สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ชี้ปัญหาช่องว่างการบังคับใช้กฎหมายจราจรที่เน้นบทบาทตำรวจเพียงฝ่ายเดียว พร้อมเสนอแนวทางจัดตั้งแผนกคดีจราจรในศาลเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาคดี ลดภาระรัฐและรัฐสูญเสียรายได้จากค่าปรับ โดยเน้นการอำนวยความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว ปลูกฝังวินัยจราจรผ่านการอบรม และผลักดันการปฏิรูปความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนนและระบบประกันภัย
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ในฐานะที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน นำเสนออยู่ ๒ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาลจราจร นั่นคือเหตุผลและความจำเป็นในการตรา กฎหมาย ประการที่ ๒ เป็นเรื่องของระบบวิธีพิจารณาในศาลจราจร
ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิดในคดีจราจรก็ดี หรือการดำเนินการเพื่อสร้าง ความปลอดภัยกับผู้ใช้ยานพาหนะที่สัญจรอยู่ในถนนสาธารณะก็ดี เป็นการดำเนินการ มาตรการทางสังคมกับมาตรการทางกฎหมายโดยหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมบางส่วน เฉพาะตำรวจเท่านั้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลจากการดำเนินการ ดังกล่าวนั้นทำให้เกิดช่องโหว่ เกิดช่องว่าง แล้วก็เกิดปัญหาติดตามมาอีกหลายประการ
ผมอยากจะกราบเรียนเป็นข้อแรกว่าเหตุผลความจำเป็นในการที่จะต้องมีการ จัดตั้งศาลจราจรซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายที่เรียกชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... นั้นเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่มาเติมเต็มให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ในแผนของ การปฏิรูปความปลอดภัยทางถนนและการบังคับใช้ ข้อมูลที่น่าสนใจของกรมการขนส่ง ทางบกก็คือว่าในปีปัจจุบันนั้นมีรถยนต์หรือยานพาหนะที่เดินด้วยเครื่องจักรกล จดทะเบียน ทั่วประเทศประมาณ ๓๖ ล้านคัน ในส่วนของรถจักรยานยนต์นั้นมีประมาณกว่า ๒๐ ล้านคัน ในจำนวนยานพาหนะที่สะสมเพิ่มเป็นทวีคูณในช่วงไม่กี่ปีนั้นส่งผลหลายประการครับ ท่านประธาน ในประการแรกที่จะเห็นก็คือว่าการจราจรในเมืองใหญ่นั้นจะเกิดความอึดอัด จะเกิดความคับข้อง จะเกิดการจราจรติดขัด ประการที่ ๒ ก็จะเห็นถึงมลภาวะทางเสียง มลภาวะทางกลิ่นต่าง ๆ ของไอเสีย ประการที่ ๓ เป็นการสูญเสียในเชิงของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเงินตราจำนวนมหาศาลซึ่งกระทบกับเศรษฐกิจและในด้านสังคม ประการต่อมาที่จะ เห็นก็คือว่าการทำความผิดในคดีจราจรไม่ว่าจะเป็นความผิดต่อชีวิต ร่างกาย ซึ่งโดยสาเหตุ อันเกิดจากการขับรถโดยประมาทนั้นจะปรากฏเห็นตามสื่ออยู่ตลอดเวลา และข้อสำคัญ อย่างยิ่งที่เป็นความผิดลหุโทษซึ่งเป็นอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างน้อยก็ ๒ ฉบับแล้วครับ ฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พุทธศักราช ๒๕๒๒ กับพระราชบัญญัติรถยนต์ เป็นต้น กฎหมายเหล่านี้เป็นกฎหมายที่เจ้าพนักงานจราจรสามารถที่จะออกใบสั่งจราจรเพื่อให้ ผู้กระทำความผิดนั้นไปชำระค่าปรับที่สถานีตำรวจ แต่ปรากฏว่าในปีที่ผ่านมาใบสั่งจราจรนั้น มีจำนวนถึง ๑,๖๐๐,๐๐๐ ฉบับ เฉพาะในกรุงเทพมหานคร หากรวมกับต่างจังหวัด ทั่วราชอาณาจักรแล้วมีไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับ
ข้อมูลที่น่าสนใจในประการต่อมาคือในจำนวนใบสั่งเอาเฉพาะใน กรุงเทพมหานคร ๑,๖๐๐,๐๐๐ ฉบับนั้น มีผู้กระทำความผิดที่สมัครใจจะไปชำระค่าปรับ ไม่เกินร้อยละ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการบังคับติดตามก็ได้เต็มที่คือร้อยละ ๔๐ เท่านั้น อีกร้อยละ ๖๐ ก็จะไม่ไปชำระ แล้วข้อสำคัญคือคดีซึ่งเป็นคดีลหุโทษที่มีอัตราโทษที่ผมได้ กราบเรียนมาข้างต้นนั้นมีอายุความเพียง ๑ ปีเท่านั้น นั่นหมายความว่าหากผู้กระทำ ความผิดที่ได้รับใบสั่งจราจรไม่ไปชำระค่าปรับภายใน ๑ ปี ก็ไม่สามารถที่จะบังคับค่าปรับ เหล่านั้นได้ จึงทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ หากคำนวณค่าปรับเอาว่าประมาณการเป็น ค่ากลางอัตรา ๕๐๐ บาท ที่บังคับไม่ได้ร้อยละ ๖๐ ในเวลา ๑ ปี กับใบสั่ง ๓,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับนั้น รัฐจะสูญเสียรายได้ถึงประมาณ ๘๐ ล้านบาทต่อปี หากระยะย้อนหลังบวกไปอีกสัก ๑๐ ปี ก็เป็นเงินถึงหลักพันล้านบาท ตรงนี้จะเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ว่ามาตรการทางกฎหมายแต่เพียง ประการเดียวนั้นไม่สามารถที่จะนำมาเรียกว่าสร้างวินัยปลูกฝังจิตสำนึกให้คนเคารพ กฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพได้ ฉะนั้นการจัดตั้งศาลจราจรขึ้นมาโดยระบบที่อยู่ภายใต้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีจราจรนั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาเรียกว่าป้องกันปัญหา สร้างวินัยจราจร แล้วก็ดำเนินการบังคับ ใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ที่กระทำความผิดในคดีจราจรที่มีลักษณะ อัตราโทษเล็กน้อยนั้นต้องถูกบังคับชำระค่าปรับ และเงินรายได้เหล่านี้จะเป็นงบประมาณ แผ่นดินที่สามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศได้
ประการที่ ๒ ที่ผมจะนำกราบเรียนก็คือว่าในระบบวิธีพิจารณาคดีจราจรนั้น มีความยุ่งยากหรือมีความซับซ้อนหรือไม่ ก็เรียนว่าในลักษณะของการออกแบบกฎหมายนั้น คณะทำงานก็ดี คณะอนุกรรมาธิการจัดทำแผนปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ดี ได้พิจารณาช่วยกันกลั่นกรอง ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าในระบบของศาลจราจรนั้นเราไม่ได้สร้าง อาคารที่ทำการศาลขึ้นมาใหม่เป็นศาลอีกหลังหนึ่ง หรือเป็นศาลทั่วประเทศที่มีศาลจราจรอยู่ ๗๗ จังหวัด แต่จะใช้ศาลยุติธรรมที่เปิดทำการอยู่แล้วทั่วราชอาณาจักร ในขณะนี้ทำหน้าที่ เป็นศาลจราจรควบคู่ไปด้วย ในวิธีการตามกฎหมายก็คือว่าในร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีจราจรนั้นจะออกแบบในมาตราต้น ๆ ว่าให้เปิดแผนกคดีจราจรขึ้นในศาลแขวง หรือใน จังหวัดที่ไม่มีศาลแขวงนะครับ เหตุผลที่เลือกศาลแขวงเพราะว่าศาลแขวงเป็นศาลที่รองรับ คดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งคดี ความผิดเกี่ยวกับคดีจราจรเหล่านี้ก็จะมาขึ้นสู่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง เพราะฉะนั้น ศาลแขวงทั่วราชอาณาจักรก็จะใช้อาคารที่ทำการเดิม หรือศาลจังหวัดก็ใช้อาคารที่ทำการเดิม
๒. ในส่วนของบุคลากร คือตุลาการหรือผู้พิพากษานั้นก็ใช้ผู้พิพากษาเดิม มาทำหน้าที่ในการชี้ขาดตัดสินคดี อาจจะมีการเพิ่มบ้างสำหรับหากคดีในส่วนกลาง มีจำนวนมากอาจจะมีการเพิ่มอัตรากำลังเพียงเล็กน้อย หรือมีหน่วยธุรการสนับสนุน เช่น อาจจะมีงานสนับสนุนด้านคดีจราจร เป็นต้น
ประการต่อมา เมื่อมีศาลจราจรเกิดขึ้นในศาลยุติธรรมแล้ว ถามว่าแล้วคดี ประเภทใดครับที่จะขึ้นสู่ศาลจราจร คำตอบก็คือมีกฎหมาย ๓ ฉบับครับท่านประธาน ก็คือ ๑. พระราชบัญญัติจราจรทางบก กฎหมายฉบับที่ ๒ คือพระราชบัญญัติรถยนต์ และกฎหมายฉบับที่ ๓ คือพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ทั้ง ๓ กฎหมายนั้น หากรวม มูลฐานความผิดหรือข้อหาความผิดแล้วมีประมาณ ๒๕ มาตรา หรือ ๒๕ ข้อหาไม่เกิน ๓๐ ข้อหา ซึ่งข้อหาเหล่านี้บางข้อหานั้นก็อาจจะมีอัตราโทษจำคุกถึง ๒ ปี หรืออาจจะปรับ ถึง ๔๐,๐๐๐ บาท ซึ่งคดีเหล่านี้เปรียบเทียบปรับไม่ได้ก็ต้องมาขึ้นศาลจราจร ซึ่งกฎหมาย เหล่านี้ตราอยู่ในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก เช่น เป็นผู้ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต เป็นต้น คดีนอกจากนั้นก็เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก อาทิเช่น ขับรถฝ่าฝืน สัญญาณไฟจราจร จอดรถในที่ห้ามจอด ขับรถในลักษณะประมาทน่าหวาดเสียว ขับรถ ในลักษณะมึนเมาสุราหรือมึนเมาสิ่งของอย่างอื่น ขับรถในลักษณะที่ตัวรถนั้นยานพาหนะไม่มี ความปลอดภัย เป็นต้น นั่นคือข้อหาความผิดที่จะมาขึ้นสู่ศาลจราจร ถามว่าแล้ววิธีปฏิบัติ เป็นอย่างไรบ้าง ในส่วนนี้ก็จะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าหากผู้กระทำความผิดที่ได้รับใบสั่ง จราจรสามารถชำระค่าปรับ หรือยินยอมชำระค่าปรับคดีก็จะจบไปด้วยการชำระค่าปรับ หากไม่ชำระค่าปรับในกฎหมายก็จะเขียนว่าให้พนักงานสอบสวนนั้นดำเนินการแจ้งส่งสำเนา คู่ฉบับของใบสั่งจราจรไปยังพนักงานอัยการ แล้วก็ไปยังศาลในเขตท้องที่นั้น ๆ ใบสั่งจราจร จะมีการออกแบบใหม่ตามกฎหมายฉบับนี้โดย ๔ หน่วยงาน ตั้งแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุดแล้วก็ในส่วนของศาลยุติธรรมเพื่อให้ใบสั่งนั้น มีรูปแบบเป็นคำฟ้องโดยที่พนักงานอัยการไม่ต้องไปร่างคำฟ้องฉบับใหม่เพื่อที่จะมาเสียเวลา แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณในส่วนกระดาษ ฉะนั้นใบสั่งจราจรก็ถือเป็นคำฟ้อง แต่มีรายการ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่กฎหมายออกแบบ ถ้าหากว่าผู้ที่กระทำความผิดตามใบสั่งจราจร ไม่ไปชำระค่าปรับภายใน ๗ วัน ใบสั่งจราจรเหล่านี้ก็จะส่งไปยังศาลจราจร ศาลเองก็จะเรียกให้ผู้กระทำความผิดมาศาล หากศาลประทับฟ้องอำนาจของศาล ก็สามารถที่จะพักใช้ใบอนุญาตอย่างน้อยก็ ๙๐ วัน และหากผู้กระทำความผิดเห็นว่า คดีไปสู่ศาลแล้วไม่อยากจะไปศาลให้เสียเวลา ก็สามารถที่จะไปชำระค่าปรับไม่ว่าจะเป็นที่ ศาลนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารของรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารเอกชน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำการ ไปรษณีย์ หรือสถานที่อื่นที่กฎหมายกำหนด โดยชำระค่าปรับในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมาย บัญญัติในข้อหานั้น ๆ เมื่อชำระค่าปรับแล้ว สิทธินำคดีอาญาก็ระงับสิ้นไป ก็เสมือนหนึ่งว่า ยอมรับสารภาพในการกระทำ อันที่ ๒ กลุ่มคนที่จะมาขึ้นศาลจราจร อันนี้คือกลุ่มแรก ที่ไม่ยอมเสียค่าปรับ
กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่ให้การปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด ตนเอง ถูกกลั่นแกล้งกล่าวหา หรืออาจจะมีความสำคัญผิดในเรื่องของข้อหาต่าง ๆ กลุ่มเหล่านี้ ก็จะมาขึ้นสู่ศาลจราจรเพื่อพิสูจน์ความผิดความถูก ระบบของการพิจารณาคดี ศาลจราจร ใช้ระบบการไต่สวนเรียบง่าย แล้วก็ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยรวดเร็ว แล้วก็คดีจะจบแค่ ในชั้นศาลอุทธรณ์เท่านั้น หมายความว่าไม่ให้มีการฎีกา กระบวนการในส่วนนี้ในศาลชั้นต้น ก็คงไม่เกินสัก ๓๐ วัน ในส่วนของการอุทธรณ์ปัจจุบันก็มีการนัดฟังคำพิพากษาล่วงหน้า ก็คงไม่เกิน ๒ เดือน เพราะฉะนั้นคดีเหล่านี้ก็ต้องดำเนินไปโดยบริการประชาชนให้เกิด ความสะดวกรวดเร็วและเกิดความเป็นธรรม นั่นคือในส่วนของระบบศาลจราจรที่คิดว่า น่าจะมีส่วนสำคัญโดยย่อที่จะสามารถทำให้ระบบความปลอดภัยทางถนน จิตสำนึกของ ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความเคารพในกฎหมาย แล้วก็ทำให้กฎหมายบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ สามารถ ที่จะบังคับได้ แล้วก็เป็นการปลุกจิตสำนึก ถ้าหากผู้กระทำความผิด ศาลเห็นว่ายังมีพฤตินิสัย หรือมีลักษณะการขับรถที่หย่อนสมรรถภาพ ศาลสามารถออกคำสั่งให้ตัวจำเลยนั้น เข้ารับการฝึกอบรมยังหน่วยงานราชการหรือสถานที่เอกชนเกี่ยวกับวินัยจราจร การใช้รถ การใช้ยานพาหนะเพื่อที่จะไม่ให้เกิดอันตราย หรือสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในอนาคต ฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าระบบของศาลจราจรที่จะอยู่ในแผนปฏิรูปความปลอดภัย ทางถนนนั้น ก็จะเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะมาเป็นกลไกทางสังคมที่จะทำให้สังคม มีความปลอดภัย ยานพาหนะ ท้องถนนมีความปลอดภัย ผู้กระทำความผิดก็จะมีจิตสำนึก ในการที่จะระมัดระวังในการใช้รถ แล้วก็จะไม่กระทำความผิดซ้ำอีก ฉะนั้นผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนโดยสรุปถึงระบบของศาลจราจร อย่างไรก็ตามในส่วนของแผนระยะยาว ยั่งยืนนั้น ที่จะมีส่วนสัมพันธ์แล้วเกี่ยวข้องอยู่ในแผนปฏิรูปนั่นคือ การจัดตั้งเจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยทางถนน หรือ จปถ. แล้วก็เรื่องระบบประกันภัยเพื่อความปลอดภัยทางถนน ในส่วนนี้ ขอกราบเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เป็นผู้นำเสนอครับ