กษิต ชี้ปัญหาไร้วินัยจราจร หนุนอบรม-บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดร่วมกัน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๙ · ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือปัญหาความไม่เคารพกฎหมายที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริต เรียกร้องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดผ่านกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อสร้างวินัยร่วมกันในสังคม พร้อมเน้นย้ำการแก้ปัญหาการขับขี่รถสาธารณะไร้วินัย โดยเสนอให้มีการฝึกอบรมและแบ่งรับผิดชอบร่วมกันจากเจ้าของยานพาหนะ บริษัทประกัน และสถาบันการเงิน รวมถึงผลักดันการปลูกฝังจิตสำนึกการเคารพชีวิต เพื่อลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ผ่านมาตรการรณรงค์ อบรม และบทลงโทษที่เข้มงวด พร้อมชื่นชมผู้ริเริ่มโครงการที่เกี่ยวข้อง

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจะเห็นด้วยกับผม ถ้าเผื่อคนไทย ๖๗ ล้านคน ขับรถข้ามฟากจากภาคใต้ของประเทศไทยเข้าไปที่ประเทศมาเลเซีย ทั้ง ๖๗ ล้านคนนั้น จะเคารพกฎจราจรของประเทศมาเลเซียอย่างแน่นอน แล้วถ้าเผื่อเลยไปนิดไปถึง ประเทศสิงคโปร์ ไม่ใช่แค่บนท้องถนน แม้กระทั่งเดินบนฟุตปาธ (Footpath) ที่ประเทศสิงคโปร์ก็จะไม่ถุยไม่ถ่มแล้วก็ไม่ทิ้ง แล้วถ้าเผื่อจะสูบบุหรี่ก็จะรู้ว่าจะไปยืนสูบบุหรี่ ตรงไหน แล้วทำไมคนไทย ๖๗ ล้านคนเวลาไปอยู่ที่ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา ไปที่ประเทศสิงคโปร์ หรือไกลหน่อยไปที่ประเทศฮ่องกง ประเทศไต้หวัน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ไปยุโรป ไปอเมริกา ทำไมถึงเคารพกฎจราจร ไม่ใช่ว่าไม่รู้นะครับเวลาอยู่ ที่ประเทศไทย ประเด็นปัญหามันไม่ใช่เรื่องของการไม่รู้ แต่ว่าประเด็นปัญหาคือว่าไม่เกรง กลัวกฎหมาย เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกได้พูดไว้แล้ว แต่ว่าคนมาเลเซีย คนสิงคโปร์ เขาเคารพ กฎหมายเกรงกลัวกฎหมาย แล้วเจ้าหน้าที่ของเขาก็ไม่รับอามิสสินจ้าง ไม่คอร์รัปชัน ไม่หาประโยชน์ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะต้องกำกับการดูแลความประพฤติของประชาชนคือ เจ้าหน้าที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตแล้วก็เอาจริงเอาจัง เมื่อเอาจริงเอาจัง การเคารพกฎเกณฑ์จราจร การเคารพกฎหมายมันก็เกิดขึ้น กฎหมายก็สามารถที่จะมีการบังคับใช้ได้ แต่ว่าในการ จะจอดรถผิดทางหรือว่าล้อรถถูกล็อก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องไปจ่ายเงินที่สถานี ทุกประเทศเขาบอกต้องไปที่ศาลแล้วต้องพิจารณาความ ถ้าเผื่อจะมีศาลมันก็ต้องมีศาล แบบนี้ครับว่าจะลงโทษกันอย่างไร ไม่อย่างนั้นมันก็วิ่งเต้นไม่เสียค่าปรับ หรือว่าจ่ายค่าปรับ ไม่นั่น คืออย่าเปิดช่องทางให้มีการ ต้องมีการดำเนินการโดยตรงระหว่างประชาชนผู้ละเมิด กฎหมายกับเจ้าหน้าที่ ต้องไปที่กระบวนการยุติธรรม แล้วเสียค่าปรับก็ไม่เป็นการเพียงพอ ในอารยประเทศเขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นคุณไม่ต้องใช้ใบขับขี่ไป ๓ เดือน เพราะว่าใบขับขี่ อยู่ที่ศาล หรือต้องมาทำงานทางด้านประชาสังคมเพื่อรับโทษ หรือว่าจะต้องไปอะไรครับ กวาดถนน แต่ว่าทั้งหมดนี้เมื่อต้องมาที่ศาลมันต้องเสียเวลา อันนี้เป็นการลงโทษและเป็นการ ดัดความประพฤติอย่างมหันต์ เพราะว่ามันเสียเวลาในการทำมาหากิน แล้วก็กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้มันมีอยู่มากมายในประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฮ่องกงอะไรพวกนี้ ซึ่งเราจัดหาได้ก็เอามาบรรจุอยู่ในคำสั่งของศาลหรือการตัดสิน ของศาล แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเสียค่าปรับระหว่างผู้ขับรถกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สถานี อันนี้ต้องเลิกนะครับ อันนี้ก็อยากจะเสนอไว้ แล้วก็ต้องบังคับใช้กฎหมายกันอย่าง จริง ๆ จัง ๆ แล้วก็ทำให้เห็น อันนี้มันก็รวมไปถึงคดีคั่งค้างที่มีระดับพีเอชดี (Ph.D.) ๒ ท่าน ถูกลูกเศรษฐี มันจะมีเรื่องแบบนี้มาตลอดเวลาเสมือนว่าอภิสิทธิ์ชนนั้นสามารถจะประวิง กระบวนการยุติธรรมได้ แล้วใครจะไปเชื่อถือละครับในเมื่อมันวิ่งเต้นกันได้ มันชะลอคดี กันได้ ก็เอาคดีค้าง ๆ ทั้งหลายที่เป็นข่าวโด่งดังย้อนไปสัก ๓ ปี ๕ ปี ให้มันแล้วเสร็จโดยเร็ว ได้ไหมครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ตีนผีทั้งหลายจะเป็นรถจักรยานยนต์รับจ้าง ตุ๊ก ๆ รถเมล์เล็ก รถตู้ รถเมล์ใหญ่ ที่ขับกันเสมือนว่ามีการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ (Grand Prix) ฟอร์มูลาวัน (Formula One) กันทุกวันนั้น เราคงจะต้องเอาเข้ามาฝึกอบรมเป็นระยะ ๆ ได้ไหม ให้เขารักชีวิตของคนอื่นและชีวิตของเขาเองด้วย แล้วมันก็ต้องมีความรับผิดชอบของ เจ้าของรถทั้งหลาย เจ้าของรถบัส (Bus) รถเมล์ รถตุ๊ก ๆ รถแท็กซี่ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีส่วน รับผิดชอบด้วย บริษัทประกันภัยก็ต้องเข้ามามีบทบาทนะครับ ประกันไปแล้วก็ต้องไป ติดตามว่าผู้ที่รับประกันไปต่าง ๆ เหล่านั้นรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่นหรือไม่ แม้กระทั่ง ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยเงินกู้ออกไปก็จะต้องมีบทบาทด้วย คือผมคิดว่าทุกหมู่เหล่า ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือในการที่จะให้เกิดวินัยบนท้องถนนนะครับ อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่ ๒

ส่วนอันสุดท้าย ผมเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ที่ ๕ ว่าด้วยการปลูกฝัง เปลี่ยนทัศนคติ ขัดเกลากล่อมเกลาจิตใจ แต่อะไร ๆ ทีนี้เราก็อยากจะโบ้ยไปที่เด็ก โตไม่โกง ต้องมีคุณธรรม ต้องมีบัญญัติ ๑๐ ประการ ๑๒ ประการ ต้องนับถือศีลห้า อะไร ๆ ก็ไปที่เด็ก ทั้งหมด ไม่ใช่ครับ ทั้งสังคมไทย แล้วประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการสัญจรไปมาของ การขับเคลื่อนยานยนต์ทั้งหลายนั้นต้องปลูกฝังกันทุกคนนะครับว่าให้รักชีวิตของตนเอง และที่สำคัญต้องรักชีวิตของคนอื่น มันมีแค่นี้เองครับ อย่าไปโบ้ยภาระให้กับเด็ก ทุกคนต้อง ร่วมมือร่วมใจกันทำว่า ๓๖๕ วัน แล้วไม่ใช่วันนักขัตฤกษ์ วันประเพณีวัฒนธรรมที่เรา จะต้องอะไร หยุดกินเหล้าแล้วก็ขับรถแล้วไม่เมา แล้วก็ไม่ฆ่าคน ๓๖๕ วันนั้นมันจะต้อง ปลูกฝังกันในสังคมไทยให้รักชีวิตของตนเองและผู้อื่น แล้วก็สามารถที่จะรณรงค์ตั้งแต่บัดนี้ ได้ผ่านทุกสถานีวิทยุโทรทัศน์ จะเป็นของหลวงหรือจะเป็นของเอกชนทุกคนมีภาระ รับผิดชอบร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะบอกว่ามันมีมาตรการอะไรเฉพาะหน้า ผมขอทวน การทำงานของตำรวจบนท้องถนน เรื่องทั้งหมดไปที่ศาลให้ตัดสิน มีการลงโทษ ไม่ใช่แค่เสียค่าปรับอย่างเดียว การรณรงค์ การฝึกอบรมผู้ขับขี่ที่เป็นยานสาธารณะทั้งหลาย และร่วมกันคนละไม้คนละมือในการที่จะเริ่มรักษาชีวิต ผมไม่ต้องการที่จะเห็นสถิติของเรา สูงสุด ๓๕ คนต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ประชากรให้เหลือ ๑๒ คน อีก ๕ ปี ไม่เอาครับ มันต้องมุ่งไปที่ ๐ เปอร์เซ็นต์ก่อน ต้องลงไปให้ต่ำสุด ไม่ใช่ค่อยทำ ต้องทำอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพราะว่าทุก ๆ ปีตอนช่วงสงกรานต์ก็ดี ช่วงกฐินก็ดี ช่วงปีใหม่ก็ดี ๓๐๐ คน ๔๐๐ คน ๕๐๐ คน รณรงค์กัน อย่างไรก็ไม่ได้ มันชีวิตมนุษย์กันทั้งนั้น แล้วสังคมไทยมันเป็นอะไรมันถึงได้ตายกันง่าย แล้วไม่รักชีวิตกันเลย ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมมือกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ อะไรที่ ทำได้ก่อนก็ทำ แล้วก็อะไรที่จะต้องปลูกฝังก็ทำนะครับ แต่ว่าทุกหมู่ทุกเหล่าต้องมาร่วมกัน อย่างจริง ๆ จัง ๆ ท้ายที่สุดก็ต้องอดไม่ได้ที่ต้องขอชมท่านนิกรนะครับ ริเริ่มเรื่องนี้แล้วก็ สำเร็จมาได้ภายใน ๙๐ วัน อันนี้ก็ต้องขอแสดงความชื่นชม ผมไม่ค่อยจะชมใครในที่ประชุมนี้ ก็ต้องขออนุญาตนิดหนึ่ง ขอบคุณมากครับ