนับสนุน
ทั้งนี้ได้จัดทำกระบวนการพิจารณาส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาเป็นแผนภูมิ ซึ่งปรากฏตามรายงานหน้าที่ ๑๔ ครับ เมื่อเป็นเช่นนี้คณะอนุกรรมาธิการจึงได้พิจารณา จัดทำเป็นมาตรการที่ภาครัฐพึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการรวม ๒ มาตรการ ซึ่งมีรายละเอียดตามเอกสารรายงานที่แนบ สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
มาตรการที่ ๑ มาตรการด้านนโยบาย ซึ่งจะต้องนำเรียนคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ
มาตรการที่ ๒ มาตรการกระตุ้น ซึ่งจะเป็นการเร่งรัดให้หน่วยราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดเพื่อให้เกิดการบูรณาการดำเนินงานร่วมของส่วนราชการ หรือหน่วยงานผู้ให้บริการและผู้ประกอบการในฐานะผู้รับบริการ โดยรายละเอียดของ แต่ละมาตรการ ท่าน พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ รองประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารจัดการการกีฬา ทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาจะได้รายงานในลำดับต่อไปครับ
กระผมขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกทราบว่า หากดำเนินการ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาตามมาตรการที่กระผมได้กล่าวมาแล้ว จะก่อให้เกิดประโยชน์ ที่คาดว่าประชาชนจะได้รับ รวม ๕ ประการด้วยกัน กล่าวคือ
ประการที่ ๑ ประชาชนชาวไทยได้รับโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรการกีฬา และสามารถบริโภคอุปกรณ์การกีฬาที่ผลิตโดยคนไทยในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นราคา ไม่แพงจนเกินควร และมีมาตรฐานที่เทียบเคียงได้กับสากล
ประการที่ ๒ ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมนโยบายและภารกิจ การพัฒนาของภาครัฐ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งพัฒนา นักกีฬาเพื่อความเป็นเลิศด้วยการเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันและจัดกิจกรรมทางกีฬาต่าง ๆ
ประการที่ ๓ สามารถสร้างเครือข่ายของการประสานงานระหว่าง ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา
ประการที่ ๔ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การกีฬามีโอกาสได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐได้สอดคล้องกับปัญหาข้อขัดข้อง และความต้องการที่แท้จริง
ประการที่ ๕ สามารถเพิ่มพูนมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ คือเมื่อมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาอย่างเป็นระบบก็จะทำให้มีอัตราการเจริญเติบโต เฉลี่ยระหว่างปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๒ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓.๘ ต่อปี หรือมีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๘๖,๓๑๗ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๒ ซึ่งปรากฏตามรายงานหน้าที่ ๑๒ และ ๑๓ ครับ
ทั้งนี้ มีแหล่งที่มาของงบประมาณจาก ๒ แหล่งด้วยกัน คืองบประมาณของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและงบประมาณของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่วนราชการและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น และมีองค์กรภาคเอกชน และภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย ทั้งหมดที่กระผมได้กล่าวมานี้คือแนวทางการดำเนินการเพื่อ ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาของประเทศไทยสามารถพัฒนาตัว ให้มีความเข้มแข็ง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศและแข่งขันได้ ในระดับนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นความร่วมมือของคณะกรรมาธิการและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ประชารัฐของรัฐบาลอย่างเป็น รูปธรรม กระผมจึงใคร่ขอกราบเรียนเพื่อท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาให้การสนับสนุนรายงาน การปฏิรูป เรื่อง การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาด้วย และในลำดับต่อไปกระผมขออนุญาต ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ท่าน พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ปัจจุบันท่านเป็นรองประธานอนุกรรมาธิการด้านการบริหาร จัดการการกีฬา ทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงานส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาได้นำเสนอ รายละเอียดของมาตรการการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาด้วยครับ ขอบคุณครับ
เรียนเชิญท่าน พลเรือเอก ชาญชัย เชิญค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน กระผม พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ จะขอนำเสนอ ถึงรายละเอียดของมาตรการในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาซึ่งเป็นผลจากการ ดำเนินงานของคณะกรรมาธิการดังที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ได้นำเรียนต่อที่ประชุมไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมขอทบทวนนะครับว่ามาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬานั้นได้มาจากปัญหาแล้วก็ ดำเนินการตามขั้นตอน คือมีการรวบรวมความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการ ในที่นี้ ในการนำเสนอผมจะใช้คำว่า ผู้ประกอบการสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมการกีฬา นะครับ แล้วก็ นำมาสังเคราะห์ก็ได้มีมาตรการเยอะแยะ ต่อจากนั้นก็นำมาเข้าประชุมร่วมกับหน่วยงาน ราชการภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ก็จะได้สังเคราะห์ออกมาทั้งหมด ที่ผมจะนำเสนอก็คือ มี ๒ มาตรการหลัก ๆ นะครับ คือมาตรการนโยบายซึ่งมีหัวข้อย่อย ๆ อยู่ประมาณ ๔ หัวข้อ แล้วก็มาตรการกระตุ้นหรือว่ามาตรการเสริมอีก ๕ หัวข้อ เพราะฉะนั้นในภาพรวมก็คือผมจะ นำเสนอทั้ง ๙ ประเด็น ซึ่งอยู่ใน ๒ มาตรการหลัก ซึ่งในรายละเอียดก็จะอยู่ในรายงานที่อยู่ ในมือของท่านสมาชิกทุกท่านแล้ว คือหน้า ๑๘ ถึงหน้า ๒๔ นะครับ
มาตรการแรกคือมาตรการนโยบาย จะมีแนวทางหลัก ๆ ๒ แนวทาง คือ การสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แล้วก็มีหัวข้อย่อยอยู่ ๓ หัวข้อนะครับ
เรื่องแรกคือการกำหนดความชัดเจนของนโยบายการส่งเสริมการลงทุนให้แก่ อุตสาหกรรมการกีฬาทุกประเภทและทุกระดับ โดยกำหนดให้มีการส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม ผมก็ย้อนให้ท่านนึกถึงที่ พลเรือเอก อภิวัฒน์ท่านได้กล่าวไปว่า ปัญหาปัจจุบันของอุตสาหกรรมการกีฬาคือมันเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดย่อม ซึ่งจะต้องใช้เงินของเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นหลัก ซึ่งไม่ได้อยู่ในนโยบายส่งเสริมของ ภาครัฐบาลหรือบีโอไอ (BOI) ซึ่งก็เป็นปัญหา และในการขอสินเชื่อจากเอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ ก็มีปัญหา เนื่องจากว่ามันไม่ได้อยู่ในระดับความเร่งด่วนของการส่งเสริม เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ควรจะต้องแก้ไขนะครับ รวมไปถึงก็มีการพูดกันถึงว่าในการเสนอ โครงการต่าง ๆ นั้น สิ่งที่จะต้องควบคู่ไปด้วยคือแผนของธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ก็จะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นบิซิเนสแพลน (Business plan) ก็จำเป็นที่จะต้องมี การอธิบายหรือว่าเสริมให้เขามีความรู้ความเข้าใจควบคู่ไปกับการเสนอโครงการต่าง ๆ ด้วย ผลลัพธ์ของมาตรการอันนี้คณะกรรมาธิการเห็นว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ ผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการกีฬาของประเทศ สำหรับกลุ่มที่เน้นก็คือ ทั้ง ๑๒ กลุ่ม ดังที่ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ได้เรียนให้ทราบแล้วว่าเราแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งหมดมี ๑๒ กลุ่ม
เรื่องที่ ๒ คือการส่งเสริม สนับสนุน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีการลงทุน ในการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติ และการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬา โดยการสนับสนุนหาแหล่งเงินทุน เงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซอฟต์โลน (Soft Loan) ประเด็นในเรื่องนี้ก็ได้มาจากการสัมมนานะครับ จะเห็นว่าผู้ประกอบการหลายท่านที่มี ศักยภาพที่จะดำเนินการ แต่ปัญหาก็คือว่าขาดแหล่งเงินทุนแล้วก็การสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของการติดต่อประสานงานอะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ทางผู้ประกอบการ ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งถ้าเราทำในเรื่องนี้ได้ก็จะเปิดโอกาสให้มีการจัดการแข่งขันใน ประเทศเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนที่สุดครับสิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องอุตสาหกรรมทางด้าน การกีฬาแขนงต่าง ๆ ก็จะมีการขยายตัวนะครับ ผลลัพธ์ก็คือการสร้างโอกาสให้ภาคเอกชน ในการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติและการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬา กลุ่มที่เน้นส่งเสริมก็คือกลุ่มจัดการสิทธิประโยชน์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ ๔ และกลุ่มที่ ๙ กลุ่มจัดการ แข่งขันกีฬา
เรื่องที่ ๓ คือการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่นักกีฬา เรื่องที่ผมจะพูดไปผมขอเน้นว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจนะครับ ไม่ใช่เป็นการเอาใจนักกีฬา โดยเฉพาะนักกีฬาที่มีรายได้จากภายนอกประเทศคือพวกนักกีฬาอาชีพ รวมทั้งสนับสนุน ผู้ที่ใช้ทุนส่วนตัวจนสามารถผลักดันให้นักกีฬาก้าวไปสู่ความเป็นเลิศและเพื่อการอาชีพ เพื่อจะสนับสนุนธุรกิจกีฬาอาชีพ ซึ่งในปัจจุบันนี้หลาย ๆ ท่านคงจะเห็นว่ามันเป็นปัจจัย ที่สำคัญมากเลย เราจะเห็นว่าถ้ามีกระแสการแข่งขันระดับชาติ นานาชาติ ระดับโลก ถ้ามีนักกีฬาไทยเข้าไป ร่วมแข่งขันด้วยก็จะเป็นที่สนใจของประชาชน ผมบอกให้ว่าทั้งประเทศเลยก็ว่าได้ แต่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของแต่ละท่านมันก็เป็นความยากลำบาก เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะ เรื่องของเงินทุน ถ้าภาครัฐได้สามารถให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ จะมี ๒ ประเด็น คือในเรื่อง ของการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรในเรื่องการเก็บภาษีต่าง ๆ แล้วก็ในเรื่อง ของการสนับสนุนผู้ที่ใช้ทุนส่วนตัวที่จะผลักดันนักกีฬา ซึ่งอาจจะเป็นในรูปของการเหมาจ่าย หรือการลดหย่อนภาษีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อไปหากได้รับความ เห็นชอบนะครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ อย่างปัจจุบันนี้นักกีฬากอล์ฟ เมได้ ๑๕ ล้านบาท อันดับแรกเลยที่ถูกตัดไปคือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์จากเจ้าของประเทศ คือประเทศอังกฤษ เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นนักกีฬาที่ได้เงินก็ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือที่เห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าไม่รักชาติจริง สมมุติว่าอยากจะ หลีกเลี่ยงนำเงินฝากในต่างประเทศก็สามารถทำได้ ก็ทำให้เข้ากติกานั้น และผมคิดว่าเรื่องนี้ ท่านนักธุรกิจคงจะทราบดีว่ามันสามารถจะทำได้นะครับ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือลดความซ้ำซ้อนจาก การเก็บภาษีของนักกีฬาที่มีรายได้จากภายนอกประเทศ แล้วก็สร้างแรงจูงใจในการสร้าง นักกีฬา เพราะฉะนั้นมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬา กลุ่มที่ ๕ คือกลุ่มกีฬา อาชีพ
หัวข้อต่อไปซึ่งเป็นในเรื่องของปัจจัยนโยบาย ด้านนโยบายเหมือนกัน นะครับ เรื่องของการพัฒนากีฬาเพื่อการท่องเที่ยวและนันทนาการ จะเห็นว่าเรื่องของ การท่องเที่ยวคือมันไม่สามารถแยกออกในหลาย ๆ เรื่องที่ต้องมาสนับสนุนเรื่อง การท่องเที่ยว กีฬาก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วน่าจะเป็นส่วนสำคัญด้วย เราจะเห็นว่าในภาวะที่ ประเทศมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เราทราบดีอยู่แล้วนะครับว่ารายได้จากการท่องเที่ยว ทำให้ประเทศชาติอาจจะทุกข์ยากน้อยลงนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องของการกีฬาเข้ามา กระตุ้นด้วย ซึ่งมันอาจจะเชื่อมโยงไปถึงเมืองกีฬาด้วยในอนาคต ก็คือว่าอาจจะเลือกพื้นที่ที่มี กีฬาที่มีการเฉพาะเจาะจง อย่างเช่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดภูเก็ตก็ดีนะครับ ส่งเสริมเรื่องกีฬา เรือใบ เรื่องเจ็ตสกี (Jet-ski) ควบคู่ไปกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ อย่างนี้ก็จะเป็นแหล่งที่มา ทำให้เกิดเพิ่มพูนรายได้นะครับ ผลลัพธ์ก็คือรายได้จากการกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวและ นันทนาการ ที่จะเป็นส่วนเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และกลุ่มที่ควรได้รับการเน้น ส่งเสริมก็คือกลุ่มสื่อสารมวลชน กิจกรรมการตลาด โฆษณา การประชาสัมพันธ์ทางการกีฬา และกลุ่มการจัดการสิทธิประโยชน์และลิขสิทธิ์การกีฬา รวมทั้งกลุ่มการจัดการกีฬา เพื่อการท่องเที่ยวและการนันทนาการ ซึ่งเป็นไปตามภาพฉาย
มาตรการที่ ๒ ที่เป็นมาตรการหลักอีกอันหนึ่งก็คือมาตรการกระตุ้น ซึ่งเป็นมาตรการเสริม ซึ่งจะมีอยู่ ๕ หัวข้อ มาตรการเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของการเร่งรัด ซึ่งหน่วยราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำอยู่แล้ว แต่ว่าทำอย่างไรให้มันเกิด ความเข้มแข็งและมีการบังคับใช้เป็นจริงเป็นจังนะครับ
หัวข้อที่ ๑ ก็คือสนับสนุนภาคเอกชนลงทุนในการสร้างสถานกีฬาสำหรับ การจัดกิจกรรมกีฬาให้ครอบคลุมกีฬา รวมทั้งสนับสนุนให้สถานศึกษามีการลงทุนเกี่ยวกับ สถานกีฬาในลักษณะที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่วนใหญ่ในแต่ละจังหวัด เราจะเห็นว่ามันมีสนามกีฬาหรือมีสถานที่เล่นกีฬาอยู่แล้ว แต่ว่ามันจะมีอุปสรรค ค่อนข้างมาก คือบางครั้งค่าใช้จ่ายอาจจะไม่ครอบคลุม เรื่องค่าน้ำ ค่าไฟก็ดีนะครับ รวมทั้ง หน่วยงานสถานศึกษาหรือเอกชน ถ้าสมมุติว่าเขาเห็นว่าพื้นที่มีศักยภาพเพียงพอจะจัดสร้าง สถานกีฬาเพิ่มเติมโดยใช้ลักษณะอย่างนี้ ซึ่งถ้ารัฐบาล หน่วยงานราชการส่งเสริมสนับสนุน ให้เขาสามารถมีแหล่งเงินทุนได้มันก็จะเพิ่มการเข้าถึงการเล่นกีฬาของประชาชนในพื้นที่ โดยทั่วไป ซึ่งแน่นอนละครับมันก็เสริมสุขภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ก็คือประชาชนจะได้รับโอกาสเข้าถึงสถานที่เล่นกีฬาและอุปกรณ์กีฬา ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ความจริงในเรื่องนี้มันก็มีแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติซึ่งเน้นในเรื่องของ การสร้างโครงสร้างของการกีฬาอยู่แล้ว แต่ว่ามันคงไม่เพียงพอ เพราะว่าแผนพัฒนากีฬา แห่งชาติมันก็จะขาดเรื่องงบประมาณ ก็เน้นการส่งเสริมให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ๓ กลุ่ม กลุ่มสถานที่บริการออกกำลังกาย กลุ่มสโมสรกีฬาสมัครเล่น และกลุ่มสถาบันการศึกษาผู้ผลิตบุคลากรด้านการกีฬา
เรื่องที่ ๒ คือการส่งเสริม สนับสนุนสถาบันการศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน ให้เกิดการลงทุนผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนา การสร้าง นวัตกรรมทางการกีฬา และพัฒนาอุปกรณ์ และการบริการทางวิทยาศาสตร์สำหรับการกีฬา สำหรับการใช้ในประเทศ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ก็ส่งออกด้วย เพราะจะเห็นว่าในวงการกีฬาเอง เราขาดบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพ เราจะเห็นว่าหลาย ๆ สมาคมที่จะต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญ จากต่างประเทศเข้ามาช่วย ซึ่งมันก็เป็นรายได้ที่ออกไปข้างนอก และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า รัฐบาลที่เราพูดกันถึงประเทศไทย ๔.๐ จะเน้นเรื่องนวัตกรรม ซึ่งเราก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านการกีฬาด้วย เพราะฉะนั้นถ้ามีการส่งเสริมในเรื่องนี้ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาของประเทศชาติในเรื่องของการกีฬา โดยเฉพาะเรื่อง ของการประชาสัมพันธ์มันอาจจะมีรายละเอียดในเรื่องนี้ว่าแม้กระทั่งนักธุรกิจบางท่าน หรือคนที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและพัฒนา หลาย ๆ คนก็จะไม่ทราบว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ไป ในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาหักค่าใช้จ่ายได้เป็น ๓ เท่าโดยจากของนิติบุคคล เพราะฉะนั้น เรื่องของการประชาสัมพันธ์ด้วยที่จะต้องให้เขารับทราบเรื่องข้อมูลข่าวสารในเรื่องนี้ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือเราจะได้บุคลากรและผลิตภัณฑ์กีฬาได้รับการพัฒนาที่ให้มีศักยภาพสูงขึ้น จากนวัตกรรมที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา และรวมทั้งบุคลากรในสาขาที่ขาดแคลน เช่น เรื่องการบริหารจัดการการกีฬา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการกีฬา เป็นต้น กลุ่มที่น่าจะได้รับ ประโยชน์คือกลุ่มการบริการทางวิทยาศาสตร์การกีฬา กลุ่มสถาบันการศึกษาผู้ผลิตบุคลากร ด้านการกีฬา และกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์การกีฬา
เรื่องที่ ๓ คงเป็นเรื่องของการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายรายละเอียดการกำหนด พิกัดอัตราศุลกากรเพื่อการนำเข้าและส่งออก รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการดำเนิน กรรมวิธีการนำเข้าส่งออกอุปกรณ์การกีฬาและอุปกรณ์ออกกำลังกาย เฉพาะที่ใช้สำหรับ การแข่งขันกีฬาและการฝึกซ้อมในระดับนานาชาติที่ได้รับการรับรองจากสมาคมการกีฬา แห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปัญหาในเรื่องนี้เกิดขึ้น ก็เพราะว่าอุปกรณ์บางอย่างมันต่างพิกัดกัน ยกตัวอย่างอย่างถ้านำอุปกรณ์เรือใบเข้ามา แข่งขันก็อยู่พิกัดหนึ่ง แต่เรื่องของใบพายก็อยู่อีกพิกัดหนึ่ง หรืออย่างจักรยานเช่นเดียวกัน พิกัดหนึ่ง แต่ว่าอุปกรณ์ประกอบก็อีกพิกัดหนึ่ง เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ความจริงมันก็แค่แก้กัน ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือกรมสรรพากร หรือว่ากรมศุลกากร ก็เป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องคือ สมาคมกีฬาก็ดี หรือผู้ประกอบการประสานจัดทำข้อมูล แล้วก็ชี้แจง แล้วก็ประสานกับหน่วย เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เร่งรัดในเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลลัพธ์ก็คือจะทำให้มีความชัดเจนในเรื่องของการกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรและ ความสะดวก คือลดขั้นตอนในการนำเข้าอุปกรณ์กีฬาที่จำเป็นเพื่อการฝึกซ้อมและแข่งขัน ตามมาตรฐานสากล กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ของการส่งเสริมก็คือกลุ่มสโมสรกีฬาสมัครเล่น กลุ่มกีฬาอาชีพ กลุ่มจัดการแข่งขันกีฬา และกลุ่มผู้นำเข้าและส่งออกทางการกีฬา
เรื่องที่ ๔ คือการกำหนดมาตรการป้องปราม ป้องกัน ปราบปราม และจับกุม ผู้กระทำผิด การปลอมแปลงผลิตภัณฑ์หรือละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าและบริการทางการกีฬา เนื่องจากในปัจจุบันมีการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน ทางปัญญาของผู้ประกอบการ และน่าจะเป็นอุปสรรคอันหนึ่งของการที่คิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เพราะว่าจริง ๆ มันก็มีการดำเนินการอยู่แล้วนะครับ แต่ปัญหาก็คือเราจะเห็นว่าจับแล้ว ก็ละเมิดอีก จับแล้วก็ละเมิดอีก เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีการเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเพิ่มมาตรการที่เข้มข้น คือนอกจากการจับกุมแล้วมันจะต้องมีเรื่องของการส่งเสริมด้วย คือถ้ามันไม่มีสินค้าที่ปลอมแปลงหรือด้อยคุณภาพ ก็จะทำให้หน่วยงานที่ใช้ไม่ว่าจะเป็น ส่วนราชการ น่าจะเริ่มจากหน่วยงานราชการและหน่วยงานผู้ใช้อุปกรณ์กีฬาก็คงจะต้องใช้ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายโดยผู้ประกอบการไทย ซึ่งก็จะเป็นการส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต อุตสาหกรรมด้วย ผลลัพธ์ก็คือผลิตภัณฑ์กีฬาได้รับการคุ้มครอง และประชาชนได้ใช้ ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์กีฬาที่มีคุณภาพ กลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมก็คือกลุ่มที่ค้าปลีก ค้าส่ง อุปกรณ์กีฬา และกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์การกีฬา
เรื่องสุดท้ายเรื่องที่ ๕ คือการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน วิชาพลศึกษาและการกีฬาที่เป็นมาตรฐานและต่อเนื่องในระบบการศึกษาตั้งแต่ ระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป โดยมุ่งเน้นการสร้างสุขภาวะให้แก่เยาวชนและเป็นการสร้าง ความต้องการในการบริโภคผลิตภัณฑ์คือดีมานด์ไซด์ (Demand side) ในทางการกีฬา ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการในระหว่างที่ดำเนินการในเรื่องนี้ก็ได้ประสานกับ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็เป็นที่น่ายินดีว่ากระทรวงศึกษาธิการก็จะเพิ่มคาบชั่วโมงของ วิชาพลศึกษาเป็น ๒ คาบ อย่างน้อยให้สำเร็จได้ในปี ๒๕๖๐ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะเป็น เรื่องสุดท้าย แต่ถ้าคิดถึงเรื่องของความสำคัญแล้วเราจะเห็นว่าการสร้างความลัดในการ ออกกำลังกาย หรือมันเป็นกระบวนการของวงจรกีฬา คือจากครอบครัวเป็นการเล่นกีฬา แล้วก็เล่นกีฬาพื้นฐานสู่กีฬามวลชน สู่กีฬาความเป็นเลิศ และสู่กีฬาอาชีพ ถ้าพื้นฐานของ เด็กทุกคนได้ส่งเสริมเรื่องการกีฬา มันก็จะทำให้แต่ละวงจรของมันนี่ถ้ามันเพิ่มวงจรขึ้น ก็หมายความว่าอุตสาหกรรมการกีฬานี่ถ้าไปถึงระดับนานาชาติ ระดับชาติได้นี่ เพราะฉะนั้น วงจรอุตสาหกรรมกีฬาก็จะยิ่งใหญ่ ๆ ขึ้นในทุกระดับนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่สำคัญ ผลลัพธ์ก็คือเด็กและเยาวชนมีสุขภาวะที่ดีขึ้น และเป็นการกระตุ้น การบริโภคผลิตภัณฑ์การกีฬาอย่างกว้างขวางขึ้น ส่งผลต่อการหมุนเวียนปริมาณเงิน ในประเทศ ทั้งนี้ก็มุ่งเน้นส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการคือกลุ่มสถาบันการศึกษา ผู้ผลิต บุคลากรด้านการกีฬา และกลุ่มผู้ค้าปลีกและค้าอุปกรณ์การกีฬา ทั้งหมดที่กระผมได้กล่าวไป โดยสรุปนั้นก็เพื่อเน้นให้เห็นว่าการกีฬานั้นคือย้ำไปจากที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ได้กล่าวให้ที่ประชุมทราบไปแล้วนะครับ วัตถุประสงค์ ก็คือสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ อันที่ ๒ ก็คือให้โอกาสผู้ประกอบการให้มี บทบาทมากขึ้น ให้มีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมาธิการเชื่อว่าหากภาครัฐให้การส่งเสริม และสนับสนุนตามมาตรการทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมจะเป็นการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่อุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ สร้างและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติ ทำให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรม การกีฬาโดยทางตรง โดยทางอ้อมก็คือสามารถแก้ไขปัญหาสังคม เสริมสร้างสุขภาพของคน ในชาติ ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่อาจจะประเมินได้ เราอาจจะลงทุนแค่หมื่นเพื่อหวังผลแสน ล้าน ในอนาคต เพราะตามตัวเลขที่ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ได้กล่าวในปี ๒๕๖๒ ก็คือประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมคิดว่า เป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนะครับ และถ้าอยากจะให้เห็นชัดเจน คือเรื่องอุตสาหกรรมการกีฬา มันก็โยงไปทุกระบบในเรื่องของการปฏิรูปมันเกี่ยวข้องไป คือไม่สามารถเว้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ได้นะครับ แล้วเราจะเห็นว่าถ้าเป็นเรื่องของการเสียเงินก็เป็นเรื่องปฏิรูปอื่น ๆ แต่ถ้าเป็น เรื่องของการได้เงิน ก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมการกีฬาอาจจะต้องปรับทัศนคติต่อไปนี้ว่า เรื่องของการกีฬาไม่ใช่เป็นเรื่องที่เสียเงินนะครับ เป็นเรื่องของการได้เงิน และอยากจะให้เห็น ภาพชัดเจนนะครับ ผมก็นึกถึงว่าเราเลี้ยง ผมขอยืมคำพูดของท่านชัย นิมากร มาพูด ท่านเป็นท่านหนึ่งในคณะทำงาน ท่านบอกว่า เรากำลังเลี้ยงห่านนะครับ กำลังเลี้ยงห่านเพื่อ จะถอนขน ตอนนี้ห่านยังตัวเล็กอยู่ครับ แต่เราจะเลี้ยงให้มันโตแล้วมันมีขน แล้วเราจะถอน มันนะครับ ผมขอจบการนำเสนอครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะท่าน พลเรือเอก ชาญชัยนะคะ ต่อไปก็เป็นการอภิปราย ของท่านสมาชิก มีท่านอภิปรายเพียงท่านเดียวนะคะ ท่านที่ประสงค์จะอภิปรายกรุณา ส่งชื่อด้วยค่ะ เชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ ศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๙๑ ครับ จริง ๆ แล้วเริ่มต้นเลยผมไม่กล้าอภิปรายเรื่องนี้ หรอกครับ เพราะว่าผมไม่ใช่นักกีฬาที่เก่งมาก แล้วก็เป็นคนดูกีฬาเสียมากกว่า หลายคน ถามผมว่าเวลาเล่นฟุตบอลอยู่ตำแหน่งอะไร ผมอยู่ตำแหน่งกองเชียร์นะครับ ดังนั้นเรื่องกีฬา จะน้อยนะครับ แต่ว่าขออนุญาตใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์แล้วก็ประสบการณ์ในการวิจัยที่ พอมีอยู่บ้างอภิปรายในสัก ๕ ประเด็นนะครับ สิ่งที่ผมอภิปรายนี้อยากให้พิจารณาว่าเป็นการ เติมเต็มในบางส่วนที่ผมอาจจะมองไม่เห็นจากที่ท่านเสนอนะครับ ถ้าท่านมีอยู่แล้วก็ถือว่า เป็นการเติมลงไปทำให้ชัดเจนขึ้นนะครับ ผมมองว่าในสิ่งที่ท่านเสนอมานี้เท่าที่ผมพยายาม จัดกลุ่มจากที่ท่านจัดมาแล้ว ท่านมีเรื่องของมาตรการนโยบาย มาตรการกระตุ้นนะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ผมก็ชื่นชมนะครับว่าเป็นการมองอย่างครบถ้วนรอบด้านเลยนะครับ ในเรื่องของ มาตรการนโยบาย ท่านมองในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน ในเรื่องของมาตรการภาษีนะครับ ซึ่งน่าจะรวมถึงการอุดหนุนด้วยถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ เพราะว่าภาษีที่ติดลบคือ การอุดหนุน ผมเดาว่าท่านคงจะมองในเรื่องนี้ด้วยนะครับ ในเรื่องมาตรการกระตุ้นท่านจะ มองใน ๓ มุมก็คือ ผมมองในเรื่องของการลงทุน ในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ ในเรื่อง ของบุคลากรกีฬานะครับ ผมอย่างนี้ครับ ผมมีเรื่องที่อยากจะเสนอท่านอยู่สัก ๕ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกเลย ผมเองพอรู้อยู่บ้างว่าในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนนั้น เขาส่งเสริมการลงทุนเป็นแอเรียเบส (Area based) นะครับ เช่น เขตพื้นที่ ๑ ๒ ๓ ขณะนี้ ท่านกำลังเสนอเป็นเซกเตอร์ (Sector) นะครับ ก็คือภาคการผลิต เท่าที่ผมทราบนี่ ทางนโยบายส่งเสริมการลงทุนได้เริ่มขยับในเรื่องของเซกเตอร์ (Sector) แล้ว แต่ไม่ทราบว่า ได้ก้าวหน้าไปถึงไหนนะครับ เพราะผมเองเคยทำงานเรื่องอุตสาหกรรมฮาลาล (Halal) ก็ทราบว่ามันมีปัญหาในเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาล (Halal) ซึ่งมีทั้งสินค้า อาหาร ยา การท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในคนละเซกเตอร์ (Sector) หมดเลย นะครับ และไม่สามารถลงไปอยู่ในแอเรีย (Area) เดียวกันได้ เช่นโรงแรมอาจจะอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ๓ ที่มีการส่งเสริมการลงทุนนะครับ ผมคิดว่าในเรื่องของอุตสาหกรรมกีฬา น่าจะประสบปัญหาคล้าย ๆ กันก็คือว่า สินค้ากระจายเซกเตอร์ (Sector) กันอยู่นะครับ แล้วก็ไม่สามารถกำหนดลงไปในพื้นที่ที่ชัดเจนได้ว่าจะไปส่งเสริมการลงทุนที่พื้นที่ไหนนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องมาตรการทางภาษีนะครับ ท่านกำลังจะเอามาตรการ ภาษีมาดูแลเรื่องกลุ่มกีฬาอาชีพและผู้ประกอบการนะครับ หรือผู้ที่ลงทุนทางด้านนี้นะครับ และท่านได้ยกตัวอย่างเรื่องภาษีเงินได้มา ซึ่งอันนี้ผมอยากจะเสนอว่าอยากให้ขยายเรื่องนี้ ไปให้กลุ่มอาชีพอื่น ๆ ด้วยนะครับ ซึ่งมีหลายกลุ่มอาชีพที่หารายได้เข้าประเทศไทยนะครับ แล้วก็ถ้ามันมีการต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนทั้งจากเมืองนอกและในประเทศไทย มันก็น่าจะ เกิดขึ้นกับทุกกลุ่มอาชีพ ประเด็นนี้อยากจะให้มีหมายเหตุไว้นิดหนึ่งว่าเราไม่ได้ใจดีเฉพาะบุคลากรทางด้านกีฬา เท่านั้น แต่ว่าเราอยากจะให้ขยายอันนี้ไปถึงกลุ่มอาชีพอื่นนะครับ ผมไม่ทราบว่ามีขนาดไหน เรื่องดารา เรื่องการแสดง เรื่องของนักวิชาการทำงานเมืองนอกส่งเงิน หรือคนงานทำงาน ต่างประเทศต้องเสียภาษีหรือไม่ ฝากไปดูนะครับ ฝากช่วยเหลือกันด้วยนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าอาจตกอยู่นะครับ หรือท่านอาจจะไม่ได้พูด ก็แล้วแต่ คือมาตรการเรื่องการดูแลสวัสดิการของนักกีฬาซึ่งหมดสภาพแล้ว ขณะที่นักกีฬา มีสภาพดีอยู่นี่เขาหารายได้ได้ เลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงครอบครัวได้ แต่เราจะเห็นว่านักกีฬา หลาย ๆ คนพอหมดสภาพแล้วชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดี มันเป็นไปได้ไหมที่เราจะหันมาดู ตรงนี้ด้วยนะครับ นักกีฬานี่อาจจะไม่ใช่นักกีฬาพวกฟุตบอลหรือเทนนิส อย่างเช่นนักมวย นักมวยอาชีพพวกนี้พอหมดสภาพแล้วทางไปไม่มี อยากจะฝากท่านว่าจะลองพิจารณาเรื่องนี้ ได้ไหมว่าเราจะเอาเรื่องของการดูแลสวัสดิการนักกีฬาหลาย ๆ ประเภทเมื่อเขาหมดสภาพ แล้วด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๔ ผมอยากจะลงมาเรื่องของมาตรการกระตุ้น ซึ่งประกอบด้วย การลงทุนสร้างกีฬาสถานต่าง ๆ เรื่องของการค้าระหว่างประเทศซึ่งท่านเสนอให้มีการทำ เรื่องของพิกัดอัตราภาษีศุลกากรซึ่งกระจายพิกัดกันอยู่ แล้วก็อยากจะให้แยกออกมา ผมก็คิดว่าน่าจะเจอปัญหาพอสมควรนะครับ แต่ว่าท่านได้มองข้ามไปถึงเรื่องเทรดฟาซิลิเทชัน (Trade facilitation) ด้วย คือการอำนวยความสะดวกด้านการค้า ซึ่งเป็นประเด็นใหม่มาก ๆ ซึ่งถูกใช้เป็นอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศอยู่ ซึ่งผมว่าเป็นการมองที่รอบด้านมาก ๆ นะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะนำเสนอคือเรื่องมาตรการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ คือเรื่องของ การค้าที่ผิดกฎหมายมันจะมีอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ๆ คือสินค้าหนีภาษีและสินค้าปลอม ผมฟังดูเหมือนว่าเรากำลังสนใจสินค้าปลอมเป็นหลัก สินค้าหนีภาษีก็น่าสนใจนะครับ แล้วสินค้าหนีภาษีก็มีทั้งที่ซื้อที่สนามบินโดยไม่ต้องเสียอากร คือไม่ใช่หนีภาษีแต่ว่าถูกต้อง ตามกฎหมายนะครับ แล้วก็ลักลอบนำเข้ามาเป็นลอต ๆ (Lot) ซึ่งตรงนี้ท่านอาจจะต้องไปดู กระบวนการแทร็กแอนด์เทรซซิง (Track and tracing) ในเรื่องของศุลกากรด้วยว่าท่านจะ นำตรงนี้เข้าไปใส่อย่างไรเพื่อให้ทางต้นทางเวลาเขาผลิตสินค้าออกมาเขาสามารถไอเด็นทิไฟ (Identify) ได้ว่าสินค้าตัวนี้ผลิตจากที่ไหน ประเทศไหน เมื่อไรนะครับ เพราะกระบวนการ ลักลอบสินค้าหนีภาษีที่ผมทำงานวิจัยเรื่องของสินค้าบุหรี่หนีภาษี ผมเองอยู่ในคณะกรรมการ ยกร่างเรื่องสินค้าหนีภาษีขององค์การอนามัยโลกด้วย เราพบปัญหานี้มากนะครับ ผมเข้าใจ ว่าปัญหานี้ก็น่าจะมีไม่น้อยไปกว่ากันในกรณีของสินค้ากีฬา เพราะเป็นสินค้าที่มีราคาแพง กว่าบุหรี่
ในเรื่องสุดท้ายนะครับ ผมคิดว่าเรื่องการพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา ผมอยากให้มองใน ๒ มุมนะครับ มุมหนึ่งในสถาบันวิจัยหรือองค์กรสนับสนุนการวิจัยของ รัฐบาลหรือสถาบันการศึกษาจะมีทุนวิจัยอยู่ อีกมุมหนึ่งเรื่องของเอกชนที่มีเรื่องของเซลฟ์ เดคลาเรชัน (Self-declaration) ที่จะลดหย่อนภาษีได้ ๓ เท่าตัวของเงินลงทุนภาษี ตรงนั้น ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ว่าผมอยากจะให้มองว่าเวลาทำวิจัยมันจะมีปัญหา เขาเรียกว่า ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สาเหตุอีกส่วนหนึ่งซึ่งงานวิจัยทางด้านกีฬาไม่ออกมา เพราะว่า กระบวนการกำหนดโจทย์วิจัย คนที่อยู่บุคลากรด้านกีฬาไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยกับนักวิจัย แล้วก็สถาบันที่ให้ทุนวิจัยต่าง ๆ นะครับ ผมอยากแลกเปลี่ยนว่าตรงนี้เราอาจจะต้องสร้าง กระบวนการว่าบุคลากรทางด้านการกีฬาจะเข้าไปจับมือกัน ทำเอ็มโอยู (MOU) กับกองทุน วิจัยต่าง ๆ เพื่อร่วมกันทำงานในการส่งเสริมการวิจัยทางด้านกีฬานะครับ เพราะว่าการทำ วิจัยและพัฒนานั้นไม่ใช่เรื่องที่จะผลิตบุคลากรกันง่าย ๆ นะครับ แต่สิ่งที่เราต้องการมากคือ เราต้องการโจทย์ที่น่าสนใจแล้วก็ร่วมมือกันทำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ครับ ก็ขอ เสนอมาแค่ ๕ ประเด็นครับ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคณะทำงานครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ผมขอขอบคุณและชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอ เรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาในวันนี้ การกีฬาจัดได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องหนึ่งของคุณภาพชีวิต ในระดับสากลแล้วการกีฬาจะได้รับการส่งเสริมตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงทุกวัย เพราะว่าการกีฬาเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพทางกาย มีมาตรการอื่น ๆ ที่ส่งเสริมสุขภาพทางใจ แต่โดยหลักการแล้วสุขภาพทางกายจะเป็นพื้นฐานสำคัญ ของคุณภาพชีวิต สิ่งสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพทางกายคือการกีฬา ในเรื่องของการกีฬาได้มี การกล่าวถึงในหลายแง่มุม แต่ในวันนี้ต้องชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ได้นำการกีฬามาในแง่มุม ของการส่งเสริมอุตสาหกรรม เพราะเป็นการเชื่อมการกีฬาที่เป็นส่วนสำคัญของคุณภาพชีวิต กับเศรษฐกิจของประเทศ และแท้ที่จริงแล้วในข้อเสนอนี้เองก็สะท้อนให้เห็นว่าถ้าเชื่อม ๒ อย่างนี้เข้าด้วยกันแล้วก็จะทำให้ทั้ง ๒ อย่างนี้โตไปพร้อม ๆ กัน นั่นก็คือการกีฬาโตไป พร้อม ๆ กับอุตสาหกรรมที่โต ซึ่งก็หมายความว่าการกีฬาทำให้สุขภาพแข็งแรง คุณภาพชีวิต ดีขึ้น ในขณะเดียวกันการกีฬาทำให้อุตสาหกรรมเติบโตและเศรษฐกิจดีขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงชื่นชมและสนับสนุนการนำเสนอในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และในมาตรการทางการคลัง ที่ท่านได้เสนอนั้น ไม่ว่าในเรื่องของภาษีเงินได้ ในเรื่องของพิกัดอัตราศุลกากรและการอำนวย ความสะดวกทางการค้าเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิกัดศุลกากรนั้น ขอกราบเรียนว่าในระบบการจำแนกประเภทสินค้าออกมาเป็นประเภทต่าง ๆ เพื่อการนำเข้า เรียกว่า พิกัดศุลกากร พิกัดศุลกากรซึ่งเป็นการจำแนกประเภทของสินค้าเพื่อประโยชน์ ในการนำเข้านี้เป็นประเภทพิกัดที่จัดทำขึ้นในระดับสากล คือทั่วโลกจะจัดประเภทสินค้า อย่างเดียวกันเป็นประเภทเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามในระดับภูมิภาค เช่น ในระดับอาเซียน (ASEAN) หรือในระดับประเทศ เช่นระดับประเทศไทยก็อาจจะมีการจำแนกประเภทย่อย ออกไปได้ ด้วยเหตุนี้เองข้อเสนอท่านถ้าหากว่าจะให้เป็นรูปธรรมก็อาจจะขอให้ช่วยศึกษาหรือ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการจัดประเภทระดับสากลนั้นเป็นการจัดที่สอดคล้องกับสิ่ง ที่ท่านต้องการเสนอหรือไม่ ถ้าไม่สอดคล้องในระดับอาเซียน (ASEAN) ซึ่งประเทศไทยเอง ใช้พิกัดในระดับอาเซียน (ASEAN) สามารถที่จะมีการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดหมวดหมู่ ที่เป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้ากับอุตสาหกรรมกีฬาหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ก็จะทำให้ข้อเสนอของท่านเป็นรูปธรรมและสามารถเป็นจริงได้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของภาษีเงิน ได้ที่ท่านต้องการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้การกีฬาเติบโต เพื่อให้นักกีฬามีแรงจูงใจในการพัฒนา ความสามารถของตัวเอง มีแรงจูงใจทำให้มีรายได้ที่เพียงพอในการพัฒนาตัวเองต่อไปนั้น ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ดี โดยรวมแล้วผมจึงขอสนับสนุนข้อเสนอนี้ พร้อมกับข้อสังเกตในเรื่องของ การนำข้อเสนอไปสู่รูปธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพิกัดศุลกากรครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติมไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ก็เรียนเชิญคณะกรรมาธิการตอบข้อซักถามหรือข้อสังเกต เรียนเชิญค่ะ ท่านใดจะเป็นผู้ตอบคะ ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ เชิญค่ะ
พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ
กรรมาธิการ
เรียนท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านประธานสภา กระผม พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ขออนุญาตตอบ ท่านสมาชิกสภาที่ได้กรุณาถามเมื่อสักครู่นี้นะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านดอกเตอร์อิศราที่ได้กรุณาให้คำแนะนำและมีคำถามประกอบมาด้วยนะครับ ในส่วนของ นโยบายบีโอไอ (BOI) ขยายตัวในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ท่านแนะนำให้กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ควรกำหนดไว้ด้วยเพื่อเหมือนกับสินค้าประเภทอื่น ๆ นะครับ แล้วก็การขยาย เรื่องมาตรการภาษีให้กลุ่มอื่น ๆ การดูแลสวัสดิการ การอำนวยความสะดวกทางการค้า การละเมิดลิขสิทธิ์และการพัฒนาบุคลากรอาร์แอนด์ดี (R&D) นะครับ ทั้งหมดที่ท่านถามมานั้น ผมจะขออนุญาตรับไปพิจารณาเพิ่มเติมในรายงานนะครับ เพราะว่าดูแล้วมีประโยชน์กับ รายงานนี้มาก สำหรับการดูแลสวัสดิการนักกีฬานั้น ขณะนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทยได้มีกองทุนในเรื่องนี้อยู่แล้วนะครับ ผมก็ขออนุญาตว่า จะรับเรื่องทั้งหมดนอกเหนือจากการดูแลสวัสดิการนักกีฬาไปปรับปรุงในรายงานเพื่อให้มี ความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นตามที่ดอกเตอร์อิศราได้กรุณาให้คำแนะนำนะครับ
ในส่วนของอาจารย์สถิตย์ผมจะขอรับไปดูในเรื่องของพิกัดศุลกากร เน้นในเรื่องของการนำเข้านะครับ โดยจะขออนุญาตให้คณะไปประสานงานกับกรมศุลกากร เพื่อปรับปรุงรายงานให้สมบูรณ์ต่อไปอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผมใคร่ขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ตามที่ท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่านได้กรุณาอภิปรายนำเสนอมาแล้วนะครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านศาสตราจารย์อิศราที่ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้หลายเรื่องเลย ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนเรื่องสวัสดิการนักกีฬาที่หมดสภาพ ซึ่งเป็นข้อห่วงใยของ ผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องกีฬานะครับ ผมเพิ่งไปประชุมเมื่อวานนี้ครับตลอดวันเกี่ยวกับเรื่อง กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติในการที่จะดูแลพัฒนานักกีฬาที่หมดสภาพนะครับ ต่อไปนี้มันมี กองทุนพัฒนากีฬาอาชีพและกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ จะดูแลนักกีฬาที่หมดสภาพ จากการแข่งขันหลังจากที่ได้แข่งขันให้กับประเทศชาติหมดไปแล้วนะครับ ขณะนี้ได้เขียน ระเบียบไว้แล้วนะครับ กราบเรียนให้ท่านทราบครับ และต้องขอขอบคุณท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ที่ได้ให้ข้อสังเกตและข้อคิดเห็นไว้ก็จะนำทั้งข้อสังเกตและข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทุกประเด็นของทั้ง ๒ ท่านในวันนี้ไปพิจารณา ประกอบการดำเนินการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาแล้วก็จะดำเนินการขับเคลื่อนแผน ปฏิรูปให้เป็นไปตามที่ได้รับคำแนะนำไว้ทุกประการนะครับ ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณครับ
เป็นอันว่าเราได้พิจารณา เรื่อง การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา เสร็จ เรียบร้อยแล้วนะคะ ระหว่างนี้สมาชิกกำลังทยอยกันมา เดี๋ยวดิฉันจะรอสักครู่ก่อนที่จะ กดออดตรวจสอบองค์ประชุมนะคะ สมาชิกกำลังทยอยกันมา ท่านที่อยู่ที่ตึก ๒ น่าจะยังคง อีกนานกว่าจะถึง ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เจ้าหน้าที่ยังรออยู่ อย่าเพิ่งปิดระบบนะคะ เพราะว่าสมาชิกกำลังทยอยมา ระหว่างที่รอสมาชิกนะคะ ตอน ๑๕.๐๐ นาฬิกา ท่านรองอลงกรณ์ได้เชิญประชุม คณะกรรมการประสานงานเอาไว้ ขอเลื่อนการประชุมเป็นภายหลังเลิกประชุมค่ะ เพราะว่า เรามีอีกวาระ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน เลิกประชุมวาระที่ ๒ เสร็จก็เชิญประชุม คณะกรรมการประสานงานเลย มีสมาชิกยังทยอยมานะคะ ท่านกดปุ่มแสดงตนกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การส่งเสริม อุตสาหกรรมการกีฬา หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอผลการลงคะแนนด้วยค่ะเจ้าหน้าที่ มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่อง การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความเห็นของ ท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการและ ขอบพระคุณท่านผู้มาชี้แจงทุกท่านนะคะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศระบบความปลอดภัยทางถนน เรื่อง การปฏิรูประบบ ความปลอดภัยทางถนน
ท่านที่ ๖ ท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๗
ท่านที่ ๗ ท่านอนุชา เศรษฐเสถียร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ
ท่านที่ ๘ ท่านธนะพงศ์ จินวงษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
ท่านที่ ๙ พันตำรวจเอก สุกิจ โตตาบ รองผู้บังคับการกองกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงค่ะ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม นายนิกร จำนง ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบความปลอดภัยทางถนน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดังนี้ นะครับ
ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๑/๒๕๕๙ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน และให้พิจารณา เรื่อง การปฏิรูประบบ ความปลอดภัยทางถนน ให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๑๒๐ วันนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนเห็นว่าเรื่องความปลอดภัยทางถนน เป็นเรื่องสำคัญ และเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนทันต่อ สถานการณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการจึงเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน และ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... ในกรอบระยะเวลา ๙๐ วันต่อที่ประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาเห็นชอบในข้อเสนอแนะต่าง ๆ และ ดำเนินการตามแผนพัฒนาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป ในการนี้คณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอแถลงต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดังนี้ โดยขอเพิ่มเติมชื่อเรื่อง นะครับ จากเดิมชื่อ การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน เป็น เรื่อง การปฏิรูประบบ ความปลอดภัยทางถนน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... เนื่องจาก คณะกรรมาธิการได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติแนบท้ายรายงานมาด้วย จึงขออนุญาตนะครับ ในการนี้ และขออนุญาตท่านประธานนะครับ ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมในการ แถลงครั้งนี้ด้วย ซึ่งท่านประธานได้กล่าวชื่อไปแล้วที่ได้ขอไปนะครับ ขออนุญาตท่านประธาน ฉายสไลด์ (Slide) เพื่อประกอบการพิจารณารายงานและขออนุญาตแจกเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งท่านประธานได้กรุณาอนุญาตแล้วนะครับ แล้วก็มีแผนการนำเสนอรายงานแนบมาด้วย และบัญชีแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน ซึ่งนอกเหนือจาก ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ผมจะเริ่มการเสนอนะครับ ที่มาได้ กล่าวไปแล้วนะครับว่ากรรมาธิการชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งจากที่นี่ไปนะครับ การดำเนินงาน ที่เราได้มีการดำเนินการ เนื่องจากว่าการดำเนินการในการประชุมทางที่ประชุมมีความเห็นว่า ต้องการหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวเนื่อง เราจึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาเป็น กรรมาธิการด้วย ซึ่งก็มีที่ชัดเจนก็คือผู้อำนวยการ สนข. ท่านชัยวัฒน์ ทองคำคูณ รับผิดชอบ ตรงนี้โดยตรงของประเทศ ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายสนิท พรหมวงษ์ และองค์กร เอกชนได้ดำเนินการเรื่องนี้จริงจัง เช่น คุณหมอแท้จริง ศิริพานิช โครงการเมาไม่ขับนะครับ โครงการง่วงไม่ขับก็มานะครับ เรามีการแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายซึ่งได้รับความกรุณาจาก ท่านประธานวิรัช ชินวินิจกุล แล้วก็ได้มีท่านสิทธิศักดิ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ซึ่งแต่งตั้งเป็นประธานคณะทำงานจัดทำร่างพระราชบัญญัติพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... ท่านเป็นคนรับผิดชอบ นอกจากนั้นก็มีกลุ่มแพทย์ที่ทำงานเรื่องนี้มายาวนานมากนะครับ ก็มีคุณหมออนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ อีเอ็มเอส (EMS) นะครับ แล้วก็คุณหมอธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัย ทางถนน แล้วก็มีคุณหมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานทุนง่วงอย่าขับในพระบรมราชูปถัมภ์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ แล้วก็ ทางกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องที่เราทำเป็นเรื่องที่สำคัญ ระยะเวลาค่อนข้างสั้น ดังนั้นเราก็เลยตั้งคณะอนุกรรมาธิการ
เรื่องแรก ก็คือว่าเป็นอนุกรรมาธิการกฎหมายระบบความปลอดภัยทางถนน และการบังคับใช้ ซึ่งมีท่าน พลตำรวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล ใน สปท. เรานี้ครับ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็มีอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจราจร เมืองใหญ่ มีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ มีคณะทำงานจัดทำ หลักสูตรความปลอดภัยทางถนน มีการสัมมนาซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วนะครับ การจราจร แก่เด็กและเสนอผลงานต่อกรรมาธิการ ก็คือมีท่านกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา เป็นประธาน มีคณะจัดทำร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... ท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ เป็นประธาน และคณะทำงานจัดทำร่างแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนมี พันตำรวจโท หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร เป็นประธานคณะทำงานนะครับ การแต่งตั้งมีอยู่ในเอกสาร ภาคผนวกแล้วนะครับ ผลการพิจารณาท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกครับ เราได้กำหนดว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องมีความเกี่ยวเนื่อง ดังนั้นเราก็เลย เสนอขึ้นมาเป็น ๓ แผนต่อเนื่องกัน ดังนั้นในวันนี้ต้องขออนุญาตท่านประธานและท่าน ที่เคารพนะครับ การนำเสนอเหมือนนำเสนอ ๓ วาระปฏิรูปซ้อนมาด้วยกันครับ เป็นระยะสั้น แผนระยะสั้นที่เราเสนอก็คือแผนปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนระยะสั้น เป็นแผน รองรับเทศกาลปีใหม่ที่จะถึง ในส่วนนี้เราเสนอให้มีแผนรองรับเทศกาลปีใหม่เป็นการเฉพาะ เนื่องจากประสบการณ์ ที่ผ่านมาในช่วงนี้ ผมเองได้เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมา ๓ ปี ได้ต่อสู้ กับเรื่องวันหยุดระยะยาวมา ๖ ครั้ง แล้วก็นำเรียนที่ประชุมว่าปีแรก ๒ ครั้ง วันปีใหม่ กับวันสงกรานต์แพ้ ปีต่อมาเสมอตัวนะครับ แล้วก็ปีสุดท้ายได้ชนะเขามา ๒ ครั้ง คือทำมา ๓ ปีติดต่อกันนะครับ ดังนั้นพอมาประชุมเราก็มีการดำเนินการโดยใช้ระบบที่ว่าจะมาสู้กับ สถานการณ์ อย่างคำว่า ๗ วันอันตราย เป็นคำที่เรากำหนดขึ้นมาในยุคนั้นนะครับ มาจาก ๗ วันระวังอันตราย ใช้อยู่ปัจจุบันนี้นะครับ ซึ่งสถานะที่เกิดขึ้นก็คือว่าเรามีการกำหนด แผนระยะสั้นตรงนี้เป็นเป้าหมาย ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กำหนดเป้าหมายมาหลายปีแล้วว่าจะลดลง ให้ได้ร้อยละ ๕ เป็นอย่างน้อยนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งหมายความว่า ถ้าปล่อยไปไม่มีแผนเลย สถานการณ์ที่เป็นอยู่เราจะมีการสูญเสียชีวิตในปีใหม่ที่จะมาถึง ประมาณ ๔๐๐ กว่าคนนะครับ เราก็กำหนดว่าให้ไม่เกิน ๓๖๑ คนนะครับ และต่อจากนั้น ก็จะเป็นแผนรายละเอียดจะมีคุณหมอธนะพงศ์จะมานำเสนอให้พวกเราทราบนะครับ
แผนต่อไปคือแผนปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระยะกลาง ก็คือ กรรมาธิการเสนอร่างแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนปี ๒๕๖๐ ที่จะถึงนี้จนถึง ปี ๒๕๖๔ รวม ๕ ปี เดิมเราเคยมีเป็นแผน ๔ ปี แต่เนื่องจากรัฐบาลกำหนดเป็นแผน ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี เราก็ทำ ๕ ปีตามไปด้วยนะครับ แผนนี้ประสงค์จะให้หน่วยงานหาทางดำเนินการ อย่างต่อเนื่องนะครับ สู้กันเป็นปี โดยมีการลดอัตราการเสียชีวิตทางถนนระหว่างปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ มีเป้าหมายนะครับ ขณะนี้เรามีอัตราอยู่ที่ฐาน ๓๖.๖ ตามการศึกษาของ องค์การอนามัยโลกนะครับ ลดลงร้อยละ ๑๐ ในปีที่ ๑ ก็คือปี ๒๕๖๐ แล้วก็ปีต่อไปลดลงอีก ๒.๕ ๔ ปี ลดลงปีต่อไปก็คือ ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ และปีต่อไปก็คือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ปีต่อไป ลดลง ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ และปีสุดท้ายปี ๒๕๖๐ ก็คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ระยะเวลา ดำเนินการในแผนระยะกลางก็จะดำเนินการตั้งแต่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่จะถึงนี้ เป็นปีงบประมาณ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ นะครับ ซึ่งเดี๋ยวจะนำเสนอต่อไป
สุดท้ายก็จะเป็นปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนยั่งยืนระยะยาวนะครับ เราก็จะเสนอว่าตามแผนยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ที่เรากำหนดเรามีเป้าหมายว่าจะลดการสูญเสีย ของประชาชนในช่วง ๕ ปีจะถึงนี้ ๑๗,๐๐๐ ราย หมายความว่าลดลงไปถ้าตามแผนนี้ถ้าไม่มี จะเสียชีวิตกันเยอะนะครับ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะลดแล้วยังเหลืออยู่ใน ๕ ปีข้างหน้าที่จะถึงนี้ เสียชีวิตตามที่เราประเมินอีก ๑๐๐,๐๐๐ ราย หลีกไม่พ้นนะครับ ขนาดลดแล้วนี่นะครับ ดังนั้นเราก็เลยเสนอว่าจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีแผนยั่งยืนระยะยาวต่อเนื่องไป ๒๐ ปี รัฐบาล ก็มี ๒๐ ปี ก็ทำไป ๒๐ ปี อาจจะต่อเนื่องไปนะครับ ซึ่งแผนตรงนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการให้ความรู้นะครับ ระยะเวลาในแผนสุดท้ายก็คือว่า ยั่งยืนระยะยาว ๒๐ ปี ก็คือ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ จนถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๗๙ นะครับ ซึ่งส่วนนี้ท่านอาจารย์ดุสิต จะเป็นผู้เสนอต่อไปนะครับ ดังนั้นเพื่อการนำเสนอครั้งนี้มีความสำคัญเป็นส่วน ๆ ผมก็ ขออนุญาตท่านประธานให้นำเสนอแผนรองรับเทศกาลปีใหม่เป็นแผนระยะสั้นนะครับ โดยนายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ เป็นผู้เสนอ กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ในฐานะของ ที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญนะครับ จะขอนำเรียนแผนเร่งด่วนระยะสั้นในช่วงปีใหม่ ปี ๒๕๖๐ ที่จะถึงนี้นะครับ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาตามที่ท่านประธานได้นำเรียนนะครับ ตรงนี้เดี๋ยวขอสไลด์ (Slide) ขึ้นเลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เราจะพบว่า การเสียในช่วง ๗ วันของเทศกาลปีใหม่ จากกราฟ แม้จะลดลงในช่วง ๒ ปีแรก จากยอด การเสียชีวิต ๗ วัน ๔๐๐ กว่าราย แต่ใน ๘ ปีที่ผ่านมาเราจะพบว่ายอดการเสียชีวิตกลับคงที่ ตัวเลขอยู่ที่ ๓๒๐ ถึง ๓๖๐ ชีวิต ในแต่ละเทศกาล ที่สำคัญคือในปีใหม่ที่ผ่านมามีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมา ๓๘๐ ราย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๑.๔๔ ไม่เพียงเท่านี้ ในปีใหม่ที่ผ่านมายังมีสัญญาณที่สำคัญ เตือนให้เห็นถึงดัชนีความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ในอุบัติเหตุ ๑๐๐ ครั้ง ปกติแต่ละปีจะมีการ เสียชีวิต ๘ ราย แต่ในปีใหม่ที่ผ่านมา อุบัติเหตุ ๑๐๐ ครั้งมีคนตายถึง ๑๑.๒๕ ราย ซึ่ง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ของการตายเป็นการตาย ณ จุดเกิดเหตุหรือตายคาที่นะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ ดัชนีความรุนแรงหรือที่ทางวิชาการเรียกว่าเป็น ซิวิลิตีอินเดกซ์ (Civility index) ที่เพิ่มขึ้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่ ๔ ประการ แต่ที่สำคัญที่สุดประการแรกเลยก็คือเรื่องของความเร็วหรือการขับรถเร็วทั้งทางหลวงและ การขับรถเร็วในเขตเมืองที่มีคนสัญจรข้ามถนนไปมา ในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาพบว่ามีถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ตายเป็นคนเดินถนน ที่เกิดขึ้นจากการข้ามถนน
ถัดมาคือพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดความรุนแรงที่สำคัญเลยคือเรื่องของ การหลับใน เพราะจะเป็นการที่มีการชนในลักษณะของการปะทะ ไม่มีการเบรก โดยเฉพาะ ในช่วงของการเดินทางไปกลับ จะมีความอ่อนล้าจากการขับรถติดต่อกันหลายชั่วโมง อีกพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญคือการดื่มขับนะครับ หรือเรียกว่า เมาขับ เพราะเราพบว่ายิ่งดื่ม ยิ่งไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย เกือบทั้งหมดของคนที่ดื่มถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ก็ไม่ใส่หมวกกันน็อก ถ้าเป็นรถยนต์ก็ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนะครับ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมเสี่ยง ๒ อย่างนี้จะเป็น พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ดัชนีรุนแรงมากขึ้น
ประการที่ ๓ คือความรุนแรงที่เกิดจากรถที่หลุดไปชนวัตถุข้างทางโดยเฉพาะ ต้นไม้ สุดท้ายก็คือการที่ผู้ขับขี่หรือผู้ซ้อนหรือคนที่โดยสารไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ผู้ที่เสียชีวิต ร้อยละ ๘๒ จากการใช้รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อก ผู้ที่ขับรถส่วนบุคคลหรือ โดยสารรถส่วนบุคคลและเสียชีวิตร้อยละ ๗๒ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนะครับ ฉะนั้นจะเห็นว่า ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของดัชนีของความรุนแรงนะครับ และสิ่งที่จะนำไปสู่ข้อเสนอสำคัญเพื่อจะ ลดความสูญเสีย ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ
ข้อเสนอสำคัญ ประการแรก ตามที่ท่านประธานของกรรมาธิการวิสามัญ ได้นำเรียนนะครับ สิ่งที่ควรจะถูกหยิบยกขึ้นมาก็คือการตั้งเป้าให้มีการลดการตายลงร้อยละ ๕ หรือให้การเสียชีวิตไม่เกิน ๓๖๑ รายในเทศกาลที่ผ่านมาพร้อมกำหนดให้จังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นซึ่งเป็นจุดจัดการได้มีการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดเป้าหมาย เพราะว่า การกำหนดเป้าหมายในทุกระดับจะทำให้ทุกภาคส่วนทราบและมีทิศทางของการทำงาน ร่วมกัน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในปีใหม่นี้
ประการถัดมา คือบังคับใช้กฎหมายข้อที่ ๒ ให้เข้มงวดจริงจัง โดยเฉพาะ การกระตุ้นให้มีการตื่นตัวในช่วง ๗ วันก่อนเทศกาลให้เกิดการบังคับใช้จริง มีการรายงานผล นะครับ ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ช่วง ๗ วันเกิดประสิทธิผล พร้อมกันนี้ต้องมีการ สนับสนุนอุปกรณ์ให้เพียงพอโดยเฉพาะเครื่องตรวจวัดความเร็ว เครื่องตรวจความเมา ที่เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาด้วยข้อจำกัดของเครื่องมือทำให้ยอดดำเนินคดีของคนเมา ทำได้เพียง ๒๐ รายต่อจังหวัดต่อวัน ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนคนเมาบนถนนนะครับ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ
อีกประการมาตรการการยึดรถที่เป็นมาตรการที่สำคัญก็ยังทำได้จำกัดนะครับ ควรจะมีการทบทวนแล้วก็ปรับปรุงในเรื่องนี้ หัวใจสำคัญที่จะทำให้การบังคับใช้เกิด ประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดคือ ในพื้นที่จะต้องมีมาตรการในการทำแบบไม่หว่านแห ก็คือมีการกระจายแบบสุ่มหรือแรนดอม (Random) ไปในกลุ่มเสี่ยง ช่วงเวลาเสี่ยง และพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มรถจักรยานยนต์ในกลุ่มเยาวชน คนทำงาน โดยเฉพาะ ในเวลากลางคืน ในช่วงของการฉลองนะครับ
ถัดไปนะครับ นอกจากการตั้งเป้าหมายลดการเสียชีวิตลง ๕ เปอร์เซ็นต์ และการบังคับใช้เข้ม สิ่งที่ต้องจัดการควบคู่กันไปคือทำให้เกิดถนนที่ปลอดภัยโดยให้ ทุกชุมชนและท้องถิ่นมีการระบุและแก้ไขจุดเสี่ยง จุดอันตราย เช่น ทางเชื่อม ทางแยก ทางลัดผ่านต่าง ๆ รวมไปถึงการให้ชุมชนและท้องถิ่นมีเขตชุมชนที่สามารถลดความเร็ว เพราะจะช่วยลดการตายของคนเดินถนนได้นะครับ
ประการถัดมาในเรื่องยานพาหนะ ในช่วงเทศกาลมุ่งเน้นในเรื่องของการให้ คนขับได้เตรียมความพร้อม มุ่งเน้นในเรื่องของรถสาธารณะที่จะมาวิ่งเสริมให้มีความพร้อม
ประการสุดท้าย คือการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ถึงโอกาสเสี่ยง ความรุนแรงและผลกระทบที่ตามมาจากการที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ที่ผ่านมาเด็ก ๆ ที่มาใช้ มอเตอร์ไซค์ยังไม่เคยรับรู้ถึงความเสี่ยงว่าจะเกิดผลกระทบกับทั้งตัวเองและครอบครัว รวมไปถึงเหยื่ออย่างไรบ้าง อันนี้การประชาสัมพันธ์ก็จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้ เกิดขึ้นได้นะครับ
ถัดไปนะครับ สิ่งที่จะถูกมุ่งเน้นก็คือก่อนถึงมาตรการเราต้องเตรียม ความพร้อม ก่อนถึงเทศกาลก็คือเตรียมความพร้อมตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปที่ หน่วยงานภาคนโยบายและศูนย์อำนวยการจะต้องกำหนดเป้าและส่งสัญญาณให้เกิด การทำงาน มีการสนับสนุนอุปกรณ์ลงไปในพื้นที่ ส่วนระดับพื้นที่ก็คือมีการวิเคราะห์ปัญหา แล้วก็การจัดเตรียมสถานการณ์ พร้อมทั้งมีการดำเนินการเข้มก่อนที่จะถึงช่วงเทศกาลนะครับ
ประการสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ทั้งหมดแล้วของการจัดการเรื่องของเทศกาลปีใหม่ เพื่อลดการตายลงเป็นภาพเพียง ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ของการสูญเสียของทั้งประเทศ ในทุก ๆ วัน ไม่เฉพาะเทศกาล คนไทย ๔๐ คน ถึง ๕๐ คนเสียชีวิตบนถนน ในทุก ๆ วัน ๑๕ ครัวเรือน ต้องแบกรับภาระดูแลผู้พิการไปตลอดชีวิต ช่วงเทศกาลถือว่าเป็นช่วงสำคัญที่สังคมไทย ตื่นตัวกับเรื่องอุบัติเหตุทางถนน และพร้อมที่จะรับมาตรการใหม่ ๆ ที่เข้มงวด เพราะฉะนั้น ต้องมองเทศกาลเป็นโอกาสของการใส่มาตรการสำคัญที่เข้มงวด จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับ เป็นช่วงที่สามารถทดลองยาใหม่ ๆ หรือยาที่แรงขึ้น เพราะฉะนั้นเทศกาลปีใหม่ในครั้งนี้ ขอให้มีมาตรการที่เป็นมาตรการที่ชัดเจน เป็นมาตรการใหม่และสามารถเอามาบังคับใช้ได้ อย่างจริงจังเพื่อกระตุ้นให้สังคมเกิดการปรับตัวและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่แผน ระยะกลาง ระยะยาว ต่อไปนะครับ ขอนำเรียนเท่านี้ครับ
ต่อไปท่านนิกร จำนง เรียนเชิญใครคะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ แผนสำหรับปีใหม่นี้นะครับ อยากจะนำเรียนว่ามีอยู่โดยละเอียดเรามีเวลา น้อยก็เลยเสนอ มีละเอียดมากนะครับ หมายความว่าหน่วยราชการหรือใครที่เกี่ยวข้อง สามารถเอาไปดำเนินการได้ทันที แล้วก็ผ่านประสบการณ์มาเพียงพอแล้วที่จะดำเนินการ นี่นะครับ ที่สำคัญก็คือว่าระยะเวลาตอนนี้จะไม่ทันอยู่แล้วท่านประธาน เพราะท่านประธาน ก็ทราบเรื่องระบบงบประมาณ ขณะนี้งบประมาณอยู่ เครื่องมือในการเป่าก็ดี เครื่องมือ วัดความเร็วก็ดี การจัดหาเหมือนตอนนี้จะไม่ทันเสียด้วยซ้ำ เราก็เลยเสนอว่าควรจะต้องมี การใช้งบกลางฉุกเฉินถึงจะทำได้ นี่ก็ค่อนข้างช้าแล้วนะครับ นี่แค่ ๗ วันครับ เราจะเทสต์ (Test) ระบบกันเท่านั้นเอง แต่สาระสำคัญคือแผนรวม ผมอยากจะเรียนว่าในส่วนแผน ระยะกลางก็คือร่างแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ ที่เราเสนอ ขึ้นมาเป็นแผน อยากจะเรียนว่าผมเองมีประสบการณ์กับเรื่องนี้มากเพราะว่าในช่วงที่ผมเป็น รัฐมนตรีตอนช่วงปี ๒๕๔๗ นะครับ เราก็ดำเนินการสู้กับ ๗ วันอันตรายนี่ แล้วก็สู้ไม่รอดนะครับ หมายถึงว่ายันไม่อยู่ แล้วก็ทำให้เห็นภาพกว้างขึ้น เราก็เลยมีการนำเสนอแผน ๔ ปี เป็นแผนแม่บทในตอนนั้น ก็มีการกำหนดกันขึ้นมาแล้วก็ใช้องคาพยพ ใช้รองนายกรัฐมนตรี มาเขียนแผน ตอนนั้นเราใช้เป็นแผนนะครับ ซึ่งผมเรียนว่าประสบความสำเร็จชัดเจนตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ ถึงปี ๒๕๕๑ ซึ่งในแผนปีนี้เราถอดจากตรงนั้นมาหลายส่วน เอาประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จมา ในช่วงนั้นเรามีการกำหนดว่าเรามีแผนเป็น ๕ อี (5E) นะครับ ผมเคยเสนอไปบ้างแล้วก็คือ อี (E) แรก เอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) ก็คือขณะนี้ก็ใช้เหมือนกัน การบังคับใช้ กฎหมายเพราะคนไทยไม่ค่อยอยู่ในระเบียบวินัย ไม่ค่อยเชื่อถือในกฎหมายต้องใช้อันนี้ เป็นตัวบังคับ อันที่ ๒ เป็นเอนจิเนียริง (Engineering) ซึ่งขณะนี้เรามาปรับเป็น ความปลอดภัยทางถนน ก็คือการจัดการเรื่องถนนให้ปลอดภัยเป็นวิศวกรรม แผนวิศวกรรม อันที่ ๓ ก็คือเป็นเอดูเคชัน (Education) ครั้งนี้ก็มีเป็นเรื่องการปรับพฤติกรรม การเข้าไปเสริมในระบบโรงเรียน แล้วก็แผนต่อมาที่ใช้ในช่วงปีนั้นนะครับ ในช่วงแผน ๑ ก็คือช่วยเหลือฉุกเฉินคืออีเอ็มเอส (EMS) ซึ่งขณะนี้เราก็มีเป็นแผนที่ ๖ ของเรานะครับ แล้วก็นอกจากนั้นก็ยังมีแผนการประเมินผล เพราะถ้าไม่ประเมินผลก็ไม่ทราบเลยว่าจะทำ อย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเป้าหมายตอนนั้นที่เราชี้กันนะครับ ในแผนนั้น เรากำหนดว่าเราจะลดลงมาให้ไม่เกิน ๒๐ คนต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ประชากรเท่านั้นเอง แล้วก็ ใช้เวลา ๔ ปี ปรากฏว่าเราทำได้ จาก ๒๒ คน เราสามารถลดในช่วงนั้นได้ สามารถรักษาชีวิต ผู้คนได้ปีละ ๒,๓๐๐ คนในช่วงนั้นหมายถึงปีสุดท้าย ดังนั้นที่เราบอกว่าแผนที่เรากำหนด ขณะนี้เราจะลด ๓,๕๐๐ คนต่อปี ยืนยันว่าทำได้ถ้าทำจริง ๆ เพราะว่าเรามีการเพิ่ม ความเข้มข้นขึ้นไป แต่ตอนนั้นเราไปเพิ่ม ผมได้ประกาศให้มอเตอร์ไซค์เปิดไฟหน้า เวลากลางวันด้วยตอนนั้น ซึ่งจะช่วยได้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ปีนี้เราต้องหา มาตรการใหม่ ๆ สถานการณ์หลังจากวันนั้นมาถามว่าเรามีแผนไหมที่เราจะมีแผนแม่บทนี่ เรามีช่วงประมาณปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๙ ขณะนี้มีอยู่ แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า แผนที่กำหนดนะครับ เป้าหมายที่มีการกำหนดร่วงมาตั้งแต่ต้น หมายความว่ามีแผนอยู่ แต่ว่าทำไม่ได้มันทะลุแผน ทะลุแผนมาทั้งปี และทะลุเยอะด้วยนะครับ เทศกาลสงกรานต์ เสียชีวิตไปแล้วนะครับ อย่างปี ๒๕๕๖ ตั้งเป้าจะเสียชีวิตไม่เกิน ๑๔.๔๓ ต่อแสนประชากร เสียชีวิตไปถึง ๒๒.๘๙ นะครับ ปี ๒๕๕๗ ข้อมูล ๙ เดือนก็ตั้งเป้าว่า ๑๓ ปรากฏว่า ๙ เดือน เสียไป ๑๕.๕๒ แล้วนะครับ และปีต่อมาก็ไม่มีเหตุ หมายถึงว่าไม่มีข้อสรุป ซึ่งอยากจะเรียน ท่านประธานว่าที่มีการสรุปว่าเสียชีวิตเท่าไรของเรานี่เราใช้ฐานเดียวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหลัก นี่เราคิดวันเดียว จริง ๆ แล้วต้องคิด ๓๐ วันนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ นี่สากลนะครับ แล้วก็มีการใช้ ๓ ฐานก็คือว่าที่จะต้องเราเสนอให้ใช้ในครั้งนี้คือใช้ฐานจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็จากสำนักงานคณะกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยนะครับ จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจะเป็นตัวเลขขึ้นทุกวัน ก็นำเรียนว่าในส่วนนี้เอง อุบัติเหตุมีเสียชีวิตขึ้นมามาก เราก็เลยขอข้อมูลมาจากองค์การอนามัยโลก สรุปว่าเรา เสียชีวิต ๓๖.๒ คน เท่ากับว่า ๒๔,๒๐๐ กว่าคนต่อปี ผมจะคำนวณให้ดูว่าเราเป็นที่ ๒ ของโลกขณะนี้ที่เสียชีวิต เท่ากับว่าเราเสียชีวิตวันละ ๖๐ กว่ารายทุกวัน แต่เนื่องจากว่า กระจายกันทั่วในท้องไร่ปลายนาบ้าง ผมยังเคยพูดว่าเราเสียชีวิต เขายิงกัน ๕๐ คนที่มีเหตุ ดังไปทั้งโลก แต่ของเราตายวันละ ๖๐ คน ๖๐ คนแล้วก็เงียบ มันไม่ได้นะท่านประธานครับ แล้วก็ในส่วนนี้เองสถิติก็คือว่าในช่วงปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๘ รถจักรยานยนต์เสียชีวิต มากที่สุด ท่านสมาชิกได้เสนอไว้แล้วคนกลุ่มไหนตาย ๑๕ ปีถึง ๑๙ ปี เป็นกลุ่มใหญ่มาก ที่เสียชีวิต ดังนั้นเราก็เลยกำหนดเป็นแผนแม่บทขึ้นมา วิสัยทัศน์ของแผนแม่บทที่เราเสนอ ขึ้นมาซึ่งอยู่ในนี้ละเอียดแล้ว สามารถเอาไปใช้ได้เลย ก็คือ คน รถ ถนน ปลอดภัย สร้างวินัย และพฤติกรรมที่ดีในการใช้รถใช้ถนนนะครับ ผมจะชี้ว่าเป้าหมายของเราเป็นอย่างไร เป้าหมายเรามีการกำหนดว่าในแผนนี้ ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ นี้ อัตราที่ ๓๖.๒ คนต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ประชากรในปีแรก เราจะลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในปีแรก และปีต่อไปบวกอีก ร้อยละ ๒.๕ และปีต่อไปเริ่มไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงร้อยละ ๒๐ กดลงมาให้ลดได้ร้อยละ ๒๐ ซึ่งถ้าตามตารางอยากจะเรียนว่าจะน่ากลัวสักหน่อยนะครับท่านสมาชิก ท่านประธานครับ ในปีแรกถ้าเป็นไปตามนี้เรามีแผนนะครับ จะเสียชีวิตลดลงจาก ๒๔,๐๐๐ คน เหลือ ๒๑,๐๐๐ คน แต่ถ้าไม่มีจะเสียชีวิตประมาณ ๒๓,๐๐๐ คนนะครับปีต่อไป ปี ๒๕๖๑ ลดลง ไปอีกนะครับ จะเสียชีวิตน้อยลงไปเหลือ ๒๐,๐๐๐ คนนะครับ แต่ถ้าไม่มีแผนก็ ๒๓,๐๐๐ คน อันนี้เราถือว่ายืนเท่าเดิม และปีต่อไปก็ไปเรื่อย ๆ สรุปว่า ๕ ปี เราตั้งเป้าว่าถ้าไม่มีแผนเลยจะเสียชีวิต ๑๑๗,๐๐๐ กว่าคน แต่ถ้ามีแผนจะเสียชีวิต เหลือ ๑๐๐,๐๐๐ คน ต่อ ๕ ปี ซึ่งก็เท่ากับว่าปีละเหลือ ๒๐,๐๐๐ คน จาก ๒๔,๐๐๐ คน กราบเรียนท่านประธานว่าแผนตรงนี้ถ้าออกไปสภาแห่งนี้สามารถจะช่วยชีวิตผู้คนในประเทศนี้ ได้ไม่น้อยกว่า ๑๗,๐๐๐ คน ต่อ ๕ ปี ตามแผนนี้เรายืนยันว่ามีความเป็นไปได้สูง ดังนั้น ถามว่าเราจะทำอย่างไร ผมจะไปเร็ว ๆ นะครับ รายละเอียดอยู่ในเล่มหมดแล้ว ก็คือว่า เรากำหนดเป็น ๖ ยุทธศาสตร์ คือซิกซ์ เซฟตี สทราทีจี (Six Safety Strategy) เป็น ๖ เอส (6S) แทนที่จะเป็น ๕ เพิ่มขึ้นมา ๑ อันแรกเหมือนเดิม ก็คือว่ายุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็คือยุทธศาสตร์ ว่าด้วยกฎหมายความปลอดภัยทางถนนและการบังคับใช้ กฎหมายทำใหม่ แล้วก็การบังคับ ใช้กฎหมาย ซึ่งตรงนี้จะมีท่านไตรรัตน์ เดี๋ยวท่านจะนำเสนอ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ จะเป็นการ บริหารการจัดการความปลอดภัยทางถนน เป็นโรด เซฟตี แมเนจเมนต์ (Road Safety Management) เดี๋ยวผมจะเสนอต่อจากนี้เล็กน้อย ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เป็นเรื่องถนนปลอดภัย ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับถนนโดยรวม ท่านชัยวัฒน์ ทองคำคูณ จะมานำเสนอต่อท่านทั้งหลาย ท่านเป็น ผอ. สนข. รายละเอียดมีอยู่หมดแล้ว ยุทธศาสตร์ที่ ๔ คือยานพาหนะปลอดภัย เราเริ่มตั้งแต่ว่ากฎหมาย การบริหารจัดการ แล้วก็เรื่องถนนที่ปลอดภัย ยานพาหนะที่ ปลอดภัยโดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ท่านสนิท พรหมวงษ์ จะนำเสนอรายละเอียดนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ เป็นเรื่องการให้การศึกษาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งอาจารย์กอบกุล ก็จะมา นำเสนอต่อจากนี้ และยุทธศาสตร์ที่ ๖ ท่านตัวจริงเสียงจริง ท่านอนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่องดูแลอีเอ็มเอส (EMS) จะเป็นผู้เสนอ
ผมนำเรียนต่อเนื่องไปอีกนิดเดียว ก่อนที่จะนำไปสู่ยุทธศาสตร์ จะได้ไม่ต้อง ลุกขึ้นหลาย ๆ หน ผมจะเข้ายุทธศาสตร์ที่ ๒ ในส่วนผมรับผิดชอบ ที่ผมต้องพูดถึง ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เพราะผมเคยบริหารองค์กรนี้ เดิมผมเคยเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ปลอดภัย ทางถนน ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีคือท่านจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน ผมเป็นรองประธาน การจัดการตรงนี้นำเรียนว่าการบริหารจัดการสำคัญมาก องค์การอนามัยโลกเขาเอาข้อนี้ เป็นข้อหนึ่ง คือจัดตรงนี้ก่อน ถ้าหากว่ารัฐเองไม่ดูแลเรื่องนี้ แผนไม่ดีเรื่องนี้ที่เหลือมันก็ เหลวหมด แต่ว่าเราเอามาไว้เป็นข้อ ๒ ประเด็นตรงนี้เรามีปัญหาเรื่ององค์กร องค์กรปัจจุบันนี้ ยืนยันท่านประธานว่าไม่เหมาะสม เพราะว่าหลังจากนั้นเขามีการลดอำนาจขององค์กรลง ลดขนาด เดิมเป็นรองนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแลควบคุม หมายถึงว่ากำกับดูแลด้วย ขณะนี้ รองนายกรัฐมนตรีดูแลเฉพาะนโยบายอย่างเดียว แล้วเท่าที่ทราบ ๔ ปี ๕ ปีที่ผ่านมาแทบจะ ไม่มีการประชุมเลย ในตอนที่เราสู้กันเรื่องนี้เราประชุมกันปีหนึ่งตั้งหลายครั้งในการดู งบประมาณบ้างจัดปรับปรุงใหม่บ้าง ไม่มีการประชุม พอไม่มีการประชุมองค์กรที่รับผิดชอบ ขณะนี้ออกแบบใหม่ไปอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผมได้นำเสนอแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านมีอำนาจ แต่จะข้ามไปกระทรวงคมนาคมได้อย่างไร จะข้ามไปกระทรวงอื่นได้อย่างไร ตรงนี้เป็นฟังก์ชัน (Function) ที่มีปัญหา เราก็มีการเสนอ ว่าให้รีออแกไนซ์ (Reorganize) ตรงนี้ รีออแกไนซ์ (Reorganize) อย่างไร นำเรียนกลไกตรงนี้ ข้างบนขณะนี้มีอยู่ ส่วนบนเป็นฝ่ายนโยบายไม่ได้มีการประชุม ยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่ เราก็เสนอว่าเอาเถอะยังเป็นแบบนี้อยู่ก็ได้ จะได้ไม่เป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า ให้ยังอยู่ แต่ขอให้ประชุมทุกไตรมาส ไตรมาสหนึ่งประชุมเพื่อจะไล่แผน ในขณะที่ข้างล่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคุมในอีกส่วนหนึ่งก็คือส่วนที่คุมกลไกทั้งหลาย ก็ขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสรุปทุกเดือน หมายถึงว่าเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด ว่าแต่ละเดือนยอดมันลดลง ยอดมันอย่างไร ไม่อย่างนั้นปีหนึ่งเราเอาไม่อยู่ ให้กำหนดตรงนี้ นี่เป็นเรื่องกลไก แล้วก็ต่อเนื่องไปถึงท้องถิ่น ท้องถิ่นก็มีความสำคัญ กลไกตรงนี้เฟืองทุกเฟือง ก็มีการกำหนดให้ดี แล้วก็ที่สำคัญในองค์กรปัจจุบันเลขาธิการก็คือ ปภ. ปภ. ก็คือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่ง ปภ. เองไม่มีความรู้เรื่องถนน ไม่มีความรู้เรื่อง อุบัติเหตุ เราก็เสนอไป มีการปรับเปลี่ยนขอให้กระทรวงคมนาคมไปเป็นโค (Co) ไปร่วมเป็น ไม่ใช่ไปเป็นโคเป็นวัวเป็นควาย หมายถึงว่าไปร่วมเป็นเซเครทาเรียต (Secretariat) คือไป ร่วมเป็นเลขานุการ แล้วก็ตำรวจด้วย ก็คือขอเพิ่มอีก ๒ หน่วย เพราะว่าตำรวจดูแลเรื่องคดี กระทรวงคมนาคมดูแลเรื่องถนนจะรู้เรื่องอุบัติเหตุร่วมกัน อย่างนี้ถึงจะไปได้
ประเด็นต่อมาเรื่องกลไกการบริหาร ท่านประธานทราบไหมครับว่าขณะนี้รู้ แต่ว่ารถชนวันนี้มีการไปถ่ายรูปมาเก็บ ไม่มีการรวบรวมข้อมูลนี้ไว้เลยในระบบของเรา เราถึงชี้ไม่ถูก เราถึงสั่งการไม่ถูกว่าต้องทำอย่างไร เรามีศูนย์ปลอดภัยคมนาคมเป็นคน รวบรวม แต่รวบรวมแล้วไม่เคยมีการรวบรวมไปทั้งปี หมายถึงว่าเอามาใช้ หน่วยนี้ไม่มีสังกัด เป็นเจ้าไม่มีศาล คือลอยอยู่เฉย ๆ กับสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เราเสนอไปว่า ให้ปรับตรงนี้ ยกอัปเกรด (Upgrade) ขึ้น ให้เป็นหน่วยงานเทียบเท่าระดับกรม เป็นสำนัก เพื่อจะได้รวบรวมข้อมูลมาเก็บไว้ ดาต้าคอลเลกชัน (Data collection) นี่ไม่มีเลย การวิเคราะห์เป็นสิ่งตามมาที่เราเสนอ คือให้มีการวิเคราะห์ปัญหาตรงนี้มาเพื่อจะได้สั่งการได้ ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นถ้าเราไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไรแล้วเราจะแก้ปัญหาได้อย่างไรนะครับ
ประเด็นต่อไปก็คือว่ากลไกที่ไม่มีประสิทธิภาพ เรายังเสนอไปด้วย ท่านประธานครับว่าตรงนี้เรื่องเกี่ยวกับข้อมูลเราเสนอเป็นมาตรการเรื่องเซฟตีอาย (Safety eyes) คือประชาชนขณะนี้มีเรื่องใหม่ โครงการใหม่ ก็คือมีกล้องติดหน้ารถ เราก็เสนอเป็นว่า ผมไปเสนอแล้วว่าให้ไปอยู่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้าประชาชนเขามีคลิป (Clip) ตรงนี้ ให้เขาส่งมา เราจะได้เก็บไว้ว่าเหตุตรงไหนจะได้ประกอบรูปคดีด้วย จะได้รู้ว่าถนนตรงไหน เป็นอย่างไร ส่วนนี้จะเป็นข้อเสนอนะครับ ดังนั้นในส่วนนี้ก็คือเสนอว่าให้ปรับรูปแบบองค์กร เสียใหม่ เพราะว่าเป็นสาระสำคัญ มีการปรับปรุงเรื่องอินฟอร์เมชัน (Information) มีปัญหา เรื่องออแกไนเซชัน (Organization) ก็รีออแกไนเซชัน (Reorganization) เสีย อินฟอร์เมชัน (Information) ก็แก้เสีย แล้วก็รวบรวมมาแล้วนี่นะครับ มีการวิจัย และที่สำคัญที่ท่านประธาน ก็คงรับทราบด้วยนะครับว่างบประมาณนี่ไม่มีไม่ได้เลยในงานพวกนี้ ระบบงบประมาณ ก็คือเป็นบัดเจตทารีซัปพอร์ต (Budgetary support) ก็คือให้มีการสนับสนุนงบประมาณ ต่องานนี้ด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นสั่งแต่ว่าให้ไปใช้งบเจียดจ่ายจากหน่วยงานตัวเองไม่มีทาง เป็นไปได้ นั่นคือทั้งหมดนะครับเกี่ยวกับเรื่องกลไกการบริหารที่มีการเสนอเป็นยุทธศาสตร์ที่ ๒
ยุทธศาสตร์ต่อไปผมจะขออนุญาตท่านประธานย้อนไปยังยุทธศาสตร์ที่ ๑ โดยท่านไตรรัตน์ อมาตยกุล ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ก่อนที่ท่านไตรรัตน์ อมาตยกุล จะนำเสนอนะคะ ดิฉันจะต้องขอซักซ้อม ความเข้าใจกับคณะกรรมาธิการ ท่านมีอีก ๑๒ หัวข้อ ประมาณ ๑๐ ท่านจะนำเสนอ เพราะฉะนั้นถ้าท่านใช้เวลาคนละ ๑๐ นาที จะใช้เวลาจากนี้ประมาณ ๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ขอให้ช่วยกรุณากระชับเวลาด้วยนะคะ เชิญ พลตำรวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation)) ในคณะกรรมาธิการนั้นได้มีข้อเสนอในประเด็นที่สำคัญก็คือการบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย และการจัดทำร่างกฎหมายใหม่ เอกสารรายละเอียดทั้งหมด จะอยู่ในหน้าที่ ๔๖ ถึงหน้าที่ ๔๙ ประกอบเอกสารเพิ่มเติมนะครับ บัญชีการแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยทางถนนของทุก ๆ ท่านนะครับ ผมขออนุญาตสรุป ในเชิงประเด็นเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของท่านประธานที่ได้แจ้งเมื่อสักครู่ ต้องเรียน ครับว่าอนุกรรมาธิการด้านกฎหมายมีแนวทางในการดำเนินการอยู่ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ นะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือการปรับปรุงแก้ไขและการเพิ่มเติมบทลงโทษ อาทิเช่น การกำหนดความเร็วของยานพาหนะแต่ละชนิด โดยพิจารณาตามความเหมาะสมร่วมกับ ท้องถิ่น นั่นหมายความว่าเราให้ทางท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการกำหนดความเร็วเพื่อ ความปลอดภัยของชุมชนในที่นั้น ๆ นะครับ ที่สำคัญก็คือการลดปริมาณแอลกอฮอล์ ปริมาณแอลกอฮอล์เปอร์เซ็นต์นะครับ สำหรับผู้ขับขี่ ผู้มีใบขับขี่อนุญาตระดับเยาวชนและ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ครั้งแรก จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้เป็น ๕๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เราขอเสนอว่าเป็น ๒๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการปรับปรุง แยกประเภทใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่เราเรียกกันว่า บิ๊กไบค์ (Bigbike) ออกจากประเภทรถจักรยานยนต์ปกตินะครับ การขยายเขตพื้นที่ของตำรวจทางหลวง ให้สามารถดูแลครอบคลุมมากกว่าถนนหลวงในปัจจุบัน ท่านจะเห็นได้ว่าปกติแม้ว่าภารกิจ ภายใต้ขีดจำกัดที่ต้องดูแลปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยบนท้องถนนของตำรวจทางหลวง แล้วนี่เราก็ยังมีความห่วงใยว่าถนนที่ไม่ใช่ถนนทางหลวง เช่น ทางหลวงชนบทก็ดี ทางถนน สายอื่น ๆ ก็ดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่น ๆ แต่ยังคงอยู่ในสังกัดของ ส่วนท้องถิ่นก็ดี อยู่ในสังกัดของกระทรวงคมนาคมก็ดี ก็อยากจะให้ทุกภาคส่วนได้มีการ ทำงานร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของภาคประชาชนนะครับ
ในส่วนประเด็นที่ ๒ คือการส่งเสริมและสนับสนุนแนวทางการบังคับใช้ กฎหมายของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้ได้กำลังดำเนินการอยู่แล้วนะครับ อาทิเช่น กรมการขนส่งทางบกกำลังดำเนินการพิจารณาแก้ไขและจัดทำกฎหมายใหม่ โดยรวม พระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช ๒๕๒๒ กับพระราชบัญญัติกรมการขนส่งทางบก พุทธศักราช ๒๕๒๒ เข้าเป็นฉบับเดียวกัน ในประเด็นสำคัญก็อาทิเช่น ใบขับขี่จะเป็นใบขับขี่ เพียงใบเดียว มีการแยกประเภทรถตามมาตรฐานสากล เช่น ขนาดของรถจักรยานยนต์ ขนาดใหญ่ อย่างบิ๊กไบค์ (Bigbike) เป็นต้นนะครับ
ส่วนที่ ๒ ก็คือส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พุทธศักราช ๒๕๒๒ มีประเด็นสำคัญที่อยากจะเรียนชี้แจงให้ ได้ทราบไว้ว่าก็มีการเพิ่มอัตราโทษ การยึด การพักใช้ใบอนุญาต การยึดรถ การเชื่อมโยง ฐานข้อมูลกระทำผิดหรือการกระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มเข็มขัดนิรภัยในทุก ๆ ที่นั่งอย่างในรถโดยสารขนาดเล็กในปัจจุบัน เป็นต้นนะครับ ตลอดจนทั้งนี้ยังมีกฎหมาย สำคัญอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในส่วนที่ ๓ คือส่วนประเด็นสำคัญซึ่งเป็นแผนระยะยาว ซึ่งท่านประธานนิกร ได้กล่าวถึงนะครับ ส่วนสำคัญคือการจัดทำร่างกฎหมายใหม่เพื่อการป้องกันอุบัติเหตุและ การบังคับใช้กฎหมายให้ทันสมัยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สำคัญก็คือร่างพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีจราจร โดยคณะทำงานจัดทำร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร เพื่อจัดทำร่างกฎหมายจัดตั้งศาลจราจร อันนี้ก็จะขออนุญาตกล่าวถึงท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ที่ปรึกษากรรมาธิการ ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ท่านจะเป็นผู้นำเสนอในลำดับต่อไปนะครับ ตลอดจนการจัดตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทาง ถนนหรือเราเรียกย่อ ๆ ว่า จปถ. รวมตลอดถึงระบบประกันภัยเพื่อความปลอดภัยทางถนน ตรงส่วนนี้ท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ก็จะเป็นผู้นำเสนอนะครับ ในส่วนของ อนุกรรมาธิการกฎหมายด้านระบบความปลอดภัยทางถนนและการบังคับใช้ ในยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็ขอเรียนสรุปย่อ ๆ ให้ท่านสมาชิกได้กรุณาพิจารณาแล้วก็ได้นำเสนอในส่วนจำเป็นและ สำคัญนะครับ ที่ทางคณะกรรมาธิการจะได้นำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขได้ต่อไปนะครับ
และสุดท้ายนี้ก็ขอให้ สปท. ทุกท่านนั้นเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาวินัย จราจรนะครับ แล้วก็ขับขี่รถด้วยความไม่ประมาทนะครับ ส่งเสริมสนับสนุนการขับเคลื่อน เพื่อความปลอดภัยทางถนนของสังคมไทย เดินทางไปไหนก็ขอให้ปลอดภัยทุกคนครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปจะเป็นท่านใดคะ เรียนเชิญค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบเรียนท่านประธานสภาและ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ กระผม นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งด้านจราจร ในฐานะกรรมาธิการครับ ขอเสนอยุทธศาสตร์ที่ ๓ เป็นยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องถนนปลอดภัย หรือโรด เซฟตี ฟอร์ เซฟเฟอร์ โรดส์ (Road Safety for Safer Roads) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีนะครับว่า ประเทศไทยนั้นเราใช้ระบบถนนเป็นรูปแบบหลักในเรื่องของการเดินทางสัญจร และการขนส่ง แล้วก็มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการก่อสร้าง แล้วก็ การบำรุงรักษาถนน ดังนั้นการกำหนดให้ถนนมีมาตรฐานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและมี ความจำเป็นอย่างยิ่งครับ ตั้งแต่กระบวนการในเรื่องการสำรวจพื้นที่ก่อสร้าง การออกแบบ การก่อสร้าง การบำรุงรักษา การปรับปรุงสภาพถนนให้มีความพร้อม การแก้ไขปัญหา จุดอันตราย จุดเสี่ยงต่าง ๆ ของถนนที่ไม่มีความปลอดภัย ดังนั้นจึงได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ด้านถนนปลอดภัย ซึ่งประกอบด้วย ๗ แผนงานด้วยกันครับ
แผนงานที่ ๑ นั้นเป็นแผนงานเรื่องของการออกแบบถนนเพื่อความปลอดภัย หรือเซฟตี ดีไซน์ โรด (Safety Design Road) ทั้งนี้เพื่อให้ถนนมีความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งต้องมีกระบวนการและมาตรฐานต่าง ๆ ในการออกแบบและก่อสร้าง เช่น ทางแยก ทางโค้ง จุดกลับรถ จุดตัดต่าง ๆ เช่น จุดตัดรถไฟกับถนน การติดตั้งป้ายสัญญาณจราจร ทุกชนิด มาตรฐานทางเท้า ทางจักรยาน ซึ่งจะต้องเน้นและให้ความสำคัญทางด้าน การคมนาคมเพื่อให้มีความปลอดภัยของถนนเป็นลำดับแรกครับ
แผนงานที่ ๒ นั้นเป็นแผนเกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงจุดอันตรายบนถนน หรือ อิมพรูฟเมนต์ ออฟ แฮซาร์ดดัส โลเคชัน (Improvement of Hazardous Location) ซึ่งเป็นการเก็บรวบรวมเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุโดยการสำรวจเก็บรวบรวม ข้อมูลจุดเสี่ยง จุดอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งนะครับ โดยการใช้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบพิกัดทางภูมิศาสตร์หรือจีพีเอส (GPS) มาใช้ในการ ดำเนินการเพื่อการปรับปรุงจุดอันตราย จุดเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านั้นให้มีความปลอดภัยเป็นไป ตามหลักวิศวกรรมงานทางครับ
แผนงานที่ ๓ เป็นแผนการจัดการถนนและทางหลวง ซึ่งเป็นแผนเพื่อให้เกิด ความสะดวกในการใช้ทางของผู้ใช้ทางสัญจร ควบคู่ไปกับการควบคุมดูแลให้เกิดความ ปลอดภัยเพื่อให้ผู้ใช้ทางปฏิบัติตามกฎจราจร โดยใช้มาตรการควบคุมพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความคล่องตัวการไหลลื่นของกระแสจราจรบนพื้นฐานของการ สัญจรที่ปลอดภัยควบคู่กันไป
ในแผนงานที่ ๔ เป็นแผนการจัดให้มีหน่วยตรวจสอบหรือโรด เซฟตี ออดิต (Road Safety Audit) ซึ่งเป็นการตรวจสอบควบคุมคุณภาพของถนน การใช้งานถนนในทั้ง ๓ ระยะ ตั้งแต่การก่อสร้างถนน ระหว่างการก่อสร้าง และภายหลังที่เปิดใช้งานถนนแล้ว นะครับ เพื่อให้แน่ใจมั่นใจว่าถนนนั้นมีคุณภาพมาตรฐานตามที่ได้ออกแบบไว้ และสามารถ ใช้ถนนได้อย่างยาวนาน โดยเห็นว่าควรมีหน่วยงานอิสระที่แยกออกจากหน่วยงานสร้างถนน เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบ รวมถึงการสืบค้นเสาะหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ แล้วก็การฟื้นฟูสภาพของการเกิดอุบัติเหตุให้ถนนมีความปลอดภัย รวมถึงเรื่องการตรวจสอบ ความปลอดภัยทางถนน การวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุและการแก้ไขจุดเสี่ยงต่าง ๆ บนท้องถนนครับ
ในแผนงานที่ ๕ เป็นแผนการจัดสร้างจุดพักรถบรรทุกหรือรถขนาดใหญ่หรือ เรสต์แอเรีย (Rest Area) ซึ่งจะเน้นเรื่องการก่อสร้างบนถนนสายหลักของประเทศเพื่อ รองรับปริมาณการเดินทาง การขนส่งที่จะเพิ่มขึ้น และเป็นจุดพักสำหรับรถบรรทุก ขนาดใหญ่ สิ่งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมดูแลการใช้รถขนาดใหญ่และการขับรถ ขนาดใหญ่ของพนักงานขับรถ เพื่อให้มีการหยุดพักตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
แผนงานที่ ๖ เป็นแผนการจัดทำป้ายบังคับและป้ายแนะนำให้เป็น มาตรฐานสากลในระบบสากล รวมถึงป้ายอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตทาง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ถนน มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากลรองรับประชาคมอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะมีผู้ใช้รถ ใช้ถนนจากทุกประเทศที่อยู่รอบข้างประเทศไทยให้สามารถขับขี่ได้อย่างถูกต้อง ถูกกฎและ มีความปลอดภัย ไม่เป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน
แผนงานที่ ๗ เป็นแผนงานสุดท้าย เป็นแผนเรื่องของการกระจายอำนาจให้ ท้องถิ่นดูแลเรื่องความปลอดภัยในถนนที่หน่วยงานรับผิดชอบ รวมถึงอำนาจในการบริหาร จัดการ ทั้งนี้ก็เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นนั้นได้มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแล ด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของหน่วยงานที่ท้องถิ่นรับผิดชอบ ซึ่งจำเป็นต้องมี การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ให้แก่บุคลากรและแก่หน่วยงาน ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและทั่วถึง ผมขออนุญาตจบการนำเสนอในส่วนของ ถนนปลอดภัยเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปนะคะ เรียนเชิญค่ะ ท่านต่อไปเป็นท่านสนิท พรหมวงษ์ ใช่ไหมคะ เชิญเลยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยความเคารพครับ กระผม สนิท พรหมวงษ์ กรรมาธิการครับ จะขออนุญาตนำเสนอในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ในเรื่องของยานพาหนะปลอดภัย โรด เซฟตี ฟอร์ เซฟเฟอร์ วีอิเคิลส์ (Road Safety for Safer Vehicles) นะครับ ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าเรื่องของความปลอดภัยทางถนนแท้ที่จริงแล้วกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ขอนำเรียนว่าจะเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกือบทุกเรื่องประเด็นของปัจจัย เป็นเจ้าภาพเกือบทุกเรื่อง เป็นเจ้าของเรื่องได้เกือบทุกประเด็น ก็ขออนุญาตว่าภายใต้กรอบ ของปฏิญญาบราซีเลีย ปฏิญญามอสโก รวมถึงซิกซ์ เซฟตี สทราทิจีส์ โมเดล (Six Safety Strategies Model) ของกรรมาธิการตรงนี้นี่นะครับ แล้วก็ในเรื่องของความปลอดภัย นับว่า เป็นเรื่องที่ผมเรียนว่าสภาแห่งนี้ก็ให้ความสำคัญ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องของเราจะขับเคลื่อนใน เรื่องของความปลอดภัยนะครับ
ในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่ ๔ ขออนุญาตนำเรียนไปที่เรื่องของยานพาหนะ ปลอดภัยหรือรถปลอดภัย จริง ๆ แล้วหน่วยงานก็ได้ดำเนินการในเรื่องของความปลอดภัย ของยานพาหนะนี้ไปเกือบทุกประเด็นนะครับ ขออนุญาตไปกรอบเกี่ยวกับเรื่องของตัวรถนะครับ สิ่งแรกเลยอันนั้นก็คือในเรื่องของกฎกระทรวง กฎกระทรวงที่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นกฎกระทรวงใหม่มีผลบังคับใช้ แล้วเมื่อมีนาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมานะครับ ประเด็นสาระสำคัญอันนั้นก็คือเกี่ยวกับเรื่องของ ปรับลดความสูงของตัวรถขนาดใหญ่หรือรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ สาธารณะให้ความสนใจ อันนั้นก็คือรถโดยสารปัจจุบันนี้มีความสูงตามข้อกำหนด ตามกฎกระทรวงไม่เกิน ๔ เมตร ๓๐ เซนติเมตร ปัจจุบันกฎกระทรวงใหม่ได้ประกาศใช้แล้ว มีผลบังคับใช้แล้วก็คือความสูงของรถต่อไปจะไม่เกิน ๔ เมตร แล้วนำเรียนด้วยความเคารพ ก็คือตรงที่มีผลบังคับใช้แล้ว รถโดยสารจะสูงไม่เกิน ๔ เมตร แต่อย่างไรก็ตามรถโดยสาร สาธารณะทุกประเภทที่มีความสูงเกิน ๓ เมตร ๖๐ เซนติเมตร รถเหล่านี้ทุกคันจะต้อง ผ่านการทดสอบการทรงตัวของรถ เพราะฉะนั้นจะมีการควบคุมอยู่ใน ๒ ของขั้นตอน ในเรื่องความสูงภาพรวมไม่เกิน ๔ เมตร แล้วก็รถที่สูงเกิน ๓ เมตร ๖๐ เซนติเมตร จะต้องผ่านการทดสอบการทรงตัวทุกคันนะครับ แล้วเกี่ยวกับเรื่องกฎกระทรวงที่ลงใน ราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้แล้วตรงนี้ โดยสาระสำคัญนอกจากความสูงแล้วตรงนี้ก็ได้ ให้ฐานอำนาจเกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดมาตรฐานคุณลักษณะ ให้กรมการขนส่งทางบก เป็นผู้ประกาศกำหนดใช้ ตรงนี้เองนำไปสู่ในเรื่องของการวางมาตรฐานเพื่อให้เป็นรูปธรรม ในเรื่องของยานพาหนะปลอดภัย ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องของยานพาหนะ ปลอดภัยในเกี่ยวกับเรื่องของอุปกรณ์ส่วนควบนอกจากความสูงที่นำเรียนไปแล้ว
อันดับแรกก็เกี่ยวกับเรื่องของระบบการตรวจสภาพรถ เรียนว่าต่อไป สำนักงานกรมการขนส่งทางบกทั่วประเทศ ๑๙๔ แห่งจะต้องมีอุปกรณ์ในเรื่องของการตรวจ สภาพรถ นอกจากรถที่มีอายุเกิน ๗ ปี ๕ ปีที่จะต้องผ่านการตรวจสภาพจากเอกชนหรือ ตรอ. นะครับ เพื่อป้องกันเกี่ยวกับเรื่องของความคลางแคลงในเรื่องของคุณภาพการตรวจ สภาพที่ ตรอ. ทุกแห่งเรากำหนดให้ติดตั้งซีซีทีวี (CCTV) นะครับ แล้วก็มีศูนย์ควบคุมอยู่ที่ กรมการขนส่งทางบก นอกจากนั้นแล้วเราจะลดขั้นตอนเกี่ยวกับเรื่องของการถือใบรับรองมา ที่กรมการขนส่งทางบกเพื่อต่อใบอนุญาตหรือต่อภาษีนะครับ โดยทำระบบออนไลน์ (Online) ตรงนี้ก็มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คือสรุปแล้วในเรื่องของ ใบรับรอง ตรอ. ก็ดี ใบรับรองของตรวจสภาพแก๊สก็ดี จะใช้ระบบออนไลน์ (Online) นะครับ ก็คือลิงก์ (Link) ตรงมาที่กรมการขนส่งทางบก
เกี่ยวกับเรื่องของความมั่นใจในเรื่องของโครงสร้างตัวรถนะครับ รถขนาดใหญ่ รถโดยสารสาธารณะที่หลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วตามข่าวที่เราติดตามหลายครั้ง เมื่อเกิด อุบัติเหตุแล้วความมั่นคงแข็งแรงของตัวโครงรถโดยสาร ตรงนี้กรมการขนส่งทางบกก็จะ ประกาศกำหนดลักษณะของรถต้นแบบที่จะมาประกอบเป็นรถโดยสารสาธารณะ จะต้องนำ รถต้นแบบมาทดสอบความแข็งแรงโดยลักษณะทดสอบตามสภาพจริง ก็คือเป็นลักษณะของ ทดสอบแบบทิ้งตัว สร้างความมั่นใจเกี่ยวกับเรื่องของตัวรถ เมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์คือเกิด อุบัติเหตุแล้วนี้สามารถที่จะคุ้มครองคุ้มกันเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร
อีกประเด็นหนึ่งที่เราจะประกาศกำหนดอันนั้นก็คือจุดยึดที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็น ที่นั่งผู้โดยสารแล้วก็เข็มขัดนิรภัย ตรงนี้ก็จะกำหนดรูปแบบแล้วก็มาตรฐานคุณสมบัติ
ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของรถขนาดใหญ่ อันนั้นก็คือเรื่องการกำหนดมาตรฐาน ของเอบีเอส (ABS) แล้วก็ตัวหน่วงความเร็ว หรือรีทาร์ดเดอร์ (Retarder) ตรงนี้ก็ สำหรับรถขนาดใหญ่ แล้วก็ใช้วิ่งในลักษณะของภูมิประเทศที่เป็นลักษณะทางโค้งหรือ ทางลาดชันนะครับ รวมถึงผู้ขับขี่ที่ไม่คุ้นชินเส้นทางนะครับ อุปกรณ์เหล่านี้เราก็จะกำหนดให้ ติดตั้งในรถขนาดใหญ่ทุกคัน
เกี่ยวกับเรื่องของมาตรฐานวัสดุเหมือนที่เกี่ยวกับเรื่องการเกิดอุบัติเหตุแล้วนี่ หลายครั้งนะครับวัสดุอุปกรณ์ที่ประกอบเป็นอุปกรณ์ส่วนควบอยู่ในรถ ไม่ว่าจะเป็นพื้น เบาะที่นั่ง ม่านหน้าต่าง เพดานนะครับ ตรงนี้เราจะกำหนดว่าจะต้องเป็นวัสดุทนไฟ เพราะหลายครั้งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อมีประกายไฟแล้ว การลุกลามก็จะทำให้เกิดการสูญเสีย ในชีวิตและทรัพย์สินแต่ละครั้งนี้เป็นจำนวนมากนะครับ
อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของประเด็นอุบัติเหตุที่เป็นสาเหตุหลักอีกอันหนึ่ง ในการใช้รถใช้ถนนบนทางหลวงสาธารณะร่วมกันของรถบรรทุกขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น รถพ่วง รถลากจูง ประเด็นปัญหาของปัจจัยอุบัติเหตุอีกอันหนึ่งก็คือเกี่ยวกับเรื่องของ มาตรฐานอุปกรณ์ต่อพ่วงหรืออุปกรณ์ลากจูง ไม่ว่าจะเป็นจานพ่วง สลักพ่วง ข้อต่อพ่วง หรือห่วงลากพ่วง ตรงนี้เราก็จะกำหนดให้ได้มาตรฐานสากลนะครับ จริง ๆ แล้วเราได้กำหนด ไว้ในแผนงานโครงการเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่งอันนั้นก็คือเกี่ยวกับ เรื่องของตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ที่ยึดติดกับตัวรถนะครับ เรียนว่าปัจจุบันนี้ถ้าเกิดการ ประมาท จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ในลักษณะของอุปกรณ์ต่อพ่วงจะเกิดผลกระทบต่อผู้ที่ ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน จากนี้เป็นต้นไปเราจะกำหนดเป็นมาตรฐานสากล อันนั้นก็คือให้ ประชาชนที่อยู่บนถนนหนทางหรือใช้รถใช้ถนนด้วยกันสามารถที่จะเห็นชัดเจนว่าอุปกรณ์ ตรงนี้ได้ยึดอุปกรณ์กับตู้คอนเทนเนอร์ (Container) เรียบร้อยหรือยัง มีระบบอะเลิร์ต (Alert) อะลาร์ม (Alarm) ไปที่พนักงานคนขับ แล้วก็สามารถที่จะเห็นชัดเจนโดยประชาชน คนทั่วไป
อุปกรณ์อีกอันหนึ่งก็เกี่ยวกับเรื่องของแผ่นสะท้อนแสง ตรงนี้ต้องเห็นชัด ทั้งกลางวันและกลางคืน แล้วก็มีรูปแบบที่ชัดเจนในกรณีที่รถจอดเสียข้างทางก็สามารถที่จะ เห็นได้ทั้งกลางวันและกลางคืนนะครับ รถไฟฟ้าเราก็มีทั้งการสนับสนุนและจะกำหนด มาตรฐานในการใช้รถใช้ถนน รถตู้โดยสารซึ่งเป็นประเด็นสำคัญนะครับ อันนี้ก็เรียนว่า ในระยะเร่งด่วนจะต้องติดตั้งจีพีเอส (GPS) ทุกคัน มีค้อนทุบกระจก กระจกรถต้องเป็น เทมเปอร์ (Tempered) และที่สำคัญก็คือตอนนี้กรมการขนส่งทางบกได้กำลังศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องของรถตู้สาธารณะ รถโดยสารต่อไป เรียนว่าต่อไปก็จะออกมาในรูปของรถบัส (Bus) ขนาดเล็กที่มีขนาดที่นั่ง ๑๘ ถึง ๒๒ ที่นั่ง ก็คือไม่ใช่รถตู้นะครับอันนี้เรียนไว้ รถโรงเรียน รถโรงเรียนกรมการขนส่งทางบกตอนนี้ประกาศแล้วก็คือจะกำหนดมาตรฐาน ที่สะท้อนความเป็นจริงในวิถีชีวิตชุมชน ก็คือในลักษณะของเดิมที่ประกาศไว้จะเป็นลักษณะ ของรถตู้เป็นทั้งรถโรงเรียนแล้วก็รถรับส่งนักเรียน ปัจจุบันเราประกาศเพื่อให้มีผลกำกับ ควบคุมดูแลแล้วก็บังคับใช้กฎหมายได้ก็คือรถที่ถูกดัดแปลงมานะครับ เรียนว่าในแผนงาน โครงการตรงนี้เพื่อให้เป็นรูปธรรม กรมการขนส่งทางบกได้ทำเป็นแอ็กชันแพลน (Action plan) แล้วก็ทำเป็นเช็กลิสต์ (Checklist) เพื่อที่จะดำเนินการให้ได้ในระยะสั้น ก็คือภายใน ปี ๒๕๕๙ โครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้จีพีเอส (GPS) ก็คือเป็นเรื่องของความปลอดภัย ทางของตัวรถ แล้วก็นำไปสู่ในเรื่องของการบริหารจัดการในอนาคต ตรงนี้กรมการขนส่ง ทางบก กระทรวงคมนาคมได้เดินหน้าแล้วก็คือให้ไปตั้งจีพีเอสแทร็กกิง (GPS Tracking) ในเรื่องของพิกัดความเร็ว แล้วก็ควบคู่ไปกับอุปกรณ์บ่งชี้ตัวตนคนขับรถ อันนั้นก็คือเครื่องรูด ใบอนุญาตขับขี่ซึ่งจะแสดงถึงพฤติกรรมการใช้รถ กลุ่มเป้าหมายของจีพีเอส (GPS) รถโดยสารทุกประเภททุกคันติดตั้งทันทีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาก็คือ ๒๕ มกราคม รถทุกประเภท ทุกคันของรถโดยสารจะต้องติดตั้งจีพีเอส (GPS) นะครับ ที่จดทะเบียนใหม่ แล้วรถที่ยังไม่ติด ภายในปีหน้า ปี ๒๕๖๐ รถโดยสารทุกประเภททุกคันจะต้องมีจีพีเอส (GPS) พร้อมกับเครื่องรูดบัตร กลุ่มเป้าหมายอีกอันหนึ่งเพื่อตอบโจทย์เกี่ยวกับเรื่องของทั้ง ความปลอดภัยแล้วก็เรื่องของจราจรอันนั้นก็คือรถบรรทุกตั้งแต่ ๑๐ ล้อขึ้นไปจะต้องมา ติดตั้งจีพีเอส (GPS) ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป แล้วก็จะจบในปี ๒๕๖๒ ก็แปลว่าจากนี้เป็นต้นไปพฤติกรรมการใช้รถ การเดินรถบนถนนหนทาง แล้วก็เรียนว่า โครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้จีพีเอส (GPS) ทางกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก ได้ออกแบบให้บริหารจัดการด้วยกัน ก็คือที่ศูนย์จีพีเอส (GPS) กลาง ที่ศูนย์จีพีเอส (GPS) ประจำจังหวัดที่จะใช้กำกับควบคุมบังคับใช้ในเชิงพื้นที่ แล้วก็ผู้ประกอบการทั้งรถโดยสาร และผู้ประกอบการรถบรรทุกก็สามารถที่จะใช้ฐานข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์ (Real time) อันเดียวกันมาบริหารจัดการรวมถึงพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนก็สามารถที่จะมาร่วม บริหารจัดการผ่านแอปพลิเคชัน ดีแอลที จีพีเอส (Application DLT GPS) ก็ขออนุญาตสรุป ในเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ที่ ๔ สำหรับยุทธศาสตร์ที่ ๕ ขออนุญาตเรียนเชิญท่านอาจารย์ กอบกุล อาภากร ณ อยุธยา กรรมาธิการนำเสนอยุทธศาสตร์ที่ ๕ ต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เรียนเชิญท่านกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ค่ะ
ขอบพระคุณนะคะ เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกทุกท่าน ก่อนที่ดิฉัน จะได้นำเรียนเรื่องยุทธศาสตร์ที่ ๕ ขออนุญาตเปิดคลิป (Clip) สั้น ๆ ไม่เกิน ๗ นาทีค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดวีดิทัศน์)
“พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ : ระบบการศึกษาของไทยต้องเปลี่ยน แนวคิดใหม่ต้องให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาควรจะรู้ด้วยวิธีธรรมชาติ ถ้าพูดถึงเรื่องของ ความปลอดภัยทางถนนกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้รับผิดชอบแค่เรื่องความปลอดภัยทางถนน อุบัติภัยทุกเรื่อง เราจะทำอย่างไรให้เด็กของเราปลอดภัย ลูกศิษย์ของเรา นี่เป็นหน้าที่หลัก แต่วันนี้ผมทราบจากแนวของกรรมาธิการว่านอกจากกระทรวงศึกษาธิการจะทำให้เด็ก ๆ ได้เซฟ (Safe) ตัวเองในทุกสถานการณ์แล้วสอนให้เขารู้จักเซฟ (Safe) ตัวเอง จะต้องให้เด็กถ่ายทอด ไปสู่พ่อแม่ด้วย อย่างน้อยผมก็รู้แล้วว่าผมควรจะฟรีซ (Freeze) เรื่องนี้ เรื่องความปลอดภัย บนถนนให้กับเด็กทั้ง ๓ ระดับในบริบทที่ต่างกันและต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาล ผมเห็นแล้ว ก็ตระหนัก ยิ่งมีเด็ก ๆ มานั่งอย่างนี้แล้วเราจะปล่อยให้เขาได้รับอันตรายในสิ่งที่เขาไม่ควร จะได้รับในวัยของเขาหรือ มันเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ เราบอกว่าเราฝากอนาคตประเทศไทย ไว้กับเขาแล้วเราจะไม่ดูแลเขาหรือ นี่เรากำลังทำสิ่งนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคนพูดว่าพวกเราฝาก อนาคตไว้กับลูกนะลูก แต่เราจะปล่อยให้เขาอยู่อย่างซังกะตายไม่ได้ เราจะต้องสร้างให้เขา แข็งแกร่งนั่นเป็นหน้าที่ของทุกคนแล้วก็ขอให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ผมเองก็ยินดี ที่จะสนับสนุนเหมือนกับทุกท่านที่มาเซ็นเอ็มโอยู (MOU) เช่นกัน ขอบคุณมากครับ
ขอให้ทางฝ่ายเลขาได้บันทึกคำกล่าวของท่านรัฐมนตรี ในประเด็นตัวอย่างต่าง ๆ และมุมต่าง ๆ บันทึกไว้เหมือนเราประชุม แล้วก็ไปบันทึกไว้ ในกรอบการประชุมเราด้วยเพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการด้วย ก็ต้องกราบ ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับที่ได้ช่วยมา มานี่ก็ถือว่ามากแล้ว แถมยังเอาความรู้ต่าง ๆ มาให้เรา ผมชื่นชมท่านมากขอให้พวกเราปรบมือให้ท่านหน่อยครับ”
จากคลิป (Clip) ที่ท่านเห็น เป็นโครงการสัมมนาถนนสู่ความปลอดภัยของคนไทยรุ่นใหม่นะคะ แล้วก็จะมีพิธีการ ลงนามเอ็มโอยู (MOU) กับหน่วยงานของรัฐและของภาคเอกชน ๑๒ หน่วยงาน มันเป็นภารกิจที่เราจะต้องใส่ความรู้แล้วก็ให้การศึกษากับเด็ก ๆ เริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ ชั้นประถมศึกษานะคะ จะสังเกตว่าในงานสัมมนานั้นทางกรรมาธิการคณะเราได้ให้เด็ก ๆ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา จนกระทั่งถึงอาชีวศึกษาได้เข้ามาร่วม สัมมนากับเราถึง ๓๕๐ ท่าน ทีนี้สิ่งที่เราจะต้องขับเคลื่อนต่อไปของยุทธศาสตร์นี้ คือเป็นยุทธศาสตร์ที่ ๕ เรื่อง การให้การศึกษาเสริมสร้างวัฒนธรรมและพฤติกรรมเพื่อ ความปลอดภัยทางถนน สิ่งที่เราคุยกันว่าจะทำอย่างไร ก็คือการให้การศึกษาและการเรียนรู้ ตั้งแต่เด็กต้องเข้าในโหมด (Mode) ของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ จะไม่พ้นหน้าที่เลยที่จะต้องทำหน้าที่ในการให้ความรู้ แต่ความรู้เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลย ทุกภาคส่วนองคาพยพจะต้องช่วยกัน กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียวไม่ได้จะต้องมี กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง พม. หรือแม้แต่กรมตำรวจ และเอกชน ดังนั้นวันนั้นที่เราได้จัดทำสัมมนา เราก็จะได้ข้อมูลต่าง ๆ มาเพื่อมารวบรวมที่จะนำเสนอร่าง เป็นหลักสูตรนะคะ แล้วก็จะมีหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบในการลงนามเอ็มโอยู (MOU) กับทางหน่วยงานต่าง ๆ และทั้ง ๑๒ หน่วยงาน ดิฉันจะไม่กล่าวถึงรายละเอียดลึกนัก อยากจะให้ท่านผู้มีเกียรติ ท่านสมาชิกสภาได้กรุณาอ่านในหน้า ๑๒๔ และหน้า ๑๓๓ ตรงนั้นจะมีอะไรที่ครอบคลุมหมดแล้ว เนื่องจากว่าคณะเราทำงานแบบละเอียดมาก ถ้าจะ มาอธิบายในวันนี้ทั้งหมดจะใช้เวลาถึงเย็น รัฐสภาอาจจะต้องเลี้ยงข้าวเย็นด้วยนะคะ ดังนั้น เราก็ของ่าย ๆ สั้น ๆ ว่าการศึกษาจะทำให้เด็ก ๆ ยุคใหม่ของเรามีวินัยและมีความรับผิดชอบ ต่อตนเองและสังคม ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้ใหญ่ที่ดีนะคะ เน้นว่าผู้ใหญ่ต้องดี อยู่ใน โรงเรียนคุณครูสอนอย่างหนึ่ง อยู่นอกโรงเรียน ผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่ทำอีกอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ ดังนั้นขอวิงวอนว่าขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่ และชุมชนที่เกี่ยวข้องในสังคมนี้ร่วมกัน ทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก อย่าให้เด็กมาสอนเรานะคะ มันก็ไม่ค่อยจะดีนัก แต่ว่าก็มี ยุทธศาสตร์หนึ่งที่ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าเราต้องเอาเด็กไปสอนผู้ใหญ่นั่นละค่ะ ดีแล้ว เพราะว่าเด็กบริสุทธิ์ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ก็เสร็จเรียบร้อยดี เนื่องจากว่าทางทุกหน่วยงาน ๑๒ หน่วยงานได้ร่วมทำเอ็มโอยู (MOU) และเราจะสานต่อไป เรากำลังตั้งคณะกรรมการ เพื่อที่จะเข้าไปร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการแล้วก็ร่วมกันทำหลักสูตร หลักสูตรนั้นเราจะ ไม่ให้กระทรวงศึกษาธิการทำเองลำพัง ทางฝ่ายเอกชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายรวมทั้ง กระทรวงอื่น ๆ ต้องมาช่วยกันร่างหลักสูตรใหม่นี้ขึ้นมา เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ของเราได้รู้เท่าทัน ความปลอดภัยและรู้เท่าทันว่าตรงไหนคือสิ่งที่ไม่ปลอดภัย ขอแค่นี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปยุทธศาสตร์ที่ ๖ นะคะ เชิญท่านอนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง การบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินด้านความปลอดภัย ทางถนน เชิญค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน Presentation))
กราบเรียนท่านประธานและ สมาชิกทุกท่านครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๖ เรื่องของโรดเซฟตี (Road Safety) กับงานการแพทย์ ฉุกเฉินสามารถศึกษาได้จากเอกสารหน้า ๕๖ ถึงหน้า ๕๘ นะครับ ขอสไลด์ (Slide) นะครับ แม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันได้มีการรายงานขององค์การอนามัยโลกว่า การดูแลหลังเกิดเหตุ รถชนหรือโพสต์แครชแคร์ (Post-Crash Care) ในเมืองไทยถือว่ามีความก้าวหน้านะครับ ถูกบันทึกไว้ในโกลเบิล สเตตัส รีพอร์ต (Global status report) ก็ตาม หรือแม้ว่า การโทรด้วย ๑๖๖๙ บาดเจ็บ ป่วยฉุกเฉิน สามารถที่จะโทรได้ทั่วไทยก็ตาม หรือแม้ว่า เราสามารถจะช่วยผู้ป่วยหลังถูกเหตุรถชนสูงถึง ๓๕๐,๐๐๐ ครั้งต่อปีก็ตามนะครับ รวมทั้ง ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ทำให้ทุก ๆ เขตบริการ ๑๒ เขต มีการจัดตั้งทรอมา เซ็นเตอร์ เลเวล วัน (Trauma center level one) เพื่อให้บริการกรณีบาดเจ็บสาหัส รวมทั้ง การทำให้เรื่องของการบาดเจ็บ โดยเฉพาะการบาดเจ็บทางสมองและการบาดเจ็บสาหัส ต่าง ๆ นั้นเป็นฟาสต์แทร็ก (Fast track) อย่างหนึ่งของการรักษาก็ตามนะครับ จนเมื่อตอน เทศกาล ๒ เทศกาลใหญ่ที่ผ่านมานั้น ผู้เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุที่เคยสูงถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ได้ลดลงเหลือ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ก็ตามนะครับ แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์ที่ยังน่าเป็นห่วง คือระบบการแพทย์ฉุกเฉินของแต่ละจังหวัดยังตอบสนองไม่เหมือนกัน บางจังหวัด ช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินได้เป็นแสนครั้ง บางจังหวัดอยู่ที่ ๓,๐๐๐ ครั้ง ถึง ๔,๐๐๐ ครั้งนะครับ ความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. และเทศบาลยังไม่ได้ ครอบคลุมทั้งหมดนะครับ การช่วยเหลืออีเอ็มเอส (EMS) ยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะรถชนกันนั้น ได้เฉลี่ยประมาณที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งฮอตไลน์ (Hotline) เพื่อจะโทรยามรถชนกัน มีเบอร์โทรศัพท์ที่ทั้งตำรวจ ดับเพลิง กู้ชีพ กู้ภัย หลายเบอร์จนสับสนนะครับ ภาคประชาชนเอง ยังต้องการการฝึกการปฐมพยาบาลและการช่วยแจ้งเหตุที่ถูกต้อง หรือแม้แต่รถแอมบูแลนซ์ (Ambulance) วิ่งออกไปยังถูกชนจนพยาบาลและกู้ชีพเสียชีวิตนะครับ ดังนั้นจึงจำเป็น ต้องมีแผนเอสอีเอ็มเอส (SEMS) ๔ แผน ซึ่งจริง ๆ ได้มีการเสนอในเวทีต่าง ๆ วันนี้ ขออนุญาตรวบรวมไว้เพื่อให้สอดคล้องสำหรับงานโรดเซฟตี (Road Safety) นะครับ
แผนที่ ๑ คือแผนพัฒนาระบบอีเอ็มเอส (EMS) ระดับจังหวัด ซึ่งปกติ ในจังหวัดท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบอีเอ็มเอส (EMS) จังหวัดอยู่แล้วนะครับ เพื่อเน้นให้ปรับปรุงระบบการช่วยเหลือทั้งกู้ภัยและกู้ชีพ ได้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อช่วยให้ทันแล้วก็ปลอดภัยนะครับ รวมทั้งไปเสริมทักษะทั้งกู้ชีพ กู้ภัย แล้วก็ภาคประชาชน โดยเร่งการประชาสัมพันธ์การแจ้งเหตุและการพัฒนา รวมทั้งการ เร่งพัฒนาระบบพรีฮอสพิทัลแคร์ (Pre-Hospital Care) สำหรับอุบัติเหตุนะครับ
แผนที่ ๒ เป็นแผนสำคัญครับ เพราะว่าเป็นแผนที่จะเพิ่มคุณภาพและ ปริมาณการช่วยเหลือในจังหวัดต่าง ๆ ให้ครบ โดยคีย์ (Key) ของเรื่องอยู่ที่ความร่วมมือของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วไทย ที่ถ้าสามารถระบุ เป็นความรับผิดชอบชัดเจนก็จะสามารถทำได้ ตัวอย่างดี ๆ อย่างที่จังหวัดเชียงใหม่นะครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เร่งทำให้ อบต. ทุกแห่งเซต (Set) หน่วยกู้ชีพขึ้นมา ทำให้การออกเหตุ ช่วยประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าครั้ง อัป (Up) ถึง ๓๐,๐๐๐ ครั้ง ทำให้ อบจ. ที่จังหวัด อุบลราชธานีได้ทำให้น้อง ๆ อบต. ทั้งหลายมีหน่วยกู้ชีพที่ฝึกกัน ๑๑๐ ชั่วโมง พร้อมที่จะ ช่วยผู้ป่วยรุนแรง รวมทั้งการหารถกู้ชีพให้กระจายพร้อมกันจนจังหวัดอุบลราชธานีขึ้นเป็นที่ ๒ ของประเทศได้นะครับ หรือที่จังหวัดสงขลาสามารถรวมเอากู้ชีพ ตำรวจ รวมทั้งกล้องวงจรปิด ไว้เป็นศูนย์เดียว โทรเบอร์ไหนก็ติดที่ศูนย์นั้นศูนย์เดียวได้นะครับ
แผนที่ ๓ เป็นเรื่องของแผนประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความ ปลอดภัยทางถนนสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการกู้ชีพ กู้ภัยทางถนน ซึ่งจะเน้น ให้มีอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดถ่างหรือการช่วยเหลือการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งการฝึกอบรม ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การที่กองทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนนจะสนใจเรื่องนี้ เป็นต้นนะครับ
สุดท้ายแผนที่ ๔ แผนพัฒนาระบบการโทรแจ้งเบอร์เดียว หรือที่เราเรียกกันว่า ซิงเกิล พับบลิก เซฟตี แอนเซอริง พอยต์ (Single Public Safety Answering Point) ก็เป็น ประโยชน์ที่จะทำให้เวลาประชาชนนึกยามตกใจจะจำได้แค่เบอร์เดียว โทรเบอร์เดียว แล้วสามารถทำให้ดับเพลิง กู้ชีพ กู้ภัย ตำรวจ เข้าช่วยเหลือพร้อมกันจากทุก ๆ หน่วยนะครับ ทั้งหมดเป็น ๔ แผน จากนี้ไปผมจะขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ท่านรองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ได้กล่าวภาพรวมแผนการปฏิรูประบบ ความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนระยะยาวครับ ขอบคุณครับ
เรียนเชิญท่านดุสิต เครืองาม ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เป็นรองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ของคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ครับ กระผม ได้รับมอบหมายให้นำเสนอการปฏิรูปในหัวข้อภาพรวมการปฏิรูประบบความปลอดภัย ทางถนนอย่างยั่งยืนในระยะยาว จากการที่เราได้นำเสนอแผนต่าง ๆ มาแล้วนั้น ท่านสมาชิก ก็คงจะได้ยินได้รับทราบแล้วว่ากรรมาธิการของเรานั้นมีแผนระยะสั้น มีแผนระยะกลาง แล้วก็สุดท้ายก็คือจะเป็นแผนระยะยาว แผนระยะยาวที่เราจะนำเสนอนั้นก็จะประกอบ ไปด้วยเนื้อหาสาระที่จะสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันนี้ แต่จะมีความหมายมีอิมแพกต์ (Impact) มีผลกระทบในระยะยาวใน ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า ไปจนถึงปี ๒๕๗๙ หรือว่า ยาวกว่านั้นก็เป็นไปได้ หัวข้อของการปฏิรูปแผนในระยะยาวของเรานั้นมีหัวข้อย่อยทั้งหมด ๖ หัวข้อด้วยกันครับ ก็คือ ๑. การเสนอให้มีการร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... หรือถ้าเราจะเรียกเป็นภาษาง่าย ๆ ให้ติดปากพี่น้องประชาชนนับจากวันนี้ไป ก็คือเราจะเสนอให้มีศาลจราจรนะครับ เดี๋ยวรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องศาลจราจรนั้น ท่านที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการคือท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ก็จะมาให้ข้อมูลในลำดับถัดไป การปฏิรูปในระยะยาวหัวข้อที่ ๒ ก็คือการจัดตั้งให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน หรือชื่อย่อ ๆ ว่า จปถ. จปถ. ต่อไปก็คงจะเป็นคำพูดที่คงจะติดปากพี่น้องประชาชนต่อไป นานเท่านานครับ และเราก็จะเสนอให้มีการพัฒนาปรับปรุงระบบประกันภัยให้มีความ สอดคล้องกับแผนการลดและการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนนะครับ จากนั้นก็จะมีการเสนอ แผนพัฒนาคุณภาพคนในทุกช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกัน มีความปลอดภัย จะมีการนำเสนอ แผนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคมให้ทุกภาคส่วนได้มีความร่วมมือในการ สร้างความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนนนะครับ
ท่านประธานครับ หัวข้อแรกที่เราจะนำเสนอก็คือเรื่องการเสนอให้มี การจัดตั้งศาลจราจร ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้ท่านสิทธิศักดิ์ได้นำเสนอ กระผมขออนุญาต กราบเรียนนำเสนอแบบนี้นะครับว่าประเทศไทยเรานี้เวลาเราจะดูกฎหมายที่บังคับใช้ หรือว่าบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางการขนส่งมีเยอะแยะมากมายเหลือเกินครับ มีทั้งพระราชบัญญัติที่เรียกว่าพระราชบัญญัติรถยนต์ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ประชาชนทั่วไปในฐานะที่เป็นผู้บริโภคหรือผู้เดินทางหรือ ผู้ได้รับการกระทำ ได้รับความเสียหาย หรือแม้แต่กระทั่งกระทำความผิดนั้นก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ต่าง ๆ เหล่านั้น แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาผู้กระทำความผิดนี่นะครับปล่อยปละละเลย ไม่ไปรับโทษเพราะมองว่าโทษเหล่านั้นมาไม่ถึงตน อย่างเช่น ขับรถความเร็วเกินที่กฎหมาย กำหนด ขับย้อนศร จอดรถในที่ห้าม ขับรถที่มีความเสี่ยง พอได้รับใบสั่งจากเจ้าหน้าที่ พนักงานหรือจราจรแล้วไม่ไปเสียเบี้ยค่าปรับนะครับ ใบปรับหรือใบเปรียบเทียบปรับ เหล่านั้นก็กองเป็นภูเขาเป็นแสน ๆ เป็นล้าน ๆ ใบอยู่ในประเทศไทย ตรงนี้ถือว่าเรานี่จะต้อง ปฏิรูปครับ จะทำอย่างไรให้ผู้กระทำความผิดนั้นได้รับทราบว่าเขาทำความผิดแล้วเขาจะต้อง ไปสารภาพหรือว่าไปชดเชยความผิดที่เขาได้ทำตามที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้นจากนี้ไป เมื่อมีการจัดตั้งศาลจราจรแล้วใครที่ไม่ไปเสียเบี้ยค่าปรับหรือว่าไม่ไปทำอะไรบางอย่างตามที่ กฎหมายกำหนดนั้นใบสั่งเหล่านั้นจะไปถึงศาลจราจรทันทีครับ เดี๋ยวท่านสิทธิศักดิ์ ก็จะมีรายละเอียดให้ หนาวกันละครับทีนี้ ก่อนหน้านี้ใบสั่งไปกองอยู่ที่สถานีตำรวจ จากนี้ ไม่ใช่แล้วครับ ใบสั่งเหล่านั้นจะส่งถึงผู้พิพากษาซึ่งจะดำเนินการเทกแอ็กชัน (Take action) ปฏิบัติการอย่างเร็วเลยนะครับ ใครไม่มาก็จะถูกขึ้นลิสต์ (List) ของผู้กระทำความผิด อยู่ในศาลไปเลยนะครับ ขอกราบเรียนฝากส่งไม้ต่อให้ท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ได้ลง รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องศาลจราจรครับ
เชิญท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ในฐานะที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน นำเสนออยู่ ๒ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาลจราจร นั่นคือเหตุผลและความจำเป็นในการตรา กฎหมาย ประการที่ ๒ เป็นเรื่องของระบบวิธีพิจารณาในศาลจราจร
ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิดในคดีจราจรก็ดี หรือการดำเนินการเพื่อสร้าง ความปลอดภัยกับผู้ใช้ยานพาหนะที่สัญจรอยู่ในถนนสาธารณะก็ดี เป็นการดำเนินการ มาตรการทางสังคมกับมาตรการทางกฎหมายโดยหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมบางส่วน เฉพาะตำรวจเท่านั้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลจากการดำเนินการ ดังกล่าวนั้นทำให้เกิดช่องโหว่ เกิดช่องว่าง แล้วก็เกิดปัญหาติดตามมาอีกหลายประการ
ผมอยากจะกราบเรียนเป็นข้อแรกว่าเหตุผลความจำเป็นในการที่จะต้องมีการ จัดตั้งศาลจราจรซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายที่เรียกชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... นั้นเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่มาเติมเต็มให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ในแผนของ การปฏิรูปความปลอดภัยทางถนนและการบังคับใช้ ข้อมูลที่น่าสนใจของกรมการขนส่ง ทางบกก็คือว่าในปีปัจจุบันนั้นมีรถยนต์หรือยานพาหนะที่เดินด้วยเครื่องจักรกล จดทะเบียน ทั่วประเทศประมาณ ๓๖ ล้านคัน ในส่วนของรถจักรยานยนต์นั้นมีประมาณกว่า ๒๐ ล้านคัน ในจำนวนยานพาหนะที่สะสมเพิ่มเป็นทวีคูณในช่วงไม่กี่ปีนั้นส่งผลหลายประการครับ ท่านประธาน ในประการแรกที่จะเห็นก็คือว่าการจราจรในเมืองใหญ่นั้นจะเกิดความอึดอัด จะเกิดความคับข้อง จะเกิดการจราจรติดขัด ประการที่ ๒ ก็จะเห็นถึงมลภาวะทางเสียง มลภาวะทางกลิ่นต่าง ๆ ของไอเสีย ประการที่ ๓ เป็นการสูญเสียในเชิงของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเงินตราจำนวนมหาศาลซึ่งกระทบกับเศรษฐกิจและในด้านสังคม ประการต่อมาที่จะ เห็นก็คือว่าการทำความผิดในคดีจราจรไม่ว่าจะเป็นความผิดต่อชีวิต ร่างกาย ซึ่งโดยสาเหตุ อันเกิดจากการขับรถโดยประมาทนั้นจะปรากฏเห็นตามสื่ออยู่ตลอดเวลา และข้อสำคัญ อย่างยิ่งที่เป็นความผิดลหุโทษซึ่งเป็นอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างน้อยก็ ๒ ฉบับแล้วครับ ฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พุทธศักราช ๒๕๒๒ กับพระราชบัญญัติรถยนต์ เป็นต้น กฎหมายเหล่านี้เป็นกฎหมายที่เจ้าพนักงานจราจรสามารถที่จะออกใบสั่งจราจรเพื่อให้ ผู้กระทำความผิดนั้นไปชำระค่าปรับที่สถานีตำรวจ แต่ปรากฏว่าในปีที่ผ่านมาใบสั่งจราจรนั้น มีจำนวนถึง ๑,๖๐๐,๐๐๐ ฉบับ เฉพาะในกรุงเทพมหานคร หากรวมกับต่างจังหวัด ทั่วราชอาณาจักรแล้วมีไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับ
ข้อมูลที่น่าสนใจในประการต่อมาคือในจำนวนใบสั่งเอาเฉพาะใน กรุงเทพมหานคร ๑,๖๐๐,๐๐๐ ฉบับนั้น มีผู้กระทำความผิดที่สมัครใจจะไปชำระค่าปรับ ไม่เกินร้อยละ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการบังคับติดตามก็ได้เต็มที่คือร้อยละ ๔๐ เท่านั้น อีกร้อยละ ๖๐ ก็จะไม่ไปชำระ แล้วข้อสำคัญคือคดีซึ่งเป็นคดีลหุโทษที่มีอัตราโทษที่ผมได้ กราบเรียนมาข้างต้นนั้นมีอายุความเพียง ๑ ปีเท่านั้น นั่นหมายความว่าหากผู้กระทำ ความผิดที่ได้รับใบสั่งจราจรไม่ไปชำระค่าปรับภายใน ๑ ปี ก็ไม่สามารถที่จะบังคับค่าปรับ เหล่านั้นได้ จึงทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ หากคำนวณค่าปรับเอาว่าประมาณการเป็น ค่ากลางอัตรา ๕๐๐ บาท ที่บังคับไม่ได้ร้อยละ ๖๐ ในเวลา ๑ ปี กับใบสั่ง ๓,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับนั้น รัฐจะสูญเสียรายได้ถึงประมาณ ๘๐ ล้านบาทต่อปี หากระยะย้อนหลังบวกไปอีกสัก ๑๐ ปี ก็เป็นเงินถึงหลักพันล้านบาท ตรงนี้จะเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ว่ามาตรการทางกฎหมายแต่เพียง ประการเดียวนั้นไม่สามารถที่จะนำมาเรียกว่าสร้างวินัยปลูกฝังจิตสำนึกให้คนเคารพ กฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพได้ ฉะนั้นการจัดตั้งศาลจราจรขึ้นมาโดยระบบที่อยู่ภายใต้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีจราจรนั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาเรียกว่าป้องกันปัญหา สร้างวินัยจราจร แล้วก็ดำเนินการบังคับ ใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ที่กระทำความผิดในคดีจราจรที่มีลักษณะ อัตราโทษเล็กน้อยนั้นต้องถูกบังคับชำระค่าปรับ และเงินรายได้เหล่านี้จะเป็นงบประมาณ แผ่นดินที่สามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศได้
ประการที่ ๒ ที่ผมจะนำกราบเรียนก็คือว่าในระบบวิธีพิจารณาคดีจราจรนั้น มีความยุ่งยากหรือมีความซับซ้อนหรือไม่ ก็เรียนว่าในลักษณะของการออกแบบกฎหมายนั้น คณะทำงานก็ดี คณะอนุกรรมาธิการจัดทำแผนปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ดี ได้พิจารณาช่วยกันกลั่นกรอง ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าในระบบของศาลจราจรนั้นเราไม่ได้สร้าง อาคารที่ทำการศาลขึ้นมาใหม่เป็นศาลอีกหลังหนึ่ง หรือเป็นศาลทั่วประเทศที่มีศาลจราจรอยู่ ๗๗ จังหวัด แต่จะใช้ศาลยุติธรรมที่เปิดทำการอยู่แล้วทั่วราชอาณาจักร ในขณะนี้ทำหน้าที่ เป็นศาลจราจรควบคู่ไปด้วย ในวิธีการตามกฎหมายก็คือว่าในร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีจราจรนั้นจะออกแบบในมาตราต้น ๆ ว่าให้เปิดแผนกคดีจราจรขึ้นในศาลแขวง หรือใน จังหวัดที่ไม่มีศาลแขวงนะครับ เหตุผลที่เลือกศาลแขวงเพราะว่าศาลแขวงเป็นศาลที่รองรับ คดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งคดี ความผิดเกี่ยวกับคดีจราจรเหล่านี้ก็จะมาขึ้นสู่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง เพราะฉะนั้น ศาลแขวงทั่วราชอาณาจักรก็จะใช้อาคารที่ทำการเดิม หรือศาลจังหวัดก็ใช้อาคารที่ทำการเดิม
๒. ในส่วนของบุคลากร คือตุลาการหรือผู้พิพากษานั้นก็ใช้ผู้พิพากษาเดิม มาทำหน้าที่ในการชี้ขาดตัดสินคดี อาจจะมีการเพิ่มบ้างสำหรับหากคดีในส่วนกลาง มีจำนวนมากอาจจะมีการเพิ่มอัตรากำลังเพียงเล็กน้อย หรือมีหน่วยธุรการสนับสนุน เช่น อาจจะมีงานสนับสนุนด้านคดีจราจร เป็นต้น
ประการต่อมา เมื่อมีศาลจราจรเกิดขึ้นในศาลยุติธรรมแล้ว ถามว่าแล้วคดี ประเภทใดครับที่จะขึ้นสู่ศาลจราจร คำตอบก็คือมีกฎหมาย ๓ ฉบับครับท่านประธาน ก็คือ ๑. พระราชบัญญัติจราจรทางบก กฎหมายฉบับที่ ๒ คือพระราชบัญญัติรถยนต์ และกฎหมายฉบับที่ ๓ คือพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ทั้ง ๓ กฎหมายนั้น หากรวม มูลฐานความผิดหรือข้อหาความผิดแล้วมีประมาณ ๒๕ มาตรา หรือ ๒๕ ข้อหาไม่เกิน ๓๐ ข้อหา ซึ่งข้อหาเหล่านี้บางข้อหานั้นก็อาจจะมีอัตราโทษจำคุกถึง ๒ ปี หรืออาจจะปรับ ถึง ๔๐,๐๐๐ บาท ซึ่งคดีเหล่านี้เปรียบเทียบปรับไม่ได้ก็ต้องมาขึ้นศาลจราจร ซึ่งกฎหมาย เหล่านี้ตราอยู่ในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก เช่น เป็นผู้ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต เป็นต้น คดีนอกจากนั้นก็เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก อาทิเช่น ขับรถฝ่าฝืน สัญญาณไฟจราจร จอดรถในที่ห้ามจอด ขับรถในลักษณะประมาทน่าหวาดเสียว ขับรถ ในลักษณะมึนเมาสุราหรือมึนเมาสิ่งของอย่างอื่น ขับรถในลักษณะที่ตัวรถนั้นยานพาหนะไม่มี ความปลอดภัย เป็นต้น นั่นคือข้อหาความผิดที่จะมาขึ้นสู่ศาลจราจร ถามว่าแล้ววิธีปฏิบัติ เป็นอย่างไรบ้าง ในส่วนนี้ก็จะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าหากผู้กระทำความผิดที่ได้รับใบสั่ง จราจรสามารถชำระค่าปรับ หรือยินยอมชำระค่าปรับคดีก็จะจบไปด้วยการชำระค่าปรับ หากไม่ชำระค่าปรับในกฎหมายก็จะเขียนว่าให้พนักงานสอบสวนนั้นดำเนินการแจ้งส่งสำเนา คู่ฉบับของใบสั่งจราจรไปยังพนักงานอัยการ แล้วก็ไปยังศาลในเขตท้องที่นั้น ๆ ใบสั่งจราจร จะมีการออกแบบใหม่ตามกฎหมายฉบับนี้โดย ๔ หน่วยงาน ตั้งแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุดแล้วก็ในส่วนของศาลยุติธรรมเพื่อให้ใบสั่งนั้น มีรูปแบบเป็นคำฟ้องโดยที่พนักงานอัยการไม่ต้องไปร่างคำฟ้องฉบับใหม่เพื่อที่จะมาเสียเวลา แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณในส่วนกระดาษ ฉะนั้นใบสั่งจราจรก็ถือเป็นคำฟ้อง แต่มีรายการ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่กฎหมายออกแบบ ถ้าหากว่าผู้ที่กระทำความผิดตามใบสั่งจราจร ไม่ไปชำระค่าปรับภายใน ๗ วัน ใบสั่งจราจรเหล่านี้ก็จะส่งไปยังศาลจราจร ศาลเองก็จะเรียกให้ผู้กระทำความผิดมาศาล หากศาลประทับฟ้องอำนาจของศาล ก็สามารถที่จะพักใช้ใบอนุญาตอย่างน้อยก็ ๙๐ วัน และหากผู้กระทำความผิดเห็นว่า คดีไปสู่ศาลแล้วไม่อยากจะไปศาลให้เสียเวลา ก็สามารถที่จะไปชำระค่าปรับไม่ว่าจะเป็นที่ ศาลนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารของรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารเอกชน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำการ ไปรษณีย์ หรือสถานที่อื่นที่กฎหมายกำหนด โดยชำระค่าปรับในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมาย บัญญัติในข้อหานั้น ๆ เมื่อชำระค่าปรับแล้ว สิทธินำคดีอาญาก็ระงับสิ้นไป ก็เสมือนหนึ่งว่า ยอมรับสารภาพในการกระทำ อันที่ ๒ กลุ่มคนที่จะมาขึ้นศาลจราจร อันนี้คือกลุ่มแรก ที่ไม่ยอมเสียค่าปรับ
กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่ให้การปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด ตนเอง ถูกกลั่นแกล้งกล่าวหา หรืออาจจะมีความสำคัญผิดในเรื่องของข้อหาต่าง ๆ กลุ่มเหล่านี้ ก็จะมาขึ้นสู่ศาลจราจรเพื่อพิสูจน์ความผิดความถูก ระบบของการพิจารณาคดี ศาลจราจร ใช้ระบบการไต่สวนเรียบง่าย แล้วก็ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยรวดเร็ว แล้วก็คดีจะจบแค่ ในชั้นศาลอุทธรณ์เท่านั้น หมายความว่าไม่ให้มีการฎีกา กระบวนการในส่วนนี้ในศาลชั้นต้น ก็คงไม่เกินสัก ๓๐ วัน ในส่วนของการอุทธรณ์ปัจจุบันก็มีการนัดฟังคำพิพากษาล่วงหน้า ก็คงไม่เกิน ๒ เดือน เพราะฉะนั้นคดีเหล่านี้ก็ต้องดำเนินไปโดยบริการประชาชนให้เกิด ความสะดวกรวดเร็วและเกิดความเป็นธรรม นั่นคือในส่วนของระบบศาลจราจรที่คิดว่า น่าจะมีส่วนสำคัญโดยย่อที่จะสามารถทำให้ระบบความปลอดภัยทางถนน จิตสำนึกของ ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความเคารพในกฎหมาย แล้วก็ทำให้กฎหมายบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ สามารถ ที่จะบังคับได้ แล้วก็เป็นการปลุกจิตสำนึก ถ้าหากผู้กระทำความผิด ศาลเห็นว่ายังมีพฤตินิสัย หรือมีลักษณะการขับรถที่หย่อนสมรรถภาพ ศาลสามารถออกคำสั่งให้ตัวจำเลยนั้น เข้ารับการฝึกอบรมยังหน่วยงานราชการหรือสถานที่เอกชนเกี่ยวกับวินัยจราจร การใช้รถ การใช้ยานพาหนะเพื่อที่จะไม่ให้เกิดอันตราย หรือสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในอนาคต ฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าระบบของศาลจราจรที่จะอยู่ในแผนปฏิรูปความปลอดภัย ทางถนนนั้น ก็จะเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะมาเป็นกลไกทางสังคมที่จะทำให้สังคม มีความปลอดภัย ยานพาหนะ ท้องถนนมีความปลอดภัย ผู้กระทำความผิดก็จะมีจิตสำนึก ในการที่จะระมัดระวังในการใช้รถ แล้วก็จะไม่กระทำความผิดซ้ำอีก ฉะนั้นผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนโดยสรุปถึงระบบของศาลจราจร อย่างไรก็ตามในส่วนของแผนระยะยาว ยั่งยืนนั้น ที่จะมีส่วนสัมพันธ์แล้วเกี่ยวข้องอยู่ในแผนปฏิรูปนั่นคือ การจัดตั้งเจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยทางถนน หรือ จปถ. แล้วก็เรื่องระบบประกันภัยเพื่อความปลอดภัยทางถนน ในส่วนนี้ ขอกราบเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เป็นผู้นำเสนอครับ
ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม จะขออนุญาตนำเสนอแนวทางการปฏิรูปเพื่อลดและป้องกันอุบัติเหตุ ทางถนนที่สำคัญอีกมาตรการหนึ่ง ก็คือเสนอให้มีการจัดตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ทางถนน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า จปถ. ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในวงการ ภาคเอกชนท่านก็คงจะทราบดีว่ามีกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่งออกบังคับใช้ เรียกว่า พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งมีการบังคับใช้มาแล้วเป็นเวลาหลายปี ที่เป็นการออกมาเพื่อคุ้มครองแรงงาน ในภาคเอกชนนั้นเขาก้าวหน้าไปไกลมาก คือมีกฎหมายกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ขึ้นมาในภาคเอกชน ที่เรียกว่า จป. เจ้าหน้าที่วิชาชีพ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แต่ว่า ในภาพรวมของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น น่าแปลกประหลาดมากว่าประเทศไทยเรายังไม่เคยมีการ จัดตั้งหรือว่ากฎหมายที่บังคับว่าแต่ละหน่วยงานจะต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ไม่ว่าจะ ปลอดภัยภายในอาคาร ไฟไม่ชอร์ต (Short) ตาย หรือว่าไม่ทำอุบัติเหตุภายในอาคาร เหล่านั้น ไม่มีครับ ไม่มีการจัดตั้ง แต่เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการของเราในวันนี้เรามุ่งเน้น เรื่องความปลอดภัยทางถนน เราก็จะเสนอให้มีการจัดตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนนขึ้นมา โดยอาศัยกฎหมายที่ สามารถมีอยู่แล้วซึ่งเรียกว่าเป็นพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้นสามารถกำหนดให้ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีที่จะออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นการที่จะให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนนนี้นะครับไม่ต้องออกกฎหมาย ใหม่ครับ ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีได้ ในเบื้องต้นนี้นะครับ ในการคิกออฟ (Kickoff) มาตรการความปลอดภัย คณะกรรมาธิการเราก็ได้ยกร่างระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. .... ขึ้นมาแล้ว แล้วก็แนบอยู่ ในเอกสารประกอบการประชุมแล้วด้วย ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ จปถ. หรือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนนไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย นี่คือเป็นสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ในประเทศไทย ผมจะขออนุญาตเทียบเคียงให้ฟังนะครับ วงดุริยางค์ที่เราจะไปดูคอนเสิร์ต นี่ต้องมีคอนดักเตอร์ (Conductor) ใช่ไหมครับ การแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน ต้องมีโค้ช (Coach) ใช่ไหมครับ หรือการจะต้องแสดงหนัง แสดงภาพยนตร์นี่ต้องมีผู้กำกับใช่ไหมครับ นั่นแหละครับคือ จปถ. เป็นทั้งโค้ช (Coach) แล้วก็ เป็นผู้กำกับเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนน และ จปถ. นั้นเขาจะต้องมีหน้าที่ ให้การอบรม ให้ข้อมูลกับบุคลากรในหน่วยงานของเขา ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน ไม่ว่าสมาชิกนั้นเขาจะเดินทางอยู่ภายในอาคารตัวเองหรือออกจากอาคารแล้วกลับไปบ้าน ยกตัวอย่างที่รัฐสภาของเรานี่ถ้าไปตรวจสอบดูโครงสร้างของการบริหารข้าราชการในรัฐสภา นะครับ เชื่อว่าจะมีหน่วยงานอันหนึ่งเรียกว่า กองยานพาหนะ ไม่ใช่ครับ กองยานพาหนะ เขาก็ดูแต่เรื่องรถยนต์ เติมน้ำมัน เติมยางลม จัดระเบียบคิวรถยนต์ แต่ประเทศไทยเราแม้แต่ รัฐสภาเราไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยทางท้องถนน เมื่อเดือนที่แล้วมีข่าวใหญ่ โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น มีคณะครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง มีผู้อำนวยการด้วยครับ นั่งรถตู้ไปสัมมนา ที่พัทยา เดินทางกลับจากชลบุรีบนเส้นทางมอเตอร์เวย์ (Motorway) ขากลับเข้ากรุงเทพฯ ประมาณ กม. ที่ ๒๐ กม. ที่ ๓๐ เกิดการพลิกคว่ำ นั่งมาในรถตู้ ๑๓ ท่าน ๑๔ ท่าน เสียชีวิต เกือบ ๑๐ ท่าน ๔ ท่านที่รอดชีวิตได้นั้นตะเกียกตะกายคลานออกจากรถตู้แทบจะเอาชีวิต ไม่รอด รถตู้คันนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ ขับมาอยู่ดี ๆ ไม่ทราบว่าล้อแตกหรือเปล่าแฉลบข้างทาง เขาเรียกว่าแฉลบไปกับแบริเออร์ (Barrier) ตะแคงซ้ายไหลไปประมาณ ๒๐๐ เมตร ไฟลุกท่วมครับ คนที่อยู่ในรถยังมีชีวิตนะครับตอนนั้น ยังไม่ตายครับท่านประธาน หลายนาที ต่อมาค่อย ๆ เสียชีวิต เพราะในรถตู้คันนั้นไม่มีค้อนในการทุบกระจกออก ไม่มีถังดับเพลิง ในการที่จะดับไฟ ออกมาไม่ได้ครับ กว่าจะออกมาได้ก็หลายสิบนาทีเป็นสิ่งที่น่าเศร้ามาก ถามว่าเหตุการณ์วันนั้นถ้าเรามี จปถ. สัก ๑ คน ผมเชื่อว่าจะไม่เกิด จปถ. เขาจะทำบอกว่า ท่านผู้อำนวยการคะ ท่านผู้อำนวยการครับ ท่านจะขับรถไปพัทยาใช้รถอะไรไป รถของท่าน ยางล้อนี่ดอกมันยังมีอยู่หรือยัง เพราะฉะนั้น จปถ. ก็ต้องทำเช็กลิสต์ (Checklist) ท่านจะไป กันตั้ง ๑๓ คน ใครจะเป็นคนขับรถ คนขับรถเขามีสมรรถนะพร้อมหรือเปล่า ในรถของท่าน มีค้อนทุบกระจกหรือยัง มีหน้าต่างฉุกเฉินหรือยัง มีถังดับเพลิงหรือยัง รถของท่านผ่าน การตรวจสอบสภาพหรือเปล่า เหล่านี้คือเจ้าหน้าที่ จปถ. ที่จะมาช่วยคุ้มครองชีวิตให้กับ หน่วยงานต่าง ๆ ของหน่วยงานของท่านเอง จปถ. นี้จะต้องมีอยู่ในโรงเรียนอนุบาล ทุกโรงเรียน โรงเรียนประถมศึกษาทุกโรงเรียน มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกกอง ทุกอาคารครับต้องมีให้หมด มีทั้งในภาคเอกชนและ ภาคราชการ มีทั้งในรัฐวิสาหกิจ อบต. ทุกที่ในประเทศไทยที่มีอยู่ในประมาณ ๖,๐๐๐ กว่า อบต. ต้องมี ๑ อบต. อย่างน้อย ๑ จปถ. นี่คือสิ่งที่เรากำลังนำเสนอ ถ้าหากว่าระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีที่เรายกร่างนี้ประกาศนะครับผ่านออกมาได้ เราก็จะมีเจ้าหน้าที่ จปถ. กระจายอยู่ทั่วประเทศหลายหมื่นหลายแสน อาจจะเป็นล้านคนก็ได้ ถามว่าต้องใช้ งบประมาณไหมครับ ไม่ต้องใช้ครับ เพียงแต่หัวหน้างานออกคำสั่งแต่งตั้งให้นาย ก นาย ข นางสาวคนนี้เธอทำหน้าที่เป็น จปถ. หน่อย กินเงินเดือนเหมือนเดิมครับ ไม่ต้องตั้งเป็น อัตราใหม่ โรงเรียนก็จะมีเจ้าหน้าที่ จปถ. อาจจะมีเบี้ยโบนัส อาจจะมีรางวัลตอบแทน ประจำปีที่ข้าราชการหรือว่าพนักงานแต่ละคนเขาสร้างคุณงามความดีขึ้นมาเหล่านี้ ผมถือว่า เป็นเส้นผมบังภูเขาที่จะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย ในการที่จะให้เกิด จปถ. ขึ้นมาได้ ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนี้นะครับ มีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน คณะกรรมการระดับชาติร่วมกับปลัดกระทรวงมหาดไทย คือวางนโยบายของโครงสร้างของ จปถ. ภาพรวมของประเทศ แล้วให้แต่ละหน่วยงานลงไปปฏิบัตินะครับ ไม่ต้องใช้ งบประมาณ ไม่ต้องสร้างอัตราอะไรเพิ่มเติม จปถ. ที่ในระเบียบนี้นะครับเรายกร่างเอาไว้ มีอำนาจหน้าที่อยู่ประมาณ ๑๒ ข้อ ๑. ศึกษารวบรวมข้อมูล ๒. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ๓. จัดทำคู่มือ คำว่า คู่มือ นี่สำคัญมากนะครับ ในรัฐสภาของเราต่อจากนี้ไปเขาจะมีคู่มือ พนักงานที่จะเดินทางเข้ามาในรัฐสภา ถ้าไม่มีความพร้อม ไม่มีใส่หมวกกันน็อก ขับรถ ไม่รัดเข็มขัดไม่ให้เข้าสภา รถที่จะเข้ามาในสภาถ้าไม่มีอุปกรณ์เซฟตี (Safety) อะไรต่าง ๆ ไม่ให้เข้ามาในสภา สมาชิกที่จะเดินทางเข้ามาในสภามาชี้แจง มาร่วมอภิปรายกับเรา จากนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยก็อาจจะไม่ได้เข้ามาชี้แจงในสภาของเราก็ได้ นี่คือ สิ่งเข้มข้นที่เราจะช่วยกันรักษาชีวิตนะครับ
มาตรการต่อไปที่ผมจะขอนำเสนอในส่วนผมเรื่องสุดท้ายก็คือ เรื่องระบบ ประกันภัยเพื่อความปลอดภัยทางถนนครับ ประเทศไทยเรามีเรกูเลเตอร์ (Regulator) อยู่หลายเรกูเลเตอร์ (Regulator) ครับ คณะกรรมการกำกับ ... เช่น เรกูเลเตอร์ (Regulator) ด้านพลังงานใช่ไหมครับ เรกูเลเตอร์ (Regulator) ด้านการสื่อสารโทรคมนาคม เรกูเลเตอร์ (Regulator) ด้านที่เรากำลังพูดถึงนี้ก็คือ ความปลอดภัยทางถนนนะครับ ประเทศไทยเรามีกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ เราไปเปิดดู พ.ร.บ. คณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย อำนาจหน้าที่ของเรกูเลเตอร์ (Regulator) ด้านนี้ หรือว่าสิ่งที่มีอยู่ใน พ.ร.บ. นั้นนะครับ เป็นที่น่าเสียดายมากครับ ไม่มีคำว่า ความปลอดภัย ไม่มีคำพูดคำว่า ลดอุบัติเหตุ อยู่ใน พ.ร.บ. นี้เลยแม้แต่คำเดียว เป็นสิ่งที่ผิดหวังมากครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการเราก็เห็นจุดบอดนี้แล้ว บอกว่าไม่ได้แล้วครับจากนี้ไป พระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่จะต้องทำในประเทศไทยนี่เราจะขอแก้กฎหมายฉบับนี้นะครับ แก้อยู่ ๒-๓ มาตราไม่เยอะ แก้โดยแค่เติมคำพูดบอกว่า ให้คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัยหรือย่อสั้น ๆ ว่า คปภ. ต้องมีอำนาจหน้าที่ในการที่จะจัดนำเสนอมาตรการในการ ลดและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน จะเสริมเข้าไปใน พ.ร.บ. นี้ สัก ๒-๓ มาตรา แค่นั้นเอง ทำไมล่ะครับ ตอนนี้ทุกวันนี้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ นี่เขาเขียนเลยว่าคณะกรรมการเขาบอก เขาจะคุ้มครองเฉพาะว่าใครเกิดอุบัติเหตุก็ได้รับการคุ้มครองได้จ่ายเบี้ยประกัน แม้แต่ ผู้กระทำความผิดนี่นะครับก็ยังได้รับการรักษาเยียวยา ได้รับการรักษา ซ่อมรถของตัวเอง หรือว่าซ่อมรถของคู่กรณี ไม่พอแล้วครับตรงนั้น พ.ร.บ. นี้จะต้องออกมาให้ทันสมัยกับ โลกปัจจุบันนะครับว่า ผู้กระทำความผิดท่านจะต้องรับโทษด้วย อาจจะบอกว่า เบี้ยค่าประกันภัยอาจจะต้องสูงเพิ่มขึ้น หรือว่าไม่สร้างอุบัติเหตุเบี้ยประกันภัยก็อาจจะ ลดน้อยลงอะไรแบบนี้เป็นต้น รวมทั้งงบประมาณที่คณะกรรมการเรกูเลเตอร์ (Regulator) ชุดนี้เขากำกับดูแลอยู่อีกหลายหมื่นล้านบาทนะครับ ที่เขาเรียกว่ากองทุนป้ายทะเบียนรถ อะไรตรงนั้นนะครับ อยู่ใน พ.ร.บ. นี้นะครับที่ว่าประมูลเลขสวย เงินที่ได้จากการประมูล เลขสวยที่มีอยู่ตั้งหลายหมื่นล้านบาทยังไม่ได้งัดออกมาใช้เพื่อประโยชน์ในการลดและป้องกัน อุบัติภัยทางท้องถนนเลย เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวันนี้คณะกรรมาธิการไม่ได้ เสนอเป็นการยกร่างขึ้นมา แต่เสนอว่าเราจะขอปรับปรุงแก้ไขเพิ่มอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการเรกูเลเตอร์ (Regulator) คณะนี้ครับ ก็ขอจบการนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ได้นำเสนอชี้แจงต่อที่ประชุม
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ จะนำเสนอประเด็นที่สำคัญของแผนการปฏิรูประบบ ความปลอดภัยทางถนนยั่งยืนระยะยาว ๒ ประเด็นสำคัญนะคะ
ประเด็นแรก คือเรื่องของการพัฒนาคุณภาพคนในทุกช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกัน ต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งเป็นมาตรการที่จะเป็น การส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการศึกษา การเสริมสร้างทักษะ องค์ความรู้การใช้รถ ใช้ถนน และการดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนนที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัยดังนี้นะคะ ก็คือตั้งแต่การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านการมีระเบียบวินัย ความตระหนัก ในเรื่องของความปลอดภัยและมีจิตสำนึกในเรื่องของความปลอดภัย โดยเป็นการเตรียม ความพร้อมของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือผู้ดูแลในสถานเลี้ยงเด็กต่าง ๆ เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนน มีต้นแบบที่ดีในด้านวินัยจราจร ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยด้านการเดินทางด้วย รวมทั้งพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน ในหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีมาตรการขององค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนด้วย นอกจากนี้ เด็กในวัยเรียนทุกระดับชั้นให้มีความรู้ทางวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน โดยให้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้ ก็คือมีการบูรณาการการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งวิชาการ แล้วก็การปฏิบัติจริง ตั้งแต่การส่งเสริมกระบวนการการจัดการเรียนการสอนด้าน ความปลอดภัยทางถนน การเรียนรู้ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การเรียนรู้ในเรื่องของ การปฏิบัติจริง การตั้งชมรมความปลอดภัยทางถนนที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างรอบด้าน สนับสนุนต่อยอดความคิดที่สร้างสรรค์ การจัดกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมลูกเสือหรือเนตรนารีให้เอากลับมาอีกครั้งหนึ่งนะคะ นอกจากนี้ในเรื่อง ของการให้เด็กได้มีความตระหนัก คิดวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้น จากการที่ไม่ปฏิบัติตามวินัยจราจร ให้เขามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้เอง นอกจากนี้ ให้เป็นผู้ที่มีความสามารถในเรื่องของการสอนผู้อื่นได้ เป็นผู้นำในเรื่องของความปลอดภัย ทางถนน มีการช่วยเหลือสังคมได้ แล้วก็ส่งเสริมความปลอดภัยในชุมชน ตลอดจนมีแนวทาง ที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความปลอดภัยทางถนนที่เรียกว่า เป็นนวัตกร ความปลอดภัยทางถนนหรือโรด เซฟตี อินโนเวเตอร์ส (Road Safety Innovators) นะคะ ส่วนด้านครูผู้สอนก็ต้องมีความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน นอกจากสอนในโรงเรียนก็เป็น ผู้ที่จะสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อที่จะจูงใจให้ครูได้มีการพัฒนาตนเอง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการประเมินสมรรถนะของครูก็ต้องประเมินสมรรถนะในเรื่องนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ในสังคมทั่วไป ก็ต้องมีการสร้างทักษะชีวิตแล้วก็มีพฤติกรรมในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดยช่วยกัน ที่จะส่งเสริมให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของความปลอดภัยทางถนน แล้วก็มีวินัย มีน้ำใจ มีจิตสำนึก นอกจากนี้การจัดโครงสร้างในสถานศึกษาเองก็เป็นเรื่องสำคัญ โครงสร้าง ในเรื่องของการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในเรื่องของการเดินทางของนักเรียน มาโรงเรียน ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยตั้งแต่สมาคมผู้ปกครอง สมาคมศิษย์เก่าและครู รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน และชุมชน ก็ต้องเข้ามาช่วยกันดูแลปรับปรุงสภาพของการจราจรในสถานศึกษาที่เอื้อต่อการจราจรของ เด็ก ๆ นะคะ นอกจากนี้ศูนย์เรียนรู้ความปลอดภัยในโรงเรียนก็ควรจะมี หรือเรื่องของ การติดตั้งป้ายจราจรต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนสร้างจิตสำนึก ของประชาชนให้มีค่านิยม มีพฤติกรรมในเรื่องของความปลอดภัย รับผิดชอบต่อสังคมด้วย
ส่วนมาตรการต่อไปก็คือเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็งในสังคม โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่เราพยายามที่จะสร้างสถาบันของสังคมให้ทุกภาคส่วน มีพฤติกรรมที่ดีในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมที่ดีงาม เป็นรากฐานในการพัฒนา คนและสังคม ซึ่งวิธีการที่จะสร้างได้ก็คือส่งเสริมความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ชุมชน ในการบ่มเพาะให้คนเคารพวินัยจราจร มีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ตลอดจนผลักดันให้ชุมชนและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนการเปิดพื้นที่สาธารณะ การจัดกิจกรรมในการสร้างการเรียนรู้ ในเรื่องของความปลอดภัยให้เกิดขึ้น การมีมาตรการทางสังคมที่ดี ในการส่งเสริม ความปลอดภัย แล้วก็มาตรการชื่นชมชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีแนวปฏิบัติ ที่ดีด้วย นอกจากนี้การพัฒนาศักยภาพของครอบครัวและชุมชนให้มีการเรียนรู้เรื่องของการ ใช้รถใช้ถนนเป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็มีสิ่งจูงใจและแรงจูงใจให้กับชุมชนที่มีแนวปฏิบัติที่ดี อีกด้วยนะคะ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือชุมชนที่เข้มแข็งและสร้างภูมิคุ้มกันนี้ จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เรื่องของการเรียนรู้ การสร้างอัตลักษณ์ การสนับสนุนให้เป็น อัตลักษณ์ของชุมชนในการจัดการความปลอดภัยทางถนนนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การสร้าง การมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องนี้ก็มีความสำคัญ ตลอดจน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างความปลอดภัยในทางถนนของชุมชนแล้วก็องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้เครือข่ายร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ภาคประชาชน ภาคส่วนต่าง ๆ ในการเฝ้าระวังด้านพฤติกรรม แล้วก็ให้มีมาตรการทางสังคม อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และมาตรการอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดิฉันมองว่าสามารถ ที่จะปฏิบัติได้เลยนะคะก็คือส่งเสริมภาคประชาสังคม องค์กรธุรกิจเอกชน บริษัทมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ในการทำงานเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลไกภาครัฐในการร่วมสร้าง จิตสำนึกต่อสังคม เรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ขององค์กรและผลประโยชน์ ของชุมชนและสังคม โดยเฉพาะส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ด้านความปลอดภัยทางถนนให้กับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง การยกย่ององค์กรธุรกิจเอกชน ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสาธารณะ โดยกำหนดให้บริษัทมหาชน และรัฐวิสาหกิจได้มีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนให้ความรู้และจัดกิจกรรมเพื่อสังคม อย่างแท้จริง ทั้งนี้ในเรื่องของซีเอสอาร์ (CSR) ที่มักจะจัดกันก็อยากจะให้เอามาจัดในเรื่องของ การสร้างองค์ความรู้และความตระหนักและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในทางถนน
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือการพัฒนาบทบาทของสถาบันทางสังคมที่จะเอื้อ ต่อการพัฒนาคนในเรื่องนี้ ซึ่งทั้งนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้พูดไปแล้วเป็นเรื่องของ สถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว สถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องทำงานร่วมกัน เป็นกลไกที่สำคัญในการเสริมสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ขององค์กรและ ผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ในเรื่องของความปลอดภัยทางถนน ทั้งนี้มาตรการของ องค์กรในการขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนนในหน่วยงานของทุกหน่วยงานมีความสำคัญ ที่สุดนะคะ ดิฉันก็ขอจบเพียงเท่านี้ ก็ขอสำหรับประเด็นสุดท้ายท่านประธานจะเป็น ผู้นำเสนอเองในเรื่องของการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนด้วยระบบขนส่งสาธารณะค่ะ
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ นิกร จำนง ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ มาตรการนี้เป็นมาตรการที่รับผิดชอบโดยคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการเกี่ยวกับ เรื่องการขนส่งของเมืองใหญ่ ซึ่งมีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ก็อยากจะเรียนว่า ในส่วนนี้เอง ชุดนี้เป็นอนุกรรมาธิการที่ท่านได้มีการอภิปรายตอนที่เราตั้งท่านก็สนใจเรื่อง การจราจรเมืองใหญ่ ทางกรรมาธิการก็คิดกันว่าการพัฒนาระบบการจราจรเมืองใหญ่ระบบ ขนส่งสาธารณะถ้าทำได้ดีแล้ว จะเป็นหลักในการลดความสูญเสียตรงนี้อย่างแน่นอนนะครับ ดังนั้นก็เลยอนุญาตให้ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา อนุกรรมาธิการขณะนี้มีการศึกษารายละเอียด แต่หลักการข้อนี้ก็คือมีการดำเนินการให้เสนอมาว่า การปรับปรุงเรื่องการขนส่งนี่นะครับ ในเมืองใหญ่และเมืองบริวารต่าง ๆ ระบบขนส่งสาธารณะจะเป็นตัวสำคัญในการช่วย แต่รายละเอียด เรียนท่านประธานว่าซึ่งจะมีอะไรบ้าง ก็มีระบบการขนส่งแบบรางในการพัฒนา การขนส่งมวลชนระดับเมืองที่ไม่ใช่ กทม. นี่นะครับ การขนส่งระดับภูมิภาคระหว่างเชื่อม เมืองต่อเมือง ผมยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้พี่น้องประชาชนเราเวลาช่วงเทศกาลเอามอเตอร์ไซค์ กลับบ้าน ขี่กลับบ้านจากกรุงเทพมหานครเลย หรือไม่ก็เดินทางโดยรถไปต่อรถที่โคราช แล้วก็กระจายออกไป ลักษณะนี้ถ้าหากว่ามีระบบราง มันจะลดตรงนี้ลงมากนะครับ แล้วก็ การขนส่งโดยรถโดยสารก็มีการดำเนินการแล้ว มีการพัฒนาที่ท่านอธิบดีได้เอาจีพีเอส (GPS) มาใส่หมดแล้วต่อจากนี้มีการควบคุมตรงนี้ ผมอยากจะเรียนว่ารถสาธารณะขณะนี้อุบัติเหตุ ลดลงมากนะครับ เราก็ไปตรงส่วนอื่นต่อ และสุดท้ายก็เป็นเรื่องรถรับจ้าง ทั้งหลายทั้งปวง ตรงนี้เป็นนัยสำคัญในการลดอุบัติเหตุทางถนนเป็นอย่างมาก แต่เรื่องนี้ต้องใช้เวลาตามสมควร ในเรื่องระบบรางต่าง ๆ นี่นะครับ หรือเรื่องระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นแมสทรานซิต (Mass Transit) ก็ขณะนี้กำลังศึกษา ผมอยากจะเรียนว่ากรรมาธิการชุดนี้ ชุดใหญ่เป็นเรื่อง อุบัติเหตุจบในครั้งนี้นะครับ ซึ่งเราก็อยู่ในภายใต้เวลาที่ขอไว้ ๑๒๐ วันนะครับ อีกชุดหนึ่ง ก็จะไม่ขอเกิน ก็คือว่าของท่านเสรีจะมีการประชุมต่อไปอีกไม่เกิน ๓๐ วัน ก็คืออยู่ในเวลา และจะกลับมานำเสนอองค์รวมของการปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะที่จะช่วยลดนะครับ ตรงนี้จะได้เรื่องการจราจรด้วย ก็จะเป็นประโยชน์กับสภาแห่งนี้ไปด้วยนะครับ
สุดท้ายนี้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการจึงขอเสนอที่ประชุมแห่งนี้นะครับ แล้วก็ท่านประธานไม่อยู่ในตอนแรก ผมอยากจะย้ำอีกครั้งว่าที่เสนอไว้ก็คือว่าเนื่องจากว่า ในการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนของเรามีกฎหมายมาร่วมด้วยท่านประธานครับ ก็เลยจะขอเปลี่ยนในทุกที่ที่มีคำนี้เพื่อจะได้แก้ในการส่งออกไปภายนอกนะครับ ก็คือจะเป็น เรื่อง การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... ทุกแห่ง เพราะว่าได้คุยกับทางฝ่ายประชุมแล้วว่าถ้ามีพระราชบัญญัติด้วย ก็ให้ใส่ตรงนี้เข้าไปด้วยจะได้ครบนะครับ แต่ว่าเราไม่ได้แยกโหวตเป็นพระราชบัญญัติ อยู่รวมในนี้อยู่แล้ว แล้วก็นอกจากนั้นยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนที่เราใส่ส่วนควบเข้ามาอยู่ ข้างหลังนี่นะครับ ก็คือว่าในการแก้กฎหมายตลอดทางทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เรามีแก้กฎหมายเยอะมากนะครับ ดังนั้นการจะส่งเป็นร่างพระราชบัญญัติเข้ามาจะเป็น การรบกวนสภา ดังนั้นเราเสนอเป็นบัญชีแนบท้ายและในนั้นจะบอกว่าร่างพระราชบัญญัติ จราจรทางบก มาตราไหน ตรงไหนจะแก้ตรงไหน หมายความว่าถ้าจะเอาไปแก้ก็รวมไปเลยได้ แล้วก็ในเรื่องประกันภัยที่ท่านอาจารย์ดุสิตเสนอด้วยก็ขอนะครับ ทางกรรมาธิการ จึงขอเสนอที่ประชุมนะครับ ขอให้มีมติเห็นชอบนะครับ แล้วก็เพื่อจะส่งรายงานเหล่านี้ไป ดำเนินการนะครับ แล้วก็ขอให้ระยะทั้ง ๓ ระยะ ก็คือระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว แล้วก็ พร้อมร่างกฎหมายที่เราเสนอพร้อมกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทางฝ่ายอาจารย์ดุสิต เสนอนะครับ แล้วก็พร้อมทั้งรายละเอียดเป็นรายมาตราที่มีการแก้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีบัญชี แนบท้ายไปแล้วนะครับ ให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งกระผมเองทางกรรมาธิการพร้อมที่จะ อธิบายในกรณีที่ท่านจะมีความเห็นเพิ่มเติมให้กับทางคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียน ขอความอนุเคราะห์ในการสนับสนุนด้วยครับ กราบเรียนมาเพื่อทราบครับ ขอบพระคุณครับ
พอดีท่านประธานหารือเกี่ยวข้องกับตัวร่างกฎหมายนะครับ ในเรื่องนี้มันมี แนวปฏิบัติ แล้วก็มีกรอบเวลาไว้ว่าถ้าจะทำให้ทันในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งต่อไป นี่นะครับ กรรมการประสานงานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้รับทราบและการชี้แจง เป็นแนวทางจากกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ว่าทางรัฐบาลได้ทำแผนนิติบัญญัติ ตามข้อเสนอของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. นะครับ รวมทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กฎหมายใด ๆ ที่จะให้แก้ไขหรือยกร่างใหม่จะต้องส่งให้รัฐบาลภายในไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ นี่ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือว่าเนื่องจากว่าทางรัฐบาลนี้ดำเนินการปฏิรูปไปก่อนหน้านี้ หลายเรื่อง รวมทั้งตามข้อเสนอของ สปช. หรือ สปท. ที่ทยอยส่งแผนไปนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องนำเข้าสู่แผนนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนนิติบัญญัติไปแล้ว ชุดหนึ่งนะครับ ถ้าหากว่าตัวร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความปลอดภัยทางท้องถนน หรือการจราจรนี้ ท่านก็จะต้องขอเพื่อที่จะให้ ครม. ได้เพิ่มร่างกฎหมายนี้ในแผนนิติบัญญัติ นะครับ ดังนั้นก็เลยเรียนท่านประธานว่าจะมีเวลาอีกเพียง ๒ เดือนเศษ แต่ว่าขั้นต้นก็คือ ต้องส่งให้กรรมการประสานงานชุดที่ผมเป็นประธานเข้าไปเสนอในกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย แล้วก็ประธานวิป (Whip) รัฐบาลก็จะนำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอ คณะรัฐมนตรี ถ้าหากว่าทาง ครม. เห็นชอบนะครับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง และเป็น กฎหมายปฏิรูปก็นำเข้าไป ก็จะอยู่ในลิสต์ (List) ตรงนั้น แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าตรงนี้ส่วนของ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องได้มีการนำร่างนี้อยู่ในแผนนิติบัญญัติแล้ว หรือยัง ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะมีตัวแทนจากกระทรวงมา เชิญท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ คือที่เราขอแก้เป็นชื่อเพื่อจะได้ควบไป จะได้เข้าแผน มีฉบับเดียวคือที่ทำเสร็จแล้ว ที่ท่านสิทธิชัย ท่านผู้พิพากษาได้กรุณาพิจารณาดำเนินการมาจนเสร็จสิ้นแล้ว ก็คือร่าง ศาลจราจรฉบับเดียว ส่วนที่เหลือก็คือเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์ดุสิต คือถ้า ครม. เห็นชอบเขาก็ออกได้เลยนะครับ ส่วนฉบับอื่นที่ได้คุยกับทางคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็คือว่าเราแยกเป็นมาตราให้แล้วในมาตราใด ๆ แล้วก็ขณะนี้บังเอิญพระราชบัญญัติ จราจรทางบกกำลังอยู่ในขั้นรื้อกันใหญ่ แล้วเราก็เชิญทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติผู้ร่างกฎหมายท่านอนันต์เข้ามาอยู่กับเรา แล้วขณะนี้ ท่านก็เลยทราบว่าจะต้องแก้ตรงนี้มาตรา ๆ ไหน พอไปถ้า ครม. เห็นชอบเขา ก็ส่งเรื่องนี้ไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติมันก็จะไปเลย แต่เราชี้ไปด้วยว่าอะไร
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าของขนส่ง ผมเองเป็นคนเริ่มไว้ตอนที่เป็น รัฐมนตรีอยู่ก็คือว่ามันมีกฎหมาย ๒ ฉบับ ขนส่งกับรถยนต์มันเที่ยวแยกกันอยู่ ทำงานแยก ก็เลยเสนอว่าให้รวมจนขณะนี้กำลังจะเสร็จแล้ว ท่านรองวิษณุก็ทราบเรื่องนี้แล้วก็เลยเรื่องนี้ พอเราแก้ไขไปมันจะถูกชูต (Shoot) เข้าไปในระบบเลย แล้วก็ขณะนี้ทางคณะกรรมการ กฤษฎีกากำลังจะสรุปให้รัฐบาลแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เข้าไปยำรวมกันไป เพียงแค่ว่า เขาเห็นชอบแล้วไป คือไม่ต้องเสนอเป็นร่าง ดังนั้นร่างที่จะขอร่างเดียวก็คือ ร่างพระราชบัญญัติของศาลจราจรอย่างเดียวท่านครับ กราบเรียนเพื่อทราบครับ ขอบพระคุณ
ขอต้อนรับคณะครูและนักเรียน โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดนครปฐม จำนวน ๔๕ ท่านด้วยกัน ขอต้อนรับสู่การประชุมของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ สำหรับท่านแรกนั้นคือ ท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ดิฉันคิดว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ครอบคลุมในทุกด้าน ที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุการจราจรทางบก แต่ว่าลักษณะเป็นเหมือนตำราทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนแรกเลยที่เป็นแผนปฏิรูปความปลอดภัยทางถนนระยะสั้น ซึ่งท่านบอกว่าจะเป็นแผนงานรองรับเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐ เราหวังว่าอาจจะ ได้นำไปใช้ ถ้าหากว่ารัฐบาลยอมรับแผนนี้ก็คงจะได้อิมพลีเมนต์ (Implement) เพื่อที่จะ ป้องกันอุบัติเหตุในเทศกาลปีใหม่ ดิฉันคิดว่าแผนนี้มีความสำคัญ เพราะว่าถ้าสำเร็จท่านบอกว่า มันจะลดอุบัติลงแต่มองดูอ่านในแผนในการที่แผนจะประสบความสำเร็จได้มันจะต้องจัดการ ที่สาเหตุของปัญหาแล้วก็แผนงานที่มีประสิทธิภาพสูงก็จะแท็กเคิล (Tackle) ปัญหาได้ ในขนาดกว้างมากท่านก็คงจะทราบดีจากการวิเคราะห์ปัญหาในทุกด้านไม่ว่าจะในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือเซียโร่ (SEARO) ต่าง ๆ ก็ระบุว่าอุบัติเหตุ จราจรในประเทศไทยนั้นมาจากรถจักรยานยนต์เป็นส่วนใหญ่ ใน ๖๖ คนที่ตายต่อวัน ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๔ คน เป็นผู้ที่เสียชีวิตจากจักรยานยนต์ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อแผนเทศกาลปีใหม่ที่จะทำให้การตายลดลง ท่านต้องให้ไพรออริตี (Priority) ก็คือ แท็กเคิล (Tackle) กับรถจักรยานยนต์ และผู้ขับขี่รวมทั้งผู้โดยสาร ซึ่งข้อมูลตรงนี้จะต้องทำ ให้ชัดเจน รู้ว่ามีจำนวนมาก แล้วก็สาเหตุเมาสุราเป็นอันดับที่ ๑ แล้วก็รถจักรยานยนต์ ที่ไม่ปลอดภัย พาหนะก็เป็นรถจักรยานยนต์ สภาพถนนก็เป็นถนนหลวง แต่ว่าถนนที่ทำให้ เสี่ยงต่อการตายสูงมันคือทางหลวงชนบท อันนี้ก็รองรับกับจักรยานยนต์ เพราะรถจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่ที่เกิดอุบัติเหตุนั้นมันเกิดในทางหลวง ไม่ใช่ทางหลวงที่เป็นไฮเวย์ (Highway) แต่มัน เป็นทางหลวงที่เชื่อมกันระหว่างอำเภอ ระหว่างตำบล อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเราก็รู้ว่า สถานที่คืออะไร พาหนะคือรถจักรยานยนต์เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ประชาชนที่เป็นเหยื่อ ท่านไปวิเคราะห์ดูอายุสูงสุดก็คือ ๑๕ ถึง ๑๙ ปี เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเยาวชน แล้วก็เป็น วัยรุ่นทั้งสิ้น ถ้าหากว่าแผนอันนี้ไม่ได้แท็กเคิล (Tackle) ไปสู่หรือมุ่งไปสู่คนกลุ่มนี้จะลด อัตราการตายลงไปไม่ได้อย่างที่หวังเอาไว้ เพราะฉะนั้นเรื่องของรถจักรยานยนต์และผู้ขับขี่ควรจะเป็นไพรออริตี (Priority) ในแผนของ ไม่ว่าจะแผนไหน รวมทั้งแผนรองรับเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๐ ด้วย ดิฉันอยากเห็นแผนที่ เฉพาะเจาะจงมีความชัดเจนที่มีผู้ศึกษากันมามากมายเกี่ยวกับว่าทำอย่างไรถึงจะลดอุบัติเหตุ จากรถจักรยานยนต์ลงมาได้ อันนี้ก็มีได้หลายอย่าง แต่คิดว่าที่เราควรจะทำได้ ประเทศไทย รู้สึกเท่าที่วิเคราะห์ดูเป็นประเทศเดียวที่อนุญาตให้ผู้ที่มีอายุ ๑๕ ปีได้ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ ประเทศอื่นเขาใช้ ๑๘ ปีทั้งสิ้น ท่านจะให้เป็นอย่างนี้ไปตลอดหรือไม่ เพราะว่าในการศึกษา ของทางด้านสรีรวิทยาการขับรถมันต้องใช้แอเรีย (Area) หลาย ๆ แอเรีย (Area) ในสมอง ที่จะมาจูน (Tune) รวมกันโดยโคออร์ดิเนชัน (Coordination) แล้วก็พ่วงไปที่การเคลื่อนไหว คนอายุต่ำกว่า ๑๕ ปีแอเรีย (Area) ทางสมองพวกนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้น การตัดสินใจการโคออร์ดิเนต (Coordinate) การเคลื่อนไหวทั้งหมดยังไม่สมบูรณ์พอ เพราะฉะนั้นท่านจะเสนอไหมว่าอย่างประเทศไทยควรจะเลื่อนอายุของผู้ที่ควรจะได้รับ ใบขับขี่รถจักรยานยนต์จาก ๑๕ ปีเป็น ๑๘ ปีได้แล้วนะคะ อันนี้เป็นข้อหนึ่ง ที่ดิฉันคิดว่า มีความสำคัญ หมวกนิรภัย รถจักรยานยนต์ของประเทศไทยท่านก็คงเห็นว่าขณะนี้ มีกฎหมายหมวกนิรภัยแต่ว่าไม่ได้รับการบังคับใช้กฎหมายที่ดีพอ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราเป็นรถจักรยานยนต์ซึ่งมีผู้โดยสารมาก ผู้โดยสารบางทีเป็นเด็ก อายุของผู้โดยสาร ก็มีความสำคัญนะคะ มีข้อแนะนำว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า ๒ ปีบางประเทศเขาไม่ให้เป็น ผู้โดยสารรถจักรยานยนต์เลย หรือแม้แต่อายุสูงกว่านั้นก็ควรจะมีที่รองเท้าที่ชัดเจนที่มี ประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการ โดยเฉพาะหมวกนิรภัย สำหรับเด็กอันนี้เรายังไม่ได้มีการดำเนินการที่เข้มงวดเลยอันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะว่าประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ก็คือผู้ที่ไม่ได้สวม หมวกนิรภัย และในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้มีหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานสำหรับเด็ก มีแต่สำหรับผู้ใหญ่ แล้วเด็กก็เป็นผู้ที่เป็นผู้โดยสารมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ท่านคณะกรรมาธิการน่าจะใส่ลงไปเป็นไพรออริตี (Priority) ว่าควรจะต้องคิดถึงหมวกนิรภัย สำหรับเด็กด้วย กำหนดอายุสำหรับเด็กที่จะอนุญาตให้เด็กเป็นผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ได้ ก็ไม่ใช่เด็กอ่อนที่แม่อุ้มเด็กอายุน้อย ๆ แล้วก็โดยสารรถจักรยานยนต์ไปอันนี้อันตรายมาก ที่อยากจะกล่าวต่อไปก็คือท่านอาจจะเริ่มเสียในเทศกาลปีใหม่นี้เลย แล้วก็เป็นแผนระยะยาว ก็คือสเปซิฟิเคชัน (Specification) ของรถจักรยานยนต์ควรจะทำได้แล้วค่ะ เขาบอกว่า มีรายงานว่าในประเทศไทยรถจักรยานยนต์ต่างกว่าประเทศที่พัฒนาอื่น ๆ ก็คือวงล้อกว้าง หน้ายางแคบแล้วก็ความเร็วสูง แล้วบวกกับคนขับขี่ซึ่งสมองยังไม่พัฒนาเพียงพอ อันนี้อันตรายอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเราถึงได้เห็นเด็กเป็นจำนวนมากที่ตายหรือว่าพิการไป เป็นเวลานาน ๆ อันเนื่องมาจากการขับขี่รถที่อาจจะไม่ได้มาตรฐาน และด้วยความสามารถ ทางสมองของเขาในการที่จะควบคุมรถพาหนะที่มีความเร็วสูงเช่นนั้น สิ่งเหล่านี้เป็น สิ่งที่ประเทศไทยควรจะดำเนินการอย่างเร่งด่วนด้วยซ้ำไปในการที่จะแก้ไข ไม่อย่างนั้น เราไปมัวพะวงแต่รถเมล์ รถโดยสารต่าง ๆ ซึ่งอุบัติเหตุนี้เมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์แล้ว น้อยกว่ากันมาก หรือถ้าหากว่ายังไม่สามารถจะจัดการกับสเปก (Spec) ได้ดีในเวลา อันรวดเร็ว อย่างน้อยที่สุดนี่รถจักรยานยนต์ที่มีขนาด ๑๑๐ ซีซี หรือต่ำกว่านี้จะต้องมีป้ายฉลากเตือน คือถ้าเผื่อสูงกว่า ๑๑๐ ซีซี คนที่อายุไม่ถึง ๑๘ ปี ไม่ควรจะได้รับอนุญาตให้ขับขี่นะคะ ก็ควร จะเตือนเอาไว้ด้วย เพราะบางครั้งเด็กเกิดอุบัติเหตุ เพราะขโมยรถของผู้ปกครองไป ผู้ปกครองก็ไม่รู้ว่าความเร็วซีซีที่สูงนี่ความเร็วมันก็สูงไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อมีฉลากเตือน เหมือนผลิตภัณฑ์ยาหรืออะไรทำนองนี้ ก็จะช่วยป้องกันเด็กไว้ได้มากนะคะ อันนี้ก็เป็น ข้อเสนอแนะที่อยากจะเรียนว่า ท่านควรจะเซตไพรออริตี (Set priority) อันเนื่องมาจาก สาเหตุของปัญหาที่ทำให้เกิดการเจ็บและการตายในผู้ขับขี่ในพาหนะต่างๆ แล้วก็แท็กเคิล (Tackle) ที่ปัญหาอันนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจักรยานยนต์ การขับขี่รถจักรยานยนต์เป็น อันที่เสี่ยงอันตรายมากที่สุด อายุของผู้ขับขี่ สเปก (Spec) ของรถจักรยานยนต์เป็นสิ่งที่ สำคัญ และผู้โดยสารด้วย อยากจะให้ทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนนะคะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปผมจะประกาศชื่อ ๓ ชื่อนะครับ เป็นระยะๆ ขณะนี้มีผู้แสดงความจำนง อภิปราย ๖ ท่านด้วยกันนะครับ ท่านต่อไปก็จะมีท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ท่านวันชัย สอนศิริ แล้วก็ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต นะครับ ขอเชิญท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ กระผมได้อ่านได้ศึกษาบทเรียนรายงานของ คณะกรรมาธิการนะครับ ก็ต้องขอกราบขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ที่ร่วมดำเนินการ นะครับ ทั้งที่ทำมาก่อนแล้ว แล้วก็ได้ผสมผสานในการที่นำเสนอจากผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขา เลยนะครับ ที่ผมฟังอยู่มาตลอดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ผมก็ขอสนับสนุนว่า เราจะต้องเดินต่อไปนะครับ ในส่วนผมเองนี่ผมก็ได้บอกกับท่านประธานว่าต้องกราบขอบคุณ แทนพี่น้องชาวไทยทั้งชาตินะครับในส่วนที่ได้ทำตรงนี้ ถึงแม้ว่าจะมีกำหนด ๑๒๐ วัน แต่ผมก็บอกกับท่านประธานว่าจะสักวันเดียวหรือนาทีเดียวก็ยังดีครับ เพราะนอกจากเรา ทำตามหน้าที่แล้ว ผมว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นแต่มีอานุภาพคือได้บุญกุศลครับ เพราะว่า ชีวิตชาวไทยเราหรือชาวต่างชาติก็ตามที่มาสูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บนะครับ ในแต่ละวินาที ในแต่ละวันในแต่ละเดือน ในแต่ละปีนี่มากนะครับ แล้วก็เป็นภัยที่เงียบๆ แต่ก็เป็นภัย ที่น่ากลัวนะครับ เรามีรายงานจากองค์การอนามัยโลกที่เรารู้กันทั่วไปแล้วนะครับว่าเราอยู่ ลำดับที่ ๒ แล้วก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราคำนวณในส่วนของปัจจัยเกี่ยวกับประชากรนี่ครับ เราจะพบว่าจริง ๆ แล้วเราอาจจะอยู่ลำดับที่ ๑ ก็ได้ การอยู่ลำดับที่เท่าไรนั้นคงไม่ใช่ สาระสำคัญครับ อย่างที่กรรมาธิการท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่แล้วว่า ท่านให้พุ่งเป้าไปถึง รากเหง้าของกลุ่มหรือสาเหตุนะครับ โดยเฉพาะการรายงานเรื่องนี้ของคณะกรรมาธิการ ได้มุ่งไปเรื่องความปลอดภัยบนถนนนะครับ ซึ่งความปลอดภัยบนถนนนี่จริง ๆ แล้วเราได้ ศึกษามานานแล้วก็ทำมาหลายสิบปีแล้วนะครับ ถ้าจะให้ตอบนาทีนี้ว่าเราดีขึ้นไหมนะครับ แล้วเรามีความมั่นใจไหมว่าเราจะดีขึ้น ผมก็คิดว่าเราคงยังไม่ต้องตอบครับ แต่ว่าเรา ควรจะทำต่อ เพราะเราทำมานานแล้วนะครับ แล้วก็ตั้งมั่นในการที่จะทำต่อไปนะครับ บนเส้นถนนนะครับ ในการสัญจรของคน ปัจจุบันก็อยู่บนความเร็วนะครับ ความเร็วก็เป็น ผกผันไปตามปฏิภาคของความจำเป็นของวิถีชีวิตของคนนะครับ แต่จะสังเกตว่าข้อที่ ๑ คนไทยนะครับ ไม่ว่าจะในเมืองหลวง ชานเมือง ๕ จังหวัด ในเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ชั้นใน ชั้นนอก หรือขอบปริมณฑล นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม ๕ จังหวัดวงรอบนี่ หรือรวมภูมิภาคนะครับครบทั่วราชอาณาจักร เมื่อออกจากบ้านวิ่งขึ้น บนถนนนะครับ ทุกคนจะรู้สึกกลัวถ้าเราขับเองเราก็ไม่กล้าบอกใครว่ากลัว แต่ถ้าให้ญาติพี่น้องลูกเราหรือใครออกจากบ้านเราก็กลัว ขอให้กลับมาบ้านโดยปลอดภัยนะครับ โดยสภาพที่ปลอดภัย ผมอ่านรายงานหรือแม้แต่ผมเองใช้ชีวิตตั้งแต่รองสารวัตรจนถึง รอง ผบ.ตร. ก็ไปดูที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุที่มีคดีอุบัติเหตุ เห็นคดีใหม่ ๆ ที่รถป้ายแดง เพิ่งออกมาเมื่อวันสองวัน แล้วก็สูญเสียทั้งชีวิตทั้งครอบครัวเลยนะครับ ก็เป็นความโศกเศร้า และมีทั้งคนบาดเจ็บไปเยี่ยมคนบาดเจ็บ คนนอนอยู่บนเตียงนะครับ อะไรสิ่งเหล่านี้ก็เป็น ความสูญเสีย ก็คือ
อันที่ ๑ คนก็มีความกลัว มีความกลัวครับ ผมเองก็ไม่กล้าบอกว่ากลัว เราเป็นตำรวจอย่าบอกว่ากลัวนะครับ บางคนก็พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพระรุ่นโน้นรุ่นนี้ เมตตามหานิยมแล้วก็จะต้องแคล้วคลาดนะครับ
อันที่ ๒ ก็คือว่าช่วงวันหยุดบางคนบอกว่าไม่อยากไปต่างจังหวัด เพราะไม่อยาก เป็นตัวหารหรือเป็นตัวเฉลี่ย เป็นตัวเฉลี่ยที่จะบาดเจ็บหรือเป็นตัวที่เสียชีวิต เขาจะบอก ไม่อยากเป็นตัวหารนะครับ
อันที่ ๓ ก็คือว่าประเทศไทยเราบอกได้ยินอะเมซิง (Amazing) มาหลายปี ทีนี้เราก็พูดเบา ๆ ว่า ก็มีอะเมซิง (Amazing) ๑. คือว่าเรามีถนนอย่างคร่าว ๆ ของถนน ที่เป็นถนนหลวง ถนนเมน (Main) หลักใหญ่ ๆ ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรนะครับ ยังไม่รวมถึงทางหลวงชนบทที่เมื่อสักครู่ได้อภิปรายว่าแยกไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เวลา เทศกาลคนก็จะเคลื่อนไปเอาหัวท้ายแล้วก็ตรงกลาง ๆ นี้ก็จะอยู่ตามวิถีชีวิตคนไทยละครับ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะเสียชีวิตบ้างอะไรบ้าง รวมแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร ถนนสายหลัก รวมทั้งเข้าไปหมู่บ้านอีกก็ร่วมประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร ๘๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรนะครับ รวมถึงกรุงเทพมหานครอีกประมาณ ๕,๕๐๐ กิโลเมตร นี่ก็คือบนเส้นถนนนะครับ สิ่งเหล่านี้ ต้องสร้างความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่าง เราถึงมีทั้งรถติด เราก็ได้ ฉายาว่า มหานครหรือว่าอะไรต่าง ๆ ว่ารถติด คนต่างชาติก็กลัวรถติด คือรถไม่เคลื่อนหรือว่า รถเคลื่อนตัวช้า ขณะเดียวกันก็มีรถเร็ว ผมถึงบอกอะเมซิง (Amazing) คือมีทั้งเร็วที่สุดในโลก และช้า จะบอกช้าที่สุดในโลกก็ไม่ได้ มันอยู่ด้วยกันครับ ชาวต่างชาติก็ชอบมาเมืองเราแล้วก็ บอกว่าเรามีทั้งรถติด คือรถเคลื่อนตัวช้าหรือรถล้อไม่ค่อยหมุน ในขณะเดียวกันก็รถเร็ว บนถนนท่านลองไปดูครับ ตอนนี้แทบทุกถนนรถวิ่งเร็ว ถามว่าเรากลัวไหมแต่เราก็ต้องไป นะครับ เราต้องเคลื่อนที่ไปท่ามกลางความเร็วของรอบตัวเลย และคดีที่เกิดหลาย ๆ เรื่อง ก็ไม่ใช่เกิดจากการกระทำของเราเองหรือของคนที่ขับที่จะมีแบบคนอื่นกระทำนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือเป็นอะเมซิง (Amazing) อย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันกฎหมายเรา ผมก็ดู ๆ ไปมาหลายประเทศ ตั้งแต่ทำเรื่องจราจรมานี่ กฎหมายเราก็ได้รับรายงานหรือได้รับ บอกเล่าว่าเป็นกฎหมายจราจรที่น่าจะดีในเกณฑ์ค่อนข้างจะมาตรฐาน แต่เรื่องการบังคับใช้ ยังไม่มีตัวประเมินว่าบังคับใช้ได้ประเมินในระดับใด เพียงใด ก็คือยังไม่มีรายงานชัดเจนว่า การบังคับใช้ได้ผลเต็มที่หรือไม่ อย่างไรนะครับ และกฎหมายของเราก็มีเยอะแล้วก็ เสนอเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ขณะที่ผมไปดูหลาย ๆ ประเทศที่มีความปลอดภัยสูง ๆ ในเอเชียหรือในเซาต์อีสต์เอเชีย (Southeast Asia) หรือในยุโรป อะไรต่าง ๆ กฎหมายเขาน้อยลง หรือแทบไม่มีเลยครับ พระราชบัญญัติจราจรทางบกถ้าเราเทียบกับประเทศญี่ปุ่นเรา จะน้อยกว่าเขาประมาณ ๑๐๐ เท่า เพราะจำนวนแผ่นนี่ก็น้อยแล้ว เพราะว่าผมเคยถามเขาว่า เคยไปประชุมห่างกันสัก ๗ ปีที เราก็นึกว่าหยิบฉบับผิด เขาบอกว่ากฎหมายมาตรานั้นหรือ ข้อหานั้นเขาไม่มีแล้ว ชาวต่างชาติเขาไม่ได้ทำผิด เพราะฉะนั้นก็เอาออกได้เลย คือไม่ต้องเขียน ทีนี้ผมเคยทำงานด้านกฎหมายด้านนี้ ผมก็ทำหน้าที่เพิ่มเรื่อย ๆ เพิ่มกฎหมายเรื่อย ๆ หรือเราตั้งศาลเรื่อย ๆ ถ้าเรามองถึงรากต้นไม้ก็คือแสดงว่ามันมีคนทำผิดเรื่อย ๆ เราถึงต้องมี ยอดไม้นะครับ ยอดไม้ก็คืออย่างนี้ครับ คือออกกฎหมายมาคุมไว้ ทีนี้เราถามว่าทำอย่างไร รากไม้จะสะอาดได้นะครับ เราก็อภิปรายว่าตั้งแต่โรงเรียน หลาย ๆ ท่านต้องกราบขอบคุณ ที่จะฝากไว้กับคุณครูบาอาจารย์ต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็ต้องฝากนะครับ แต่ว่าเราก็บอกว่า วินัยจราจรสะท้อนวินัยชาติ เราออกไปนอกสภาเราก็จะเห็นนะครับตามทางแยก เห็นมานาน แล้วครับ ผมเห็นตั้งแต่เป็นนักเรียนนะครับ วินัยจราจรสะท้อนวินัยชาติ มันก็มี ๒ วินัยนะครับ แต่ถามว่าวินัยอะไรดีกว่ากัน แล้วเรามีทั้ง ๒ วินัยไหม ผมว่าเด็กนักเรียนอาจจะตอบเพราะว่า ครูบอกพยายามให้มีทั้ง ๒ วินัย แต่พวกเราเองพูดสนุก ๆ ว่าเราไม่มีทั้ง ๒ วินัยเลยครับ ครึ่งวินัยก็ไม่มี ทีนี้ตรงนี้เราจะทำให้มันเป็นอย่างไรได้ก็คงต้องช่วยกันละครับ อย่างเช่น อะเมซิง (Amazing) อีกอันหนึ่งอย่างเช่น คนขับรถที่เชี่ยวชาญระดับโลกเลยนี่ เรียกว่า ถนนเป็นอย่างไรเขาขับได้หมด แต่ก็มาถึงแก่จุดจบ หรือมาถึงกับอันตราย หรือมาถึงกับ คงไม่ต้องบอกรายชื่อละครับ ผมไปดูคดีอะไรต่ออะไรก็มาถึงจุดจบก็คือมาเสียชีวิต ที่เมืองเรา ไม่ว่าจะเป็นรถสี่ล้อ รถสองล้อ หรือเป็นรถจักรยานยนต์ที่ถีบเองก็เสียชีวิต ที่เมืองเรานะครับ เขาใช้ชีวิตแพตเทิร์น (Pattern) แบบแผนของต่างชาติมาใช้กับถนนบ้านเรา มันไม่ได้นะครับ ทีนี้เมื่อไม่ได้ เมื่อ ๒ วันนี้ผมก็อ่านรายงานของชาวต่างชาติอันหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับท่านกรรมาธิการครับ เขาบอกว่าองค์พระปิยะมหาราช ตั้งแต่สมัย ต้นรัตนโกสินทร์ ระบบคูคลองการสัญจรของเรานี่เป็นไปในระบบทางน้ำ ทางแม่น้ำ ทางคูคลองนะครับ อย่างเช่น จังหวัดปทุมธานีจะมีคลองสามวา คลองหกวา คลองแปดวา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ คูคลองเหล่านี้ก็คือสัญจร ต่อมาอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีขณะนี้เราจะมี วินรถมอเตอร์ไซค์ทุกซอยนะครับ แล้วก็มีก่อนหน้านี้จะเป็นคันดิน จากคันดินก็พัฒนา เป็นถนน แล้วก็ถนนที่มีอยู่แล้วก็แตกกิ่งเยอะ ถนนหลาย ๆ ประเทศเขาจะเป็นถนนที่วาง ผังเมือง ที่ผมพูดนี่เป็นสหวิทยาการ คือในเรื่องผังเมืองนะครับ เรื่องถนนยังไม่ได้พูดเรื่องรถ ไล่ไปทีละลำดับนี่นะครับ จากระบบคูคลองมาเป็นระบบวิ่งสัญจรตามซอยเล็กซอยใหญ่ ออกถนนใหญ่ ออกถนนทางหลวงวิ่งสับสนหมด อันนี้ก็คือผมยกตัวอย่างว่าเราต้องมี การศึกษาในเชิงบูรณาการ ซึ่งผมดีใจว่ามีอยู่ข้อหนึ่งเมื่อสักครู่นี้จะมีการพัฒนาระบบ สาธารณะเป็นทางเลือก พูดง่าย ๆ เหมือนเราอยู่โมดูล (Module) ของส่วนที่คูคลองต่อมาขณะนี้ กำลังอยู่ในทรานซิชัน (Transition) ที่ว่าวิ่งตามถนน ถนนที่ดัดแปลง จากถนนเก่า ๆ อย่าง ถนนเพชรเกษม จะเห็นว่ามันยูเทิร์น (U-turn) เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เดี๋ยว ๆ พุ่งออกมา จะขับยาก เมืองไทยเรามีถนนอย่างนี้เยอะ เขาไม่ได้ออกแบบไว้แบบนี้ เพราะฉะนั้นอุบัติเหตุ จะเกิดบ่อยทันทีนะครับ เราอยู่ตรงช่วงตรงกลางนี่เราจะก้าวไปสู่ระบบสาธารณะนะครับ ผมเคยไปหลายประเทศ อย่างประเทศไต้หวันผมไปช่วงแรก ๆ ที่เขากำลังขุดดินทั่วเลยนี่ ต่อมาตอนช่วงแรกเขาไปเกิดอุบัติเหตุ หรือประเทศเวียดนามนะครับ แต่ต่อมาระบบ สาธารณะเขาดีขึ้นก็ทำให้แก้ไขได้นะครับ เอาละครับ ทีนี้ที่ผมพรรณนามาทั้งหมดนี่ จากความเป็นจริงท่านที่อภิปราย ไปเมื่อสักครู่ก่อนหน้าผมท่านก็ได้พูดแล้วว่าให้โฟกัสลงไป ตรงไปตรงจุดของรากเหง้าของปัญหา ผมก็จะเติมสั้น ๆ ครับ ท่านประธานครับ ๓ ข้อ คือผม อยากเติมซึ่งในรายงานมันมีอยู่แล้ว ผมสกัดออกมาอีกทีหนึ่งว่าใช้ว่า เพิ่มเติมมาตรการ เพิ่มความปลอดภัย ผลจากการสำรวจ ขออนุญาตท่านประธานเขียนว่า เซอร์เวย์ (Survey) จากการวิจัยรีเสิร์ช (Research) ขอโทษนะครับ ใช้ภาษาอังกฤษ แล้วจากการยกตัวอย่าง ประเทศที่เขาสำเร็จ คือเป็นเบสแพรกทิซ (Based practice) คือเขาได้ประสบความสำเร็จ แล้วจะเป็นสนามย่อย สนามเล็ก หรือระดับประเทศ เพื่อแก้ระดับความรุนแรงแล้วใช้ดัชนี ชี้วัดของความรุนแรงที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุนี่สำเร็จในระดับที่พึงประสงค์
ข้อที่ ๑ ก็คือว่าพยายามหาความสมดุลหรือจะเรียกว่าไม่อยากใช้คำว่า เพิ่มความเข้มเกี่ยวกับเรื่องมาตรการของแอลกอฮอล์นะครับ แอลกอฮอล์โดยเฉพาะ ช่วงเทศกาลนะครับ ซึ่งวิถีชีวิตคนไทยจะต้องชอบดื่มอยู่แล้วนะครับ เราต้องหาจุดที่ดี เพื่อยับยั้งตรงนี้ เพราะมันเป็นรูรั่วหรือเป็นสปอต (Spot) ดำ เป็นจุดดำที่ก่อให้เกิดเชื่อมโยง กับเกิดอุบัติเหตุสูงสุดนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องเพิ่มความเข้มงวดในการจำหน่าย หรือในการดื่มนะครับ แต่เราอาจจะไม่ถึงขั้น ผมไม่ได้พูดว่าห้ามขายนะครับ แต่ว่าเข้มงวด ในการจำหน่ายและการดื่มประเภทแอลกอฮอล์นะครับ ผู้ใช้ถนนจะได้ดื่มภายใต้การควบคุม นะครับ แล้วบนถนนนี่จะมีคนดื่มสุราน้อยลงหรือไม่มีเลยในภาพรวมทั้งประเทศเราต้องใช้ ช่วงโอกาสนี้เขยิบ ๆ เข้าไปก่อน อยู่ดี ๆ ตูมตามคงไม่ได้ แต่ถ้าเห็นตัวอย่างแล้วผมคิดว่า คนไทยทั้งชาติ ทั่วโลกนะครับไม่เฉพาะคนไทย เพราะเขาต้องมาเขาจะยินดีด้วย เขยิบ ๆ เข้าไปช่วงอีเวนต์ (Event) ของเทศกาลก่อน ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เราพูดเรื่องความเร็วสปีด (Speed) ปัจจุบันโลกอยู่ด้วยความเร็ว ก็ตาม แต่ความเร็วบนถนนนี่น่ากลัวนะครับ เป็นความเร็วที่มันส่งสัญญาณถึงดัชนีของ ความรุนแรงของอุบัติเหตุนะครับ แต่ผิวถนนครับ ท่านประธานครับ ผิวถนนจากการศึกษา ที่ผมพูดแล้วว่าจากการศึกษาเบสแพรกทิซ (Based practice) ที่ประสบความสำเร็จ ผิวถนน มีส่วนช่วยลดถึงขั้นป้องกันนะครับ ลดระดับความรุนแรงและลดจำนวนอุบัติเหตุ จำนวนครั้ง จำนวนความรุนแรงด้วยนะครับ ซึ่งทางท่านจะต้องไปศึกษาด้านวิศว หรือถ้าพูดภาษา ชาวบ้านก็บอกว่าขับรถเร็วมาก ๆ ต้องมาดูแก้เพิ่มเติมตรงจุดที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุบ่อย ๆ ตรงถนนสายรองอะไรพวกนี้นะครับ ให้ผิวถนนมีการปรับปรุงให้มีการช่วยจำกัดความเร็ว ในเขตชุมชนหรือจุดที่เกิดเหตุบ่อย ๆ ให้เป็นถนนพื้นผิวเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้นะครับ เช่น ชาวบ้านอาจจะใช้พวกอิฐ หินขรุขระช่วยชะลอความเร็วในเขตชุมชนหรือเขตที่เกิด เหตุบ่อย ๆ ที่เป็นแบล็กสปอต (Blackspot) ว่าทั่วประเทศเรามีจุดอันตรายอยู่ประมาณ ๓๐๐ แห่ง หรือ ๓,๐๐๐ แห่งนี่เราต้องกำหนดจุดเหล่านี้เป็นระยะ ๆ แล้วก็อันนี้จะช่วย ทำให้เกิดแอ็กทิวิตี (Activity) ของร่างกายตื่นตัวด้วย ยกตัวอย่างเช่นขับรถทางตรงเร็ว ๆ ก็จะทำให้คนตื่นตัวแล้วก็ป้องกันการหลับในด้วยนะครับ การหลับในนี่เป็นสาเหตุหลัก บางครั้งไม่มีรีพอร์ต (Report) ไม่มีตัวเลขอยู่ในอุบัติเหตุของสาเหตุนะครับ เพราะเราเพิ่งมา เพิ่มตอนหลัง เพราะว่ามันเป็นไปได้หมด เพราะอย่างตำรวจที่เราศึกษาเป็นรายกรณี สมมุติ ท่านมี ๑๐ ช่องว่าไปดูที่เกิดเหตุแล้วท้ายที่สุดมาสอบสวน สืบสวนสอบสวนว่าตายหรือ เสียชีวิตเพราะอะไร เว้น ๕ ช่อง แต่คนที่ทำผิด ขอโทษครับ มีถึง ๗ ช่อง ผมบอกต้องเติมอีก ๗ ช่อง เพราะเขาทำผิดทุกอย่างเลย หมวกก็ไม่ใส่ เมาก็เมา เร็วก็เร็ว ง่วงก็ง่วง คือเป็นได้ ทุกอย่างเลยครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านมีมาให้ ๓ ช่องไม่พอ บางทีตำรวจก็เลยใส่ไปอะไรก็ได้ จริง ๆ มันมีตั้ง ๑๐ อย่าง คนที่ทำผิดนี่นะครับ ที่พร้อมตาย คือมีหลายอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องปรับปรุงในเรื่องชะลอความเร็ว
อันสุดท้ายครับ มาตรการที่เสริมไว้ก็คงอาจจะเรื่องหมวกนิรภัยนะครับ หมวกนิรภัยนี่ทางองค์การอนามัยโลกสนใจมากนะครับ แล้วก็เริ่มเขยิบเข้าไปเรียกว่าคือเรา ศึกษาหรือทำแบบจากแผนแล้วนี่สู่ปฏิบัติจริง ๆ แต่ตูมตามหรือทำทันทีอาจจะยาก แต่คนจะ ยอมรับได้ไม่ใช่โฆษณาและไม่ใช่พูดนะครับ เพราะเราทำมานานแล้ว เราก็ต้องทำต้องให้เป็น จริงนะครับ แล้วทำจริง ๆ ทั้งประเทศมันทำยาก ทั่วแผ่นดินทองนี่แผนที่ไทยทำยาก เพราะฉะนั้นต้องค่อย ๆ ทำไปนะครับ คือภาษาอังกฤษว่า แคร์รีออน (Carry on) ก็คือ ค่อย ๆ ทำ เขยิบ ๆ เข้าไปแล้วก็ค่อยไปเชิงประจักษ์ให้เห็นผลนะครับ อย่างเช่น กลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา สถานราชการต้องใส่หมวก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่าตรงนี้คุณจะเป็นพื้นที่ถนนปลอดภัยนะครับ ไม่มีกระแทกผิวถนนเลยนะครับ ในช่วง ๑ เดือน ๑ ปี ไม่มีเลยนะครับ ตรงนี้เขาจะเห็นเองว่าเขาใส่หมวกนิรภัยเพื่อตัวเขา เพื่อตัวเขาด้วยนะครับ ไม่เหมือนต่างประเทศที่ว่าเขาทำเพื่อตัวคนอื่นด้วยแล้วก็ตัวเขาด้วย เพราะฉะนั้นต้องออกกฎเกณฑ์ที่เป็นตัวอย่างนะครับ สถานที่ราชการ สถานที่ศึกษา หรือถนน สวมหมวกนิรภัยในการเข้าออก ค่อย ๆ ขยายผลต่อไปแล้วให้มันครอบคลุมไป ทั้งประเทศครับ กราบขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ก็คงมีเสริม ๓ ข้อนะครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านวันชัย สอนศิริ นะครับ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ ท่านประธานดูนี่หน่อยครับ นี่ผ้ายันต์ของท่านเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร เมื่อคืนนี้ผมไปมาครับท่านประธาน ท่านบอกว่าคุณวันชัย เดี๋ยวนี้เวลาคนมาให้เจิมรถ นี่เกี่ยวกับเรื่องระบบความปลอดภัยนะครับ ท่านประธานนิกร แปลกมาก ผมกำลังจะพูดถึงพฤติกรรมของผู้ที่เกี่ยวกับเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศไทย นี่เรื่องใหญ่ที่ท่านประธานกรรมาธิการไม่ได้ศึกษามา เผอิญเมื่อคืนผมไปและท่านพูดให้ฟัง ถึงพฤติกรรมของมนุษย์เดิมทีเดียวท่านมีผ้ายันต์เลสเตอร์ผืนใหญ่มาก แต่ปรากฏว่าคนมาให้ เจิมรถ นอกจากมีการเจิมรถพรมน้ำมนต์กันแล้วท่านประธานครับ จะมีสติ๊กเกอร์ (Sticker) พระนารายณ์ทรงครุฑแปลว่าอะไรครับ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์นี่คือคนไทย ครับท่านประธานนิกร เป็นเรื่องของคนไทยเลยนะ แต่ท่านเจ้าคุณธงชัยบอกพฤติกรรมกับ ระบบรักษาความปลอดภัยทางถนนเปลี่ยน ตั้งแต่ผ้ายันต์เลสเตอร์ดังขึ้นมา บอกท่านเจ้าคุณครับ ถ้าจะเอาผืนใหญ่ ๆ ไปติดรถ มีปัญหาไม่รู้ว่าจะติดตรงไหน ท่านเลยทำผ้ายันต์ผืนเล็กขึ้นมา และไปติดในไหนครับ ติดในรถยนต์ นี่คือผ้ายันต์ของท่านเจ้าคุณธงชัยรุ่นใหม่ต่อจาก เลสเตอร์ เป็นพฤติกรรมแปลกมากเลยนะครับของสังคมไทย ซึ่งเรื่องนี้ผมอยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานว่าแปลว่าระบบการรักษาความปลอดภัยของคนไทยเรา ก่อนจะขึ้นขับรถ ก็นึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย นึกถึงเทพยดา นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งผ้ายันต์และพระสงฆ์ องค์เจ้าต่าง ๆ ที่อยู่ในรถ กลับมาบ้านรถจอดปลอดภัย สาธุ เป็นเรื่องประหลาดมากเลยนะครับ แล้วพฤติกรรมนี้ไม่เปลี่ยน ถามว่าที่มันไม่เปลี่ยนเพราะอะไรครับ เพราะระบบต่าง ๆ ทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนของเรามีปัญหาอย่างที่ท่านกรรมาธิการรายงาน ต่อที่ประชุมจริง ๆ เอาง่าย ๆ ครับ ผมคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่เยอะแยะในที่ประชุมนี้ อาจจะ ไม่เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บ้านผมอยู่จังหวัดชลบุรีครับ ท่านประธานไม่ได้อยู่จังหวัดเพชรบุรี ผ่านมอเตอร์เวย์ (Motorway) ครับ ห้องน้ำห้องท่า มอเตอร์เวย์ (Motorway) นี่สกปรกที่สุด แย่ที่สุด อยู่กันแบบผุ ๆ พัง ๆ คนวิ่งกันเต็มบ้าน เต็มเมือง ต้องไปใช้ห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมันครับ สะอาดมากกว่ามอเตอร์เวย์ (Motorway) ไม่รู้ว่า ใครดูแลกัน เป็นระบบปลอดภัยบนท้องถนนแบบไหน อย่างไรกันนี่ พังอย่างไรก็พังอย่างนั้น ยิ่งท่านไปดูนะ ท่านประธานครับ ช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ เลวร้ายมากเลยครับ ห้องน้ำมอเตอร์เวย์ (Motorway) ประเทศไทยครับ เอาละ ไม่เกี่ยวกับผ้ายันต์นะครับ เข้าเรื่องประเด็นนี้ที่ผม อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่เสนอรายงาน ท่านพูดถึง แผนปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนแบบยั่งยืนในระยะยาว ผมอ่านแล้ว ฟังจากข้อเสนอ ของท่านแล้ว ชอบใจในหลายเรื่องหลายประเด็น เดี๋ยวจะนำผ้ายันต์ไปให้ท่านประธาน กรรมาธิการ เพราะเตรียมมาให้ท่านว่าท่านจะรักษาความปลอดภัยได้ ผมบอกท่านเจ้าคุณ ไว้แล้วว่าวันนี้ท่านประธานนิกรจะเสนอเรื่องนี้ ท่านบอกให้เอาผ้ายันต์ไปให้ เพราะของท่านนั้น เป็นรุ่นแพ้ไม่เป็น ท่านต้องทำแล้วท่านต้องให้สำเร็จ
ประเด็นแรก ท่านพูดถึงการจัดตั้งศาลจราจร โดยมีกระบวนการพิจารณาที่ รวดเร็วและท่านได้รายงานแล้ว แต่ผมอยากขีดเส้นใต้ในหลายบรรทัดเพื่อสร้างประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมาย นี่คือเรื่องหนึ่ง แล้วนอกนั้นท่านพูดในหลายเรื่อง แต่ผมชอบใจ อยู่ในข้อ ๖.๓.๔ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการเสริมสร้างเยาวชนที่มีพฤติกรรมให้เข้าใจถึงระบบ ของการรักษาความปลอดภัย และสุดท้ายนั้นก็คือการสร้างความเข้มแข็งของสังคม ด้านความปลอดภัยทางถนนให้เกิดเป็นวัฒนธรรมที่พึงประสงค์ เอาละครับ ท่านประธานครับ แล้วก็เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้พิพากษาที่พูดเกี่ยวกับเรื่องศาลจราจร สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นมีพฤติกรรม เปลี่ยนของมนุษย์ผมว่าศาลมีส่วนสำคัญ สมัยก่อนกินเหล้าเมายา ยาเสพติด ขับรถขับราชนกัน วินาศสันตะโร กินเหล้าเป็นอย่างไร แบบไหน อะไรก็ได้ แต่พอศาลเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับ เรื่องนี้ ท่านประธานนิกรครับ พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนนะครับ เพราะฉะนั้นศาลนี่ ถ้าท่านมีส่วนสำคัญในเรื่องพวกนี้ ผมว่าการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนนจะทำให้ มนุษย์เปลี่ยน ผมเองนี่เป็นทนายความอยู่กับเรื่องเหล่านี้ เข้าใจเลยว่าพอศาลเอาจริงเอาจัง กับคนกินเหล้า กลัวครับ และเดี๋ยวนี้เวลาใครจะกินเหล้ากินยาไปงานเลี้ยงงานอะไรต่อมิอะไร กลัวครับ ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์บ้าง ถูกปรับจริงจังบ้าง เพราะฉะนั้นศาลถ้าปรับ กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เกี่ยวกับเรื่องรถชนกัน เรื่องเกี่ยวกับเรื่องจราจรแบบไม่ใช่ เหล้าอย่างเดียว ผมว่าการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนนของมนุษย์คนไทยจะดีขึ้น ผมไป บางประเทศครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานและท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้เขาไม่กล้า ที่จะกินเหล้าและขับรถ เมื่อประมาณเดือนเมษายนผมก็ไปประเทศสหรัฐอเมริกามา กินเหล้า เมาเสร็จไม่กล้าแล้วครับ นอนเลยครับ ขอนอนที่บ้าน เรื่องใหญ่เลยครับ สำหรับประเทศเขา เพราะฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ผมว่าเป็นหัวใจสำคัญเลยครับ ท่านประธาน เรื่องอื่นท่านว่าไปก่อน แต่ท่านประธานครับ กว่าจะถึงศาลครับ ถึงใครก่อนครับ ถึงตำรวจก่อน เกี่ยวกับท่านเรืองศักดิ์เสียแล้ว ถึงตำรวจก่อน เป่าคดีหรือไม่เป่า หรือไม่ได้เป่ากันอยู่ตรงตำรวจนี่แหละครับ เพราะฉะนั้นคดีไหนที่ไม่ได้วิ่งเต้น ไม่ได้โน่น ไม่ได้นี่ กันนี่กันค่อยไปถึงศาล และศาลก็ไปตัดสินเอาหลังจากที่ตำรวจ อัยการเขาทำสำนวนกันมาแล้ว พูดกันแบบตรงไปตรงมานี่ ตรงนี้ละครับท่านประธานกรรมาธิการที่เคารพ การบังคับใช้กฎหมายของชั้นตำรวจบ้านเรานี่มันเสียหายตรงมีเส้นครับ ท่านประธาน ที่ประชุมครับ ให้ผมต่ออีกสักนิดนะครับ เพราะเตรียมไว้พอสมควร ขออนุญาตเพราะว่า คนพูดไม่ค่อยเยอะเท่าไร บ้านเรานี่มันเสียหายตรงคนมันมีเส้น มีอิทธิพล มีเงินกันเยอะ ตำรวจบ้านเราก็เป๋ไปกับอิทธิพลแล้วก็เงินแล้วก็เส้น เพราะฉะนั้นการจะลงประชามติวันที่ ๗ จึงสำคัญครับ มันต้องเปลี่ยนแปลงนะครับ เพราะฉะนั้นท่านจะไปรับหรือไม่รับเป็นเรื่อง ของท่าน เดี๋ยวเผลอไป เพราะฉะนั้นเวลาบังคับใช้กฎหมายนี่ประเด็นตรงนี้จึงหัวใจสำคัญครับ อยากจะกราบเรียนท่าน มันจะมีมาตรการใด ๆ ที่ให้คนกระทำความผิดแล้วเราบังคับใช้ กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ ผมเชื่อว่าศาลท่านเองนี่พร้อมที่จะเป็นผู้ที่จะปฏิบัติการ ตามกฎหมายแล้วมีส่วนอันสำคัญในการจัดการให้แบบตรงไปตรงมา แต่กระบวนการต้นทาง ที่ก่อนจะไปถึงศาล ในฐานะท่านเป็นกรรมาธิการกันนี่ครับ ช่วยดูตรงนี้หน่อยครับ ถ้าประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายมันเข้มแข็ง แข็งแรงตั้งแต่ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ และชั้นศาล ผมเชื่อว่าจะช่วยจัดการปราบปรามเด็กแว้น เด็กซิ่ง คนขับรถกินเหล้าเมายา กระทำผิดกฎหมายกันได้อย่างเสร็จเด็ดขาดจริง ๆ การเมืองก็สำคัญนะครับท่านประธาน พอการเมืองบ้านเราอ่อนแอ คนมีเงิน มีอำนาจ มีอิทธิพลแข็งแรง คนทำผิดกฎหมาย กลายเป็นผู้มีอิทธิพล มีเส้นแข็งแรงไปด้วย เพราะฉะนั้นตัวการเมืองจึงเป็นตัวกำหนด การแก้ปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยครับ ผมว่ารายละเอียดเชื่อว่าท่านน่าจะ พิจารณาอย่างสำคัญ ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายนะครับ เอาสุดท้ายเลยนะครับ ผมว่า เรื่องการดำเนินการตามข้อ ๖.๓.๔ เรื่องให้เยาวชนตื่นตัว การถ่ายทอดจากเยาวชน สู่ครอบครัว และการสร้างความเข้มแข็งให้เป็นวัฒนธรรมที่พึงประสงค์ ผมว่าไม่ต่างกว่า ทุกเรื่องเลยนะครับท่านประธาน คอร์รัปชัน ถ้าเราไม่รณรงค์ให้คนไทยทั้งประเทศ เกลียดการคอร์รัปชัน ก็ยังกราบไหว้คนร่ำคนรวย แม้มาจากความชั่วช้าความเลว ตราบใด ที่เราไม่รังเกียจนักการเมืองที่มาจาการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง เวลาเขามีตำแหน่งแห่งหนแล้ว เรากราบไหว้บูชาทุกอย่างล้มเหลวหมด เพราะฉะนั้นการรณรงค์ให้คนเกลียดคอร์รัปชัน การรณรงค์ให้คนเกลียด รังเกียจนักการเมืองเลว ผมว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากกว่า ตัวบทกฎหมายที่ลงโทษแรง ผมเองเชื่อได้เหลือเกินครับท่านประธาน คนไทยยังไม่ตื่นตัวกัน เกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงของอุบัติเหตุบนท้องถนน มีความรู้สึกครั้งหนึ่งเมื่อปีใหม่ มีความรู้สึกอีกครั้งหนึ่งสงกรานต์ ผ่านมาแล้วผ่านไป ถ้าเรามีการปลูกฝัง มีการรณรงค์ จริงจังกัน ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันเด็กตื่นตัวกันเรื่องการจราจรมากน้อยแค่ไหน รู้อย่างเดียวว่า ถ้าเอาเงินยัดตำรวจได้ ใหญ่แน่ ตำรวจไม่จับ เยี่ยม เก่ง ถ้าท่านปฏิรูปโดยวัฒนธรรม และรณรงค์ ซึ่งวิธีการแนวทางของท่านที่เขียนไว้ดี แต่วิธีที่จะปฏิบัติให้ไปสู่ความสำเร็จนั้น ผมรอความหวังอยู่ว่าเดี๋ยวขอความชัดเจนว่าท่านจะทำได้อย่างไรนะครับ แล้วก็ต่อไปนี้ คนไทยจะได้พึ่งกระบวนการตามปกติมากกว่าที่เราจะไปอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย แต่เบื้องต้นเมื่อกระบวนการความปลอดภัยยังไม่ดีพอ ผมก็จะมอบผ้ายันต์ให้กับประธาน กรรมาธิการต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ผมจะอ่านรายชื่อต่อจากท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อีก ๓ ท่าน ก็คือท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านกษิต ภิรมย์ และท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ ก็ต้องขอชื่นชมนะครับ ผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ถือว่าเป็นรูปแบบรายงานที่สมบูรณ์แล้วก็สามารถจับต้องได้เป็น รูปธรรมนะครับ แล้วก็ถ้าสามารถบรรลุผลสำเร็จตามนี้เชื่อว่าชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ที่จะรอดพ้นจากข้อเสนอของเราในครั้งนี้นะครับ จากข้อเสนอหลาย ๆ อย่างที่ คณะกรรมาธิการมีอยู่ผมจะขออนุญาตที่จะให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมประมาณ ๗ ข้อ ๘ ข้อนะครับ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่สรุปในเรื่องของการปฏิบัติ สิ่งที่สำคัญผมคิดว่าสิ่งที่เรามองกับการขับเคลื่อน ครั้งนี้ก็คือ ทำอย่างไรที่ให้แผนนี้บรรลุถึงการปฏิบัติจริง ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าแผนนี้ เขียนไปแล้วและไม่บรรลุถึงการปฏิบัติมันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจนะครับ
ข้อเสนออันดับแรก ผมอยากให้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนอาจต้องเสนอไปถึงรัฐบาลให้รับแผนนี้เป็น แผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้ชัดเจนนะครับ ขอให้เราได้มีการเสนอแผนนี้ให้รัฐบาลรับรอง ถ้ารัฐบาลรับรองตรงนี้ผลทางปฏิบัติมันก็จะ เกิดขึ้นค่อนข้างมากนะครับ อันนี้เป็นข้อเสนออันแรกที่ผมคิดว่านอกจากที่จะเรื่องอื่นแล้วนี่
เรื่องที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้ารัฐบาลรับรองตรงนี้แล้วให้มีผล ทางปฏิบัติแล้วนี่ สิ่งที่สำคัญคือจะขับเคลื่อนแผนนี้อย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ นะครับ เพราะว่าเท่าที่ผมดูจากที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เสนอมา รวมทั้งเอกสารฉบับนี้ ผมคิดว่าองค์กรขับเคลื่อนแผนนี้ยังไม่ชัดเจนนะครับ ตรงนี้เป็นส่วนชี้ขาดถึงจะปฏิบัติได้ หรือไม่ อย่างไร จริง ๆ แผนนี้อย่างที่ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบกพูด เป็นแผน ที่ส่วนราชการได้ขับเคลื่อนตัวเองอยู่แล้ว แต่การขับเคลื่อนของส่วนราชการถึงขับเคลื่อน พร้อมกันก็ยังมีช่องว่างนะครับจากการที่เรารับราชการมา เราก็รู้ว่ายังมีช่องว่างอย่างมาก ฉะนั้นองค์กรขับเคลื่อนจะเป็นอย่างไรตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ องค์กรขับเคลื่อนนี้ถ้ามี ขึ้นมาควรจะมีการเคลื่อนไหว กำกับดูแลแผนอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ผมคิดว่าพวกเราคงเห็นได้ ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนแผนในเชิงที่ความปลอดภัยทางท้องถนนหรืออุบัติเหตุจริง ๆ แล้วนี่ เรามักจะเห็นปีละ ๒ ครั้งเท่านั้นเอง คือก่อนหน้า ๗ วันหรือ ๑๐ วันก็มีการขับเคลื่อนกันมา แถลงกันมาทุกวัน ซึ่งผมคิดว่าถ้าทำแค่นี้ยังไม่พอนะครับ และองค์กรขับเคลื่อนจริง ๆ แล้ว มันควรจะมี ๑. ตัวประธาน มีคณะกรรมการ มีองค์กรอำนวยการระดับชาติ มีองค์กร ในระดับจังหวัดและอำเภอ ซึ่งผมคิดว่าประสบการณ์ผมเอง ในเรื่องของการขับเคลื่อน งานยาเสพติดจะเป็นแบบนี้อย่างมาก งานยาเสพติดถึงแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามแต่ องค์กรขับเคลื่อนในเชิงศูนย์อำนวยการมีมาตลอดเป็นเวลาถึง ๒๐ ปี หรือ ๓๐ ปีไปแล้ว มีผู้อำนวยการศูนย์ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี มีกรรมการ มีฝ่ายเลขานุการ ซึ่งเป็น ป.ป.ส. มีศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติที่เป็นเรื่องดูแล มีกรรมการระดับจังหวัดและอำเภอ จะมีการขับเคลื่อนเป็นแผนปฏิบัติการเป็นระยะ ๆ นะครับ จะเป็นแผน ๑ ปี แผน ๖ เดือน แผน ๔ เดือนแล้วแต่ ผมคิดว่าอยากเสนอแนะให้เขียนองค์กรขับเคลื่อนให้ชัดเจนว่า ประกอบด้วยใครบ้าง และใครเป็นฝ่ายเลขานุการนะครับ
อันที่ ๓ ผมคิดว่าถ้าให้งานนี้เป็นรูปธรรมผมเห็นด้วยที่จะมีแผนระยะสั้น และถ้าในการขับเคลื่อนที่จริง ๆ มันมักจะมี เราอาจจะเสนอรัฐบาลว่าปฏิบัติการ ๑๐๐ วัน ก็ได้นะครับ เพราะจากนี้ไปถึงปีใหม่กว่าเราจะพาดผ่าน ครม. มันอาจใช้เวลาสักจำนวนหนึ่ง การขับเคลื่อน ๑๐๐ วัน เป็นแผนรูปธรรมที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะการขับเคลื่อนทุกอย่าง มันต้องมีเป้าหมาย มีระยะเวลา มีการดำเนินการ มีตัวชี้วัด ผมเห็นด้วยกับที่ทางคุณหมอพรพันธุ์ ได้พูดนะครับว่าที่จริงแผนระยะสั้น ๑๐๐ วัน เราควรจะวิเคราะห์ไปถึงเป้าหมายหรือว่า ปัญหาที่เรื่องด่วนที่เป็นจุดสำคัญของปัญหานี้ ซึ่งเท่าที่ได้ฟังทางคุณหมอพูดเมื่อสักครู่มีอยู่ ๓ เรื่องหลัก ๆ ก็คือ ๑. รถจักรยานยนต์ ๒. การดื่มสุรา ๓. คือเส้นทางรอง จริงๆ อันนี้ จะถือว่าเป็นไครซิส (Crisis) ที่ผลจากการวิจัยหรือการเก็บตัวอย่างมาจะเป็น ๓ เรื่องนี้ที่เป็น ๓ เรื่องใหญ่ของการเกิดอุบัติเหตุมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ผ่านมา ๓ เรื่องนี้ในช่วง ๑๐๐ วัน เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรให้มีความชัดเจนปฏิบัติได้และสามารถ เป็นแนวทางปฏิบัติได้ ๑๐๐ วัน ถ้าสามารถตรงนี้มันก็จะมีระยะเวลาในการเตรียมการ และจะเห็นผลมากขึ้นนะครับ ถ้าเราสามารถทำได้ดีผมคิดว่าเป้าหมายที่ทางท่านประธาน ได้เสนอไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์อาจจะลดมากกว่านี้ก็ได้ และผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก คณะกรรมาธิการชุดนี้อาจจะหยิบยกเรื่องนี้เข้าไปพูดคุยศึกษาอีกที หรือจะนำมาเสนอกับ สปท. พิจารณาอีกครั้งก็แล้วแต่ท่านตามสะดวก ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านผู้รู้คงศึกษาตรงนี้ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมันจะเกิดประโยชน์อย่างมากนะครับ
เรื่องที่ ๔ ผมเห็นด้วยอย่างที่ท่านวันชัยได้พูดมานะครับ และสมาชิกเราหลายท่าน ที่เสนอมา หลักใหญ่ใจความเรื่องนี้ที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ อันนี้พวกเรารู้กันดีอยู่นะครับ จากการที่ผมเองได้มีโอกาสที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ได้สอบถามกับพวก ไม่ว่าจะเป็นรถบัส (Bus) หรือคนขับในต่างประเทศ บางครั้งอาจไม่ใช่ เรื่องจิตสำนึกอย่างเดียว แต่สิ่งที่เขากลัวมากก็คือกลัวโทษที่หนักและรุนแรงและมีผลเด็ดขาด การไม่กล้าที่จะกระทำผิดกฎหมายเพราะหมายถึงอาจจะถูกติดคุก ถูกถอนใบอนุญาต การประกอบอาชีพเป็นไปไม่ได้เลย ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ผมอยากให้เรา พิจารณาดูนิดนะครับว่าการบังคับใช้กฎหมายของเราในช่วงที่ผ่านมามีอะไรที่เป็นปัญหาและ อุปสรรคจริง ๆ โทษเพียงพอหรือไม่และจะดำเนินการอย่างไร คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอ เรื่องการตั้งศาลจราจร ตรงนี้เป็นอันหนึ่งแต่เพียงพอหรือไม่ ผมคิดว่าเรื่องการบังคับใช้ กฎหมายที่เข้มงวดตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเราสามารถดำเนินการตรงนี้ได้ ซึ่งเราคง ไม่ใช่ทำเฉพาะปีละ ๒ ช่วง แต่เราสามารถดำเนินการได้ตลอด ถ้าเริ่มตรงนี้ได้อย่างไรตรงนี้ จะมีผลอย่างมากนะครับ
อันที่ ๕ ถึงแม้เราบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดแล้วประเด็นอันหนึ่งที่ผม ได้รับทราบมาและที่ฟังท่านประธานพูดมา เครื่องไม้เครื่องมือของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน บังคับใช้กฎหมายไม่เพียงพอ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ นะครับ ผมจึงมีข้อแนะนำนิดหนึ่งว่า ขณะนี้การจะอาศัยของบประมาณในระบบอาจจะไม่ง่ายนัก ผมขอแนะนำให้เรื่อง งบประมาณนอกระบบงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าปรับก็ดี เงินภาษีป้ายที่ท่านประธานว่าหรือเงิน สลากก็ดีเป็นเงินนอกงบประมาณที่เป็นไปได้อย่างมาก ถ้าเราสามารถดำเนินการตรงนี้ได้เรา ไม่ต้องไปรบกวนงบประมาณต่าง ๆ เราก็สามารถซื้อเครื่องไม้เครื่องมือที่เพียงพอ เพราะ เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้ถ้าไม่มีการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นเรื่องยาก เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเอง ก็คงยากที่จะทำงาน และผมคิดว่าใน ๑๐๐ วันอันนี้ถ้าเราสามารถใช้แหล่งงบประมาณแบบนี้ เราสามารถดำเนินการได้ทันแบบที่ท่านประธานได้พูดนะครับ
อันที่ ๖ ผมอยากจะเสนอนิดหนึ่งนะครับว่าหลายเรื่องต้องมีการปรับ กฎหมายการปรับปรุงระเบียบ ขณะนี้ถ้าเราอาศัยกฎหมายระเบียบไปโดยระบบสภา อย่างเดียวมันช้ามาก ขณะนี้ในเครื่องมือของ คสช. เขาก็มีกฎหมายมาตรา ๔๔ ที่จะ ดำเนินการอยู่ ถ้าท่านลองสังเกตดูเรื่องการแก้ปัญหาเด็กแว้นหรือสถานบันเทิงที่กระทรวง ยุติธรรมดูแลมีกฎหมายมาตรา ๑๔ ตั้ง ๓ ฉบับหรือ ๔ ฉบับแล้วที่มีการปรับปรุง ถ้าเห็นว่ากฎหมายบางอย่างที่มีผลต่อการปฏิบัติในช่วง ๑๐๐ วันนี้และเป็นเรื่องเร่งด่วน หยิบยกขึ้นมาเป็นบางเรื่อง ผมคิดว่าประชาชนก็จะได้ประโยชน์อย่างสูง เครื่องมือ ทางกฎหมายเหล่านี้ถ้าเราใช้ให้เป็นประโยชน์ผมคิดว่าการปฏิบัติในระยะ ๑๐๐ วันข้างหน้า มันจะมีผลทางปฏิบัติอย่างมากเลยครับ
อันที่ ๗ ที่ผมอยากเสนอนิดหนึ่งก็คือในเรื่องของบทบาทของชุมชนท้องถิ่น จริง ๆ ในคำสั่งที่เกิดขึ้นจากเทศกาลปีละ ๒ ครั้ง คำสั่งของกระทรวงมหาดไทยได้พูด ตลอดเวลาให้องค์กรท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดำเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ ตรงนี้ผมอยาก ให้ดูว่าอยากให้กระทรวงมหาดไทยลองไปดูเหมือนกันว่าจริง ๆ ถ้าอุบัติเหตุส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากเส้นทางโทในหมู่บ้านชนบทต่าง ๆ เหล่านี้ องค์กรส่วนท้องถิ่นและหมู่บ้านชุมชน มีผลอย่างมาก ในการดำเนินการ เพราะกำลังเจ้าหน้าที่จริง ๆ แล้วไม่สามารถก้าวออกไปได้ อย่างมากเพียงพอขนาดนั้น เจ้าหน้าที่โดยทั่วไปดูแลถนนสายหลักก็เป็นเรื่องยากแล้ว เส้นทางรองหรือเส้นทางโทเป็นเรื่องขององค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ต่าง ๆ มีผล ผมอยากให้ลองดูว่าตรงนี้มีปัญหาอุปสรรคตรงไหนบ้าง มีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ใดบ้างที่ทำงานได้ดีแล้วยกเป็นตัวอย่างแล้วขยายผล อะไรที่เป็นข้อปัญหาตรงนี้ ผมคิดว่าถ้าเราทำได้เราสามารถดูแลในเรื่องเส้นทางรองได้ แต่ที่เราจะสั่งไปโดยวาจาและทางผลปฏิบัติไม่ได้เกิด ผมคิดว่าถ้าเราหยิบเรื่องตรงนี้ขึ้นมา อีกครั้งหนึ่งมันก็จะเป็นประโยชน์นะครับ
สุดท้ายอีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องของแผนรณรงค์ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ว่าที่จริงการบังคับใช้กฎหมายกับการรณรงค์ป้องกันหรือประชาสัมพันธ์ควบคู่กัน ผมอยากให้ มีทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เหมือนกับการพูดถึงเรื่องโทษพิษภัยบุหรี่ได้ผล เพราะส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของประชาชนได้ ดังนั้นในระยะสั้น เราจะรณรงค์อย่างไรให้สอดคล้องกับ ๑๐๐ วัน ถ้าเราจะมีขึ้น ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญอย่างสูงแล้วควบคู่ไปกับเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ก็ขออนุญาตเรียนเสนอเท่านี้ครับ
(รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง : ต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม นะครับ อดีตสมาชิกวุฒิสภา
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ที่ท่านได้กรุณาศึกษาเรื่องนี้แล้วก็นำมาให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้ปรึกษาหารือแล้วก็แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน ผมคิดว่าระยะเวลา ๑๒๐ วันที่ทางคณะกรรมาธิการได้รับมอบหมายให้ไป ศึกษานั้นท่านศึกษาเพียงแค่ ๙๐ วันก็ทำได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีก็ขอขอบคุณแล้วก็ชื่นชมท่าน ท่านประธานครับ เรื่องความปลอดภัยในเรื่องของการจราจรนั้นเป็นปัญหาโลกแตก ที่ทุกสังคม ผมเชื่อว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีใครที่จะสามารถแก้ไขได้อย่างเรียบร้อย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่มีอุปสรรคใด ๆ สำหรับประเทศไทยนั้นท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวว่า อัตราการตายของคนไทยนั้นเรื่องจราจรประมาณ ๒๔,๐๐๐ รายต่อปีหรือโดยเฉลี่ย ประมาณ ๒,๐๐๐ รายต่อเดือน หารแล้วก็ประมาณ ๖๐ คนเศษ ๆ ต่อวัน จะเห็นได้ว่า ตัวเลขนี้เป็นอัตราที่สูงมาก กล่าวกันว่ามันเป็นอันดับ ๒ ของโลก เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เชื่อ เรื่องทฤษฎี ๗ วันอันตราย ผมคิดว่ามัน ๓๖๕ วันอันตราย คืออันตรายทุกวัน เราออกจากบ้าน ไม่ต้องใช้ผ้ายันต์ ไม่ต้องนิมนต์พระรอด หรือว่าพระศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ครับ ผมว่าตัวเองนั่นแหละ ที่จะคุ้มครองตัวเองได้ดีที่สุด ออกไปแล้วไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านอย่างครบ ๓๒ เรียบร้อยหรือเปล่า ผมเองมีประสบการณ์ตรงเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วเอง คือเราไม่ไปชนเขา เขาก็อาจจะชนเรา หรือเขาอาจจะกลิ้งมาให้เราชน ประสบการณ์ตรงที่ผมกล่าวคือ ๒ สัปดาห์เศษ ๆ ที่ผ่านมา ผมนั่งไปกับคนรถ นั่งอยู่ดี ๆ ในซอยประมาณทุ่มเศษ ๆ ฝนตกพรำ ๆ อยู่ดี ๆ ผมก็ไม่ได้หลับ อะไรนะครับ คนขับรถก็ไม่ได้หลับ รถที่สวนมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ เขาหลบหลุมที่มันเป็นหลุม เป็นบ่อออกมาในเลน (Lane) ของผม แล้วอยู่ดี ๆ ก็ไปสะดุดหลังเต่าของถนนของซอย แล้วก็กระเด็นมาตกตรงหน้ารถผมพอดี ผมไม่เห็นนะครับ แต่คนขับรถเขาเห็น และเขาเบรก ได้สนิท ลงไปดูห่างจากล้อยางของผมแค่ประมาณครึ่งฟุต ผมตกใจ แล้วก็ท่องนะโมว่าโอ้โฮ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง คือแทนที่เราจะไปทานข้าวข้างนอกและกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่เรา อาจจะไปเหยียบใครเสียชีวิตโดยที่เราก็ไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งใจ แสดงให้เห็นว่า ๓๖๕ วันนั้น มันอันตรายจริง ๆ และอีก ๑ นาทีประสบการณ์ตรงของผมเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว นานไปหน่อย ในซอยศูนย์วิจัย ซอยเข้าทางโรงพยาบาลกรุงเทพถ้าท่านจำได้ ตอนนั้นผมยังเรียน ชั้นมัธยมศึกษาอยู่เลย ยังไม่ได้เข้าแพทย์ ผมนั่งรถซูบารุรับจ้างออกจากซอย ซอยศูนย์วิจัย ถ้าท่านจำได้มันมีทางรถไฟข้ามซอยอยู่ ผมก็นั่งอยู่ดี ๆ ผมก็เห็นนะครับว่ารถไฟจะมา แต่เมื่อสมัยนั้นมันไม่มีตัวไม้กั้น รถซูบารุรับจ้างผมเป็นคันแรกที่ไปถึงบริเวณทางรถไฟ ก็ปรากฏว่ามีรถคันข้างหลังเขาบีบแตรไล่ เขาคงเอกซ์เปกต์ (Expect) คงคาดว่ามันคงพ้น มันคงผ่าน อีกประมาณกี่เมตรก็ว่าไปมันคงผ่าน ก็เพราะบีบแตร บีบแตรก็ไล่ คนขับรถซูบารุ ก็ตกใจก็ขับ ผมโดดลงทันครับ หิ้วกระเป๋ายังอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอยู่เลย รถซูบารุ คันนั้นเละครับ คนขับเสียชีวิต ผู้โดยสารอื่นเสียชีวิต ผมนั่งอยู่ในนั้นพอดีนุ่งกางเกงขาสั้น ผมจำได้ติดตาเป็นภาพติดตาติดใจครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมรอดและมายืนอยู่ในวันนี้ได้ เพราะฉะนั้นจึงยืนยันว่า ๓๖๕ วันนั้นเป็นวันที่อันตรายทุกวัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทาง คณะกรรมาธิการท่านได้ศึกษาแล้วก็ทำรายงานเล่มนี้ขึ้นมาหนาปึกเลย บังเอิญเมื่อวานนี้ ผมลืมเอากลับบ้าน เพิ่งมานั่งอ่านเมื่อเช้า ท่านศึกษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ครบรอบด้าน ผมกล่าวสดุดีท่านจริง ๆ ๕ เอส (5S) ของท่านเซฟตี (Safety) ไม่ว่าจะถนนปลอดภัย รถปลอดภัยลอว์เอนฟอร์ซเมนต์ (Law enforcement) การปรับพฤติกรรมของมนุษย์ ของคนท่านทำไว้อย่างสมบูรณ์รอบด้านจริง ๆ ต้องขอกล่าวสดุดีท่าน แต่สิ่งหนึ่งที่ผม ขออนุญาตเน้นและเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมาก ท่านจะทำให้ถนนปลอดภัย ท่านจะทำให้ พฤติกรรมของมนุษย์ดีอย่างไรก็แล้วแต่ แต่คนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด คนคือสิ่งที่จะทำให้ พฤติกรรมนั้นดีหรือไม่ดี เซฟตีมายด์ (Safety mind) มีอยู่ในชีวิตจิตใจของเขาหรือไม่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ถนนถ้าไม่ปลอดภัย ถนนถ้าเป็นหลุมเป็นบ่อไม่เรียบร้อย ถ้าคนมี เซฟตีมายด์ (Safety mind) เสียอย่าง เขาก็สามารถเอาชีวิตรอดได้ เพราะฉะนั้นการปรับ พฤติกรรมคน การให้เอดูเคชัน (Education) มีการศึกษาที่เรียบร้อย รู้ถึงจิตสำนึกเรื่องของ ความปลอดภัยตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เยาวชน ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาแล้ว ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี
ประเด็นถัดไปผมขออนุญาตเติมเต็มทางคณะกรรมาธิการอยู่ ๒ ประเด็น ๓ ประเด็น ซึ่งคิดว่าทางสมาชิกท่านยังไม่ได้อภิปรายถึง และผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น อย่างยิ่ง อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาศึกษาเพิ่มเติม
ประเด็นแรก คือประเด็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องของใบขับขี่ ซึ่งผมมีความกังวลและมีความข้องใจเป็นอย่างมากว่าใบขับขี่ที่เป็นประเภทตลอดชีวิตนั้น สมควรที่จะมีการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเสียได้แล้ว ใครมนุษย์หน้าไหนก็แล้วแต่ได้ใบขับขี่ ตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี ๑๘ ปี ๑๙ ปีแล้วนี่ ไม่เชื่อหรอกครับว่าท่านจะมีขีดความสามารถ มีความรู้ ความเข้าใจในระบบการจราจรหรือเซฟตีมายด์ (Safety mind) ไปจนตลอดชีวิต ช่วงหนึ่ง ควรจะมีการปรับเปลี่ยนให้ท่านได้รับการฝึกฝนการเทรนนิง (Training) การศึกษาหรือ การทดสอบอะไรบางอย่างเพื่อทดสอบสมรรถนะในการขับขี่รถเพื่อความปลอดภัยของท่าน อาจจะเป็น ๕ ปีครั้ง ใบอนุญาตเภสัชกร ใบอนุญาตทันตแพทย์ ใบอนุญาตต่าง ๆ เขายังมี อายุเลย ใบอนุญาตแพทย์ต่อไปใบประกอบโรคศิลปะของแพทย์ต่อไปก็อาจจะต้องมีการสอบ ทุก ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี ก็แล้วแต่ ยกเว้นว่าจะได้รับเข้าฝึกฝนอะไรบางอย่างก็อาจจะ ไม่ต้องสอบ ใบขับขี่ก็เช่นกันครับ ใบขับขี่นั้นถ้าจะพูดให้มันดูน่ากลัวมันไลเซนส์ ทู คิล (License to kill) เชียวเลยนะครับ หรือเป็นใบ ไลเซนส์ ทู บี คิล (License to be killed) คืออาจจะฆ่าเขาก็ได้หรืออาจจะถูกเขาฆ่าก็ได้ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ท่านได้รับ ใบอนุญาตขับขี่ไว้แล้วเมื่อ ๔๐ ปี ๕๐ ปีที่แล้ว ทุกวันนี้ยังใช้ใบอนุญาตขับขี่นั้นอยู่ เพราะฉะนั้นบทลงโทษต่าง ๆ ที่มีขึ้นที่เป็นการยึดหรือการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถนั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง อันนี้นำมาสู่กฎหมายที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอในที่ประชุมแห่งนี้ ขออนุญาตให้ความเห็นเพิ่มเติมนิดเดียว คือ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร ซึ่งผม เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ผมสนับสนุนในสิ่งที่การพิจารณาคดีที่มีความสลับซับซ้อนหรือที่มี ความยุ่งยากในการพิจารณา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคดีนั้นมีความมากมายของจำนวนคดี เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ผมได้อ่านโดยละเอียดแล้ว จึงมีความสงสัยแล้วก็ขออนุญาต เรียนถามทางคณะกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาตอบ ถ้ามีโอกาส คือท่านเน้นในเรื่องของคดี หรือกฎหมายอาญา ผมจึงขออนุญาตเรียนถามท่านว่า แล้วคดีแพ่งมันจะครอบคลุมอยู่ใน กฎหมายฉบับนี้อย่างไร หรือไม่ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ประโยชน์ที่จะได้ ก็คือใบสั่งต่าง ๆ จะมีปัญหาแล้วสำหรับคนที่หมักหมมเอาไว้ ไม่ยอมไปจ่ายค่าเบี้ยปรับ และการพิจารณาคดีจะเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ข้อสำคัญของวิธีพิจารณาคดี จราจรนั้นคือใช้ระบบไต่สวน อันนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ และเป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นนานแล้ว ระบบไต่สวนต่างกับระบบกล่าวหา คดีจราจรที่ผ่านมานั้น ผมเข้าใจว่าเป็นระบบกล่าวหาคือ ฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ต้องไปสู้คดีกัน พยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งฝ่ายโจทย์และฝ่ายจำเลยไปสู้คดีกัน แต่ต่อไปนี้ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน วิธีการพิจารณาคดี ในศาลจะเป็นระบบไต่สวน คือผู้พิพากษามีสิทธิที่จะขอข้อมูล ขอเอกสาร ขอหลักฐาน ขอพยานต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ การเพิ่มเติมนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการพิจารณาคดีจะรวดเร็ว มากขึ้น และจะเป็นธรรมมากขึ้น สิ่งที่ผมเห็นว่าจะเป็นธรรมและพยานหลักฐานที่สามารถ นำมาใช้เพิ่มเติมได้ในอนาคตและเป็นอย่างดีเลย คือภาพถ่ายนิ่งหรือภาพวีดิทัศน์ที่ได้ บันทึกด้วยกล้องที่อยู่หน้ารถหรือหลังรถ ภาพต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถเป็นประจักษ์พยานหลักฐานในคดีจราจรต่าง ๆ ได้ว่าเป็นฝ่ายถูกหรือเป็นฝ่ายผิด สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือตำรวจคงจะเป่าคดีได้ยากขึ้น ผมจึงเห็นด้วยและสนับสนุนอย่างยิ่ง ที่จะให้มีการสนับสนุนการติดกล้องตรวจถ่ายหน้ารถหรือหลังรถให้กับรถยนต์ทุกคัน ทางกรรมาธิการท่านควรจะสนับสนุนในประเด็นนี้อาจจะสนับสนุนให้มีการติดทุกคัน ถ้าเป็นไปได้ และอาจจะสามารถเอาไปหักภาษีได้ด้วยซ้ำ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลก เทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต ว่าภาพที่ถ่ายนั้น ที่เราเห็นอยู่ในคลิป (Clip) ต่าง ๆ ในเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือในไลน์ (Line) ต่าง ๆ ที่เราได้รับดูอยู่ทุกวันนี้ท่านจะเห็นเลยว่าอุบัติเหตุ จราจรหลายอย่าง เกิดขึ้นจากความประมาท เกิดขึ้นจากความเร็ว เกิดขึ้นจากการไม่มีวินัย ในการขับรถหรือในระบบการจราจร ถ้าหากว่าภาพที่ดูต่าง ๆ เหล่านั้นได้สะสมแล้วเราเห็น ทบทวนเป็นบทเรียนแล้วมันจะสั่งสอนพฤติกรรมการขับรถของเราเองโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นทางราชการควรจะมีศูนย์รวมภาพถ่ายนิ่งหรือภาพวีดิทัศน์ที่เกิดจากการบันทึก ของประชาชนนี่ละครับเก็บไว้นั่นละครับ จะเป็นเลสซันเลิร์น (Lesson Learned) เป็นบทเรียนในการให้คนที่จะต้องศึกษาได้เรียนรู้ความปลอดภัยหรือเซฟตีมายด์ (Safety mind) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะสนับสนุนถ้าเป็นไปได้นำไปหักภาษีได้ก็ดี ติดรถทุกคันได้ก็ดี แล้วตำรวจก็จะเป่าคดีได้ยากขึ้น
ประเด็นถัดไปที่ผมขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียว และเห็นว่าเป็น ประเด็นสำคัญ ในการศึกษาของทางคณะกรรมาธิการท่านไม่ได้เขียนเอาไว้ หรืออาจจะ ไม่ได้ศึกษาไว้ด้วยซ้ำ คือเวลานี้การใช้ยานพาหนะที่ฮิต (Hit) อยู่ในบ้านเมืองเรา และเริ่มจะมากขึ้น และเริ่มจะมีปัญหามากขึ้น และเริ่มจะก่อให้เกิดอันตรายมากขึ้น คือการใช้รถจักรยาน ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ รถจักรยานที่เริ่มเป็นยานพาหนะที่ใช้สำหรับคนไทย ในถนนหลวงมากขึ้น อุบัติเหตุจึงมากขึ้น และอุบัติเหตุแต่ละครั้งประกอบด้วยทั้งเสียชีวิต และพิการตลอดชีวิต อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ผมสนับสนุนการออกกำลังกาย และคิดว่าทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนก็สนับสนุนการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน แต่การขี่รถจักรยานในเวลาค่ำคืนในเวลามืดบนท้องถนน กางเกงที่ขี่ กางเกงที่ใส่ก็สีดำครับ เสื้อยืดที่ใส่ก็สีดำ ไม่มีไฟไม่มีอะไรในรถเลย เมื่อไม่กี่วันนี้ผมไปห้างสรรพสินค้าออกมารถจักรยานขี่ตัดหน้า ผมถามคนรถบอกว่าเห็นไหมเมื่อสักครู่อะไรตัดหน้า เขาไม่เห็น ผมเห็น เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ มันจะเกิดขึ้นในสังคมนิยมการออกกำลังกายในอนาคต ผมจึงฝากทางคณะกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณาไปเพิ่มอีกสักหน้าสองหน้าว่าท่านจะมีมาตรการอย่างไรที่จะให้การขี่รถจักรยาน บนท้องถนนนั้นมีความปลอดภัยมากขึ้น
และอีกประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานสำคัญมาก เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้จมูกเราเลย เรียกว่าใกล้จมูกที่เราหายใจอยู่ทุกวัน อาจจะอยู่ปากซอยบ้านเราด้วยซ้ำคือรถมอเตอร์ไซค์ รับจ้าง ท่านเคยเห็นระบบนิรภัยหรืออุปกรณ์ล็อกนิรภัยต่าง ๆ ในรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ใช้กับผู้โดยสารบ้างหรือไม่ ผมเคยเห็นหรือท่านก็คงเคยเห็นสุภาพสตรีนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์เขาไม่กล้าจับต้องไม่กล้าโอบไม่กล้าจับตัวคนขี่ เขาไม่มีมือยึด มือถือกระเป๋า อีกมือหนึ่งก็ว่างแต่ไม่รู้จะไปโอบที่ไหน ความปลอดภัยจะอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นคดีต่าง ๆ อุบัติเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่ามีมากขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารที่นั่งซ้อนท้ายนั้นมีมากขึ้น ในซอยบ้านผมมีอยู่ประจำ ขี่ขึ้นหลังเต่า ก็หล่นแล้วครับก็ร่วงแล้วครับ ออกแซงซ้ายก็หล่นขวา ออกแซงขวาก็กลิ้งออกไปทางซ้าย เพราะฉะนั้นไม่มีที่จะยึดใด ๆ ทั้งสิ้น ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีวิธีการรัดกันอย่างไร อันนี้ นอกเหนือจากไม่ได้ใส่หมวกกันน็อกด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเป็นประเด็นที่ทาง คณะกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาเขียนรายงานหรือศึกษาเพิ่มเติมอีกนิดเดียว คิดว่าผ่านเวลา มาเยอะขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณครับ
อีก ๒ ท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตหลายประเทศ แล้วก็ ส.ส. บัญชีรายชื่อครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจะเห็นด้วยกับผม ถ้าเผื่อคนไทย ๖๗ ล้านคน ขับรถข้ามฟากจากภาคใต้ของประเทศไทยเข้าไปที่ประเทศมาเลเซีย ทั้ง ๖๗ ล้านคนนั้น จะเคารพกฎจราจรของประเทศมาเลเซียอย่างแน่นอน แล้วถ้าเผื่อเลยไปนิดไปถึง ประเทศสิงคโปร์ ไม่ใช่แค่บนท้องถนน แม้กระทั่งเดินบนฟุตปาธ (Footpath) ที่ประเทศสิงคโปร์ก็จะไม่ถุยไม่ถ่มแล้วก็ไม่ทิ้ง แล้วถ้าเผื่อจะสูบบุหรี่ก็จะรู้ว่าจะไปยืนสูบบุหรี่ ตรงไหน แล้วทำไมคนไทย ๖๗ ล้านคนเวลาไปอยู่ที่ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา ไปที่ประเทศสิงคโปร์ หรือไกลหน่อยไปที่ประเทศฮ่องกง ประเทศไต้หวัน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ไปยุโรป ไปอเมริกา ทำไมถึงเคารพกฎจราจร ไม่ใช่ว่าไม่รู้นะครับเวลาอยู่ ที่ประเทศไทย ประเด็นปัญหามันไม่ใช่เรื่องของการไม่รู้ แต่ว่าประเด็นปัญหาคือว่าไม่เกรง กลัวกฎหมาย เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกได้พูดไว้แล้ว แต่ว่าคนมาเลเซีย คนสิงคโปร์ เขาเคารพ กฎหมายเกรงกลัวกฎหมาย แล้วเจ้าหน้าที่ของเขาก็ไม่รับอามิสสินจ้าง ไม่คอร์รัปชัน ไม่หาประโยชน์ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะต้องกำกับการดูแลความประพฤติของประชาชนคือ เจ้าหน้าที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตแล้วก็เอาจริงเอาจัง เมื่อเอาจริงเอาจัง การเคารพกฎเกณฑ์จราจร การเคารพกฎหมายมันก็เกิดขึ้น กฎหมายก็สามารถที่จะมีการบังคับใช้ได้ แต่ว่าในการ จะจอดรถผิดทางหรือว่าล้อรถถูกล็อก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องไปจ่ายเงินที่สถานี ทุกประเทศเขาบอกต้องไปที่ศาลแล้วต้องพิจารณาความ ถ้าเผื่อจะมีศาลมันก็ต้องมีศาล แบบนี้ครับว่าจะลงโทษกันอย่างไร ไม่อย่างนั้นมันก็วิ่งเต้นไม่เสียค่าปรับ หรือว่าจ่ายค่าปรับ ไม่นั่น คืออย่าเปิดช่องทางให้มีการ ต้องมีการดำเนินการโดยตรงระหว่างประชาชนผู้ละเมิด กฎหมายกับเจ้าหน้าที่ ต้องไปที่กระบวนการยุติธรรม แล้วเสียค่าปรับก็ไม่เป็นการเพียงพอ ในอารยประเทศเขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นคุณไม่ต้องใช้ใบขับขี่ไป ๓ เดือน เพราะว่าใบขับขี่ อยู่ที่ศาล หรือต้องมาทำงานทางด้านประชาสังคมเพื่อรับโทษ หรือว่าจะต้องไปอะไรครับ กวาดถนน แต่ว่าทั้งหมดนี้เมื่อต้องมาที่ศาลมันต้องเสียเวลา อันนี้เป็นการลงโทษและเป็นการ ดัดความประพฤติอย่างมหันต์ เพราะว่ามันเสียเวลาในการทำมาหากิน แล้วก็กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้มันมีอยู่มากมายในประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฮ่องกงอะไรพวกนี้ ซึ่งเราจัดหาได้ก็เอามาบรรจุอยู่ในคำสั่งของศาลหรือการตัดสิน ของศาล แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเสียค่าปรับระหว่างผู้ขับรถกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สถานี อันนี้ต้องเลิกนะครับ อันนี้ก็อยากจะเสนอไว้ แล้วก็ต้องบังคับใช้กฎหมายกันอย่าง จริง ๆ จัง ๆ แล้วก็ทำให้เห็น อันนี้มันก็รวมไปถึงคดีคั่งค้างที่มีระดับพีเอชดี (Ph.D.) ๒ ท่าน ถูกลูกเศรษฐี มันจะมีเรื่องแบบนี้มาตลอดเวลาเสมือนว่าอภิสิทธิ์ชนนั้นสามารถจะประวิง กระบวนการยุติธรรมได้ แล้วใครจะไปเชื่อถือละครับในเมื่อมันวิ่งเต้นกันได้ มันชะลอคดี กันได้ ก็เอาคดีค้าง ๆ ทั้งหลายที่เป็นข่าวโด่งดังย้อนไปสัก ๓ ปี ๕ ปี ให้มันแล้วเสร็จโดยเร็ว ได้ไหมครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ตีนผีทั้งหลายจะเป็นรถจักรยานยนต์รับจ้าง ตุ๊ก ๆ รถเมล์เล็ก รถตู้ รถเมล์ใหญ่ ที่ขับกันเสมือนว่ามีการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ (Grand Prix) ฟอร์มูลาวัน (Formula One) กันทุกวันนั้น เราคงจะต้องเอาเข้ามาฝึกอบรมเป็นระยะ ๆ ได้ไหม ให้เขารักชีวิตของคนอื่นและชีวิตของเขาเองด้วย แล้วมันก็ต้องมีความรับผิดชอบของ เจ้าของรถทั้งหลาย เจ้าของรถบัส (Bus) รถเมล์ รถตุ๊ก ๆ รถแท็กซี่ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีส่วน รับผิดชอบด้วย บริษัทประกันภัยก็ต้องเข้ามามีบทบาทนะครับ ประกันไปแล้วก็ต้องไป ติดตามว่าผู้ที่รับประกันไปต่าง ๆ เหล่านั้นรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่นหรือไม่ แม้กระทั่ง ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยเงินกู้ออกไปก็จะต้องมีบทบาทด้วย คือผมคิดว่าทุกหมู่เหล่า ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือในการที่จะให้เกิดวินัยบนท้องถนนนะครับ อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่ ๒
ส่วนอันสุดท้าย ผมเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ที่ ๕ ว่าด้วยการปลูกฝัง เปลี่ยนทัศนคติ ขัดเกลากล่อมเกลาจิตใจ แต่อะไร ๆ ทีนี้เราก็อยากจะโบ้ยไปที่เด็ก โตไม่โกง ต้องมีคุณธรรม ต้องมีบัญญัติ ๑๐ ประการ ๑๒ ประการ ต้องนับถือศีลห้า อะไร ๆ ก็ไปที่เด็ก ทั้งหมด ไม่ใช่ครับ ทั้งสังคมไทย แล้วประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการสัญจรไปมาของ การขับเคลื่อนยานยนต์ทั้งหลายนั้นต้องปลูกฝังกันทุกคนนะครับว่าให้รักชีวิตของตนเอง และที่สำคัญต้องรักชีวิตของคนอื่น มันมีแค่นี้เองครับ อย่าไปโบ้ยภาระให้กับเด็ก ทุกคนต้อง ร่วมมือร่วมใจกันทำว่า ๓๖๕ วัน แล้วไม่ใช่วันนักขัตฤกษ์ วันประเพณีวัฒนธรรมที่เรา จะต้องอะไร หยุดกินเหล้าแล้วก็ขับรถแล้วไม่เมา แล้วก็ไม่ฆ่าคน ๓๖๕ วันนั้นมันจะต้อง ปลูกฝังกันในสังคมไทยให้รักชีวิตของตนเองและผู้อื่น แล้วก็สามารถที่จะรณรงค์ตั้งแต่บัดนี้ ได้ผ่านทุกสถานีวิทยุโทรทัศน์ จะเป็นของหลวงหรือจะเป็นของเอกชนทุกคนมีภาระ รับผิดชอบร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะบอกว่ามันมีมาตรการอะไรเฉพาะหน้า ผมขอทวน การทำงานของตำรวจบนท้องถนน เรื่องทั้งหมดไปที่ศาลให้ตัดสิน มีการลงโทษ ไม่ใช่แค่เสียค่าปรับอย่างเดียว การรณรงค์ การฝึกอบรมผู้ขับขี่ที่เป็นยานสาธารณะทั้งหลาย และร่วมกันคนละไม้คนละมือในการที่จะเริ่มรักษาชีวิต ผมไม่ต้องการที่จะเห็นสถิติของเรา สูงสุด ๓๕ คนต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ประชากรให้เหลือ ๑๒ คน อีก ๕ ปี ไม่เอาครับ มันต้องมุ่งไปที่ ๐ เปอร์เซ็นต์ก่อน ต้องลงไปให้ต่ำสุด ไม่ใช่ค่อยทำ ต้องทำอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพราะว่าทุก ๆ ปีตอนช่วงสงกรานต์ก็ดี ช่วงกฐินก็ดี ช่วงปีใหม่ก็ดี ๓๐๐ คน ๔๐๐ คน ๕๐๐ คน รณรงค์กัน อย่างไรก็ไม่ได้ มันชีวิตมนุษย์กันทั้งนั้น แล้วสังคมไทยมันเป็นอะไรมันถึงได้ตายกันง่าย แล้วไม่รักชีวิตกันเลย ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมมือกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ อะไรที่ ทำได้ก่อนก็ทำ แล้วก็อะไรที่จะต้องปลูกฝังก็ทำนะครับ แต่ว่าทุกหมู่ทุกเหล่าต้องมาร่วมกัน อย่างจริง ๆ จัง ๆ ท้ายที่สุดก็ต้องอดไม่ได้ที่ต้องขอชมท่านนิกรนะครับ ริเริ่มเรื่องนี้แล้วก็ สำเร็จมาได้ภายใน ๙๐ วัน อันนี้ก็ต้องขอแสดงความชื่นชม ผมไม่ค่อยจะชมใครในที่ประชุมนี้ ก็ต้องขออนุญาตนิดหนึ่ง ขอบคุณมากครับ
ผมเพิ่งได้รายชื่อผู้แสดงความจำนงอภิปรายอีก ๓ ท่าน ต่อจากท่าน พลโท กฤษณะนะครับ ก็จะอ่านรายชื่อเพื่อท่านได้เตรียมตัวนะครับ มีท่านชูชัย ศุภวงศ์ ท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ และท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ขอเชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ ผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศนะครับ ขออภิปรายเกี่ยวกับรายงานที่กำลังนำเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตชื่นชมและผมขออนุญาตเพิ่มจากท่านผู้ทรงเกียรติก่อนหน้านี้นะครับ ที่ใช้คำว่า สดุดี ก็จะเป็นขอชื่นชมสดุดีและขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและ คณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ที่ท่านอาสาขึ้นขอทำ ไม่ได้รับมอบหมาย ทำไมผมใช้คำว่า ชื่นชมสดุดีและขอบคุณครับ เพราะที่ท่านทำอยู่นอกจากท่านอาสาแล้วนี่ เป็นเรื่องความเป็น ความตาย คืออะไรครับ ที่ท่านทำอยู่นี่คือเพิ่มความเป็น ลดความตาย รายงานทุกฉบับที่ผ่านมา และที่จะมีต่อสภาที่ประชุมแห่งนี้จะเป็นเพื่ออยู่ดีกินดี เพื่อเศรษฐกิจ สังคม การเมืองให้ดี เพื่อการเมืองการปกครอง แต่เรื่องที่ท่านทำอยู่เป็นเรื่องความเป็นความตายที่ถือว่าเป็นเรื่อง ที่มีประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนนะครับ ในการที่จะมีการลดสูญเสียบุคคล ที่รักหรือคนใกล้ชิด ตลอดจนการสูญเสียหรือความเสียหายของทรัพย์สินนะครับ ในเรื่อง อุบัติเหตุสามารถรวบรวมได้ตามที่อยู่ในรายงานก็แบ่งเป็นว่า สภาพของเส้นทางคมนาคม ตัวบุคคล และตัวยานพาหนะ แล้วก็ผมขอเริ่มนะครับว่าส่วนใหญ่เกิดจากบุคคล ผมพยายาม รวบรวมเพื่อเป็นตัวอย่าง เพราะถ้าเราทราบตัวอย่างให้มากที่สุด เราทราบต้นเหตุ เราก็สามารถจะหาทางแก้ปัญหาได้
อันแรกที่พบเจอนะครับ ขับขี่รถจักรยานยนต์หรือซ้อนท้ายไม่สวมหมวกนิรภัย หรือสวมเหมือนกันแต่ไม่ทราบเป็นหมวกอะไร เช่นผมเห็นเยอะ เอาหมวกในโรงงานหรือ หมวกคนงานกันของหล่นใส่ศีรษะมา ซึ่งมันผิดตามที่กฎกระทรวงนะครับ
แล้วก็อันที่ ๒ ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เกิน ๑ คน ผมไม่ทราบว่าพระราชบัญญัติ จราจรทางบก รถมอเตอร์ไซค์ให้ซ้อนท้ายได้กี่คนนะครับ แล้วก็บางครั้งจะเห็นนะครับ ไม่สวมหมวกนิรภัยแล้วนี่มีพ่อแม่ลูก ๓ คน หรือ ๔ คนนะครับ
และประการต่อมาที่เจอคิดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งคือในกฎหมายผมดู พระราชบัญญัติจราจรทางบก กำหนดให้ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์ต้องขี่ แบบนั่งขึ้นคร่อม แต่ในกฎหมายผู้โดยสารไม่ได้เขียนไว้ ดังนั้นเราจะเห็นผู้โดยสารโดยเฉพาะ ผู้หญิงเวลานุ่งกระโปรงไม่กล้านั่งขึ้นคร่อม ก็จะขึ้นนั่งตะแคงข้าง และวันนั้นถ้ารถเสียหลักล้มลง ศีรษะไปกระแทกนิดเดียว เช่นไปโดนทัดดอกไม้ก็อาจจะถึงแก่ความตายได้ ซึ่งอันนี้ก็ดูนะครับ สาเหตุหนึ่งก็คือว่านอกจากไม่สวมหมวกนิรภัยแล้วนี่ การที่ผู้โดยสารไม่นั่งคร่อมซ้อนท้าย รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง แล้วก็ผมไม่ทราบว่ารถมอเตอร์ไซค์มันมีกฎหมายไหมครับ ผู้โดยสารได้แค่ ๑ คน เพราะบางครั้งจะเห็นพ่อแม่ลูก และมีไหมครับว่ากฎหมายห้ามเด็กเท่าไร ขี่ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์นะครับอันนี้ บางครอบครัวจะบอกว่าสถานะทางเศรษฐกิจไม่ดี ไม่สามารถจะมีเงินซื้อรถยนต์ได้ อันนี้ก็จำเป็นต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ ผมว่ามาดูโอกาสเสี่ยง หรือสูญเสียต่อชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสนี่มันสูง ผมว่าเหตุผลอันนี้ก็ฟังไม่ขึ้นนะครับ
แล้วก็อีกประการที่เจอก็คือว่า เด็กวัยรุ่นขี่รถมอเตอร์ไซค์ ผมไม่ทราบว่า ตามกฎหมายอายุเท่าไร เด็กวัยรุ่นถ้าไม่มีใบอนุญาตและขี่มีความคึกคะนองนะครับอันนี้
แล้วก็อีกอันหนึ่ง รถมอเตอร์ไซค์สังเกตเยอะกลางคืน ไฟท้ายไม่มี ผมก็จะพูด กับคนที่นั่งไปด้วยกันว่า พวกรถมอเตอร์ไซค์พวกนี้ชีวิตมีค่าเท่ากับค่าหลอดไฟท้าย เพราะอาจจะโดนชนท้ายได้นะครับ หลอดไฟท้ายไม่มี รวมทั้งของต่างประเทศเขามีกฎหมาย กำหนดว่าในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์กลางคืนจะต้องมีเครื่องหมายสะท้อนแสงให้เห็นได้ชัด นะครับ
ในส่วนของรถยนต์นะครับ รถยนต์เท่าที่ผมประมวลได้ ก็คือเด็กยังอายุน้อย แล้วไปนั่งข้างหน้า เข็มขัดนิรภัยไม่สามารถจะป้องกันได้ ของต่างประเทศถ้าผมจำไม่ผิด เขากำหนดว่าถ้าอายุยังไม่ถึง ๑๒ ปี ห้ามนั่งหน้าเด็ดขาด ต้องไปนั่งหลัง ของประเทศไทยมีกฎหมายไหม แล้วก็ของประเทศไทยผมเจอเยอะนะครับ ประเภทคุณแม่ มีลูกทารกหรือ ๒ ขวบ ๓ ขวบ เป็นห่วงลูกเอามานั่งตักแล้วก็นั่งอยู่ข้างหน้าด้วย ถ้าเกิด อุบัติเหตุเด็กก็จะกระแทกกับกระจก ของต่างประเทศถ้าเด็กเล็กจะต้องใส่ในเบาะ โดยเฉพาะ เรียกว่าคาร์ซีต (Car seat) อันนี้ก็เจอเยอะนะครับ ในสังคมไทยแม่อุ้มลูกเล็กนั่งเบาะหน้าซ้าย ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าอันตราย
ต่อไปที่รวบรวมได้ก็มีการพูดถึงเรื่องวัตถุมงคลว่า วัตถุมงคลมันช่วยลด อุบัติเหตุหรือช่วยเพิ่มอุบัติเหตุ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดนะครับ ผมเห็นรถยนต์บางคัน มีการใช้วัตถุมงคล คือพระพุทธรูปองค์เล็กที่เป็นโลหะแล้วก็ติดกาวแล้วก็ตรงเศียรของพระ นี่แหลมมากแล้วก็วางอยู่บนแผงหน้าปัด และท่านคิดดูถ้าเกิดการชน ศีรษะตัวเองน่าจะไป กระแทกกับเศียรพระที่เป็นโลหะ หรือไม่พระที่ติดอยู่หลุดกระเด็นมาใส่หน้าผู้โดยสาร หรือคนขับขี่นะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องระมัดระวัง ถ้าท่านสังเกตนะครับ รถที่ผลิต จากประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเขาจะไม่ออกแบบให้แผงหน้าปัดนี่วาง สิ่งของได้เลย ท่านไปดูรถจากยุโรป บนแผงหน้าปัดนี่จะลาดลง แต่มีรถบางประเทศพยายาม เอาใจผู้ซื้อผู้บริโภคพยายามวางสิ่งของบนแผงหน้าปัดให้มากที่สุด ซึ่งอันนั้นในแง่ ความปลอดภัยถือว่าอันตราย
ในอีกเรื่องที่ผมเจอ อันนี้ไปเจอบังเอิญเคยไปดูนะครับ เกี่ยวกับสภาพรถ อันนี้ไม่ใช่บุคคล ในอู่ต่อรถบัส (Bus) นะครับบางอู่ เวลาเบาะเก้าอี้ที่นั่งรถบัส (Bus) ผมเห็น การยึดกับโครงตัวถังยึดไม่มั่นคงแน่นหนาก็เลยเห็นนะครับ รถบัส (Bus) เวลาเกิดอุบัติเหตุนี่ ตายมาเพราะอะไรครับ ที่ยึดขาเก้าอี้มันหลุดทำให้กระแทกกัน คนนั่งหน้าสุดนี่จะตาย เพราะเวลาชนกันเก้าอี้มันจะหลุดหมด แล้วจากหลังนี่มันจะดันไปข้างหน้า อันนี้ก็เป็นสาเหตุ หนึ่งที่คิดว่า เวลามีรถบัส (Bus) เกิดอุบัติเหตุนี่จากขายึดตัวเก้าอี้ไม่มั่นคง แล้วก็ผมไม่ทราบ ในรายงานนี้มีหรือไม่นะครับ ในเรื่องรถสองชั้นของต่างประเทศอย่างประเทศอังกฤษนี่ เขามีความจำเป็น แล้วก็ต่ออย่างมั่นคง การทรงตัวเขาดี แต่ของประเทศไทยชั้นล่างไว้ เก็บของ หรือว่าไม่ทราบนั่งเล่นไพ่กันนะครับ อันนี้ก็ไม่ทราบผิดวัตถุประสงค์หรือเปล่า แล้วก็รถมันสูงมากเลย การทรงตัวก็ไม่ดี ถ้าต่อไม่มีมาตรฐานโอกาสเกิดอุบัติเหตุจะสูงมาก
ในข้อเสนอแนะนะครับ ผมดูแล้วท่านก็คงมีในรายงานเรื่องการฝึกอบรม ให้ความรู้แล้วก็จิตสำนึก แต่ผมดูผมขออนุญาตเสนอ ๒ เรื่อง บางเรื่องหลายท่านได้กล่าวไปแล้ว การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะต้องใช้ตัวชี้วัดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับว่า เช่น ตอนนี้ท่านจะเจอบ่อย รถมอเตอร์ไซค์ฝ่าฝืนไฟแดง ในอดีตผมเห็นนะครับ เขาจะฝ่าฝืน ไฟเหลืองช่วงจะเป็นไฟแดง แต่ตอนนี้ถ้าท่านไปตามสี่แยกท่านจะเจอรถมอเตอร์ไซค์ฝ่าฝืน ตอนไฟแดงนาน ๆ อันนี้เพราะอะไรครับ การปล่อยปละละเลยไม่บังคับใช้กฎหมายในเรื่องที่ เห็นว่าเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องชินชาแล้วปล่อยไปก็จะเป็นอันตราย ก็ขอเสนอว่า ในการบังคับใช้กฎหมายนั้นควรจะมีตัวชี้วัดกำหนดชัดเจนว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย เช่น เจอมีการขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัยหรือสวมแล้วหมวกนิรภัยไม่เป็นตามที่ กฎหมายกำหนดก็จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างจริงจัง
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ไม่ใช่บังคับใช้กฎหมาย ขออนุญาตเสนอการใช้มาตรการ ทางกฎหมาย เช่น ลองพิจารณานะครับ เป็นไปได้ไหมว่าหากขี่รถมอเตอร์ไซค์ไม่สวม หมวกนิรภัยหรือสวมแล้วไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เกิดอุบัติเหตุมาไม่ได้รับค่าสินไหม ทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ผมมองว่าการใช้ มาตรการทางกฎหมายจะทำให้คนเกรงกลัวมากกว่าเดิม รวมทั้งแก้ไขกฎหมายนะครับ ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา ๑๒๑ พูดถึงขี่รถมอเตอร์ไซค์ แล้วก็พูดถึงการใช้ หมวกนิรภัย แต่ผมไปดูในมาตรา ๑๔๘ โทษฝ่าฝืนปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรืออย่างมากปรับ ไม่เกินหนึ่งพันบาท อันนี้ก็โทษจะน้อยไปนะครับ
ประการสุดท้ายนะครับ ผมไม่ทราบเนื่องจากรายงานฉบับนี้ค่อนข้างหนา ไม่แน่ใจว่าอ่านหมดหรือเปล่า ขออนุญาตเสนอว่าคณะกรรมาธิการน่าจะเชิญผู้แทน จากสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาสอบถามว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไรไหม ในการที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุหนึ่ง ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ท่านอาจจะได้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ ที่จะทำให้รายงานฉบับนี้ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตเลขาธิการแพทยสภานะคะ เรียนเชิญค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ครับ ผมดูองค์ประกอบ ดูรายชื่อแล้วก็มีความมั่นใจ โดยเฉพาะใน แวดวงสุขภาพซึ่งมีคุณหมออยู่ ๒ ท่านที่มีองค์ความรู้แล้วก็จับเรื่องนี้มานานนะครับ คุณหมอธนะพงศ์ จินวงษ์ กับคุณหมอแท้จริง ศิริพานิช และผมก็เชื่อว่าองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ท่านประธานนิกรคัดเลือกมาก็น่าจะเป็นผู้รู้ที่แท้จริงเช่นกัน ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าเอกสาร ชุดนี้กับการนำเสนอที่ผมได้ฟังเกือบตลอดนะครับ ที่บอกว่าเกือบตลอดก็เพราะว่า บางช่วงเวลาต้องวิ่งไปประชุมคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยเพื่อนวัตกรรมเมื่อตอนช่วงเช้านะครับ แต่ว่าฟังเกือบตลอดก็ได้ ข้อสรุปนะครับซึ่งสอดคล้อง ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีชิดชัย ที่นั่งใกล้กับผมนี่ครับ ท่านมีประสบการณ์ว่า เอกสารที่นำเสนอเป็นเอกสารที่ครอบคลุม และครบถ้วน ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษในคำ ๓ คำ เพื่อความชัดเจน นะครับ คือมีลักษณะโฮลิสติก (Holistic) คือมีลักษณะองค์รวมนะครับไม่ได้แยกส่วน มีลักษณะคอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) คือมีความครอบคลุม แล้วก็มีลักษณะ ที่ผสมผสาน มีอินทิเกรชัน (Integration) คือเอกสารที่มีลักษณะอย่างนี้หาได้ไม่ง่ายนักนะครับ ผมเข้าใจว่าเป็นการสังเคราะห์จากความรู้จริงที่จากการปฏิบัติการ แล้วเอกสารทำนองนี้ สถาบันวิชาการต่าง ๆ ควรจะนำไปเรียนรู้ เพราะดีกว่า ขอประทานโทษนะครับ การสังเคราะห์จากบริบทที่เป็นจริงนั่นคือความรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่จบจากต่างประเทศ หรือว่า ไปเอาของต่างประเทศเขามานะครับ ไม่ได้หมายความว่าเอาจากของต่างประเทศไม่ดีนะครับ แต่ว่านี่เป็นกรณีตัวอย่างที่ผมคิดว่าน่าชื่นชม ผมฟังดูมีอยู่หลายเรื่องด้วยกันนะครับ ผมคงจะ ไม่มีเวลาพูดขอหยิบเป็นบางเรื่อง ขอบคุณที่เน้นเรื่องระบบการเสนอเชิงระบบ ขอบคุณ ที่มีการเสนอเชิงยุทธศาสตร์ แล้วก็ไม่ได้เน้นที่จะไปบอกว่าให้รณรงค์ให้คนไทยมีสติทุกฝีก้าว แล้วทุกอย่างจะปลอดภัย ขอบคุณที่ไม่ได้บอกว่าขอให้คนไทยเป็นคนดีแล้วทุกอย่างจะดี อย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ว่าแม้กระนั้นก็ตาม ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ก็บอกให้ปลูกฝังคน ทั้งสังคม ไม่ว่าจะเป็นท่าน สปท. ถวิลวดี หรือว่า สปท. กอบกุล อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ คือตั้งแต่เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็ก แล้วก็รวมสังคมทั้งสังคม แต่ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องระยะยาว ขณะนี้เราอยู่ในบริบทของสังคมไทยที่เป็นระบบความปลอดภัยทางถนนที่ไม่ปลอดภัยครับ ถ้าเอาคนไทยไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรก็คงไม่ได้มากกว่า คนญี่ปุ่นเท่าไร เพราะระบบเขาปลอดภัย ในทางกลับกันถ้าเอาคนญี่ปุ่นมาอยู่เมืองไทย อัตราการตายเสียชีวิตบนท้องถิ่นนี่ก็คงไม่ได้ลดลงเท่าไร แม้ว่าคนญี่ปุ่นจะมีวินัยมาก เพราะฉะนั้นการเสนอแก้ปัญหาเชิงระบบหรือเชิงยุทธศาสตร์เป็นหัวใจครับ เรายังไม่มี ระบบรางทั่วประเทศเหมือนญี่ปุ่นที่เรารู้จักกันว่าชินคันเซ็น (Shinkansen) ที่มีเกือบ ๓,๐๐๐ กิโลเมตร ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด ประมาณ ๒,๗๖๔ กิโลเมตรนะครับ ตอนที่เขา ดำเนินการมาได้ ๔๐ ปี ตอนนี้เขาดำเนินการมาได้ประมาณ ๔๒ ปี เขาสรุปบทเรียนว่า ผู้โดยสารไม่มีใครเสียชีวิตจากการโดยสารระบบรางทั่วประเทศเลย ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม คงทราบดี ท่านอยู่ประเทศญี่ปุ่นนาน มีอุบัติเหตุครั้งเดียวครับ ตอนแผ่นดินไหว รถไฟตกราง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต มีบาดเจ็บบ้างเวลาเดินก้าวเข้าไปแล้วประตูมันปิดแล้วก็งับ อะไรอย่างนี้นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ความปลอดภัยสูง ที่ผมบอกว่าถ้าเอาคนไทยกลับไป ประเทศญี่ปุ่นอัตราตายก็คงไม่ได้มาก เพราะฉะนั้นการไม่เน้นไปโทษที่คนไทยอย่างโน้น อย่างนี้เป็นการเสนอเชิงระบบและเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ ผมอยากจะ เรียนอย่างนี้ครับว่าข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์หรือการบังคับใช้กฎหมายหรือการเปลี่ยน พฤติกรรมให้นึกถึงอย่างนี้ครับ บริษัทธุรกิจเอกชนใหญ่ ๆ แม้แต่อยู่ในประเทศไทยที่ระบบ ความปลอดภัยไม่ค่อยดีเท่าไรนี่ครับ เขายังจัดระบบของเขาให้ปลอดภัยได้ เขามีระบบ การตรวจสอบความเร็วในรถติดตั้งไว้เลย เขามีไกด์ไลน์ (Guideline) ให้คนขับรถต้องปฏิบัติ ๑ ๒ ๓ เขาตรวจสอบได้หมดครับ เพราะว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุความเร็วกว่าปกติที่กำหนดไว้ เขารู้หมด แล้วนำไปสู่การขาดทุน นำไปสู่หายนะของบริษัท เพราะฉะนั้นมีคนรับผิดชอบ มีคนเดือดร้อน มีคนที่จะต้องดูแล สมัยผมอยู่โรงพยาบาลชุมชนผมใช้วิธีแบบเชย ๆ ครับ ล้าสมัยมาก แล้วไม่ได้มีความรู้ครับ เพียงแต่กำหนดว่าคนขับรถเวลาไปส่งผู้ป่วยห้ามขับเกิน ๘๐ กิโลเมตร แต่ว่าจะทำอย่างไรให้คนขับรถเชื่อ แน่นอนครับ ห้ามดื่มสุรา ห้ามดื่มอะไร นั่นเป็นข้อห้ามที่เด็ดขาด ก็ต้องมีพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลนั่งประกบไปด้วยเป็นการเฝ้า ระวังและตรวจสอบ แล้วก็เป็นทิศทางของโรงพยาบาล ไม่เคยมีอุบัติเหตุนะครับ ทีนี้เรามาดู ภาพของสังคมไทยทั้งระบบ เราจะวางระบบให้เกิดสิ่งที่บริษัทธุรกิจเขาทำได้อย่างไร อันนี้ เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยนะครับ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นผมจะพูดเพียง ๓ ประเด็น ๔ ประเด็น หลายอย่างที่ผมไม่สามารถพูดได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายได้ลงรายละเอียด พอสมควรแล้ว ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ ผมอาจจะมีคำถามบ้าง ตั้งข้อสังเกตบ้าง ระบบ การตรวจสอบแอลกอฮอล์ในเวลาตรวจลมหายใจนี่ครับ ผมทราบว่าไม่ได้ตรวจทุกคนครับ ทำอย่างไรบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจทุกคนและบันทึก สำคัญที่ต้องบันทึก ไม่บันทึกไม่ได้ ถ้าไม่บันทึกแสดงว่ามีปัญหา ระบบตรวจจับความเร็วนี่ผมทราบว่าก็ยังมีน้อย ทั้ง ๒ ระบบนี่ครับ แอลกอฮอล์กับความเร็วนี่ผมเคยอ่านงานวิจัยที่ออสเตรเลีย ถ้าผิดเดี๋ยว คุณหมอธนะพงศ์ก็คงแก้ได้นะครับ เขาบอกว่าจะต้องมีจุดตรวจไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วคนขับขี่ คนขับรถอะไรต่าง ๆ เขาจะมีความรู้สึกว่ามีตรวจทุกจุด เพราะฉะนั้นเมื่อคน มีความรู้สึกว่าโดนจับความเร็วทุกจุด ตรวจจับแอลกอฮอล์ทุกจุด คนก็ไม่กล้าที่จะทำผิดนะครับ เพราะว่าไม่มีคนไหนไม่ว่าจะพฤติกรรมแย่อย่างไร สามารถกระทำความผิดอย่างหน้าตาเฉย ได้ต่อสาธารณะครับ อันนี้มันมีภาษิตฝรั่งนะครับว่า คนไม่สามารถที่จะเห็นแก่ตัวได้ต่อหน้า สาธารณะ แต่ผมเอามาปรับนะครับว่าถ้ามีสายตาทุกสายตาจ้องมองอยู่ประเด็นคำถามผม ก็คือว่า ในแผนยุทธศาสตร์เรามีข้อเสนอว่าให้จัดการติดตั้งระบบ ถ้างานวิจัยนี้ถูกต้องชัดเจน ให้ถึงระดับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ได้เมื่อไร แล้วมีข้อกำหนดตรงนี้หรือไม่นะครับ
ประเด็นถัดมา ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ มีอันหนึ่งที่มีข้อเสนอจาก ท่านประธานนิกร คือเซฟตีอายส์ (Safety eyes) มีคำพูดอันนี้มา แล้วก็ท่าน สปท. คุณหมอ เฉลิมชัย เครืองาม ได้พูดตรงใจผมมากเลย อันนี้เป็นการติดตั้งระบบเฝ้ามองในรถยนต์เท่าที่ ผมจำตัวเลขจากท่าน ๓๖ ล้านคัน ทำอย่างไรให้มีการติดตั้งได้ทุกคัน มีระบบภาษีจูงใจหรือ อะไรต่าง ๆ ตรงนี้จะมีการเฝ้าระวังอย่างขนานใหญ่เลย ไม่ใช่เฉพาะเฝ้าระวังเรื่องระบบ จราจรความปลอดภัย เรื่องการใช้สิทธิ ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ ที่เราเห็นลูกเศรษฐีทั้งหลายอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายที่หนีไม่รอดก็เพราะนี่ละครับ เซฟตีอายส์ (Safety eyes) จะเรียกว่าอะไรอายส์ (Eyes) ก็แล้วแต่ แต่ว่าคือมีระบบเฝ้าระวังตรวจสอบ ไม่เฉพาะระบบความปลอดภัยบนท้องถนน แต่เป็นเรื่องการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ทุกชนิด อันนั้นก็จะตามมาด้วย จะมีระบบจูงใจอย่างไร นี่คือระบบเฝ้าระวังตรวจสอบ
ระบบถัดมา คือระบบการมีส่วนร่วมของชุมชน สังคม ศาสตราจารย์ดุสิต ได้พูดย้ำหลายหนเรื่อง จปถ. ผมคิดว่าอันนี้ดีมาก ประสบการณ์ของกระทรวงสาธารณสุข ทำเรื่อง อสม. ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมนะครับ เพราะว่าเป็นข้อเสนอ เชิงระบบ และเข้าใจว่าคงมีอีกไม่กี่ท่านที่อภิปราย อสม. กระทรวงสาธารณสุขใช้ความอดทน ในการผลิตอาสาสมัคร จนตอนนี้มีกว่าล้านคนเศษแล้ว อย่างเป็นระบบต่อเนื่องกว่า ๓ ทศวรรษแล้ว ผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ของ อสม. ซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดานี่นะครับ ทำให้ระบบการให้ภูมิคุ้มกันวัคซีนครอบคลุมกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ โรคระบาดหยุด ทำให้เรารู้ว่า อัตราการโภชนาการที่บกพร่องมีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วสามารถแก้ปัญหาโภชนาการ บกพร่องได้เกือบหมดทั่วประเทศ แผ่นดินนี้อุดมสมบูรณ์มากไม่ควรจะบกพร่อง ทางโภชนาการ ไม่ควรจะขาดสารอาหาร
เรื่องวางแผนครอบครัว ตอนนี้ประเทศไทยทำได้เกินเป้า มีปัญหาผู้สูงอายุ มาแทน ทำให้เราอยู่ ๖๕ ล้านคน แล้วอย่างไรก็ไม่ถึง ๗๐ ล้านคน คนเกิดคนตายเท่ากัน ก็เพราะระบบสาธารณสุขมูลฐานหรืออาสาสมัครนี่ละครับ รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ แต่ว่า จปถ. นี่ จะทำอย่างไรถึงให้เป็นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ระบบการมีส่วนร่วมต่อมา คือเซฟตี อายส์ (Safety eyes) นั่นแหละครับว่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะเติมเต็มในเรื่องอื่น ๆ ที่มี ปัญหาอย่างไร ผมคิดว่าจะเป็นการไม่ต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ คนจิตอาสา เดี๋ยวนี้ไปดูใน โซเชียลมีเดีย (Social Media) เรื่องสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม ในที่สุดกลายเป็น อยู่ในสื่อกระแสหลัก และนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ถูกต้องได้
ระบบถัดมาคือ ระบบของการเพิ่มบทบาทอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากหลายท่านอภิปราย แต่ว่าประเด็นในเรื่องของบทบาท หน้าที่ที่ชัดเจน ประเด็นในเรื่องงบประมาณจัดสรร ประเด็นในเรื่องพัฒนากำลังคนตรงนี้ ท่านอาจจะคิดอยู่แล้ว เพราะว่าในการศึกษาระบาดวิทยาอุบัติเหตุเกิดสูงมากในถนนสายรอง ขณะที่ถนนสายหลักเรามีการตรวจสอบเยอะแยะ แอลกอฮอล์ดื่มกันมากในถนนสายรอง ทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาตรงนี้ ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ ๗ วันอันตราย อันที่จริงคงเป็นอย่างที่ สปท. เฉลิมชัย เครืองาม ท่านบอกนะครับว่า ๓๖๕ วันอันตราย แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ๗ วันอันตราย ก่อให้เกิดความสลดสังเวชใจ ทุกครั้ง ๓๕๐ คน ถึง ๔๐๐ คน เท่ากับเครื่องบิน จัมโบ้เจ็ต (Jumbo Jet) ตก ๑ ลำ เป็นข่าวไปทั่วโลก แต่ว่าของเรามันชินชาจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานวัยสำคัญต้องเสียชีวิตทุกครั้งไปเมื่อมีเทศกาล จะทำอย่างไร ให้บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มบทบาท งบประมาณ อำนาจหน้าที่มากขึ้น
ระบบสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมขออีกนิดหนึ่ง ระบบศาลจราจร ผมต้อง ขอบคุณท่าน สปท. สิทธิศักดิ์ ถ้าผมเอ่ยนามท่านผิดต้องกราบขอโทษด้วยที่สามารถอธิบาย ขั้นตอน กระบวนการวิธีการของศาลอย่างแจ่มชัด เพราะว่าทำมากับมือ ที่ผมบอกว่า สังเคราะห์จากความเป็นจริง พอผมสงสัยประเด็นหนึ่ง ฟังสักพักท่านพูด ท่านก็ตอบประเด็น ที่ผมสงสัย คือถ้าผมเป็นนักเรียนเรียนกับท่านนี่สอบก็ได้คะแนนดีครับ เพราะว่าสามารถรู้จุดว่าอะไร จะเกิด ผมคิดว่ากระบวนการนี้จะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นปัญหา และจะทำให้ ใบสั่งที่เกิดจากอภิสิทธิ์ชนลดลง และจะทำให้เจ้าหน้าที่ประพฤติมิชอบนี่ลดลงด้วย ด้วยระบบของศาลจราจร ท่านประธานนิกรและท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ ต้องขอบคุณมาก ที่ท่านได้ขับเคลื่อนแม้จะเป็นก้าวแรกนะครับ แต่เป็นก้าวแรกที่สำคัญและมั่นคง ผมเชื่อมั่น ว่าก้าวต่อไปจะเป็นขับเคลื่อนที่ทำให้ระบบความปลอดภัยบนท้องถนนลดอัตราการเสียชีวิต และจากการพิการของผู้คนบนแผ่นดินนี้ต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพรักทุกท่าน กระผม พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๓๙ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมนะครับที่ทางด้าน อนุกรรมาธิการได้ไปศึกษาเรื่องนี้มาถึงแม้ว่าจะ ๙๐ วัน แต่ก็มีครอบคลุมสิ่งพื้นฐานไป ผมเชื่อว่าดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นรายงานในการแก้ปัญหาการจราจรแบบครบระบบ รวมทั้ง มีการริเริ่มหลายสิ่งหลายอย่างที่จะมีเกิดขึ้นนะครับ สำหรับสิ่งที่ท่านนำเสนอที่ผมชื่นชม ก็คือได้พูดถึงโครงสร้าง พูดถึงระบบที่พึงจะมีในสังคมไทย แต่สิ่งที่ผมห่วงใยก็คือกลไกในการ ขับเคลื่อนในโครงสร้างนี้ ระบบนี้ให้เกิดผลอย่างไร สิ่งเหล่านี้ก็มีท่าน สปท. หลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายไปมากพอสมควรนะครับ เพราะว่าหลาย ๆ ท่านเราคงจะทราบสาเหตุว่าอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีการศึกษาวิจัย วิเคราะห์มาเยอะมาก เกิดจากความเร็วทั้งถนน ในเมืองและถนนนอกเมือง เกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้รถผู้ใช้ถนน ไม่ว่าจะดื่มแล้วขับ หรือหลับใน รวมทั้งยานพาหนะที่นำไปก่อให้เกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งผู้ขับขี่ไม่มีวินัยในเรื่อง กฎจราจรพวกเหล่านี้ อันนี้เป็นโจทย์ที่เราจะดักทางแก้ปัญหาได้อย่างไร อย่างคุณหมอชูชัย ก็อภิปรายไปแล้วว่าเราจะเฝ้าระวังไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ ผมเองก็มี ความคิดเห็นเพิ่มเติม
อันแรกที่สุดก็คือที่ท่านพูดไว้บ้างพอสมควรก็คือการนำวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีมาช่วยในการบังคับใช้กฎหมายผมว่ามีส่วนสำคัญมากนะครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเราติดกล้องหน้ารถหลังรถ ตอนนี้ก็เป็นที่นิยมกันมาก เพราะนอกจากจะช่วยเป็นพยาน ให้กับตนเองหรือช่วยเป็นพยานให้คนอื่นที่ขับอยู่ข้างหน้ามีพยานฟ้องด้วยภาพ อันนี้ก็เป็นสิ่ง หนึ่งที่เป็นพยานหลักฐาน แต่จริง ๆ แล้วมันมีมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นเรื่องกล้องเป็นเรื่องที่ เราต้องส่งเสริม ทำอย่างไรถึงจะให้มีโดยแพร่หลาย มันป้องกันได้ในทุก ๆ เรื่อง รวมทั้ง อาชญากรรมอื่น ๆ ที่เกิดบนท้องถนนด้วยครับ นอกจากนั้นแล้วถ้าเผื่อเราไปดูถึงตัวเคพีไอ (KPI) ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมที่ได้เสนอ สปท. ไปแล้ว ได้เอาหลักการของยูเอ็น (UN) ที่กำหนดไว้ในกระบวนการ ยุติธรรม ไม่ว่าตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ ซึ่งสหประชาชาติกำหนดไว้นะครับมีแบ่งเป็นกรุปปิง (Grouping) เป็น ๔ ประเด็นหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นแรกก็คือประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ตัวสุดท้ายก็คือสมรรถภาพ ของหน่วยงาน เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพนี่คือเราต้องการผลผลิตและผลลัพธ์ แต่สมรรถภาพ นี่เราพูดถึงหน่วยงานที่ปฏิบัติหรือขับเคลื่อนในเรื่องนี้นะครับ ซึ่งในตัวชี้เขาก็มองว่า ความพร้อมทางด้านอุปกรณ์มีไหม อย่างที่ประเทศญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต ท่านก็พูดชัดเจนว่า ในการเฝ้าระวังเรื่องความเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด ในประเทศไทยเรา เรามีเทคโนโลยีเหล่านี้ให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือยังหรือความพร้อม ของบุคลากรในด้านนี้มีหรือยัง ประสิทธิภาพในการบริหารของหน่วยงานนี้มีหรือยัง เพราะฉะนั้นผมถึงได้ตั้งข้อสังเกตว่าในการขับเคลื่อนนั้น หน่วยงานสำคัญที่สุดนะครับ ที่เราจะต้องลงไปดูพอสมควรนะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สัมฤทธิผลนะครับ
ตัวที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดถึงเรื่องการสร้างความคุ้ม ที่ท่านได้พูดถึงภูมิคุ้มกัน ต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ก็คือตัววินัยนั่นละครับ วินัยนี่สำคัญนะครับ มันจะต่อเนื่องกับเรื่องเทคโนโลยีหรือดิจิทัล (Digital) นี่ครับ ซึ่งในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมนี่เราก็เคยคิดกันไว้ว่า เราจะมีดิจิทัล คอมมูนิตี วอตช์ด็อก (Digital Community Watchdog) ดีซี วอตช์ด็อก (DC Watchdog) คือเราจะเอาเครื่องไม้ เครื่องมือทางด้านดิจิทัล (Digital) มาเป็นตามองเหมือนที่ท่านบอกว่า ตาวิเศษ หรือตาอะไรทั้งหลาย มาจับดูการกระทำที่ไม่เหมาะสม การกระทำที่ไม่ดีงามทั้งหลาย รวมทั้งการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายจราจร กฎหมายทุกประเภท ในบ้านเมือง ถ้าเผื่อเรามีตาอย่างนี้ มีดิจิทัล วอตช์ด็อก (Digital Watchdog) นี่มันก็จะช่วย ในการสร้างวินัยว่า คนในสังคมก็จะระมัดระวังตัวขึ้นในการทำ มันจะเป็นการลดในเรื่องการใช้ เอกสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษนะครับ สิ่งเหล่านี้มันก็จะทำให้ดีขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นตัวเหล่านี้ เป็นตัวหนึ่งซึ่งผมถึงอยากจะเห็นเรื่องการศึกษาให้ความรู้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องมีการติดตามนะครับ เพราะฉะนั้นเราเองเราคงจะต้องใช้หลักในการที่ดีว่า เราเอง เราคงไม่ไว้วางใจกันมากนัก เราคงจะต้องมีตาทางด้านดิจิทัล (Digital) มาช่วยกันจับ สักหน่อยหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็ควรจะมีหน่วยงานกลางอย่างที่ท่านเสนอไว้ถูกต้อง แล้วละครับ ว่าสำหรับรับเรื่องราวเหล่านั้น ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าในทีวี (TV) ช่องต่าง ๆ ในโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ จะมีเกือบทุกช่องที่จะมีคลิป (Clip) ภาพต่าง ๆ เข้ามา และคลิป (Clip) เหล่านั้นฟ้อง เข้ามามันก็มีผลในทางการบังคับใช้กฎหมาย มีผลต่อในการแก้ไขปัญหาของ ส่วนราชการที่ลงไปแก้ไขนะครับ ถ้าเผื่อเราสามารถทำดีซี วอชด็อก (DC Watchdog) ไปทุกเรื่อง ไม่ว่ารุกป่า รุกแม่น้ำลำคลอง หรือแม้กระทั่งปล่อยน้ำเสีย หรืออะไรทั้งหลาย เหล่านั้น เราสามารถที่จะทำได้ บ้านเมืองนี้ก็จะน่าอยู่ขึ้น ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างอยู่ ถ้าเผื่อเรา ไปดูประเทศที่เจริญแล้วนะครับ เขาใช้สิ่งเหล่านี้เยอะมากนะครับ โดยเฉพาะในการป้องกัน อาชญากรรมก็ดี ในการป้องกันความสงบก็ดี ในการก่อการร้ายก็ดี หรือในการประพฤติ ปฏิบัติของประชาชนก็ดี ตัวเหล่านี้สามารถที่จะควบคุมได้ ทำให้ประชาชนระวังเพราะมีคน เฝ้าอยู่ โดยเฉพาะผมเชื่อว่าคนที่มีอิทธิพลหรือที่มีบารมีคิดว่ายิ่งใหญ่คงจะต้องระมัดระวัง เพราะว่าถูกจับด้วยกล้องอยู่แล้ว ตัวเหล่านี้มันก็จะทำให้สังคมเราดีขึ้นนะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมเองอยากจะพูดถึงก็คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิตท่านก็ได้พูดมาหลายครั้งว่าที่ประเทศญี่ปุ่นมีตัวนี้มาก ท่านได้เสนอว่าเจ้าหน้าที่ปลอดภัยประจำถนนหรือ ปจถ. นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ ต้องมีนะครับ เพื่อให้พื้นที่เขา ชุมชนของเขามีความปลอดภัย ตัวนี้สำคัญที่สุด ทำไมเราถึงจะได้ปลูกจิต วิญญาณเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ ถึงเวลาที่เราจะต้องเริ่มต้นกันนะครับ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมเองเป็นห่วงในเรื่องว่าเมื่อเรามีโครงสร้าง มีระบบงานที่ดีแล้วเราจะ นำไปสู่การขับเคลื่อนการบังคับใช้ที่ดีได้อย่างไร ตัวเหล่านี้เป็นตัวที่ผมมีความห่วงใย และในรายละเอียดผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเราหลาย ๆ รุ่น ไม่ว่าจะรุ่นตั้งแต่เกษียณ ไปแล้วหรือรุ่นปัจจุบันนี้ก็ไปดูงานต่างประเทศ ผมเชื่อว่ามีรูปแบบที่ดี ๆ ในหลาย ๆ ประเทศ ที่เราสามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเมืองเรานะครับ ผมก็มีข้อสังเกตเพียงแค่นี้ครับ ขอขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะท่านคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านสุดท้าย นะคะ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ
ท่านครับ ท่านกรรมาธิการชุดนี้มีพี่ ๆ ท่านสดุดี ไปเยอะแล้ว ผมไม่ต้องสดุดี หนาปึ๊กเลยเมื่อคืนผมไปนอนอ่านที่จังหวัดกระบี่ รีบกลับมา ร่วมสดุดีด้วย ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมฟังตั้งแต่อยู่ในรถไปจนถึงปัจจุบันนี้นะครับ แล้วก็พูดถึงเฉพาะเรื่องของผู้ขับขี่รถเท่านั้นเลยว่าขาดวินัยร้อยแปดจิปาถะ ผมอยากจะให้ เห็นภาพอีกภาพหนึ่งว่าผมกำลังพูดถึงรถที่ไม่ใช่มีล้อเดียว ต้องมี ๔ ล้อ นั่นคือคนขับรถ รถ ถนน และไฟจราจร รูปแรกเชิญครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
นี่คือรถตำรวจทางหลวง คนที่ขับขี่รถไปต่างจังหวัด และไม่เคยเห็นรถนี้และไม่รู้ว่ารถนี้คืออะไรนะครับ ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นนักขับรถที่ดี
ต่อไปครับ ท่านเห็นไหมครับ ท่านอยากให้เกิดอย่างนี้กับตัวท่าน อยากให้เกิด กับลูกหลาน เพื่อนฝูงท่านไหม นี่ยับ ยู่ ยี่ ย่น รูปเดียวในเป็นหมื่น ๆ รูปถ้าจะเอามาต้องพูด กันวันหนึ่งนี่ไม่ต้องพูดนะครับว่าคนตายเท่าไร
รูปต่อไปครับ คนที่อำนวยความสะดวกทำให้กฎเกณฑ์จราจรเป็นไปตามปกติสุข นี่นะครับ คือตำรวจทางหลวง จริง ๆ กฎหมายจราจรมีไว้มันครบถ้วนกระบวนความแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่ค่อยปฏิบัติตาม กฎหมายจราจรมีไว้สำหรับคุ้มครองผู้บริโภค การขับรถยนต์ และการใช้ถนน แต่เราก็ไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามก็เกิดปีหนึ่งตายกันเป็นร้อยเป็นพันต่อไปครับ
นี่คือตำรวจจราจรที่อยู่แถว ๆ เลยรัฐสภาไปหน่อยท่านดูสิครับ ในกรุงเทพมหานคร ตำรวจจราจรนี่นะครับเป็นโรคเกี่ยวกับปอดเยอะมาก เช้าสายบ่ายเย็น ฝนตกอยู่บนท้องถนนอำนวยความสะดวกให้ท่านนะครับ เราก็ยังไม่ได้พูดถึง เดี๋ยวผม จะพูดถึงนะครับ ทำงาน ๒๔ ชั่วโมงนะครับ ทั้งจราจรทางหลวง และจราจรใน กรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ ๆ ที่มีรถวิ่งก็จะมีตำรวจจราจร ภาพต่อไปครับ
นี่คือกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบก พูดถึงว่ารถบรรทุกต้องเป็น อย่างไร รถส่วนบุคคลต้องเป็นอย่างไร รถสาธารณะเป็นอย่างไร ต้องตรวจสภาพเป็นอย่างไร รายละเอียดไม่ต้องพูดถึงถ้าท่านต้องการเดี๋ยวผมจะหามาให้ท่านกรรมาธิการเพิ่มเติมนะครับ เชิญต่อไปครับ
อันนี้ผมหาใบขับขี่ของคนอื่นไม่ได้ ผมก็ไปค้นในกระเป๋าผมเดี๋ยวนี้มี ใบขับขี่ นี่นะครับ การจะได้ใบขับขี่มานี่ต้องอบรมอย่างเข้มงวดก่อนจะได้ใบขับขี่ และต้องมีการยึด เมื่อทำความผิดนะครับ ต่อไปครับ
นี่ตัวอย่างของอะไรครับ ตัวอย่างของวิศวกรรมจราจร วิศวกรรมจราจร นี่เรียนในมหาวิทยาลัยนะครับ ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งก็จบวิศวะแต่ไม่ใช่วิศวกรรมจราจร ท่านจบวิศวะไฟฟ้า เขาบอกเลยว่าการบด อัด ทับ แอสฟัลต์ (Asphalt) นี่นะครับต้องอยู่ที่ ๑๒๐ องศาเซลเซียส ถึง ๑๕๐ องศาเซลเซียส แต่ว่าพอนายสั่งบอกตรงนี้มันหลุม ฝนตก ๆ ไปเท ๆ ป้าบ ผมเห็นเลยนะครับ เทปั๊บบดปุ๊บ ควันร้อนไอขึ้นเลยนะครับ วันต่อมาพอแดดออกล่อน เราไม่ได้ใส่ใจอย่างไรครับเรื่องของวิศวกรรมจราจร แล้วเราก็พูด ถึงเรื่องคนนั้นขับรถไม่ดีร้อยแปดจิปาถะ ผมจะฉายให้ท่านภายใน ๑๐ นาทีให้เห็นว่าจะทำ อย่างไรถึงจะขับรถให้มันครบสี่ล้อ คน รถ ถนน และสัญญาณไฟ
นี่ภาพต่อไปครับ ท่านอยากเห็นภาพอย่างนี้แถว ๆ บ้านท่านไหม หรือ ญาติพี่น้องท่านที่อยู่ต่างจังหวัด อันนี้ก็เป็นสาเหตุของการทำให้เกิดอุบัติเหตุ ถ้ามันเป็นอย่างนี้ ทั้งปีทั้งชาติเขาเรียกว่าโลกพระจันทร์ก็ไม่มีปัญหาคนจะระวัง
แต่ภาพต่อไปครับอันนี้ตายมาเยอะแล้ว พอไฮเวย์ (Highway) หรือ มอเตอร์เวย์ (Motorway) หรืออะไรก็ตามใจ ใครรับผิดชอบก็ขออภัยนะครับ พอมีหลุมมีบ่อ ฝนตกนะครับ พอมีบ่อหนึ่งนี่ท่านไม่รีบไปกลบ อะไรเกิดขึ้นครับ พอขับมาอย่างเร็ว ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เบรกกะทันหันหรือหลบกะทันหันเป็นอย่างไรครับ มีการตาย ท่านต้องรีบอัดบดอัดให้อยู่ในสภาพไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบ่อเดียวนี่นะครับ อยู่ในเส้นทางใหญ่ ๆ อันตรายเกิดมาเยอะแล้วครับ
ต่อไปครับ นี่ก็คือวิศวกรรมจราจรและการตีเส้นจราจร เราก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจว่า อันนี้ให้เลี้ยว อันนี้ไม่ให้เลี้ยวร้อยแปดจิปาถะ แล้วเราก็ไปโทษคนที่ผมฟังมาตั้งแต่เช้านี้ คือเราโทษคนหมดนะครับ อันนี้เป็นหน้าที่ใคร ใน สปท. นี้ก็มีอดีตอธิบดีกรมทางหลวงท่านหนึ่ง และในชุดนี้ใน ๕๐ ท่านที่อยู่นี่ผมนับแล้ว ๕๐ ชีวิตที่มาร่วมทำกันนี่นะครับ ด้วยความมุ่งมั่น นี่นะครับก็มีอธิบดีกรมทางหลวงปัจจุบันอยู่ อันนี้ก็ต้องทำครับ อันนี้เป็นวิศวกรรมจราจร อย่างหนึ่งต้องตีเส้นให้มันชัดเจนว่าซ้ายขวาหน้าหลังอย่างไรนะครับ ถ้าตีแล้วเขายังทำผิด คิดร้ายก็ต้องจัดการกัน แต่ถ้าไม่ตีให้มันเรียบร้อยแล้วก็เขาทำผิดก็ไปบอกเขาว่าเอ็งซุ่มซ่าม ผมก็ว่ามันเกินเลยไป
ภาพต่อไปครับ เห็นไหมนี่เจ้าหน้าที่ของกรมทางหลวงแผ่นดิน กรมทางหลวง ชนบท กทม. เทศบาลใหญ่ ๆ เสี่ยงภัย ตีเส้นให้ท่าน เส้นที่ว่ามันมีลาย ๆ คาด ๆ คือเกาะนะ ห้ามข้ามนะ ผมเคยได้รับใบสั่งใบหนึ่งเขาเรียกขับรถหวัดข้ามตรงนี้ เขาบอกข้ามเกาะ แต่จริง ๆ มันไม่มีเกาะ นี่คือเกาะนะครับ
ต่อไปครับ นี่ครับ ไฟดับไม่ดับท่านก็ไม่ดูนะครับ ไฟริบหรี่ยุบยิบ ๆ ก็ไม่ดู มันก็เกิดอุบัติเหตุได้
ต่อไปครับ รถติดก็ต้องแซงซ้ายแซงขวา แซงหน้าแซงหลัง และที่ร้ายที่สุดคือ รถมอเตอร์ไซค์นี่ครับ ท่านตำรวจที่เคารพถ้าฟังผมอยู่นะครับ รถเก๋งผมเห็นเลยกับตาเลย กำลังจะเลี้ยวซ้ายเปิดไฟเลี้ยวมาไม่น้อยกว่า ๒๐ เมตร จะเลี้ยวซ้ายรถมอเตอร์ไซค์มันแซงซ้าย มาป้าบ เขาก็ไม่ทันเห็นมันมาเร็วก็เกิดปัญหารถติด รถมอเตอร์ไซค์เดี้ยง ลงไปดิ้น ๆ คนก็บอกรถเก๋งคันนี้นี่โอ้โฮไม่มีมารยาทเลยคนขี่มอเตอร์ไซค์ก็ไม่ดูแล เหมือนกับไม่สนใจ คนยากไร้ อ้าวไปโน่น
ต่อไปครับนี่ก็เหมือนกัน ทางแยก ทางร่วม เห็นไหมครับ ต้องมีไฟจราจร มีตีเส้นหรือเปล่า มันแยกอย่างไร ออกซ้ายออกขวาให้ชัดเจนก่อนที่จะโทษคน
ต่อไปครับ นี่ครับข้อสุดท้ายผมไม่ต้องถึง ๑๐ นาทีเลยรับรองได้ท่านประธาน ที่เคารพครับ ข้อเสนอผมนะครับ
ข้อที่ ๑ จะต้องมีการปฏิรูป เรื่องนี้ฝากท่านประธานที่ผมเคารพนะครับ ประธานกรรมาธิการไปด้วยนะครับ ต้องมีการปฏิรูปความปลอดภัยบนถนนให้มันครบวงจร ตั้งแต่คนใช้รถ มีใบขับขี่ซื้อมาหรือเปล่า พกใบขับขี่ไหมหรือว่าใบขับขี่ไม่ต้องพกเพราะลืม ไปแล้วว่ากฎจราจรเป็นอย่างไร รถอยู่ในสภาพพร้อมใช้ไหม เคยดูไหมว่าเวลาปัดไฟซ้าย ไฟมันกระพริบไหม ปัดไฟขวามันกระพริบไหม หลายคนก็ไม่ได้ดูนั่งรถ โอ้โฮราคา ๑๐ ล้านบาท แต่ไม่เคยได้ดูนะครับ สัญญาณต่าง ๆ บนถนน ไม่ว่าจะอยู่บนถนน ข้างทางให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ทางนี้ทางตันร้อยแปดจิปาถะ ได้ตรวจสอบกันไหมเป็นหน้าที่ของใคร ตั้งแต่ กรมใหญ่ ๆ ไปจนถึงเทศบาล อปท. ทั้งหลายนะครับ ไฟจราจร
๒. จะต้องให้ส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนถนนทำงาน สัมพันธ์กันและให้สมบูรณ์ ต้องให้สมบูรณ์นะครับ หมายถึงว่าหน้าที่ตามระเบียบกฎหมาย นะครับ ยังไม่ต้องพูดถึงการใส่ใจประชาชน การบริการจิตอาสานะครับ ต้องให้มันครบถ้วน กระบวนความ
๓. การออกใบขับขี่จะต้องอบรมเข้ม มีการสอบเข้ม ไม่ว่าลูกท่านหลานเธอ อย่างไรก็ต้องให้เข้มนะครับ
๔. การกระทำความผิดในกรณีร้ายแรง เช่น การฝ่าสัญญาณไฟแดง จะต้องมี การลงโทษอย่างแรง เร็ว และยึดใบขับขี่สักอย่างน้อย ๑ ปี เพื่อให้เข็ดหลาบ ผมเคยเห็น กลางสี่แยกมาแล้วครับ ตรงหน้ากรมทางหลวง ตรงโรงพยาบาลสงฆ์นี่ครับ มันฝ่าไฟแดงมา ผมจอดอยู่อีกคันหนึ่งออกไปพอได้ไฟเขียวมันชนกันสี่แยกเลยครับ สุดยอดตอนเช้ามืด วันหนึ่งนะครับ
สุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการที่เคารพว่า การจะแก้ไขปัญหาปลายเหตุประการเดียวหลายคนก็พูดไปแล้วว่ามันต้องสร้างวินัยให้กับ คนในชาติตั้งแต่เกิด พอออกจากท้องแม่แล้วเอ็งต้องร้อง ต้องร้อง ไม่ใช่เอ็งอึ๊ด อึ๊ด อึ๊ดนะครับ เดี๋ยวอีกครึ่งนาทีครับ ท่านประธานอนุญาตนะครับ ต้องสร้างวินัยให้กับคนในชาติตั้งแต่ ก่อนเกิดไปจนถึงเชิงตะกอนอย่างที่ผมอภิปรายเมื่อวาน ผมอยากทิ้งท้ายด้วยประโยค ๒ ประโยค ก็คือ ๑. วินัยสร้างคน คนจึงจะสร้างชาติได้ดี ๒. วินัยจราจรนี่นะครับ ท่านครับ มันสะท้อนถึงวินัยชาติ เท็จจริงไม่รู้ ผมไปเอามาจากตำรา แล้วก็คิดว่าตัวผมก็ไม่ได้พ้นบ่วงนี้ครับ ก็ฝากท่านกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามขอชื่นชมและเห็นว่าสำหรับส่วนตัวผมนะ เรื่องนี้ ต้องสนับสนุนให้ท่วมท้นในที่ประชุมแห่งนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ อภิปรายกันมาพอสมควรแล้วนะคะ ขอเรียนเชิญท่านประธาน กรรมาธิการตอบข้อชี้แจง ข้อซักถามของคณะสมาชิกค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิกร จำนง นะครับ ประธานกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ทางอนุทั้ง ๒ ท่าน นี่นะครับ ของเรากรรมาธิการวิสามัญ ขณะนี้เราเหลือเวลาอีกไม่มากนักนะครับ เพราะว่า เราจะต้องสลายตัวไป ผมเสนอว่า ๙๐ วัน และตอนนี้ก็นำเรียนว่าก็ยังมีอีกชุดหนึ่ง ที่จะเข้าตามหลังมาก็คือของท่านอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องการจราจรเมืองใหญ่นะครับ ซึ่งจะมาแก้ปัญหาด้วยจะตามหลังมาภายใน ๑๒๐ วันไม่เกินครับ ท่านประธานครับ การตอบ ผมเรียนว่าพวกเราทำงานนี้กันมาเอาจริงเอาจัง เราประชุมกัน ๒๒ ครั้งนะครับ สัปดาห์ละ ๒ วัน ๒ วัน ๒ วัน ไม่มีขาดเลยนะครับ ผมนี่ขาดประชุมไปครั้งเดียวนะครับ ก็สามารถจะตอบ ท่านได้จนถึงค่ำได้เลยพูดถึงถ้าจะตอบกันนะครับ ทีนี้เป็นความจำเป็นเรื่องเวลานะครับ ก็เลยจะขอทำความเข้าใจว่าเราจะตอบกันแบบ คือถ้าหากว่าในนี้จะมีความชำนาญกัน เฉพาะทางหมดถ้าจะตอบ ที่ท่านเสนอมาท่านเดียวมีหลายประเด็นมาก และถ้าหากว่า เรื่องใบขับขี่ที่ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบกตอบ แล้วก็แบบนี้ไม่จบนะครับ ก็คิดว่าจะให้ แต่ละท่านตอบแต่ละคนแล้วก็รวบไปเลยนะครับ ก็คือว่าเพราะเราเชื่อว่าประเด็นที่เราสรุปไว้ ทุกคนตอบได้หมดในคณะกรรมาธิการ ผมเองอยากจะขอตอบท่านแรกนะครับ ก็คือว่าผมจะ ตอบท่านคุณหมอชูชัยนะครับ ท่านเพิ่มพงษ์ แล้วก็ท่านชิดชัยนะครับ ตอบหมอชูชัยก่อน เพราะว่าฟังแล้วสบายใจ คือผมเรียนคุณหมอเลยว่าเราภูมิใจนอกจากเรื่องรายงานนี้มาก เพราะว่าเราตั้งคณะทำงานขึ้นมาเขียนนะครับ และเขียนกันตีหนึ่ง ตีสอง แล้วหลายจุดที่ว่ามี การเบี่ยงเบนผมขอคนจากเป็นนักเขียนนี่นะครับ หมายถึงว่าทำโครงการจากกรมการขนส่ง ทางบก ๑ จาก สนข. ๑ แล้วก็ประธานคือท่านหม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ท่านเป็น นายกสมาคมกู้ภัยนะครับ ผมเองก็ลงไปร่วมด้วย หมายความว่าแม้แต่ประเด็นเบี่ยงเบน สักประเด็น ๒ ประเด็น เราแก้หมดครับ เราเคลียร์ (Clear) จนกระทั่งนาทีสุดท้าย จนกระทั่ง มันมีตกหล่นอยู่บ้างนะครับ แม้แต่ชื่อก็ที่ขอท่านประธานแล้วว่าจะมีการเปลี่ยนเพื่อให้ มันสอดคล้อง ประเด็นที่เราทำอย่างนี้เพราะว่าของเราเองนี่นะครับ รายงานนี้มันเป็น ๓ วาระปฏิรูป ซ้อนกันอยู่ ต้องกราบขออภัยท่านประธานว่าเราเลยใช้เวลาเยอะ มันเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ที่จริงเราทำเป็น ๓ ชุดก็ได้ แต่ทีนี้แต่ละชุดที่เราเขียน เรียนคุณหมอว่า ทุกชุดดึงแยกออกไปได้เลย มันก็เลยมีหัว มีท้าย มีกลาง คือแต่ละชุดแยกไปหมด เพราะผม เข้าใจระบบการบริหารราชการดีว่า สมมุติว่าเรื่องเข้าไปที่ ครม. ครม. จะสาดออกไป ทั้ง ๓ มิตินะครับ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ดังนั้นของเราไม่ใช่ว่าไปท่อนหนึ่งแล้วก็ ส่วนสำคัญหัวใจอยู่ที่นี่ขาไปทางนี้แยกเป็นชิ้นมันจะไม่มีชีวิต ดังนั้นในแต่ละชุดจะต้อง สมบูรณ์ในตัวเอง หมายความว่าระยะสั้นเอาไปทำได้เลย ๗ วันนะครับ ระยะกลางเอาไปยก ร่างแผนแม่บท แล้วแผนแม่บทที่ว่าเสนอขึ้นมาสามารถไปทำได้เลย เราไม่มีหน้าที่ทำ เพราะจริง ๆ คนทำเรื่องนี้คือ ปภ. เป็นคนทำ คณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นประธานเป็นคนทำ ขณะนี้ยังไม่มีแผน เราก็กะว่าถ้าหากว่าไปมันต้อง สมบูรณ์ตั้งแต่หัวถึงท้าย พอเขาเสนอไปถ้าเขาเห็นชอบสามารถไปทำ หมายถึงว่า ๔ วัน ๕ วันปรับอีกนิดหน่อยเป็นแผนแม่บทได้เลย ต้องสมบูรณ์ขนาดนั้น ส่วนแผนระยะยาว จะไม่มีสภาพปัญหา เพราะว่าถือว่าโยงไป ๒๐ ปี เราสรุปเป็นปี ๆ ไป เราดักได้ ผมเรียน ยืนยันว่าข้อมูลที่ว่าถ้าจะผิดก็น้อยมากเหลือเกิน ที่ตั้งใจอย่างนั้นเพื่อจะได้เอาไปใช้งานจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเสนอไปแค่นั้นเอง ประเด็นที่ท่านเสนอขึ้นมานะครับ เรื่องความเร็ว เรื่องเมา ทำอย่างไรจะมีทุกระยะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้อยากจะเรียนว่าเราเห็นตรงนี้มาก แล้วก็มี ความพยายามกันเป็นอย่างมาก แต่ปัญหาที่เราเสนอก่อนอย่างช่วง ๗ วันอันตรายไม่มีงบจริง ๆ สมัยผมเป็นรัฐมนตรี เครื่องเป่าไม่มี หมายถึงหลอดเป่า จะต้องเอาเงินจากประมูลเลขสวย ไปให้เขา แล้วไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องเครื่องตรวจจับความเร็ว มีการซื้อเข้ามา งบประมาณไม่พอ เพราะฉะนั้นพอปีใหม่ปีนี้ถ้าเราไม่เสนอก่อนตอนนี้ไม่มีทางทำได้เลย เพราะจะไม่มีงบ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องตรงนี้เอง จึงเสนอว่าให้มีการตรวจจับ เราคิดว่า เป็นเรื่องที่สำคัญอยู่มาก ท้องถิ่นเองที่คุณหมอเสนอมาท้องถิ่นเองจะต้องช่วยกันดู แล้วก็เรา เสนอกันเป็นยุทธการในช่วง ๗ วันอันตรายว่าให้ท้องถิ่นปักป้ายว่านี่คือเขตตรวจจับความเร็ว คือจริงบ้าง หลอกบ้าง มันเป็นเหมือนดัมมี (Dummy) กล้องแคเมรา (Camera) อะไรก็ว่าไป แต่ว่าให้มีตลอด เพราะว่าเหมือนอย่างโทลล์เวย์ (Tollway) ความเร็ว ๑๒๐ ถ้าใคร ขับเกิน ๑๒๕ โดน แต่ความเร็วบนนั้น ๘๐ คือกล้องที่เขาวางไว้ทุกคนไม่เกิน ๑๒๐ หมด แต่ว่าปลอดภัย เพราะเดิมทีใช้ความเร็ว ๑๔๐ พอคนรู้ว่า สายไปพัทยามีการตรวจจับแบบนี้ คนจะชะลอลงทั้งนั้น แต่ขอให้เขารู้ หลักการนี้เห็นด้วย เรื่องเซฟตีอายส์ (Safety eyes) ตอบควบไปเลยกับท่านชิดชัย ซึ่งท่านถามผมตลอดว่าเสร็จหรือยัง นิกรเสร็จหรือยัง ถามทุกครั้งที่เจอว่าอยากจะให้เสร็จเรื่องนี้เร็ว ๆ เรื่องเซฟตีอายส์ (Safety eyes) มีรายละเอียดมาก ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เป็นหลักคิดใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องขอบคุณ คุณหมอแท้จริงนั่งอยู่ตรงนี้ท่านเสนอขึ้นมา แล้วเรื่องนี้ท่านเสนอไปที่นายกรัฐมนตรี เราก็ไปสืบ กันว่าท่านก็มาบอกผมในกรรมาธิการว่าท่านนายกรัฐมนตรีทำท่าจะเห็นด้วยนะ ผมก็ไปสืบว่า เรื่องมาที่ท่านรองวิษณุ ผมก็ตามไปนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องนี้มีการไปพูดคุยกัน ผมได้มีโอกาสที่ผมบอกว่าไม่มาประชุมครั้งหนึ่ง เพราะท่านรองวิษณุทำหนังสือเชิญผมมา ในนาม นายนิกร จำนง เพราะว่าเคยทำเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงมากเรื่อง ความปลอดภัย ก็สั่งท่านวิษณุว่าให้เรียกประชุม ท่านรองวิษณุก็เชิญประชุม ๓๐ หน่วยงาน แล้ววันนั้นเชิญผมไปนะครับ ท่านอธิบดีก็ไปด้วย ทีนี้พอไปแล้ว หลังจากประชุมกันเสร็จ ผมก็ขออนุญาตท่านประธานทินพันธุ์แล้ว ไม่อย่างนั้นจะโดยพลการ ผมก็เลยไปในนามของ ประธานกรรมาธิการไปเสนอ ซึ่งซิกซ์เซฟตี (Six safety) ตอนนั้นเราได้แล้ว พอไปเสนอเสร็จ ท่านรองวิษณุรับทุกเรื่องไปเอาไปทำ แต่มีประเด็นหนึ่งที่ท่านยกเอกสารขึ้นมาและท่าน บอกว่านี่ท่านนายกรัฐมนตรีแทงลงมาเรื่องกล้องนี่แหละ ซึ่งมันตรงกับที่เราเสนอ ท่านก็บอกว่า ให้ไปดูเรื่องนี้จะทำได้ไหม อย่างไร ที่เราเสนอไปอย่างนี้ครับ ว่าเรื่องนี้ทางกรรมาธิการเสนอ ไปว่าให้มีกล้องส่งเสริมเรื่องนี้ให้มีเซิร์ฟเวอร์ (Server) ผมเสนอไปกรรมาธิการเสนอไปว่า ให้เซิร์ฟเวอร์ (Server) นี้อยู่ที่ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม เดิมจะให้กรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกบอกว่า เขาจะต้องไปติดจีพีเอส (GPS) อีก เซิร์ฟเวอร์ (Server) ไม่พอ ก็เลยให้ไปที่ศูนย์ปลอดภัยคมนาคมเพื่อจะได้รวบรวม ท่านรองวิษณุก็มีความเห็นว่าอย่างนี้ ว่าเรื่องนี้ให้ไปผลักดันลักษณะการผลักดันเรื่องเซฟตีอายส์ (Safety eyes) ที่ว่าคือเขารับแล้ว เพราะตรงกันทั้งบนทั้งล่างแล้ว ให้ไปลดภาษีซึ่งจะมีเสนอไปที่กระทรวงการคลังว่าให้ลดภาษี นำเข้าเสีย แล้วเราก็เสนอไปที่ทางประกันภัยที่ท่านอาจารย์ดุสิตเสนอเมื่อครู่นี้ว่าถ้าใคร ติดกล้องนี้แสดงว่าคุณมีลักษณะแห่งความปลอดภัยก็ให้ลดค่าประกันเขามันจะช่วยได้ แล้วก็ข้อมูลที่มาท่านรองวิษณุมีความเห็นว่าสั่งการไปว่าให้ไปที่ สตช. ให้ตำรวจเก็บดีกว่า เพราะมันสามารถจะใช้เป็นหลักฐานด้วย เป็นประกอบคดีได้ด้วย แล้วก็อย่างที่ท่านว่ามันจะ ส่งผลมาก ที่สำคัญคนที่ติดกล้องเขาจะต้องปลอดภัย และเขาจะช่วยกันดูบนถนน และทุกคน ก็รู้ว่าถ้าเราขับรถผิดไม่รู้มีใครดูเราอยู่บ้างมันจะเกิดพลังครั้งใหญ่ เป็นประเด็นที่ทางรัฐบาล รับไปแล้วเรื่องนี้ คุยกันแล้วนะครับ คิดว่าจะเป็นประโยชน์มาก แต่ว่ารายละเอียดก็คือว่า จะมีการติดตั้ง แล้วก็ท่านรองวิษณุถามว่าแล้วถ้าเราบังคับให้ประชาชนติดทั้งหมดได้ไหม เป็นคำถามที่ท่านพูดขึ้นมาเมื่อครู่นี้ ที่คุณหมอชูชัยพูด ผมก็ตอบไปว่าถ้าไปบังคับอย่างนั้น แล้วจะไปลงที่ประชาชน ประชาชนจะลำบาก เพราะฉะนั้นมันต้องมีแรงจูงใจ เช่นลด ค่าประกันให้ แล้วก็รถขนส่งเราบังคับได้ แต่ขณะนี้ท่านอธิบดีจะไปบังคับให้ติดจีพีเอส (GPS) เราไปบังคับเขาหลายอย่างเขาจะโยนใส่ประชาชนผู้โดยสาร ก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ไปได้ดีแน่ และจะเป็นประโยชน์แน่เซฟตีอายส์ (Safety eyes) ที่สำคัญคือทุกคนช่วยกันมองถนน ซึ่งจะเป็นเรื่องดีนะครับ ท่านอำนวยเสนอชื่อขึ้นมาว่าเป็นดวงตาแห่งความปลอดภัย ท่านอำนวยเคาะชื่อนี้มาเราก็เสนอไปตามนี้ นั่นเป็นเรื่องเซฟตีอายส์ (Safety eyes) ที่เสนอ ขึ้นมาจะเป็นรูปธรรมแน่นอนนะครับ
ท่านชูชัยเสนอเรื่องชุมชนสังคม ก็อยากจะเรียนว่าในส่วนนี้เรื่อง จปถ. ผมตอบแทนท่านดุสิตไปว่าต้นทางมันมาจาก จป. ท่านดุสิตเป็นคนคิดเรื่องนี้แท้ ๆ เลย นะครับ จป. เป็นหน่วยในโรงงานที่จะต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยของโรงงาน ท่านอาจารย์ ก็เลยไปคิดขึ้นมาได้ว่าทำไมเราไม่บังคับให้ทุกหน่วยมีบ้างเป็นกฎหมายไป ท่านก็เติมคำว่า ถ เข้าไปคือทางถนน คือจะเอาโครงสร้าง ขณะนี้กระทรวงแรงงานมีพระราชบัญญัติบังคับให้มี หน่วย จป. ขึ้นในโรงงานอยู่แล้วนะครับ เรื่องนี้หมอแท้จริงเสนอแล้ว อาจารย์ดุสิตคุยกันก็ได้ ข้อสรุป ดังนั้นก็เลยเป็นที่มาของ จปถ. ที่จะบังคับทั้งหมด แล้วผมก็ทักผมไม่เห็นด้วย ผมบอกว่าเราไปสร้างหน่วยใหม่ขึ้นมารัฐบาลไม่ยอมหรอกงบประมาณ ท่านอาจารย์ดุสิต บอกว่าก็ไปดูเรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมา ประกาศเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็จบ ก็นั่นคือเป็นที่มาที่ว่า จปถ. อันนี้จะส่งผลแล้วมันจะค่อยขยาย ๆ ไป แต่ว่าหลักการ เราบังคับในโรงงานแล้ว คือเดิมโรงงานดูแลแต่ในโรงงานให้ปลอดภัย ต่อจากนี้โรงงาน จป. และ ถ ต้องดูแลเรื่องรถขนส่งคนงานด้วยว่ามาจะปลอดภัยขนาดไหน เพราะฉะนั้น โครงการนี้เป็นโครงการใหม่ที่จะมีประโยชน์มากแล้วก็ไม่ใช้เงินเท่าไรเลย
ประเด็นเรื่องพัฒนาสังคม อาจารย์ถวิลวดีก็ได้นำเสนอไปแล้วนะครับว่า เรื่องพัฒนาสังคมเรื่องปัญหาสายรองเพิ่มบทบาท อปท. ประเด็นนี้ อปท. เองเรื่อง ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ที่คุณหมออนุชาได้มาแล้ว คือขณะนี้เดิมท้องถิ่นไม่สามารถจะเพิ่ม รถพยาบาลได้ เพราะ สตง. ไปจี้เขา ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมก็พยายามทำเรื่องนี้ เราเสนอความเห็นไป ผมก็ได้เรียน ท่านรองวิษณุว่าตรงนี้จะต้องให้ท้องถิ่นเขาระบุงบประมาณมาได้ไม่ใช่ไปเที่ยวตามเช็ก (Check) เขา เพราะว่าเราต้องการตรงนี้ให้ขยาย อย่างที่จังหวัดมหาสารคามหลายจังหวัด ที่เขามีอยู่ทุกตำบลจะช่วยได้เยอะนะครับ
ประเด็นต่อไปเรื่องศาลจราจร เดี๋ยวท่านสิทธิศักดิ์ก็จะตอบเรื่องนี้นะครับ ให้ท่านตอบคงจะดีกว่านะครับ
ท่านต่อมา คุณหมอผมตอบหมดแล้วใช่ไหมครับ ระบบเฝ้าระวังที่ว่า มีการตรวจสอบตลอดนี่นะครับ เรื่องอุปกรณ์ที่ว่าเราถึงเสนอว่าให้ไปใช้เงินจากภายนอก ที่ท่านเสนอนี่ชัดเจน คือตอนนี้ผมไปทำพระราชบัญญัติ ไปแก้กฎหมายเอาเลขสวยมาประมูล ตอนนี้ได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว และบังคับว่าไม่ให้ใช้อย่างอื่น เงินตรงนี้ตอนนี้เราจะเอามา ทำที่ทำเอ็มโอยู (MOU) จะใส่เข้าไปในหลักสูตรที่ว่าไปเสริมสร้างให้เด็ก แต่สามารถเอามาใช้ อย่างอื่นได้ เราเคยเอาไปซื้อเซิร์ฟเวอร์ (Server) ให้ตำรวจเพื่อจะมาบันทึกใบขับขี่เพราะว่า ไม่รู้จะบันทึกที่ไหน รวมทั้งมาซื้อหลอดเป่า ใครจะไปใช้หลอดเก่าได้ ตรงนี้สามารถนำมาใช้ได้ ตรงนี้เราเชิญทางกองทุนมาแล้วนะครับ ของ สสส. เราเคยใช้เงินในการประชาสัมพันธ์ อยู่พักหนึ่งตอนนี้ สสส. อยู่ในภาวะที่ค่อนข้างคับขัน เงินตรงนี้เยอะมาก ฉะนั้นของ สสส. ต้องเอามาใช้ในเรื่องเหล้า เพราะว่าดื่มเหล้าแล้วเอามาโฆษณาประชาสัมพันธ์ คือมาอย่างไรก็ไปอย่างนั้นก็น่าจะดี นะครับ เรื่องเฝ้าระวัง นอกจากนั้นก็มีเรื่อง ผมจะข้ามไปเลยนะครับของท่าน จปถ. ตอบแล้ว
ประเด็นที่สำคัญแล้วเป็นนัยที่สำคัญมากคือของท่านเพิ่มพงษ์ ของท่านเพิ่มพงษ์ นี่คือศูนย์กลางของปัญหาที่ท่านเสนอขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ตกอยู่ ๒ ประเด็น ผมไปขอท่าน คือผมเรียนอย่างนี้ว่าของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็คือองค์การอนามัยโลกนี่เขาชี้มาว่าข้อ ๑ ก็คือแมเนจเมนต์ (Management) เซฟตีแมเนจเมนต์ (Safety Management) เป็นเรื่อง สำคัญ ถ้าไม่มีตรงนี้ที่เหลือเฟล (Fail) หมด ที่เหลือล้มเหลวหมด ประเด็นนี่ผมอยากจะ เรียนว่าองค์กรที่เป็นอยู่ขณะนี้ องค์กรที่แท้จริงคืออะไร เดิมมันเคยทำงานได้สมัยที่เรา ดูแลอยู่นะครับ แต่ตอนหลังทำงานไม่ได้ เพราะมีการสเกลดาวน์ (Scale down) คือลดลงมา เป็นแค่กระทรวง เราเสนอไปใหม่แล้วท่าน ท่านลองดูตรงกรอบนั้นนะครับ ขณะนี้ผมคุยกับ ท่านอาจารย์ ท่านรองวิษณุว่าจริง ๆ ผมเสนอให้หักด้ามพร้าด้วยเข่าก็คือทำแบบเดิม ที่ผมเคยทำเลย ก็คือว่าเอารองนายกรัฐมนตรีมาดู แต่ว่าขณะนี้เขาวางรองนายกรัฐมนตรีไว้ แล้วบันไดขั้นที่ ๒ โครงสร้างที่ ๒ นี่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วก็มี ใช้กฎหมายเรื่อง ปภ. คุมจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเราเห็นแล้วไม่เวิร์ก (Work) ดังนั้นเราก็เลย เสนอว่าขอร้องว่าส่วนนโยบายนี่ขอให้ประชุมทุกไตรมาสที่ขอส่งไปทั้งอาจารย์วิษณุแล้ว ก็คือว่าปัจจุบันนี้ ๔ ปีไม่ประชุมเลยอย่างนี้ มันไม่ได้ ไม่มีใครคุมนโยบาย ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใคร ของบประมาณให้ แล้วก็ต่อจากนั้นพอตรงนี้ไตรมาสประชุมครั้งหนึ่ง ตามแผนที่เราเสนอไว้นี่ ลดยอดเท่าไร ๆ นี่ก็ต้องเอามาดูกัน ทางจังหวัดจะต้องมีการประชุมทุกเดือนก็คือ กระทรวงมหาดไทยต้องเรียกเลเยอร์ (Layer) ที่ต่ำลงมาประชุมเพื่อจะได้คอนโทรล (Control) ว่าจังหวัดไหนไปทำอย่างไร ยอดเป็นเท่าไร แล้วจากจังหวัดนี่เราเชื่อว่าอำนาจ ที่มีอยู่ ผมนี่มีความเชื่อว่าอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด เราอาจจะใช้ลองแฮนด์ (Longhand) สั่งจากผู้บัญชาการตำรวจสั่งจากตรงนี้ไปที่จังหวัดไม่เวิร์ก (Work) แต่ถ้าสมัยเดิมที่ทำคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดมานั่ง ๗๗ คน แล้วคุณเอาแผนไปสมมุติเราจะกดลงมากี่เปอร์เซ็นต์ ก็ช่วยไปดู ผู้ว่าราชการจังหวัดนี่จะสั่งทั้งตำรวจ สั่งทุกหน่วยได้หมดนะครับ ตามที่ท่าน เสนอแล้วที่สำคัญขณะนี้คือท้องถิ่นที่ท่านเสนอขึ้นมา เพราะฉะนั้นกลไกที่ว่าผมเรียนว่า เสนอไปโดยละเอียดแล้วก็มีการชี้ไปแล้วเราก็เพิ่มเซเครทาเรียต (Secretariat) เพิ่มขณะนี้ เซเครทาเรียต (Secretariat) เดิมนี่เป็นป้องกันและบรรเทาภัยไม่พอ เพราะว่าเขาไม่มี ความรู้เรื่องถนน เรื่องอุบัติเหตุ ก็ขอให้กระทรวงคมนาคมโดยรองปลัดเข้ามาเป็น แล้วก็ขอ ตำรวจเข้ามาเป็นอีกชุดหนึ่ง คือเลขารวมตรงนี้ต้องมีความรู้ ในเมื่อกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วยทุกกระทรวงนะครับ ก็นำเรียนว่าตรงนี้สำคัญกว่าบังคับใช้กฎหมายอีก แต่ว่าเราวางไว้อย่างที่ผมบอก แต่ว่าพบกันครึ่งทาง คือผมก็เสนอว่าเรียนท่านวิษณุว่า เอาแบบเดิม แต่ว่าขอให้มีประชุมทุกไตรมาสไม่อย่างนั้นไม่ได้นะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ก็ถามในที่ประชุมถามไปที่รองอธิบดีว่าที่เขานินทากันว่าพวกคุณไม่ประชุมเลยนี่จริงหรือ ท่านรองอธิบดีบอกว่าผมไม่ทราบ แต่ว่าผมเพิ่งมา แต่ว่าเท่าที่จำได้ประชุมครั้งสุดท้าย เมื่อปี ๒๕๕๖ เท่าที่เขาจำได้นะครับ ก็เท่ากับไม่มีประชุม ก็เลยเป็นเหตุว่าไม่มีใครดูเรื่องนี้ แผนอย่างอื่นนะครับ องค์กรขับเคลื่อนผมตอบแล้ว ๑๐๐ วัน อยากจะเรียนว่า ๗ วัน อันตรายที่พูดถึงนี่ ผมเป็นคนกำหนดชื่อนี้ขึ้นมาเอง จริง ๆ แล้วมันเป็นแค่ ๗ วัน แต่มันมี ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าผมได้รับคำแนะนำจากมิสเตอร์ลอสที่เราทำเอดีบี (ADB) ของอาเซียน (ASEAN) นี่ว่าเวลาช่วง ๗ วันนี้ประชาชนยอมใช้ยา คือให้รัฐใช้ยาใหม่ได้ท่านครับ หมายความว่าเราสามารถจะใช้มาตรการใหม่ ๆ ประชาชนจะยอมรับ พอมันได้ผลแล้ว ให้เราขยาย เท่ากับว่ามันเป็นอุบาย ๗ วันนี่ แต่ของจริงเราคุมทั้งปี ไม่ใช่คุม ๗ วัน แต่ ๗ วัน นี่เราทดสอบเรื่องความเร็ว ทดสอบเรื่องอะไร หรือว่าจับรถมาเก็บไว้อะไรแบบนี้ได้นะครับ ก็เรียนว่าทั้งปีนะครับ เรื่อง อบจ. ที่ปฏิบัติได้ผลเรียนแล้วนะครับ บังคับใช้กฎหมายจริง อย่างไร แล้วก็ปลูกจิตสำนึกฝ่ายนี่ได้ตอบไปแล้ว ก็นำเรียนว่าทั้งหมดนะครับ ชุมชนด้วย ที่ท่านเห็นด้วยก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ ผมตอบไป ๓ ท่านแล้ว ที่เหลือก็จะมีอยู่บ้างคงไม่มาก ขอบพระคุณครับ
ขอให้กรรมาธิการตอบโดยกระชับ เชิญท่านอำนวยค่ะ
พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน รองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม เป็นแผนการปฏิรูประบบความปลอดภัยบนท้องถนน ผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปราย ฟังไปฟังมา คล้าย ๆ กับอภิปรายไม่ไว้วางใจตำรวจ เป็นการเน้นให้น้ำหนักเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ผมจะตอบ ๒ ท่านครับ ขอบคุณสมาชิกครับ พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อภิปราย ได้ชัดเจนมากพูดถึงคำว่า วินัยจราจรสะท้อนวินัยชาติ ท่านสุรินทร์มาซ้ำอีกทีหนึ่ง ผมให้ดูภาพครับ ดูภาพตามผมไปและท่านจะนึกภาพนี้ออกทันทีเลยครับ ท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ ยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียครับ นั่งรถจากหาดใหญ่ไป ปาดังเบซาร์ ๔๖ กิโลเมตร จากสะเดาออกปาดังเบซาร์ ๑๒ กิโลเมตร เข้าเขตประเทศ มาเลเซียครับ คนขับคนเดิมรถคันเดิม ผู้โดยสารเดิม คนขับเปลี่ยนนิสัยทันทีเลยครับ ทำไม ความเร็วรถมันลดลง เครื่องมันจะเสียหรืออย่างไร ทำไมเขารีบรัดเข็มขัด ขี่มอเตอร์ไซค์ครับ ที่ด่านปาดังเบซาร์พอเข้าเขตประเทศมาเลเซียหมวกกันน็อกที่อยู่ในตะกร้าหน้ารถเอามาใส่ ศีรษะทันที คนเดิมครับ มันประหลาดไหมล่ะครับ ฉะนั้นการตั้งศาลจราจรก็เพื่อการนี้ละครับ เราบังคับทั้งข้างบนและข้างล่าง ข้างล่างเราสร้างวินัยก็คือกับเด็กและเยาวชน ข้างบนนั่น บังคับด้วยกฎหมายแล้วละครับ คงจะสร้างวินัยช้าไปแล้วกระมัง ผมเคยพูดในสภานี้ครับ ผมถามว่า คุณลุง คุณลุงเห็นทางม้าลายไหม ทำไมคุณลุงไม่ข้ามทางม้าลาย คุณลุงตอบว่า เห็นทางม้าลาย แต่ที่ไม่ข้ามเพราะไม่เห็นตำรวจ บ้านเรายังต้องบังคับอยู่ครับ สร้างวินัย ประกอบกับการบังคับควบคู่กันไปครับ ศาลจราจรเลยเกิดขึ้น มีศาลจราจร มีอัยการจราจร มีตำรวจที่ทำคดีจราจรเป็นการเฉพาะ จะต้องมากวดขันวินัยจราจรให้เกิดขึ้นในชาตินี้ให้ได้ ในประเทศนี้ให้ได้ ผมยกตัวอย่างครับ ถ้าเป็นครูบาอาจารย์จะเห็นภาพครับ ถ้าเด็กนักเรียน เดินจากเสาธงเข้าห้องเรียนไม่เป็นระเบียบ ท่านอย่าหวังเลยครับว่าจะนั่งเรียนอย่างเป็น ระเบียบ เดินจากเสาธงแหย่กันไปแหย่กันมาเท้าไม่พร้อม ท่านอย่าหวังเลยครับว่าจะนั่งเรียน และมีสมาธิ ฉันใดฉันนั้นครับ ดังนั้นศาลจราจรผมเชื่อว่าทุกคนต้องเห็นด้วย เมื่อเช้านี้ มีข่าวเล็กแต่ผมถือเป็นข่าวใหญ่ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกคงได้ยินข่าวนี้กันบ้างแล้ว ผมไม่ได้ เอาหน้าครับ ผมเกษียณอายุแล้ว พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. บุกโรงพัก พญาไท ผมตกใจบุกไปทำไม ท่านไปเสียค่าปรับครับ ไปเสียค่าปรับใบสั่งของลูกชายที่ถูกจับ ในคดีจราจร แล้วไปกล่าวขอบคุณนายดาบที่จับลูกชายตนเอง ตัวอย่างพรรค์อย่างนี้จะต้อง เกิดขึ้นในประเทศนี้ให้มาก ๆ ครับ
กับคำถามของท่านสมาชิกครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม จริง ๆ ผมน่าจะให้คนที่นั่งข้าง ๆ ผมตอบ หรือไปตอบกันที่บ้านก็ได้ ท่านถามเรื่องวิธีพิจารณา คดีจราจรว่าทำเฉพาะอาญาจราจรหรือ ทำไมไม่ทำเรื่องแพ่งด้วย ขออนุญาตตอบอย่างนี้ ครับว่า ในเรื่องของความทางแพ่งเรื่องค่าเสียหายอยู่ในระเบียบการตำรวจ จะต้องให้ พนักงานสอบสวนจัดให้มีการทำความตกลงกันอย่างน้อยสัก ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ต่อเมื่อตกลงกัน ไม่ได้เป็นมูลละเมิดต้องไปฟ้องทางแพ่งครับ
เรื่องที่ ๒ ครับ ท่านพูดถึงเรื่องใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพ ได้ใบขับขี่แล้ว จะหมดอายุพร้อมกับมรณบัตร ก็เฉพาะคนที่มีอยู่เดิมครับ เพราะเราไปรอนสิทธิเขาไม่ได้ แต่ขณะนี้บัดนี้หลายปีแล้ว ไม่มีใบขับขี่ตลอดชีพแล้ว ๕ ปีต่อทีครับ
ท่านพูดถึงเรื่องอันนี้พูดกันมากเลยก็คือ เรื่องการติดกล้อง กลับไปเรื่องวินัย จราจรอีกนิดหนึ่งครับ เขาบอกว่าตำรวจคนแรกของโลกเลยครับ ไม่ใช่ของประเทศไทย คือประชาชนครับ ประชาชนนี่ละครับคือตำรวจคนแรก ในแผนนี้เมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน พูดถึงเรื่องตาวิเศษก็คือการที่เราจะให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างวินัยจราจร เรารณรงค์ ก่อนไฟลต์ (Flight) ต่อไปต้องบังคับให้รถทุกคันติดกล้อง แปลว่าจะมีตาอยู่เต็มท้องถนนครับ ใครทำผิดอะไร อย่างไร เห็นหมดครับ ท่านนึกภาพออกไหมครับ มีดีเจ (DJ) คนหนึ่ง ผมไม่เอ่ยนามเขาครับ เดี๋ยวจะรู้ว่าเป็นดีเจ (DJ) เก่ง ออกมาพูดทันทีว่ารถคันหลังชนท้าย แต่กล้องกลับหัวเป็นหางเลยครับ ถอยหลังไปชนเขาชนแล้วถอยกลับมาชนใหม่อีก ๒ ครั้ง ถ้าไม่มีกล้องเป็นปัญหาทันทีครับ เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนติดกล้องก็แปลว่าทุกคนเป็นตำรวจ จราจรหมด ช่วยกันกวดขันวินัยจราจร ท่านชิดชัย วรรณสถิตย์ อาจารย์ใหญ่ผมเองก็พูดว่า มันจะมีผลไปในเรื่องอาชญากรรมด้วยนะครับ
อีกข้อครับ ท่านเฉลิมชัยพูดไว้เรื่องวินัยของรถจักรยานกับรถจักรยานยนต์ อันเดียวเลยหรือครับ เมื่อ ๒ วันที่ผ่านมาผมโดนกับตัวเองครับ ขี่กันอยู่ ๓ คน ถนน ๓ เลน (Lane) อยู่เลน (Lane) กลางเลยครับ ขี่คุยกันผมก็เลยบีบแตรให้ชิด พอบีบแตรเท่านั้นครับ แตกวงเลยครับ ไม่ได้แตกหนีไปไหนมาล้อมรถผม หารู้ไหมว่าพ่อมันอยู่ในรถ ผมเปิด กระจกรถไปคงจำหน้าได้บอกว่า เฮ้ย อำนวย เลยไป ไม่มีวินัยทำผิดเอง ขี่รถจักรยานยนต์ ย้อนศรเปิดไฟกระพริบให้กลับ ยังมาเอาเรื่องกับคนกระพริบให้กลับ กลายเป็นคนผิด มีอิทธิพลเหนือคนถูกแล้วประเทศนี้ นี่ละครับที่ต้องสร้างวินัย ตัวอย่างที่ผมยกแล้วครับ ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถ้าเดินแถวเข้าห้องเรียนไม่เรียบร้อยอย่าหวังเลยว่าจะนั่งเรียน อย่างมีสมาธิ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ขอเชิญท่านสิทธิศักดิ์ค่ะ ตอบโดยกระชับนะคะ
กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะขอบคุณ ท่านสมาชิก สปท. ที่ได้กรุณาอภิปรายให้ความเห็นต่อประเด็นการจัดตั้งศาลจราจรในระบบ ของศาลยุติธรรม อาทิเช่น ท่านวันชัย สอนศิริ คุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ ท่านกษิต ภิรมย์ เป็นต้น ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนในประเด็นที่เป็นข้อสงสัยเป็นประเด็นที่ซักถาม ประเด็น ที่อาจจะยังไม่ได้ความชัดเจนอยู่ ๒ เรื่อง ๓ เรื่อง
ในประการแรกนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ท่านวันชัยกรุณายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับผ้ายันต์กันภัยของเจ้าคุณธงชัย ก็เรียนว่า เหตุผลหนึ่งที่โครงการจัดตั้งศาลจราจรนั้นก็เนื่องจากว่าใบสั่งจราจรที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ ต้นว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครปีเดียวนะครับ ปีเดียวนี่ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ฉบับ บังคับได้เพียง ไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่ามี ๑,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับที่บังคับไม่ได้ ฉะนั้นการบังคับใช้ กฎหมายในส่วนของการบังคับค่าปรับซึ่งเป็นรายได้ของรัฐก็จะขาดหายไป ฉะนั้นการจัดตั้ง ศาลจราจรก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่กระทำความผิดนี่เกิดความกลัวแล้วก็มีความสำนึก ที่จะต้องรักษาวินัยจราจร แล้วหากกระทำความผิดนั้นก็ต้องรีบชำระค่าปรับในชั้นเบื้องต้น กับเจ้าพนักงานตำรวจ หากมาถึงศาลนั้นค่าปรับก็จะสูง หากมาถึงศาลนั้นแล้วกระทำ ความผิดซ้ำก็จะมีการยึดใบอนุญาต พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามลำดับ รวมทั้งอาจจะส่งไปอบรมเรื่องวินัยจราจรในหลักสูตรที่ศาลเป็นคนกำหนดออกไป ฉะนั้น ระบบของการจัดตั้งศาลจราจรจึงมีคุณอนันต์นะครับ
ประการที่ ๒ ประโยชน์ของศาลจราจรนั้นเป็นกลไกที่เป็นการลดการใช้ อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ลดการใช้ดุลยพินิจที่มีลักษณะเป็นการ สุ่มเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดรายหนึ่งรายใดไม่ว่าก่อนหรือหลังที่มีการออก ใบสั่งจราจร ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในเชิงของกฎหมาย
ประการที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่าแนวคิดของการจัดตั้ง ศาลจราจรนั้นมิได้เกิดขึ้นมาในคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ ความปลอดภัยทางถนนเพียงครั้งแรก แต่หากเกิดจากแนวคิดของสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งเคยร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีจราจรไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ถึง ๒๕๔๗ มีการเสนอไปยัง ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลในขณะนั้น เพียงแต่สถานการณ์และความพร้อมอาจจะไม่เหมาะสม แต่ผมคิดว่าวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคน ไม่ว่าจะเป็น ยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะความผิดที่เกิดมันสุกงอมเพียงพอแล้วที่คิดว่าสังคมไทย ควรจะมีศาลจราจรซึ่งเป็นเสาหลักอีกต้นหนึ่งในระบบความปลอดภัยทางถนนที่สามารถ ที่จะทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ
ส่วนประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กรุณาซักถามว่าคดีในส่วนของศาลจราจรหรือ วิธีพิจารณาคดีจราจรนั้นไม่มีส่วนทางแพ่งหรืออย่างไร ความจริงท่านอำนวยก็ได้ตอบ ไปแล้ว แต่ผมขออนุญาตขยายความเพิ่มเติมว่าในส่วนกฎหมายฉบับนี้เป็นลักษณะคดีจราจร ที่ไม่มีคู่กรณี นั่นหมายถึงว่าจอดรถในที่ห้ามจอด ขับรถด้วยความเร็ว ขับรถลักษณะที่ ก่อให้เกิดอันตรายไม่มีคู่กรณี ฉะนั้นก็จะเป็นความผิดที่ไม่มีคู่กรณีจึงไม่มีความผิดในทางแพ่ง เข้ามาเกี่ยวข้อง หากในทางกลับกันมีคู่กรณีที่ขับรถเกิดอุบัติเหตุ ทรัพย์สินเสียหาย บาดเจ็บ สาหัส ซึ่งก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินหกพันบาท นั่นคือในส่วนของประมาทสาหัส ประมาทถึงแก่ความตายก็เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกถึงสิบปี ปรับถึง สองหมื่นบาท เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นคดีอาญาสินไหม ความหมายก็คือว่ามีทั้งความเสียหาย ทางอาญาและความเสียหายทางแพ่ง ในคดีที่ศาลยุติธรรมได้ดูแลนั้นปัจจุบันทางผู้เสียหาย มักจะรู้สิทธิของตน ก็คือสามารถยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ผู้กระทำความผิดในข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บสาหัส ก็ยื่นคำร้องขอเรียกค่าเสียหาย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียความสามารถในการประกอบ การงาน หรืออื่น ๆ หรือค่าปลงศพ หรือค่าจัดการงานศพ เป็นต้น เป็นจำนวนถึงหลักแสน หรือหลักล้านโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลแต่ประการใด ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นคดีอาญา สินไหมในความหมายของภาษากฎหมาย ศาลก็จะพิพากษาทั้งคดีอาญาซึ่งอาจจะมีโทษ จำคุกหรือปรับแล้วแต่กรณี หรือจำคุกอย่างเดียว ส่วนโทษความรับผิดในทางแพ่งศาลก็จะ พิพากษาให้ไปพร้อม ๆ กัน โดยที่ลดภาระของผู้เสียหายไม่ต้องมาฟ้องเป็นคดีใหม่สามารถ ยื่นคำร้องเข้ามาในคดี ในส่วนนี้ก็เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่งที่แยกออกจากศาลจราจรแล้วยัง อยู่ในระบบคดีอาญาปกติที่สามารถฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ ก็อยากจะเรียนสรุปว่า ระบบของศาลจราจรที่หลายท่านกรุณาให้ข้อคิดให้ข้อเสนอแนะนั้น ผมเองเชื่อว่า ท่านประธานนิกรในฐานะประธานกรรมาธิการก็คงจะได้มาปรับปรุงหรือดูเพื่อให้เกิด ความรอบคอบ ถ้าหากจะต้องมีการขับเคลื่อนผลักดันกฎหมายก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อสังคมไทยครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปจะเรียงลำดับอย่างไรคะ จะเป็นท่านธนะพงศ์ก่อนใช่ไหมคะ เชิญท่านธนะพงศ์ค่ะ
ท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ก่อนอื่นผมในฐานะที่ทำงานด้าน ความปลอดภัยทางถนนมาจะ ๑๐ ปีแล้วนะครับ ก็รู้สึกดีใจนะครับ แล้วก็ขอบพระคุณ ถึงความห่วงใย เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปในเรื่องความ ปลอดภัย แล้วเชื่อว่าจุดเปลี่ยนในครั้งนี้ของสิ่งที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ความสูญเสีย ของบ้านเราซึ่งมันไต่อันดับขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นอันดับ ๒ ของโลกนี่ลดลงให้ได้ สิ่งที่อยากจะ ขอนำเรียนโดยสั้น ๆ ก็คือว่าที่อาจารย์พรพันธุ์ได้ชี้ประเด็นเรื่องของแผนระยะสั้นก็ดี หรือระยะกลางก็ดี ควรจะมีโฟกัสไปที่รถจักรยานยนต์ อันนี้เห็นด้วยเลยครับ เพราะว่า ๗๒ เปอร์เซ็นต์ของคนที่เสียชีวิตเป็นรถจักรยานยนต์นะครับ แล้วในแผนที่ออกแบบไว้ทั้ง ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ได้ถูกพูดถึงและมุ่งเน้นเรื่องนี้อยู่แล้วครับ
ในระยะสั้นเรื่องของรถจักรยานยนต์จะเพิ่มถึงแนวทางการบังคับใช้ ทั้งสายหลักและสายรองนะครับ เพราะว่ารถจักรยานยนต์ถ้าเจาะลึกลงไปจะพบว่า ๔๒ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ใช้รถจักรยานยนต์ไม่มีคู่กรณี ก็คือล้มเอง คนกลุ่มนี้ก็จะมีอยู่ ๒ ส่วน ก็คือ ๑. ดื่มแล้วขับนะครับ แต่ทั้งหมดที่เราเจอในคนที่เสียชีวิตก็คือไม่ใส่หมวกนิรภัย เพราะฉะนั้นทำอย่างไรจะเซฟ (Safe) ชีวิตได้ ก็คือต้องมีการบังคับใช้เรื่องหมวกนิรภัยควบคู่ ไปด้วย อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ
ส่วนแผนระยะกลางในเรื่องรถจักรยานยนต์ ถ้าดูในเอกสารหน้า ๕๕ จะถูก เขียนไว้ชัดว่ารถจักรยานยนต์จะต้องถูกรื้อระบบที่สำคัญเลย ก็คือในช่วงวัยที่มีความเสี่ยงสูง ที่สุดคือ ๑๕ ถึง ๑๙ ปี ซึ่งกฎหมายอนุโลมให้เด็กที่อายุน้อยกว่า ๑๙ ปี ขี่รถได้ต้องไม่เกิน ๑๑๐ ซีซี เพราะฉะนั้นตรงนี้ทำอย่างไรให้มีระบบการศึกษา แล้วก็ทบทวนให้เกิด ความปลอดภัยในกลุ่มที่อายุน้อยนะครับ ก็คือไม่ว่าจะเป็นสเปก (Spec) ของล้อ หน้ายาง แล้วก็เรื่องของความเร็วถ้าสามารถปรับและจัดการในเรื่องนี้ได้ก็จะช่วยเซฟ (Safe) ซึ่งตรงนี้ ท่านประธานนิกรเองก็ได้หารือกันเรื่องนี้ไปทางดับเบิลยูเอชโอ (WHO) นะครับ แล้วก็ ตัวแทนของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็เห็นถึงความสำคัญว่าอยากจะหยิบยกเรื่องของ ความสูญเสียในกลุ่มรถจักรยานยนต์ของเมืองไทยเป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกได้เรียนรู้แล้วก็จะมีการศึกษาร่วมกัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะทำให้ ความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์นี้เกิดขึ้นนะครับ
ส่วนประเด็นในเรื่องของความปลอดภัยของเด็กที่ซ้อน อันนี้เห็นด้วยว่าเป็น ประเด็นสำคัญเพียงแต่ว่า ทำอย่างไรจะมีวิธีการจัดการที่สามารถหาจุดลงตัวได้ เพราะว่า ถ้าเด็กอายุน้อยกว่า ๒ ขวบก็ไม่มีหมวกนิรภัยสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า ๒ ขวบ จริง ๆ ควรห้ามเลยแต่ในความเป็นจริงก็คือห้ามยังไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีการจะมีมาตรการอะไร ที่ปลอดภัยกับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งจะต้องมีการศึกษารองรับ อันที่ ๒ ก็คือเด็กที่อายุน้อยกว่า ๗ ขวบ ขาจะไม่ถึงที่วางเท้า ต่อให้มีหมวกแต่ก็จะอยู่ในลักษณะที่มีความเสี่ยง เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จะต้องมีการออกแบบปรับปรุงการออกแบบให้เด็กที่ขาไม่ถึงสามารถมีการยึดเกาะได้ นะครับ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะต้องถูกทบทวนนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดแล้วของเรื่อง รถจักรยานยนต์ตอนนี้ถูกโฟกัส แล้วก็ถูกเรียบเรียงเอาไว้แล้วที่จะมีการศึกษารองรับแล้วก็ จะมีการปรับเปลี่ยน เพราะว่าครั้งหนึ่งมันมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องนี้ครั้งใหญ่แล้ว ในเรื่องของ การเปิดไฟตรงนั้นก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สมัยท่านนิกรได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าติดตามตัวเลขจริง ๆ ช่วงนั้นจะมีความสูญเสียที่ลดลงไปกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นก็เป็น จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ถ้าเราสามารถปรับปรุงสเปก (Spec) ให้วงล้อก็ดี หน้ายางก็ดี หรือความเร็วลดลง จัดการความเร็วได้ก็จะลดความสูญเสียได้ครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านสนิท พรหมวงษ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยความเคารพ ต้องขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ให้คำชี้แนะ คำแนะนำแล้วก็แลกเปลี่ยนพร้อมทั้งในเรื่อง ของข้อเสนอแนะ ก็ขออนุญาตนำเรียนประเด็นที่ทางสมาชิกได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่อง ของใบอนุญาตขับรถ หรือคุณภาพของใบขับขี่ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ให้คำแนะนำ ก็จะมีท่าน สปท. พรพันธุ์ ท่าน สปท. เฉลิมชัย ท่านกฤษณะ แล้วก็ท่าน สปท. สุรินทร์ ถ้าเอ่ยชื่อไม่ครบก็ขออภัยไว้ด้วยนะครับ ก็นำเรียนว่าจริง ๆ แล้วก็จุดประสงค์ตรงกัน ก็ในแง่ของความเชื่อมั่นความมั่นใจในการที่เราใช้รถใช้ถนนบนทางหลวงสาธารณะที่อยู่ ด้วยกัน คนที่ขับรถข้างหน้าเรา คนที่กำลังจะแซงเรา คนที่เรากำลังจะแซง เราจะได้มั่นใจว่า ใบอนุญาตที่คนที่ขับรถตรงนั้นมีคุณภาพในการขับรถได้มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นกลไก ตรงนี้เองก็อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ที่ทางคณะกรรมาธิการเราได้นำเสนอไว้แล้ว เพียงแต่ว่า วันนี้ที่เราโฟกัส โฟกัสในภาพใหญ่ เมื่อสมาชิกให้คำแนะนำก็ขออนุญาตนำเรียนว่าในกรอบของยุทธศาสตร์ แนวทางในการเพิ่ม คุณภาพของใบอนุญาตเพื่อความเชื่อมั่นความมั่นใจในการขับขี่ ต้องนำเรียนว่าแนวคิดอันนั้น ก็คือเพื่อให้ใบอนุญาตขับขี่ทุกประเภททุกใบออกยาก แต่ยึดได้ง่าย กระบวนการของการออกยาก ก็เรียนว่าเราจะเพิ่มทั้งความเข้มข้นในทุกกระบวนการของใบอนุญาตเลย ทั้งในเรื่องของการ ต่อใบอนุญาต การออกใบอนุญาตใหม่ การทดสอบสมรรถนะร่างกายในขั้นตอนก่อนที่จะ ภาคทฤษฎี แม้แต่ภาคทฤษฎีเองเราก็จะเพิ่มทั้งตัวเนื้อหาให้ครอบคลุมในเรื่องของมาตรฐาน สอบข้อเขียน หรือแม้แต่สอบปฏิบัติทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ ตอนนี้หน่วยงานเราเองก็ได้เริ่ม ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของ เขาเรียกว่าเพื่อลดในดุลยพินิจ ไม่ว่าจะใช้สอบโดยการประเมิน โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ อันนั้นไม่ว่าจะเป็นของอีเอกซ์แซม (e-Exam) แล้วก็แม้แต่ ภาคปฏิบัติเองตอนนี้เราก็จะขยายผลไปสู่ในเรื่องของมาตรฐานที่ประเมินโดยลักษณะของ อิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกัน อันนั้นก็คือในรูปของอีไดรฟ์วิง (e-Driving) ตรงนี้ก็จะขยายผลไป ทั้งทุกแห่งของหน่วยที่ออกใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งระบบแล้วเรียนว่าเราใช้เครื่องมือเทคโนโลยี มาพัฒนา ก็โดยใช้ระบบของการออนไลน์ (Online) แล้วก็ลิงก์ (Link) แล้วก็เป็นมาตรฐาน แนวทางเดียวกัน ก็นำเรียนว่าเกี่ยวกับเรื่องของความเข้มข้นในเชิงของภาคทฤษฎี จริง ๆ แล้วได้ปรับไปในระดับหนึ่งแล้ว ก็เรียนว่าจากเดิมที่ใบตัวข้อสอบทฤษฎีจาก ๓๐ ข้อ ผ่าน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ก็คือเป็นข้อสอบที่ออก ๕๐ ข้อ ผ่าน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ตัวข้อสอบเองเราก็จะพัฒนาในทุกปี แล้วก็เรียนว่าข้อสอบนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นจาก ปัจจุบันที่เป็น ๑,๐๐๐ ข้อ ต่อไปก็จะอยู่ใน ๑,๕๐๐ ถึง ๑,๖๐๐ ข้อ เพื่อเป็นลักษณะของ แรนดอม (Random) ออกมาในการเลือก แต่เรียนว่าข้อสอบเหล่านี้ก็จะไม่ใช่เป็นเรื่องของ ความลับ ไม่เหมือนสอบของในระบบในการศึกษา เพราะว่าจุดประสงค์เราต้องการให้คน มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการขับขี่ เพราะฉะนั้นแล้วตรงนี้กรมการขนส่งทางบกก็จะลงไว้ เผยแพร่ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารเผยแพร่ เอกสารโฆษณาไปจนถึงเว็บไซต์ (Web site) ของหน่วยงาน จริง ๆ ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของภาคทฤษฎี ที่ครอบคลุม ไม่ว่าในเรื่องของกฎหมายจราจร ในเรื่องของการใช้รถใช้ถนนไปจนถึงในเรื่อง ของพฤติกรรมการใช้รถต่าง ๆ แล้วเรียนว่าในการพัฒนาด้วยความเคารพ ก็คือเราได้กำหนด ทิศทางแล้วว่าจะเพิ่มมาตรฐานจากตรงนี้ไปอีก จากที่เรียนว่าเพิ่มจาก ๓๐ ข้อ ผ่าน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ ข้อ ผ่าน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ในปีต่อไป ในปีหน้าเลยตรงนี้เราได้ กำหนดเป็นเชิงนโยบาย แล้วก็ทิศทางตามยุทธศาสตร์ของคณะกรรมาธิการเรา ก็คือเริ่ม ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี ๒๕๖๐ ก็คือจะเพิ่มเป็น ๖๐ ข้อ ผ่าน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะเพิ่ม จำนวนข้อสอบ แล้วการแรนดอม (Random) จะไม่แรนดอม (Random) ในลักษณะของ ๑,๖๐๐ ข้อ มาแรนดอม (Random) ที่ ๖๐ ข้ออย่างเดียว เราจะคลัสเตอร์ (Cluster) ของกลุ่มความรู้ใน ๖๐ ข้อนี้จะต้องครอบคลุมทั้งในเรื่องของกฎหมายจราจร ในเรื่องการใช้รถ ใช้ถนน ในเรื่องของพฤติกรรมการใช้รถ อันนี้ก็จะเป็นในมาตรการ แล้วเรียนด้วย ความเคารพก็คือ ณ ปัจจุบันผู้ที่จะต้องมาประสานในเรื่องของการทำใบอนุญาตขับขี่ มีจำนวนที่มากขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากว่าจากปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมา ทางกรมการขนส่งทางบก ได้ยกเลิกเกี่ยวกับเรื่องของใบอนุญาตตลอดชีพ ก็แปลว่าต่อไปนี้ผู้ที่มาผ่านกระบวนการทำ ใบอนุญาตใหม่ ๒ ปีนี้ชั่วคราว แล้วมาต่อเป็นใบอนุญาต ๕ ปี จาก ๕ ปีก็ต้องเป็นต่อ ๕ ปี จะต้องต่อทุกปี ก็แปลว่าคนที่มีอยู่แล้วก็ต้องมาผ่านกระบวนการในเรื่องของใบอนุญาต ซึ่งตรงนี้เองในการต่อใบอนุญาตเราก็จะไม่ให้ต่อในลักษณะของการใช้สิทธิ จะต้องมีผ่าน กระบวนการในเรื่องของทดสอบ ใบรับรองแพทย์ แล้วก็ทดสอบในเรื่องของภาคทฤษฎีด้วย อันนี้ก็เรียนว่าในกระบวนการ และอีกอันหนึ่ง ก็คือผู้ที่ทำใบอนุญาตใหม่ แม้แต่ ๑ ครอบครัว มีรถอยู่คันเดียว มีรถมอเตอร์ไซค์อยู่แค่คันเดียว ก็จะต้องทั้งครอบครัวมาทำใบอนุญาต ก็แปลว่าปริมาณประชาชนที่จะต้องมาติดต่อเพื่อทำใบอนุญาตขับขี่ตรงนี้มีมากขึ้น ในขณะที่ ทรัพยากรเราคงที่ เรียนว่าตอนนี้กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดทิศทางแล้วนะครับว่าภายใน ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๖๐ หรือภายในปีหน้า ตรงนี้เราประกาศเพื่อที่จะให้ต่อไปในกระบวนการทำใบอนุญาต ขับขี่ในเรื่องของเข้มข้นทั้งเรื่องของการปฏิบัติ เข้มข้นทั้งเรื่องทฤษฎีนี่เราจะกำหนดให้ต้อง ผ่านจากโรงเรียนสอนขับรถนะครับ พอผ่านโรงเรียนสอนขับรถก็แปลว่าในกระบวนการของ กรมการขนส่งทางบกจะเป็นหน่วยงานในเรื่องของการควบคุมกำกับดูแลในเรื่องของ เรกูเลเตอร์ (Regulator) แล้วก็ติดตามโดยใช้พลังเจ้าหน้าที่ที่มีทั้งหมดในการออกแบบ ในเรื่องของการติดตาม อันนี้ก็เป็นทิศทางของใบอนุญาตเพื่อสร้างความมั่นใจ ในทุกกระบวนการ ก็ขออนุญาตใช้เวลาเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ เชิญท่านดุสิต เครืองาม ค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน สั้น ๆ ครับ ก็มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามเกี่ยวกับเรื่อง จปถ. อยู่ ๒ คำถาม ๓ คำถาม อย่างเช่น จะมีความต่อเนื่องได้อย่างไร หรือไม่ ผมขอกราบเรียนนะครับว่าโมเดล (Model) ของระบบ การมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน ในเบื้องต้นตอนนี้เราเสนอให้รัฐบาลออกมาเป็น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พอเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วในนั้นถ้าอ่านดู ในระเบียบก็ไม่ได้มีบทลงโทษอะไรต่าง ๆ ที่รุนแรงตรงนั้นนะครับ เราก็มองว่าต่อไป ถ้าหากว่าความเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนนนั้นมีความจำเป็นแล้วก็ได้ประโยชน์ ต่อประเทศชาติในคราววาระต่อไปก็อาจจะมีการเสนอออกมาเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่อง จปถ. ก็เป็นไปได้ นั่นคือประการหนึ่งที่จะทำให้มีความต่อเนื่อง
อีกข้อหนึ่งที่จะทำให้ จปถ. มีความต่อเนื่องก็คือว่า กระผมเองโดยส่วนตัว ก็มีความเชื่อว่า จปถ. จากนี้ไปจะถือว่าเป็นวิชาชีพอันหนึ่งของคนไทย ไม่ว่าท่านจะอยู่ ในหน่วยงานภาคเอกชนหรือว่าอยู่ในหน่วยงานราชการ ท่านสามารถที่จะใช้ความเป็น ผู้ชำนิชำนาญของความเป็น จปถ. เข้าไปสมัครงานหรือว่าได้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งนะครับ ก็จะทำให้เป็นอาชีพ เป็นหน้าที่ที่มีความทรงเกียรติ เพราะว่าจะมีอำนาจหน้าที่ทั้งใน การฝึกอบรม เมื่อสักครู่มีการพูดถึงเรื่องใบขับขี่ที่บอกว่าใครที่ได้ใบขับขี่ตลอดชีพไปแล้วไม่ได้ ไปยกเลิก แต่ว่าท่านสมาชิกก็ได้บอกว่าก็น่าจะมีการเชิญไปอบรมหรือว่าตรวจสอบสมรรถนะ เหล่านี้นะครับคือเจ้าหน้าที่ จปถ. ก็จะสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยการทำงานให้กับ กรมการขนส่งทางบกต่าง ๆ ในการที่จะตรวจสอบสมรรถนะต่าง ๆ ก็คงขอกราบเรียน เท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เรียนเชิญท่านนิกร จำนง ค่ะ
ผม นิกร จำนง นะครับ ประธาน กรรมาธิการ ก่อนอื่นก็ต้องกราบขออภัยที่ว่าเราใช้เวลาท่านเยอะมากเลย แต่ว่าอย่างที่เรียน แล้วว่าเหมือนเราทำงานก่อนตาย เพราะว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้มีอายุ ๑๒๐ วัน ตอนนี้ เท่ากับว่าทำให้เสร็จแล้วก็จะได้ตายตาหลับ แล้วเราก็เลยมีประเด็นเยอะมากมาย เป็นประเด็น ๓ ปฏิรูปซ้อนกันอยู่ขณะนี้ครับ ก็ไปหมดแล้ว เหลือแต่จะกลับมาอีกครั้งก็เรื่อง การจราจรเมืองใหญ่ ซึ่งท่านประธานเสรีจะนำกลับเข้ามา ไม่เกิน ๑๒๐ วัน ไม่เยอะแบบนี้ แล้วข้อที่ ๒ ก็คือจะขอขอบพระคุณมากว่าประเด็นที่ท่านทั้งหลายนำเสนอนี่เรามีเจ้าหน้าที่ ข้างหลังรวบรวมไว้ วันที่ ๔ คือวันพฤหัสบดีนี้เราจะเรียกประชุมแล้วก็เอาประเด็นของ ท่านไปเรียง แล้วก็ส่วนที่จะไปเพิ่มเติมอะไรพวกนี้เพื่อปรับ อายุเรามีน้อยอยู่ จะได้ส่งให้ทาง สภาโดยเร็ว เพราะว่าอย่างที่ท่านเพิ่มพงษ์ได้พูดว่าเวลามันไม่รอเราอีกแล้วนะครับ สุดท้าย ก็อยากจะกราบขอความอนุเคราะห์ท่านช่วยสนับสนุน เพราะว่าถ้าเราได้เสียงเยอะ ๆ เวลาที่ไปยังส่วนของรัฐบาลเขาจะได้ฟังเรามาก ๆ นะครับ กราบขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบ ความปลอดภัยทางถนน และร่างพระราชบัญญัติวิธีการพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... แล้วนะคะ
ท่านประธานขออนุญาตนิดเดียวครับ
ท่านเฉลิมชัยมีอะไรคะ
ขออนุญาตนิดเดียวท่านประธานครับ ท่านอนุญาตนะครับ เฉลิมชัย เครืองาม ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและคิดว่าคงจะขอความ ชัดเจน ผมได้อภิปรายไปแล้วและเป็นคำถามไป แต่ว่าคำตอบก็ยังไม่ชัดเจน ผมสนับสนุน ทั้งหมดที่ท่านเสนอมาวันนี้อยู่แล้ว แต่ประเด็นที่ผมขออนุญาตเรียนถามเป็นประเด็นสุดท้าย ท่านได้ตอบมาแต่ยังไม่เคลียร์ (Clear) คือประเด็นเรื่องของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีจราจร ท่านได้ตอบว่ากฎหมายฉบับนี้พิจารณาในคดีอาญาที่ไม่มีคู่กรณี อันนี้ชัดเจน คำถามของผมชัดเจนนะครับ ท่านช่วยกรุณาตอบด้วย แสดงว่าถ้าเป็นคดีจราจรที่เป็นคดีอาญาและมีคู่กรณีไปขึ้นศาลยุติธรรม คือศาลอาญา ตามปกติใช่หรือเปล่า เพราะว่าวิธีพิจารณาของทั้ง ๒ ศาลนี้ต่างกัน กฎหมายฉบับนี้เป็นวิธี พิจารณาคดีจราจรด้วยวิธีการไต่สวน ส่วนของคดีอาญาทั่วไปในศาลยุติธรรมนั้นเป็นคดี พิจารณาโดยการกล่าวหา เพราะฉะนั้นอันนี้มีความแตกต่าง ขอความกรุณาตรงนี้ให้ชัดเจน เพราะว่าตอนนี้ตีฆ้องร้องป่าวกันเยอะกันแล้วนะครับว่าอนาคตเราจะมีศาลจราจร
ขอบคุณค่ะ เรียนเชิญตอบ ท่านสิทธิศักดิ์ค่ะ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ที่ปรึกษากรรมาธิการ ผมขออนุญาตตอบท่านสมาชิก ที่ได้กรุณาซักถามในประเด็นเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีจราจรนะครับ ผมขออนุญาตตอบ เป็นอย่างนี้ครับว่า ในร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจรที่เสนออยู่ในคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนนั้นเน้นเฉพาะด้านคดีอาญา ที่ไม่มีคู่กรณีนะครับ อันที่ ๒ เป็นการดึงเอาความผิดตามกฎหมาย ๓ ฉบับ ๑. พระราชบัญญัติจราจรทางบก ๒. พระราชบัญญัติรถยนต์ ๓. พระราชบัญญัติ การขนส่งทางบก ประมาณ ๓๐ มูลฐานความผิด หรือ ๓๐ มาตราโดยประมาณ มาบัญญัติ ไว้ว่า บรรดาคดีเหล่านี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษลหุโทษ คือระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือโทษสูงกว่านั้นในบางข้อหา มาขึ้นสู่ศาลจราจรเพื่อให้การ บังคับใช้กฎหมายในส่วนนี้เกิดประสิทธิภาพด้วยความรวดเร็ว
ประการที่ ๒ หากมีคู่กรณีอย่างที่ท่านได้ซักถามนะครับว่า ขับรถประมาท ชนกัน ทรัพย์สินเสียหาย แล้วก็มีอาการลักษณะเป็นอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือบาดเจ็บ สาหัสหรือถึงแก่ชีวิตก็ดี คดีเหล่านี้ก็จะมาที่ศาลยุติธรรมตามปกติละครับ ถ้าเป็นโทษน้อย ก็ไปอยู่ที่ศาลแขวง ถ้าโทษหนักถึงแก่ชีวิตก็ไปอยู่ที่ศาลจังหวัด อย่างไรก็ตามคดีจราจรหรือ ศาลจราจรนั้นก็อยู่ในระบบของศาลยุติธรรม ศาลเดียวกันครับ เพียงแต่ว่าเราแยกเป็นราง เป็นแทร็ก (Track) ว่าถ้าเป็นคดีจราจรการพิจารณาก็ระบบไต่สวน ศาลเป็นผู้ซักถามพยานเอง เพื่อให้คดีเหล่านี้ได้ชำระสะสางแล้วเสร็จโดยรวดเร็ว ถ้าหากมีคู่กรณีนั้นมันอาจจะมี การต่อสู้พิสูจน์ความถูกความผิด มีการต่อสู้ประเด็นค่าเสียหายซึ่งเป็นคดีแพ่งหรือคดีแพ่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ฉะนั้นมันก็มีภาระการพิสูจน์ตามหลักกฎหมายทั่วไป แต่ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ก็ไม่ได้ล่าช้า ปัจจุบันระบบของศาลยุติธรรมก็สามารถพิจารณาคดี ต่อเนื่องได้รวดเร็ว ในชั้นศาลสูงก็แล้วเสร็จโดยรวดเร็วเช่นเดียวกัน ก็เรียนว่าไม่ว่าจะเป็น ความผิดในลักษณะที่ไม่มีคู่กรณีหรือมีคู่กรณีนั้นขึ้นศาลยุติธรรม เพียงแต่ศาลจราจรนั้น เป็นศาลเฉพาะด้านที่จะทำให้คดีที่ไม่มีคู่กรณี แล้วก็คนที่หลีกเลี่ยงลักษณะของไม่ชำระ ค่าปรับในคดีจราจรนั้นต้องมาศาลแล้วทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพครับ
ชัดเจนนะคะ ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมนะคะ ก่อนจะขอมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๐ ท่านนะคะ ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบความปลอดภัยทางถนน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนหมดเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ ขอผลคะแนนค่ะ ผลคะแนนนะคะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีค่ะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน เรื่อง การปฏิรูประบบความปลอดภัย ทางถนนและร่างพระราชบัญญัติวิธีการพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการค่ะ ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการและขอบพระคุณผู้ชี้แจงมากนะคะ ก่อนที่จะจบการประชุม นะคะ ดิฉันขอดำเนินการตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะคะ
เมื่อเลิกประชุมแล้วขอเรียนเชิญคณะกรรมการประสานงานประชุม ที่ห้องประชุมชั้น ๓ นะคะ แล้วก็เชิญผู้แทนคณะกรรมาธิการที่เรื่องของท่านจะเข้า คณะกรรมการ ๓ ฝ่ายไปร่วมประชุมด้วยค่ะ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุมและขอปิดประชุมค่ะ