สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๙ · ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ เสนอแนวคิดการจัดตั้ง ศาลจราจร โดยอ้างอิงจากแนวคิดของสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งเคยเสนอไปยังรัฐบาลในสมัยก่อน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ยังจะทำให้การฟ้องร้องง่ายขึ้น และลดภาระของผู้เสียหาย

นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะขอบคุณ ท่านสมาชิก สปท. ที่ได้กรุณาอภิปรายให้ความเห็นต่อประเด็นการจัดตั้งศาลจราจรในระบบ ของศาลยุติธรรม อาทิเช่น ท่านวันชัย สอนศิริ คุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ ท่านกษิต ภิรมย์ เป็นต้น ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนในประเด็นที่เป็นข้อสงสัยเป็นประเด็นที่ซักถาม ประเด็น ที่อาจจะยังไม่ได้ความชัดเจนอยู่ ๒ เรื่อง ๓ เรื่อง

ในประการแรกนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ท่านวันชัยกรุณายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับผ้ายันต์กันภัยของเจ้าคุณธงชัย ก็เรียนว่า เหตุผลหนึ่งที่โครงการจัดตั้งศาลจราจรนั้นก็เนื่องจากว่าใบสั่งจราจรที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ ต้นว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครปีเดียวนะครับ ปีเดียวนี่ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ฉบับ บังคับได้เพียง ไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่ามี ๑,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับที่บังคับไม่ได้ ฉะนั้นการบังคับใช้ กฎหมายในส่วนของการบังคับค่าปรับซึ่งเป็นรายได้ของรัฐก็จะขาดหายไป ฉะนั้นการจัดตั้ง ศาลจราจรก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่กระทำความผิดนี่เกิดความกลัวแล้วก็มีความสำนึก ที่จะต้องรักษาวินัยจราจร แล้วหากกระทำความผิดนั้นก็ต้องรีบชำระค่าปรับในชั้นเบื้องต้น กับเจ้าพนักงานตำรวจ หากมาถึงศาลนั้นค่าปรับก็จะสูง หากมาถึงศาลนั้นแล้วกระทำ ความผิดซ้ำก็จะมีการยึดใบอนุญาต พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามลำดับ รวมทั้งอาจจะส่งไปอบรมเรื่องวินัยจราจรในหลักสูตรที่ศาลเป็นคนกำหนดออกไป ฉะนั้น ระบบของการจัดตั้งศาลจราจรจึงมีคุณอนันต์นะครับ

ประการที่ ๒ ประโยชน์ของศาลจราจรนั้นเป็นกลไกที่เป็นการลดการใช้ อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ลดการใช้ดุลยพินิจที่มีลักษณะเป็นการ สุ่มเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดรายหนึ่งรายใดไม่ว่าก่อนหรือหลังที่มีการออก ใบสั่งจราจร ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในเชิงของกฎหมาย

ประการที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่าแนวคิดของการจัดตั้ง ศาลจราจรนั้นมิได้เกิดขึ้นมาในคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ ความปลอดภัยทางถนนเพียงครั้งแรก แต่หากเกิดจากแนวคิดของสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งเคยร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีจราจรไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ถึง ๒๕๔๗ มีการเสนอไปยัง ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลในขณะนั้น เพียงแต่สถานการณ์และความพร้อมอาจจะไม่เหมาะสม แต่ผมคิดว่าวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคน ไม่ว่าจะเป็น ยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะความผิดที่เกิดมันสุกงอมเพียงพอแล้วที่คิดว่าสังคมไทย ควรจะมีศาลจราจรซึ่งเป็นเสาหลักอีกต้นหนึ่งในระบบความปลอดภัยทางถนนที่สามารถ ที่จะทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ

ส่วนประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กรุณาซักถามว่าคดีในส่วนของศาลจราจรหรือ วิธีพิจารณาคดีจราจรนั้นไม่มีส่วนทางแพ่งหรืออย่างไร ความจริงท่านอำนวยก็ได้ตอบ ไปแล้ว แต่ผมขออนุญาตขยายความเพิ่มเติมว่าในส่วนกฎหมายฉบับนี้เป็นลักษณะคดีจราจร ที่ไม่มีคู่กรณี นั่นหมายถึงว่าจอดรถในที่ห้ามจอด ขับรถด้วยความเร็ว ขับรถลักษณะที่ ก่อให้เกิดอันตรายไม่มีคู่กรณี ฉะนั้นก็จะเป็นความผิดที่ไม่มีคู่กรณีจึงไม่มีความผิดในทางแพ่ง เข้ามาเกี่ยวข้อง หากในทางกลับกันมีคู่กรณีที่ขับรถเกิดอุบัติเหตุ ทรัพย์สินเสียหาย บาดเจ็บ สาหัส ซึ่งก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินหกพันบาท นั่นคือในส่วนของประมาทสาหัส ประมาทถึงแก่ความตายก็เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกถึงสิบปี ปรับถึง สองหมื่นบาท เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นคดีอาญาสินไหม ความหมายก็คือว่ามีทั้งความเสียหาย ทางอาญาและความเสียหายทางแพ่ง ในคดีที่ศาลยุติธรรมได้ดูแลนั้นปัจจุบันทางผู้เสียหาย มักจะรู้สิทธิของตน ก็คือสามารถยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ผู้กระทำความผิดในข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บสาหัส ก็ยื่นคำร้องขอเรียกค่าเสียหาย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียความสามารถในการประกอบ การงาน หรืออื่น ๆ หรือค่าปลงศพ หรือค่าจัดการงานศพ เป็นต้น เป็นจำนวนถึงหลักแสน หรือหลักล้านโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลแต่ประการใด ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นคดีอาญา สินไหมในความหมายของภาษากฎหมาย ศาลก็จะพิพากษาทั้งคดีอาญาซึ่งอาจจะมีโทษ จำคุกหรือปรับแล้วแต่กรณี หรือจำคุกอย่างเดียว ส่วนโทษความรับผิดในทางแพ่งศาลก็จะ พิพากษาให้ไปพร้อม ๆ กัน โดยที่ลดภาระของผู้เสียหายไม่ต้องมาฟ้องเป็นคดีใหม่สามารถ ยื่นคำร้องเข้ามาในคดี ในส่วนนี้ก็เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่งที่แยกออกจากศาลจราจรแล้วยัง อยู่ในระบบคดีอาญาปกติที่สามารถฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ ก็อยากจะเรียนสรุปว่า ระบบของศาลจราจรที่หลายท่านกรุณาให้ข้อคิดให้ข้อเสนอแนะนั้น ผมเองเชื่อว่า ท่านประธานนิกรในฐานะประธานกรรมาธิการก็คงจะได้มาปรับปรุงหรือดูเพื่อให้เกิด ความรอบคอบ ถ้าหากจะต้องมีการขับเคลื่อนผลักดันกฎหมายก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อสังคมไทยครับ ขอบคุณครับ