ชูชัย ศุภวงศ์ ชื่นชมแนวทางการแก้ปัญหาความปลอดภัยทางถนนที่มีลักษณะองค์รวมและบูรณาการ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการดำเนินการเชิงระบบมากกว่าการโทษบุคคล โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศญี่ปุ่นและองค์กรต่าง ๆ สนับสนุนการจัดตั้งศาลจราจร การติดตั้งเซฟตีอายส์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านกลไกจิตอาสาและ อสม. เพื่อลดอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วง 7 วันอันตรายที่เกิดความสูญเสียสูงเทียบเท่าเครื่องบินตก การผลักดันมาตรการเหล่านี้จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ครับ ผมดูองค์ประกอบ ดูรายชื่อแล้วก็มีความมั่นใจ โดยเฉพาะใน แวดวงสุขภาพซึ่งมีคุณหมออยู่ ๒ ท่านที่มีองค์ความรู้แล้วก็จับเรื่องนี้มานานนะครับ คุณหมอธนะพงศ์ จินวงษ์ กับคุณหมอแท้จริง ศิริพานิช และผมก็เชื่อว่าองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ท่านประธานนิกรคัดเลือกมาก็น่าจะเป็นผู้รู้ที่แท้จริงเช่นกัน ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าเอกสาร ชุดนี้กับการนำเสนอที่ผมได้ฟังเกือบตลอดนะครับ ที่บอกว่าเกือบตลอดก็เพราะว่า บางช่วงเวลาต้องวิ่งไปประชุมคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยเพื่อนวัตกรรมเมื่อตอนช่วงเช้านะครับ แต่ว่าฟังเกือบตลอดก็ได้ ข้อสรุปนะครับซึ่งสอดคล้อง ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีชิดชัย ที่นั่งใกล้กับผมนี่ครับ ท่านมีประสบการณ์ว่า เอกสารที่นำเสนอเป็นเอกสารที่ครอบคลุม และครบถ้วน ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษในคำ ๓ คำ เพื่อความชัดเจน นะครับ คือมีลักษณะโฮลิสติก (Holistic) คือมีลักษณะองค์รวมนะครับไม่ได้แยกส่วน มีลักษณะคอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) คือมีความครอบคลุม แล้วก็มีลักษณะ ที่ผสมผสาน มีอินทิเกรชัน (Integration) คือเอกสารที่มีลักษณะอย่างนี้หาได้ไม่ง่ายนักนะครับ ผมเข้าใจว่าเป็นการสังเคราะห์จากความรู้จริงที่จากการปฏิบัติการ แล้วเอกสารทำนองนี้ สถาบันวิชาการต่าง ๆ ควรจะนำไปเรียนรู้ เพราะดีกว่า ขอประทานโทษนะครับ การสังเคราะห์จากบริบทที่เป็นจริงนั่นคือความรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่จบจากต่างประเทศ หรือว่า ไปเอาของต่างประเทศเขามานะครับ ไม่ได้หมายความว่าเอาจากของต่างประเทศไม่ดีนะครับ แต่ว่านี่เป็นกรณีตัวอย่างที่ผมคิดว่าน่าชื่นชม ผมฟังดูมีอยู่หลายเรื่องด้วยกันนะครับ ผมคงจะ ไม่มีเวลาพูดขอหยิบเป็นบางเรื่อง ขอบคุณที่เน้นเรื่องระบบการเสนอเชิงระบบ ขอบคุณ ที่มีการเสนอเชิงยุทธศาสตร์ แล้วก็ไม่ได้เน้นที่จะไปบอกว่าให้รณรงค์ให้คนไทยมีสติทุกฝีก้าว แล้วทุกอย่างจะปลอดภัย ขอบคุณที่ไม่ได้บอกว่าขอให้คนไทยเป็นคนดีแล้วทุกอย่างจะดี อย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ว่าแม้กระนั้นก็ตาม ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ก็บอกให้ปลูกฝังคน ทั้งสังคม ไม่ว่าจะเป็นท่าน สปท. ถวิลวดี หรือว่า สปท. กอบกุล อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ คือตั้งแต่เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็ก แล้วก็รวมสังคมทั้งสังคม แต่ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องระยะยาว ขณะนี้เราอยู่ในบริบทของสังคมไทยที่เป็นระบบความปลอดภัยทางถนนที่ไม่ปลอดภัยครับ ถ้าเอาคนไทยไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรก็คงไม่ได้มากกว่า คนญี่ปุ่นเท่าไร เพราะระบบเขาปลอดภัย ในทางกลับกันถ้าเอาคนญี่ปุ่นมาอยู่เมืองไทย อัตราการตายเสียชีวิตบนท้องถิ่นนี่ก็คงไม่ได้ลดลงเท่าไร แม้ว่าคนญี่ปุ่นจะมีวินัยมาก เพราะฉะนั้นการเสนอแก้ปัญหาเชิงระบบหรือเชิงยุทธศาสตร์เป็นหัวใจครับ เรายังไม่มี ระบบรางทั่วประเทศเหมือนญี่ปุ่นที่เรารู้จักกันว่าชินคันเซ็น (Shinkansen) ที่มีเกือบ ๓,๐๐๐ กิโลเมตร ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด ประมาณ ๒,๗๖๔ กิโลเมตรนะครับ ตอนที่เขา ดำเนินการมาได้ ๔๐ ปี ตอนนี้เขาดำเนินการมาได้ประมาณ ๔๒ ปี เขาสรุปบทเรียนว่า ผู้โดยสารไม่มีใครเสียชีวิตจากการโดยสารระบบรางทั่วประเทศเลย ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม คงทราบดี ท่านอยู่ประเทศญี่ปุ่นนาน มีอุบัติเหตุครั้งเดียวครับ ตอนแผ่นดินไหว รถไฟตกราง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต มีบาดเจ็บบ้างเวลาเดินก้าวเข้าไปแล้วประตูมันปิดแล้วก็งับ อะไรอย่างนี้นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ความปลอดภัยสูง ที่ผมบอกว่าถ้าเอาคนไทยกลับไป ประเทศญี่ปุ่นอัตราตายก็คงไม่ได้มาก เพราะฉะนั้นการไม่เน้นไปโทษที่คนไทยอย่างโน้น อย่างนี้เป็นการเสนอเชิงระบบและเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ ผมอยากจะ เรียนอย่างนี้ครับว่าข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์หรือการบังคับใช้กฎหมายหรือการเปลี่ยน พฤติกรรมให้นึกถึงอย่างนี้ครับ บริษัทธุรกิจเอกชนใหญ่ ๆ แม้แต่อยู่ในประเทศไทยที่ระบบ ความปลอดภัยไม่ค่อยดีเท่าไรนี่ครับ เขายังจัดระบบของเขาให้ปลอดภัยได้ เขามีระบบ การตรวจสอบความเร็วในรถติดตั้งไว้เลย เขามีไกด์ไลน์ (Guideline) ให้คนขับรถต้องปฏิบัติ ๑ ๒ ๓ เขาตรวจสอบได้หมดครับ เพราะว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุความเร็วกว่าปกติที่กำหนดไว้ เขารู้หมด แล้วนำไปสู่การขาดทุน นำไปสู่หายนะของบริษัท เพราะฉะนั้นมีคนรับผิดชอบ มีคนเดือดร้อน มีคนที่จะต้องดูแล สมัยผมอยู่โรงพยาบาลชุมชนผมใช้วิธีแบบเชย ๆ ครับ ล้าสมัยมาก แล้วไม่ได้มีความรู้ครับ เพียงแต่กำหนดว่าคนขับรถเวลาไปส่งผู้ป่วยห้ามขับเกิน ๘๐ กิโลเมตร แต่ว่าจะทำอย่างไรให้คนขับรถเชื่อ แน่นอนครับ ห้ามดื่มสุรา ห้ามดื่มอะไร นั่นเป็นข้อห้ามที่เด็ดขาด ก็ต้องมีพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลนั่งประกบไปด้วยเป็นการเฝ้า ระวังและตรวจสอบ แล้วก็เป็นทิศทางของโรงพยาบาล ไม่เคยมีอุบัติเหตุนะครับ ทีนี้เรามาดู ภาพของสังคมไทยทั้งระบบ เราจะวางระบบให้เกิดสิ่งที่บริษัทธุรกิจเขาทำได้อย่างไร อันนี้ เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยนะครับ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นผมจะพูดเพียง ๓ ประเด็น ๔ ประเด็น หลายอย่างที่ผมไม่สามารถพูดได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายได้ลงรายละเอียด พอสมควรแล้ว ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ ผมอาจจะมีคำถามบ้าง ตั้งข้อสังเกตบ้าง ระบบ การตรวจสอบแอลกอฮอล์ในเวลาตรวจลมหายใจนี่ครับ ผมทราบว่าไม่ได้ตรวจทุกคนครับ ทำอย่างไรบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจทุกคนและบันทึก สำคัญที่ต้องบันทึก ไม่บันทึกไม่ได้ ถ้าไม่บันทึกแสดงว่ามีปัญหา ระบบตรวจจับความเร็วนี่ผมทราบว่าก็ยังมีน้อย ทั้ง ๒ ระบบนี่ครับ แอลกอฮอล์กับความเร็วนี่ผมเคยอ่านงานวิจัยที่ออสเตรเลีย ถ้าผิดเดี๋ยว คุณหมอธนะพงศ์ก็คงแก้ได้นะครับ เขาบอกว่าจะต้องมีจุดตรวจไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วคนขับขี่ คนขับรถอะไรต่าง ๆ เขาจะมีความรู้สึกว่ามีตรวจทุกจุด เพราะฉะนั้นเมื่อคน มีความรู้สึกว่าโดนจับความเร็วทุกจุด ตรวจจับแอลกอฮอล์ทุกจุด คนก็ไม่กล้าที่จะทำผิดนะครับ เพราะว่าไม่มีคนไหนไม่ว่าจะพฤติกรรมแย่อย่างไร สามารถกระทำความผิดอย่างหน้าตาเฉย ได้ต่อสาธารณะครับ อันนี้มันมีภาษิตฝรั่งนะครับว่า คนไม่สามารถที่จะเห็นแก่ตัวได้ต่อหน้า สาธารณะ แต่ผมเอามาปรับนะครับว่าถ้ามีสายตาทุกสายตาจ้องมองอยู่ประเด็นคำถามผม ก็คือว่า ในแผนยุทธศาสตร์เรามีข้อเสนอว่าให้จัดการติดตั้งระบบ ถ้างานวิจัยนี้ถูกต้องชัดเจน ให้ถึงระดับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ได้เมื่อไร แล้วมีข้อกำหนดตรงนี้หรือไม่นะครับ
ประเด็นถัดมา ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ มีอันหนึ่งที่มีข้อเสนอจาก ท่านประธานนิกร คือเซฟตีอายส์ (Safety eyes) มีคำพูดอันนี้มา แล้วก็ท่าน สปท. คุณหมอ เฉลิมชัย เครืองาม ได้พูดตรงใจผมมากเลย อันนี้เป็นการติดตั้งระบบเฝ้ามองในรถยนต์เท่าที่ ผมจำตัวเลขจากท่าน ๓๖ ล้านคัน ทำอย่างไรให้มีการติดตั้งได้ทุกคัน มีระบบภาษีจูงใจหรือ อะไรต่าง ๆ ตรงนี้จะมีการเฝ้าระวังอย่างขนานใหญ่เลย ไม่ใช่เฉพาะเฝ้าระวังเรื่องระบบ จราจรความปลอดภัย เรื่องการใช้สิทธิ ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ ที่เราเห็นลูกเศรษฐีทั้งหลายอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายที่หนีไม่รอดก็เพราะนี่ละครับ เซฟตีอายส์ (Safety eyes) จะเรียกว่าอะไรอายส์ (Eyes) ก็แล้วแต่ แต่ว่าคือมีระบบเฝ้าระวังตรวจสอบ ไม่เฉพาะระบบความปลอดภัยบนท้องถนน แต่เป็นเรื่องการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ทุกชนิด อันนั้นก็จะตามมาด้วย จะมีระบบจูงใจอย่างไร นี่คือระบบเฝ้าระวังตรวจสอบ
ระบบถัดมา คือระบบการมีส่วนร่วมของชุมชน สังคม ศาสตราจารย์ดุสิต ได้พูดย้ำหลายหนเรื่อง จปถ. ผมคิดว่าอันนี้ดีมาก ประสบการณ์ของกระทรวงสาธารณสุข ทำเรื่อง อสม. ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมนะครับ เพราะว่าเป็นข้อเสนอ เชิงระบบ และเข้าใจว่าคงมีอีกไม่กี่ท่านที่อภิปราย อสม. กระทรวงสาธารณสุขใช้ความอดทน ในการผลิตอาสาสมัคร จนตอนนี้มีกว่าล้านคนเศษแล้ว อย่างเป็นระบบต่อเนื่องกว่า ๓ ทศวรรษแล้ว ผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ของ อสม. ซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดานี่นะครับ ทำให้ระบบการให้ภูมิคุ้มกันวัคซีนครอบคลุมกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ โรคระบาดหยุด ทำให้เรารู้ว่า อัตราการโภชนาการที่บกพร่องมีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วสามารถแก้ปัญหาโภชนาการ บกพร่องได้เกือบหมดทั่วประเทศ แผ่นดินนี้อุดมสมบูรณ์มากไม่ควรจะบกพร่อง ทางโภชนาการ ไม่ควรจะขาดสารอาหาร
เรื่องวางแผนครอบครัว ตอนนี้ประเทศไทยทำได้เกินเป้า มีปัญหาผู้สูงอายุ มาแทน ทำให้เราอยู่ ๖๕ ล้านคน แล้วอย่างไรก็ไม่ถึง ๗๐ ล้านคน คนเกิดคนตายเท่ากัน ก็เพราะระบบสาธารณสุขมูลฐานหรืออาสาสมัครนี่ละครับ รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ แต่ว่า จปถ. นี่ จะทำอย่างไรถึงให้เป็นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ระบบการมีส่วนร่วมต่อมา คือเซฟตี อายส์ (Safety eyes) นั่นแหละครับว่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะเติมเต็มในเรื่องอื่น ๆ ที่มี ปัญหาอย่างไร ผมคิดว่าจะเป็นการไม่ต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ คนจิตอาสา เดี๋ยวนี้ไปดูใน โซเชียลมีเดีย (Social Media) เรื่องสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม ในที่สุดกลายเป็น อยู่ในสื่อกระแสหลัก และนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ถูกต้องได้
ระบบถัดมาคือ ระบบของการเพิ่มบทบาทอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากหลายท่านอภิปราย แต่ว่าประเด็นในเรื่องของบทบาท หน้าที่ที่ชัดเจน ประเด็นในเรื่องงบประมาณจัดสรร ประเด็นในเรื่องพัฒนากำลังคนตรงนี้ ท่านอาจจะคิดอยู่แล้ว เพราะว่าในการศึกษาระบาดวิทยาอุบัติเหตุเกิดสูงมากในถนนสายรอง ขณะที่ถนนสายหลักเรามีการตรวจสอบเยอะแยะ แอลกอฮอล์ดื่มกันมากในถนนสายรอง ทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาตรงนี้ ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ ๗ วันอันตราย อันที่จริงคงเป็นอย่างที่ สปท. เฉลิมชัย เครืองาม ท่านบอกนะครับว่า ๓๖๕ วันอันตราย แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ๗ วันอันตราย ก่อให้เกิดความสลดสังเวชใจ ทุกครั้ง ๓๕๐ คน ถึง ๔๐๐ คน เท่ากับเครื่องบิน จัมโบ้เจ็ต (Jumbo Jet) ตก ๑ ลำ เป็นข่าวไปทั่วโลก แต่ว่าของเรามันชินชาจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานวัยสำคัญต้องเสียชีวิตทุกครั้งไปเมื่อมีเทศกาล จะทำอย่างไร ให้บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มบทบาท งบประมาณ อำนาจหน้าที่มากขึ้น
ระบบสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมขออีกนิดหนึ่ง ระบบศาลจราจร ผมต้อง ขอบคุณท่าน สปท. สิทธิศักดิ์ ถ้าผมเอ่ยนามท่านผิดต้องกราบขอโทษด้วยที่สามารถอธิบาย ขั้นตอน กระบวนการวิธีการของศาลอย่างแจ่มชัด เพราะว่าทำมากับมือ ที่ผมบอกว่า สังเคราะห์จากความเป็นจริง พอผมสงสัยประเด็นหนึ่ง ฟังสักพักท่านพูด ท่านก็ตอบประเด็น ที่ผมสงสัย คือถ้าผมเป็นนักเรียนเรียนกับท่านนี่สอบก็ได้คะแนนดีครับ เพราะว่าสามารถรู้จุดว่าอะไร จะเกิด ผมคิดว่ากระบวนการนี้จะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นปัญหา และจะทำให้ ใบสั่งที่เกิดจากอภิสิทธิ์ชนลดลง และจะทำให้เจ้าหน้าที่ประพฤติมิชอบนี่ลดลงด้วย ด้วยระบบของศาลจราจร ท่านประธานนิกรและท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ ต้องขอบคุณมาก ที่ท่านได้ขับเคลื่อนแม้จะเป็นก้าวแรกนะครับ แต่เป็นก้าวแรกที่สำคัญและมั่นคง ผมเชื่อมั่น ว่าก้าวต่อไปจะเป็นขับเคลื่อนที่ทำให้ระบบความปลอดภัยบนท้องถนนลดอัตราการเสียชีวิต และจากการพิการของผู้คนบนแผ่นดินนี้ต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ