เฉลิมชัย เครืองาม หารือปัญหาความปลอดภัยจราจรที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งการขี่รถจักรยานบนถนนหลวงในช่วงค่ำที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การไม่สวมหมวกกันน็อกของผู้โดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง และการขาดมาตรการรองรับที่เพียงพอ เสนอให้ทบทวนการออกใบขับขี่ตลอดชีพ ผลักดันการติดตั้งกล้องบันทึกในรถยนต์ทุกคัน และเน้นย้ำความจำเป็นในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยตั้งแต่เด็ก พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาและศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเสนอมาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ที่ท่านได้กรุณาศึกษาเรื่องนี้แล้วก็นำมาให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้ปรึกษาหารือแล้วก็แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน ผมคิดว่าระยะเวลา ๑๒๐ วันที่ทางคณะกรรมาธิการได้รับมอบหมายให้ไป ศึกษานั้นท่านศึกษาเพียงแค่ ๙๐ วันก็ทำได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีก็ขอขอบคุณแล้วก็ชื่นชมท่าน ท่านประธานครับ เรื่องความปลอดภัยในเรื่องของการจราจรนั้นเป็นปัญหาโลกแตก ที่ทุกสังคม ผมเชื่อว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีใครที่จะสามารถแก้ไขได้อย่างเรียบร้อย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่มีอุปสรรคใด ๆ สำหรับประเทศไทยนั้นท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวว่า อัตราการตายของคนไทยนั้นเรื่องจราจรประมาณ ๒๔,๐๐๐ รายต่อปีหรือโดยเฉลี่ย ประมาณ ๒,๐๐๐ รายต่อเดือน หารแล้วก็ประมาณ ๖๐ คนเศษ ๆ ต่อวัน จะเห็นได้ว่า ตัวเลขนี้เป็นอัตราที่สูงมาก กล่าวกันว่ามันเป็นอันดับ ๒ ของโลก เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เชื่อ เรื่องทฤษฎี ๗ วันอันตราย ผมคิดว่ามัน ๓๖๕ วันอันตราย คืออันตรายทุกวัน เราออกจากบ้าน ไม่ต้องใช้ผ้ายันต์ ไม่ต้องนิมนต์พระรอด หรือว่าพระศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ครับ ผมว่าตัวเองนั่นแหละ ที่จะคุ้มครองตัวเองได้ดีที่สุด ออกไปแล้วไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านอย่างครบ ๓๒ เรียบร้อยหรือเปล่า ผมเองมีประสบการณ์ตรงเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วเอง คือเราไม่ไปชนเขา เขาก็อาจจะชนเรา หรือเขาอาจจะกลิ้งมาให้เราชน ประสบการณ์ตรงที่ผมกล่าวคือ ๒ สัปดาห์เศษ ๆ ที่ผ่านมา ผมนั่งไปกับคนรถ นั่งอยู่ดี ๆ ในซอยประมาณทุ่มเศษ ๆ ฝนตกพรำ ๆ อยู่ดี ๆ ผมก็ไม่ได้หลับ อะไรนะครับ คนขับรถก็ไม่ได้หลับ รถที่สวนมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ เขาหลบหลุมที่มันเป็นหลุม เป็นบ่อออกมาในเลน (Lane) ของผม แล้วอยู่ดี ๆ ก็ไปสะดุดหลังเต่าของถนนของซอย แล้วก็กระเด็นมาตกตรงหน้ารถผมพอดี ผมไม่เห็นนะครับ แต่คนขับรถเขาเห็น และเขาเบรก ได้สนิท ลงไปดูห่างจากล้อยางของผมแค่ประมาณครึ่งฟุต ผมตกใจ แล้วก็ท่องนะโมว่าโอ้โฮ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง คือแทนที่เราจะไปทานข้าวข้างนอกและกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่เรา อาจจะไปเหยียบใครเสียชีวิตโดยที่เราก็ไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งใจ แสดงให้เห็นว่า ๓๖๕ วันนั้น มันอันตรายจริง ๆ และอีก ๑ นาทีประสบการณ์ตรงของผมเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว นานไปหน่อย ในซอยศูนย์วิจัย ซอยเข้าทางโรงพยาบาลกรุงเทพถ้าท่านจำได้ ตอนนั้นผมยังเรียน ชั้นมัธยมศึกษาอยู่เลย ยังไม่ได้เข้าแพทย์ ผมนั่งรถซูบารุรับจ้างออกจากซอย ซอยศูนย์วิจัย ถ้าท่านจำได้มันมีทางรถไฟข้ามซอยอยู่ ผมก็นั่งอยู่ดี ๆ ผมก็เห็นนะครับว่ารถไฟจะมา แต่เมื่อสมัยนั้นมันไม่มีตัวไม้กั้น รถซูบารุรับจ้างผมเป็นคันแรกที่ไปถึงบริเวณทางรถไฟ ก็ปรากฏว่ามีรถคันข้างหลังเขาบีบแตรไล่ เขาคงเอกซ์เปกต์ (Expect) คงคาดว่ามันคงพ้น มันคงผ่าน อีกประมาณกี่เมตรก็ว่าไปมันคงผ่าน ก็เพราะบีบแตร บีบแตรก็ไล่ คนขับรถซูบารุ ก็ตกใจก็ขับ ผมโดดลงทันครับ หิ้วกระเป๋ายังอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอยู่เลย รถซูบารุ คันนั้นเละครับ คนขับเสียชีวิต ผู้โดยสารอื่นเสียชีวิต ผมนั่งอยู่ในนั้นพอดีนุ่งกางเกงขาสั้น ผมจำได้ติดตาเป็นภาพติดตาติดใจครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมรอดและมายืนอยู่ในวันนี้ได้ เพราะฉะนั้นจึงยืนยันว่า ๓๖๕ วันนั้นเป็นวันที่อันตรายทุกวัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทาง คณะกรรมาธิการท่านได้ศึกษาแล้วก็ทำรายงานเล่มนี้ขึ้นมาหนาปึกเลย บังเอิญเมื่อวานนี้ ผมลืมเอากลับบ้าน เพิ่งมานั่งอ่านเมื่อเช้า ท่านศึกษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ครบรอบด้าน ผมกล่าวสดุดีท่านจริง ๆ ๕ เอส (5S) ของท่านเซฟตี (Safety) ไม่ว่าจะถนนปลอดภัย รถปลอดภัยลอว์เอนฟอร์ซเมนต์ (Law enforcement) การปรับพฤติกรรมของมนุษย์ ของคนท่านทำไว้อย่างสมบูรณ์รอบด้านจริง ๆ ต้องขอกล่าวสดุดีท่าน แต่สิ่งหนึ่งที่ผม ขออนุญาตเน้นและเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมาก ท่านจะทำให้ถนนปลอดภัย ท่านจะทำให้ พฤติกรรมของมนุษย์ดีอย่างไรก็แล้วแต่ แต่คนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด คนคือสิ่งที่จะทำให้ พฤติกรรมนั้นดีหรือไม่ดี เซฟตีมายด์ (Safety mind) มีอยู่ในชีวิตจิตใจของเขาหรือไม่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ถนนถ้าไม่ปลอดภัย ถนนถ้าเป็นหลุมเป็นบ่อไม่เรียบร้อย ถ้าคนมี เซฟตีมายด์ (Safety mind) เสียอย่าง เขาก็สามารถเอาชีวิตรอดได้ เพราะฉะนั้นการปรับ พฤติกรรมคน การให้เอดูเคชัน (Education) มีการศึกษาที่เรียบร้อย รู้ถึงจิตสำนึกเรื่องของ ความปลอดภัยตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เยาวชน ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาแล้ว ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี
ประเด็นถัดไปผมขออนุญาตเติมเต็มทางคณะกรรมาธิการอยู่ ๒ ประเด็น ๓ ประเด็น ซึ่งคิดว่าทางสมาชิกท่านยังไม่ได้อภิปรายถึง และผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น อย่างยิ่ง อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาศึกษาเพิ่มเติม
ประเด็นแรก คือประเด็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องของใบขับขี่ ซึ่งผมมีความกังวลและมีความข้องใจเป็นอย่างมากว่าใบขับขี่ที่เป็นประเภทตลอดชีวิตนั้น สมควรที่จะมีการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเสียได้แล้ว ใครมนุษย์หน้าไหนก็แล้วแต่ได้ใบขับขี่ ตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี ๑๘ ปี ๑๙ ปีแล้วนี่ ไม่เชื่อหรอกครับว่าท่านจะมีขีดความสามารถ มีความรู้ ความเข้าใจในระบบการจราจรหรือเซฟตีมายด์ (Safety mind) ไปจนตลอดชีวิต ช่วงหนึ่ง ควรจะมีการปรับเปลี่ยนให้ท่านได้รับการฝึกฝนการเทรนนิง (Training) การศึกษาหรือ การทดสอบอะไรบางอย่างเพื่อทดสอบสมรรถนะในการขับขี่รถเพื่อความปลอดภัยของท่าน อาจจะเป็น ๕ ปีครั้ง ใบอนุญาตเภสัชกร ใบอนุญาตทันตแพทย์ ใบอนุญาตต่าง ๆ เขายังมี อายุเลย ใบอนุญาตแพทย์ต่อไปใบประกอบโรคศิลปะของแพทย์ต่อไปก็อาจจะต้องมีการสอบ ทุก ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี ก็แล้วแต่ ยกเว้นว่าจะได้รับเข้าฝึกฝนอะไรบางอย่างก็อาจจะ ไม่ต้องสอบ ใบขับขี่ก็เช่นกันครับ ใบขับขี่นั้นถ้าจะพูดให้มันดูน่ากลัวมันไลเซนส์ ทู คิล (License to kill) เชียวเลยนะครับ หรือเป็นใบ ไลเซนส์ ทู บี คิล (License to be killed) คืออาจจะฆ่าเขาก็ได้หรืออาจจะถูกเขาฆ่าก็ได้ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ท่านได้รับ ใบอนุญาตขับขี่ไว้แล้วเมื่อ ๔๐ ปี ๕๐ ปีที่แล้ว ทุกวันนี้ยังใช้ใบอนุญาตขับขี่นั้นอยู่ เพราะฉะนั้นบทลงโทษต่าง ๆ ที่มีขึ้นที่เป็นการยึดหรือการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถนั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง อันนี้นำมาสู่กฎหมายที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอในที่ประชุมแห่งนี้ ขออนุญาตให้ความเห็นเพิ่มเติมนิดเดียว คือ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร ซึ่งผม เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ผมสนับสนุนในสิ่งที่การพิจารณาคดีที่มีความสลับซับซ้อนหรือที่มี ความยุ่งยากในการพิจารณา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคดีนั้นมีความมากมายของจำนวนคดี เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ผมได้อ่านโดยละเอียดแล้ว จึงมีความสงสัยแล้วก็ขออนุญาต เรียนถามทางคณะกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาตอบ ถ้ามีโอกาส คือท่านเน้นในเรื่องของคดี หรือกฎหมายอาญา ผมจึงขออนุญาตเรียนถามท่านว่า แล้วคดีแพ่งมันจะครอบคลุมอยู่ใน กฎหมายฉบับนี้อย่างไร หรือไม่ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ประโยชน์ที่จะได้ ก็คือใบสั่งต่าง ๆ จะมีปัญหาแล้วสำหรับคนที่หมักหมมเอาไว้ ไม่ยอมไปจ่ายค่าเบี้ยปรับ และการพิจารณาคดีจะเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ข้อสำคัญของวิธีพิจารณาคดี จราจรนั้นคือใช้ระบบไต่สวน อันนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ และเป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นนานแล้ว ระบบไต่สวนต่างกับระบบกล่าวหา คดีจราจรที่ผ่านมานั้น ผมเข้าใจว่าเป็นระบบกล่าวหาคือ ฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ต้องไปสู้คดีกัน พยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งฝ่ายโจทย์และฝ่ายจำเลยไปสู้คดีกัน แต่ต่อไปนี้ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน วิธีการพิจารณาคดี ในศาลจะเป็นระบบไต่สวน คือผู้พิพากษามีสิทธิที่จะขอข้อมูล ขอเอกสาร ขอหลักฐาน ขอพยานต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ การเพิ่มเติมนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการพิจารณาคดีจะรวดเร็ว มากขึ้น และจะเป็นธรรมมากขึ้น สิ่งที่ผมเห็นว่าจะเป็นธรรมและพยานหลักฐานที่สามารถ นำมาใช้เพิ่มเติมได้ในอนาคตและเป็นอย่างดีเลย คือภาพถ่ายนิ่งหรือภาพวีดิทัศน์ที่ได้ บันทึกด้วยกล้องที่อยู่หน้ารถหรือหลังรถ ภาพต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถเป็นประจักษ์พยานหลักฐานในคดีจราจรต่าง ๆ ได้ว่าเป็นฝ่ายถูกหรือเป็นฝ่ายผิด สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือตำรวจคงจะเป่าคดีได้ยากขึ้น ผมจึงเห็นด้วยและสนับสนุนอย่างยิ่ง ที่จะให้มีการสนับสนุนการติดกล้องตรวจถ่ายหน้ารถหรือหลังรถให้กับรถยนต์ทุกคัน ทางกรรมาธิการท่านควรจะสนับสนุนในประเด็นนี้อาจจะสนับสนุนให้มีการติดทุกคัน ถ้าเป็นไปได้ และอาจจะสามารถเอาไปหักภาษีได้ด้วยซ้ำ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลก เทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต ว่าภาพที่ถ่ายนั้น ที่เราเห็นอยู่ในคลิป (Clip) ต่าง ๆ ในเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือในไลน์ (Line) ต่าง ๆ ที่เราได้รับดูอยู่ทุกวันนี้ท่านจะเห็นเลยว่าอุบัติเหตุ จราจรหลายอย่าง เกิดขึ้นจากความประมาท เกิดขึ้นจากความเร็ว เกิดขึ้นจากการไม่มีวินัย ในการขับรถหรือในระบบการจราจร ถ้าหากว่าภาพที่ดูต่าง ๆ เหล่านั้นได้สะสมแล้วเราเห็น ทบทวนเป็นบทเรียนแล้วมันจะสั่งสอนพฤติกรรมการขับรถของเราเองโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นทางราชการควรจะมีศูนย์รวมภาพถ่ายนิ่งหรือภาพวีดิทัศน์ที่เกิดจากการบันทึก ของประชาชนนี่ละครับเก็บไว้นั่นละครับ จะเป็นเลสซันเลิร์น (Lesson Learned) เป็นบทเรียนในการให้คนที่จะต้องศึกษาได้เรียนรู้ความปลอดภัยหรือเซฟตีมายด์ (Safety mind) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะสนับสนุนถ้าเป็นไปได้นำไปหักภาษีได้ก็ดี ติดรถทุกคันได้ก็ดี แล้วตำรวจก็จะเป่าคดีได้ยากขึ้น
ประเด็นถัดไปที่ผมขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียว และเห็นว่าเป็น ประเด็นสำคัญ ในการศึกษาของทางคณะกรรมาธิการท่านไม่ได้เขียนเอาไว้ หรืออาจจะ ไม่ได้ศึกษาไว้ด้วยซ้ำ คือเวลานี้การใช้ยานพาหนะที่ฮิต (Hit) อยู่ในบ้านเมืองเรา และเริ่มจะมากขึ้น และเริ่มจะมีปัญหามากขึ้น และเริ่มจะก่อให้เกิดอันตรายมากขึ้น คือการใช้รถจักรยาน ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ รถจักรยานที่เริ่มเป็นยานพาหนะที่ใช้สำหรับคนไทย ในถนนหลวงมากขึ้น อุบัติเหตุจึงมากขึ้น และอุบัติเหตุแต่ละครั้งประกอบด้วยทั้งเสียชีวิต และพิการตลอดชีวิต อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ผมสนับสนุนการออกกำลังกาย และคิดว่าทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนก็สนับสนุนการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน แต่การขี่รถจักรยานในเวลาค่ำคืนในเวลามืดบนท้องถนน กางเกงที่ขี่ กางเกงที่ใส่ก็สีดำครับ เสื้อยืดที่ใส่ก็สีดำ ไม่มีไฟไม่มีอะไรในรถเลย เมื่อไม่กี่วันนี้ผมไปห้างสรรพสินค้าออกมารถจักรยานขี่ตัดหน้า ผมถามคนรถบอกว่าเห็นไหมเมื่อสักครู่อะไรตัดหน้า เขาไม่เห็น ผมเห็น เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ มันจะเกิดขึ้นในสังคมนิยมการออกกำลังกายในอนาคต ผมจึงฝากทางคณะกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณาไปเพิ่มอีกสักหน้าสองหน้าว่าท่านจะมีมาตรการอย่างไรที่จะให้การขี่รถจักรยาน บนท้องถนนนั้นมีความปลอดภัยมากขึ้น
และอีกประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานสำคัญมาก เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้จมูกเราเลย เรียกว่าใกล้จมูกที่เราหายใจอยู่ทุกวัน อาจจะอยู่ปากซอยบ้านเราด้วยซ้ำคือรถมอเตอร์ไซค์ รับจ้าง ท่านเคยเห็นระบบนิรภัยหรืออุปกรณ์ล็อกนิรภัยต่าง ๆ ในรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ใช้กับผู้โดยสารบ้างหรือไม่ ผมเคยเห็นหรือท่านก็คงเคยเห็นสุภาพสตรีนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์เขาไม่กล้าจับต้องไม่กล้าโอบไม่กล้าจับตัวคนขี่ เขาไม่มีมือยึด มือถือกระเป๋า อีกมือหนึ่งก็ว่างแต่ไม่รู้จะไปโอบที่ไหน ความปลอดภัยจะอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นคดีต่าง ๆ อุบัติเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่ามีมากขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารที่นั่งซ้อนท้ายนั้นมีมากขึ้น ในซอยบ้านผมมีอยู่ประจำ ขี่ขึ้นหลังเต่า ก็หล่นแล้วครับก็ร่วงแล้วครับ ออกแซงซ้ายก็หล่นขวา ออกแซงขวาก็กลิ้งออกไปทางซ้าย เพราะฉะนั้นไม่มีที่จะยึดใด ๆ ทั้งสิ้น ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีวิธีการรัดกันอย่างไร อันนี้ นอกเหนือจากไม่ได้ใส่หมวกกันน็อกด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเป็นประเด็นที่ทาง คณะกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาเขียนรายงานหรือศึกษาเพิ่มเติมอีกนิดเดียว คิดว่าผ่านเวลา มาเยอะขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณครับ