เพิ่มพงษ์ เสนอแผน 100 วัน-ยกระดับความปลอดภัยทางถนนเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๙ · ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต ชื่นชมผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่เป็นรูปธรรม และเสนอให้ยกระดับแผนความปลอดภัยทางถนนเป็นยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมผลักดันการจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกระดับ โดยเสนอแผนปฏิบัติการ 100 วันเพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจากจักรยานยนต์ การดื่มสุรา และเส้นทางรอง พร้อมเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดร่วมกับการปรับปรุงกฎหมายให้ทันการณ์ และสนับสนุนการใช้เงินนอกงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือสนับสนุนเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเสริมบทบาทท้องถิ่นและแผนประชาสัมพันธ์ระยะยาวเพื่อปลุกจิตสำนึกประชาชนควบคู่กับมาตรการของรัฐ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ ก็ต้องขอชื่นชมนะครับ ผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ถือว่าเป็นรูปแบบรายงานที่สมบูรณ์แล้วก็สามารถจับต้องได้เป็น รูปธรรมนะครับ แล้วก็ถ้าสามารถบรรลุผลสำเร็จตามนี้เชื่อว่าชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ที่จะรอดพ้นจากข้อเสนอของเราในครั้งนี้นะครับ จากข้อเสนอหลาย ๆ อย่างที่ คณะกรรมาธิการมีอยู่ผมจะขออนุญาตที่จะให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมประมาณ ๗ ข้อ ๘ ข้อนะครับ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่สรุปในเรื่องของการปฏิบัติ สิ่งที่สำคัญผมคิดว่าสิ่งที่เรามองกับการขับเคลื่อน ครั้งนี้ก็คือ ทำอย่างไรที่ให้แผนนี้บรรลุถึงการปฏิบัติจริง ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าแผนนี้ เขียนไปแล้วและไม่บรรลุถึงการปฏิบัติมันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจนะครับ

ข้อเสนออันดับแรก ผมอยากให้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนอาจต้องเสนอไปถึงรัฐบาลให้รับแผนนี้เป็น แผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้ชัดเจนนะครับ ขอให้เราได้มีการเสนอแผนนี้ให้รัฐบาลรับรอง ถ้ารัฐบาลรับรองตรงนี้ผลทางปฏิบัติมันก็จะ เกิดขึ้นค่อนข้างมากนะครับ อันนี้เป็นข้อเสนออันแรกที่ผมคิดว่านอกจากที่จะเรื่องอื่นแล้วนี่

เรื่องที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้ารัฐบาลรับรองตรงนี้แล้วให้มีผล ทางปฏิบัติแล้วนี่ สิ่งที่สำคัญคือจะขับเคลื่อนแผนนี้อย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ นะครับ เพราะว่าเท่าที่ผมดูจากที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เสนอมา รวมทั้งเอกสารฉบับนี้ ผมคิดว่าองค์กรขับเคลื่อนแผนนี้ยังไม่ชัดเจนนะครับ ตรงนี้เป็นส่วนชี้ขาดถึงจะปฏิบัติได้ หรือไม่ อย่างไร จริง ๆ แผนนี้อย่างที่ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบกพูด เป็นแผน ที่ส่วนราชการได้ขับเคลื่อนตัวเองอยู่แล้ว แต่การขับเคลื่อนของส่วนราชการถึงขับเคลื่อน พร้อมกันก็ยังมีช่องว่างนะครับจากการที่เรารับราชการมา เราก็รู้ว่ายังมีช่องว่างอย่างมาก ฉะนั้นองค์กรขับเคลื่อนจะเป็นอย่างไรตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ องค์กรขับเคลื่อนนี้ถ้ามี ขึ้นมาควรจะมีการเคลื่อนไหว กำกับดูแลแผนอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ผมคิดว่าพวกเราคงเห็นได้ ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนแผนในเชิงที่ความปลอดภัยทางท้องถนนหรืออุบัติเหตุจริง ๆ แล้วนี่ เรามักจะเห็นปีละ ๒ ครั้งเท่านั้นเอง คือก่อนหน้า ๗ วันหรือ ๑๐ วันก็มีการขับเคลื่อนกันมา แถลงกันมาทุกวัน ซึ่งผมคิดว่าถ้าทำแค่นี้ยังไม่พอนะครับ และองค์กรขับเคลื่อนจริง ๆ แล้ว มันควรจะมี ๑. ตัวประธาน มีคณะกรรมการ มีองค์กรอำนวยการระดับชาติ มีองค์กร ในระดับจังหวัดและอำเภอ ซึ่งผมคิดว่าประสบการณ์ผมเอง ในเรื่องของการขับเคลื่อน งานยาเสพติดจะเป็นแบบนี้อย่างมาก งานยาเสพติดถึงแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามแต่ องค์กรขับเคลื่อนในเชิงศูนย์อำนวยการมีมาตลอดเป็นเวลาถึง ๒๐ ปี หรือ ๓๐ ปีไปแล้ว มีผู้อำนวยการศูนย์ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี มีกรรมการ มีฝ่ายเลขานุการ ซึ่งเป็น ป.ป.ส. มีศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติที่เป็นเรื่องดูแล มีกรรมการระดับจังหวัดและอำเภอ จะมีการขับเคลื่อนเป็นแผนปฏิบัติการเป็นระยะ ๆ นะครับ จะเป็นแผน ๑ ปี แผน ๖ เดือน แผน ๔ เดือนแล้วแต่ ผมคิดว่าอยากเสนอแนะให้เขียนองค์กรขับเคลื่อนให้ชัดเจนว่า ประกอบด้วยใครบ้าง และใครเป็นฝ่ายเลขานุการนะครับ

อันที่ ๓ ผมคิดว่าถ้าให้งานนี้เป็นรูปธรรมผมเห็นด้วยที่จะมีแผนระยะสั้น และถ้าในการขับเคลื่อนที่จริง ๆ มันมักจะมี เราอาจจะเสนอรัฐบาลว่าปฏิบัติการ ๑๐๐ วัน ก็ได้นะครับ เพราะจากนี้ไปถึงปีใหม่กว่าเราจะพาดผ่าน ครม. มันอาจใช้เวลาสักจำนวนหนึ่ง การขับเคลื่อน ๑๐๐ วัน เป็นแผนรูปธรรมที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะการขับเคลื่อนทุกอย่าง มันต้องมีเป้าหมาย มีระยะเวลา มีการดำเนินการ มีตัวชี้วัด ผมเห็นด้วยกับที่ทางคุณหมอพรพันธุ์ ได้พูดนะครับว่าที่จริงแผนระยะสั้น ๑๐๐ วัน เราควรจะวิเคราะห์ไปถึงเป้าหมายหรือว่า ปัญหาที่เรื่องด่วนที่เป็นจุดสำคัญของปัญหานี้ ซึ่งเท่าที่ได้ฟังทางคุณหมอพูดเมื่อสักครู่มีอยู่ ๓ เรื่องหลัก ๆ ก็คือ ๑. รถจักรยานยนต์ ๒. การดื่มสุรา ๓. คือเส้นทางรอง จริงๆ อันนี้ จะถือว่าเป็นไครซิส (Crisis) ที่ผลจากการวิจัยหรือการเก็บตัวอย่างมาจะเป็น ๓ เรื่องนี้ที่เป็น ๓ เรื่องใหญ่ของการเกิดอุบัติเหตุมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ผ่านมา ๓ เรื่องนี้ในช่วง ๑๐๐ วัน เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรให้มีความชัดเจนปฏิบัติได้และสามารถ เป็นแนวทางปฏิบัติได้ ๑๐๐ วัน ถ้าสามารถตรงนี้มันก็จะมีระยะเวลาในการเตรียมการ และจะเห็นผลมากขึ้นนะครับ ถ้าเราสามารถทำได้ดีผมคิดว่าเป้าหมายที่ทางท่านประธาน ได้เสนอไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์อาจจะลดมากกว่านี้ก็ได้ และผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก คณะกรรมาธิการชุดนี้อาจจะหยิบยกเรื่องนี้เข้าไปพูดคุยศึกษาอีกที หรือจะนำมาเสนอกับ สปท. พิจารณาอีกครั้งก็แล้วแต่ท่านตามสะดวก ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านผู้รู้คงศึกษาตรงนี้ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมันจะเกิดประโยชน์อย่างมากนะครับ

เรื่องที่ ๔ ผมเห็นด้วยอย่างที่ท่านวันชัยได้พูดมานะครับ และสมาชิกเราหลายท่าน ที่เสนอมา หลักใหญ่ใจความเรื่องนี้ที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ อันนี้พวกเรารู้กันดีอยู่นะครับ จากการที่ผมเองได้มีโอกาสที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ได้สอบถามกับพวก ไม่ว่าจะเป็นรถบัส (Bus) หรือคนขับในต่างประเทศ บางครั้งอาจไม่ใช่ เรื่องจิตสำนึกอย่างเดียว แต่สิ่งที่เขากลัวมากก็คือกลัวโทษที่หนักและรุนแรงและมีผลเด็ดขาด การไม่กล้าที่จะกระทำผิดกฎหมายเพราะหมายถึงอาจจะถูกติดคุก ถูกถอนใบอนุญาต การประกอบอาชีพเป็นไปไม่ได้เลย ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ผมอยากให้เรา พิจารณาดูนิดนะครับว่าการบังคับใช้กฎหมายของเราในช่วงที่ผ่านมามีอะไรที่เป็นปัญหาและ อุปสรรคจริง ๆ โทษเพียงพอหรือไม่และจะดำเนินการอย่างไร คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอ เรื่องการตั้งศาลจราจร ตรงนี้เป็นอันหนึ่งแต่เพียงพอหรือไม่ ผมคิดว่าเรื่องการบังคับใช้ กฎหมายที่เข้มงวดตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเราสามารถดำเนินการตรงนี้ได้ ซึ่งเราคง ไม่ใช่ทำเฉพาะปีละ ๒ ช่วง แต่เราสามารถดำเนินการได้ตลอด ถ้าเริ่มตรงนี้ได้อย่างไรตรงนี้ จะมีผลอย่างมากนะครับ

อันที่ ๕ ถึงแม้เราบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดแล้วประเด็นอันหนึ่งที่ผม ได้รับทราบมาและที่ฟังท่านประธานพูดมา เครื่องไม้เครื่องมือของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน บังคับใช้กฎหมายไม่เพียงพอ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ นะครับ ผมจึงมีข้อแนะนำนิดหนึ่งว่า ขณะนี้การจะอาศัยของบประมาณในระบบอาจจะไม่ง่ายนัก ผมขอแนะนำให้เรื่อง งบประมาณนอกระบบงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าปรับก็ดี เงินภาษีป้ายที่ท่านประธานว่าหรือเงิน สลากก็ดีเป็นเงินนอกงบประมาณที่เป็นไปได้อย่างมาก ถ้าเราสามารถดำเนินการตรงนี้ได้เรา ไม่ต้องไปรบกวนงบประมาณต่าง ๆ เราก็สามารถซื้อเครื่องไม้เครื่องมือที่เพียงพอ เพราะ เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้ถ้าไม่มีการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นเรื่องยาก เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเอง ก็คงยากที่จะทำงาน และผมคิดว่าใน ๑๐๐ วันอันนี้ถ้าเราสามารถใช้แหล่งงบประมาณแบบนี้ เราสามารถดำเนินการได้ทันแบบที่ท่านประธานได้พูดนะครับ

อันที่ ๖ ผมอยากจะเสนอนิดหนึ่งนะครับว่าหลายเรื่องต้องมีการปรับ กฎหมายการปรับปรุงระเบียบ ขณะนี้ถ้าเราอาศัยกฎหมายระเบียบไปโดยระบบสภา อย่างเดียวมันช้ามาก ขณะนี้ในเครื่องมือของ คสช. เขาก็มีกฎหมายมาตรา ๔๔ ที่จะ ดำเนินการอยู่ ถ้าท่านลองสังเกตดูเรื่องการแก้ปัญหาเด็กแว้นหรือสถานบันเทิงที่กระทรวง ยุติธรรมดูแลมีกฎหมายมาตรา ๑๔ ตั้ง ๓ ฉบับหรือ ๔ ฉบับแล้วที่มีการปรับปรุง ถ้าเห็นว่ากฎหมายบางอย่างที่มีผลต่อการปฏิบัติในช่วง ๑๐๐ วันนี้และเป็นเรื่องเร่งด่วน หยิบยกขึ้นมาเป็นบางเรื่อง ผมคิดว่าประชาชนก็จะได้ประโยชน์อย่างสูง เครื่องมือ ทางกฎหมายเหล่านี้ถ้าเราใช้ให้เป็นประโยชน์ผมคิดว่าการปฏิบัติในระยะ ๑๐๐ วันข้างหน้า มันจะมีผลทางปฏิบัติอย่างมากเลยครับ

อันที่ ๗ ที่ผมอยากเสนอนิดหนึ่งก็คือในเรื่องของบทบาทของชุมชนท้องถิ่น จริง ๆ ในคำสั่งที่เกิดขึ้นจากเทศกาลปีละ ๒ ครั้ง คำสั่งของกระทรวงมหาดไทยได้พูด ตลอดเวลาให้องค์กรท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดำเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ ตรงนี้ผมอยาก ให้ดูว่าอยากให้กระทรวงมหาดไทยลองไปดูเหมือนกันว่าจริง ๆ ถ้าอุบัติเหตุส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากเส้นทางโทในหมู่บ้านชนบทต่าง ๆ เหล่านี้ องค์กรส่วนท้องถิ่นและหมู่บ้านชุมชน มีผลอย่างมาก ในการดำเนินการ เพราะกำลังเจ้าหน้าที่จริง ๆ แล้วไม่สามารถก้าวออกไปได้ อย่างมากเพียงพอขนาดนั้น เจ้าหน้าที่โดยทั่วไปดูแลถนนสายหลักก็เป็นเรื่องยากแล้ว เส้นทางรองหรือเส้นทางโทเป็นเรื่องขององค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ต่าง ๆ มีผล ผมอยากให้ลองดูว่าตรงนี้มีปัญหาอุปสรรคตรงไหนบ้าง มีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ใดบ้างที่ทำงานได้ดีแล้วยกเป็นตัวอย่างแล้วขยายผล อะไรที่เป็นข้อปัญหาตรงนี้ ผมคิดว่าถ้าเราทำได้เราสามารถดูแลในเรื่องเส้นทางรองได้ แต่ที่เราจะสั่งไปโดยวาจาและทางผลปฏิบัติไม่ได้เกิด ผมคิดว่าถ้าเราหยิบเรื่องตรงนี้ขึ้นมา อีกครั้งหนึ่งมันก็จะเป็นประโยชน์นะครับ

สุดท้ายอีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องของแผนรณรงค์ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ว่าที่จริงการบังคับใช้กฎหมายกับการรณรงค์ป้องกันหรือประชาสัมพันธ์ควบคู่กัน ผมอยากให้ มีทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เหมือนกับการพูดถึงเรื่องโทษพิษภัยบุหรี่ได้ผล เพราะส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของประชาชนได้ ดังนั้นในระยะสั้น เราจะรณรงค์อย่างไรให้สอดคล้องกับ ๑๐๐ วัน ถ้าเราจะมีขึ้น ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญอย่างสูงแล้วควบคู่ไปกับเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ก็ขออนุญาตเรียนเสนอเท่านี้ครับ