เรืองศักดิ์ จริตเอก หารือปัญหาความปลอดภัยบนถนนที่เป็นภัยเงียบซึ่งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก โดยยกประเด็นความกลัวของทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนต่อความเสี่ยงจากการเดินทาง สะท้อนผ่านการพึ่งพิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการหลีกเลี่ยงการเดินทาง พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งการบังคับใช้กฎหมายจราจรที่ไม่สมดุล การปรับโครงสร้างพื้นฐานถนนโดยเฉพาะในจุดเสี่ยง การควบคุมการจำหน่ายและบริโภคแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาล การจำกัดความเร็วเพื่อลดอุบัติเหตุรุนแรง และการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัย เช่น การสวมหมวกนิรภัย เริ่มจากหน่วยงานภาครัฐและโรงเรียนเป็นต้นแบบ ก่อนขยายผลสู่สังคมโดยรวม พร้อมเสนอให้ทบทวนระบบข้อมูลการสอบสวนอุบัติเหตุให้สะท้อนความผิดของทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ กระผมได้อ่านได้ศึกษาบทเรียนรายงานของ คณะกรรมาธิการนะครับ ก็ต้องขอกราบขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ที่ร่วมดำเนินการ นะครับ ทั้งที่ทำมาก่อนแล้ว แล้วก็ได้ผสมผสานในการที่นำเสนอจากผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขา เลยนะครับ ที่ผมฟังอยู่มาตลอดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ผมก็ขอสนับสนุนว่า เราจะต้องเดินต่อไปนะครับ ในส่วนผมเองนี่ผมก็ได้บอกกับท่านประธานว่าต้องกราบขอบคุณ แทนพี่น้องชาวไทยทั้งชาตินะครับในส่วนที่ได้ทำตรงนี้ ถึงแม้ว่าจะมีกำหนด ๑๒๐ วัน แต่ผมก็บอกกับท่านประธานว่าจะสักวันเดียวหรือนาทีเดียวก็ยังดีครับ เพราะนอกจากเรา ทำตามหน้าที่แล้ว ผมว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นแต่มีอานุภาพคือได้บุญกุศลครับ เพราะว่า ชีวิตชาวไทยเราหรือชาวต่างชาติก็ตามที่มาสูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บนะครับ ในแต่ละวินาที ในแต่ละวันในแต่ละเดือน ในแต่ละปีนี่มากนะครับ แล้วก็เป็นภัยที่เงียบๆ แต่ก็เป็นภัย ที่น่ากลัวนะครับ เรามีรายงานจากองค์การอนามัยโลกที่เรารู้กันทั่วไปแล้วนะครับว่าเราอยู่ ลำดับที่ ๒ แล้วก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราคำนวณในส่วนของปัจจัยเกี่ยวกับประชากรนี่ครับ เราจะพบว่าจริง ๆ แล้วเราอาจจะอยู่ลำดับที่ ๑ ก็ได้ การอยู่ลำดับที่เท่าไรนั้นคงไม่ใช่ สาระสำคัญครับ อย่างที่กรรมาธิการท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่แล้วว่า ท่านให้พุ่งเป้าไปถึง รากเหง้าของกลุ่มหรือสาเหตุนะครับ โดยเฉพาะการรายงานเรื่องนี้ของคณะกรรมาธิการ ได้มุ่งไปเรื่องความปลอดภัยบนถนนนะครับ ซึ่งความปลอดภัยบนถนนนี่จริง ๆ แล้วเราได้ ศึกษามานานแล้วก็ทำมาหลายสิบปีแล้วนะครับ ถ้าจะให้ตอบนาทีนี้ว่าเราดีขึ้นไหมนะครับ แล้วเรามีความมั่นใจไหมว่าเราจะดีขึ้น ผมก็คิดว่าเราคงยังไม่ต้องตอบครับ แต่ว่าเรา ควรจะทำต่อ เพราะเราทำมานานแล้วนะครับ แล้วก็ตั้งมั่นในการที่จะทำต่อไปนะครับ บนเส้นถนนนะครับ ในการสัญจรของคน ปัจจุบันก็อยู่บนความเร็วนะครับ ความเร็วก็เป็น ผกผันไปตามปฏิภาคของความจำเป็นของวิถีชีวิตของคนนะครับ แต่จะสังเกตว่าข้อที่ ๑ คนไทยนะครับ ไม่ว่าจะในเมืองหลวง ชานเมือง ๕ จังหวัด ในเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ชั้นใน ชั้นนอก หรือขอบปริมณฑล นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม ๕ จังหวัดวงรอบนี่ หรือรวมภูมิภาคนะครับครบทั่วราชอาณาจักร เมื่อออกจากบ้านวิ่งขึ้น บนถนนนะครับ ทุกคนจะรู้สึกกลัวถ้าเราขับเองเราก็ไม่กล้าบอกใครว่ากลัว แต่ถ้าให้ญาติพี่น้องลูกเราหรือใครออกจากบ้านเราก็กลัว ขอให้กลับมาบ้านโดยปลอดภัยนะครับ โดยสภาพที่ปลอดภัย ผมอ่านรายงานหรือแม้แต่ผมเองใช้ชีวิตตั้งแต่รองสารวัตรจนถึง รอง ผบ.ตร. ก็ไปดูที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุที่มีคดีอุบัติเหตุ เห็นคดีใหม่ ๆ ที่รถป้ายแดง เพิ่งออกมาเมื่อวันสองวัน แล้วก็สูญเสียทั้งชีวิตทั้งครอบครัวเลยนะครับ ก็เป็นความโศกเศร้า และมีทั้งคนบาดเจ็บไปเยี่ยมคนบาดเจ็บ คนนอนอยู่บนเตียงนะครับ อะไรสิ่งเหล่านี้ก็เป็น ความสูญเสีย ก็คือ
อันที่ ๑ คนก็มีความกลัว มีความกลัวครับ ผมเองก็ไม่กล้าบอกว่ากลัว เราเป็นตำรวจอย่าบอกว่ากลัวนะครับ บางคนก็พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพระรุ่นโน้นรุ่นนี้ เมตตามหานิยมแล้วก็จะต้องแคล้วคลาดนะครับ
อันที่ ๒ ก็คือว่าช่วงวันหยุดบางคนบอกว่าไม่อยากไปต่างจังหวัด เพราะไม่อยาก เป็นตัวหารหรือเป็นตัวเฉลี่ย เป็นตัวเฉลี่ยที่จะบาดเจ็บหรือเป็นตัวที่เสียชีวิต เขาจะบอก ไม่อยากเป็นตัวหารนะครับ
อันที่ ๓ ก็คือว่าประเทศไทยเราบอกได้ยินอะเมซิง (Amazing) มาหลายปี ทีนี้เราก็พูดเบา ๆ ว่า ก็มีอะเมซิง (Amazing) ๑. คือว่าเรามีถนนอย่างคร่าว ๆ ของถนน ที่เป็นถนนหลวง ถนนเมน (Main) หลักใหญ่ ๆ ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรนะครับ ยังไม่รวมถึงทางหลวงชนบทที่เมื่อสักครู่ได้อภิปรายว่าแยกไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เวลา เทศกาลคนก็จะเคลื่อนไปเอาหัวท้ายแล้วก็ตรงกลาง ๆ นี้ก็จะอยู่ตามวิถีชีวิตคนไทยละครับ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะเสียชีวิตบ้างอะไรบ้าง รวมแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร ถนนสายหลัก รวมทั้งเข้าไปหมู่บ้านอีกก็ร่วมประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร ๘๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรนะครับ รวมถึงกรุงเทพมหานครอีกประมาณ ๕,๕๐๐ กิโลเมตร นี่ก็คือบนเส้นถนนนะครับ สิ่งเหล่านี้ ต้องสร้างความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่าง เราถึงมีทั้งรถติด เราก็ได้ ฉายาว่า มหานครหรือว่าอะไรต่าง ๆ ว่ารถติด คนต่างชาติก็กลัวรถติด คือรถไม่เคลื่อนหรือว่า รถเคลื่อนตัวช้า ขณะเดียวกันก็มีรถเร็ว ผมถึงบอกอะเมซิง (Amazing) คือมีทั้งเร็วที่สุดในโลก และช้า จะบอกช้าที่สุดในโลกก็ไม่ได้ มันอยู่ด้วยกันครับ ชาวต่างชาติก็ชอบมาเมืองเราแล้วก็ บอกว่าเรามีทั้งรถติด คือรถเคลื่อนตัวช้าหรือรถล้อไม่ค่อยหมุน ในขณะเดียวกันก็รถเร็ว บนถนนท่านลองไปดูครับ ตอนนี้แทบทุกถนนรถวิ่งเร็ว ถามว่าเรากลัวไหมแต่เราก็ต้องไป นะครับ เราต้องเคลื่อนที่ไปท่ามกลางความเร็วของรอบตัวเลย และคดีที่เกิดหลาย ๆ เรื่อง ก็ไม่ใช่เกิดจากการกระทำของเราเองหรือของคนที่ขับที่จะมีแบบคนอื่นกระทำนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือเป็นอะเมซิง (Amazing) อย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันกฎหมายเรา ผมก็ดู ๆ ไปมาหลายประเทศ ตั้งแต่ทำเรื่องจราจรมานี่ กฎหมายเราก็ได้รับรายงานหรือได้รับ บอกเล่าว่าเป็นกฎหมายจราจรที่น่าจะดีในเกณฑ์ค่อนข้างจะมาตรฐาน แต่เรื่องการบังคับใช้ ยังไม่มีตัวประเมินว่าบังคับใช้ได้ประเมินในระดับใด เพียงใด ก็คือยังไม่มีรายงานชัดเจนว่า การบังคับใช้ได้ผลเต็มที่หรือไม่ อย่างไรนะครับ และกฎหมายของเราก็มีเยอะแล้วก็ เสนอเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ขณะที่ผมไปดูหลาย ๆ ประเทศที่มีความปลอดภัยสูง ๆ ในเอเชียหรือในเซาต์อีสต์เอเชีย (Southeast Asia) หรือในยุโรป อะไรต่าง ๆ กฎหมายเขาน้อยลง หรือแทบไม่มีเลยครับ พระราชบัญญัติจราจรทางบกถ้าเราเทียบกับประเทศญี่ปุ่นเรา จะน้อยกว่าเขาประมาณ ๑๐๐ เท่า เพราะจำนวนแผ่นนี่ก็น้อยแล้ว เพราะว่าผมเคยถามเขาว่า เคยไปประชุมห่างกันสัก ๗ ปีที เราก็นึกว่าหยิบฉบับผิด เขาบอกว่ากฎหมายมาตรานั้นหรือ ข้อหานั้นเขาไม่มีแล้ว ชาวต่างชาติเขาไม่ได้ทำผิด เพราะฉะนั้นก็เอาออกได้เลย คือไม่ต้องเขียน ทีนี้ผมเคยทำงานด้านกฎหมายด้านนี้ ผมก็ทำหน้าที่เพิ่มเรื่อย ๆ เพิ่มกฎหมายเรื่อย ๆ หรือเราตั้งศาลเรื่อย ๆ ถ้าเรามองถึงรากต้นไม้ก็คือแสดงว่ามันมีคนทำผิดเรื่อย ๆ เราถึงต้องมี ยอดไม้นะครับ ยอดไม้ก็คืออย่างนี้ครับ คือออกกฎหมายมาคุมไว้ ทีนี้เราถามว่าทำอย่างไร รากไม้จะสะอาดได้นะครับ เราก็อภิปรายว่าตั้งแต่โรงเรียน หลาย ๆ ท่านต้องกราบขอบคุณ ที่จะฝากไว้กับคุณครูบาอาจารย์ต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็ต้องฝากนะครับ แต่ว่าเราก็บอกว่า วินัยจราจรสะท้อนวินัยชาติ เราออกไปนอกสภาเราก็จะเห็นนะครับตามทางแยก เห็นมานาน แล้วครับ ผมเห็นตั้งแต่เป็นนักเรียนนะครับ วินัยจราจรสะท้อนวินัยชาติ มันก็มี ๒ วินัยนะครับ แต่ถามว่าวินัยอะไรดีกว่ากัน แล้วเรามีทั้ง ๒ วินัยไหม ผมว่าเด็กนักเรียนอาจจะตอบเพราะว่า ครูบอกพยายามให้มีทั้ง ๒ วินัย แต่พวกเราเองพูดสนุก ๆ ว่าเราไม่มีทั้ง ๒ วินัยเลยครับ ครึ่งวินัยก็ไม่มี ทีนี้ตรงนี้เราจะทำให้มันเป็นอย่างไรได้ก็คงต้องช่วยกันละครับ อย่างเช่น อะเมซิง (Amazing) อีกอันหนึ่งอย่างเช่น คนขับรถที่เชี่ยวชาญระดับโลกเลยนี่ เรียกว่า ถนนเป็นอย่างไรเขาขับได้หมด แต่ก็มาถึงแก่จุดจบ หรือมาถึงกับอันตราย หรือมาถึงกับ คงไม่ต้องบอกรายชื่อละครับ ผมไปดูคดีอะไรต่ออะไรก็มาถึงจุดจบก็คือมาเสียชีวิต ที่เมืองเรา ไม่ว่าจะเป็นรถสี่ล้อ รถสองล้อ หรือเป็นรถจักรยานยนต์ที่ถีบเองก็เสียชีวิต ที่เมืองเรานะครับ เขาใช้ชีวิตแพตเทิร์น (Pattern) แบบแผนของต่างชาติมาใช้กับถนนบ้านเรา มันไม่ได้นะครับ ทีนี้เมื่อไม่ได้ เมื่อ ๒ วันนี้ผมก็อ่านรายงานของชาวต่างชาติอันหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับท่านกรรมาธิการครับ เขาบอกว่าองค์พระปิยะมหาราช ตั้งแต่สมัย ต้นรัตนโกสินทร์ ระบบคูคลองการสัญจรของเรานี่เป็นไปในระบบทางน้ำ ทางแม่น้ำ ทางคูคลองนะครับ อย่างเช่น จังหวัดปทุมธานีจะมีคลองสามวา คลองหกวา คลองแปดวา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ คูคลองเหล่านี้ก็คือสัญจร ต่อมาอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีขณะนี้เราจะมี วินรถมอเตอร์ไซค์ทุกซอยนะครับ แล้วก็มีก่อนหน้านี้จะเป็นคันดิน จากคันดินก็พัฒนา เป็นถนน แล้วก็ถนนที่มีอยู่แล้วก็แตกกิ่งเยอะ ถนนหลาย ๆ ประเทศเขาจะเป็นถนนที่วาง ผังเมือง ที่ผมพูดนี่เป็นสหวิทยาการ คือในเรื่องผังเมืองนะครับ เรื่องถนนยังไม่ได้พูดเรื่องรถ ไล่ไปทีละลำดับนี่นะครับ จากระบบคูคลองมาเป็นระบบวิ่งสัญจรตามซอยเล็กซอยใหญ่ ออกถนนใหญ่ ออกถนนทางหลวงวิ่งสับสนหมด อันนี้ก็คือผมยกตัวอย่างว่าเราต้องมี การศึกษาในเชิงบูรณาการ ซึ่งผมดีใจว่ามีอยู่ข้อหนึ่งเมื่อสักครู่นี้จะมีการพัฒนาระบบ สาธารณะเป็นทางเลือก พูดง่าย ๆ เหมือนเราอยู่โมดูล (Module) ของส่วนที่คูคลองต่อมาขณะนี้ กำลังอยู่ในทรานซิชัน (Transition) ที่ว่าวิ่งตามถนน ถนนที่ดัดแปลง จากถนนเก่า ๆ อย่าง ถนนเพชรเกษม จะเห็นว่ามันยูเทิร์น (U-turn) เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เดี๋ยว ๆ พุ่งออกมา จะขับยาก เมืองไทยเรามีถนนอย่างนี้เยอะ เขาไม่ได้ออกแบบไว้แบบนี้ เพราะฉะนั้นอุบัติเหตุ จะเกิดบ่อยทันทีนะครับ เราอยู่ตรงช่วงตรงกลางนี่เราจะก้าวไปสู่ระบบสาธารณะนะครับ ผมเคยไปหลายประเทศ อย่างประเทศไต้หวันผมไปช่วงแรก ๆ ที่เขากำลังขุดดินทั่วเลยนี่ ต่อมาตอนช่วงแรกเขาไปเกิดอุบัติเหตุ หรือประเทศเวียดนามนะครับ แต่ต่อมาระบบ สาธารณะเขาดีขึ้นก็ทำให้แก้ไขได้นะครับ เอาละครับ ทีนี้ที่ผมพรรณนามาทั้งหมดนี่ จากความเป็นจริงท่านที่อภิปราย ไปเมื่อสักครู่ก่อนหน้าผมท่านก็ได้พูดแล้วว่าให้โฟกัสลงไป ตรงไปตรงจุดของรากเหง้าของปัญหา ผมก็จะเติมสั้น ๆ ครับ ท่านประธานครับ ๓ ข้อ คือผม อยากเติมซึ่งในรายงานมันมีอยู่แล้ว ผมสกัดออกมาอีกทีหนึ่งว่าใช้ว่า เพิ่มเติมมาตรการ เพิ่มความปลอดภัย ผลจากการสำรวจ ขออนุญาตท่านประธานเขียนว่า เซอร์เวย์ (Survey) จากการวิจัยรีเสิร์ช (Research) ขอโทษนะครับ ใช้ภาษาอังกฤษ แล้วจากการยกตัวอย่าง ประเทศที่เขาสำเร็จ คือเป็นเบสแพรกทิซ (Based practice) คือเขาได้ประสบความสำเร็จ แล้วจะเป็นสนามย่อย สนามเล็ก หรือระดับประเทศ เพื่อแก้ระดับความรุนแรงแล้วใช้ดัชนี ชี้วัดของความรุนแรงที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุนี่สำเร็จในระดับที่พึงประสงค์
ข้อที่ ๑ ก็คือว่าพยายามหาความสมดุลหรือจะเรียกว่าไม่อยากใช้คำว่า เพิ่มความเข้มเกี่ยวกับเรื่องมาตรการของแอลกอฮอล์นะครับ แอลกอฮอล์โดยเฉพาะ ช่วงเทศกาลนะครับ ซึ่งวิถีชีวิตคนไทยจะต้องชอบดื่มอยู่แล้วนะครับ เราต้องหาจุดที่ดี เพื่อยับยั้งตรงนี้ เพราะมันเป็นรูรั่วหรือเป็นสปอต (Spot) ดำ เป็นจุดดำที่ก่อให้เกิดเชื่อมโยง กับเกิดอุบัติเหตุสูงสุดนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องเพิ่มความเข้มงวดในการจำหน่าย หรือในการดื่มนะครับ แต่เราอาจจะไม่ถึงขั้น ผมไม่ได้พูดว่าห้ามขายนะครับ แต่ว่าเข้มงวด ในการจำหน่ายและการดื่มประเภทแอลกอฮอล์นะครับ ผู้ใช้ถนนจะได้ดื่มภายใต้การควบคุม นะครับ แล้วบนถนนนี่จะมีคนดื่มสุราน้อยลงหรือไม่มีเลยในภาพรวมทั้งประเทศเราต้องใช้ ช่วงโอกาสนี้เขยิบ ๆ เข้าไปก่อน อยู่ดี ๆ ตูมตามคงไม่ได้ แต่ถ้าเห็นตัวอย่างแล้วผมคิดว่า คนไทยทั้งชาติ ทั่วโลกนะครับไม่เฉพาะคนไทย เพราะเขาต้องมาเขาจะยินดีด้วย เขยิบ ๆ เข้าไปช่วงอีเวนต์ (Event) ของเทศกาลก่อน ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เราพูดเรื่องความเร็วสปีด (Speed) ปัจจุบันโลกอยู่ด้วยความเร็ว ก็ตาม แต่ความเร็วบนถนนนี่น่ากลัวนะครับ เป็นความเร็วที่มันส่งสัญญาณถึงดัชนีของ ความรุนแรงของอุบัติเหตุนะครับ แต่ผิวถนนครับ ท่านประธานครับ ผิวถนนจากการศึกษา ที่ผมพูดแล้วว่าจากการศึกษาเบสแพรกทิซ (Based practice) ที่ประสบความสำเร็จ ผิวถนน มีส่วนช่วยลดถึงขั้นป้องกันนะครับ ลดระดับความรุนแรงและลดจำนวนอุบัติเหตุ จำนวนครั้ง จำนวนความรุนแรงด้วยนะครับ ซึ่งทางท่านจะต้องไปศึกษาด้านวิศว หรือถ้าพูดภาษา ชาวบ้านก็บอกว่าขับรถเร็วมาก ๆ ต้องมาดูแก้เพิ่มเติมตรงจุดที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุบ่อย ๆ ตรงถนนสายรองอะไรพวกนี้นะครับ ให้ผิวถนนมีการปรับปรุงให้มีการช่วยจำกัดความเร็ว ในเขตชุมชนหรือจุดที่เกิดเหตุบ่อย ๆ ให้เป็นถนนพื้นผิวเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้นะครับ เช่น ชาวบ้านอาจจะใช้พวกอิฐ หินขรุขระช่วยชะลอความเร็วในเขตชุมชนหรือเขตที่เกิด เหตุบ่อย ๆ ที่เป็นแบล็กสปอต (Blackspot) ว่าทั่วประเทศเรามีจุดอันตรายอยู่ประมาณ ๓๐๐ แห่ง หรือ ๓,๐๐๐ แห่งนี่เราต้องกำหนดจุดเหล่านี้เป็นระยะ ๆ แล้วก็อันนี้จะช่วย ทำให้เกิดแอ็กทิวิตี (Activity) ของร่างกายตื่นตัวด้วย ยกตัวอย่างเช่นขับรถทางตรงเร็ว ๆ ก็จะทำให้คนตื่นตัวแล้วก็ป้องกันการหลับในด้วยนะครับ การหลับในนี่เป็นสาเหตุหลัก บางครั้งไม่มีรีพอร์ต (Report) ไม่มีตัวเลขอยู่ในอุบัติเหตุของสาเหตุนะครับ เพราะเราเพิ่งมา เพิ่มตอนหลัง เพราะว่ามันเป็นไปได้หมด เพราะอย่างตำรวจที่เราศึกษาเป็นรายกรณี สมมุติ ท่านมี ๑๐ ช่องว่าไปดูที่เกิดเหตุแล้วท้ายที่สุดมาสอบสวน สืบสวนสอบสวนว่าตายหรือ เสียชีวิตเพราะอะไร เว้น ๕ ช่อง แต่คนที่ทำผิด ขอโทษครับ มีถึง ๗ ช่อง ผมบอกต้องเติมอีก ๗ ช่อง เพราะเขาทำผิดทุกอย่างเลย หมวกก็ไม่ใส่ เมาก็เมา เร็วก็เร็ว ง่วงก็ง่วง คือเป็นได้ ทุกอย่างเลยครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านมีมาให้ ๓ ช่องไม่พอ บางทีตำรวจก็เลยใส่ไปอะไรก็ได้ จริง ๆ มันมีตั้ง ๑๐ อย่าง คนที่ทำผิดนี่นะครับ ที่พร้อมตาย คือมีหลายอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องปรับปรุงในเรื่องชะลอความเร็ว
อันสุดท้ายครับ มาตรการที่เสริมไว้ก็คงอาจจะเรื่องหมวกนิรภัยนะครับ หมวกนิรภัยนี่ทางองค์การอนามัยโลกสนใจมากนะครับ แล้วก็เริ่มเขยิบเข้าไปเรียกว่าคือเรา ศึกษาหรือทำแบบจากแผนแล้วนี่สู่ปฏิบัติจริง ๆ แต่ตูมตามหรือทำทันทีอาจจะยาก แต่คนจะ ยอมรับได้ไม่ใช่โฆษณาและไม่ใช่พูดนะครับ เพราะเราทำมานานแล้ว เราก็ต้องทำต้องให้เป็น จริงนะครับ แล้วทำจริง ๆ ทั้งประเทศมันทำยาก ทั่วแผ่นดินทองนี่แผนที่ไทยทำยาก เพราะฉะนั้นต้องค่อย ๆ ทำไปนะครับ คือภาษาอังกฤษว่า แคร์รีออน (Carry on) ก็คือ ค่อย ๆ ทำ เขยิบ ๆ เข้าไปแล้วก็ค่อยไปเชิงประจักษ์ให้เห็นผลนะครับ อย่างเช่น กลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา สถานราชการต้องใส่หมวก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่าตรงนี้คุณจะเป็นพื้นที่ถนนปลอดภัยนะครับ ไม่มีกระแทกผิวถนนเลยนะครับ ในช่วง ๑ เดือน ๑ ปี ไม่มีเลยนะครับ ตรงนี้เขาจะเห็นเองว่าเขาใส่หมวกนิรภัยเพื่อตัวเขา เพื่อตัวเขาด้วยนะครับ ไม่เหมือนต่างประเทศที่ว่าเขาทำเพื่อตัวคนอื่นด้วยแล้วก็ตัวเขาด้วย เพราะฉะนั้นต้องออกกฎเกณฑ์ที่เป็นตัวอย่างนะครับ สถานที่ราชการ สถานที่ศึกษา หรือถนน สวมหมวกนิรภัยในการเข้าออก ค่อย ๆ ขยายผลต่อไปแล้วให้มันครอบคลุมไป ทั้งประเทศครับ กราบขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ก็คงมีเสริม ๓ ข้อนะครับ