ธนะพงศ์ จินวงษ์ นำเสนอแผนเร่งด่วนลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยชี้ข้อมูลการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยเสี่ยงหลักอย่างความเร็ว การดื่มแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย พร้อมเสนอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เสริมการตรวจวัดความเร็วและเมาแล้วขับอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการเตรียมความพร้อมของรถสาธารณะ การจัดการจุดเสี่ยงในชุมชน และการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ โดยเน้นการดำเนินการล่วงหน้าตั้งแต่เดือนสิงหาคมและใช้ช่วงเทศกาลเป็นโอกาสทดลองมาตรการใหม่เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมระยะยาว พร้อมตั้งเป้าลดการเสียชีวิตร้อยละ 5 ผ่านความร่วมมือทุกระดับตั้งแต่จังหวัดถึงท้องถิ่น
กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ในฐานะของ ที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญนะครับ จะขอนำเรียนแผนเร่งด่วนระยะสั้นในช่วงปีใหม่ ปี ๒๕๖๐ ที่จะถึงนี้นะครับ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาตามที่ท่านประธานได้นำเรียนนะครับ ตรงนี้เดี๋ยวขอสไลด์ (Slide) ขึ้นเลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เราจะพบว่า การเสียในช่วง ๗ วันของเทศกาลปีใหม่ จากกราฟ แม้จะลดลงในช่วง ๒ ปีแรก จากยอด การเสียชีวิต ๗ วัน ๔๐๐ กว่าราย แต่ใน ๘ ปีที่ผ่านมาเราจะพบว่ายอดการเสียชีวิตกลับคงที่ ตัวเลขอยู่ที่ ๓๒๐ ถึง ๓๖๐ ชีวิต ในแต่ละเทศกาล ที่สำคัญคือในปีใหม่ที่ผ่านมามีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมา ๓๘๐ ราย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๑.๔๔ ไม่เพียงเท่านี้ ในปีใหม่ที่ผ่านมายังมีสัญญาณที่สำคัญ เตือนให้เห็นถึงดัชนีความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ในอุบัติเหตุ ๑๐๐ ครั้ง ปกติแต่ละปีจะมีการ เสียชีวิต ๘ ราย แต่ในปีใหม่ที่ผ่านมา อุบัติเหตุ ๑๐๐ ครั้งมีคนตายถึง ๑๑.๒๕ ราย ซึ่ง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ของการตายเป็นการตาย ณ จุดเกิดเหตุหรือตายคาที่นะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ ดัชนีความรุนแรงหรือที่ทางวิชาการเรียกว่าเป็น ซิวิลิตีอินเดกซ์ (Civility index) ที่เพิ่มขึ้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่ ๔ ประการ แต่ที่สำคัญที่สุดประการแรกเลยก็คือเรื่องของความเร็วหรือการขับรถเร็วทั้งทางหลวงและ การขับรถเร็วในเขตเมืองที่มีคนสัญจรข้ามถนนไปมา ในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาพบว่ามีถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ตายเป็นคนเดินถนน ที่เกิดขึ้นจากการข้ามถนน
ถัดมาคือพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดความรุนแรงที่สำคัญเลยคือเรื่องของ การหลับใน เพราะจะเป็นการที่มีการชนในลักษณะของการปะทะ ไม่มีการเบรก โดยเฉพาะ ในช่วงของการเดินทางไปกลับ จะมีความอ่อนล้าจากการขับรถติดต่อกันหลายชั่วโมง อีกพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญคือการดื่มขับนะครับ หรือเรียกว่า เมาขับ เพราะเราพบว่ายิ่งดื่ม ยิ่งไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย เกือบทั้งหมดของคนที่ดื่มถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ก็ไม่ใส่หมวกกันน็อก ถ้าเป็นรถยนต์ก็ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนะครับ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมเสี่ยง ๒ อย่างนี้จะเป็น พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ดัชนีรุนแรงมากขึ้น
ประการที่ ๓ คือความรุนแรงที่เกิดจากรถที่หลุดไปชนวัตถุข้างทางโดยเฉพาะ ต้นไม้ สุดท้ายก็คือการที่ผู้ขับขี่หรือผู้ซ้อนหรือคนที่โดยสารไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ผู้ที่เสียชีวิต ร้อยละ ๘๒ จากการใช้รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อก ผู้ที่ขับรถส่วนบุคคลหรือ โดยสารรถส่วนบุคคลและเสียชีวิตร้อยละ ๗๒ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนะครับ ฉะนั้นจะเห็นว่า ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของดัชนีของความรุนแรงนะครับ และสิ่งที่จะนำไปสู่ข้อเสนอสำคัญเพื่อจะ ลดความสูญเสีย ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ
ข้อเสนอสำคัญ ประการแรก ตามที่ท่านประธานของกรรมาธิการวิสามัญ ได้นำเรียนนะครับ สิ่งที่ควรจะถูกหยิบยกขึ้นมาก็คือการตั้งเป้าให้มีการลดการตายลงร้อยละ ๕ หรือให้การเสียชีวิตไม่เกิน ๓๖๑ รายในเทศกาลที่ผ่านมาพร้อมกำหนดให้จังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นซึ่งเป็นจุดจัดการได้มีการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดเป้าหมาย เพราะว่า การกำหนดเป้าหมายในทุกระดับจะทำให้ทุกภาคส่วนทราบและมีทิศทางของการทำงาน ร่วมกัน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในปีใหม่นี้
ประการถัดมา คือบังคับใช้กฎหมายข้อที่ ๒ ให้เข้มงวดจริงจัง โดยเฉพาะ การกระตุ้นให้มีการตื่นตัวในช่วง ๗ วันก่อนเทศกาลให้เกิดการบังคับใช้จริง มีการรายงานผล นะครับ ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ช่วง ๗ วันเกิดประสิทธิผล พร้อมกันนี้ต้องมีการ สนับสนุนอุปกรณ์ให้เพียงพอโดยเฉพาะเครื่องตรวจวัดความเร็ว เครื่องตรวจความเมา ที่เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาด้วยข้อจำกัดของเครื่องมือทำให้ยอดดำเนินคดีของคนเมา ทำได้เพียง ๒๐ รายต่อจังหวัดต่อวัน ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนคนเมาบนถนนนะครับ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ
อีกประการมาตรการการยึดรถที่เป็นมาตรการที่สำคัญก็ยังทำได้จำกัดนะครับ ควรจะมีการทบทวนแล้วก็ปรับปรุงในเรื่องนี้ หัวใจสำคัญที่จะทำให้การบังคับใช้เกิด ประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดคือ ในพื้นที่จะต้องมีมาตรการในการทำแบบไม่หว่านแห ก็คือมีการกระจายแบบสุ่มหรือแรนดอม (Random) ไปในกลุ่มเสี่ยง ช่วงเวลาเสี่ยง และพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มรถจักรยานยนต์ในกลุ่มเยาวชน คนทำงาน โดยเฉพาะ ในเวลากลางคืน ในช่วงของการฉลองนะครับ
ถัดไปนะครับ นอกจากการตั้งเป้าหมายลดการเสียชีวิตลง ๕ เปอร์เซ็นต์ และการบังคับใช้เข้ม สิ่งที่ต้องจัดการควบคู่กันไปคือทำให้เกิดถนนที่ปลอดภัยโดยให้ ทุกชุมชนและท้องถิ่นมีการระบุและแก้ไขจุดเสี่ยง จุดอันตราย เช่น ทางเชื่อม ทางแยก ทางลัดผ่านต่าง ๆ รวมไปถึงการให้ชุมชนและท้องถิ่นมีเขตชุมชนที่สามารถลดความเร็ว เพราะจะช่วยลดการตายของคนเดินถนนได้นะครับ
ประการถัดมาในเรื่องยานพาหนะ ในช่วงเทศกาลมุ่งเน้นในเรื่องของการให้ คนขับได้เตรียมความพร้อม มุ่งเน้นในเรื่องของรถสาธารณะที่จะมาวิ่งเสริมให้มีความพร้อม
ประการสุดท้าย คือการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ถึงโอกาสเสี่ยง ความรุนแรงและผลกระทบที่ตามมาจากการที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ที่ผ่านมาเด็ก ๆ ที่มาใช้ มอเตอร์ไซค์ยังไม่เคยรับรู้ถึงความเสี่ยงว่าจะเกิดผลกระทบกับทั้งตัวเองและครอบครัว รวมไปถึงเหยื่ออย่างไรบ้าง อันนี้การประชาสัมพันธ์ก็จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้ เกิดขึ้นได้นะครับ
ถัดไปนะครับ สิ่งที่จะถูกมุ่งเน้นก็คือก่อนถึงมาตรการเราต้องเตรียม ความพร้อม ก่อนถึงเทศกาลก็คือเตรียมความพร้อมตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปที่ หน่วยงานภาคนโยบายและศูนย์อำนวยการจะต้องกำหนดเป้าและส่งสัญญาณให้เกิด การทำงาน มีการสนับสนุนอุปกรณ์ลงไปในพื้นที่ ส่วนระดับพื้นที่ก็คือมีการวิเคราะห์ปัญหา แล้วก็การจัดเตรียมสถานการณ์ พร้อมทั้งมีการดำเนินการเข้มก่อนที่จะถึงช่วงเทศกาลนะครับ
ประการสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ทั้งหมดแล้วของการจัดการเรื่องของเทศกาลปีใหม่ เพื่อลดการตายลงเป็นภาพเพียง ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ของการสูญเสียของทั้งประเทศ ในทุก ๆ วัน ไม่เฉพาะเทศกาล คนไทย ๔๐ คน ถึง ๕๐ คนเสียชีวิตบนถนน ในทุก ๆ วัน ๑๕ ครัวเรือน ต้องแบกรับภาระดูแลผู้พิการไปตลอดชีวิต ช่วงเทศกาลถือว่าเป็นช่วงสำคัญที่สังคมไทย ตื่นตัวกับเรื่องอุบัติเหตุทางถนน และพร้อมที่จะรับมาตรการใหม่ ๆ ที่เข้มงวด เพราะฉะนั้น ต้องมองเทศกาลเป็นโอกาสของการใส่มาตรการสำคัญที่เข้มงวด จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับ เป็นช่วงที่สามารถทดลองยาใหม่ ๆ หรือยาที่แรงขึ้น เพราะฉะนั้นเทศกาลปีใหม่ในครั้งนี้ ขอให้มีมาตรการที่เป็นมาตรการที่ชัดเจน เป็นมาตรการใหม่และสามารถเอามาบังคับใช้ได้ อย่างจริงจังเพื่อกระตุ้นให้สังคมเกิดการปรับตัวและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่แผน ระยะกลาง ระยะยาว ต่อไปนะครับ ขอนำเรียนเท่านี้ครับ