รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๕๑/๒๕๕๘
วันจันทร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ผมขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการได้เข้าประจําที่ด้วยครับ เรียนเชิญนะครับ
ด้วยใน คราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๔๕/๒๕๕๘ วันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทางการดําเนินการของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง วาระปฏิรูปที่ ๒ เรื่อง การเข้าสู่อํานาจ/ระบบพรรคการเมือง (รอบ ๒) แล้ว โดยให้คณะกรรมาธิการนําความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปเปึนแนวทาง ในการพัฒนารายงาน วิธีการ และกระบวนการปฏิรูป พร้อมแผนดําเนินการ เพื่อเสนอต่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติอีกครั้งหนึ่งนั้น
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงาน วาระปฏิรูปนี้เสร็จแล้ว จึงได้เสนอรายงานเพื่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาในวันนี้ ถ้าพร้อมแล้วขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงรายงานครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูป ห่งชาติ กระผม นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะนําคณะมารายงาน ถึงแนวทางการปฏิรูปในวาระปฏิรูปที่ ๒ การเข้าสู่อํานาจ/ระบบพรรคการเมือง (รอบ ๒) ซึ่งคณะกรรมาธิการได้กล่าวรายงานไปครั้งหนึ่งแล้ว ในรอบ ๒ นี้ก็จะนําแนวทาง หรือประเด็นข้อเสนอ การปฏิรูปมาเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วย แผนปฏิรูป พรรคการเมืองไม่เปึนของนายทุน แผนปฏิรูปการคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา แผนปฏิรูป โครงสร้างองค์กรอิสระ และแผนปฏิรูปการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชน ซึ่งในการดําเนินงานนั้นทางคณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองได้มอบหมายให้ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระทําการศึกษาเกี่ยวกับ แผนปฏิรูปคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน แผนปฏิรูปคณะกรรมการ ปัองกันและปราบปรามการทุจริต และแผนปฏิรูปองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน สําหรับ เรื่องของการปัองกันและปราบปรามการทุจริตนั้น เนื่องจากเรื่องนี้เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ องค์กรอิสระ แต่อยู่ในความดูแลของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย ทั้ง ๒ คณะจึงได้ปรึกษาทํางานร่วมกันและเห็นตรงกัน
เดิมคาดว่าจะนําเสนอต่อที่ประชุมพร้อมกัน แต่เนื่องจากว่าในการนําเสนอวาระของสภา มีประเด็นวาระปฏิรูปมาก ก็ได้ตกลงกันว่าในส่วนของการปัองกันและปราบปรามการทุจริตนั้น จะมอบให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เปึนผู้ดําเนินการ โดยในส่วนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองวันนี้จะไม่กล่าวรายงาน เพราะจะเปึนการทับซ้อนกันนะครับ ในส่วนที่ ๒ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปพรรคการเมือง พิจารณาศึกษาทําแผน การปฏิรูปพรรคการเมืองไม่เปึนของนายทุน แผนการปฏิรูป คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และแผนการปฏิรูปผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ
คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้งพิจารณาศึกษาและจัดทําแผนปฏิรูป การคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา และแผนปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสุดท้าย คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนพิจารณาศึกษาและจัดทําแผนการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทาง การเมืองของประชาชน เนื่องจากแผนปฏิรูปของกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนั้นส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ที่ประชุมเห็นชอบก็จะกราบเรียนท่านประธานว่าให้ส่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อท่านจะได้ไปพิจารณาต่อไป แล้วก็ในเรื่องของการนําเสนอในวันนี้ทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองได้กําหนดไว้ดังนี้ แผนการปฏิรูปพรรคการเมืองไม่เปึนของนายทุน เสนอโดย อาจารย์อมร วาณิชวิวัฒน์ แผนการปฏิรูปกา รคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา เสนอโดย พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา แผนการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอโดย อาจารย์จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ แผนการปฏิรูปคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน เสนอโดยอาจารย์ดิเรก ถึงฝัืง แล้วก็แผนการปฏิรูปองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน เสนอโดย นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ แล้วก็แผนการปฏิรูปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอโดย นายบุญเลิศ คชายุทธเดช แล้วก็แผนการปฏิรูปผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอโดยอาจารย์นิรันดร์ พันทรกิจ และสุดท้ายแผน การปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน เสนอโดยท่านประสาร มฤคพิทักษ์ ก็จะขอให้นําเสนอตามลําดับดังต่อไปนี้ ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ แล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม นายอมร วาณิชวิวัฒน์ ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการปฏิรูประบบพรรคการเมือง ทางท่านประธานสมบัติก็ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่า เรามีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการที่จะต้องการกําจัดระบบนายทุนพรรคการ เมือง ที่ในอดีตที่ผ่านมามีปัญหามากตรงที่พรรคการเมืองต่าง ๆ นั้นจะส่งผู้เข้าสมัครรับเลือกตั้งก็ดี หรือไม่ว่าจะเปึนในระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่นนี่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือจะเปึนการคัดตัวบุคคล ที่มีเส้นสาย มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริหารพรรค เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องใหญ่ที่เปึนประเด็นปฏิรูป ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้พยายามที่จะหาทางแก้ไขในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ผมเอง ก็กราบเรียนว่าในเอกสารประกอบการพิจารณานั้นมีประเด็นการปฏิรูป อยู่ประมาณ
๗-๘ ประเด็นด้วยกัน โดยในเรื่องที่ ๑, ๒, ๓, ๔ ในเรื่องการให้ความรู้ก็ดี การส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรม แล้วก็การส่งเสริมความเปึนพลเมืองอะไรต่าง ๆ นั้นก็เปึนเรื่องหนึ่ง ที่อาจจะทราบอยู่แล้วว่าเรามีกลไกในทางพรรคการเมืองที่จะพยายามสร้างเครือข่าย แล้วก็สร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนนั้นได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กั บพรรคการเมือง แต่ว่าในส่วนที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของนายทุนพรรคการเมือง ผมอยากจะขออนุญาต เข้าประเด็นดังกล่าวเพื่อไม่ให้เสียเวลา เพราะว่าเรามีสมาชิกหลายท่านที่จะร่วมกันนําเสนอ ในวันนี้ ในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของการเสนอตัวบุคคลเข้ารับการพิจารณาให้ประชาชน เลือกตั้งเปึนผู้แทนราษฎรก็ดี หรือว่าเปึนผู้นําทางการเมือง ระบบที่เรามีการคิดขึ้นต้องการ ที่จะวางตัวแบบให้เกิดสิ่งที่เราเรียกกันว่าการหยั่งเสียงเบื้ องต้น ที่เราเรียกกันว่าไพรมารี ซิสเตม (Primary system) หรือไพรมารี โหวต (Primary vote) ระบบดังกล่าวขอเรียนย้ําว่า ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี แล้วก็เปึนตัวแบบที่ในประเทศที่เปึนประชาธิปไตยทั่ว ๆ ไป หลายประเทศก็ได้มีการใช้ระบบการหยั่งเสียงเช่นนี้อยู่ เท่าที่ทราบก็จะมีอยู่ในบางประเทศ ที่เน้นเรื่องของประชาคมหรือท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม อย่างในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็รู้สึกว่าในบางพื้นที่ก็มีการใช้การหยั่งเสียงเช่นเดียวกัน วิธีการหยั่งเสียง เราจะให้อํานาจไปกับผู้ที่ทําหน้าที่เปึนสมาชิกพรรคได้มีโอกาสมากขึ้น เพราะว่าแต่เดิมมานั้น สมาชิกพรรคส่วนมากพอสมัครเข้ามาเปึนสมาชิกพรรคแล้วก็อาจจะไม่รู้บ ทบาทหน้าที่ ของตัวเองว่าจะต้องทําอะไรบ้าง อาจจะได้รับบัตรใบหนึ่งซึ่งระบุว่าตัวเองชื่ออะไร เปึนสมาชิกพรรคการเมืองอะไร แต่ว่าในแง่ของสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ นั้นเหมือนกับว่า จะไม่มีใครได้มาย้ําเน้นตรงนั้น แต่ในอนาคตถ้าหากเราใช้ระบบการหยั่งเสียงเบื้องต้น
คนที่จะได้รับการเสนอชื่อเปึนผู้สมัครในนามพรรคจะต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกพรรค ในท้องที่หรือในท้องถิ่นตรงนั้น รายละเอียดจะต้องบอกว่ากี่เปอร์เซ็นต์อย่างไร จะใช้เสียงข้างมาก แบบเมจอริตี (Majority) หรือว่าเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือจะใช้กี่เปอร์เซ็นต์ของจํานวน ผู้มาใช้สิทธิที่อยู่ในฐานะเปึนสมาชิกพรรคนั้นก็เปึนอีกเรื่องหนึ่งที่เปึนรายละเอียด ซึ่งตรงนั้น อย่างไรก็ตามเราก็คงต้องยึดถือเสียงข้างมากเปึนหลัก ตรงนี้ก็จะเปึนโอกาสหนึ่งที่ทําให้ อํานาจของสมาชิกพรรคการเมืองนั้นสามารถที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลกับ กรรมการบริหารพรรค ซึ่งหมายความว่าเรายังไม่ได้ใช้ยาแรงขนาดตัดอํานาจของ กรรมการบริหารพรรคออกไป แต่โครงสร้างใหม่ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้นําเสนอ ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในชาร์ต (Chart) ที่อยู่ในเอกสารประกอบการพิจารณาในวันนี้ด้วยนั้นก็จะมี โครงสร้างซ้อนขึ้นมาอีกอันหนึ่ง บางคนเรียกว่าเปึนซูเปอร์ บอร์ด (Super board) บางคน เรียกว่าเปึนกรรมการใหญ่ของพรรค ก็สุดแท้แต่ แต่หมายความว่ากรรมการใหญ่ของ พรรคนั้นจะเข้ามาครอบตัวกรรมการบริหารพรรคอีกชั้นหนึ่งคือหมายความว่าถ้าหาก กรรมการบริหารพรรคคัดตัวบุคคลแล้วทางสมาชิกมีความรู้สึกไม่มีความโปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล กรรมการใหญ่ของพรรคก็จะมีหน้าที่ในการเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลตรงนั้น ซึ่งกรรมการใหญ่ของพรรคมีที่มาจากทุกคนในพรรคที่เปึนสมาชิกในการเสนอตัวเข้าไปเปึน ตัวแทน แล้วทุกคนก็มี ๑ เสียง ๑ ลงคะแนน ก็คือวัน แมน วัน โหวต (One man one vote) เท่ากันหมด ไม่จํากัดว่าจะเปึนอดีตผู้นําทางการเมือง เปึนรัฐมนตรีมาก่อน หรือเปึน ผู้ที่มีศักยภาพให้การสนับสนุนพรรคด้วยเรื่องของเงิน ด้วยเรื่องของปัจจัยอื่น ๆ ตรงนั้น จะไม่มาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นกรรมการใหญ่ของพรรคจะเปรียบเสมือน ถ้าเปรียบเทียบแล้ว เหมือนกับกรรมการธรรมาภิบาลอะไรต่าง ๆ ในลักษณะของบริษัทที่เราอาจจะคุ้นเคยกัน ตรงนี้ก็จะเปึนโครงสร้างใหม่ที่เราจะเข้ามาครอบหรือว่ามาตรวจสอบถ่วงดุลกับ อํานาจของ กรรมการบริหารพรรค ส่วนในเรื่องของการใช้จ่ายหรือแม้กระทั่งการสนับสนุนพรรค ด้วยการให้เงินสนับสนุนนั้น ทางอนุกรรมาธิการเองก็มองว่าในเรื่องของการให้ การสนับสนุนพรรคจําเปึนที่จะต้องเป่ดเผย เราอาจจะไม่ต้องจํากัดตัวเลขว่าบริจาคได้ไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท ในอนาคตเราก็ยินดีที่จะให้เขาเป่ดเผยจํานวนเงินที่จะต้อง บริจาค บางคนก็เคยอ้างซึ่งเปึนนักการเมืองว่าจะมีความยากลําบาก เพราะเวลาไปหาเสียง เลือกตั้งในท้องถิ่นบางครั้งมีคนรู้จักกัน พอผ่านไปหน้าบ้านก็เอาเงินใส่ซองมา อาจจะมา
ยัดเยียดใส่กระเปิาบ้างอะไรบ้าง ไม่มีโอกาสได้นับว่ามันเปึนเงินเท่าไร กี่พันบาท เราก็มองว่า ไม่ต้องกังวลตรงนั้น ขอให้แจ้งว่าได้มาด้วยวิธีการใด เพราะว่าสิ่งที่สําคัญก็คือเราต้องการ รู้ที่มาที่ไปของเงินมากกว่า ใครจะมาบอกว่าบริษัทใหญ่ ๆ ให้ทุกพรรคก็ไม่เปึน อะไร เราก็จะได้รู้กันว่าก็ให้ทั้งฝ์ายค้าน ให้ทั้งฝ์ายรัฐบาล เราจะได้ไม่ต้องไปกังวลว่าเวลามีปัญหาขึ้นมา แล้วความลักลั่นในเรื่องของการให้คุณให้โทษนี่จะเกิดเพราะคนนี้ให้มากกว่าคนนั้น หรืออาจจะเปึนอย่างนั้นจริง ๆ ก็จะได้มีข้อมูลยืนยันกันชัดเจน เพราะฉะนั้นโดยวิสัยทัศน์ ของทางคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบพรรคการเมืองนี่ไม่กังวล ไม่กังวลในแง่ของการที่ จะมีตัวเลข ต้องไปจํากัดเขาว่าสามารถบริจาคได้กี่สตางค์ กี่พันบาทอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่จํากัด แล้วที่สําคัญคือต้องเป่ดเผย แต่หมายความว่าในอนาคตการบริจาคให้ พรรคการเมืองนั้นจะสามารถนําไปลดหย่อนภาษี หรือนําไปเพื่อที่จะไปปรับปรุงตัวเลข ในเรื่องงบดุลอะไรของเขาเปึนค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ นี่ก็เปึนเรื่องในทางธุรกิจซึ่งก็เปึนธรรม เราไม่ได้ขัดข้องตรงนั้น ทีนี้ในเรื่องของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค แล้วก็ ภาคประชาชนนั้น เราก็มองว่าในอนาคตประชาชนจะมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นในการเข้ามา ตรวจสอบถ่วงดุล ในการเข้ามามีส่วนในการเสนอความคิดเห็น พรรคการเมืองจะต้องเปึน สถาบันทางการเมืองที่เปึนสมบัติของส่วนรวม หมายถึงว่าจะต้องไม่เปึนสมบัติของ คนในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง พรรคการเมืองจ ะต้องมีสภาพเหมือนในต่างประเทศ ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง
เราคิดกันไปถึงขนาดว่ามา นิเฟสโต (Manifesto) ของพรรคหรือว่าธรรมนูญของพรรค จะต้องชัดเจน ในการจดทะเบียนพรรคเราจําเปึนที่จะต้องพิจารณาไม่เพียงเฉพาะเรื่องของ อาคาร สถานที่ เรื่องของจํานวนสมาชิก แต่ว่าเราจําเปึนที่จะต้องพิจารณาลึกไปถึงเรื่อง อุดมการณ์ทางการเมืองให้มีความชัดเจนด้วย เพราะฉะนั้นประชาชนที่มีความฝักใฝ์สนใจ ในอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคใดก็สามารถ ที่จะเข้าไปตรวจสอบ เข้าไปแสดง ความคิดเห็น เข้าไปมีส่วนร่วมในการประเมินผลการทํางานในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ตรงนี้คือ สิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้พยายามที่จะศึกษา ซึ่งในเรื่องรอง ๆ ลงมาแต่เราก็ยังถือว่า ต้องเปึนหน้าที่ของพรรคการเมือง คือพรรคการเมืองจําเปึนที่จะต้องส่งเสริมในเรื่องของ องค์ความรู้ทางด้านการเมือง เพราะเราคิดว่าความเปึนอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างผมซึ่งเปึน คนที่สอนรัฐศาสตร์มาหลายสิบป้ก็ตาม ลึก ๆ แล้วก็คงไม่ได้มีองค์ความรู้ในทางปฏิบัติ เทียบเท่ากับนักการเมืองมืออา ชีพ หรือคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองมีประสบการณ์ ทางการเมืองโดยตรง เพราะฉะนั้นโอกาสที่พรรคการเมืองจะเปึนองค์กรป่ดแบบเดิม มีปัายชื่อแล้วก็มีอาคารยิ่งใหญ่ อาคารขนาดเล็กหรืออะไรก็แล้วแต่ ตรงนั้นก็เปึนรูปแบบ ที่ขึ้นอยู่กับฐานานุรูปของแต่ละพรรค แต่หมายความว่าในอนาคตข้างหน้าพรรคการเมือง จะต้องเปึนพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนนั้นสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้ รวมไปถึงจัดระบบ ให้ความรู้กับประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของสื่อสังคม ในเรื่องของ เวบไซต์ (Web site) ในเรื่องของอาจจะมีทําห้องสมุดหรือแม้แต่การเผยแพร่ความรู้ของ พรรคการเมืองให้ประชาชนได้รับทราบ รวมไปถึงผลงานต่าง ๆ ที่พรรคมีในรอบป้ในรอบ ระยะเวลาของการก่อตั้งพรรคที่ผ่านมาด้วย ผมคิดว่าในเบื้องต้นนี้จากการได้รับข้อเสนอแนะ ของบรรดาสมาชิกในรอบแรกที่ได้ให้ความกรุณากั บทางอนุกรรมาธิการเพื่อที่จะได้นําไป ปรับปรุง ไปแก้ไขแล้วก็พัฒนารูปแบบของการปฏิรูประบบพรรคการเมือง เพื่อให้เปึน พรรคการเมืองที่มีความเปึนสถาบันทางการเมืองที่เปึนสมบัติของประชาชนแล้วก็ปัองกัน ระบบนายทุนพรรค เราก็ได้รับเอาข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่บรรดาสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินั้นได้ให้ความรู้และคําแนะนําที่เปึนประโยชน์ไปปรับปรุง ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ นั้น ผมจะไม่รบกวนกล่าวในรายละเอียดมากไปกว่านี้ เพราะว่ามีรายละเอียดปรากฏอยู่ใน เอกสารประกอบสําหรับการพิจารณาในวันนี้แล้ว แต่ว่าถ้าหลังจากนี้บรรดาสมาชิกอาจจะมี
ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ที่อาจจะเปึนการปรับปรุงในส่วนที่จะเปึนประโยชน์ ทางผมเองในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบพรรคการเมืองก็ยินดีรับไปพิจารณา เพิ่มเติมต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านน ะครับ ในส่วนของผมในฐานะประธานอนุกรรมาธิการกลไกและระบบการเลือกตั้ง จากครั้งที่แล้ว ที่เราได้นําเสนอในกรอบความคิดของเราว่าจะคัดเลือกคนดีเข้ามานั่งในสภาแห่งนี้ สภาที่เรานั่งอยู่นี่ทั้ง ส.ส. ส.ว. รวมทั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น เราจะคัดคนดี เข้ามาเปึนผู้ปกครองอย่างไร ตามวิสัยทัศน์ภิวัฒน์ไทยที่เราประชุมกันมาตลอดเราต้อง ขจัดทุนสามานย์ทุนที่จะเข้ามาสู่ในการซื้อเสียงเลือกตั้ง ระบบอุปถัมภ์ซึ่งมาปะปนอยู่ใน ระบบเลือกตั้ง รวมทั้งนักการเมืองต่อไปก็ต้องมีความประพฤติที่ดีนะครับ ๓ ปัจจัยหลัก ๆ ก็นําไปสู่การศึกษาจนกระทั่ง กลั่นกรองมาเปึนแนวความคิดที่ว่าในส่วนที่เกี่ยวกับ ทุนสามานย์เราจะทําอย่างไร ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็ศึกษาแล้วมีความเห็นว่า ระบบการเลือกตั้งให้ใช้ระบบสัดส่วนคู่ ขนาน คือ ส.ส. แบบแบ่งเขต ๔๐๐ คน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน โดย ๔๐๐ คนเปึนเขตเลือกตั้งที่ใหญ่ เราเชื่อว่า ในเขตเลือกตั้งที่ใหญ่จะมีการซื้อเสียงได้ค่อนข้างจะยาก และใช้ระบบวัน แมน วัน โหวต คือคนเดียวเลือกผู้แทนได้ สมมุติจังหวัดมี ๑๐ คนก็เลือกได้คนเดียว วัน แมน วัน โหวต แล้วเป่ดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถสามารถที่จะเข้ามามีส่วนเข้ามานั่งในสภาได้
ระบบเลือกตั้งที่เรามองต่อ ๆ ไปในอนาคตนี่นะครับ รูปธรรมที่เห็นชัดเจน คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองก็จะออกกฎหรือนําเสนอกฎ ระเบียบเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง ลดความเหลื่อมล้ํา ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีทุนและต้องไปทําปัายใหญ่ ๆ ติดตามข้างถนน เสาไฟฟัา ตามต้นไม้ หรือตามทางแยก เวลาเดินทางไปต่างจังหวัดนี่ลงทุนสูงมากเลยนะครับ คนที่ทุนน้อ ยก็ไม่สามารถที่จะทําอย่างนั้นได้ กฎ ระเบียบที่ ออกนั้นต่อไปนี้ไม่มี บอร์ด (Board) จะตั้งในที่ชุมชน ส่วนนโยบายหรืออะไรต่าง ๆ ก็จะส่งโดยไปรษณีย์ไปที่บ้าน อันนี้ก็ไปสู่ในกระบวนการกฎหมายลูกที่ต้องยกร่างอีกที ระบบอุปถัมภ์เราจะขจัดอย่างไรบ้าง
ในเรื่องแรกก็คือไพรมารี อิเล็กชัน (Primary election) ซึ่งอาจารย์อมร ได้กล่าวไว้แล้ว ส่วนสิ่งที่พบสิ่งใหม่ระบบอุปถัมภ์จริง ๆ ในชุมชนหรือท้องถิ่นของเรา ก็คือในประเทศญี่ปุ์นก็เคยทํามาแล้ว ของเราเวลามีงานศพ บวช แต่ง ช่วยกันเลยครับ ๕,๐๐๐ บ้าง ๓,๐๐๐ บ้างอะไรบ้าง จริง ๆ แล้วว่าด้วยจารีตประเพณีจริง ๆ มันก็โอเค (OK) เปึนไปตามจารีตประเพณีที่ต้องทําบุญ แต่ถ้าจะเปึนผู้สมัครห้ามนะครับ ศพ บวช แต่ง ไม่ต้องทําบุญนะครับ เพราะว่าประกาศตัวว่าตัวเองจะเปึนผู้สมัครแล้ว ก็คือระบบอุปถัมภ์ ก็จะหมดไปไม่ต้องใช้
ส่วนในเรื่องความประพฤติ คนที่จะมานั่งในสภานี้ต้องมีความประพฤติที่ดี ปราศจากข้อครหาใด ๆ ทั้งสิ้น เรารับราชการ คนต้องโทษจําคุกในคดีอาญานี่รับราชการ ไม่ได้ แต่จะมาเปึนผู้ปกครองของเรามานั่งในสภานี้ หรืออาจจะเปึนรัฐมนตรี เดิมสามารถ ที่จะเปึนได้แม้ต้องโทษจําคุกมาแล้ว เราก็นําเสนอว่าผู้ที่เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ยกเว้นคดีประมาทและคดีลหุโทษ รวมถึงคดีหมิ่นประมาท ไม่มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนั้นก็คือคนที่เคยต้องคําพิพากษาว่าทุจริตหรือต้องคําสั่งว่าทุจริตประพฤติมิชอบ ก็ไม่มีสิทธิที่จะสมัคร ผู้เคยถูกชี้ว่าผิดประมวลจริยธรรมก็ไม่มีสิทธิสมัคร รวมทั้งผู้ถูกเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งก็ไม่มีสิทธิ สมัคร ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนนี้ ไม่ว่าระบบการศึกษาอะไรเราก็ต้องการ สร้างให้ประชาชนมีวัฒนธรรมทางการ เมืองที่สมบูรณ์ที่เราเรียกว่าซิวิก คัลเจอร์ (Civic Culture) มันต้องประกอบกันไป แต่ในระหว่างนี้อย่างที่ผมพูด การคัดกรองคนดี เข้าสู่สภา กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่จะออกมา ที่จะส่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไปออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในข้อจํากัดต่าง ๆ ก็จะได้นําเสนอต่อไป รวมทั้งฟังความคิดเห็นจากท่านสมาชิกสภาทั้งหมดด้วยครับ เพื่อโปรดพิจารณาครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านนะคะ ดิฉันในฐานะ อนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองแล ะองค์กรอิสระ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมือง ขออนุญาตนําเสนอในประเด็นของข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทางการดําเนินการ ในการปฏิรูปองค์กรอิสระ ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง อยากขออนุญาตนําเรียนว่า อย่างนี้นะคะ ปัญหาหนึ่งซึ่งมีนัยสําคัญอย่างมากต่อการได้มาซึ่งคนดี นําคนดีเข้าสู่สภาก็คือ กระบวนการได้มาซึ่งผู้แทนทั้งหลาย จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เราพบว่ากลไกหนึ่งซึ่งมีความสําคัญและทําหน้าที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เราจะพบว่าในสังคมปัจจุบันของประเทศไทยเรามักจะถกเถียงกัน อยู่ตลอดเวลาทุกภาคส่วนว่า กกต. เรามักจะใช้คําเรียกขานว่า กกต. หรือเปึนสิ่งที่บ่งบอกถึง ผู้ที่ทําหน้าที่ในการได้มาซึ่งเปึนผู้แทน โดยผ่านกระบวนการที่จะต้องโปร่งใส เปึนธรรม แล้วก็ เชื่อถือได้ แต่เราพบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กกต. มักจะถูกระบุอยู่เสมอว่า
กกต. ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความเปึนกลาง ตัวแทนต่าง ๆ ที่มาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้ที่ทําหน้าที่เปึน กกต. หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กกต. มักจะไม่มีความเปึนกลาง ทางการเมือง เนื่องจากว่าเบื้องหลังก็คืออาจจะได้รับการสนับสนุนหรือวิ่งเต้นจากนักการเมือง เพราะฉะนั้นประเด็นของการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเปึนข้อเสนอและข้อสรุป ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเราจะดําเนินการที่จะปฏิรูปเพื่อให้กรรมการ การเลือกตั้งสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปึนธรรม โปร่งใส และเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นจากคราวที่แล้วที่ดิฉันได้นําเสนอเรื่องของหลักการ และเหตุผล ประเด็นปัญหา ข้อสรุปต่าง ๆ แล้ว วันนี้จะขออนุญาตนําเสนอในเรื่องของข้อเสนอการปฏิรูป โดยให้กระชับที่สุด เท่าที่จะทําได้ จากที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้ว แล้วโดยส่วนตัวเองก็ในฐานะที่เคยได้ทําหน้าที่ กรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดซึ่งถือว่าเปึนส่วนหนึ่งของการทําหน้าที่จัดการ การเลือกตั้งเปึนผู้ที่ทําหน้าที่กํากับ ดูแล แล้วก็ควบคุม อยากจะขออธิบายเปึนเบื้องต้น เพื่อประกอบการทํา ความเข้าใจในการนําเสนอข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทาง การดําเนินการในวันนี้ ในการทําหน้าที่จัดการการเลือกตั้งขององค์กรอิสระก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เราจะมีองค์ประกอบที่สําคัญอยู่ ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่เปึนกรรมการการเลือกตั้งอยู่ในองค์กรกลางซึ่งประกอบทั้งหมด ๕ ท่าน ส่วนที่ ๒ ก็คือที่เราเรียกว่า กกต. จังหวัด ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจําจังหวัดอีก ๕ ท่าน ส่วนที่ ๓ ก็คือผู้ที่ทําหน้าที่เฉพาะครั้งคราวไป เช่น เมื่อจะมี การเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เลือกตั้งนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ เราก็จะมีการตั้ง กกต. เขต กกต. ท้องถิ่น คณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็จะมีผู้ที่ทําหน้าที่ ในการปฏิบัติงานก็คือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งทําหน้าที่เปึนข้าราชการประจํา คือที่จะโพรเซส (Process) งานทั้งหมด เพราะฉะนั้นในส่วนที่เปึนข้าราชการประจําคนก็จะ เรียกขานว่า กกต. ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราจะพบว่าเวลาผู้คนส่วนใหญ่เนม (Name) เรื่องของ กกต. เราจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคําเรียกรวมเหล่านี้หมายถึงใคร ใครกําลัง ทําหน้าที่อะไร เมื่อเราไปปฏิบัติหน้าที่แล้วถูกเรียกขานรวม ๆ กันแบบนี้มันก็จะทําให้เกิด กระบวนการของการเข้าใจอาจจะยังไม่ถูกต้องนักในการที่จะมอนิเตอร์ (Monitor) การทํางานของ กกต. เพราะฉะนั้นในข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทางการดําเนินการนั้น
ดิฉันอยากขออนุญาตว่าเราจะเสนอในเรื่องของการปฏิรูปการสรรหาจํานวนและคุณสมบัติ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องไปทําหน้าที่ต่อไปในการจัดการการเลือกตั้ง เพื่อปัองกันปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างที่เราทราบกันดีว่าเราพบว่าประเด็นปัญหาส่วนหนึ่ง ก็เกิดจากการได้มาซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกระดับ แล้วก็คุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง การปฏิรูปในส่วนที่ ๒ การนําเสนอในวันนี้ก็คือการปฏิรูปอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เราต้องยอมรับว่าการทํางานให้ได้ดีมีประสิทธิภาพแล้วก็สามารถที่จะทํางา นได้ สมบูรณ์แบบ ถ้าไม่มีออทอริตี (Authority) ไม่มีอํานาจหน้าที่ขาดหรือเกินส่วนใด ส่วนหนึ่ง ก็ไม่สามารถทําได้ เพราะฉะนั้นในนี้เดี๋ยวดิฉันจะขออนุญาตนําเสนอในรายละเอียด ส่วนที่ ๓ ก็คือในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างและการจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจากที่เรียนท่านสมาชิกไปว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ประกอบด้วย ใครบ้าง ประกอบด้วยส่วนไหนบ้างก็จะทําให้ท่านได้เข้าใจบริบทหรือปัญหาหรือ ความต้องการหรือสิ่งที่จําเปึนทั้งหมด ส่วนสุดท้ายดิฉันก็จะนําเสนอในเรื่องของการปฏิรูป การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ในส่วนที่ ๑ การปฏิรูปการสรรหา จํานวน และคุณสมบัติของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง จากข้อสรุปของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองในส่วนของอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ
ข้อที่ ๑ เราจะปรับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ลดอิทธิพลของตัวแทนกรรมการสรรหาจากฝ์ายการเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการสรรหามากขึ้น เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาที่เปึนกลางที่สําคัญก็คือ ไม่ถูกครอบงําจากการเมือง ในรายละเอียดของการปฏิรูปการสรรหาใหม่นี้เราได้ เปลี่ยน ใหม่หมดนะคะ จากที่มีคณะกรรมการสรรหาเดิม ๆ ก็เปลี่ยนเปึนมีคณะกรรมการสรรหา มีจํานวนทั้งหมด ๑๑ คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเลือกโดยที่ ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จํานวน ๒ คน ประธานรัฐสภา จํานวน ๑ คน ผู้นําฝ์ายค้าน จํานวน ๑ คน อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่น้อย กว่า ๓ คนเลือกกันเ อง จํานวน ๑ คน กรรมการ สภาวิชาชีพตามกฎหมายเลือกกันเอง จํานวน ๓ คน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย เลือกกันเอง จํานวน ๑ คน ที่ประชุมศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามบัญชีของสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน ที่ประชุม ศาสตราจารย์สาขาสังคมศาสตร์ตามบัญชีของสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลือกกันเอง จํานวน ๑ คน ทั้งหมด ๑๑ คน ซึ่งในกระบวนการเหล่านี้เราได้ถกเถียงกันมา ค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามก็คงจะต้องขอคําเสนอแนะจากท่านสมาชิกสภาทั้งหมดนะคะ
ข้อที่ ๒ ก็คือจะมีการเพิ่มจํานวน คณะกรรมการการเลือกตั้งจาก ๕ คน เปึนจํานวน ๗ คน เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงานหน้าที่
ข้อที่ ๓ พิจารณาปรับแก้ไขคุณสมบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยนํา ประสบการณ์หรือผลงานมาเปึนหลักเกณฑ์พื้นฐานในการสรรหา รวมถึงกําหนด องค์ประกอบที่เหมาะสมของคณะกรรมการการเ ลือกตั้ง เพื่อให้การดําเนินการ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ข้อที่ ๔ แก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจําจังหวัด หรือที่เราเรียกว่า กกต. จังหวัด
เนื่องจากว่าข้อสรุปของเราได้ข้อสรุปข้อถกเถียงมาก่อน แต่จากเอกสาร ที่ท่านมีอยู่จะพบว่าจากข้อสรุปเดิมจะมีการให้สมัชชาคุณธรรมเปึนผู้ดําเนินการสรรหา เพื่อให้ได้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดที่มีความน่าเชื่อถือปราศจาก การแทรกแซงจากฝ์ายการเมืองและระบบอุปถัมภ์ อันนี้ในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็อยากจะขอฝากท่านสมาชิกไว้ว่าเรื่องกระบวนการสรรหา การได้มา การตรวจสอบ คุณสมบัติ ตลอดจนแม้กระทั่งเรื่องการเป่ดเผยกรรมการสรรหาและผู้รับสมัครเปึนเรื่องที่ สําคัญอย่างยิ่งที่เราจะได้คนดีมา อย่างน้อยถ้าคนไม่ดีคิดอยากจะมาสมัครเ ปึนกรรมการ การเลือกตั้งทุกระดับ แต่พฤติกรรมหรือสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่มีอยู่มากมายก่ายกอง อย่างน้อย กระบวนการที่เป่ดเผยต่อพับลิก (Public) หรือต่อสาธารณะก็จะทําให้เราสกัดกั้ นคนไม่ดี จํานวนหนึ่งออกไป แล้วมันก็จะเปึนวิธีการสกรีน (Screen) เช่น กกต. จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากดิฉันหมดวาระอีก ๒-๓ เดือนแล้วก็จะมีการเลือกใหม่ ซึ่งไม่สามารถจะมาเปึนวาระที่ ๒ ได้ เพราะฉะนั้นการนําเสนอคราวนี้ดิฉันถือว่าเอาประสบการณ์และสิ่งที่มองเห็นเชิงประจักษ์ มาขอความเห็นจากท่านสมาชิกทั้งหมด เพราะฉะนั้นนัยสําคัญอย่างยิ่งของการจัดการ การเลือกตั้งก็คือการได้มาซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดและการได้มาซึ่งกรรมการ การเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒. การควบคุมดูแลการทํางานของหน่วยที่ทําหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องที่เปึนธุรการ ก็คือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ๒ ส่วนนี้ มีส่วนสําคัญ มีส่วนสัมพันธ์ มีส่วนทําให้การเลือกตั้งนั้นจะบริสุทธิ์โปร่งใสและยุติธรรม ในระดับไหน ดิฉันอยากจะฝากไว้ด้วย ๑. ให้สมัชชาคุณธรรมเปึนผู้ดําเนินการสรรหา ๒. กําหนดให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้งทําหน้าที่เปึนประธาน กรรมการสรรหารายภาคแต่ละจังหวัดกําหนดให้มีการสรรหาในรูปองค์คณะ โดยให้มีหลาย องค์คณะ แต่ละองค์คณะสรรหากรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดได้จํานวน ๑ คน
จัดทําบัญชีรายชื่อไว้แล้วคัดเลือกองค์คณะเปึนคราว ๆ เมื่อจะมีการสรรหา เพื่อมิให้ทราบว่า จะอยู่ในคณะใด แล้วให้สรรหาทันที ข้อนี้หมายความว่าไม่ต้องมาลอบบี (Lobby) ไม่ต้องมา วิ่งเต้น คือคุณยังไม่รู้ว่าใครเปึนคนสรรหาคุณ คุณยังไม่รู้ว่าองค์คณะใดเปึนคนที่จะพิจารณา คัดเลือก ๓. เป่ดเผยชื่อและประวัติผู้สมัคร ตลอดจนกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง ประจําจังหวัดต่อสื่อมวลชนและสาธารณะ เป่ดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนในการตรวจสอบ และคัดค้านผู้เข้ารับการสรรหาหรือกรรมการสรรหาได้ ๔. กําหนดให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด และเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ในทุกระดับมีความผิด อันนี้สําคัญมากต้องมีความผิด คุณจะลอยชายไม่ได้ ทุกคนบอก มีการซื้อเสียง คนนั้นคนนี้ แล้วก็ลอยนวลกันไป อันนี้ต้องมีความผิด พร้อมทั้งนําระบบ การประเมินผล การตรวจสอบ การลงโทษมาใช้อย่างจริงจัง กําหนดกลไกตรวจสอบและ การลงโทษที่เข้มข้น มีการรับผิดรับชอบ ๕. ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องเป่ดเผยผลการลงมติ ในสํานวนต่าง ๆ และให้มีคณะกรรมการตรวจสอบที่เปึนอิสระ ประเมินผลสัมฤทธิ์ ในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนประจําทุกป้ หากไม่ผ่านการประเมิน ก็ต้องพ้นออกจากตําแหน่ง ๖. เป่ดเผยข้อมูลคุณสมบัติของผู้ที่ได้รั บการสรรหาเปึน คณะกรรมการการเลือกตั้ง และผู้ได้รับแต่งตั้งเปึนคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด โดยเป่ดโอกาสให้สาธารณชนสามารถเข้าดูข้อมูลได้ เพื่อเปึนการเพิ่มความโปร่งใส ในกระบวนการสรรหา ๗. สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องกําหนดมาตรการ ให้สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ ใช้มาตรการการลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาด แม้พบการกระทําผิดแต่ไม่ถึงขั้นไล่ออกหรือให้ออกก็ต้องจํากัดหรือย้ายไม่ให้ผู้ที่มีประวัติ เกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์เข้ามาทําหน้าที่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนอีกต่อไป เมื่อกี้เปึนข้อเสนอการปฏิรูปขั้นที่ ๑ ขั้นแรกนะคะ
การปฏิรูปขั้นที่ ๒ ก็คือการปฏิรูปโครงสร้างและการจัดการของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง
๑. จัดตั้งหน่วยงานปฏิบัติ การที่ทําหน้าที่เชิงรุกในการสืบสวนและ หาข้อเท็จจริง กรณีมีการกระทําความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น การปฏิบัติการเชิงรุก โดยวิเคราะห์พื้นที่เปัาหมายที่มีการแข่งขันรุนแรง และส่งชุดปฏิบัติการหาข่าว ชุดสืบสวน สอบสวนลงพื้นที่เพื่อจัดทําสํานวนพร้อมข้อมูลการนําเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
๒. พัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อทําหน้าที่เปึน หน่วยงาน สืบสวนสอบสวนภายในองค์กรของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
๓. จัดตั้งหน่วยงานเพื่อทําหน้าที่จัดการและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประโยชน์ ในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งเชิงรุก เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน และเพื่อเปึนประโยชน์ในการเป่ดเผยข้อมูลให้ภาคประชาสังคมสามารถติดตามตรวจสอบได้
๔. จัดทําข้อมูลและบัญชีหัวคะแนน และข้อมูลของผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งข้อมูลและบัญชีรายชื่อข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติการณ์เปึนหัวคะแนน หรือใช้ตําแหน่งหน้าที่ช่วยเหลืออันเปึนคุณเปึนโทษแก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง โดยนําข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการปัองกันและปราบปรามผู้กระทําผิด ตลอดจน เปึนพยานหลักฐานประกอบสํานวนการสืบสวนสอบสวน
๕. จัดตั้งศูนย์ปัองกันและปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้ง โดยมีผู้แทน ของหน่วยงานด้านความมั่นคง อันนี้สําคัญมากเพราะที่ผ่านมา ทั้งข้อ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕ ขาดโดยสิ้นเชิง เราในฐานะปฏิบัติหน้าที่ในการปัองกันและปราบปรามและทําให้การเลือกตั้ง สุจริตยุติธรรมก็จะทําไม่ได้ เพื่อเปึนการบูรณำการการปัองกันและปราบปราม การทุจริตเลือกตั้งอย่างเปึนรูปธรรม และเปึนศูนย์รวมข้อมูลผู้สมัคร ตัวแทน หัวคะแนน และข้อมูลในการเลือกตั้ง โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยสนับสนุนในการปฏิบัติงาน
การปฏิรูปในด้านที่ ๓ หรือขั้น ที่ ๓ เปึนการปฏิรูปอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง อย่างที่เรียนท่านสมาชิกไปในเบื้องต้นแล้วว่าการทําหน้าที่ ถ้าไม่มีออท อริตีหรือเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนเพื่ อให้งานประสบความสําเร็จ เราก็จะทําไม่ได้ อันนี้เปึนข้อหนึ่งซึ่งสําคัญมาก ก็คือปฏิรูปอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง
๓.๑ ด้านการควบคุมและกํากับการเลือกตั้ง ๑. กําหนดให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีหน้าที่ในการจัดการหาเสียงเลือกตั้งที่เปึนธรรมแก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง อันนี้ก็จะต้องดําเนินการใหม่นะคะ
- ๙ / ๑
๒. กําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องออกกฎเกณฑ์ ในการควบคุมการหาเสียงเลือกตั้ง ๓. พิจารณาการตรากฎหมายเปึนการเฉพาะ เพื่อพิจารณา การนํานโยบายหาเสียงที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาวมาใช้ทั้งในระหว่างการหาเสียง การเลือกตั้งตลอดจนในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาก่อนการเข้าปฏิบัติหน้าที่ หรือเปึนนโยบายระหว่าง การเปึนคณะรัฐมนตรี เนื่องจากการนํานโยบายดังกล่าวนี้ จะถือว่าเปึนการช่วงชิงโอกาสได้เปรียบเสียเปรียบนะคะ
๓.๒ ด้านการจัดการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจพิจารณา กําหนดวันเลือกตั้งและสามารถพิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ ในรายละเอียด ด้านการจัดการเลือกตั้ง อยากจะขออนุญาตมันเปึนรายละเอียดจํานวนมากนะคะ ขอท่านสมาชิก ช่วยอ่านรายละเอียดและให้ข้อเสนอแนะนะคะ
๓.๓ ด้านการปัองกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่างที่ เรียนให้ทราบ ข้อสรุปก็คือจะต้องเพิ่มอํานาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อประโยชน์ ในการสืบสวนสอบสวน สําหรับรายละเอียดก็ขออนุญาตท่านสมาชิกได้อ่านนะคะ
ส่วนข้อสุดท้าย ด้านการปฏิรูปที่ ๔ ก็คือการปฏิรูปการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน เช่น การปรับกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง การเพิ่มอํานาจภาคประชาชนในการติดตาม ตรวจสอบการเลือกตั้ง รวมทั้งเพิ่มให้มีอํานาจ ฟัองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพิ่มการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบกระบวนการต่าง ๆ สุดท้ายนะคะ กําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหน้าที่เปึนผู้ส่งเสริมและสนับสนุน หรือประสานงานกับหน่วยราชการ รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุนภาคประชาสังคม โดยสรุปทั้งหมดนี้ อยากขออนุญาตนําเรียนท่านให้ทราบว่าทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้มีความตั้งใจ แล้วแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริงตลอดจนข้อสรุปมานําเสนอในการปฏิรูปของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ขอบพระคุณค่ะ
เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายดิเรก ถึงฝัืง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในส่วนของผมนั้น จะได้นําเสนอเรื่องของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งผมจะไม่
นําเรียนรายละเอียดในที่ประชุมนี้เนื่องจากว่าเราได้ทํารายละเอียดอย่างชัดเจน เอาไว้แล้ว ในข้อที่ ๕ ของหน้า ๓๙ เพราะฉะนั้นในหน้า ๓๙ นั้น ข้อเสนอแต่ละข้อซึ่งเปึนประเด็นหลัก ๆ ๘ ประเด็นนั้น เราได้ให้รายละเอียดไว้พอสมควร แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าปัญหาเรื่อง การฟอกเงินนั้นนับวันที่จะต้องหาทางปัองกันมากขึ้นเพราะเรื่องของการฟอกเงินนั้น มีปัญหามากขึ้นทุกวันและทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นเราจึงจําเปึนที่จะต้องให้คณะกรรมการ ชุดนี้เปึนคณะกรรมการที่มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพในการที่จะติดตามแก้ปัญหา ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเราได้นําเสนอประเด็นหลัก ๆ ไว้ ๘ ประเด็น
ประเด็นแรกก็คือมาตรการในการปัองกันการฟอกเงินด้านต่าง ๆ ซึ่งเราก็ได้ เขียนเอาไว้ในนั้นชัดเจน รวมทั้งการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเปึนหูเปึนตาในการบอก เบาะแสต่าง ๆ ด้วยนะครับ เรื่องของการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ แล้วก็เรื่อง ของการให้ความรู้ การพัฒนาบุคลากร เราได้เขียนไว้ชัดเจนนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือมาตรการในการปราบปราม มาตรการในการปราบปรามนั้น รายละเอียดมีทั้งหมด ๓๐ ประเด็น ๓๐ ข้อย่อย ที่เราได้นําเสนอไว้ เพราะฉะนั้น ถ้าผมพูดครึ่งวันครับก็จะผ่านตรงนี้ไป มีตรงนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการบูรณาการในการทํางานร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เรามีปัญหามากเนื่องจากว่า ปปง. นั้นหน่วยงานของตัวเองที่จะไปประสานงาน กับหน่วยงานต่าง ๆ มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ ตัวนี้เปึนตัวสําคัญที่คณะกรรมการชุดนี้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะสถาบันการเงิน ถ้าเราขาด ตรงนี้การดําเนินงานก็จะเดินไม่ได้เท่าที่ควร
ประเด็นที่ ๔ ก็คือความเปึนอิสระในการปฏิบัติงาน เราได้นําเสนอไว้ เราอยากให้ ปปง. นั้นเปึนองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนมีความเปึนอิสระในการที่จะ บริหารงาน มีคณะกรรมการของตัวเองพร้อมที่จะปฏิบัติงานได้ ตัดสินใจได้ เพราะฉะนั้น เราก็นําเสนอรายละเอียดไว้แล้ว
ประเด็นที่ ๕ เปึนเรื่องของการจัดระบบการทํางานให้มีประสิทธิภาพ นอกจากเขาต้องมีองค์กรของเขาอย่างชัดเจนแล้วการจัดองค์กรภายในจะต้องมีประสิทธิภาพด้วย เราจึงจะตามทันการเปลี่ยนแปลงการหลบซ่อนทั้งหลายทั้งปวงที่มีผู้กระทําความผิด
ประเด็นที่ ๖ ก็คือสิทธิในการได้รับค่าตอบแทน ก็จะเขียนเอาไว้ว่าเมื่อเขามี องค์กรที่ชัดเจน มีศักยภาพพอแล้วเขาก็ต้องมีสิทธิประโยชน์พอสมควรด้วย
ประเด็นที่ ๗ คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อันนี้เราย้ํานักย้ําหนาว่า จะทํางานโดยกลุ่มเดียว คนเดียว ไม่มีทางที่จะประสบความสําเร็จถ้าเราไม่มีเบาะแส ทั้งหลายทั้งปวงจากภาคประชาชน
ประเด็นที่ ๘ ข้อสุดท้ายก็คือการประเมินผลและตรวจสอบ จะต้องมี หน่วยงานที่ตรวจสอบการทํางานของคณะกรรมการการฟอกเงินด้วย มิฉะนั้นแล้วระบบ ถ่วงดุลก็จะขาดไป ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ๘ ประเด็นเราได้นําเสนอเอาไว้อย่างละเอียดชัดเจนแล้ว ในเอกสารที่แจกให้ท่าน เพราะฉะนั้นผมก็จะขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ เพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจากจังหวัดลําพูน ในฐานะ กรรมาธิการ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ ได้กําหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติให้มีหน้าที่ในการศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้
เกิดการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ เช่น ให้มีกลไกปัองกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีประสิทธิภาพนั้น องค์กรตรวจเงินแผ่นดินก็เปึนส่วนหนึ่งในการที่จะปัองกันและขจัด การทุจริตและประพฤติมิชอบได้ หากองค์กรนี้มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ประเทศไทย ได้มีการจัดตั้ง หน่วยงานตรวจเงินแผ่นดินในลักษณะที่เปึนนานาประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๘ ในรัชกาลที่ ๕ โดยมีการตั้งเปึนครั้งแรกเปึนพระราชบัญญัติเกิดขึ้น มีสํานักงาน อยู่ในพระบรมมหาราชวัง เรียกว่าออดิต ออฟฟ่ศ (Audit office) และกําหนดให้มีพนักงานใหญ่ คือออดิเตอร์ เจเนอรัล (Auditor general) ทําหน้าที่ในการตรวจสอบเงินทองของแผ่นดิน ในทั่วราชอาณาจักรแล้วถวายรายงานโดยตรง ออดิเตอร์ เจเนอรัลคนแรกก็คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เปึนองค์แรก นอกจากนั้น ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และฉบับพุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็ได้กําหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่เปึนอิสระและ เปึนกลาง ทําหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณของแผ่นดิน แต่เท่าที่ผ่านมานั้น การทํางานขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินนั้นยังมีปัญหาหรืออุปสรรคหลายประการทําให้กลไก การปัองกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบยังไม่สามารถที่จะมีประสิทธิภาพได้ เท่าที่ควร
ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงได้ศึกษาและได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมแห่งนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว และท่านสมาชิกได้ให้ข้อเสนอแนะ ได้ให้เหตุผลการสนับสนุนหลาย ๆ ประการ คณะกรรมาธิการจึงได้รวบรวมแล้วก็มีความเห็นในการที่จะให้มีกลไกในการปัองกัน และขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ในส่วนขององค์กรตรวจสอบ เงินแผ่นดิน จึงมีเหตุจําเปึนที่จะต้องมีการปฏิรูปองค์กรนี้ ดังนี้ครับ
ในประการที่ ๑ ปฏิรูปในเรื่องของอํานาจหน้าที่ จัดให้มีคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน และมีสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยให้อํานาจคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้น มีอํานาจในการกําหนดนโยบาย ในการตรวจเงินแผ่นดิน การพิจารณาวินิจฉัยผลการตรวจสอบของสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อแจ้งข้อบกพร่องและเสนอแนะในการแก้ไขต่อหน่วยงานที่ได้รับ การตรวจ พิจารณาผลการตรวจสอบการไต่สวนความผิดทางอาญาที่มีผลการสอบสวน ของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเข้ามา มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปึนฐานะตัวการ ตัวการร่วม ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน เรียกรับหรือยอมจะรับ ทรัพย์สิน ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นอกจากนั้นในการวินิจฉัยต่าง ๆ ในส่วนของอํานาจหน้าที่ ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนั้น มีอํานาจในการที่จะบังคับบัญชาสูงสุดในสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน และการบริหารการตรวจสอบในการไต่สวน และการรายงานผล การไต่สวนให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา อํานาจในการทํานิติกรร ม กับบุคคลภายนอก อํานาจหน้าที่ของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้นมีอํานาจในการตรวจสอบ เกี่ยวกับการใช้เงินของแผ่นดิน อํานาจในการเปึนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ให้มีอํานาจในการสอบสวน ไต่สวนความผิดทางอาญา มูลฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและ ประพฤติมิชอบในการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน ให้มีอํานาจประเมินความเสียหายของการกระทําของฝ์ายบริหารหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้กระทํา ไปแล้วและก่อให้เกิดความเสียหาย สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอํานาจในการที่จะ ประเมินความเสียหาย และหากปล่อยทิ้งไว้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง ก็ให้สามารถที่จะยับยั้งโครงการดังกล่าวนั้นได้ ประการต่อมา ให้มีความเปึนอิสระในเรื่อง ของการบริหารเงินงบประมาณ ให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้นมีหน้าที่ในการชี้แจง
งบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง แทนที่จะไปชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี กําหนดให้ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเปึนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอิสระในการบริหารงาน บุคคล บริหารงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ๆ ตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ ให้มีการ แบ่งแยกอํานาจหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกับ องค์กรตรวจเงินแผ่นดินให้ชัดเจน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้นให้มีอํานาจในการ ตรวจสอบองค์กรต่าง ๆ ที่เปึนความผิดเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน
ประการที่ ๒ ที่มาของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดินนั้น เรากําหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลดังต่อไปนี้ ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จํานวน ๒ คน ประธานรัฐสภา ผู้นําฝ์ายค้าน อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่า ๓ คนเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน กรรมการสภาวิชาชีพตามกฎหมายเลือกกันเอง จํานวน ๓ คน ที่ประชุมอธิการบดี แห่งประเทศไทยเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน
ที่ประชุมศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามบัญชีของสํานักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษาเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน ที่ประชุมศาสตราจารย์ สาขาสังคมศาสตร์ตามบัญชีของสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน รวมเปึน ๑๑ คน สําหรับองค์ประกอบและวาระการดํารงตําแหน่งของกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินนั้นให้มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจํานวน ๙ คน มีวาระดํารงตําแหน่ง ๖ ป้ และเปึนได้เพียงวาระเดียว กําหนดประเภทของคนที่จะมาเปึนคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินให้มีความชัดเจน เช่น ๑. ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน จํานวน ๒ คน ด้านบัญชี จํานวน ๒ คน ด้านกฎหมาย จํานวน ๒ คน ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จํานวน ๑ คน ด้านอื่นที่เปึนประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน จํานวน ๑ คน นอกจากนี้ผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดินเปึนกรรมการโดยตําแหน่งอีก จํานวน ๑ คน ท่านทั้งหลายครับในส่วนของ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนั้นก็ให้มีวาระการดําร งตําแหน่งคราวละ ๖ ป้ เปึนได้เพียง วาระเดียวเช่นกัน
ด้านบุคลากร เนื่องจากว่าในปัจจุบันนี้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีภารกิจ ในการที่จะต้องตรวจสอบองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณของแผ่นดิน มีจํานวนไม่น้อยกว่า ๗๐,๐๐๐ หน่วยงาน แต่มีบุคลากรในการตรวจสอบเพียง ๓,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานทําให้เกิดการทํางานล่าช้าและบางครั้งส่งผลเสียต่อ คดีความ เช่น คดีขาดอายุความบ้าง ไม่ได้ตรวจสอบบ้าง ทําให้การทํางานไม่มีประสิทธิภาพ ทําให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ไม่หมดสิ้นไป และไม่มีความเกรงกลัว จึงจําเปึนที่จะต้องเพิ่มจํานวนบุคลากรในการมาปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งนี้มากยิ่งขึ้น
ในการจัดระบบและกระบวนการการดําเนินงานให้มีประสิทธิภาพ การดําเนินกระบวนการจะต้องเปึนไปตามกฎหมาย มีความเปึนธรรม มีมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีขั้นตอนที่เหมาะสมกับคดี มีประสิทธิภาพไม่ล่าช้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ต้องมีการกําหนดระยะเวลาการดําเนินการในแต่ละขั้นตอนไว้ให้ชัดเจนและเป่ดเผย โดยให้ทราบเปึนการทั่วไป ถ้ามีการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจะต้องดําเนินการตามกฎหมายต่อไป จัดให้มีองค์คณะในการไต่สวนของสํา นักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เช่นเดียวกับองค์คณะ ในศาลปกครองในคณะต่าง ๆ เพื่อที่จะให้มีองค์คณะจํานวนมากในการที่จะไต่สวนทบทวน กระบวนการกระทําผิดต่าง ๆ
นอกจากนั้นเราเห็นว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นก็ยังมีความสําคัญ ในการที่จะช่วยทําให้การปัองกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในส่วนของราชการ เข้าไปได้ คือจะต้องส่งเสริมและประสานการดําเนินงาน กับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง แก้กฎหมายเพิ่มอํานาจให้แก่ประชาชนในการร่วมตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
การประเมินผลและการตรวจสอบ การดําเนินการทํางานของคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินก็ดี ผู้ว่าการตรวจเ งินแผ่นดินก็ดีนั้น จะต้องมีการประเมินผลโดย คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ เมื่อคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติได้ทําการประเมินผลแล้ว ปรากฏว่ากรรมการท่านใดท่านหนึ่งหรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินปฏิบัติหน้าที่โดย ไม่มีประสิทธิภาพไม่มีประสิทธิผลแล้ว คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดินท่านนั้นจะต้องพ้นจากตําแหน่งเปึนรายบุคคล และให้คณะกรรมการประเมินผล แห่งชาตินั้นรายงานผลการตรวจสอบต่อรัฐสภาและเป่ดเผยต่อสาธารณชนให้ทราบโดยทั่วกัน
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้นจะต้องกําหนดแผนการปฏิบัติงานให้ชัดเจนนะครับ เน้นในเรื่องผลลัพธ์ของกลไกการตรวจสอบ ระบุความผิดเปึนรายบุคคล กําหนดระยะเวลา การวัดผล นอกจากนั้นหากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ดี ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินก็ดี ถูกร้องเรียนว่าร่ํารวยผิดปกติ มีความผิดการทุจริตต่อหน้าที่ก็ดี หรือกระทําความผิดต่อ ตําแหน่งหน้าที่ก็ดี ให้ยื่นฟัองต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นอกจากนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือทั้ง ๒ สภา จํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น สามารถที่จะเข้าชื่อร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทา งการเมืองเกี่ยวกับกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่กระทําความผิดโดยมิชอบได้ รายละเอียดต่าง ๆ นั้น ได้ปรากฏในรายงาน ซึ่งท่านประธานได้กรุณาอนุญาตให้แจกให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ คณะกรรมาธิการเชื่อว่าประเทศจะพัฒนาได้ถ้ามีรัฐบาลที่เข้มแข็ง และในขณะเดียวกันก็ต้อง มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีความเข้มแข็งเช่นกัน ดังนั้นคณะกรรมาธิการพร้อมที่จะรับฟัง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิก เพื่อรวบรวมส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องนําไป ประกอบการดําเนินการปรับปรุง แก้ไของค์กรตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน ให้มีกลไกในการปัองกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผม บุญเลิศ คชายุทธเดช ขอนําเสนอแผนปฏิรูปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. นะครับ เมื่อครั้งที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนําเสนอกรอบความคิด มารายงานต่อที่ประชุม สปช. นี่ องค์กรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับองค์กร ผู้ตรวจการแผ่นดินนี่ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมีความเห็นก้ํากึ่งกันว่าควรจะ รวมกันหรือว่าควรจะแยกกันเหมือนเดิมนะครับ ก็มานําเรียนว่าความเห็นที่ไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่เห็นว่าควรจะรวมนะครับ แต่หลังจากมาพิจารณาทบทวนกันในภายหลังว่าหลายภาคส่วน รวมทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้จับแยกออกไป ดังนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองก็มีความเห็นว่าถ้าเรายังนําเสนอให้รวมกันอยู่นี้ก็คงจะเปึน ความเห็นเดียวนะครับ
ก็เลยมาทบทวนกันว่าถ้าหากว่าเราแยกแล้วจะทําให้องค์กรนี้มีประสิทธิภาพในการทํางาน อย่างแท้จริงนี่จะออกมาในรูปไหน อย่างไร ในวันนี้ก็เลยมากราบเรียนนําเสนอแผนปฏิรูป คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประเดี๋ยวก็จะมีอาจารย์นิรันดร์ก็มานําเสนอ อีกองค์กรหนึ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก่อกําเนิดขึ้นมาตั้ งแต่ป้ ๒๕๔๐ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็กําหนดอํานาจหน้าที่ไว้หลายประการ ก็มีเสียงสะท้อนว่า อํานาจหน้าที่นั้นยังถูกจํากัดกันอยู่ ไม่สามารถจะช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับ ประชาชนอย่างเต็มที่ ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็เลยเพิ่มอํานาจให้กับคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาถึงรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๘ ที่กําลังจะเกิดขึ้นนี้ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็มองเห็นว่าองค์กรนี้จะต้องคํานึงถึงหลักสากลที่องค์กร ระหว่างประเทศที่ไทยเข้าไปร่วมเปึนภาคีอนุสัญญาหลายฉบับเฝัาจับตามองมายังประเทศไทย ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันระดับไหน
และองค์กรที่เรียกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทําหน้าที่ในการปกปัองคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนเปึนอย่างไร ก็อยากจะเรียนว่าคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รายงานเมื่อเดือนธันวาคมป้ที่แล้ว หลังจากได้ไป ศึกษาและพบว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยดําเนินงาน ยังไม่ครบถ้วนตามหลักการปารีส ซึ่งเปึนหลักการที่สําคัญ ๆ ก็คือค วามเปึนอิสระ ในการดําเนินงานโดยปราศจากการแทรกแซงจากทุกอํานาจ การกําหนดภารกิจ ในการดําเนินงานที่ชัดเจน มีอํานาจในทางกฎหมายอย่างเพียงพอรองรับต่อการดําเนินงาน หรือการปฏิบัติงานตามอํานาจหน้าที่ มีความสะดวกต่อการเข้าถึงได้ง่าย มีกฎเกณฑ์ และเครื่องมือในการทํางานที่อํานวยความสะดวกแก่ประชาชน ดําเนินงานภายใต้หลักการ ความร่วมมือกับทุกฝ์ายโดยยึดหลักประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติการ และมีความรับผิดชอบ ในทางกฎหมาย ต้องเป่ดเผยการดําเนินงานต่อสาธารณะ และยอมรับการตรวจสอบ การดําเนินงานอย่างจริงจัง ดังนั้นเพื่อให้การดําเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุ ษยชน แห่งชาติ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็เห็นว่าเมื่อจะต้องปฏิรูปก็จะต้องทําให้ องค์กรนี้มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการยอมรับในระดับสากล ประชาชนมีความเชื่อมั่นศรัทธา ต่อกระบวนการการดําเนินงานและตัวบุคคลที่เข้ามาทําหน้าที่
ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปและแนวทาง การดําเนินงานขององค์กรที่เรียกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมี ๒ ประเด็นสําคัญ คือประเด็นปฏิรูปองค์กร และประเด็นปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ขออนุญาตที่จะนําเรียน
ในการปฏิรูปองค์กร มาตรการที่ขอนําเรียนเสนอก็คือ ๑. จัดตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๗ คน ครอบคลุมภารกิจการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในด้านต่าง ๆ ตามหลักการสากล และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ๒. กําหนดให้มี คณะกรรมการสรรหา ๑๓ คนที่สอดคล้องกับหลักการปารีส ดังนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกโดย ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จํานวน ๑ คน ประธานรัฐสภา จํานวน ๑ คน ผู้นําฝ์ายค้าน จํานวน ๑ คน นายกสภาทนายความ ผู้ทรงคุณวุฒิจากเครือข่ายภาคประชาสังคม จํานวน ๓ คน ผู้ทรงคุณวุฒิจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา จํานวน ๒ คน ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ดําเนินงาน ด้านสิทธิมนุษยชนและต่อต้านการแบ่งแยกเชื้อชาติ จํานวน ๒ คน และผู้แทนองค์กร เอกชนที่ดําเนินงานด้านศาสนา จํานวน ๒ คน สําหรับขั้นตอนของการปฏิรูปองค์กร
ก็คือการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ระยะเวลาดําเนินการโดยภายหลังจากมีรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว
ทีนี้มาถึงประเด็นการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ประกอบไปด้วยการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขั้นตอน ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ใช้กันมาหลายป้แล้ว
ประการต่อมา คือตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ โดยกระทําภายหลังจากมีรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในการปฏิรูปองค์กรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคํานึงถึงอันดับ ความน่าเชื่อถือขององค์กรระหว่างประเทศและสิทธิในการเข้าไปมีบทบาทในองค์กรระดับ สากลภายใต้ความตกลงของอนุสัญญาที่ประเทศไทยมีอยู่ในขณะนี้ และสร้างความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการดําเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภายใต้การปรับปรุงแก้ไขข้อจํากัดในทางกฎหมาย ขออนุญาตนําเรียนให้ที่ประชุมได้รับทราบ ถึงแผนการปฏิรูปองค์กรที่ชื่อว่าคณะกรรมการสิ ทธิมนุษยชนแห่งชาติเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันก่อนที่ผมจะได้พูดถึงเรื่องของ แผนปฏิรูปผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ผมขอทวนภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ สักเล็กน้อยเผื่อจะได้ให้ท่านประธานและที่ประชุมได้เข้าใจร่วมกันในการที่จะเสนอ ความคิดเห็นต่อไป คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้ ออกแบบในการเสนอแนวทาง ในการปฏิรูปอยู่ ๔ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของต้นทางของทางการเมืองอันคือ พรรคการเมืองว่าจะทําอย่างไรถึงจะให้พรรคการเมืองเปึนพรรคการเมืองของประชาชน เรื่องที่ ๒ ก็คือกระบวนการในการคัดสรรคนเข้าไปสู่การใช้อํานาจทางการเมือง เรื่องที่ ๓ ก็คือการตรวจสอบการใช้อํานาจทางการเมือง และเรื่องที่ ๔ ก็คือทําอย่างไรที่จะให้ ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมตรวจสอบ ดูแลในทางการเมือง ถือว่าปัจจัยทั้ง ๔ ประการนี้ เปึนปัจจัยสําคัญในการที่จะทําให้ทางการเมืองนั้นมีการปฏิรูป ซึ่งสมาชิกทั้งหลายก็ได้ อภิปรายกันไปเกือ บจะครบถ้วน ยกเว้นเรื่องสุดท้ายก็คือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งท่านประสารจะได้อภิปรายต่อจากผมไป ในส่วนของกระผมนั้นก็คงจะพูดโดยสรุปสั้น ๆ ว่า ก็ถือว่าเปึนองค์กรสําคัญองค์กรหนึ่งก็คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งก็คือทําหน้าที่ในการที่จะคอย กํากับดูแลการใช้อํานาจรัฐ แต่เดิมเรามองว่าคือการเกิดผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นเกิดตั้งแต่
รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ แล้วก็ป้ ๒๕๕๐ ต่อเนื่องมา มีการเปลี่ยนชื่อเล็กน้อยนะครับ แต่ภารกิจหน้าที่หลักของผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็คือตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แต่ทีนี้ปัญหา ที่ผ่านมาก็คือว่ากระบวนการของการคัดสรรคนหรือคณะกรรมการโดยส่วนใหญ่อย่างป้ ๒๕๔๐ ก็จะเปึนเรื่องของฝ์ายตุลาการ เสียงส่วนใหญ่จะเปึนฝ์ายตุลาการ ตั้งแต่ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เลือกกันได้ ๑ คน ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองเลือกกัน แล้วก็ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นําฝ์ายค้าน อันนั้นคือโครงสร้างเดิม แต่ว่าในอันใหม่นี่เราก็มองว่าควรจะได้มีการปฏิรูป แนวทางการได้มาของคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินในการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ในการกําหนดคณะกรรมการขึ้นมา โดยคณะกรรมการนั้น ก็คือ ๑. ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเลือกโดยที่ประชุม ใหญ่ศาลฎีกา จํานวน ๒ คน ๒. ประธานรัฐสภา จํานวน ๑ คน ๓. ผู้นําฝ์ายค้าน จํานวน ๑ คน ๔. อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่น้อยกว่า ๓ คน เลือกกันเอง จํานวน ๑ คน ๕. กรรมการสภาวิชาชีพตามกฎหมาย เลือกกันเอง จํานวน ๓ คน
๖. ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน ๗. ที่ประชุม ศาสตราจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามบัญชีของสํานักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน ๘. ที่ประชุมศาสตราจารย์สาขาสังคมศาสตร์ ตามบัญชีของสํานักงานคณะกรรม การการอุดมศึกษาเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน นั่นคือโครงสร้างของคณะกรรมการสรรหาซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม ด้วยเหตุผลหลายประการ ตามที่รายงานที่ท่านจะได้อ่าน หรือการเสนอไปในครั้งที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเราถือว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นเปึนที่พึ่งของประชาชน เพราะฉะนั้นเมื่อองค์กรนี้เปึนที่พึ่งของ ประชาชนนี่แน่นอนครับเราจะต้องทําให้องค์กรเหล่านี้มีความเข้มแข็ง แล้วก็มีการทํางาน ในเชิงรุกมากกว่า เพื่อที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการปฏิรูป ส่วนการแก้ไขปัญหานั้น การปฏิรูปก็คือการที่จะมีการยกร่างกฎหมายว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินขึ้นมาใหม่ ปรับปรุงฉบับเดิมให้ดูรัดกุมแล้วก็มีความชัดเจนยิ่ง ขึ้น โดยสรุปก็คงจะมีแค่นี้ ครับ ขอบพระคุณมากครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ ในนามของอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ท่านประธานครับ ในเอกสารเล่มนี้เนื้อหาจะอยู่ใน หน้า ๑๐๖ ถึงหน้า ๑๑๐ และขอมีใบแทรกที่สอดไว้ในหน้า ๑๐๙ ก็จะมาแทนหน้า ๑๐๙ ต่อหน้า ๑๑๐ นั้นเอง ผมขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ตามที่ได้เรียน ขออนุญาตไว้ เพื่อที่จะรวมศูนย์ความสนใจไปตรงประเด็นเฉพาะที่ต้องการที่จะนําเสนอ กรุณาเป่ดได้เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเป่ดพรีเซนเทชัน)
เรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้และ การมีส่วนร่วมนี้พูดกันไปในยกแรกแล้วว่าเราต้องการที่จะแก้ปัญหาเพื่อที่จะให้การเมือง ที่เรียกว่าการเมืองระบบอุปถัมภ์และการเมืองผูกขาด ซึ่งครองพื้นที่อยู่ในประเทศไทย เปึนเวลายาวนาน เราจะก้าวข้ามไปให้พ้นการเมืองอุปถัมภ์และการเมืองผูกขาด ก้าวไปสู่อะไร ก้าวไปสู่การเมืองของประชาชนทั้งแผ่นดิน นั่นแปลว่าเราต้องการให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน ได้มีความตื่นตัวขึ้นมา มีสํานึกแห่งความเปึนพลเมืองที่จะยืนหยั ดทําหน้าที่ของตัวเอง
ผู้ปกครองแผ่นดินนั้นมาแล้วไป ครับ ๓ ป้ ๔ ป้ ๕ ป้ ๘ ป้ แล้วแต่ แต่ประชาชนยังอยู่ ต่อนะครับ หลักหมุดที่สําคัญ ๔ ข้อก็คือ
๑. จะต้องกําหนดให้รัฐทําหน้าที่ คือไม่ใช่เรื่องตามเวรตามกรรม ไม่ใช่เรื่อง สุดแล้วแต่เวรแต่กรรม แต่ต้องเปึนเรื่องที่กําหนดให้รัฐทําหน้าที่ ในหลายประเทศเขาได้ทํา หน้าที่ ไม่ว่าจะเปึนประเทศเยอรมนี จะเปึนประเทศนิวซีแลนด์ จะเปึนที่ไหนก็ตาม
๒. มีพื้นที่ของประชาชน คําว่าพื้นที่ของประชาชนนี้แม้ว่ามีการแก้ไข เรื่องพลเมือง เรื่องสิทธิพลเมือง เรื่องสมัชชาคุณธรรม สมัชชาประชาชน สภาตรวจสอบ แต่ผมไปดูร่างแก้ไขล่าสุดแล้วก็ยังมีพื้นที่ของพลเมืองอยู่ มาตรา ๒๘ ที่แก้ไขบอกว่า เพื่อประโยชน์ในการสร้าง ส่งเสริมความเปึนพลเมือง ให้มีกระบวนการที่ประชาชนชาวไทย อาจมารวมกันเปึนสมัชชาพลเมือง ซึ่งเปึนกระบวนการระดับพื้นที่ชุมชนและระดับอื่น เพื่อมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการจัดการชุมชน การบริหารท้องถิ่น ท้องที่และการอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้ว ให้บุคคลมีสิทธิเฝัาระวัง และตรวจสอบการกระทําและการทําหน้าที่ของผู้นําทางการเมือ ง รวมถึงมีสิทธิรวมตัว เพื่อดําเนินการตรวจสอบได้ นี่หมายถึงตามร่างแก้ไขใหม่ที่ผมได้ติดตาม ก็จะเห็นว่ามีพื้นที่ ของประชาชน
๓. มีกลไกรองรับซึ่งจะต้องเกิดขึ้น ไม่จําเปึนที่จะต้องมีรูปขององค์กรหรือ สถาบัน แต่มีกลไก ไม่ว่าจะเปึนความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสถาบัน วิชาการต่าง ๆ ก็ตาม
๔. มีปัจจัยสนับสนุน
ตัวอย่างของการที่รัฐทําหน้าที่เพื่อก่อให้เกิดผลที่เปึนจริง เรื่องนี้เผยแพร่กัน ในสื่อออนไลน์ (Online) เยอะแยะ เมื่อวานผมได้เจอกับอาจารย์ประภาภัทร นิยม ซึ่งเปึน กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผมก็ถามว่า เปึนเรื่องจริงไหม อาจารย์ประภาภัทรบอกเปึนเรื่องจริงเพิ่งไปดูงานมา เด็กนักเรียนเวียดนาม ทําการบ้าน ครูจะบอกให้เด็กทําการบ้านทุกวัน ทําการบ้านอะไรครับ นําการบ้าน ๕ ข้อ ไปขบคิดแล้วตอบคําถามให้ได้ คําถามข้อที่ ๑ เด็กนักเรียนทําการบ้านครูจะบอกว่า วันนี้เธอช่วยพ่อแม่ทํางานอะไรบ้าง แล้วก็จะถามข้อ ๒ ต่อว่าวันนี้เธอทําความดีกับคนอื่น อย่างไรบ้าง คําถามข้อ ๓ ถามว่าที่บ้านของเธอนั้นมีข่าวท้องถิ่นอะไรบ้าง และข้อ ๔ ก็จะถามเด็กว่ามีข่าวอะไรบ้างที่เปึนการเปลี่ยนแปลงในประเทศของเธอ ก็คือข่าวสาร บ้านเมือง สุดท้ายข้อที่ ๕ เขาถามว่าในโลกของเรามีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไป ก็แปลว่า เด็กเขาจะต้องไปศึกษา ไปค้นคว้า ไปเรียนรู้ เพราะฉะนั้นได้อะไรครับจากการบ้าน ๕ ข้อ เด็กทั้งประเทศระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา การช่วยพ่อแม่ตามข้อที่ ๑ คือได้จิตสํานึกกตัญ็ู ได้จิตสํานึกรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อบ้านช่องเรือนชาน ความสะอาดหรืออะไรอื่น ข้อ ๒ การช่วยคนอื่นแปลว่าฝ๊กความมีน้ําใจ ข้อ ๓ ข่าวท้องถิ่น แปลว่าสังเกต ติดตาม ข้อ ๔ และข้อ ๕ การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ก็แปลว่าเด็กจะต้องรู้โลก รู้การปรับตัว รู้ความเปึนไปของโลกด้วย หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ามันนําไปสู่อะไร นําไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเปึนความดีความงาม เพราะอะไร เพราะเด็กต้องคิด ต้องอ่าน ต้องค้นคว้า ต้องมีจินตนาการ และต้องทําความดี ทําความดีคือ ข้อที่ ๒ มีน้ําใจช่วยคนอื่นเด็กต้องทําอย่างไร เขาทําทุกวัน ทําเปึนเดือน ทําเปึนป้ เปึน ๕ ป้ เปึน ๑๐ ป้ ๒๐ ป้ และสั่งสมเปึนนิสัยอันถาวร อันนี้เปึนสิ่งที่รัฐจัดนะครับ ไม่ใช่เปึนสิ่งที่ เกิดขึ้นโดยลําพัง แต่เปึนสิ่งที่รัฐจัดให้ ผมว่าอันนี้เปึนตัวอย่างว่าการทําหน้าที่ของรัฐ แล้วเรานึกคุณภาพของเด็กเวียดนามได้เลย ก็อย่าสงสัยเวียดนามผ่านสงครามฝรั่งเศส สงครามอเมริกา แต่แล้วการศึกษาของเวียดนามกลับมีลําดับที่เหนือจากเราอย่างที่ เรารับรู้กัน
ข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทางดําเนินการ ผมพุ่งตรงไปสู่ข้อที่ ๕ เลยนะครับ ให้มีคณะกรรมการระดับชาติ ๒ ชุด ตรงนี้บางทีเราก็รู้สึกเหมือนกัน ผมก็เกรงอกเกรงใจ เพราะว่าองค์กรเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายเหลือเกิน แทบทุกคณะกรรมาธิการ
ก็เสนอให้มีองค์กร แต่มันเปึนความจําเปึนครับ ๑. มีคณะกรรมาธิการด้านการเรียนรู้ ทางการเมืองของประชาชน ๒. ด้านการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ทําหน้าที่อะไรครับ ทําหน้าที่เปึนองค์กรกําหนดยุทธศาสตร์ทั้ง ๒ ภารกิจ ภารกิจแรกคือ การเรียนรู้ ภารกิจที่ ๒ คือการมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็น
ประเด็นกฎหมายมี ๓ กฎห มายด้วย กัน กฎ หมำยแรก คือ ยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ฉบับ ๒ คือยกร่าง พ.ร.บ. การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. .... ซึ่งจะว่าไปแล้วกฎหมายฉบับนี้มีการลงชื่อกันของ ประชาชนไม่ต่ํากว่า ๒๐,๐๐๐ คน พัฒนากันมาระดับหนึ่งแล้วรับรู้ กันทั่วไป ทางสถาบัน พระปกเกล้าก็นําไปศึกษา และฉบับที่ ๓ เปึนการปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ มีแล้วฉบับนี้ และเปึนการปรับปรุงร่วมกันระหว่างกรรมาธิกำรปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะ การปฏิรูปการเรียนรู้ร่วมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ชุดของอาจารย์ประ มนต์ สุธีวงศ์ ซึ่งมีคุ ณวสันต์ ภัยหลีกลี้ เปึนประธานอนุกรรมาธิการในการปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ขั้นตอนคือ ตั้งคณะกรรมการกําหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมือง
เปึนรูปคณะกรรมการไม่ต้องเปึนสถาบัน มีหน้าที่วางยุทธศาสตร์ให้เกิดเอกภาพและบูรณาการ สถาบันทางวิชาการในด้านนี้ให้ไปในทิศทางเดียวกัน เรารับรู้กันว่ามีสถาบันพระปกเกล้า มีสภาพัฒนาการเมือง มี กกต. มีองค์กรอื่นเยอะแยะมากมายที่ทําหน้าที่ตรงนี้ แต่ก็ยังเปึน ต่างคนต่างทํา หันหน้าคนละทางสร้างดาวคนละดวง คณะกรรมการชุดนี้จะเปึนผู้กําหนด ยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดทิศทางนําไปสู่เปัาหมายเดียวกันก็คือปฏิรูปการเรียนรู้ทางการเมือง ของประชาชน ตั้งคณะกรรมการกําหนดยุทธศาสตร์การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชน เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดทิศทาง เกิดการติดตาม ตรวจสอบ และเกิด การประเมินผล ให้สํานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะเปึนหน่วยงานของ สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน คือย้ายจากที่อยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรีไปอยู่ใต้สํานักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะว่ามีความเปึนอิสระสูงกว่า ที่อยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมานั้น ไม่ค่อยจะเปึนมรรคเปึนผล แล้วรับรู้ว่ามีเพียง ๒๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นตามผลศึกษาที่มี การอนุญาตข้อมูลข่าวสาร กลายเปึนปกป่ดประมาณ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เป่ดเผย ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไปอยู่กับสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะเกิดผลในทางเป่ดเผย ได้มากกว่า สําคัญที่สุดคืออะไรครับ ต้องมีองค์กรเจ้าภาพ ต้องมีองค์กรเจ้าภาพขอเน้นขอย้ํา ขอขีดเส้นใต้ ๑๐๐ ครั้งครับ ถ้าไม่มีองค์กรเจ้าภาพและอยู่ในสภาพต่างคนต่างทํา การเรียนรู้ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีองค์กรเจ้าภาพ อย่างที่เมื่อกี้ ผมพูดไปแล้วว่าการมีองค์กรเจ้าภาพเปึนเรื่องจําเปึน ถ้าไม่ใช่รูปคณะกรรมการก็อาจจะ เปึนรูปอื่น เช่นมอบให้สถาบันพระปกเกล้า หรือมอบให้สภาพัฒนาการเมือง หรือมอบให้ กกต. สุดแท้แต่ แต่ขอให้มีองค์กรเจ้าภาพที่เปึนจริงในการกําหนดทิศทางก่อให้เกิดการปฏิรูป การเรียนรู้ทางการเมืองและการมีส่วนร่วม เพราะถ้าไม่มีองค์กรเจ้าภาพก็เปึนเรื่องแล้วแต่เวรแต่กรรม ซึ่งไม่สามารถจะก่อให้เกิดผลที่เปึนจริงได้ครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายก็ต้องด้วยความคารวะ วิธีที่นําเสนอมาอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการเชื่อว่าเปึนวิธีที่ถูกต้อง แล้วทําวันนี้ให้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดผลอะไร เปึนวาทะธรรมของท่าน พุทธทาสภิกขุครับ ขอบพระคุณ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ การรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็เสร็จสิ้นเรียบร้อย ขอเรียน กับท่านสมาชิกทุกท่านว่าในเรื่องขององค์กรอิสระที่ทางคณะกรรมาธิการให้ความสําคัญมาก
ก็คือที่มาของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเราเห็นว่า ๑. จะต้องปลอดจากการแทรกแซง ทางการเมือง แล้วก็พยายามที่จะสรรหาบุคคลที่เติบโตมาโดยไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ เพื่อให้มั่นใจว่าท่านจะได้ใช้ดุล ยพินิจของท่านอย่างเปึนกลางเพื่อผ ลประโยชน์ของ ประเทศชาติจริง ๆ ถ้าหากว่าองค์กรอิสระมีกรรมการที่ไม่เปึนอิสระก็จะไม่เกิดประโยชน์ ตามเปัาหมายของประเทศ นั่นส่วนหนึ่ง ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการปฏิรูปกลไกและ กระบวนการทํางานขององค์กรอิสระหลายองค์กร ซึ่งเราเห็นว่าโดยอํานาจตามกฎหมายนั้น มีมาก แต่ว่าด้วยกลไกและระบบการทํางานไม่มีประสิทธิภาพในการนําเสนอรายละเอียด ต่าง ๆ นั้นก็จะให้ความสําคัญของประเด็นนี้มากทีเดียว และเรื่องของการปฏิรูปการเมืองนั้น ที่ขาดไม่ได้ก็คือการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชนว่าทําอย่างไรจะให้ประชาชนมีความรู้ มีความเข้าใจในเรื่องทางการเมืองและมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ทั้งหมดนั่นก็คือ ประเด็นที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้ทํารายงานเพื่อที่จะเสนอกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณาต่อไป ต่อไปนี้ก็ขออนุญาตรับฟังความเห็นจากสมาชิก ผู้มีเกียรติทุกท่านเพื่อที่จะนําไปปรับปรุงต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการ จากนี้ผมจะเรียนเชิญท่านสมาชิกอภิปราย ให้ความเห็นนะครับท่านละไม่เกิน ๕ นาที ขอเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่ง ขอความกรุณาตามกติกา ที่เราตกลงกัน ความชื่นชม สนับสนุนคงไม่ต้องเอ่ยนาน เอาประเด็นที่มีความเห็นแย้ง แล้วข้อคิดที่กรรมาธิการได้นําไปพิจารณาแก้ไขปรับปรุงนั่นเปึนเรื่องหลัก แล้วขอให้ ตรงประเด็นเลยนะครับ ๕ ท่านแรกนะครับ คุณเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล คุณเฉลิมชัย เฟ๋ืองคอน อาจารย์อรพินท์ สพโชคชัย คุณศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ แล้วก็รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ เรียนเชิญคุณเดชฤทธิ์ก่อนนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล จังหวัดปราจีนบุรี ท่านประธานที่เคารพครับ การรายงานครั้งนี้กับการรายงาน ครั้งแรกค่อนข้างจะแตกต่างกันนิดหน่อย แต่อย่างไรก็ตามเท่าที่รับรายงานมาแล้วได้ศึกษา อ่านดูแล้วก็ยังคิดว่ารายงานฉบับนี้ยังไม่ทะลุปรุโปร่ง นั่นก็คือมองดูแล้วเหมือนกับรู้ทุกข์ รู้สมุทัย รู้แนวทางของการดับทุกข์ แต่ยังไม่ได้ดับทุกข์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ศึกษารายงานออกมาแล้วดูแล้วเหมือนกับว่าเปึน กกต. โมเดล (Model) นั่นก็คือ เปึนลักษณะของงานรูทีน (Routine) ของ กกต. เสียส่วนใหญ่ที่ดูแล้วเหมือนกับว่า คิดได้ เขียนได้แต่ยังทําไม่ได้ ถ้าทําได้ก็คงไม่ล้มลุกคลุกคลานมา มี กกต. มาเกือบจะ ๒๐ ป้ แต่ก็ยังมีชุดแรกเท่านั้นเองที่ดูแล้วก็ยังเปึนเรื่องเปึนราวมีสาระที่ดูแล้วมีอนาคต แต่หลังจากนั้นมา ก็ล้มลุกคลุกคลานขึ้นมา คล้าย ๆ กับประชาธิปไตย ๘๐ กว่าป้ อย่าว่าแต่วิ่ง อย่าว่าแต่เดินเลยครับ แม้แต่คลานก็ยังล้มกันอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๓-๔ ประเด็น แล้วก็คิดว่า เพื่อนสมาชิกหลายต่อหลายท่านก็คงจะนําเสนอกันทั้งหมดนี้ทั้งเอกสารรายงานนี้ทั้งหมด
ประเด็นแรกในเรื่องของการยกตัวอย่างในหน้า ๑๖ มาตรการที่ ๑ ของ การหาสมาชิก แล้วก็พรรคการเมือง แล้วก็กลุ่มการเมือง ในมาตรการที่ ๑ ระบุไว้ว่า ตัวอย่างเช่นไม่ควรที่ จะมีกลุ่มการเมือง สามารถที่จะตั้งพรรคการเมืองได้ ยกตัวอย่าง ๑๕ คน สมมุติว่าผมมีญาติพี่น้องผม ๓๐๐-๔๐๐ คน ผมสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ เปึนสิบ ๆ พรรคเลยอย่างนั้นใช่ไหมครับ ตัวอย่างอย่างนี้ไม่น่ำจะต้องมี เพราะว่าการตั้ง พรรคการเมืองนั้นอาจจะไม่ต้องยากแต่ก็ไม่ต้องง่ายมากนัก เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเปึนภาระ แล้วก็พะรุงพะรังแทนที่จะเปึนพลังกลับกลายเปึนภาระให้กับทาง กกต. ซึ่งจะต้องดําเนินการ ไหนจะต้องหาทุนสนับสนุนพรรคการเมือง ทําอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมาก อันนี้เปึน ประเด็นหนึ่งควรจะเอาออกเสียเถอะครับ คําว่ายก ตัวอย่าง ๑๕ คนแล้วสามารถตั้ง พรรคการเมืองได้ จะตัดกลุ่มการเมืองก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ ในเรื่องต่อไปก็เปึน มาตรการที่ ๕.๔ ในเรื่องของการอํานวยความสะดวก ท่านประธานครับ ในขณะนี้เมื่อมี การเลือกตั้งแต่ละครั้งการอํานวยความสะดวกก็จะล่อแหลมกันระหว่างที่ความเปึนจริงนั้น ก็คือพรรคการเมือง นักการเมืองจะขนถ่ายคนใส่รถยนต์ รถป่กอัพ รถมอเตอร์ไซค์อะไร ก็ตามแต่เถอะครับอํานวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง นั่นก็คือเปึนหัวคะแนนของ แต่ละนักการเมือง ก็จะไปรับคนของพวกตัวเองขึ้นมา ตรงนี้ก็เปึนจุดอ่อนจุดหนึ่ง
ซึ่งทางกรรมาธิการก็พยายามที่จะอุดรูรั่วตรงนี้ว่าในเรื่องของการอํานวยความสะดวก ที่ประเทศกัมพูชา ป้ ๒๕๓๖ มีการอํานวยความสะดวกอย่างนี้ครับ พื้นที่ของประเทศกัมพูชา เปึนทั้งเกาะทั้งแก่งและเปึนทั้งภูเขา ตรงไหนที่เปึนภูเขาสหประชาชาติก็เอาเฮลิคอปเตอร์ แล้วก็เปึนโมบาย ยูนิต (Mobile unit) ลงไปรับ ที่ตรงไหนที่เปึนเกาะเปึนแก่งก็เอาเรือเข้าไป เอาโมบาย ยูนิตเข้าไปหาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ประเทศไทยนั้นก็คงจะมีเพียงแค่บนภูเขา ก็มีหน่วยเลือกตั้งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ทางกรรมาธิการได้กรุณาศึกษาตรงนี้ ให้ละเอียดชัดเจนหน่อยว่ารายงานฉบับนี้ควรจะต้องระบุให้มันชัดว่าใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แล้วก็มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน
ประเด็นต่อไปเรื่องของวิธีการหาเสียง ในรายงานนี้บอกว่าในเรื่องของ แต่ยังไม่ชัดนะครับ ในเรื่องของปัายหาเสียง เรื่องรถ ลา ม้า ช้าง อะไรต่าง ๆ ตรงนี้ผมเห็นด้วย เนื่องจากว่าเปึนการลดความเหลื่อมล้ําทางการหาเสียงของผู้มีสิทธิทั้งหมด เพราะว่า ถึงแม้ว่า กกต. เองจะระบุมีกฎหมายไว้ชัดเจนว่าเลือกตั้ง ส.ส. เท่าไรจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร ไม่เกินนี้ ส.ว. เท่าไร
แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วไม่สามารถดําเนินการตามนั้นได้ เนื่องจากว่าผู้ที่มีต้นทุนสูงกว่าก็จะต้อง ใช้รถ ลา ม้า ใช้ปัายไวนิล (Vinyl) แทบจะทุก ๑๐๐ เมตร สําหรับผู้ที่มีทุนน้อย ๑๐ กิโลเมตรถึงจะมีปัายหนึ่ง อันนี้เปึนเรื่องจริง ถ้าสมมุติว่าทําได้รถ ลา ม้า ใช้ปัายไวนิล ให้กับทาง กกต. เปึนเจ้าภาพแล้วก็รับผิดชอบ
ที่สําคั ญที่สุดประเด็นสุดท้าย ก็คือการติดอาวุธทางปัญญาให้กับ พี่น้องประชาชน ถ้าพี่น้องประชาชนยังไม่มีความรู้ เรามีบุคลากรที่มาจากการแต่งตั้ง เรามีมวลชนซึ่งมาจากการจัดตั้งมากกว่า ๑๐ ล้านคน เอาบุคคลเหล่านี้แหละครับติดอาวุธ ทางปัญญาแล้วก็ไปสร้างความรู้ในเรื่องของการมีส่วนร่วมแล้วก็ความเปึนประชาธิปไตย ผมเชื่อว่ารายงานฉบับนี้น่าจะสมบูรณ์ขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเฉลิมชัย เฟ๋ืองคอน ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายเฉลิมชัย เฟ๋ืองคอน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอนําเสนอกลไก และข้อสังเกตที่เกี่ยวกับคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีข้อสรุปดังนี้นะครับ
๑. อยากจะเสนอให้กรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้ง อนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงทุกคนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และเป่ดเผยต่อสาธารณะ ภายใน ๓๐ วัน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกําหนดให้กรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้นที่ยื่นบัญชี ทรัพย์สินแต่ก็ไม่ได้เป่ดเผย ยื่นกับวุฒิสภา
๒. องค์คณะในการวินิจฉัยคดี คําวินิจฉัยคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกเรื่องเสนอให้มีคําวินิจฉัยส่วนตน ต้องแถลงด้วยวาจาในที่ประชุมก่อนลงมติทุกครั้ง
๓. วาระ ๖ ป้พอแล้ว ๙ ป้นานเกินไป ประเดี๋ยวจะสร้างอํานาจ สร้างอิทธิพล
๔. ต้องมีการกําหนดระยะเวลาดําเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งของ ผู้ถูกกล่าวหา และของกรรมการ ป.ป.ช. ไว้อย่างชัดเจน ถ้าหากว่าทําคดีขาดอายุความ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องรับผิดชอบ ต้องถูกเพิกถอน ในขณะเดียวกันเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งรับผิดชอบสํานวนคดีก็ต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัย เช่นเดียวกับตํารวจและอัยการ
๕. ควรมีองค์กรกํากับตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นโดยเฉพาะ แล้วก็ให้เปึนองค์กรอิสระ เพราะปัจจุบันนี้ไม่รู้ว่าใครจะมาตรวจสอบ องค์กรอิสระแห่งนี้ จะอาศัย ส.ส. ยื่น ๑ ใน ๔ หรือ ส.ว. รวมกับ ส.ส. ๑ ใน ๕ ยื่นถอดถอน และฟัองคดีอาญาก็เปึนไปได้ยาก ทุกวันนี้ทั้ง ๒ องค์กรก็กลับถูก ป.ป.ช. เล่นงานเสียย่อยยับ
๖. จัดตั้งศูนย์ข้อมูลนักการเมืองขึ้นในสํานักงาน ป.ป.ช. เพื่อจะได้มีข้อมูล ส่วนบุคคลและข้อมูลความประพฤติต่าง ๆ พร้อมที่จะดําเนินการ
๗. ควรกําหนดให้ ป.ป.ช. รับผิดชอบคดีนักการเมืองและเจ้าห น้าที่ของรัฐ ระดับ ๑๐ ขึ้นไป ถ้าต่ํากว่าระดับ ๑๐ ควรมอบให้ อปท. รับผิดชอบ คดีจะได้ไม่ค้าง
๘. คดีทุจริตคอร์รัปชันไม่ควรมีการรอลงอาญาและไม่ควรมีการอภัยโทษและ ไม่ควรมีอายุความ
๙. มาตรการด้านการคลังและงบประมาณ ควรกําหนดให้เงินกู้เปึนเงิน แผ่นดิน การใช้จ่ายเงินกู้หรือเงินแผ่นดินต้องตราเปึนพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย หรืองบประมาณเพิ่มเติมเท่านั้น ปัองกันนักการเมืองนําเงินกู้ไปใช้โดยไม่มีแผนงานโครงการ และไม่มีการตรวจสอบแต่อย่างใด งบแปรญัตติเมื่อ ส.ส. แปรญัตติลดหรือตัดทอน งบประมาณรายจ่ายห้ามเอาไปตั้งเปึนงบโครงการใหม่ในทุกกรณี ยกเว้นเอาไปใช้หนี้เงินกู้ เท่านั้น โครงการที่ส่อเจตนาไม่สุจริตควรให้ สตง. และ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการไต่สวน สรุปสํานวนยื่นฟัองต่อศาลแผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณได้เลย
๑๐. เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับ ๑๐ และระดับ ๙ ทุกคนให้ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สิน และต้องเป่ดเผยต่อสาธารณะภายใน ๓๐ วัน
๑๑. การคุ้มครองพยานในคดีทุจริตคอร์รัปชั น สมควรออกกฎหมายหรือ ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพยานที่มีอยู่แล้วให้ครอบคลุมถึงกรณีพยานบุคคลในคดีทุจริตด้วย
๑๒. ควรยกระดับระเบียบจัดซื้อจัดจ้างซึ่งปัจจุบันนี้เปึนระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรี ออกเปึนพระราชบัญญัติหากฝ์าฝ๋นมีความผิดทั้งวินัยและอาญา
๑๓. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารซึ่งปัจจุบันนี้ขึ้นอยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรี ควรแยกออกมาเปึนหน่วยงานอิสระต่างหากจากฝ์ายบริหารเพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร จะได้ง่ายขึ้น
๑๔. ควรออกกฎหมาย พระราชบัญญัติการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์ส่วนรวมหรือกฎหมายเจ็ดชั่วโคตรที่เขาพูดกัน
๑๕. พระราชบัญญัติควรออกพระราชบัญญัติการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ภาครัฐให้มีบทบัญญัติที่บังคับการใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจน เพื่อปัองกันผู้บริหารโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเอง แล้วก็ใช้จ่ายเงินโดยไม่ถูกไม่ต้องครับ ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอรพินท์ สพโชคชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ท่านกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ดิฉันต้องขอขอบคุณที่ทํารายงานแล้วก็เห็นด้วยกั บ หลายข้อ แต่วันนี้ขอเรียนอนุญาตด้วยความเคารพมีประเด็นที่เพิ่มเติม ดิฉันได้อ่านรายงาน ในส่วนที่เปึนข้อเสนอแนะ ดิฉันคิดว่าข้อเสนอแนะหลายประการนั้นอยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการว่าควรจะลงในรายละเอียดเพิ่มขึ้นในหลายข้อก็ไล่ไป ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่างในบางประเด็นที่ดิฉั นคิดว่ามีความสําคัญ ในข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ หลายหัวข้อนั้นบางข้อก็ละเอียด บางข้อก็ยังไม่ค่อยละเอียด บางข้อนั้นเพียงแต่บอกว่า รัฐบาลหรือว่าผู้ที่จะดําเนินการปฏิรูปทางการเมืองนั้นต้องทําอะไร แต่ว่ายังขาดข้อความหรือ การคิดลงไปอีกระดับหนึ่งว่าจะต้องทําอย่างไร ดิฉันคิดว่าอันนี้เปึนโจทย์ที่สําคัญที่ประชาชน แล้วก็รัฐบาลคงต้องการจะทราบจาก สปช. ว่าเขาก็คงจะเห็นภาพลาง ๆ ว่าต้องทําอะไรบ้าง แต่ว่าเขาขอให้เราช่วยคิดว่าทําอย่างไรแล้วใครบ้างต้องรับผิดชอบในการดําเนินการ ในส่วนนั้น ยกตัวอย่างเช่น ในหัวข้อเรื่องของการนําผู้ที่มีคุณสมบั ติคนดีเข้าสู่การเมือง หรือกันคนไม่ดีออกจากการเมืองนั้น ดิฉันคิดว่ามีส่วนสําคัญที่อยากจะขอเรียนเพิ่มเติมว่า
ที่จะขาดหายไปก็คือว่าพูดถึงเรื่อง คุณสมบัติ คุณวุฒิ แต่ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เปึนคุณสมบัติ ที่จับต้องไม่ได้คือคุณสมบัติด้านจริยธรรม จรรยาบรรณของนักการเมือง ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนี้ เปึนจุดอ่อนอันหนึ่งของระบบการเมืองของประเทศไทย เรายังไม่ได้ลงลึกในเรื่องของ หลักจริยธรรม เรามีหลักจริยธรรม จรรยาบรรณของนักการเมือง แต่ไม่เคยนํามาขยายผล หรือนํามาสร้างความเข้าใจ ฉะนั้นประเด็นต่อมาดิ ฉันคิดว่าจําเปึนต้องปฏิรูปกลไก ในการเป่ดเผยข้อมูลและสร้างความรู้ความเข้าใจซึ่งในรายงานนั้นก็มีบอกเหมือนกัน แต่ว่า อาจจะยังไม่ครอบคลุม ดิฉันขออนุญาตเสนอว่าจริง ๆ แล้วในการสร้างความรู้ความเข้าใจนั้น อย่างเช่นเรื่องของหลักจริยธรรม จรรยาบรรณนั้นอาจจะต้องนํามาสื่อสารให้กับสาธารณชน หรือประชาชนได้เข้าใจว่าหลักจริยธรรมต่าง ๆ นั้นมันหมายถึงอะไร อย่างเช่นการเปึน นักการเมืองท่านจะต้องซื่อสัตย์และไม่พูดปด คําว่าโกหกนั้นหมายความว่าอะไร แล้วทํา พฤติกรรมอย่างไรถึงเรียกว่าเปึนนักการเมืองที่ไม่อยู่ในหลั กจริยธรรม จรรยาบรรณ การที่ ไม่ซื่อสัตย์ต่อครอบครัวนั้น แล้วนักการเมืองเหล่านั้นจะซื่อสัตย์ต่อประชาชนได้อย่างไร ถ้าเปึนในต่างประเทศนั้นหลักการนี้เปึนหลักการที่คนที่เปึนบุคคลสาธารณะหรืออาสา จะเข้ามาเปึนบุคคลสาธารณะนั้นจะต้องประพฤติปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบจริยธรรม จรรยาบรรณ ในด้านนี้ ดิฉันคิดว่าในการปฏิรูปการเมืองนั้นสิ่งที่ต้องทําคือสร้างกระแสให้ประชาชนได้มี ความรู้ความเข้าใจ ได้พูดถึง การสร้างความตระหนักรู้ให้เปึนแอก ทีฟ ซิติเซน (Active citizen) แต่ถ้าระบบกระบวนการในการเป่ดเผยข้อมูลนั้นยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่น่าชัดเจ นนั้น จะทําให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร ประเด็นต่อมาดิฉันคิดว่ามีความสําคัญก็คือ ว่า จําเปึนจะต้องนําเอาสื่อมวลชนเข้าสู่กระบวนการในการที่จะเป่ดเผยแล้วก็เข้ามาในการที่จะ นําเสนอข้อมูลต่าง ๆ อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นจึงจําเปึนต้องมีกลไกทางประชาสังคม ที่จะเกาะติดประเด็นต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะนําไปสู่การสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่มี ความสําคัญนะคะ
อีกด้านหนึ่งที่ดิฉันอยากจะนําเสนอเปึนเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของการคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่ กลไกต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้นดิฉันคิดว่าเราให้ความสําคัญ กับการเลือกระดับบนหรือระดับกรรมการ แต่จริง ๆ ดิฉันคิดว่ากลุ่มบุคคลที่มีความสําคัญ คือกลุ่มคนที่จะเข้าไ ปเปึนผู้ปฏิบัติ ในองค์กรเหล่านี้ จําเปึนต้องมีกระบวนการพิเศษ ในการคัดสรรหรือสรรหาบุคลากรที่มีความเหมาะสมแล้วก็เปึนบุคลากรที่มี ขออนุญาต ใช้คําภาษาอังกฤษนะคะ มีอินทิกริตี (Integrity) ที่ค่อนข้างสูงกว่าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ ในองค์กรอื่น ๆ อันนี้เพื่อลดสิ่งที่เรียกว่าข้อกังขาหรือคําครหาที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคมนะคะ ลดความเสี่ยงในการที่สํานักงาน ปปง. จะเข้าไปตรวจสอบติดตามการทํางานขององค์กรต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม ประการสุดท้ายก็คือว่าในสํานักงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเปึน สํานักงานสิทธิมนุษยชนแห่ งชาติ สํานักงาน ปปง. หรือสํานักงานข้อมูลข่าวสารนั้น จําเปึนต้องมีระบบการเป่ดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนที่เหมาะสมแล้วก็ดําเนินการ อย่างต่อเนื่องแล้วก็ทันสมัยค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กระผม นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ สมาชิกสภาปฏิรูปจากจังหวัดระนองนะครับ วันนี้จริง ๆ ในส่วน ของคณะกรรรมการปฏิรูปการเมืองที่เสนอมานี้ผมก็เห็นด้วยในหลายประเด็นนะครับ มันมี โดยเฉพาะในเรื่องของการที่ขึ้นทะเบียนล่วงหน้าสําหรับผู้ที่จะสมัครลงในเรื่องต่าง ๆ เปึนระยะเวลา ๑ ป้ ผมคิดว่ากรอบตัวนี้ถ้าสามารถปฏิบัติได้น่าจะเกิดประโยชน์นะครับ ทําให้ประชาชนได้มีการตรวจสอบนักการเมืองก่อนว่าท่านท่านนั้นเปึนอย่างไร จริยธรรม เปึนอย่างไรก็จะได้ประกาศให้ประชาชนได้รับรู้ อันนี้ก็น่าจะเกิดประโยชน์แล้วก็ถ้าทําได้จริง ก็จะเกิดประโยชน์ในหลาย ๆ ส่วนทีเดียว
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการแจ้งบัญชีในเรื่องของบัญชีเสียภาษี อันนี้ก็น่าจะ เปึนสิ่งที่ดีนะครับ โดยเฉพาะที่ได้กําหนดขึ้น ก็ขอให้มีการดําเนินการอย่างจริงจัง
ประการที่ ๓ ที่มีประเด็นอยู่ในส่วนที่เสนอนี้ก็คือเรื่องของการที่นักการเมือง ผู้ที่จะเปึนนักการเมืองจะไม่มีการบริจาคอะไรนี่นะครับ ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะต้องดู สักนิดหนึ่งอาจจะมีการแก้ไขสักนิดหนึ่งว่าไม่ให้เกินเท่าไรได้ไหมครับ คือถ้าสมมุติไม่มีการให้
บริจาคเลย มันจะดูเหมือนกับขัดกับธรรมเนียม ประเพณีของเรา ไปงานศพ งานบวช ไปแล้วไม่ให้อะไรเลยหรือถูกกําหนดว่าไม่ให้ซองเลย สัก ๕๐๐ บาท มันก็ดูน่าเกลียดนะครับ อันนี้อาจจะต้องเรียนท่านกรรมาธิการช่วยดูสักนิดหนึ่ง กําหนดตรงนี้นะครับ
ในส่วนที่ ๔ ที่ผมเห็นการจัดการเลือกตั้งอย่างที่ผมได้เคยเสนอไว้แล้วแต่ว่า อย่างไรก็ดีจะต้องมีข้อเสนอเพิ่ มเติมนิดหนึ่ง การจัดการเลือกตั้งที่ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งเปึนผู้ดําเนินการ ก็อยากให้มีการดําเนินการในลักษณะของการที่ว่าทุกอย่าง อาจจะมีการกําหนดว่าถ้าผู้สมัครเดิมมีการสมัครสมาชิกวุฒิสภา มีค่าสมัครอยู่ ๕,๐๐๐ บาท อาจจะกําหนดไปเลยเปึนเรื่องของค่าใช้จ่ายรวมอยู่ ในนี้ด้วย เพื่อให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งเปึนคนไปดําเนินการ เช่นในกรณีของจังหวัดระนองกําหนดไว้ว่าให้ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อกรณีของการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เงินจํานวนนี้อาจจะ กําหนดลงมา สมมุติว่าแทนที่จะให้ผู้สมัครไปดําเนินการเอง อาจจะต้องจ่ายให้กรรมการ การเลือกตั้งซึ่งอาจจะน้อยกว่านั้น อาจจะจ่ายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปบริหารกับผู้สมัครทั้งหมดแล้วก็มีการแจกจ่ายเรื่องของ โปสเตอร์ (Poster) เรื่องไวนิล เรื่องรถแห่ เรื่องเวทีไปทําให้เท่าเทียมกัน เพื่อผู้สมัครที่เขามี ทุนน้อยเขาจะได้มีโอกาสเท่าเทียมกันนะครับ
มีเรื่องหนึ่งผมมีประเด็นที่เปึนประสบการณ์การที่เคยได้พูดคุยมาก็คือว่า สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งในข้อเท็จจริง นี่เวลาที่มีการเลือกตั้งมีการทุจริตในเรื่องของ การซื้อเสียง การจ่ายเงิน ประชาชนในตําบลหรือในหมู่บ้านรู้หมดครับว่าใครเปึนคนไปจ่าย จ่ายเมื่อไร รับเมื่อไร แต่ กกต. ไม่สามารถดําเนินการในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เลย ซึ่งนี่คือ ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องนี้จะชัดเจนมาก ๆ ก็คือหลังมีการเลือกตั้งไปแล้วจะสามารถตอบ ได้เลยว่าใครไปที่ไหน อย่างไร กรอบตรงนี้ทําอย่างไรให้มีผลในการที่จะนํามาพิจารณาได้
อีกกรณีหนึ่งก็คือเรื่องของการที่ผมประสบพบมาด้วยตัวเอง ในจังหวัดระนอง เคยมีการแจกจ่ายน้ํามันพืชในช่วงการเลือกตั้ง ๓ ขวด แล้วก็แจกจ่ายข้าวสาร ๓ ถุง ผู้ที่แจกจ่ายอ้างว่าเปึนการแจกจ่ายอยากทําบุญอันเนื่องจากวันเกิดหรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งนี้ผมคิดว่าอยากให้คณะกรรมกำรกําหนดไปเลยในกฎหมายลูกหรือตรงไหนก็แล้วแต่ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือว่าในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งอยู่นี่ การดําเนินการเหล่านี้ไม่ได้ เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะจริง ๆ ที่เขาแจกสุดท้ายก็คือ เขาหาเสียงนั่นละครับ ผมก็รู้อยู่แต่ว่าพูดอ ะไรไม่ออก แต่สุดท้ายตอนหลังเขาก็รู้ว่า ให้กับเบอร์ ๓ อย่างนี้เปึนต้น ซึ่งตรงนี้อยากให้มีการกําหนดไปเลยว่าในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกา การเลือกตั้งต้องไม่มีเรื่องเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นแล้วมันเปึนอะไรที่ซิกแซ็ กกันได้ แล้วก็จะเกิดปัญหา
อีกอันหนึ่งสุดท้ายเลย ผมอยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัด โดยเฉพาะผู้ที่มาทําหน้าที่ให้จบสายทางด้านกฎหมายมาได้ไหมครับ ผมไม่ทราบว่าปัจจุบัน มีข้อกําหนดหรือไม่ เพราะว่าในการพิจารณาหลาย ๆ อย่างไม่ได้ยึดบนพื้นฐานของ ข้อกฎหมาย แต่ยึดบนพื้นฐานของอารมณ์หรือความรู้สึกจะเกิดปัญหาได้ อันนี้ขอเสนอ ความคิดเห็นเท่านี้นะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปหมายเลข ๒๑๖ การเมืองนั้นเปึนเรื่องที่สําคัญมากเพราะมีผลต่อการอยู่ของพี่น้อง ประชาชน หรือที่เรากําลัง ใช้คําว่า พลเมืองนี่ละครับ ถ้าหากว่าการเมืองเราไม่ได้เรื่อง ต้องพูดอย่างนี้นะครับ ผลที่ตามมาก็คือความเปึนอยู่ในสังคมก็ไม่ได้เรื่องตามไปด้วย เพราะการเมืองมีอํานาจ ในการบังคับดําเนินการต่าง ๆ ปกติคําว่าการเมืองจะคู่กับการปกครอง เพราะอํานาจจะใช้ ในการปกครอง เพราะฉะนั้นการเมืองการปกครองจะไปด้วยกันเสมอ เมื่อใครได้อํานาจ ทางการเมืองก็จะนําอํานาจนั้นมาใช้ในการที่จะใช้กฎหมายเพื่อบังคับเพื่อจะทําให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งบประมาณเพื่อการต่าง ๆ ให้เกิดผลสําเร็จ เพราะฉะนั้น ที่คณะกรรมาธิการได้ทําเอกสารมาบอกว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง อันนี้เจาะเฉพาะ
การเมืองครับ ในส่วนที่ผมสนใจก็คือเรื่องของการคัดเลือกคนดีเข้ำสภา อันนี้สําคัญมาก เพราะที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าเราไม่ค่อย ได้คนดีเข้าสภาครับท่านประธาน ได้บางทีก็ประมาณสัก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเราก็ต้องพัฒนาในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ของนักการเมืองเหล่านั้น นั่นคือความจริง ระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่จําความได้จนกระทั่ง ครั้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ได้รู้ ได้เห็น ได้ทราบสิ่งเหล่านี้ตลอดมาว่าจะทํากันอย่างไร แล้วหนักใจครับ เนื่องจากว่ากรรมาธิการได้ทําไว้ดีละครับ แต่ผมคงจะไม่ชื่นชมเพราะว่า ท่านประธานบอกว่าจะเสียเวลา ในหน้า ๒๓ ระบบการเลือกตั้งที่ดีจะเกิดขึ้นได้นั้น จําเปึนต้องทําให้คนสํานึกในหน้าที่ที่จะต้องเข้าใจหลักการเลือกตั้งที่ถูกต้อง ตรงนี้ผมว่า ไม่พอครับ แค่สํานึกไม่พอ น่าจะเติมลงไปว่าและมีกฎหมายที่มีผลต่อการบังคับอย่างจริงจัง เข้าไป เพราะถ้าไม่มีกฎหมายเพียงแต่สร้างจิตสํานึกตรงนี้ ข้อความตรงนี้ผมว่าควรเพิ่มว่า เราต้องมีกฎหมายที่มีผลต่อการบังคับที่จะได้มา
อีกประการหนึ่งในข้อ ๖ ในย่อหน้าที่ ๒ ที่บอกว่าหลักการเลือกตั้ง ที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ที่จริงกฎหมายที่ออกมาเลือกตั้งนั้นปกติก็ไม่มีหรอกครับ ที่บอกว่าที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ตรงนี้น่าจะปรับแก้เปึนว่าหลักการเลือกตั้ง ที่ไม่มีช่องโหว่หรือเกิดช่องว่างให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในข้อ ๖ นะครับ
ทีนี้ในส่วนของข้อ ๒ หน้า ๒๔ ที่บอกว่าปฏิรูปการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เที่ยงธรรม และประชาชนมีส่วนร่วม ให้ได้คนดีเข้าสภา ลดการซื้อสิทธิขายเสียง ผมว่าอันนี้อย่าลดเลยครับ ขจัดเลยครับ ขจัดการซื้อสิทธิขายเสียงเอาให้หนักแน่นไปเลย เพราะแค่ลดมันยังเบาไป เอาขจัดไปเลยข้อนี้
ข้อ ๒.๔ ที่กรรมาธิการเขียนไว้ว่าตื่นตัวทางการเมืองที่มีคุณธรรมและ จริยธรรม แล้วท่านก็วงเล็บไปอยู่ว่าแอกทีฟ ซิติเซน ตรงนั้นนะครับ เมื่อเอาไปวงเล็บตรงนั้น ก็หมายรวมว่าคุณธรรมจริยธรรมก็หมายถึงแอกทีฟ ซิติเซนด้วย เพราะฉะนั้นถ้าความเห็นผม ผมว่าแอกทีฟ ซิติเซนควรจะอยู่ที่ตื่นตัวทางการเมืองนะครับ ผมว่าขยับมาอยู่ข้างหน้า คุณธรรมจริยธรรมตรงนี้นะครับ หรือข้อ ๓ ในหน้า ๒๔ ที่จะมีคําว่าอาทิเช่นอยู่ค่อนข้างจะ บ่อยครั้ง แต่ข้างหลังมีเช่นเฉย ๆ นะครับ คําว่าอาทิมัน ก็ว่าแรก เช่นก็แปลว่าตัวอย่าง เพราะฉะนั้นอาทิเฉย ๆ ก็ได้ หรือเช่นเฉย ๆ ก็ได้นะครับ นั่นอีกส่วนหนึ่งที่ผมว่าน่าจะปรับแก้ ทีนี้ในส่วนเรื่องของจํานวนผู้แทน ๔๐๐ คน แล้วก็ที่ได้มาจากบัญชี รายชื่อ ๑๐๐ คน เปึน ๕๐๐ คนนั้นอันนี้ก็เท่าเดิมนะครับ สัดส่วนเหล่านี้ไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญจะออกมา อย่างไรก็แล้วแต่ ขณะนี้เรารู้ว่า ๕๐๐ คนนะครับ ทีนี้ถ้าของเดิมได้ทราบว่าจะ ๔๕๐ คน ตอนนี้เปึน ๕๐๐ คนของจริงจะออกมาวันที่ ๒๒ สิงหาคมจะเปึน ๕๐๐ คนหรือเปล่า อันนี้ ก็ต้องคอยดูกันต่อไปนะครับ
และข้อ ๑๐ ในหน้า ๒๕ ตรงนี้ว่า พิจารณาแล้วเห็นว่าระบบที่เคยใช้อยู่ ตรงนี้ผมว่าไม่น่าจะมีคําว่าพิจารณาแล้วเห็นว่า ใช้ไปเลยครับ ใช้ว่าระบบเลือกตั้งที่เคยใช้ อยู่เดิมคือระบบสัดส่วนคู่ขนานเปึนระบบที่ได้พิสูจน์มาแล้วอะไรพวกนี้นะครับ ไม่ต้อง พิจารณาแล้วเห็นว่า เพราะว่าเปึนเรื่องที่เราต้องเอามาเปึนหลักการแล้วตรงนี้ครับ
ในเรื่องของ กกต. ที่ท่านบอกว่า ๗ คน อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ เพิ่มเข้าไป ให้ได้ทํางานเพื่อที่จะได้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
และฝากอีกหน่อยครับเรื่องของ ป.ป.ช. ป.ป.ช. ขณะนี้มีอยู่แค่ ๒๐ กว่า จังหวัดนะครับ ถ้าเปึนไปได้ก็ขอให้ขยายไปให้ครบจะได้ช่วยงานกัน แล้วก็ให้มีอํานาจหน้าที่ มากขึ้น เพราะที่ผ่านมานั้นงานจะค้างมากครับ ขอฝากกรรมาธิการครับช่วยในเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ อันนี้อีก ๕ ท่านนะครับ รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ คุณเชื้อ ฮั่นจินดา คุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ คุณสุพร สุวรรณโชติ แล้วก็คุณเตือนใจ สินธุวณิก เชิญรองศาสตราจารย์สุชาติ ก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุชาติ นวกวงษ์ ครับ ผมได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการนะครับ ทั้งหมดนี้ไม่ได้มี อะไรขัดแย้ง ก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าแต่อย่างไรก็ตามแนวคิดก็อาจจะมีสิ่งที่เพิ่มเติมนะครับ ผมจะพูดถึง ๒ เรื่องนะครับ ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของรูปแบบของพรรคการเมืองที่เห็นในปัจจุบันนี้นะครับ ผมเข้าใจว่ารูปแบบพรรคการเมืองที่เห็นปัจจุบันนี้มี ๓ รูปแบบนะครับ
รูปแบบที่ ๑ คือพรรคของนายทุน นายทุนหลายคนรวมกันแล้วก็ร่วมจ่าย แล้วก็ทําหัวพรรคขึ้นมา พรรค ก อย่างนี้แล้วก็ช่วยกัน อันนี้ก็ยังเห็นอยู่ เราจะปฏิรูปอย่างไร
รูปแบบที่ ๒ ก็คือว่าพรรคของคนคนเดียวเปึนเจ้าของนายทุน เช่น ผมยกตัวอย่างผมนะครับ ผมตั้งชื่อพรรคว่าธรรมสุชาติ ผมคิดเอง เออเอง จ่ายเอง แล้วก็ผม ชี้เอง ผมยกตัวอย่างเลยนะครับ ใครจะทําอะไรที่นี่ต้องขึ้นอยู่กับผมหมดเลย ผมจะให้ใคร สมัครที่ไหนก็ได้ จะให้ใครเปึนรัฐมนตรีก็ได้ จะให้ใครทําโน่นทํานี่ก็ได้ เรียกว่าพรรคธรรมสุชาติ คิดเอง ทําเอง เออเอง อย่างนี้ยังจะมีอยู่หรือไม่นะครับ ต้องคิดใหม่นะครับ
รูปแบบที่ ๓ คือเรื่องของพรรคที่มาจากประชาชน อันนี้ผมยังมองไม่เห็นว่า รูปแบบอย่างไรนะครับ แต่รูปแบบอย่างที่ ๓ นี้น่าจะเปึนรูปที่น่าจะถูกที่สุดคือว่าประชาชน ช่วยกันแชร์ (Share) ช่วยกันคิดทําพรรคการเมืองขึ้นมา ค่อย ๆ เติบโตขึ้นทีละนิด ๆ อย่างนี้ ต้องการเวลา ไม่ถูกใจนักการเมืองที่อยู่ในปัจจุบันนี้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น พรรคธรรมสุชาติยังจะมีอยู่ในประเทศไทยแล้วยังมีต่อไปนะครับ พรรคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ประชาชนช่วยกันแชร์ ช่วยกันคิดคงจะเกิดขึ้นช้ามากนะครับ ท่านช่วยคิดหน่อยเถอะครับ ที่อยู่บนเวทีนะครับ ช่วยคิดว่าทําอย่างไรที่เรียกว่าพรรคประชาชนจึงจะเกิดขึ้นได้เร็ว แล้วก็ ไม่มีเงื่อนไขเยอะนะครับ
ทีนี้มาถึงข้อ ๒ ครับ ท่านประธานครับ ที่ผมคิดว่าการคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบ การเมือง เข้าสู่สนามการเมืองจะทําอย่างไร
ข้อ ๑ ทําอย่างไรจึงจะจูงใจให้ประชาชนเข้าเปึนสมาชิกของพรรคการเมือง อันนี้ต้องเปึนเรื่องที่ประชาชนมาจากข้อ ๑ เมื่อกี้นะครับ ประชาชนต้องคิดช่วยกันเอง
แล้วต้องเห็นด้วยกับแนวทางที่ประชาชนคิด เพราะฉะนั้นเมื่อคิดด้วยกันเอง คิดทําเองแล้วนี่ครับ เขาจึงจะเปึนสมาชิกพรรคการเมืองด้วยกันเองได้ เพราะฉะนั้นแรงจูงใจก็คือมาจากการที่เขา ได้ร่วมคิดร่วมทํากัน
ข้อ ๒ นะครับท่านประธาน สมาชิกเท่านั้นหรือเปล่าที่จะเปึนผู้ลงสมัคร เข้าสู่สนามการเมือง อันนี้ต้องคิดต่อไปว่าเฉพาะผู้เปึนสมาชิกเท่านั้นหรือไม่นะครับที่จะเปึน ผู้สมัครทางด้านการเมือง เปึนนักการเมือง หรือว่าใครก็ได้ที่เดินเข้ามาแล้วบอกว่า ผมขอสมัครในนามพรรคธรรมสุชาติอย่างนี้เปึนต้นนะครับ ผมต้องยกชื่อธรรมสุชาติ เพราะว่าผมจะตั้งพรรคการเมืองชื่อธรรมสุชาติ แล้วผมจะคิดเองเออเองหมดเลย
ข้อ ๓ นะครับ การหยั่งเสียงจะต้องทําอย่างไรครับท่านประธาน การหยั่งเสียงเปึนเรื่องที่สําคัญมากในระบบต่อไป หมายความว่าในเขตหาเสียงหนึ่ง ๆ เขตผู้แทนหนึ่ง ๆ เขตเลือกตั้งหนึ่ง ๆ อาจจะต้องมีการหยั่งเสียงว่าใครเปึนผู้ที่มีเสียงดีที่สุด แล้วให้คนนั้นสมัครเข้าสู่พรรคการเมืองอย่างนั้นหรือไม่ ทีนี้การหยั่งเสียงจะทําอย่างไร
ข้อ ๔ ที่ผมคิดอีกข้อหนึ่งครับท่านประธาน เราจะหาคนดีคนที่จะเข้าสู่ การเมืองจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร คนที่เข้าสู่สนามการเมืองต้องดีที่ประวัติไหม ประวัติเขา อาจจะดีมาก่อนข้อนี้อาจจะตรงใจประชาชน แต่คนที่ดีทั้งประวัติไม่ค่อยมีสตางค์ แล้วก็ ไม่มีสตางค์มีแต่ความดี คนเหล่านี้ทําอย่าง ไรจึงจะเข้าสู่การเมืองได้ ข้อ ๒ ดีที่ภาพ หมายความว่าภาพที่มองเห็นสร้างภาพให้ประชาชนทั่วไปเห็นได้ว่าผมเปึนคนดี อย่างนี้ ต้องการคนอย่างนี้หรือเปล่า หรืออย่างที่ ๓ ดีที่คําล่ําลือ ล่ําลือว่าคนนั้นดี คนนั้นดี คนนี้ดี คนโน้นดี คนนี้สามารถช่วยเหลือได้ คนนั้นสามารถฝากนี่ได้อย่างนี้ได้ ผมคิดว่าไม่ใช่นะครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าต้องมีกลไกในการที่จะคัดเลือกคนที่เข้าสู่สนามการเมือง แต่กลไก อย่างนี้ผมอ่านแล้วยังไม่เจอ หรือผมอาจจะอ่านไม่หมดก็ได้ กลไกที่ต้องการทําอย่างไร กลไก ที่จะคัดเลือกคนที่ดีเข้าสู่สนามการเมื อง ถ้าไม่เช่นนั้นเราได้คนไม่ดีเราเข้าสู่วังวนของ ความขัดแย้งเรื่อยไป ดังนั้นผมจึงเห็นว่าถ้าจะปฏิรูปเราก็ต้องมอ งที่กลไกแล้วก็ต้องดูที่ การเมืองแล้วดูที่พรรคการเมือง ต้องให้ประชาชนเปึนใหญ่ คําว่าประชาชนเปึนใหญ่ ก็สอดคล้องกับที่เราคิดนะครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นของผมที่เกี่ยวเนื่องกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเชื้อ ฮั่นจินดา ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เชื้อ ฮั่นจินดา สมาชิก สปช. หมายเลข ๗๐ เปึนปลัด อบต. ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับวาระที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้มานําเสนอในวันนี้เท่าที่อ่านดูผมมีเรื่องอยากจะฝาก กรรมาธิการทางด้านปฏิรูปการเมืองอยู่ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรกยังไม่เห็นการเขียนเรื่องวาระการดํารงตําแหน่งของนักการเมือง แล้วก็องค์กรอิสระให้มันมีความชัดเจน ผมมีความคิดเห็นอย่างนี้ครับว่าวาระในการดํารง ตําแหน่งของฝ์ายการเมืองเปึนเรื่องสําคัญ เพราะว่ามันเปึนปัญหาที่ทําให้บ้านเมืองเรา มีข้อถกเถียงแล้วก็มีการกล่าวหากันว่ามีหลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ คนกลับมาอยู่ในวังวนการเมือง กลับมาผูกขาดเรื่องการเมือง เพราะฉะนั้นในวันนี้ถ้าเกิดเราจะร่างรัฐธรรมนูญออกมากําหนด วาระในการดํารงตําแหน่งเสีย ผมเข้าใจว่ามันจะลดอะไรได้หลาย ๆ อย่างด้วยกัน ผมอยากจะนําเสนออย่างนี้ครับว่าในทางการเมืองโดยเฉพาะฝ์ายบริหารควรจะกําหนดวาระ ในการดํารงตําแหน่งไม่ควรเกิน ๒ วาระในการทําหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เช่นเดียวกันก็ต้องกําหนดวาระในการดํารงตําแหน่ง เราอาจจะกําหนดสัก ๓ สมัยไหมครับ แล้วก็ให้หยุดเลย วันนี้เราบอกว่าใครมาเปึนกี่สมัยก็ได้ แล้วอยู่ที่ประชาชนเลือก ถ้าเรา กําหนดให้มีวาระในการดํารงตําแหน่ง ฝ์ายบริหารให้อยู่ ๒ สมัยหยุด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้อยู่ ๓ สมัยหยุด สมาชิกวุฒิสภา ๑ สมัยหยุด ไม่ใช่ไปเป่ดช่องไปร่างกฎหมายหาวิธีการให้ หยุดปัูบเว้นช่องแล้วก็กลับมาอีก
มันก็เปึนการพยายามสืบทอดอํานาจในการเข้ามาสู่ในวังวนตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้น เรื่องสําคัญที่สุดวันนี้ผมว่ามันน่าจะกําหนด เรามีบุคลากรที่มีคุณค่าของประเทศนี้เยอะแยะ ไปหมด ไม่ให้คนอื่นเขาขึ้นมาทําหน้าที่ล่ะครับ เพราะฉะนั้นคนที่ทําหน้าที่ไม่ว่าจะเปึน นายกรัฐมนตรีระดับประเทศ รัฐมนตรีระดับประเทศ แม้กระทั่งลงไปยังนายกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือว่าเทศมนตรี หรือว่ารองนายกเทศมนตรี เปึนแค่ ๒ สมัย ต้องหยุดครับ เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ คนที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเปึนคน นําปัญหาของภาคประชาชนเข้ามา นําเสนอปัญหาในสภา ร่างกฎหมายในสภา เปึน ๓ สมัย ก็ต้องหยุด สภาท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน ทําให้เปึนมาตรฐาน ส่วนวุฒิสภาครับก็ต้องมีกําหนด วาระในการดํารงตําแหน่ง ๑ สมัยต้องหยุดไม่ต้องไปต่อเนื่อง ไม่ต้องอะไร ให้วาระ ในการดํารงตําแหน่งกี่ป้ก็เขียนไป วันนี้เรากําลังมองไปไกลถึงขนาดที่ว่าวุฒิสภานี่นะครับ มีหน้าที่ในการไปควบคุม กํากับ ดูแลองค์กรอิสระ วันนี้ค่อนข้างจะน่าห่วงนะ ครับ องค์กรอิสระที่ท่านกําลังนําเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ ผมค่อนข้างจะห่วงว่าคนที่ทําหน้าที่ ในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ช. เปึน กกต. คนเหล่านี้มีหน้าที่ในการเข้าไปตรวจสอบ องค์กรอื่น ๆ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติของคนที่ทําหน้าที่ในองค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ ต้องมีเหนือกว่าคนที่โดนตรวจสอบ ๒ เท่า ต้องได้รับการเป่ดเผย ไม่ว่าการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หลักฐานการเสียภาษี หรือว่าคุณสมบัติของการเปึนคนดี ที่จะเข้ามาทําหน้าที่ต้องเป่ดเผยก่อนได้รับการคัดเลือกด้วยครับ นี่คือเรื่องสําคัญ ที่สําคัญที่สุดครับการคัดเลือกตัวแทนองค์กรอิสระในระดับจังหวัดที่หลาย ๆ คนกําลังพูดถึง ไม่ว่าจะเปึน กกต. จังหวัด ไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ช. จังหวัด วิธีการเลือกอย่าไปเลือกที่จังหวัด อย่าไปสมัครที่จังหวัดนะครับ ท่านต้องสมัครที่ส่วนกลางเท่านั้น แล้วก็ส่งคนเหล่านี้เข้าไป ทําหน้าที่ถ้ามันจะยังมีอยู่ เพราะการสมัครที่จังหวัดนี่เราก็คงจะเห็นว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องอธิบายครับ วันนี้เรามี กกต. ๕ เสืออยู่ในระดับจังหวัด เราสามารถระบุได้ว่า นาย ก เปึนคนของพรรคอะไร นาย ข เปึนคนของพรรคอะไร ป.ป.ช. จังหวัดก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นวิธีการสรรหา วิธีการได้มามั นต้องโปร่งใส แล้วก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับ ภาคประชาชนได้ว่าวิธีการที่ท่านไปตั้งกติกากันขึ้นมาในการคัดเลือกองค์กรอิสระทั้งหลายนี้ มันต้องเชื่อถือได้ เชื่อมั่นได้โดยภาคประชาชน ที่สําคัญครับ การลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมค่อนข้างสนับสนุนว่าคนที่จะสมัครรับเลือกตั้ง กกต. ต้องทําหน้าที่ในการรับสมัคร
แล้วก็ให้คนที่สมัครรับเลือกตั้งจ่ายสตางค์ให้กับ กกต. เลย กําหนดจํานวนเท่าไรก็แล้วแต่ นอกเหนือจากนั้นเขาไม่มีสิทธิไปทําอะไรได้แล้ว กกต. มีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ ตัวบุคคลให้ตอนเขาลงสมัครรั บเลือกตั้ง มีหน้าที่ในการประชา สัมพันธ์เรื่องนโยบาย ของพรรคที่เขาจะลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยไปทําปัายบอร์ดประชาสัมพันธ์กลางหมู่บ้านครับ ขอความร่วมมือกับท้องถิ่น ทุกหมู่บ้านมีบอร์ดประชาสัมพันธ์ แล้วก็มีข นาดเท่ากัน ให้มันเหมือนกันหมด ไม่ต้องไปออก ใครมีทุนเยอะไปทําปัายติดข้างทาง เกิดอุบัติเหตุ เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ อย่างนี้ไม่ต้องครับ กกต. รับสมัครไปเลย กําหนดไปเลยครับว่า คนที่สมัครรับเลือกตั้งเสียสตางค์เท่าไร แล้วคุณไม่ต้องไปออกอะไรเลย จัดเวทีกลาง ในการปราศรัยหาเสียงในการกําหนดนโยบายบอกให้ประชาชนรับทราบ ไม่ต้องไปตั้งเวทีเอง ฝากด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออนุญาตท่านประธาน ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนั้นเรามีความเปึนอิสระในการแสดง ความคิดเห็น เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย บางครั้งในการประชุมจึงต้องมีการลงมติ ผมเองก็เปึน เสียงข้างน้อยในบางประเด็น ขออนุญาตท่านประธานได้แสดงความคิดเห็นในบางกรณี ในเวลาอันจํากัด
ในประเด็นที่ ๑ การเลือกตั้งขั้นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ การเลือกตั้ง ขั้นต้นนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมากมีความเห็นว่าควรที่จะต้อง มีการหยั่งเสียงของผู้สมัครก่อนในแต่ละพรรค เมื่อจะส่งผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตใดนั้น จะต้องมีการหยั่งเสียง มีการลงคะแนนเสียงข้างต้นก่อน กระผมเห็นว่าในกรณีอย่างนี้นั้น
ในประเทศไทยเรานั้นยังไม่เหมาะสมกับ การเมืองไทยในปัจจุบัน ขออนุญาตประทาน กราบเรียนว่าในพรรคการเมืองนั้น ในรัฐธรรมนูญเอง หรือที่ผ่าน ๆ มาในการอภิปราย หลายครั้งในสภาแห่งนี้บอกว่าต่อไปนี้เราจะให้มีพรรคการเมืองที่ตั้งได้ง่าย โดยเฉพาะคณะอนุกรรมาธิการได้นําเสนอว่าพรรคการเมืองนั้นไม่จําเปึนต้องมีสมา ชิกมาก ๑๕ คนก็ตั้งเปึนพรรคการเมืองได้ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ผมขออนุญาต กราบเรียนว่าในประเทศไทยเรามี ๗๗ จังหวัด ถ้าเรามีสมาชิกที่จะเปึนพรรคการเมืองได้ ๑๕ คน คนหนึ่ง ๑ จังหวัดยังไม่มี สมาชิกเลยครับ แล้วก็โดยความเปึนจริงในปัจจุบันนี้ ก็เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ในพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้นบางจังหวัดไม่มีสมาชิก อยู่เลยครับ หากจะส่งตัวแทนลงสมัครในจังหวัดนั้นและจะเอาใครล่ะครับมาลงคะแนนเสียง ข้างต้นได้ พอสอบถามท่านอนุกรรมาธิการบอกว่าถ้าไม่มีสมาชิกก็ให้ใช้ประชาชน ในเขตเลือกตั้งในการลงคะแนนหยั่งเสียงข้างต้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าถ้าใช้ประชาชน ก็เท่ากับว่าประชาชนในเขตนั้นมีการลงคะแนนเลือกตั้ง ๒ ครั้ง แล้วจะทําได้อย่างไรครับ ถ้าสมัคร ๑๐ พรรคการเมืองก็ต้องมีการหยั่งเสียง ๑๐ ครั้ง ประชาชนต้องไปลงคะแนนเสียง ๑๐ ครั้งนะครับ ท่านประธานครับ ลงแล้วอีกครั้งหนึ่งคือครั้งที่ ๑๑ ต้องไปลงในวันเลือกตั้งจริง ผมเห็นด้วยในการที่จะให้มี แต่ว่าในขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาครับ ยังไม่ถึงเวลาที่จะให้มี ถึงขั้นนั้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าลําดับต่อไปการร่วม ทําบุญตามประเพณี ทางคณะอนุกรรมาธิการเสนอว่าผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกกรณี ไม่สามารถที่จะไปร่วมบริจาคหรือทําบุญได้ ผมเห็นว่าการกําหนดดังกล่าวนั้นมันเปึนการขัด กับประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา เช่นในสังคมไทยเรานั้นเมื่อมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น ผู้ที่ไป ร่วมงานก็จะเปึนการช่วยทําบุญให้กับญาติของผู้เสียชีวิตในการที่ จะเอาเงินนั้นไปทําบุญ เห็นด้วยในการจะกําหนด แต่ว่าไม่ใช่ห้ามครับ ต้องกําหนดวงเงินขั้นสูงไว้ว่าไม่เกินครั้งละ เท่าไร เช่นนี้เปึนต้นครับ
ในประการถัดมาครับ การเปึนสมาชิก ของพรรคการเมือ ง ท่านอนุกรรมาธิ การท่านบอกว่าส่งเสริมให้ประชาชน รวมทั้งข้าราชการเปึนสมาชิก พรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตที่ผ่านมาการที่จะสมัครเปึนพรรคการเมืองนั้น
หลายคนพอรู้ว่าเปึนพรรคการเมือง เปึนสมาชิกพรรคการเมืองกลายเปึนบุคคลที่น่ารังเกียจ เพราะเราไปกําหนดไว้ในคุณสมบัติของการที่จะไปดํารงตําแหน่งอื่น ๆ ว่าจะต้องไม่เปึน สมาชิกพรรคการเมือง และอย่างนั้นเราจะสนับสนุนให้คนไปสมัครเปึนสมาชิกพรรคการเมือง ได้อย่างไร
ท่านประธานที่เคารพ อีกประการหนึ่งครับ การกําหนดโทษจําคุก แม้แต่ รอลงอาญาก็ไม่สามารถที่จะเข้าสู่ในเวทีการเมืองได้ กระผมเห็นว่าการจะกําหนดดังกล่าวนั้น สมควรที่จะกําหนดฐานความผิดไว้ด้วยครับ ถ้าเราไม่กําหนดฐานความผิดบางสิ่งบางอย่าง เปึนโทษเล็กน้อยและศาลรอลงอาญา บุคคลคนนั้นขาดชีวิตที่จะเข้าสู่แวดวงทางการเมืองได้ ทั้งหมดนี้ผมขออนุญาตได้ใช้เวลาอันจํากัดได้เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการ ในการที่จะนําไปพิจารณาปรับปรุงต่อไปครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณสุพร สุวรรณโชติ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ กระผม นายสุพร สุวรรณโชติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดสมุทรสงคราม ลําดับที่ ๒๒๑ นะครับ
ได้ศึกษารายงานของท่านกรรมาธิการแล้ว หัวข้อเรื่องการคัดเลือกคนดีเข้าสภา ผมว่าน่าจะ เปึนหัวข้อสําคัญอีกส่วนหนึ่ง องค์กรที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกคนดีเข้าสภา ก็ไม่น่าจะพ้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการพูดถึงคณะกรรมกำรการเลือกตั้งกัน ค่อนข้างกว้างขวาง ผมเองก็ต้องยอมรับว่าผมเปึน ๑ ในคณะกรรมการการเลือกตั้งประจํา จังหวัดสมุทรสงคราม แล้วก็ท่านยกปัญหาว่าความเปึนอิสระและคุณสมบัติของกรรมการ การเลือกตั้งบางทีมีความรู้สึกว่าไม่โปร่งใส ไม่เปึนกลางทางการเมือง ผมว่าท่านใดที่สัมผัสกับใคร ก็น่าจะรู้สึกอย่างนั้น ผมว่าไม่น่าจะเปึนบรรทัดฐานทั้งหมด เพราะถ้าเปึนอย่างนั้นวันนี้ ประเทศไทยอยู่ไม่ได้หรอกครับ ผมเองได้สมัครเข้าสู่การเปึนคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจําจังหวัดโดยมีผู้สมัครเกือบ ๓๐ คน มีคณะกรรมการซึ่งท่านผู้ว่าราชกา รจังหวัด เปึนประธาน มีองค์กรภาคเอกชน องค์กรอิสระ ภาคประชาชน ภาคมีส่วนร่วม เปึนคณะกรรมการ แล้วผู้สมัครทุกคนก็ต้องแสดงวิสัยทัศน์ในการที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ และที่สําคัญต้องส่งเอกสารประกอบไปด้วย ทาง กกต. ก็จะนําผู้สมัครทั้งหมดลงเวบไซต์ ให้พี่น้องประชาชนที่รู้จั กได้แสดงความคิดเห็น คณะกรรมการของจังหวัดจะให้ผู้สมัคร แสดงวิสัยทัศน์และบันทึกเทป (Tape) ไว้ด้วยนะครับ หลังจากนั้นก็จะคัดเลือก ๓ เท่า ก็คือ กกต. จังหวัดจะมี ๕ คน ก็จะคัดเลือก ๑๕ คนส่งให้ กกต. กลางเปึนผู้พิจารณาครับ ผมก็เลย ไม่ทราบว่าไม่เปึนกลางตรงไหน มันจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร เพราะว่าการคัดเลือก เปึนหน้าที่ของ กกต. ที่เราเรียกว่า กกต. กลาง และ กกต. กลางก็ผ่านการคัดเลือก มาอย่างดี มีกระบวนการคัดสรรองค์กรอิสระมาอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมก็กล้ายืนยันว่า ผมได้ทํางานจนเกือบหมดวาระนั้นด้วยความตั้งใจมุ่งมั่น มีความเปึนกลาง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งวันนี้ก็อยากจะบอกได้ว่าเพื่อนเหลือน้อยลงไปทุกวัน ยังยืนยันอยู่นะครับ เพราะว่า ในเรื่องของการทําหน้าที่อย่างนี้คงจะไม่สามารถจะไปเสวนากับใครไ ด้ง่าย ๆ กลายเปึน อย่างนั้นไป แล้วที่ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าเมื่อมีการเลือกตั้งมีการซื้อสิทธิขายเสียง ทําไม กกต. ไม่รู้หรือ ก็อยากจะเรียนว่ามีโทรศัพท์เข้ามาบ่อยครับ แต่กว่าจะวิ่งไปเขาเอาสตางค์ ที่แจกไปรับประทานข้าวกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ทันเสียแล้ว กรรมการการเลือกตั้ง ประจําจังหวัดบวกคณะทํางานที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด มีพนักงานไม่เกิน ๒๐ คน ซึ่งแบ่งกรอบงานออกเปึน ๕ ฝ์าย ฝ์ายพรรคการเมือง ฝ์ายจัดการ เลือกตั้ง ฝ์ายมีส่วนร่วม ฝ์ายสืบสวน ฝ์ายอํานวยการ มีงาน ๕ ด้าน แต่คนไม่ถึง ๒๐ คน
ในการทํางาน ก็ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ตํารวจก็ดี ทางอําเภอ ส่วนราชการก็ดี เพราะฉะนั้นเรื่องการปัองกันการทุจริตการเลือกตั้งผมว่าต้องออกแรงกันอีกมาก วันนี้ ท่านกรรมาธิการน่าจะบอกรูปแบบในการทํางานนี้ด้วย น่าจะเสนอการพัฒนาศักยภาพหรือ ภาพของ กกต. ให้กว้างขึ้น มีทั้งคน ทั้งเงิน ทั้งงานเพิ่มขึ้น มันจะได้สู้กับอิทธิพลอย่างนี้ได้ คนเท่านี้ผมไม่ทราบว่าเราจะไปสู้กับใครได้ครับ ป่ดสํานักงานไปยังไปไม่ทันเลยครับ เพราะฉะนั้นเรื่องงบประมาณก็ดี เรื่องคนก็ดี ท่านต้องช่วยคิดให้ด้วย เพราะท่านบอกจุด ข้อด้อยข้อเสียไว้เยอะทีเดียวก็น่าจะเสนออีกมุมหนึ่ง ถ้า กกต. เข้มแข็งและ กกต. แข็งแรง เราก็จะมีแรงในการปัองกันไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาสู่สภาได้ แต่ถ้าวันใดก็ตามถ้า กกต. อ่อนแอ ก็น่าเสียดายที่มีก็เหมือนไม่มี เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการว่าช่วยคิดให้ กกต. เราเข้มแข็งให้มากเพื่อจะได้สู้กับคนที่ไม่ดีที่มันจะเข้ามา และเมื่อนั้นผมว่าโอกาสที่จะ ให้มีการพัฒนาประเทศนั้นย่อมจะมีมากขึ้นครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ดิฉันอดไม่ได้ที่จะชื่นชมกับทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง ท่านได้มองแง่มุมการปฏิรูปไว้หลายแง่มุม แต่อย่างไรก็ตามดิฉันอยากจะ ขออนุญาตเสนอแนะเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับหัวข้อการปฏิรูปที่ ๔ เปึนเรื่องของการปฏิรูป การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน สําหรับหัวข้อนี้ท่านได้ตีปัญหา ไว้ว่าปัญหาเกิดจากภาคประชาชนที่อ่อนแอ แล้วก็มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ท่านบอกว่า พี่น้องประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ การดําเนินงานนโยบายของรัฐ การบริหารราชการแผ่นดิน รวมตลอดทั้งภาคการเมือง และองค์กรภาครัฐนี่ขาดเจตจํานง ในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งสื่อมวลชน ก็ไม่ได้ทําหน้าที่อย่างเที่ยงตรงอะไรประมาณนี้ จากประสบการณ์ที่ดิฉันเปึนผู้ตรวจราชการ สํานักนายกรัฐมนตรี ก็อยากจะขอกราบเรียนดังนี้ว่าอยากจะขอกราบแนะนําว่ามีส่วนงาน ของภาคพี่น้องประชาชนอยู่ส่วนหนึ่งซึ่งดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน แต่ว่าอาจจะไม่ได้รับ การสนับสนุนเท่าที่ควร นั่นก็คือเรื่องของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ซึ่งส่วนงานอันนี้ จะมองว่าทางราชการหรือรัฐบาลไม่เห็นความสําคัญ หรือว่าไม่ให้ความจริงใจในการให้ พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะมีส่วนรับรู้ในการที่จะดูแลเกี่ยวกับเรื่องของ การทุจริตคอร์รัปชั นหรืออะไรต่าง ๆ ในจังหวัดหรือในท้องถิ่นนั้นอาจจะเปึนการพูดที่ มองแคบไปนิดหนึ่ง ดังนั้นก็อยากจะขออนุญาตกราบเรียนเสนอท่านประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง อยากขอเสนอแนะว่าปัจจุบันนี้ คณะกรรมาธิการ หรือว่าคณะกรรมการ ธรรมาภิบาลจังหวัดนั้นจะมีผู้ตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรีทําหน้าที่เปึนประธาน ซึ่งผู้ตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรีนี้จะเปึนผู้ที่ตรวจราชการแทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงสามารถตรวจงานได้ทุกกระทรวง ทบวง กรม อย่างไรก็ตามผู้ตรวจรา ชการ สํานักนายกรัฐมนตรีนั้นมีจังหวัดที่จะต้องตรวจเปึนจํานวนมากค่ะ ดังนั้นการมาร่วมประชุม แต่ละครั้งกับคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดนั้นค่อนข้างจะมีจํานวนน้อย หมายถึง น้อยครั้งในแต่ละรอบการตรวจราชการ แต่อย่างไรก็ตามในจังหวัด ก็มีคณะกรรมการ
ป.ป.ช. จังหวัดซึ่งเราได้มีการเรียนเชิญให้มาร่วมประชุมด้วย แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จังหวัดที่เรียกว่าเปึน ป.ป.จ. นั้นไม่ได้มีลูกน้องหรือว่าไม่ได้มีส่วนในการที่จะเข้าร่วมกับ คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดเลยนะคะ ดังนั้นท่านเสนอเกี่ยวกับเรื่องข องการปฏิรูป โครงสร้างขององค์กรอิสระด้วย ดังนั้นดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนเสนอตรงนี้ว่า ทําอย่างไรจึงจะทําให้การทํางานของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ซึ่งองค์ประกอบ ของคณะกรรมการดิฉันคิดว่าเปึนไปอย่างดีมาก มีการคัดเลือกทั้งจากภาคราชการ พี่น้องประชาชนทั่วไป รวมทั้งภาคธุรกิจในจังหวัดก็เข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งกําหนด ให้องค์ประกอบนั้นมีผู้แทนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตําบลเข้ามาด้วยแต่ว่า จํากัดจํานวน ดังนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนเสนอว่าน่าที่จะให้มีการปรับตรงนี้ว่าทําอย่างไร จะทําให้บทบาทของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจั งหวัดนั้นซึ่งเท่าที่มีประสบการณ์นั้น คณะกรรมการทุกคนรวมทั้งพี่น้องประชาชนอยากจะรู้มากเลยว่าจังหวัดเสนองบประมาณ อะไรบ้างลงทําแต่ละจังหวัด มีการจัดซื้อจัดจ้างสะอาดโปร่งใสหรือไม่ อย่างไร แต่ว่าส่วนนี้ คณะกรรมการ ป.ป.จ. ประจําจังหวัดนั้นไม่ได้มีส่วนเข้ามาร่วม ซึ่งท่านไปอยู่คนเดียว ดิฉัน คิดว่าการทํางานก็ไม่ได้ผลเท่าไร ดังนั้นขออนุญาตกราบเรียนเสนอตรงนี้ว่าในการที่ท่าน คิดว่าจะมีการควบรวมหรือปรับโครงสร้างของคณะกรรมการที่จะตรวจสอบด้านการทุจริต คอร์รัปชันประจําจังหวัดนั้น ทําอย่างไรจึงจะสนับสนุนให้คณะกรรมการหรือองค์ประกอบ ของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดนั้นมีสิทธิที่จะขอข้อมูลข่าวสาร มีสิทธิที่จะเข้าไปดูแล งบประมาณของจังหวัดด้วย ซึ่งตรงนี้ถ้าเผื่อทําได้ดิฉันคิดว่าจะช่วยงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ปปง. รวมทั้ง ป.ป.จ. จังหวัดได้เปึนอย่างดีมากทีเดียวค่ะ
เพราะว่าพี่น้องประชาชนที่มาเปึนองค์ประกอบของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดนั้น มีความตั้งใจจริงที่จะทํางาน แต่ว่าขาดการสนับสนุนอย่างแท้จริงอาจจะเปึนองคาพยพ ของการดําเนินงานก็ได้ ขออนุญาตกราบฝากไว้ตรงนี้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่าน คุณวิบูลย์ คูหิรัญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน คุณฑิฆัมพร กองสอน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ และคุณสีลาภรณ์ บัวสาย เชิญคุณวิบูลย์ คูหิรัญ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมได้อ่านเกี่ยวกับเรื่องที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองได้นําเสนอแล้ว มีความสนใจในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปทางด้านองค์กร ตรวจเงินแผ่นดิน คือได้อ่านดูแล้วในหน้า ๘๓ ข้อ ๕ ดูแล้วที่เขียนว่าทางองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน สามารถที่จะยับยั้งโครงการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ก่เงินงบประมาณของแผ่นดิน อย่างร้ายแรงไว้ก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีแนวทางในการจัดการปัองกันความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แล้ว อันนี้ผมคิดว่าดูแล้วจะทําให้เกิดการเสียหาย คือเราอาจจะปัองกัน มากเกินไปคือไปคิดถึงเรื่องอย่างเรื่องโครงการรับจํานําข้าวเมื่อคราวที่แล้วที่ทาง สตง. ได้เตือนแล้วก็ไม่ได้ทําก็เลยทําให้เกิดการเสียหำย แต่จริง ๆ แล้วถ้าเผื่อว่าเปึนโครงการอื่น ถ้าเผื่อว่าเราไปเตือนแล้วยับยั้งเลยบางทีโครงการบางโครงการเสียหายเหมือนกันถ้าเผื่อว่า ไปยับยั้งเขาเลยนะครับ ถ้าเผื่อว่าเราจะบอกเพียงแต่ว่าเปึนการเตือนแล้ว ถ้าเผื่อว่า ไม่ดําเนินการแก้ไขหรือว่ายับยั้งถ้าเกิดการเสียหายหมายถึงว่าหน่วยงานนั้นจะต้องรับผิดชอบ ผมว่ามันน่าจะเบาลงหน่อย หมายถึงว่าคืออย่าไปกลัวมากคิดว่าคนอื่นจะทําไม่ถูกต้องตลอด บางทีอาจจะมีความจําเปึนหรืออะไรอย่างนี้คิดว่าไม่น่าจะต้องถึงขนาดว่าให้ยับยั้งเลย คือถ้า เขียนว่ายับยั้งเลยมันจะต้องมีว่าถ้า เกิดไปยับยั้งแล้วเกิดโครงการเขาเสียหายแล้วก็โดยที่ พิสูจน์แล้วว่าทําได้เพราะฉะนั้นคนที่ยับยั้งก็คงจะต้องไปรับผิดชอบอีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่า น่าจะเอาเปึนกลาง ๆ หมายถึงเตือนถ้าเผื่อว่าเขาไม่ทําเขาต้องรับผิดชอบในการที่ดําเนินการ โดยที่เตือนแล้วยังดําเนินการอยู่ อันนั้นอันที่ ๑ นะครับ ทีนี้อันที่ ๒ คือที่ผ่านมาในทาง สตง. เวลาแจ้งผลการตรวจสอบบางครั้งไปตัดสินให้ผู้ที่หมายถึงมีการตัดสินกว้างเกินไปหมายถึงว่า
บอกในวงกว้าง ทําให้ผู้ที่รับผลไปนั้นไปพิจารณากันเอาเองว่าจะมีใครบ้างที่อยู่ในส่วน รับผิดชอบ ซึ่งในการที่จะให้คนที่จะต้องรับผิดเท่ากับเปึนการที่ไปฆ่าเขาเลย เพราะฉะนั้น ควรจะต้องระบุให้แน่นอน ไม่ใช่บอกกว้าง ๆ ไปว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ต้องรับผิดชอบ ในการที่จะชดใช้เงินเสียหายในครั้งนี้ แล้วส่งไปให้ทางหน่วยงานไปตีความเอาเองว่ามีใครบ้าง ทีนี้หน่วยงานก็ไปตีความกลายเปึนไปตีความเอาเข้าข้างพวกตัวเอง พยายามตีความหมายถึง ดึงเอาคนอื่นเข้ามาให้เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเพื่อให้พวกตัวเองได้รับผลเสียหายน้อย อย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นในการที่มีการบอกว่าในการจัดซื้อครั้งนี้ก่อให้เกิดการเสียหาย เพราะฉะนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมรับผิดชอบทั้งหมด หน่วยงานก็ไปตีความเอาว่าอย่างมีบางหน่วย คล้าย ๆ ว่าเสนอเรื่องขึ้นมา
เพื่อว่าในการที่จะดําเนินการตามโครงการจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง บังเอิญในอุปกรณ์ ที่เขาเสนอขึ้นมามันไปเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อด้วย หมายถึงว่ามีการจัดซื้ออยู่ด้วย แต่ว่ามันไม่เกี่ยวกันเลย มันคนละเรื่องเลย เพราะว่าในการทํางานในโครงการต่าง ๆ ก็จะต้อง มีการเสนอว่าในแต่ละป้ตัวเองจะใช้อะไรบ้าง กลายเปึนว่าเอาอันนี้โยงเข้าไปหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องทําให้มีการจัดซื้ออันนี้ ซึ่งการทํางานถ้าเผื่อไม่เสนอแผนมันก็ทํางานไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ผมว่าคงจะต้องเจาะจงให้มาก ไม่ใช่ตีวงเสียกว้างออกไปเกินไปครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ด้านการศึกษาครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้มีความสําคัญมาก และผม อยากให้สาระในการพูดคุยได้ครบถ้วน ไม่อยากให้รวบรัดจนเสียการ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า ล้ําเวลาไปสักนิดหนึ่งผมขออนุญาตล่วงหน้าก่อนนะครับ ผมมองว่าถ้าจะปฏิรูปการเมือง สําเร็จต้องตอบโจทย์ ๔ ข้อครับ ข้อแรกก็คือต้องทําให้การเมืองยึดโยงกับประชาชน ข้อที่ ๒ ก็คือทําให้พรรคการเมืองแข็งแรง ข้อที่ ๓ ก็คือต้องให้ได้คนดีเข้ามาทํางานการเมือง และโจทย์ข้อที่ ๔ ก็คือต้องทําให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ผมมองว่ากรรมาธิการที่นําเสนอ พยายามตีโจทย์ข้อนี้ทั้ง ๔ ข้อนะครับ เพียงแต่ว่าเบาไป ยังไม่มีน้ําหนัก อยากจะให้กําลังใจ แล้วก็เพิ่มน้ําหนักอย่างนี้ครับ อย่างแรกในเรื่องพรรคการเมือง ผมมองว่าต้องทําให้ประชาชน เปึนเจ้าของพรรคการเมือง ไม่ใช่แค่มีส่วนร่วม กระบวนการเปึนเจ้าของพรรคการเมืองนั้น ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น กําหนดให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องมีประชาชนอย่างน้อย ๑ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิ เลือกตั้งทั้งประเทศเปึนเจ้าของ หักเงินรายได้ ๑ วัน จาก ๓๖๕ วันสมทบพรรคการเมือง และถ้าทําเช่นนี้รัฐก็จัดแมตชิง ฟันด์ (Matching fund) ให้เท่ากับเงินที่มี เมื่อเปึนเช่นนี้พรรคการเมืองก็จะมาจากประชาชน มีความแข็งแรงพอที่จะ
ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมืองได้ ตัวอย่างบทบาทหน้าที่ที่พรรคการเมืองควรจะทํา นอกเหนือจากที่ระบุในเอกสารแล้วผมมองว่าพรรคการเมืองจะต้องทําหน้าที่กําหนด ยุทธศาสตร์ชาติอย่างน้อยในทศวรรษข้างหน้าที่จะถึง เพื่อให้เห็นว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ใช่ แค่อยู่วันสองวันแล้วก็ไป พรรคการเมืองจะต้องให้ความรู้ในเรื่องของหน้าที่พลเมืองและเรื่อง ของระบอบประชาธิปไตยให้กับประชาชนอย่างจริงจังและเปึนกิจจะลักษณะ หน้าที่ อีกส่วนหนึ่งซึ่งละเลยไม่ได้เลยก็คือพรรคการเมืองจะต้องแสดงบทบาทให้ชัดเจนในเรื่องของ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันด้วยกระบวนการมีแผนงานในการกระทําเรื่องนี้อย่างชัดเจน เปึนรูปธรรม ในส่วนที่ ๒ ต้องมีกระบวนการในการประกันสิทธิการเลือกตั้งของประชาชน ท่านประธานครับ ศาลฎีกาเพิ่งตัดสินเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง มีประชาชนคนหนึ่งไปฟัอง กรรมการการเลือกตั้งว่าทําให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ไม่ยุติธรรม ปรากฏว่าศาลยกฟัอง เพราะคนฟัองนั้นไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงทางการเมือง ไม่ได้เปึนผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงยกฟัอง ต้องมีกระบวนการประกันสิทธิการเลือกตั้งของประชาชนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทุกคนจะต้องเสียหายถ้ามีกระบวนการการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เมื่อเปึนเช่นนี้แล้ว การเลือกตั้งนั้ นต้องถือว่าเปึนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครทําให้การเลือกตั้งบิดเบือนเปึนผู้ที่ ก่ออาชญากรรมทางการเมือง ต้องทําให้การซื้อสิทธิขายเสียงเปึนของโจร ใครซื้อสิทธิ ก็คือโจร ใครขายสิทธิก็คือโจร ถ้าเปึนเช่นนี้ได้เราจะทําให้ทุกคนเข้าอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง มากขึ้น กกต. ครับ ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ แต่ผมอยากจะเห็นว่านอกจำกไป ดีเทกต์ (Detect) ไปตรวจสอบการเลือกตั้งให้มันบริสุทธิ์แล้ว
ต้องสามารถจับกุมคุมขังได้ ในกรณีที่เห็นว่าเปึนการทุจริตชัดเจน ต้องทําหน้าที่เหมือนกับ เจ้าหน้าที่ที่สามารถที่จะรักษากฎกติกาเรื่องการเลือกตั้งให้แข็งแรงครับท่านประธาน
ประการที่ ๔ ที่ผมเห็นว่าจะต้องจริงจังกับมันก็คือถ้าผู้ใดก็ตามที่ทําให้ การทุจริตการเลือกตั้ง ทําให้การเลือกตั้งนั้นมัวหมองด้วยการทุจริตการเลือกตั้ง ก็ต้องปาราชิก ทางการเมือง ไม่มีสิทธิเข้ามาเปึนคนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งชีวิต ถ้าจะเอาลูกหลานด้วย ก็เกินไปครับ เอาแค่นี้แหละ ถ้านายมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกในฐานที่นายทําให้ การเลือกตั้งสกปรกนายทําไม่ได้ นายไม่มีคุณค่าพอที่จะทําเช่นนั้น ผมเห็นว่า ส.ว. ครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งอีกแล้ว ผมถือว่าการเลือกตั้งนั้น เปึนกระบวนการที่เราใช้ ส.ส. ก็พอแล้ว ส.ว. เปึนวุฒิสภาใช้กระบวนการสรรหาจาก อาชีพต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ให้รอบคอบ ให้ชัดเจน แล้วเราก็สามารถที่จะมี ส.ว. ที่มีคุณภาพได้ และมีวุฒิเพียงพอที่จะเสนอ หรือยับยั้ง หรือแก้ไข หรือปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้เปึน ทางออกของการเมืองไทย
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน ผมเสนอว่ายกเลิกการมีส่วนร่วม ทางการเมืองเถอะครับ เพราะเวลาพรรคการเมืองเป่ดปราศ รัย ผมไปนั่งฟังผมก็มี ส่วนร่วมแล้ว ใช้คําใหม่ ใช้กระบวนการใหม่ ก็คือใช้คําว่ามีบทบาททางการเมืองแทน ประชาชนต่อไปนี้ไม่เพียงแต่มีส่วนร่วมทางการเมือง นะครับ น้อยไป ต้องทําอย่างไรก็ตาม ให้ประชาชนมีบทบาททางการเมืองในทุกมิติเพื่อทําให้การเมืองนั้นยึดโยงกับประชาชน อย่างแท้จริง ขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าโจทย์ที่จะต้องช่วยกันตอบ อย่างแรกก็คือต้องยึดโยงกับ ประชาชน อย่างที่ ๒ ก็คือทําให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง อย่างที่ ๓ ก็คือต้องทําให้คนดี เข้าสู่สภา ต้องเข้าสู่การทํางานการเมือง และอย่างที่ ๔ ก็คือต้องทําให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรมครับท่านประธาน ด้วยความขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ค่ะ
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธาน สภาปฺฏิรูปแห่งชาติที่เคา รพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดมุกดาหาร จากการที่ผมได้ศึกษารายงาน ของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ จากวาระปฏิรูปที่ ๒
การเข้าสู่อํานาจทางการเมือง /ระบบพรรคการเมือง เรื่อง แผนปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจ ทางการเมืองและระบบพรรคการเมือง กระผมเคยเปึนข้าราชการรับราชการตํารวจ เคยได้รับแต่งตั้งให้เปึนอนุกรรมาธิการสืบสวนสอบสวนการกระทําความผิดเกี่ยวกับ กฎหมายเลือกตั้งที่จังหวัดมุกดาหารหลายป้ อันที่ ๒ ก็คือเคยเปึนสมาชิกวุ ฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดมุกดาหาร จากประสบการณ์ที่ผมได้เคยทํางานเปึน ข้าราชการ แล้วก็มีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวนผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มาเปึนเวลาพอสมควร แล้วก็เข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองในตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจะเห็นได้ว่า ปัญหาในการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรมนี่ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ผมเห็นว่า มันไม่ประสบความสําเร็จและมีความล้มเหลว จากรายงานของคณะกรรมาธิการหน้า ๒๙ ข้อ ๑.๔ ปัญหาเกี่ยวกับการควบคุม การกํากับ การปัองกันและการปราบปรามการทุจริต เกี่ยวกับการเลือกตั้ง (ข้อ ๖) ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือลูกจ้างของรัฐ ไม่วางตัวเปึนกลางทางการเมือง เข้าไปเปึนตัวแทนหรือหัวคะแนนให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมือง อันนี้ละครับตัวดีครับ
ที่ว่าตัวดีก็หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการไม่วางตัวเปึนกลางทางการเมือง ก็คือข้าราชการทุกคนไม่ว่าจะเปึนองค์กรอิสระที่รับผิดชอบทางการเมือง ไม่ควรจะมีสิทธิ ในการเลือกตั้ง ข้าราชการทุกกระทรวงนะครับ แล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับเงินเดือน ค่าตอบแทนจากรัฐไม่ควรจะมีสิทธิในการเลือกตั้งทุกระดับ ไม่ว่าจะเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. นายก อบต. นายก อบจ. นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาท้องถิ่นไม่ควรจะมีสิทธิเลย เพราะว่า ถ้ามีสิทธิเมื่อไรเขาก็เลือกพรรคที่เขาชอบ เลือกคนที่เขาชอบ เพราะฉะนั้นความเปึนกลางไม่มีแล้ว ถ้ามีสิทธินะครับ
๒. ข้าราชการการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่นที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน ที่ทําหน้าที่อยู่นะครับ เปึนผู้ชนะการเลือกตั้งมีเงินเดือนกิน อันนี้ก็ไม่ควรที่จะมีสิทธิ ไปเลือกตั้งทุกชนิดเหมือนกัน เปึน ส.ส. แล้วอย่ามีสิทธิไปเลือก ส.ว. เปึน ส.ว. แล้วไม่มีสิทธิ ไปเลือก ส.ส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น นายก ผู้บริหารท้องถิ่นก็ไม่ควรจะมีสิทธิ
ส่วนที่ ๓ ก็คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อันนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ ไม่ควรจะให้มีสิทธิเลือกตั้งบุคคล ๓ ประเภท ๑. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลูกจ้าง ของรัฐ ข้าราชการการเมือง กํานัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กําหนดไว้เลยนะครับ ไม่ให้มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วในขณะที่มีการเลือกตั้งทุกประเภทให้แต่งตั้งข้าราชการ ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเปึนคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งประจําหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ อันนี้ ผมรับรองเลยนะครับว่าความเปึนกลางของทางราชการจะมีขึ้นแน่นอน
ส่วนที่ ๒ หน้า ๓๓ ข้อ ๕.๓.๒ ด้านการจัดการเลือกตั้ง (๔) ในรายงานบอกว่า กําหนดให้มีตัวแทนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนสภาประชาชน และตัวแทน สมัชชาพลเมือง เปึนกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ทุกหน่วย เพื่อให้เกิด ความโปร่งใสและเปึนที่ยอมรับของผู้สมัครและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ์าย อันนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ ในปัจจุบันกรรมการก็มีข้าราชการ แล้วก็มีประชาชน มีผู้ใหญ่บ้าน กํานันเปึนคณะกรรมการ ประจําหน่วยเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นในเมื่อบุคคลเหล่านี้ยังใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ ไม่มีทางที่จะ ทําให้การเลือกตั้งในหน่วยนั้นโปร่งใสและเปึนที่ยอมรับของผู้สมัครหรือของทุกฝ์ายได้เลย เพราะฉะนั้นกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งต้องกําหนดไว้ด้วยว่าไม่ให้มีสิทธิเลือกตั้งทุกกรณี และแต่งตั้งข้าราชการทั้งหมดเปึนกรรมการ จัดการเลือกตั้ง อันนี้รับรองว่าการเลือกตั้ง ทุกประเภทในประเทศไทยบริสุทธิ์และยุติธรรมเปึนกลางแน่นอนครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสีลาภรณ์ บัวสาย ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สีลาภรณ์ บัวสาย ค่ะ เรื่องปฏิรูปพรรคการเมือง ปฏิรูปการเมือง การเข้าสู่อํานาจทั้งหมดดิฉันคิดว่าหัวใจของ เรื่องที่ ขออนุญาตเรียนว่าตัวที่ดิฉันให้น้ําหนักมากที่สุดคือเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง ถ้าจะว่าไปแล้วในระบบการเมืองวันนี้ประเทศไทยที่มีปัญหาเปึนปัญหาอันเนื่องมาจาก เราสะดุดตัวเองกับระบบการเมือง แล้วในเรื่องของการเมืองตัวที่เปึนกลไกที่สําคัญที่สุด ในความเห็นดิฉันคือระบบพรรคการเมือง ถ้าคิดว่าเปึนองคาพยพของร่างกายพรรคการเมือง คือปอดมันทําหน้าที่ ฟอกเลือด เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ของเสียในเลือดแล้วก็เอา ออกซิเจนเข้าไป ถ้าเราไม่สามารถจะทําให้คนดีเข้ามาในระบบเลือดของการเมืองไทย ได้อย่างไรก็เฟล (Fail) มันไปโยงกับประเด็นเรื่องที่อยู่ในส่วนที่ ๒ คือ
เรื่องการคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภากับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งดิฉันคิดว่าตอนนี้ เวลาที่วางน้ําหนักของงานนี่ข้อเสนอส่วนที่เปึนเรื่องพรรคการเมืองเบามาก แล้วก็ไม่เห็น แนวปฏิบัติเท่าใดนัก ขออนุญาตเรียนตรง ๆ เนื่องจากเวลาสั้นมาก ดิฉันคิดว่าการเปลี่ยน พฤติกรรมของพรรคการเมืองคือเรื่องใหญ่ แล้วต้องคิดว่าเราจะใช้แฟกเตอร์ (Factor) อะไร เข้าไปเปลี่ยน เราไม่สามารถอยู่บนสภาพที่เราอยากจะเปลี่ยน แต่ทุกอย่างทําเหมือนเดิม มันต้องมีกลไกตัวใหม่เข้าไปต้องมีเครื่องมือใหม่เข้าไปที่มันกระแทกแล้วมันทําให้พรรคจําเปึน จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรม วันนี้การออกแบบพรรคการเมือง พรรคการเมืองยืนอยู่บนฐาน ของการเจรจากับประชาชนวัน ทู วัน (One to one) เลือกวัน แมน วัน โหวต ประชาชน แต่ละคนไม่ใช่เปึนกลุ่ม อันนี้อันที่ ๑ ซึ่งเปึนตัวที่ควรจะต้องคิดว่าเราจะทําให้เกิด การเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมืองกับภาคประชาชนที่เปึนกลุ่มได้อย่างไร กลุ่มประชาชนนี่คือ แฟกเตอร์ตัวใหม่ ถ้าคุยประชาชนเปึนคน ๆ มันคือเราทําระบบที่เรียกว่าแบ่งแยกและ ปกครองได้ง่ายก็คือซื้อเสียงเปึนคน ๆ เจรจาเปึนคน ๆ พรรคการเมืองจริง ๆ ระบอบ ประชาธิปไตยเปึนระบอบของการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ ต่อรองอํานาจ ซึ่งการเจรจา ผลประโยชน์ต้องมองผลประโยชน์ของกลุ่ม ไม่ใช่ผลประโยชน์ของรายบุคคล เพราะฉะนั้น คําถามก็คือว่ากลุ่มมันอยู่ที่ไหน แล้วพรรคการเมืองจะไปคุยกับเขาที่ไหน เราออกแบบให้ พรรคการเมืองไปเจรจากับกลุ่มอะไรบ้างหรือไม่ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มประมง กลุ่มอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่เจรจากับคนบ้านเปึนหลัง ๆ เอาเงินซื้อเปึนรา ย ๆ ประเภทนั้น อีกประเด็นหนึ่งที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของพรรคการเมืองก็คือการทําให้มันเปึนกระบวนการ ต่อรองผลประโยชน์ที่เป่ดเผยเจรจาบนโต๊ะบนเวทีสาธารณะ การใช้ข้อมูลทางวิชาการ มันต้องเข้าตรงจุดนี้ ในการทํานโยบายของพรรคการเมือง วันนี้ถามว่านโยบายพรรคการเมือง แบบรับจํานําข้าวนี่มันออกมาได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบ ผลดี ผลเสีย ส่วนหนึ่งเราไม่มียุทธศาสตร์ชาติ โอเค ถ้าเราสร้างยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาแล้วอะไรจะเปึนกลไก ที่จะชี้ว่านโยบายพรรคการเมืองนี้ขัดกับยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว อะไรจะเปึนตัวทําตรงนี้ การที่บังคับให้พรรคการเมืองต้องมีหน่วยงานทางด้านวิชาการที่จะต้องทําหน้าที่วิเคราะห์ และเสนอนโยบาย และเป่ดให้มีพับลิก ดีเบต (Public debate) ไม่ว่าจะผ่านสื่อสาธารณะ หรือใด ๆ ก็ตามควรจะต้องเปึนมาตรการประเภทหนึ่งเพื่อบังคับการเปลี่ยนพฤติกรรมของ
พรรคการเมือง มิฉะนั้นถ้าหากว่าพรรคการเมือง คือดิฉันอ่านข้อเสนอของพรรคการเมืองแล้ว ดิฉันก็นั่งสงสัยบอกมันมีอะไรที่พรรคการเมืองปัจจุบันไม่ได้ทําอยู่บ้างในข้อเสนอนี้ เขาก็บอกว่าเขาก็ทําหลาย ๆ เรื่องที่เขียนอยู่ บอกว่าข้อเสนอว่าเขาต้องพิทักษ์ผลประโยชน์ แห่งชาติ เขาต้องคัดสรรผู้นํานักการเมืองที่มีคุณภาพ เขาต้องมีการปราศรัยหาเสียง สร้างกลุ่มยุวชนประชาธิปไตย มีอะไรบ้างที่เขาไม่ได้ทําอยู่เขาก็ทํา คือถ้าเราลิสต์ (List) ไปแบบนี้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมนักการเมืองได้ พฤติกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งจะเปึนหัวใจของการสกรีนนักการเมืองเข้ามา ถ้าเราดูในประเทศยกตัวอย่างประเทศจีน เขามิกซ์ (Mix) ระบอบจอหงวนกับระบบการคัดเลือกนักการเมือง หมายความว่านักการเมือง ของเขาต้องไปผ่านตําแหน่งที่ได้พิสูจน์ตัวมาแล้วว่าเคยเปึนผู้ว่าการมณฑลโน่นนี่นั่น แล้วสามารถบริหารจัดการได้ คือคุณคัดเลือกคนมาระดับหนึ่งแล้วจึงส่งให้ประชาชนเลือก เราไม่เห็นโครงสร้างของการสกรีนคนแบบนี้ การวางน้ําหนักเอาไว้ให้เพียงไปอยู่ที่ การคัดเลือกคนดีเข้าสภากลายเปึนเรื่องของ กกต. นี่อาจจะเกิดคําถามด้วยซ้ําไปว่าแล้วเรา จะมีอะไรเปึนหลักประกันว่า กกต. จะทําหน้าที่ได้เต็มที่ เรามี กกต. ที่ดีพยายามทุ่มเท อย่างที่ท่านสุพรพูดถึง แต่เราก็ทราบใช่ไหมว่าก็มี กกต. ที่เล่นการเมืองเสียเอง
การที่กลไกตรวจสอบพรรคการเมืองไม่ใช่กลไกที่เปึนตัวแทนโดยตรงของประชาชน มีความเสี่ยงของการที่เราจะเกิดกลไกซ้อนกลไก แล้วก็ทําให้เกิดทุจริตลามเข้าไปในกลไก เหล่านั้นด้วย ดีที่สุดก็คือทําให้พรรคการเมืองเจรจาตรงกับกลุ่มประชาชนที่เปึน กลุ่มผลประโยชน์ และเจรจาโดยโปร่งใสจึงจะสามารถ พัฒนาการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยบนฐานของการที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่ตัวเองบอกได้ว่าเขาดี หรือไม่ดี โดยการมีข้อมูลที่วิเคราะห์อย่างรอบคอบแบก อัพ (Back up) ด้วย ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญคุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๒ จากจังหวัดมหาสารคาม ก็ขออภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของพรรคการเมืองแล้วก็เรื่องของ การเข้าสู่อํานาจ เรื่องของการคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งผมมีความคิดว่าการที่ เราจะมีการเมืองที่ดี เปึนการเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมจะทําอย่างไรทําให้เกิดระบบนั้นขึ้นมา เราเห็นว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เศรษฐกิจเรากําลังจะไปดี ๆ เกิดมีปัญหา เรื่องการเมือง มีความไม่เข้าใจกันขึ้นมา ก็เกิดปัญหาที่ทําให้ประเทศเราหยุด ชะงักมา โดยเฉพาะ ๑๐ ป้หลัง ฉะนั้นการที่จะทําให้การเมืองที่ยั่งยืนมันควรจะมีส่วนประกอบ ๓ ส่วน ก็คือ เรื่องของพรรคการเมือง เรื่องของผู้แทน แล้วก็เรื่องของประชาชน ต้องบาลานซ์ (Balance) ๓ ส่วนนี้ให้มีความสมดุล พรรคการเมืองต้องยึดโยงประชาชน ส.ส. ต้องยึดโยง ประชาชน ซึ่งการที่จะทําให้พรรคการเมืองเปึนสถาบันที่มีความคิด มีการรวมตัวกัน ด้วยความดีความงาม มีสํานึกต่อส่วนรวม ต่อประเทศชาติมากกว่าพรรคของตัวเอง มีความสํานึกต่อประชาชนแล้วก็ยึดโยงประชาชน โดยเฉพาะที่ผมจะพูดก็คือเรื่องของ การเลือกผู้แทนเข้ามา ทําอย่างไรคนที่ไม่มีเงิน คนที่มีเงินน้อยกว่าจะสามารถแข่งขัน และเขาก็สามารถจะเปึนตัวแทนของพรรคการเมืองได้ ซึ่งผมขออภิปรายในประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของไพรมารี โหวต ซึ่งเรื่อ งนี้ก็คิดว่ำเปึนหัวใจที่จะทําให้ ส.ส. มีการยึดโยง จากประชาชน ซึ่งผมถือว่าเปึนความคิดที่ก้าวหน้า สังเกตที่ผ่านมาใครเปึน ส.ส. คือประชาชนมาเลือกทีหลัง แต่ช่วงที่จะไปสมัคร ส.ส. พรรคนั้นพรรคนี้ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตว่าทางภาคใต้ใครเปึน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ บางทีชาวบ้าน
อาจจะไม่ชอบก็ได้นะครับ แต่ว่าเขาต้องเลือกเพราะเขาชอบพรรค เช่นเดียวกันภาคอีสาน ถ้าเขาเกิดชอบพรรคเพื่อไทย เขาอาจจะไม่ชอบ ส.ส. คนนี้แต่ว่าเขาชอบพรรคนี้ เพราะฉะนั้นการยึดโยงของ ส.ส. ของพรรค ของประชาชน มันต้องบาลาน ซ์กัน เพราะฉะนั้นการที่จะทําให้เกิดไพรมารี โหวต มีการคัดเลือกตัวแทนเบื้องต้นก็น่าจะเปึนหัวใจ ทําให้ ส.ส. มายึดโยงประชาชน จะสมัคร ส.ส. ที่ท่านเขียนมาว่าต้องลงชื่อก่อน ๑ ป้ ให้แสดงตัวตน ให้แสดงเจตนารมณ์ ให้ประชาชนได้วิเคราะห์ เอกซเรย์ให้ครบว่า เขาจะเชื่อมั่น ศรัทธา ไว้วางใจเปึน ส.ส. ของเขาได้ไหม อันนี้ก็คือเปึนตัวอย่างที่ดีที่ระบบ ไพรมารี โหวตจะทําให้การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการที่จะทํางานการเมืองร่วมกับ ส.ส. ร่วมกับพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้กระผมคิดว่าเปึนความคิดที่ก้าวหน้า แล้วตัวแทนที่มาจาก ไพรมารี โหวตก็จะสื่อสารระหว่าง ส.ส. สมาชิกพรรค แล้วก็ตรวจสอบด้วยนะครับ ส.ส. เราเกิดทําอะไร ไม่ดีสมาชิกไม่แฮ ปป้ (Happy) จะทําอย่างไรที่จะไปฟ้ดแบ ก (Feedback) ไปที่พรรคการเมืองบ้าง ส.ส. บ้าง ที่จะทําให้เขารู้สึกว่าเขาไม่แฮปป้นะเรื่องนี้ หรือพรรคการเมืองทําอะไร ที่ไม่แฮปป้สมาชิ กนี่นโยบายอย่างนั้นนโยบายอย่างนี้ ตอนนี้ก็คือเราเห็นพรรคเราเหมือนเชียร์ฟุตบอล ทีมเราอย่างไรเราว่าดีหมด ทีมคนอื่น เราว่าแย่หมด แต่จริง ๆ เราไม่ดูตรรก ะของนโยบายนั้นจริง ๆ ว่า เอ๊ะ นโยบายนั้น เปึนประโยชน์กับชาติจริงหรือเปล่า
เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะออกนโยบายหรือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจะทําให้ ไม่ว่าจะเปึนพรรค เปึน ส.ส. เปึนประชาชน มีการถ่วงดุลอํานาจของการทํางานร่วมกัน แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือการที่เราจะได้ ส.ส. ที่ดีเราอยากให้ลดต้นทุนในการที่จะเข้ามาเปึน ส.ส. ให้คนจนสามารถจะมาเปึนตัวแทนได้ ที่ท่านบอกว่าค่าใช้จ่าย การเอาเปรียบกันเรื่องของปัาย ของอะไรต่าง ๆ ก็เปึนตัวอย่างที่ดี แต่ว่าผมขออนุญาตเรื่องของการใช้จ่ายเงินก็คือเรื่องของ เงินบุญประเพณี ผมว่าบางทีผมก็ยังไม่เห็นด้วยในเรื่องของบุญประเพณี ผมคิดว่ามันยังเปึน ความจําเปึนอยู่ในเรื่องของประเพณีไทยแต่อาจจะมีการจํากัดเพดาน ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาทก็ว่ากันไป แต่ว่าเราไม่ควรจะบริจาคเกินนั้น แต่ว่ามันเปึนประเพณีของคนไทยอยู่ที่จะทําบุญด้วยกัน เปึนการผูกพันกันระหว่างคนที่เปึน นักการเมืองแล้วก็เปึนประชาชน ก็สรุปว่าเรื่องของการเมืองมันเปึนความสมดุลของ พรรคการเมือง ของ ส.ส. ของประชาชน จะต้องบาลานซ์ ๓ อย่างนี้ให้ไปด้วยกัน แล้วก็ มีการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ขอโทษนะคะ ดิฉัน ขอสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง วาระปฏิรูปที่ ๒ การเข้าสู่อํานาจ/ ระบบพรรคการเมือง (รอบ ๒) เรื่อง แผนปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจ/ระบบพรรคการเมือง ดิฉัน สนับสนุนให้สร้างระบบให้มีจริยธรรม คุณธรรมกับคน สมาชิก แล้วก็พรรคการเมือง แล้วก็ กกต. ด้วยนะคะ พรรคบางพรรคอยากจะให้มีบรรจุจนถึงให้มีทุกจังหวัด สมาชิกทุกอําเภอ ในอนาคตในการปฏิรูปครั้งนี้ ที่ผ่านมาสมาชิกมีเฉพาะพรรคเขตภาคอีสานแต่ภาคใต้ไม่มี แต่อยากจะให้มีแต่ละพรรคมีทุกจังหวัดเพื่อการปฏิรูปในอนาคต แล้วก็เงินสนับสนุนสมาชิก ของพรรคที่ไปเปึนสมาชิกพรรค กกต. มีกําหนดว่าการใช้เงินไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่สมาชิกพรรคสมัครแล้วเงินไม่ทั่วถึง พรรคบางพรรคสามารถเหมือนกับว่าเขียนใบเสร็จว่าถึงแต่ผู้ปฏิบัติที่ลง ส.ส. จริง ๆ ไม่ได้รับเงินก็มี ดังนั้นอยากจะฝากถึงท่านกรรมาธิการว่าผู้ที่ ลงสมัครสามารถตรวจสอบ
เงินที่ กกต.ให้สนับสนุนกั บพรรคในตัวของแต่ละท่านนั้นให้ทั่วถึงด้วยนะคะ เพราะว่า พรรคใหญ่ ๆ เขาจะเขียนว่าผู้ลงสมัครคนนี้ได้รับการสนับสนุน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่จริง ๆ ให้ ๕๐,๐๐๐ บาทเองนะคะ ดังนั้นดิฉันว่าไม่เปึนธรรม อยากจะให้ควบคุมให้มีจริยธรรม คุณธรรมมากกว่านี้ ส่วน กกต. เองอยากจะให้มีการดูแลศูนย์ควบคุมระดับหมู่บ้าน ระดับ ตําบล ที่ดิฉันเห็นในฐานะที่ดิฉันเคยเปึนผู้ใหญ่บ้าน กํานัน นายก อบต. ไม่มีการดูแลที่ทั่วถึง ก็สามารถมีการซื้อขายเสียงแล้วเกิดการทุจริตได้ แล้วเวลาป่ดหีบตอน ๑๕.๐๐ นาฬิกา เวลาขนส่งไประยะทาง ๗ กิโลเมตร แต่บางจุดส่งไปเปึนพรุ่ง นี้เช้าก็มีแต่ไม่มีความผิด เราสามารถที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ เอาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลหีบนั้นไม่ต้องเอาในตําบลของตัวเอง อยากจะฝากถึงคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองด้วยค่ะ คือถ้าสมมุติว่าตําบลนี้ดูแลจะต้อง เอาตําบลอื่นมาดูแลหีบบัตร เพราะว่าเขาจะได้ไม่โกงสับเปลี่ยน
บางทีคนไม่มาแต่เอาบัตรประจําตัวประชาชนเขาสามารถทําได้ตอนนี้นะคะ แล้วก็ ส่วนหีบบัตรก็อยากจะให้มีเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตํารวจ ไม่มีการสับเปลี่ยนหีบ นี่คือเหตุการณ์ ในภาคใต้ กว่าจะไปถึงหีบทั้ง ๆ ที่อาจจะมีคะแนนนําแต่พอไปถึงจริง ๆ อาจจะเปลี่ยนเปึน อย่างอื่นได้ ดังนั้นฝากการดูแล ถึง กกต. ข้างบนจนถึงภาคด้วยนะคะ จะต้องให้มี สภาขับเคลื่อนที่จะมีในอนาคตมีอํานาจในการที่จะดูแลตรวจสอบผู้ทุจริตด้วย จะไม่มีการโกงอีก ทําอย่างไรให้มีการปฏิรูป ในหมู่บ้าน ตําบลของดิฉันทางใต้มีเสียชีวิตบ้าง แล้วก็เกิดบ้าง แล้วก็คลอดบ้าง แล้วก็ทําพิธีทําบุญ แต่อยากจะเปลี่ยนกฎหมายว่าจะทําอย่างไรให้เขาไป เยี่ยมเยือน ไม่ใช่เปึนการซื้อเสียงเปึนการไปเยี่ยม แต่เราจะมีกฎอย่างไรที่จะดูแลถึงการจัดงาน ตรงนี้ด้วย รู้สึกว่าที่ผ่านมาไม่เปึนธรรม รู้สึกว่าผู้สมัครไม่กระดิกเลย นี่คือการปฏิรูปแล้วนะคะ ขอขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒-๓ วันที่ผ่านมามีความพยายามที่จะ เสนอความคิดเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤต การณ์ของประเทศ เพราะ ๑๐ ป้ที่ผ่านมานั้น ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤติอันเกิดจากปัญหาการเมือง ไม่ว่าข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งยืนยันว่า สปช. ไม่เคยมีการเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติไปสู่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่คนเดียว หรือการพูดคุยกันในเรื่องของระบบรัฐบาลแกรนด์ คอลิชัน (Grand coalition) หรือแม้แต่การที่วิป (Whip) สปช. จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาบรรจุ วาระรายงานว่าด้วยการปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของ สปช. ในวาระ โอกาสต่อไป ความห่วงกังวลประการหนึ่งที่จับได้จากข้อเสนอดังกล่าวเหล่านี้ก็คือว่า เมื่อรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จไปสู่การเลือกตั้ งจะมีความมั่นใจอย่างไรว่าวิกฤต การณ์ ทางการเมืองโดยเฉพาะจากระบบการเมืองและระบบพรรคการเมืองปัจจุบัน รวมทั้งระบบ การเลือกตั้งในอดีตนั้นจะไม่ทําให้ประวัติศาสตร์ซ้ํารอยด้วยการเกิดความรุนแรงทางการเมือง จนกระทั่งกลับเข้าสู่วงจรของการยึดอํานาจ รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง พยายามอย่างยิ่งที่จะเริ่มต้นในแม่น้ําต้นสายก็คือการเข้าสู่อํานาจ พูดถึงกระบวนการของ การเลือกตั้ง พูดถึงองค์กรในการจัดการและกํากับการเลือกตั้ง และรวมไปถึงสถาบันที่สําคัญ
ทางการเมืองอย่างยิ่งก็คือพรรคการเมือง ความจริงเรื่องระบบการเลือกตั้งผมเรียนนะครับว่า ถึงแม้เปึนกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง แต่ผมคิดว่าระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมและ สอดคล้องกับความเปึนจริง และเปึนธรรมในการเลือกตั้งคือระบบสัดส่วนผสมครับ แล้วก็ จํานวน ส.ส. เขตที่ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ระบบคู่ขนานอย่างที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง นําเสนอนั้นน่าจะดีกว่าการซื้อเสียงหรือการให้อามิสสินจ้างทําได้ยากกว่า แต่ไม่ใหญ่เกินไปกว่า การที่จะดูแลประชาชนและปัญหาของการเปึนผู้แทนราษฎร ส่วนพรรคการเมืองนั้น ต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ๗๐ กว่าพรรค มีพรรคเล็ก พรรคน้อย พรรคใหญ่ แต่ต้องยอมรับว่าเรายังไม่มีสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง เรามีสถาบันของ นักการเมือง และ ๒. คือเรามีบริษัททางการเมือง นั่นคือวิวัฒนาการและพัฒนาการ ทางการเมืองในระบบพรรคการเมืองที่ผ่านมา แต่ถามบอกกุญแจที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คําว่า การสร้างคุณภาพและมาตรฐานทางการเมือง
ทั้งในส่วนพรรคการเมือง ทั้งในส่วนองค์กรที่ดูแลกํากับการเลือกตั้ง องค์กรในการตรวจสอบ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบในระบบรัฐสภาเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) และประชาชนที่มีคุณภาพด้วย เราพูดถึงปัญหาการซื้อสิทธิ ขายเสียง พยายามสร้างมาตรการต่าง ๆ ทั้งในรายงานฉบับนี้ซึ่งเพียรพยายามอย่างยิ่ง รวมไปถึงในการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่แน่นอนที่สุดสังคมศรีธนญชัยนั้นทําได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะมีกฎหมาย กฎ กติกาออกมาอย่างไร ดังนั้น ข้อเสนอรายงานเรื่องระบบ พรรคการเมืองที่เสนอมานี้จึงมุ่งเน้นไปที่หัวใจก็คือประชาชน และประชาชนที่เปึนแอกทีฟ ซิติเซนก็คือการเปึนสมาชิกพรรคการเมือง จึงวางหน้าที่ บทบาท ความรับผิดชอบและสร้าง กลไกระบบที่เราเรียกว่าการเลือกตั้งขั้นต้นหรือไพรมารี (Primary) ไพรมารีไม่ใช่มีเฉพาะ เปึนกระบวนการการเลือกตั้งขั้นต้นของการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ผู้สมัครทางการเมืองอื่น ๆ ในนามพรรคการเมืองเท่านั้น แต่การออกแบบรายงานฉบับนี้ยังพัฒนาไปถึงการสรรหาผู้นํา ของพรรคการเมืองด้วย เพื่อให้พรรคการเมืองนั้นได้มีการพัฒนายกฐานะขึ้นเปึนสถำบัน ทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใครจะลง ส.ส. รู้จักกับหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค สนิทสนมกับกรรมการบริหารพรรค ก็มีสิทธิได้รับเลือก แต่กระบวนการการเลือกตั้งขั้นต้นนั้น จะต้องลงไปหาสมาชิกหรือใครอยากจะเปึนหัวหน้าพรรคต้องไปพิสูจน์ตัวเองอย่างน้อย ๖ เดือนกับบรรดาสมาชิกที่มีอยู่ทั่วประเทศ ให้สมาชิกเขามีความรู้สึกว่าเขาคือเจ้าของพรรค เขามีความเปึนเจ้าของ มีความเปึนเจ้าของทั้งปัจจุบันและอนาคตของพรรค และอนาคต ของความเปึนรัฐบาล หรือฝ์ายค้านของพรรคที่เขาสังกัด และมีความรับผิดชอบต่อ ประเทศชาติทั้งปัจจุบันและอนาคต นี่คือกุญแจสําคัญอย่างยิ่ง มันไม่ใช่เพียงกระบวนการ ที่บอกว่าพรรคการเมืองต้องมีกระบวนการสรรหา กระบวนการการเลือกตั้งขั้นต้นเท่านั้น แต่หัวใจของระบบนี้มันอยู่ที่ประชาชน ประชาชนเท่านั้นจะแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ ทางการเมืองได้ และจะต้องสร้างคุณภาพประชาชนด้วยการให้เขามีบทบำท มีส่วนร่วม และมีความเปึนเจ้าของ วันนั้นแหละครับเงิน ๑๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ไม่มีความหมาย หรือมีอิทธิพลน้อยลงต่อการที่เขาจะขายสิทธิอันทรงคุณค่าที่จะเลือกผู้แทนราษฎร มาทําหน้าที่ หรือเลือกรัฐบาล หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีของเขา จึงฝากประเด็นเหล่านี้ ให้กับคณะกรรมาธิการ และผ่านถึงเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่มีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสงขลา ผมก็ได้อ่านรายงานนี้จะเรียกว่าเกือบทั้งเล่มก็ว่าได้ และพยายามจะดูว่ามีประเด็นอะไร ที่น่าจะมีส่วนแลกเปลี่ยนบ้าง ในฐานะที่เคยเข้ามาสู่การทํางานในทางการเมืองมาแล้ว ในระยะหนึ่ง ก็เห็นว่าส่วนใหญ่ได้นําเสนอเรื่องที่ดี ๆ ไว้มากแล้ว แต่ว่าเราก็คงไม่มาเยินยอกัน ตรงนี้ ก็ขออนุญาตที่จะเรียนว่าอยากจะขอเพิ่มบางเรื่องบาง ประเด็นอย่างสั้น ๆ ในเวลาอันจํากัด
อันดับแรกเรื่องของการปฏิรูปพรรคการเมือง ผมขออนุญาตที่จะเสนอ เรื่องเดียว หลังจากอ่านไปทั้งหมดแล้วเห็นว่าที่สําคัญที่ยังขาดอยู่ แล้วก็คิดว่าตอนนี้ หลาย ๆ ประเทศเขาก็จะเริ่มกันแล้ว และโดยเฉพาะเกิดปัญหาทางการเมืองถึงขั้นที่ เปึนขั้นวิกฤติด้วยว่าเรื่องของการมีนโยบายของพรรคการเมือง ในบ้านเราเองเราก็เห็น ปัญหานี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอเพิ่มไว้เปึนประเด็นสําคัญสักอันหนึ่ง จะได้ไหมครับว่านโยบายพรรคการเมืองต้องไม่มีลักษณะเปึนประชานิยม เราอาจจะมองว่า ถึงขั้นอย่างนี้ใส่ไว้ ในข้อบังคับหรือการบังคับเลยหรือไม่ประการใด แต่ผมคิดว่าเรื่อง ประชานิยมเปึนเรื่องที่มีความสําคัญ และทราบมาว่าบางประเทศตอนนี้เขามีข้อกําหนดแล้ว ว่าพรรคการเมืองนั้นต้องไม่มีนโยบายที่เปึนการมอมเมาประชาชนหรือประชานิยม
หรือสิ่งที่จะทําให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายได้ ซึ่งมีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ล่าสุดที่เราเห็นก็คือประเทศกรีซนะครับ แล้วก็ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ประเทศก็เกิดปัญหานี้อยู่ ก็เลยอยากจะมีความชัดเจนตรงนี้มาสักเรื่องคือเรื่องของพรรคการเมืองนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ครับ เรื่องของการคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภานะครับ ที่เปึนประเด็น สําคัญของการศึกษาในครั้งนี้ด้วยที่คิดว่าหลายส่วนก็ครบถ้วนแล้ว แต่ขอเพิ่มเติมสักเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการที่นักการเมืองต้องมีจํานวนวาระนะครับ เราจะเห็นว่าที่ผ่านมานั้นเราพูดถึงว่า ส.ว. มีวาระนะครับ แล้วก็บอกว่าเปึนต่อเนื่องไม่ได้อะไรต่ออะไรต่าง ๆ เหล่านี้เปึนต้น ผมคิดว่าในซีกของ ส.ส. หรือแม้แต่กระทั่งการเมืองที่ต่ําลงไปมากกว่านี้ก็คือการเมืองท้องถิ่น การมีวาระก็น่าจะเปึนประเด็นสําคัญอยู่ เพราะการที่ไม่กําหนดไว้ให้เปึนวาระเลยนี่ มันอาจจะมีปัญหาในเรื่องของการสืบทอดต่อเนื่อง จนในที่สุดโอกาสที่จะหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงคนใหม่ ๆ เข้ามาสู่การเมืองจะยากลําบากขึ้น จริงอยู่ครับ การเมืองในระบบ ส.ส. นั้น เปึนเรื่องที่อาจจะมีความยากลําบาก เพราะว่าการสิ้นสุดของ ส.ส. การสิ้นสุดของฝ์ายบริหาร อาจจะเปึนเรื่องที่ไม่ได้อยู่ครบวาระนะครับ ไม่เหมือนกับฝ์ายบริหารในส่วนท้องถิ่น ที่ได้มาจากการเลือกตั้งตรงแล้วในตอนนี้สามารถที่จะอยู่จนครบวาระได้ แต่ว่าในการเมือง ในระดับชาติ ในซีกของ ส.ส. นี้ การที่จะกําหนดไว้ทั้งในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. หรือฝ์ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของ ส.ส. นี้ก็ควรที่จะมีการกําหนดวาระด้วย ถึงแม้ว่าการดํารงอยู่ของเขาไม่ครบวาระ โดยที่อาจจะมีการยุบสภาหรือมีเหตุขัดข้องอื่น เกิดขึ้น แต่เมื่อเขาดํารงตําแหน่งในแต่ละช่วงแต่ละเวลาแล้วก็ถือว่าได้ดํารงตําแหน่งเปึนวาระแล้ว แล้วการที่จะอยู่เกินจะเปึนกี่วาระก็แล้วแต่นะครับ หากมีการกําหนดให้เปึนวาระได้ก็น่าจะ เปึนการดี เพราะจะเปึนการตัดวงจรในเรื่องของการสืบทอดต่อเนื่องลงไปได้บ้าง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นกำรมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาช น ในเวลาอันจํากัดนี้ผมอยากจะขอเสนอว่าถ้าเปึนไปได้ให้ประชาชนมีส่วนสําคัญมีอํานาจ ในการตรวจสอบภาคประชาชนเกิดขึ้นด้วย ในรัฐธรรมนูญใหม่พยายามจะเขียนให้มีสมัชชา ให้มีสภาการตรวจสอบ แต่ทราบเปึนการภายในว่าจะถูกตัดไปอะไรไปนี่ ผมก็ยังยืนยันว่า น่าจะต้องมีส่วนนี้ให้เปึนประการสําคัญเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้มแข็งครับ ในรายงานนี้ ไม่ได้พูดถึงในส่วนนี้เลย พูดถึงแต่ส่วนที่จะไปส่งเสริมไปอะไรต่อมิอะไรนี่ แต่ผมคิดว่า แค่ส่งเสริมกับให้อํานาจประชาชนก็ทําอะไรยากลําบาก
สุดท้ายครับ คือให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการเปึนผู้เสียหายและ เสียประโยชน์ที่เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง และให้มีสิทธิเปึนผู้ที่จะฟัองร้อง ในการเลือกตั้งและการบริหารราชการแผ่นดินที่มาจากนักการเมืองที่ไม่สุจริตได้ ให้เขาเปึน ผู้เสียหายโดยปริยายเลย ไม่ใช่เฉพาะผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น ประชาชนทุกคนเปึนผู้มีส่วน เสียหายได้ และเปึนผู้มีสิทธิที่จะฟัองทางการเมืองได้ถ้าหากว่าผู้นั้นเปึนผู้ดํารงตําแหน่ง การเมือง หรือเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยฐานทางกา รเมืองนะครับ ให้ประชาชน เปึนผู้มีสิทธิฟัองร้องได้ครับ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะอาจารย์คะ สมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๑๘ ท่านที่ได้ลงชื่อประสงค์ จะอภิปรายให้ความเห็นในเรื่องแผนการปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจ /ระบบพรรคการเมือง ได้อภิปรายครบแล้วทุกท่านนะคะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณา ตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกค่ะ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน เพื่อเปึนการประหยัดเวลาของทุก ท่านนะครับ กระผมและคณะกรรมาธิการจะขอน้อมรับคําแนะนํา ความคิดเห็นและข้อสังเกตของทุกท่าน เพื่อไปประกอบการพิจารณาต่อไปนะครับ เพราะว่ามีประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ หลายประเด็นทีเดียวนะครับ เพื่อไม่ให้เปึนการเสียเวลาก็จะขอให้ท่านประธานดําเนินการ ต่อไปเลยครับ ขอบคุณครับ
เปึนอันว่าประธานกรรมาธิการได้รับข้อเสนอของท่านแล้วนะคะ เปึนอันว่าที่ประชุม ได้พิจารณารายงานการพิจารณาวาระปฏิรูปที่ ๒ การเข้าสู่อํานาจ/ระบบพรรคการเมือง (รอบ ๒) เรื่อง แผนปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจ/ระบบพรรคการเมืองแล้ว
ต่อไปดิฉันคงจะต้องขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบด้วยกับแผนปฏิรูป การเข้าสู่อํานาจ /ระบบพรรคการเมืองหรือไม่นะคะ ก่อนที่จะลงมติดิฉันขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนค่ะ ท่านกรุณาเสียบบัตรและกดปุ์มที่ช่องแสดงตนนะคะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
ทุกท่านแสดงตนแล้วดิฉันป่ดนะคะ ขอเชิญส่งผลค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๐๕ ท่าน ครบเปึนองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมนี้ว่าท่านจะเห็นชอบกับรายงานของ คณะกรรมาธิการหรือไม่นะคะ หากท่านเห็นชอบด้วย สภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้ส่งรายงาน พร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไปค่ะ
ท่านประธานครับ ผม สมบัติ ครับ พอดีเมื่อตอนเริ่มต้นได้กราบเรียนท่านประธานว่า รายงานของเราเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้ องกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น จะขออนุญาตว่าให้ส่งไปที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านจะขออนุญาตส่งไปที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ทุกคนเห็นด้วยนะคะที่จะให้ส่งไป แต่ว่าท่านจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรายงานนี้ กําลังจะถามที่ประชุมค่ะ หากท่านผู้ใดเห็นด้วย ท่านกรุณากดปุ์ม เห็นด้วย ท่านผู้ใด ไม่เห็นด้วยท่านกรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงท่านกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง กรุณาลงคะแนนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
ทุกท่านลงคะแนนแล้วนะคะ ดิฉันป่ดนะคะ กรุณาส่งผลค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๐๗ ท่าน เห็นด้วย ๒๐๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เปึนอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับรายงานการพิจารณา วาระปฏิรูปที่ ๒ การเข้าสู่อํานาจ/ระบบพรรคการเมือง (รอบ ๒) เรื่อง แผนปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจ/ระบบ พรรคการเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นํารายงานไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานให้กับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยส่งรายงานความเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไปค่ะ เปึนอันว่า จบการพิจารณาวาระปฏิรูปที่ ๒ การเข้าสู่อํานาจ /ระบบพรรคการเมือง (รอบ ๒) เรื่อง แผนปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจ /ระบบพรรคการเมืองแล้วนะคะ ดิฉันขอขอบคุณ กรรมาธิการทุกท่านค่ะ
ต่อไปเปึนการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เปึนวาระปฏิรูปที่ ๘
ท่านประธานครับ
ท่านวันชัยยกมือหรือคะ
ครับ
มีอะไรคะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วันชัย สอนศิริ ครับ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมขออนุญาตขอเวลาท่านประธานสัก ๑ นาที เพื่อขอหารือหรือเรียนต่อเพื่อนสมาชิกเพื่อเข้าใจโดยทั่วกันสักเล็กน้อย ด้วยปรากฏมีข่าว ในหน้าสื่อมวลชนว่ามีกลุ่ม ๔๐ ส.ว. ประชุมกัน แล้วก็มีข่าวว่าจะไปลอบบี ให้ สปช. นั้น คว่ํารัฐธรรมนูญ แล้วก็มีเพื่อนส่งไลน์ (Line) กันมาบอกว่าพวกเรานี่มีสติปัญญา ไม่ได้กินแกลบกินรํา และไม่สามารถที่จะให้ใครครอบงําได้ ผมคิดว่าถ้าเรื่องนี้ไม่ได้มีการชี้แจง พรรคพวกเราก็จะเข้าใจกันผิดไปใหญ่ ผมอยากจะขอเวลาตรงนี้ ๔๐ ส.ว. นี่ความจริงเขาเลิก กันไปแล้ว แต่เผอิญว่าเราเปึนกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยทํางานการเมืองในสมัยที่เปึนสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันนี้บางส่วนก็ไปอยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็มี บางคนอยู่ใน สนช. ก็มี บางคนอยู่ใน สปช. ก็มี กราบเรียนต่อท่านประธานว่าเดือนหนึ่งเรากินข้าวแล้วก็คุยกัน อยู่บ่อย ๆ บางครั้งก็ได้ ๒๐ คน บางครั้งก็ ๓๐ คน เหมือนกลุ่มจังหวัด เหมือนกลุ่มอื่น ๆ
ที่ทํางานในลักษณะปรึกษาหารือกัน พวกเราเองที่เคยทํางานการเมืองกันมาก็ยอมรับ ต่อท่านประธานว่าได้มีการพูดคุย กินข้าวกัน แล้วก็ติดตามสถานการณ์การเมืองแลกเปลี่ยนกัน เปึนตามปกติจริง ๆ ครับ ไม่เคยเปึนข่าวครับ ผมไม่แน่ใจว่าข่าวนี้รั่วออกมาได้อย่างไร และรั่วมาแล้วตรงไม่เปึนไร รั่วออกมาแล้วผิด มีคนจะบิดเบือนจะเสียหายไปใหญ่ครับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพ ขอทําความเข้าใจต่อท่านประธานและท่านสมาชิกนิดหนึ่ง มีการกินข้าวพูดคุยกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจริงตามรายงาน และในที่ประชุมนั้น ได้มีการแลกเปลี่ยนกันจริงเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ความจริงคุยกันหลายเรื่อง ในเรื่องนั้น มีเรื่องรัฐธรรมนูญด้วย
แล้วก็คุยกันว่าผ่านไปเปึนอย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านเปึนอย่างไร มีการประเมิน วิเคราะห์ ถกแถลงกันเปึนเรื่องปกติของคนที่ทํางานการเมือง แต่ไม่เคยมีการพูดเลยครับท่านประธาน ว่าให้พวกเรานั้นไปลอบบี สปช. จึงกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังสมาชิก ด้วยความเคารพทุกท่าน ไม่มีเรื่องที่จะไปบอกว่าให้พวกเราไปลอบบีท่านสมาชิกโดยเด็ดขาด ข่าวนี้ออกมาคลาดเคลื่อน ไม่ตรง และไม่อยากให้พวกเราเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน ผมขออนุญาตประทานกราบเรียนด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกได้รับฟังแล้ว ต่อไปเปึนการพิจารณาในรายงานการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ
ท่านอลงกรณ์
นิดเดียวครับท่านประธาน
นิดเดียวนะคะ เชิญค่ะ
เผอิญเปึนเรื่องสืบเนื่องแล้วก็เกี่ยวเนื่องกับ สปช. ทุกครั้งที่มีข่าวลักษณะเช่นนี้ ในฐานะวิปนี่ก็เรียนท่านประธานว่าความจริงต้นตอข่าว ที่ออกมาจะตรง ไม่ตรงนี่ควรรีบแก้ไขด้วยตัวเองทันที มิควรที่จะปล่อยเปึนเวลา ๒-๓ วัน เช่นกรณีกลุ่ม ๔๐ ส.ว. นี่มีการอ้างอิงรายงานในเรื่องของการมาลอบบี สปช. ก็แน่นอน สมาชิก สปช. ย่อมไม่พอใจ แล้วก็มีการเขียนในไลน์ว่าเราไม่ ใช่กินแกลบ เรามี ดุลยพินิจ ใครจะมาครอบงําเราไม่ได้ ความจริงถ้าจะให้เปึนประเด็นและไม่ต้องมาพูดกันที่ สปช. นี้ เพราะไม่ใช่เรื่องของ สปช. เลย กลุ่ม ๔๐ ส.ว. ต้องแถลงวันรุ่งขึ้นเลย นี่คือคําแนะนํา ประเด็นที่ ๒ ก็คือมีข่าวบอกว่า สปช. จะเสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ทั้งท่านประธานและผมก็ออกปฏิเสธทันทีว่าเราไม่เคยเสนอเรื่องนี้เลย ขณะนี้มีหลายเรื่อง หลายราวที่จะกระทบค่าความเชื่อถือของ สปช. มีหลายเรื่องหลายราวที่ไม่อยากให้ สปช. ดําเนินงานต่อ แต่ก็มีคนจํานวนมากที่ต้องการให้ สปช. นั้นได้ทํางานให้เสร็จ ดังนั้นผมคิดว่า เราไม่ประสงค์จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองของใคร สปช. ต้องการทําแผนปฏิรูป พิมพ์เขียว
ปฏิรูปประเทศให้เสร็จสมบูรณ์แล้วก็ส่งมอบให้รัฐบาลนี้ และรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปที่จะใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดเท่านั้นเอง ก็เลยเรียนท่านประธานเพื่อสื่อไปถึงหลายกลุ่ม เพราะพวกเรา มาจากหลายฝ์าย ดังนั้นก็อาจจะได้รับผลกระทบทั้งโดยตรง โดยอ้อม โดยเฉพาะ สปช. ต่อข่าวที่เกิดขึ้นและยังคิดว่าจะมีอยู่เรื่อย ๆ แต่เพื่อปัองกันไม่ให้เกิดเหตุอย่างนี้ก็ขอให้รีบ ปฏิเสธออกมาในท่าทีของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ์ายครับ
แต่คงไม่ต้องมาปฏิเสธกันในห้องนี้อีกต่อไปนะคะ หมายถึงว่าเวลาเรามีน้อยมากเลย แล้วเราก็มีวาระที่จะต้องพิจารณา ยิ่งในวันข้างหน้านี่ยิ่งจะต้องมีวาระเข้ามาเยอะขึ้น ก็ขอความกรุณาเถอะค่ะ
ต่อไปจะเปึนการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง
วาระปฏิรูปที่ ๘ การปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี (รอบ ๒)
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ค่ะ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ท่านสมาชิกคะ ด้วยในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๐ ประจําป้พุทธศักราช ๒๕๕๘ นี้ เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณา และรับทราบแนวทางการดําเนินการของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วาระปฏิรูปที่ ๘ การปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี (รอบ ๒) แล้ว แล้วก็ให้ คณะกรรมาธิการนําความเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติไปเปึน แนวทางในการพัฒนารายงาน วิธีการ และกระบวนการปฏิรูปพร้อมแผนดําเนินการ เพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้น
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงาน วาระปฏิรูปนี้เสร็จแล้ว จึงได้เสนอรายงานเพื่อให้ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติได้พิจาร ณา ในวันนี้ ถ้าเผื่อท่านประธานกรรมาธิการพร้อมแล้วดิฉันขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกเลขที่ ๒๐๔ ในฐานะประธาน กรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ผมจะมารายงานผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ในวาระปฏิรูปที่ ๘ เรื่อง การปฏิรูป ระบบและโครงสร้างภาษี ซึ่งเปึนการเข้ารายงานเปึนครั้งที่ ๒ การทํางานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ได้ตั้งวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปไว้ ๕ ประการ ประการแรกคือเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ประการที่ ๒ คือเพื่อสร้างวินัย ทางการเงินและการคลัง ประการที่ ๓ คือเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และเศรษฐกิจไทย ประการที่ ๔ คือเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลหรือเพื่อขจัดคอร์รัปชัน ประการที่ ๕ คือเพื่อกระจายอํานาจทางการคลัง ในการทําข้อเสนอปฏิรูปภาษีอากรของเรา ก็จะมีเปัาหมายทั้ง ๕ ประการนี้ และมีมาตรการซึ่งจะมีผลทําให้วัตถุประสงค์ทั้ง ๕ ประการนี้ บรรลุผล ในการนี้เราได้มีข้อเสนอปฏิรูประบบภาษีอากรที่สําคัญอยู่ ๕ ประการ อาจจะ มีเรื่องอื่นอีกเดี๋ยวจะมีกรรมาธิการท่านอื่นซึ่งจะมาขยายความ ผมจะพูดถึงเฉพาะเรื่อง ที่เสนอที่สําคัญ ๕ ประการนี้นะครับ ประการแรกคือเรื่องการแยกภาษีของประเทศไทย ออกเปึน ๒ ระดับ คือภาษีระดับชาติกับภาษีระดับท้องถิ่ น ที่ต้องดําเนินการอย่างนี้เพื่อให้ เกิดความชัดเจนและเพื่อให้มีผลในการที่มีการกระจายอํานาจทางการคลังอย่างแท้จริง ภาษีระดับชาติคือภาษีที่จัดเก็บเพื่อหารายได้มาเข้าคลังของรัฐบาลระดับชาติเพื่อไปใช้จ่าย ในกิจการระดับชาติ ภาษีระดับชาติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร เปึนต้น ส่วนภาษี ระดับท้องถิ่นคือภาษีที่จัดเก็บเพื่อหารายได้เข้าสู่คลังของท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นไปใช้จ่าย ในกิจการของท้องถิ่น ภาษีท้องถิ่นที่มีอยู่ขณะนี้จะมีตัวอย่ำงเช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ภาษีบํารุงท้องที่ และภาษีปัาย ปัญหาใหญ่ขณะนี้ก็คือว่าภาษีท้องถิ่นไม่ค่อยจะมีประสิทธิผล และก่อเกิดรายได้น้อยมาก ในบรรดารายได้ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท้องถิ่นใช้อยู่ ท้องถิ่นเก็บภาษีเองอยู่ไม่เกิน ๙ เปอร์เซ็นต์ อีก ๙๑ เปอร์เซ็นต์เปึนรายได้ที่ท้องถิ่น ต้องอาศัยพึ่งพาจากส่วนกลางโดยส่งไปในรูปของส่วนแบ่งภาษีหรือเงินอุดหนุนบ้าง อันนี้ไม่ได้แปลว่าเปึนความผิดของท้องถิ่น แต่แปลว่าเรายังไม่ได้จัดระบบทางด้านภาษีอากร ของประเทศไทยให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพการปกครองของเราซึ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ มาเปึนเวลา ๑๘ ป้แล้ว โครงสร้างทางการปกครองได้เปลี่ยนเปึนยอมรับ คือเปลี่ยนจากการรวมศูนย์อํานาจเปึนการกระจายอํานาจ แต่โครงสร้างทางการคลัง ยังไม่ได้เปลี่ยนเพราะเราก็ยังเก็บภาษีส่วนใหญ่เข้ำมาสู่คลังแล้ วจ่ายออกไปจากคลัง เพราะฉะนั้น อปท. ซึ่งเปึนหน่วยงานที่ควรจะต้องมีความเปึนอัตโนมัติทางการคลัง ก็ไม่สามารถเปึนอัตโนมัติทางการคลังได้เพราะว่าไม่มีแหล่งรายได้
การที่แยกภาษีออกเปึน ๒ ระดับ ที่มาพูดตรงนี้ก็คือว่าต้องการให้เกิดความสํานึก เกิดความตระหนักที่ชัดเจนว่าภาษีของประเทศไทยมี ๒ ระดับ คือภาษีระดับชาติ และภาษีระดับท้องถิ่น ความจริงมันก็เหมือนกับว่ามีอยู่แล้ว แต่ว่ามันไม่มีความตระหนัก และไม่มีความชัดเจน แล้วก็ยังมิได้ให้ความสําคัญกับภาษีท้องถิ่นมากเพียงพอ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะต้องเน้นว่าในการดําเนินการต้องทําให้ภาษีท้องถิ่นก่อเกิดรายได้ที่สามารถเปึน รายได้หลักของท้องถิ่นได้ แต่ว่าท้องถิ่นต้องอาศัยภาษีท้องถิ่นเปึนหลัก แล้วก็อาศัยการอุดหนุน จากรัฐบาลเปึนส่วนประกอบ แต่ขณะนี้ไม่ใช่ ขณะนี้คือท้องถิ่นอาศัยรายได้ที่ได้รับ จากรัฐบาลเปึนหลัก ใช้ภาษีท้องถิ่นเปึนส่วนน้อย เพราะฉะนั้นคงจะต้องมีการทําในเรื่อง ของสิ่งที่เรียกว่าแทกซ์ แอสไซน์เมนต์ (Tax assignment) คือการมอบอํานาจในการจัดเก็บ ภาษี เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถมีอํานาจในการจัดเก็บภาษีในตัวภาษีที่เหมาะสม และตัวภาษี ที่ก่อเกิดรายได้ต่อท้องถิ่นได้อย่างมากเพียงพอ เรื่องนี้มีความสําคัญเพราะว่าถ้าเผื่อเราไม่ได้ จัดการในเรื่องความเปึนอิสระหรือออโตโนมี (Autonomy) ทางด้านรายได้ แล้วเราก็บอกว่า เราให้ความเปึนอิสระทางการคลังในด้านรายจ่าย ให้ท้องถิ่นเอาเงินที่ท้องถิ่นได้รับไปพัฒนา ท้องถิ่น ท้องถิ่นก็จะทํางานทางด้านบวกคือด้านเอาถนนไปให้ เอาบ่อน้ําไปให้ เอาการพัฒนา อาชีพไปให้และไม่ได้เก็บภาษี โดยอาศัยเงินภาษีจากส่วนกลาง เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ ในเชิงความรับผิดที่เรียกว่าแอก เคาน์ทาบิลิตี (Accountability) มันก็จะไม่เกิด เพราะว่า ประชาชนชาวบ้านทั้งหลายเขาเสียภาษี แต่เขาไม่ได้เสียภาษีให้ท้องถิ่น เขาเสียภาษี ให้ส่วนกลาง ถ้ามีปัญหาอะไรเขาต้องไปไล่เบี้ยจากส่วนกลาง มีปัญหาอะไรจึงต้อง มาเดินขบวนหน้าทําเนียบนายกรัฐมนตรีที่กรุงเทพฯ นี่ ทําไมถนนที่บ้านเขาจึงไม่ดี ทําไมน้ําไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทําไมจึงสกปรก แต่ความจริงแล้วคนที่มีหน้าที่ ทําเรื่องความสะอาดในท้องถิ่น เรื่องถนนในท้องถิ่น คือคนท้องถิ่น คือผู้บริหารท้องถิ่น แต่เนื่องจากเขาไม่สามารถไปกํากับได้เพราะว่าเขาไม่ได้เสียภาษีให้ท้องถิ่น เส้นทางของ แอกเคาน์ทาบิลิตีทางตรงจึงไม่เกิด เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท้องถิ่นทํางานทั้ง ๒ ด้าน คือทางด้านบวกและด้านลบ คือต้องกล้าที่จะไปเก็บภาษี และพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า การเก็บภาษีท้องถิ่นนั้นเปึนของดี เปึนของมีประโยชน์ เปึนของที่ทําแล้วคุ้มค่า เก็บภาษีดีกว่าไม่เก็บภาษี อันนี้เปึนหลักประกันว่าทําให้ อปท. ทั้งหลายจะมีวินัยทางการคลัง ในการใช้จ่ายและถูกกํากับโดยประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้นด้วย อันนี้ผมก็ต้องเรียนว่า
การที่เรามอบภาษีไปให้ว่าภาษีตัวใดเปึนภาษีท้องถิ่นหรือภาษีตัวใดเปึนภาษีที่ใช้ฐานร่วมกัน ไม่ได้แปลว่าภาษีตัวนั้นต้องให้ท้องถิ่นเก็บ เรื่องการจัดเก็บกับเรื่องความเปึนเจ้าของภาษี เปึนคนละเรื่องกัน การจัดเก็บในทางวิชาการก็ต้องดูว่าเก็บอย่างไรจึงจะก่อเกิด ความเดือดร้อนต่อประชาชนน้อยที่สุด หรือเก็บอย่างไรจึงจะอํา นวยความสะดวก ต่อประชาชนได้มากที่สุด และเก็บอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้น ภาษีท้องถิ่นก็อาจจะมอบหมายให้รัฐบาลช่วยเก็บแทนได้ ขณะเดียวกันภาษีของรัฐบาล บางตัวก็อาจจะมอบหมายให้ท้องถิ่นจัดเก็บแทนได้ ให้เรื่องการบริหารจัดเก็บกับเรื่อง ความเปึนเจ้าของภาษีเปึนคนละเรื่องกัน ความเปึนเจ้าของภาษีต้องทําให้ชัดเจนว่าท้องถิ่น มีภาษีซึ่งท้องถิ่นเปึนเจ้าของมากพอ ส่วนการบริหารจัดเก็บก็ต้องจัดการให้การบริหาร จัดเก็บนั้นไม่ไปก่อความเดือดร้อนต่อประชาชนมากเกินไป และเปึนการจัดเก็บ ที่มีประสิทธิภาพ ทีนี้ก็ยังมีบางคนห่วงว่าแล้วท้องถิ่นบางแห่งเขายากจน เขาไม่มีฐานภาษี ถึงแม้จะให้อํานาจจัดเก็บไป หรือมีความพยายามจัดเก็บมากเท่าไรก็เก็บไม่ได้เพราะคน ไม่มีสตางค์เสียภาษี อันนี้ในทางวิชาการเขาเรียกว่าความสามารถในการเสียภาษี หรือแทกซาเบิล คาพาซิตี (Taxable capacity) ของท้องถิ่น
เราก็ยอมรับว่าเรื่องนี้เปึนจริงในประเทศไทย เพราะความเจริญของท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่น ไม่เท่าเทียมกัน ฉะนั้นอยากจะเห็นว่ามีการแบ่งภาษีให้ชัดเจน แล้วก็จะเกิดผลว่าในบางพื้นที่ ในบาง อปท. ก็สามารถเก็บภาษีได้มากพอ แล้วก็ไม่ต้องอาศัยพึ่งพารัฐบาล แต่บางพื้นที่ จะเก็บอย่างไรก็เก็บไม่ได้อาจจะเพิ่มขึ้นได้นิดเดียวอะไรอย่างนี้แล้วไม่เพียงพอก็เปึนภาระ ของรัฐบาลส่วนกลางที่จะเอาเงินภาษีที่เก็บมาจากทั่วประเทศไทยไป ทํานุบํารุงท้องถิ่น ที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยวิธีนี้เราก็จะมีท้องถิ่นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้หลายที่ เช่น จังหวัดภูเก็ต เช่น กทม. เช่นหาดใหญ่ เช่นโคราช เช่นจังหวัดเชียงใหม่นี่ผมเชื่อว่า พึ่งตนเองได้ เดี๋ยวนี้เราก็ใช้วิธีการบอกว่าเมื่อจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังพึ่งตนเองไม่ได้ จังหวัดศรีสะเกษยังพึ่งตนเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต หาดใหญ่ ก็คอยให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนพร้อมก่อนจึงค่อยมาเปึนอัตโนมัติ วิธีการนี้ไม่ถูก ความจริง ปล่อยให้พื้นที่ใดที่พร้อมที่จะพึ่งตนเองได้พึ่งตนเองไปก่อน แล้วส่วนท้องที่ใดที่ยังไม่พร้อม เราก็พยายามไปช่วยสร้างความพร้อม ขณะเดียวกันก็ใช้เงินอุดหนุนจากส่วนกลางไปช่วยได้ อย่างนั้นจึงจะถูกต้อง แล้วก็ไม่จําเปึนต้องเอาเงินภาษีท้องถิ่นที่เก็บที่จังหวัดภูเก็ต ไปช่วยจังหวัดแม่ฮ่องสอนหรือช่วยจังหวัดศรีสะเกษ เพราะว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือจังหวัดศรีสะเกษไม่ใช่ลูกจังหวัดภูเก็ตเปึนลูกของประเทศไทย คนที่ต้องดูแล จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดภูเก็ตคือประเทศไทยคือรัฐบาลไทย อันนี้ไม่ใช่รัฐบาลท้องถิ่น ของจังหวัดภูเก็ต เพราะฉะนั้นความชัดเจนตรงนี้ก็จะเกิดถ้าเผื่อเรามีการแบ่งภาษี ออกเปึน ๒ ระดับ อันนั้นเปึนข้อเสนอแรก ข้อเสนอที่ ๒ ของเราก็คือเสนอว่าให้มี การจัดเก็บภาษีให้ครบฐาน ในประเทศหนึ่ง ๆ ในนานาชาติเขาจะเก็บภาษีจากฐานต่าง ๆ ๖ ฐานด้วยกัน อันแรกคือฐานรายได้ ๒. คือฐานรายจ่าย ๓. คือฐานการซื้อขายเปลี่ยนมือ ๔. คือฐานการนําเข้าและส่งออก ๕. คือฐานทรัพย์สิน และ ๖. คือฐานผลได้จากทุน คือมูลค่า ของสินค้าประเภททุนที่ราคาสูงขึ้น ประเทศไทยเราก็มีภาษีที่คล้าย ๆ กับว่าจะครบ ทั้ง ๖ ฐานเหมือนกันคือเรามีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งเปึน ภาษีฐานรายได้ สําหรับภาษีฐานรายจ่ายเราก็มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต สําหรับภาษี ที่เก็บจากการซื้อขายเปลี่ยนมือเราเคยมีภาษีที่เรียกว่าภาษีการค้า ตอนนี้เรายกเลิกไปแล้ว ขณะนี้ก็ยังมีภาษีธุรกิจเฉพาะที่เก็บจากการขายอสังหาริมทรัพย์ เปึนต้น เปึนการเก็บภาษี ออน ทรานแซกชัน (On transaction) คือจากการซื้อขาย ภาษีที่เก็บจากฐานการนําเข้า
และส่งออก เราก็มีภาษีศุลกากรที่เก็บจากการนําเข้าและส่งออก แต่พอมาถึงฐานที่ ๕ คือภาษีฐานทรัพย์สินเราค่อนข้างจะอ่อนแอมีอยู่แต่ชื่อแต่ว่าไม่มีผล เพราะว่ามันก่อเกิด รายได้ไม่มากพอแล้วไม่พลานุภาพพอที่จะปฏิบัติภารกิจอันพึงปฏิบัติของมัน ภาษีที่อาจจะ เรียกได้ว่าเปึนภาษีทรัพย์สินก็คือมีภาษีบํารุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ทั้ง ๒ ตัวนี้ เปึนภาษีที่เก่าแก่ล้าสมัย ภาษีบํารุงท้องที่ขณะนี้เรายังใช้ราคาปานกลาง ราคาที่ดินของราคา เมื่อป้ ๒๕๒๓ ขณะนี้ป้ ๒๕๕๘ ก็ประมาณ ๓๕ ป้มาแล้วใช้ราคานี้มาตลอด ๓๕ ป้นี่ราคาที่ดินขึ้นไปเยอะเลยเปึนร้อยเท่าเปึนพันเท่าก็มี ที่ดินที่เคยขายราคาไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทนี่ ขณะนี้ขายเปึนล้านบาทได้สบาย ๆ มีจริง ๆ เพราะฉะนั้นความเก่าแก่ และล้าสมัยของภาษีทั้ง ๒ ตัวนี้จึงทําให้ภาษีทั้ง ๒ ตัวนี้หมดประสิทธิภาพ มีแต่ชื่อไม่มีผล แม้แต่ผลในการสกัดกั้นการเก็งกําไรที่ดินก็ไม่เกิด การกระจายรายได้ก็ไม่เกิด การก่อเปึน รายได้ของท้องถิ่นก็ไม่เกิด
เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับไม่มี จึงมีความจําเปึนต้องมีภาษีบนฐานทรัพย์สิน รัฐบาล ได้พยายามที่จะทําใหม่โดยเรียกว่าภาษีจะรวม ๒ ตัวนี้ ภาษีโรงเรือนและที่ดินรวมกับ ภาษีบํารุงท้องที่ รวมเปึนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกําลังทําอยู่ แต่ทราบว่ากําลังเผชิญ กับการต่อต้านอย่างมาก ผมเชื่อว่าการต่อต้านเกิดจากความไม่เข้าใจและการชี้แจงยังไม่ค่อย ชัดเจน เพราะฉะนั้นมีความจําเปึนที่เราในฐานะสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะต้องช่วยผลักดัน ในเรื่องนี้ ภาษีที่เก็บบนฐานทรัพย์สินอีกตัวหนึ่งคือภาษีมรดก โชคดีที่คณะ คสช. ได้ริเริ่ม ตั้งแต่ตอนแรกเมื่อประกาศเปึน คสช. ใหม่ ๆ ก็พูดถึงภาษีมรดก และได้นําภาษีมรดกเข้าสู่ สภา สนช. ขณะนี้สภา สนช. ได้ผ่านแล้ว กําลังรอลงราชกิจจานุเบกษาอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นสําหรับภาษีที่เก็บบนฐานทรัพย์สินตอนนี้ก็ถือว่ำอ่อนมากและถือว่าเกือบไม่มี ส่วนอีกฐานหนึ่งที่เรียกว่าแคปป่ตอล เกน (Capital gain) คือผลได้จากทุน ผลได้จากทุนนี่ ไม่ใช่เปึนรายได้ เหตุเพราะว่ามันไม่ได้ก่อเกิดผลผลิตขึ้นมาในสังคม ถ้าท่านถือที่ดินไว้ ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเปึนเวลา ๒๐ ป้ ๒๐ ป้ให้หลังมาถนนมันไปถึง ไฟฟัาไปถึง ประปาไปถึง มีโรงงานไปตั้งใกล้ ๆ มีโรงเรียนเกิดขึ้นใกล้ ๆ แต่ที่ดินแถวนั้นยังรกร้างว่างเปล่า อย่างเดิม แทบไม่ได้ก่อเกิดผลผลิตอะไรเลยจากที่ดินนั้น แต่มูลค่าของที่ดินนั้น เพิ่มสูงขึ้นเยอะเพราะสภาพแวดล้อม เพราะคนอื่นทํา เพราะรัฐบาลทํา อันนี้เราจึงไม่เรียก มูลค่าที่แตกต่างนี้ว่าเปึนรายได้เพราะมันไม่ใช่รายได้ มันคือผลต่างระหว่างราคาของสินค้า ประเภททุนใน ๒ เวลาที่แตกต่างกัน ในฐานะบุคคลธรรมดาท่านก็จะมีกําไรเยอะ จากการขายที่ดินผืนนั้น เพราะท่านซื้อไว้ในราคาถูกมาก อีก ๒๐ ป้ให้หลังความเจริญ มันเกิดขึ้นท่านก็ขายได้ราคาแพงมาก ส่วนนี้เรียกว่าแคปป่ตอล เกนหรือผลได้จากทุน ส่วนนี้ ในต่างประเทศเขาเก็บภาษีกัน ในฐานะที่เปึนผลได้จากทุน เพราะธรรมชาติของมัน เปึนคนละอย่างกันกับรายได้ แต่ในระบบของไทยเราไม่มีตัวนี้ เราไปเก็บเปึนภาษีเงินได้ แล้วเรา ก็รู้สึกว่ามันไม่ใ ช่เงินได้นัก เราก็เลยไปปรับแต่งมันด้วยการมีเงื่อนไขพิเศษ มีการลดหย่อน เปึนจํานวนมากแล้วก็มีการเอาจํานวนป้มาหารอะไรต่าง ๆ ซึ่งเปึนกลไกที่ทําให้มันยุติธรรม มากขึ้นก็จริงแต่มันเพิ่มความสลับซับซ้อนขึ้นในระบบเยอะ แล้วมันก็แสดงถึงว่าระบบภาษี เราไม่มีฐานภาษีที่ครบถ้วนจึ งได้มีความพิกลพิการในการต้องหาทางปุปะอย่างนั้น ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังเราก็เสนอว่า ในการปฏิรูประบบภาษีจะต้องทําภาษีให้ครบฐานคือจะต้องเพิ่มภาษีที่เปึนภาษีฐานทรัพย์สิน
แล้วเพิ่มภาษีที่เปึนภำษีฐานแคปป่ตอล เกนด้วยนะครับ ข้อเสนอข้อที่ ๓ เราเสนอ ให้ปรับช่วงเงินได้ของอัตราภาษีเงินได้ให้กว้างและสูงขึ้น ภาษีเงินได้ของไทยเปึนภาษี อัตราก้าวหน้า เราเก็บภาษีจากคนที่มีเงินได้สุทธิน้อยในอัตราที่ต่ํา เราเก็บภาษีคนที่มีเงินได้ สุทธิมากในอัตราที่สูง แนวคิดก็คือเก็บภาษีจากคนรวยเยอะ ๆ แล้วเก็บภาษีจากคนจนน้อย เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ผมมีตารางให้ดู ตารางภาษีเงินได้ อันนี้คือตารางที่ใช้อยู่ ณ วันนี้ มันก็จะมีบอกว่ารายได้สุทธิตั้งแต่ ๐-๑๕๐,๐๐๐ บาท เขายกเว้นนะครับ ส่วนที่เกิน ๑๕๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท เขาเก็บ ๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๓๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท เขาเก็บ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐-๗๕๐,๐๐๐ บาท เปึน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๗๕๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐-๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เขาเสีย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสีย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป เสีย ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนอัตราสูงสุดในขณะนี้ ช่วงอัตราสูงสุดนี้เดิมอยู่ที่ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ เวลานี้ลดลงเหลือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ช่วงเงินได้มันมีการเปลี่ยนเมื่อสัก ๒ ป้มาแล้ว มันทันสมัยเพราะว่าเพิ่งเปลี่ยนมา ๒ ป้เอง แต่ความจริงไม่ใช่ การเปลี่ยนในช่วงนี้มันเปลี่ยน เฉพาะช่วงอัตราต้น ๆ แต่ตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทยังอยู่
ตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทนี่ผมก็ไปสอบถามว่าใช้ตั้งแต่เมื่อไร ก็ปรากฏว่าใช้ตั้งแต่ ป้ ๒๕๓๕ ป้นี้ป้ ๒๕๕๘ เปึนเวลา ๒๓ ป้แล้ว เมื่อ ๒๓ ป้ที่แล้วคนมีรายได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทถือว่าเปึนคนรวยมากสมควรที่จะเสียทอป เรต (Top rate) แต่ว่าขณะนี้ มันไม่ใช่ เหตุเพราะว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยน ปลงไปเยอะ ตัวจีดีพี (GDP) โดยรวมของไทยก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ เปอร์ แคปป่ตา (Per capita) ก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ เพราะฉะนั้นโครงสร้างอัตรา ช่วงเงินได้ที่ประกอบขึ้นเปึนอัตรานี่ก็ควรจะปรับเปลี่ยน ให้สอดคล้องกับสภาวะความเปึนจริงของสังคมที่เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นเยอะ เปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันไม่ได้เปลี่ยนเลยมา ๒๓ ป้ ก็แสดงว่าตัวนี้ควรจะต้องเปลี่ยน ให้มันสูงขึ้น ก็แปลว่าตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทมันอาจจะเปึนล้านบาท อาจจะเปึน ๑๕ ล้านบาท แล้วตัวเลขอื่นมันก็ขยายขึ้นมา ผมไม่ได้เสนอตัวเลข เจาะจงลงไป เพราะว่าอันนี้ไม่ต้องการเสนอให้ไปเปึนภาระแล้วก็เปึนเรื่องที่โต้แย้งกัน โดยไม่จําเปึน แต่เสนอแนวคิดว่ามันจะต้องเปลี่ยนในทางที่ขยายให้กว้างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเปึนจริงของสังคม ส่วนจะไปลงตัวเลขเฉพาะเจาะจงอย่างไร ก็ต้องไปทําการบ้าน ซึ่งทางฝ์ายบริหารน่าจะมีขีดความสามารถในการทําได้ดีมากกว่าเรา เพราะฉะนั้นก็เสนอว่าแบรกเกต ออฟ อินคัม (Bracket of income) อินคัม แบรกเกต (Income bracket) ช่วงเงินได้นี่ต้องขยายออกไป ผลก็คือว่าจะทําให้รัฐได้รายได้น้อยลง ถ้าเผื่อว่ายังเสียภาษีกันอย่างเดิม แต่ผมเชื่อว่าถ้าทําอย่างนี้ มันเท่ากับเปึนการลดภาษี ในระหว่างที่ผมอยู่ สศค. มานี่ทําเรื่องลดภาษีมาหลายครั้ง แต่ละครั้งที่ผมลดภาษีนี่ปรากฏว่า รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ที่เพิ่มขึ้นเพราะว่าคนรู้สึกว่าภาษีมันถูกแล้วก็ไปหนีภาษีมันไม่คุ้ม การหนีภาษีมันมีต้นทุนเหมือนกัน มันไม่ใช่หนีได้เฉย ๆ มันต้องมีค่าใช้จ่าย ทีนี้ถ้าหากภาษี ยิ่งแพงยิ่งหนีมากยิ่งคุ้ม เพราะว่ามันได้ผลส่วนต่างเยอะ ค่าใช้จ่ายในการหนีไม่เท่าไร แต่ผลประโยชน์ที่ได้จากจํานวนภาษีที่ลดลงอันเนื่องจากการหนีภาษีก็เยอะ แต่ถ้าเราทํา ภาษีให้ถูก ให้ต่ํา ก็จะทําให้ลดการหนีภาษีลง การเสียภาษีก็จะเปึนได้กว้างขวางมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะทําให้ระบบมันครอบคลุมถึงคนมากขึ้น แล้วมีความยุติธรรมมากขึ้น ข้อเสนอที่ ๔ เสนอให้ยกเลิกอากรแสตมปี อากรแสตมปีนี่เปึนวิธีการจัดเก็บภาษี แบบโบร่ําโบราณทุกประเทศใช้มา แต่ว่าช่วงหลัง ๆ นี่ยกเลิกกันหมด เพราะเห็นว่า เปึนเรื่องก่อความรําคาญ บอกว่าเอกสารตราสารนี่ถ้าจะมีผลใช้บังคับต้องติดอากรแสตมปี
คนก็เลยก็ไม่ติด แล้วรอว่าเมื่อไรต้องเอาไปใช้ขึ้นศาล ไปบังคับก็จะมาติด เพราะฉะนั้น การจัดเก็บจริง ๆ มันจึงได้น้อยมาก แต่ว่าเปึนปัญหาคนยกขึ้นมาเปึนประเด็นได้อยู่เรื่อย ๆ ผมไปสํารวจดูแล้วว่ารายได้จากภาษีอากรแสตมปีในป้ ๒๕๕๗ เท่ากับ ๑๑,๖๙๑ ล้านบาท เราฟังดูแล้วตั้งหมื่นล้านบาทเหมือนกับเยอะ แต่ความจริงไม่ใช่ กรมสรรพากรเก็บภาษีได้ เปึน ๒ ล้านล้านบาท ตัวเลขหมื่นล้านบาทจึงนิดเดียว แล้วก็ถ้าเลิกตัวนี้ไปจริ ง ๆ แล้ว มันสามารถเก็บเงินได้เข้ามาด้วยวิธีอื่นได้ เพราะจริง ๆ แล้วมันก็คือทรานแซกชัน แทกซ์ (Transaction tax) เราก็เพิ่มอัตราขึ้นมาก็จะทําให้สะดวกขึ้นเยอะ เรื่องสุดท้ายก็คือ เสนอให้มีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดเก็บให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ระบบภาษีครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ระบบภาษีของเราเปึนการเลือกเก็บ จากคนที่หนีไม่ได้จํานวนหนึ่ง ผู้เสียภาษีเงินได้ขณะนี้ผู้ยื่นแบบเขาบอกมีประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ในแบบเหล่านั้นจะมีแบบที่ไม่ต้องเสียอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นก็จะมี จํานวนผู้เสียภาษีนี่น้อยกว่ำ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ประชากรไทยมี ๖๗ ล้านคน เพราะฉะนั้นจํานวนผู้เสียภาษีอาจจะประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ผู้ไม่เสียอยู่ ๖๐ ล้านคน แปลว่าประเทศไทยยากจนข้นแค้นมาก คนส่วนมากจึงอยู่นอกระบบภาษี
เพราะมีรายได้ไม่พอที่จะเสียภาษีอย่างนั้นใช่ไหม ตรงนี้ก็มีประเด็นมีส่วนอยู่ เพราะประเทศไทยเปึนประเทศที่มีความเหลื่อมล้ําเยอะ แต่จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าตัวเลขนี้ มันยังไม่สะท้อนความเปึนจริง เพราะว่าระบบภาษีมันไม่สามารถที่ จะครอบคลุม คนจํานวนมากได้ ถ้าปรับระบบภาษี ปรับวิธีการบริหารจัดเก็บให้ดี ก็จะสามารถครอบคลุม ได้มากกว่านี้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนเสียภาษี ที่ว่าทุกคนเสียภาษีนี้เปึนเรื่องจริงด้วย แต่นั่นหมายถึงภาษีทางอ้อมด้วย ชาวนาชาวไร่ คนยากคนจน คนไม่มีบ้านเขาเสียภาษี ทุกคนครับ เพราะว่าเขาต้องกินต้องใช้ภาษีทางอ้อมที่เราเก็บจากวีเอที (VAT) จากสินค้า อะไรต่าง ๆ มันมีซ่อนอยู่ในราคา และเราไม่รู้ว่าจริง ๆ เขาได้เสียภาษี แต่ในแง่ของภาษี ทางตรงเรายังเก็บได้ครอบคลุมส่วนน้อยของประเทศไทย และปัญหาหนึ่งของการที่ เก็บได้น้อยก็เพราะว่ามาจากการบริหารจัดเก็บยังไม่ดีพอ เราจะเสนอว่าให้ปรับปรุงบริหาร การจัดเก็บโดยใช้วิธีที่เปึนวิทยาศาสตร์แล้ วก็ใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อ มูลต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้น มากมายขณะนี้เพราะว่าระบบไอที (IT) ในประเทศไทยแพร่หลายมากแล้วก็มีการใช้กัน อย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นถ้าจัดระบบให้ดีมันก็จะสามารถ ปรับปรุงระบบการบริหาร จัดเก็บได้ดีขึ้น ที่จะทําให้ก่อเกิดรายได้มากขึ้น และจะทําให้ระบบภาษีมีความยุติธรรมมากขึ้น เพราะว่าคนที่พึงต้องเสียก็จะได้เสีย คนที่พึงต้องเสียน้อยก็จะได้เสียน้อย อย่างนี้ส่วนมาก ภาระมันไปตกอยู่กับผู้ที่หนีไม่ได้ ผู้ที่หนีไม่ได้ก็คือผู้ที่ ได้ออกแรงทํางาน ผู้ที่หาเงินได้ด้วย น้ําพักน้ําแรงคือผู้ที่เปึนลูกจ้างเขา ได้รับเงินเดือนจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย พวกนี้จะเสียภาษี หนักมากแล้วก็หนีไม่ได้ ส่วนผู้ที่ประกอบวิชาชีพอิสระ ประกอบการค้าทั่วไปก็จะมีวิธีอันเดอร์ รีพอร์ต (Under report) รายงานรายได้ต่ําอยู่เยอะ ซึ่งก็เสนอว่าควรจะปรับปรุงตรงนี้ ยังมี รายละเอียดอื่นอีกเยอะนะครับ ซึ่งผมจะขออนุญาตให้อาจารย์พรายพล อาจารย์กิติพงศ์ และอาจารย์วิริยะ ได้นําเสนอ ต่อไปเชิญอาจารย์พรายพลครับ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่า นประธาน ผม พรายพล คุ้มทรัพย์ สปช. ๑๕๑ นะครับ มานําเสนอวันนี้ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านการคลัง ภาษีอากร และงบประมาณ ผมคงกล่าวโดยใช้เวลาไม่มากนะครับ
จะเปึนการเสริมท่านประธานสมชัย แล้วก็เปึนการปูพื้นที่จะนําไปสู่การอธิบาย ในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปหรือแนวทางในการปฏิรูปภาษีอากรต่อไปโดย ท่านอนุกรรมาธิการอีก ๒ ท่านนะครับ ที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คงเปึนเรื่องของภาพรวม ภาวะการคลังของไทย ขออนุญาตฉายสไลด์ครับ ต้องกล่าวในเบื้องต้นเลยว่า ณ ขณะนี้ ภาวะการคลังของประเทศไทยยังอ่อนแอนะครับ โดยการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ มีติดต่อกันถึง ๑๐ ป้แล้วนะครับ นับตั้งแต่ป้ ๒๕๔๗ จริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปนับได้ตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๑ ถึงป้ ๒๕๔๒ ก็ว่าได้นะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วงบประมาณขาดดุลของรัฐ มีมานานแล้วก็ติดต่อกันด้วย และมองไปในอนาคตอย่างน้อยอีก ๒ ป้ข้างหน้าก็ยังจะขาดดุล งบประมาณต่อไป เพราะว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็พูดแล้วว่า ป้หน้าขาดดุลอีกและป้ถัดไปก็จะขาดดุลอีก แนวโน้มรายได้ของรัฐมีลักษณะคงที่เปึนสัดส่วน ของจีดีพีพูดง่าย ๆ ว่าขนาดเศรษฐกิจ ๑๐๐ ก็เก็บภาษีได้ประมาณ ๑๗ หรือ ๑๘ เพราะฉะนั้นรายได้ของรัฐ ๑๗ ถึง ๑๘ และคงที่มาโดยตลอดในสัดส่วน แต่รายจ่ายสัดส่วน ไม่คงที่ สัดส่วนระยะหลังมีเพิ่มขึ้น คือแทนที่จะเปึน ๑๗ หรือ ๑๘ เหมือนกับรายได้ ปรับเพิ่มขึ้น ปัจจุบันนี้ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ ประหลาดใจที่จะพบว่าเราขาดดุลเกือบทุกป้ ๆ ก็ว่าได้นะครับ ตารางนี้ชี้ให้เห็นตัวแดง ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ เปึนต้นมา
จนกระทั่งถึงปัจจุบัน แล้วป้หน้าก็แน่นอนเปึนตัวแดง ป้ถัดไปก็มีแนวโน้มที่จะเปึนตัวแดง ถ้าคิดออกมาก็เปึนแสนแสนล้านบาท แสนแสนล้านบาทในแต่ละป้ถ้าคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ของ จีดีพีไม่มากครับ ไม่ค่อยสูงเท่าไร แค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่มันเปึน ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ที่มันเกิดขึ้นทุกป้ เพราะฉะนั้นการขาดดุลติดต่อกันหลายป้ มันก็เลยทําให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น ตารางอันนี้ก็ชี้ให้เห็นแล้วถ้าคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตัวแดงเหมือนกันแต่มันดูไม่ค่อยน่าตกใจใช่ไหมครับ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ปกติของเราก็คือไม่น่าจะเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็มีบางป้ที่มัน เกินเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะที่มันเพิ่มขึ้นมันก็เลยทําให้หนี้คงค้างของประเทศ มีจํานวนเพิ่ มขึ้นจากประมาณ ๓.๗ ล้านล้านบาท ในป้ ๒๕๔๗ ขอย้ําหน่วยนิดหนึ่ง ล้านล้านบาท ไม่ใช่ล้านเดียวนะครับ ล้านล้านบาท แล้วก็ไปสูงสุดในป้ ๒๕๕๕ โดยมีจํานวน เกือบ ๖.๕ ล้านล้านบาท แล้วก็ป้ ๒๕๕๖ ลดลง แต่ลดลงไม่ใช่หนี้ลดลงหรอ กครับ เปึนวิธีการจัดทําบัญชีของภาครัฐ ก็คือรัฐบาลโอนหนี้ส่วนที่เขาเรียกว่าเปึนหนี้กองทุนฟุ๋นฟู สถาบันการเงินท่านคงจําได้ใช่ไหมครับกองทุนอันนี้ หนี้นี้ก็เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ ป้ ๒๕๔๐ นั่นเอง นี่ก็จะเกือบ ๒๐ ป้แล้วมันยังอยู่ รัฐก็เลยใช้วิธีการทําบัญชีใหม่ก็คือว่า หนี้ก้อนนี้ต่อไปนี้คือตั้งแต่ป้ ๒๕๕๖ ไม่เปึนภาระของกระทรวงการคลังแล้ว โอนไปให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเปึนผู้รับภาระ เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะที่วัดเฉพาะส่วนของ ภาครัฐบาลมันก็ลดลง แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราเอาภาพรวมของภาครัฐซึ่งรวมไปถึงธนาคารกลาง ของเราคือธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วหนี้สาธารณะไม่ได้ลดลงว่ากันตามจริง เปึนวิธีการทํา บัญชีอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันก็เลยลดลงเหลือ ๕ ล้านล้านบาท แต่ต่อมาก็มีมูลค่า ที่สูงขึ้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้เกือบ ๖ ล้านล้านบาทแล้ว แล้วก็สูงขึ้นอีกทุกป้ แล้วก็จะสูงขึ้นอีก อย่างไรก็ตามในช่วง ๑๐ ป้ที่ผ่านมาหนี้สาธารณะคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีก็มีแนวโน้ม ลดลง อันนี้ผมย้ําว่าคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คิดเปึนเม็ดเงินเพิ่มขึ้น ใช่ แต่คิดเปึน เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีลดลง แล้วส่วนหนึ่งที่ลดลงก็เพราะว่ามีวิธีการจัดทําบัญชีเปลี่ ยนไป ในป้ ๒๕๕๖ ก็คือโอนหนี้ของภาครัฐไปเปึนหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นตัวเลขก็ลดลง ลดลงจากประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ณ ขณะนี้ประมาณ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าตามเกณฑ์ก็ถือว่าไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะว่าเกณฑ์ที่เขาให้ไว้ก็คือ ไม่น่าจะเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรืออย่างมากที่สุดไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศกรีซ
ในปัจจุบันที่มีปัญหาหนี้สาธารณะท่านทราบไหมครับเท่าไร ๑๗๐-๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตอนนี้เขากําลังหน้ามืดกันอยู่นี่ ของเรา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ยังไม่ มีปัญหา ผมใช้คําว่ายังไม่มีปัญหา แต่ก็เชื่อว่าถ้าเราขาดดุลต่อไปอีก ๒ ป้ข้างหน้ารับรองได้ขาดดุลแน่ หนี้สาธารณะก็จะสูงขึ้น แล้วถ้าต่อไปอีกสัก ๕ ป้ ผมคิดว่าจะเปึนปัญหาภาระการคลังของ ประเทศได้ เปึนปัญหาสําคัญเลยในอนาคต เพราะฉะนั้นจริง ๆ เรามีระเบิดเวลารอเราอยู่ ณ ขณะนี้ ทั้งหลายทั้งปวงที่เล่ามาให้ฟังก็เพราะว่ามันมาเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากร เพราะว่า อะไร เพราะว่าแนวทางหนึ่งในการบรรเทาปัญหาภาระการคลังของรัฐก็คือการเพิ่มรายได้ ของภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่รายได้มาจากภาษีอากร เพราะฉะนั้นที่ท่านประธานสมชัยได้เล่า ให้เราฟังว่าภาษีของเรายังมีข้อบกพร่อง ๑. ก็คือไม่ครบฐาน
๒. ก็คือมีอัตราที่ล้าสมัย ๓. ก็คือเก็บไม่รัดกุม หนําซ้ํายังเก็บไม่ทั่วถึง แล้วก็เก็บ ไม่เปึนธรรมด้วย ทั้งหลายทั้งปวงเปึนปัญหาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าแก้ไขแล้วนอกจากว่า จะแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วก็จะทําให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นด้วย แล้วก็หวังว่าในอนาคตก็จะทําให้ การขาดดุลน้อยลง หรือรัฐบาลกลับมาเกินดุลบ้างก็ยังดี เพื่อไม่ให้หนี้สา ธารณะมันสูง เกินไปนะครับ ถัดไปคงเปึนเรื่องของการเล่ารายละเอียดนิดเดียวเกี่ยวกับเรื่องภาษี ก็คือหน่วยงำนสําคัญที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ทั้ง ๓ กรมนี่เก็บภาษีได้รวมแล้วประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ของรัฐที่ได้ แต่ที่สําคัญที่สุดคือกรมสรรพากรครับ กว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่จัดเก็บมา นี่มาจากกรมสรรพากร ที่เหลือก็จัดเก็บจากกรมสรรพสามิต แล้วก็กรมศุลกากร มีรายได้ ส่วนอื่น ๆ จากหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจด้วย ภาษีที่ทํารายได้ให้กับรัฐมากที่สุด ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม รองลงไปก็คือภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วก็ภาษีสรรพสามิต แล้วก็ตามมาด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะสังเกตได้ว่ารายได้ภาษีส่วนใหญ่เก็บมาจากภาษี ที่เราเรียกว่าภาษีทางอ้อม ที่ท่านประธานสมชัยได้เล่าให้เราฟัง ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม กับภาษีสรรพสามิตเปึนสํา คัญ พวกนี้เปึนภาษีทางอ้อม โดยประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้มาจากภาษีทางอ้อมเหล่านี้ ส่วนภาษีทางตรงก็คือภาษีที่เก็บจากรายได้หรือเงินได้ ไม่ว่าจะเปึนนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาก็ตาม มีสัดส่วนของรายได้ ให้รายได้กับรัฐ เพียง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นระบบภาษีของไทยก็ยังมีลักษณะที่ไม่เอื้อ ให้มีการลดความเหลื่อมล้ํา เพราะว่าภาษีทางอ้อมต้องถือว่าเปึนภาษีที่คนจนจ่ายในอัตรา ที่สูงกว่าคนรวย ซึ่งตรงข้ามกับภาษีทางอ้อม แต่ว่าการที่รัฐบาลไทยมาพึ่งพาภาษีทางอ้อม มากกว่าภาษีทางตรงก็เข้าใจว่าเปึนภาษีที่เก็บง่าย ภาษีทางอ้อมนี่เก็บง่าย คือคุณไปซื้ออะไร คุณต้องจ่ายอยู่แล้ว หนียาก เพราะฉะนั้นมองในแง่นี้ถ้าเอารายได้ภาษีทางอ้อมมันจะดีกว่า แต่ว่ามองในแง่ของความเปึนธรรมแล้วภาษีทางตรงน่าจะดีกว่า สุดท้ายเลยก็คงเปึนเรื่อง เล่าให้ฟังนิดเดียวนะครับ ซึ่งท่านประธานได้เล่ารายละเอียดแล้วก็คือเรื่องการคลังท้องถิ่นว่า รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นทุกป้ แต่ปัญหาของเขาก็คือว่าต้องอาศัย เงินอุดหนุน แล้วก็ส่วนแบ่งของรัฐบาลเปึนส่วนใหญ่ เกินครึ่งหนึ่ง ถ้าท่านจะดูตัวเลข อันนี้ครับตารางสุดท้าย ท่านจะเห็นได้ว่าในช่วง ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมา เงินอุดหนุนกับรายได้ ที่รัฐแบ่งให้เกินครึ่งหนึ่ง ประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็เปึนรายได้ท้องถิ่นที่จัดเก็บเอง
แล้วก็รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว อบต. นี่ยังจัดเก็บภาษีเองได้น้อย โอกาสที่จะเก็บภาษีได้เพิ่มเติมยังมีอยู่ ทั้งที่เปึนภาษีที่มีอยู่ในปั จจุบันแล้วก็ภาษีใหม่ ๆ ซึ่งเดี๋ยวคุณกิติพงศ์ก็จะมาเล่าให้ฟัง ผมเองก็คงมีการนําเสนอโดยเปึนแนวทางหรือเปึน คล้าย ๆ หนังตัวอย่าง ให้ดูว่าปัญหาเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ เกี่ยวกับเรื่องการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาษีมันมีลักษณะอย่ำงไร แล้วก็น่าเปึนห่วงแค่ไหน อันดับถัดไป ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ท่านกิติพงศ์ได้นําเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง การปฏิรูปภาษีอากร ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านประธานกรรมาธิการ วันนี้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง กลับมารอบ ๒ เพื่อจะขอให้บรรดาท่านสมาชิก สปช. จะได้พิจารณา อนุมัติเพื่อจะนําเรื่องการปฏิรูประบบและโครงสร้างภา ษีอากรไทยไปสู่รัฐบาล ท่าน สปช. คงได้ข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่เราไปพูดสัมมนาเปึนข่าวใหญ่ทุกหน้าหนังสือพิมพ์ เปึนข่าว ออกทีวี (TV) หลายช่อง ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้แม้แต่คุณสรยุทธ์ยังบอกว่า สปช. ทําอะไร
เขาเพิ่งรู้นี่แหละ ส่วนทําไปแล้วเขาจะเอาหรือเปล่าไม่รู้ไม่เปึนอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราบอก กับประชาชนที่ไปฟังสัมมนาบอกว่าเราจะส่งเรื่องนี้ให้กับรัฐบาล ส่วนรัฐบาลจะทําหรือไม่ ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเราแล้ว เรามาทํางานนี้ซึ่งผมพูดว่าเรื่องปฏิรูปภาษีนี้ตั้งแต่ คราวแรกว่าถ้ารัฐบาลชุดนี้ไม่ทําคงไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่จะกล้าทํา เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผม ได้นํามาเรียนเสนอท่านสมาชิก สปช. ในวันนี้นั้นเปึนการรวบรวมประสบการณ์จาก คณะอนุกรรมาธิการ กรรมาธิการทุกท่าน ประสบการณ์ที่ทํางานอยู่ในวงการนี้อย่างน้อย ๓๕ ป้ในทางปฏิบัติทางวิชาการมารวมสมองและเพื่อจะ เสนอโครงสร้างนี้ เพราะฉะนั้น กระผมจะขอกราบเรียนเสนอตามลําดับ ดังนี้นะครับ
ข้อเสนอของเราได้รับอนุมัติไปเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม อย่างที่ท่านประธาน สมชัยได้พูดไปก็เปึนการรีแคพ (Recap) ว่าเราจะทํารายละเอียดอย่างไร เพราะฉะนั้น ผมก็จะขอข้ามเรื่องกรอบการดําเนินงานที่ เสนออยู่หลายเรื่อง เรื่องภาษีระดับชาติ ระดับท้องถิ่นนะครับ การเก็บภาษีให้ครบฐาน การปรับช่วงเงินได้ ซึ่งผมจะมาลง ในรายละเอียดในวันนี้นะครับ ถ้าท่านดูในกรอบวาระปฏิรูปที่แบ่งเปึน ๔ วาระใหญ่ ๆ ก็คือการยกร่างประมวลรัษฎากรฉบับใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วเดี๋ยวผมจะอธิ บายคร่าว ๆ ความจริงเราไม่ได้ยกร่างใหม่นะครับ เรายกประเด็นเพื่อให้รัฐบาลไปร่างเพราะว่าเราไม่มีทาง ร่างกฎหมายนี้ได้ หลายท่านคงทราบว่าประมวลรัษฎากรมีตั้งแต่ป้ ๒๔๘๗ ปรับไปปรับมา เคยปรับครั้งใหญ่ครั้งเดียวป้ ๒๕๓๕ ภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนั้นเราเรียกว่าปะผุทั้งสิ้น ไม่เคยแก้ไขตัวร่างกฎหมาย น้อยมากทําไว้น้อยมาก เพราะฉะนั้นเราก็จะเสนอประเด็นว่า ประมวลรัษฎากรฉบับใหม่ควรจะมีโครงสร้างแบบไหน งานอีกอันหนึ่งซึ่งความจริงรัฐบาล ทําแล้วคือร่างภาษีสรรพสามิตกับภาษีศุลกากร เราก็เพียงแต่จะเสริมให้ความเห็นเพิ่มเติม ในร่างดังกล่าว เราคงไม่ยกร่างให้ใหม่เพราะรัฐบาลทํางานไปแล้วเราจะไม่ทํางานซ้ําซ้อน แล้วก็เราจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาภาษีใหม่ ๆ ซึ่งเดี๋ยวท่านอาจารย์วิริยะจะเปึนผู้กล่าวว่า เราควรจะมีภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีลาภลอยหรือไม่ ส่วนภาษีทรัพย์สินก็เช่นกันรัฐบาล ทําไปแล้วเราก็จะคอมเมนต์ (Comment) เพิ่มเติมและสนับสนุนให้รัฐบาลนําภาษีทรัพย์สินนั้น มาใช้โดยเร็ว แล้วก็เรื่องประเด็นการบริหารจัดการซึ่งเปึนเรื่องที่ท้าทายมากที่เราจะเสนอ การบริหารจัดการการเก็บภาษีให้ครอบคลุมโดยอาจจะมีการตั้งกระบวนการที่เรียกว่า คณะกรรมการปฏิรูปภาษีเปึนการถาวร ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเสนอในร่างรัฐธรรมนูญไม่ทราบว่า
เขาจะใส่ไปหรือเปล่า คือคณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังและภาษีอากร ในรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่ใส่เราก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะมีคณะกรรมการปฏิรูปภาษีอากรเปึนการถาวร ที่จะแก้กฎหมายภาษีให้ทันเหตุกำรณ์และทันสมัย รวมทั้งการพิจารณาคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์กลางที่เปึนธรรมให้กับผู้เสียภาษีไม่บังคับ ซึ่งปัจจุบันนี้การอุทธรณ์ต่าง ๆ ก็ยังมีตัวแทนภาครัฐนั่งอยู่จํานวนมาก ซึ่งอันนี้ก็จะเปึนการเปลี่ยนบริบทของการพิจารณา ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตนําไปถึงหั วข้อในการปฏิรูปใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ ๖-๗ เรื่อง เรื่องใหญ่ที่สุดที่ท่านอาจารย์สมชัยได้พูดแล้วคือเรื่องฐานผู้เสียภาษีว่า เราจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและปัองกันการหนีภาษีอย่างไร ประเทศกรีซ ผมพูดหลายที่ เปึนประเทศที่มีปัญหานอกจากหนี้สาธารณะแล้วประเทศกรีซเปึนประเทศ ที่มีผู้หนีภาษีสูงที่สุดในอียู (EU) คือประมาณร้อยละ ๓๐ ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีรายได้ ในประเทศกรีซจะหนีภาษี ผมเคยไปเที่ยวประเทศกรีซเขาถามว่ายู (You) จะเอาใบเสร็จหรือเปล่า ซื้อของที่ระลึกนี่แหละครับ เราก็ไม่เอาดีกว่าเพราะถ้าใบเสร็จประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ครับ นั่นคือภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะฉะนั้นเราจะทําอย่างไรให้ประเทศไทยไม่ต้องมีบทเรียน ของประเทศกรีซ นอกจากหนี้สาธารณะแล้วการหนีภาษีเปึนเรื่องใหญ่มากที่จะต้องสร้าง หน้าที่ให้คนไทย เราก็จะพูดถึงเรื่องการขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษี การขยายฐานภาษี ที่สําคัญมากคือทําระบบตัวเลขหรือสมาร์ต การ์ด (Smart card) ที่ยึดโยงได้หมด และ การจัดเก็บภาษีปัองกันการหนีภาษีได้ครอบคลุม
เราคิดว่าประเด็นที่ท่านอาจารย์สมชัยพูดเรื่องประมวลรัษฎากร ไม่ว่าเรื่องอัตราก็ดี เรื่องช่วงเงินได้ก็ดี การหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนก็ดี ซึ่งวันนี้ผู้มีเงินได้ ทุกคนรู้สึกว่า ฉันเสียภาษีสูงเหลือเกิน ไม่รีเฟลกต์ (Reflect) และฉันเสียภาษีฉันไม่ได้อะไรจากรัฐบาลเลย นั่นเปึนประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องให้เกิดความเปึนธรรมและทําให้คนอยากเสียภาษี เพราะฉะนั้นการยกร่างประมวลรัษฎากรเปึนเรื่องใหญ่มากที่จะต้องทํานะครับ การเก็บภาษี ใหม่ ๆ ซึ่งก็ได้พูดไปแล้วหลายท่าน เดี๋ยวท่านอาจารย์วิริยะจะมาขยายความว่าเราจะ เก็บภาษีอะไรเพิ่มขึ้นบ้างนะครับ เรื่องคณะกรรมการปฏิรูปภาษีอากรนี่ผมพูดไปแล้ว เรื่องภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร และที่สําคัญมากท่านจะเห็นความยึดโยงคือครอส คัตติง (Cross cutting) ท่านสมาชิก กรรมาธิการหลายท่านเสนอเยอะเลยครับ จะขอสิทธิภาษี ตรงนั้นตรงนี้ ขอโน่นขอนี่ ถ้าเราไม่มีหน่วยงานกลางที่พิจารณาสิทธิประโยชน์พวกนี้เราจะ เก็บภาษีไม่ได้เลย เพราะแต่ละคนก็ขอภาษีไปหมด จะทําอย่างไรให้ผู้ที่ขอไปแล้วรู้จักว่า คนในองค์กรของท่านหรือบุคคลที่มีส่วนไ ด้ส่วนเสียของท่านนั้นได้เสียภาษีให้กับรัฐบาล แล้วหรือยัง อันนี้ก็เปึนโจทย์ใหญ่มากนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะส่งเสริมผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเปึนฐานเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศ แต่น่าประหลาดใจมากว่ากลุ่มบุคคล เหล่านี้เสียภาษีน้อยมากในประเทศนะครับ ธุรกิจวิสาหกิ จชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม สิ่งเหล่านี้จะต้องปรับปรุงกระบวนการภาษีให้ครบถ้วนนะครับ และเรื่องของการพิจารณา ข้อพิพาทระหว่างผู้เสียภาษีกับรัฐบาล หัวข้อหนึ่งซึ่งผมคิดว่าท้าทายมากสําหรับรัฐบาล หรือ สปช. ก็คือการเพิ่มจํานวนผู้เสียภาษีหรือผู้ขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษี ถ้าท่านจําได้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีปรีดิยาธรได้พูดตอนที่กระผมได้อภิปรายในรัฐสภาว่าการลงทุน ดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) นี่ รัฐบาลน่าจะลงทุนการสร้างฐานข้อมูลผู้เสียภาษี หรือผู้มีเงินได้ในประเทศ ซึ่งก็สอดรับกับวาระที่ ๒๐ ของ วทน. ซึ่งพูดถึงเรื่องโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open government) หรือคอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Connected government) ที่ข้อหารือ ข้อมูลต่าง ๆ ที่ประเทศไทยจะต้องรวบรวมไว้เพื่อจะกําหนด นอกเหนือจากสิทธิของรายงานการศึกษาสาธารณสุขแล้วนี่ข้อมูลพวกนี้สําคัญมากที่จะต้อง สามารถยึดโยงการเสียภาษีได้ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชนเท่าที่กฎหมายกําหนด สามารถนําข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการกําหนดนโยบายภาษีนะครับ ฉะนั้นการเพิ่มจํานวน ภาษีนี่ การขึ้นทะเบียนก็ดี การจัดทําฐานข้อมูลประชากรก็ดี การให้ความรู้ของผู้เสียภาษีก็ดี
รัฐบาลญี่ปุ์นเขาสอนหนังสือตั้งแต่เด็ก ๆ หน้าที่พลเมืองของเราพูดสั้น ๆ ว่าต้องเสียภาษี ผมคิดว่าอาจจะต้องเปลี่ยนบริบทว่าใครหนีภาษีเก่งเปึนคนเก่งของสังคม ไม่ใช่ ทุกคน ต้องเสียภาษี ซึ่งท่านอาจารย์สมชัยได้บอกแล้ว ที่จริงเราเสียอยู่แล้วภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ว่า มันจะต้องลงไปว่าหลักการเสียภาษีทําไมถึงต้องเสีย ไม่ใช่ถูกบังคับให้เสีย แล้วคุณ มาเรียกร้องโน่นเรียกร้องนี่ ผมต้องถามกลับว่าคุณเสียภาษีให้กับบ้านเมืองนี้บ้างหรือยัง อย่าเอาแต่เรียกร้องแต่สิทธิแต่ไม่คํานึงถึงหน้าที่ของตัวเอง อันนี้สําคัญมากในการที่จะปฏิรูป พวกนี้ ผมรู้ว่าการเสนอแบบนี้จะถูกตอบโต้ ต่อต้านจากคนจํานวนมาก คนขับแท็กซี่ ชาวนา ชาวไร่ ที่ต้องขึ้นทะเบียนเขาก็จะเริ่มกลัวว่า เฮ้ย มาขึ้นทะเบียนฉันจะทําอะไรกับฉัน ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนโจทย์ใหญ่มากที่รัฐบาลจะต้องไปทํานะ ครับ และถ้าเราเพิ่มผู้เสียภาษี อัตราภาษีที่ถูกต้องแล้ว การเก็บภาษีใครทําผิดต้องลงโทษสถานหนักนะครับ มันก็จะไป ถึงประเด็นเรื่องของการปัองกันการหนีภาษีอย่างที่ผมบอก ประเทศไทยวันนี้จริงเท็จไม่รู้ ผมว่าพวกเราทุกคนก็มีส่วนร่วมในการช่วยหนีภาษีแหละ เวลาซื้อของถามจะเอาใบเสร็จไหม ถ้าพี่เอาใบเสร็จ ผมบวกพี่ ๗ เปอร์เซ็นต์ หลายคนก็ต้องบอกว่าไม่เอาดีกว่า นี่คือกระบวนการเริ่มต้นด้วยการทําผิดกฎหมายแล้วครับ แต่ทําอย่างไรเรื่องนี้ผมคิดว่า เปึนเรื่องที่ทําได้ยาก แต่ผมว่าต้องเริ่มทําว่าถ้าเราออกกระบวนการใบกํากับภาษีระบบอีรีซีต (e-Receipt) ก็ดี อีแทกซ์ อินวอยซ์ (e-Tax invoice) ก็ดี ที่มีข้อมูลยึดโยงได้หมดนี่ การหนีภาษีก็จะทําได้ยากขึ้น หลายคนเปึนผู้ประกอบการรู้เลยครับว่าต้องซื้อใบกํากับภาษี ทําอย่างไรที่เราต้องแก้ไขวัฒนธรรมเหล่านี้ พ่อค้าซื้อขายต่างจังหวัด เอสเอ็มอีหลบภาษี ทั้งสิ้น เราจะทําอย่างไรที่จะเพิ่มฐานภาษีให้ได้นะครับ
เรื่องต่อมาปฏิรูปภาษีแล้วกระบวนการและอัตราภาษีต้องเปึนธรรม อัตราภาษีวันนี้ที่ชัด ๆ ของรัฐบาลปัจจุบันไม่เปึนธรรมเพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะถ้าท่าน เปึนเจ้าของบริษัทท่านเสียภาษีกําไร ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เสียภาษีปันผลอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หลังจากหัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็เหลือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เสียอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกําไร ก็คือ ๘ เปอร์เซ็นต์ ภาษีสุทธิของเจ้าของกิจการคือ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ มิหนําซ้ําเขาหักรายจ่าย ได้เยอะมากนะครับ แต่ภาษีของคนทํางานที่มีรายได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างที่ท่านอาจารย์ บอกว่ามัน ๒๐ กว่าป้แล้วกระมัง เกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเมื่อใดคุณโดนภาษี ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แถมวันนี้กรมสรรพากรออกอีกแล้ว อาร์เอ็มเอฟ (RMF) แอลทีเอฟ (LTF) วิธีคํานวณต้องเอา เฉพาะเงินได้ที่เสียภาษีนะ ห้ามเอาเงินได้ยกเว้น อย่างนี้คือเก็บภาษีกับคนที่อยู่ในระบบ กดมัน บีบมัน นี่คือสิ่งที่ทํา เพราะฉะนั้นภาษีจะต้องเปึนธรรม ผมจึงเสนอบอกอัตราภาษี ที่เปึนธรรมที่สุด ตอนนี้ที่เร่งก็คือภาษีบุคคลธรรมดาต้องลดลงมาเท่านิติบุคคล ไม่เช่นนั้น คนรวยกลับเสียภาษีน้อยกว่าคนจน นี่คือความเหลื่อมล้ําข้อที่ ๑ อัตราภาษีของ บุคคลธรรมดากับนิติบุคคลจะต้องเท่ากัน
ผมไปต่อว่าถ้าเราจะแข่งขันในอาเซียน (ASEAN) อัตราภาษีของประเทศไทย จะต้องสู้กับประเทศในอาเซียนได้ ผมทํางานเกี่ยวกับภาษีมา ๓๐ กว่าป้ ผมรู้ว่า ประเทศสิงคโปร์เปึนหอกข้างแคร่ของประเทศไทย ท่านทราบไหมครับประเทศสิงคโปร์ เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ และไม่มีภาษีเงินปันผล เก็บภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาสูงสุดแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องบอกนะครับ เขาเก็บภาษีทรัพย์สินที่มูลค่าเกิน ๑๐ ล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ เหรียญเขาเก็บ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง มาดูว่าประเทศไทยจะไปทางไหน ผมมิได้ต้องการให้ประเทศไทยลดภาษีเท่าประเทศสิงคโปร์ มิได้ แต่ต้องแข่งกับประเทศสิงคโปร์ได้ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ณ วันนี้รัฐบาลไทย ก็พยายามทําแบบนั้น ให้สิทธิประโยชน์ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีอธิบายเรื่องไอทีซี (ITC) ไอเอชคิว (IHQ) แต่นั่นคือให้บริษัทข้ามชาติ มิได้ให้กับบริษัทไทยเอสเอ็มอี เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าเรื่องอัตราภาษีนี่สําคัญมาก การหักค่าใช้จ่าย การหักค่าลดหย่อนที่เปึนธรรม ผมอยากจะให้ท่านได้ไปดูในเอกสารประกอบ ซึ่งผมบอกพรรคพวกว่าอันนี้ผมทุ่มเทมาก ใช้กลไกต่าง ๆ ในออฟฟ่ศ ทําวิจัยเปรียบเทียบต่างประเทศให้ดูเลยว่าต่างประเทศ เขาทํากันแบบไหน เราทําแบบไหน เพื่อที่จะให้รัฐบาลรับเรื่องไป ท่านสมาชิกครับ
การปฏิรูปถ้าให้กรมสรรพากรปฏิรูปผมขอเรียนอย่างนี้เลยนะครับ ไม่มีทางปฏิรูปสําเร็จ ไม่มีทางปฏิรูปสําเร็จเลย เพราะเขามีส่วนได้เสีย ไม่ได้เพราะว่าเขาได้เงินนะครับ แต่ว่าถ้าไปลดภาษีลงภาษีที่เขาเก็บได้ก็จะน้อยลง เคพีไอ (KPI) ที่ ก.พ.ร. จะให้ก็น้อยลง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมจึงจะนําเรีย นว่า สปช. จะต้องเปึนผู้นําในการเสนอว่า เราเสนอแบบนี้ ปัจจุบันท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษี ซึ่งผมคิดว่ามันเปึนชั่วคราว ซึ่งหวังว่าท่านจะได้นําข้อเสนอของเราไปสู่ทางปฏิบัติต่อไป เพราะฉะนั้นเรื่องภาษีบุคคลธรรมดาก็ดี นิติบุคคลก็ดี การหักค่าใช้จ่ายหรือการหัก ค่าลดหย่อนก็ดีต้องเปึนธรรมครับ ประเทศเกาหลีท่านทราบไหมครับเอาสลิป (Slip) เครดิต การ์ดมาหักภาษีได้นะครับ ถ้าเราเอาสลิปเครดิต การ์ดมาหักภาษีได้แล้วรัฐบาล ก็ไปตาม สิครับว่าคุณไปซื้ออะไรบ้าง รัฐบาลเมืองจีนซื้ออาหารถึงกําหนด เอาใบกํากับภำษีมาแลกเปึนสลากขูดครับ ต้องให้คนไทยรีไควร์ (Require) ว่า ต้องเอาใบกํากับภาษีมา ไม่ใช่ไปกรอกแล้วชิงรางวัล ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่นะครับ ต้องเอาอย่างนี้ทําให้คนไทย ให้ถูกจริตคนไทยว่าจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นการเพิ่มประเด็น พวกนี้เปึนเรื่องสําคัญมาก ใบเสร็จต่าง ๆ ใบกํากับภาษีต่าง ๆ ซึ่งมันจะยึดโยงเข้าระบบ ไปหมด เพราะว่าคนจะหนีไม่ได้นะครับ ภาษีมูลค่าเพิ่มก็เปึนภาษีหนึ่งที่ต้องปรับปรุง ผมไม่กล้าพูดว่าเราเสนอให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ แต่จริง ๆ ถ้ารัฐบาลจําเปึนต้องขึ้นครับ แต่ขึ้นแล้วเราดูแลคนจนอย่างไร
ถ้าคนจนจดทะเบียนอยู่ในระบบเราสามารถชดเชยคนจนได้ว่าผมให้คูปองคุณไปซื้อวีเอทีเลย ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์บอกว่าภายใน พ.ศ. ๒๕๕๗ ครบ ๑๐๐ ป้เราจะให้คนไทยมีรายได้ ๔๐,๐๐๐ บาทเปึนขั้นต่ํา นั่นแหละเราจะได้ภาษีแล้ว แต่วันนี้เราช่วยภาษีมูลค่าเพิ่มกับ คนเหล่านี้ ช่วยภาษีมูลค่าเพิ่มกับเอสเอ็มอีได้อย่างไร ซึ่งรายละเอียดมีอยู่แล้วนะครับผมไม่ขอลงรายละเอียด นอกจากนี้เราก็ไม่ใช่ขออย่างเดียว มันมีการหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศ เราก็สร้างกฎหมายใหม่คือการปัองกันการหลีกเลี่ยง ภาษีของบริษัทข้ามชาติใหญ่ ๆ ใส่เข้าไปให้เหมือนนานาประเทศเขา ไม่ใช่เราจะขอรัฐบาล อย่างเดียว เราแก้ แต่ไม่ใช่บอกว่าจะแก้แล้วเอาเฉพาะเรื่องนี้ เรื่องอื่นเหมือนเดิมนี่ไม่ได้ครับ อันนี้มันต้องแก้ภาษีให้เปึนธรรม ภาษีระหว่างประเทศก็ดี อากรแสตมปีก็ดี ภาษีต่อมาก็คือ ภาษีสรรพสามิตซึ่งเข้าใจว่าก็ได้มีการร่างไปแล้ว ตอนนี้ก็ส่วนใหญ่ผมคิดว่าเปึนตัวอย่างอันดี ของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เปึนการร่างกฎหมายครั้งแรกที่ราชการให้หน่วยงาน วิชาการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปึนคนยกร่าง แล้วเอาเอกชน สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าไปนั่งเจรจาทํากฎหมายด้วยกัน มีประเด็นตรงไหนที่ยังไม่เห็นด้วยกันก็มาถกแถลง คือการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน หรือผู้มีส่วนได้เสียจึงมีความสําคัญมากในการร่างกฎหมายของไทยต่อไป แต่ประทานโทษครับกรมสรรพากรไม่เคยทํา ซึ่งเข้าใจได้ว่าเนื่องจากเปึนกฎหมายที่มี ส่วนได้เสีย แต่ว่าปฏิรูปคราวนี้ต้องให้เอกชนเข้าไปทํา กรมศุลกากรทําบ้าง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้กฎหมายศุลกากรก็พยายามแก้มาหลายครั้งนะครับ กฎหมายศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ครับ แก้ไป ก็แก้ทุกครั้งส่วนใหญ่ก็จะทําให้เอกชนเดือดร้อนทุกครั้ง ผมเรียน อย่างนี้เลย อํานาจใช้ดุลยพินิจแต่หลัง ๆ ดีขึ้นเยอะนะครับ อย่างร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่เรา เรียกร้องกันมากก็คือเรื่องเงินสินบนรางวัลนําจับซึ่งได้ไม่จํากัด ท่านหลายคนคงทราบ เปึนร้อยครับ ๑๐๐ ไม่ใช่ ๑๐๐ บาทนะครับ ๑๐๐ ล้านบาทครับสินบนรางวัลนําจับ และที่สําคัญไม่ต้องเสียภาษีด้วยครับ กฎหมายแบบนี้มีไม่ได้แล้วครับ เราจะลดสินบนรางวัล นําจับลง เราไม่ต่อต้านนะครับ เรามีได้เพราะเขาต้องเอาชีวิตเข้ำไปแลกเขาก็ต้องเอา บางอย่าง แต่เราก็เสนอว่าให้ลดสินบนรางวัลนําจับลง จะปรับปรุงอย่างไรให้กฎหมาย ศุลกากรเปึนกฎหมายที่ไม่ใช่ลงโทษ เอาโทษอาญามาขู่ผู้ประกอบการที่สุจริต จะทําอย่างไร ให้ภาษีของเราภาษีฟุ์มเฟ๋อยให้ประเทศไทยเปึนฮับ (Hub) แข่งขันในต่างประเทศได้
ในคณะอนุกรรมาธิการเราได้เรียนเชิญกรมสรรพสามิตมาชี้แจงว่าถ้าเรามีนโยบายให้ลดภาษี ยกตัวอย่างเช่นไวน์ราคาแพงให้เหมือนประเทศสิงคโปร์ได้ไหมแทนที่จะเก็บตามมูลค่าให้เก็บ ตามปริมาณ ขวดละเท่าไรก็ไม่รู้ละ ประเทศสิงคโปร์เก็บขวดละ ๕๐๐ บาทเราอาจจะ เก็บขวดละ ๑,๐๐๐ บาทก็ได้ ท่านผู้ชํานาญการกรมศุลกากรบอกว่าท่านครับจริง ๆ แล้ว การลดภาษีศุลกากรจะทําให้เกิดภาษีอย่างอื่นได้ ท่านบอกว่าบินทูเมื่อก่อนขายกัน หนีภาษีก็ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าบาทขายในร้าน ประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทในโรงแรม พอเอฟทีเอ (FTA) ไทย-ออสเตรเลียเข้ามาไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรหรือเสียในอัตราต่ํามาก แล้วก็ภาษีสรรพสามิตยังเหมือนเดิม ยอดขายบินทูจาก ๒๐,๐๐๐ ลังเปึน ๘๐,๐๐๐ ลังครับ พวกเราก็รู้กันว่าการกินไวน์คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ ซื้อตามชายแดน สิ่งเหล่านี้เราต้อง เสนอให้เขาทําครับ หลายคนต่อต้านนี่มันอบายมุขอาจารย์ต้องเก็บภาษี ต้องยอมรับว่า ภาษีไวน์การหนีภาษีสมักกลิง (Smuggling) ใหญ่มากของประเทศไทย เราจะกล้าทําลาย โครงสร้างแบบนี้หรือไม่ การส่งเสริม การตั้งบอนดิด แวร์เฮาส์ (Bonded warehouse) สินค้าทัณฑ์บนในชายแดนเราก็ส่งให้รัฐบาลเปึนคนทํา เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่กระผมจะเล่า ให้ฟัง ทีนี้ก่อนที่จะไปเรื่องภาษีทรัพย์สินและภาษีอื่น ๆ ผมขออนุญาตข้ามไปเรื่องของ การพิจารณาอุทธรณ์กลาง ที่เราเสนอให้ผู้เสียภาษีถ้ามีข้อพิพาทภาษีอากรให้สามารถมีออปชัน (Option) ว่าจะเลือกไปศาลหรือไปคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ วันนี้กฎหมายทุกอัน บอกว่าก่อนจะไปศาลคุณต้องไปคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนนะ แล้วไม่กําหนดเวลา หรือครับ บางเรื่อง ๕ ป้ยังอุทธรณ์อยู่เลย
เบี้ยปรับเงินเพิ่มก็ขึ้นไปเรื่อย ๆ และคนที่ตัดสินนี่ก็เปึนอธิบดีเอง กระทรวงมหาดไทยบ้าง อัยการบ้าง ไม่มีคนนอกเลยครับ ในแง่ของธรรมาภิบาลก็ผิดแล้ว ตรวจเอง จับเอง ตัดสินเอง อย่างนี้มันไม่ใช่แล้ว เราต้องเปลี่ยนโครงสร้างแบบนี้ ให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิจะเลือกว่าเขาจะไป ตรงไหน และถ้าจะเปึนอุทธรณ์ต้องเปึนกลาง เปึนวิชาการ ไม่ใช่ตัดสินตามอําเภอใจ มีหลักเกณฑ์ การปฏิรูปภาษีอื่น ๆ ถ้าทําได้ เราอยากให้เขาทํามากก็คือว่าให้หน่วยจัดเก็บภาษี เปึนหน่วยงานจัดเก็บภาษีอิสระ ที่เขาเรียกซารา (SARA) เซลฟีซัฟฟ่เชียนซี (Self-sufficiency) แทกซ์ ออทอริตี (Tax Authority) คอลเลกชัน (Collection) ซึ่งแบบ ประเทศสิงคโปร์ คือถ้าเราปฏิรูปเราต้องปฏิรูปให้เต็มรูปแบบ อย่าเปึนลูกผสม ผมเชื่อว่าอันนี้ ต้องใช้เวลา อาจจะทํายุคนี้ไม่ทัน เพราะการให้การศึกษาให้ความรู้บุคลากรอันนี้ต้องใช้เวลา แต่ผมคิดว่าเราต้องมีเปัาหมายไปทางนั้น การสร้างความรู้ให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่ การเรียกเก็บต่าง ๆ อย่างที่เรียน ต่อมาก็คือเรื่องของหน่วยงานอิสระซึ่งเราได้เสนอไปแล้ว หวังว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะใส่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และภาษีอากรแห่งชาติอยู่ในนั้นเพื่อจะให้เปึนองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่พิจารณากฎหมาย ต่อไป ก็ต้องปรับปรุงไปเรื่อย ๆ นะครับ ภาษีใหม่ ๆ ที่จะทําให้ท้องถิ่นได้รับประโยชน์ด้วย ภาษีทรัพย์สินก็ดี ภาษีเงินได้อื่น ๆ การแบ่งภาษีเทศบาลอย่างนี้จากภาษีเงินได้จะแบ่ง อย่างไรที่ท้องถิ่นจะได้เงิน ประเด็นสุดท้ายเรื่องการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี วิสาหกิจ เพื่อชุมชนและเพื่อสังคม ผมคิดว่าอันนี้เปึนประเด็นใหญ่ เรามีเอสเอ็มอีในประเทศไทย ๒.๗ ล้านราย จากข้อมูลของ สสว. มีบริษัทอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ ราย ในบริษัท ๖๐๐,๐๐๐ ราย ท่านทราบไหมมีคนเสียภาษีแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ราย เอสเอ็มอี ๒.๗ ล้านราย ผมไม่แน่ใจว่า คนกลุ่มนี้เปึน ๑ ใน ๑๐ กว่าล้านรายที่ยื่นแบบ ภงด. หรือเปล่า หรือเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเปล่า ฉะนั้นเราก็บอกว่าถ้าคุณลดภาษี ลงแล้วอย่างที่ท่านอาจารย์สมชัยบอก เราจะ นิรโทษกรรมภาษีคุณก่อน ของเก่าเราไม่ว่าแล้วเราจะเริ่มชีวิตใหม่กัน ซึ่งวันนี้ผมในฐานะ เปึนกรรมาธิการ ซึ่งอาจารย์สมชัยเปึนประธานอยู่ในชุดเล็กนี่ก็ยังถกเถียงกันว่าจะควร นิรโทษกรรมภาษีหรือเปล่า เพราะกรมสรรพากรบอกว่านิรโทษกรรมทีไรรัฐก็ไม่ได้ภาษี เพิ่มขึ้นเปึนกอบเปึนกํา แต่ผมคิดว่าถ้าเรารื้อโครงสร้างภาษีใหม่ แล้วเราจัดโครงสร้างภาษีใหม่ ที่เปึนธรรม อัตราภาษีกฎหมายใหม่ หน่วยงานใหม่ที่กํากับดูแล ที่อุทธรณ์ได้นี่ ผมเชื่อว่า การนิรโทษกรรมเปึนทางออกทางหนึ่งที่จะทําให้คนไทยกลับมาอยู่ในระบบภาษี และจะต้อง
ให้ทุกคนช่วยกันรณรงค์ว่าการเสียภาษีเปึนหน้าที่ของคนไทยทุกคน เริ่มเด็ก ๆ เริ่มวันนี้ ว่าทําไมเขาถึงต้องเสียภาษี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็จะต้องทําขึ้น มาตรการภาษีต่าง ๆ ที่เรา พูดถึงบีโอไอ (BOI) ก็ดีที่ผมอยากให้ท่านสมาชิกได้กลับไปดูเอกสารประกอบ ผมคิดว่า เปึนเอกสารประกอบที่ค่อนข้างสมบูรณ์ฉบับหนึ่งที่ท่านจะนําไปใช้ได้ ที่คณะกรรมการปฏิรูป ภาษีที่รัฐบาลจะนําไปต่อยอดศึกษาเพิ่มเติม เรามีการวิจัย การศึกษาเพิ่มเติมเยอะมาก เรื่องภาษีอากร มีผลงานวิจัยของเวิลด์ แบงก์ (World Bank) แต่เราไม่เคยนํามาปฏิบัติ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน สปช. ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ บอกว่าอ่านของคุณหมดแล้ว แต่ว่าเขา จะเอาไปทําหรือเปล่า ดีหมดแต่เขาจะทําหรือเปล่า อันนั้นคือโจทย์ของเรา ผมเชื่อว่า ข้อเสนอของเราอันนี้เปึนข้อเสนอที่จะเกิดบิก แบง (Big bang) ถ้าถามผมมีอิมแพกต์ (Impact) กับประเทศใหญ่ ผมอาจจะคิดเกินเลยไปบอกว่าเราจะปฏิรูปอะไร เราเรียกร้อง ปฏิรูปโน่นนี่นั่น แล้วเราไม่มีเงินเราจะปฏิรูปได้อย่างไร จะไปกู้หนี้หรือครับ ใช้จีดีพี หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นแบบประเทศกรีซหรือครับ ถ้าปฏิรูปแบบนั้นก็ไม่ใช่ปฏิรูปอย่างถาวร ฉะนั้นผมก็ใคร่ขอกราบเรียนว่าการลงทุนข้อมูลใหญ่ที่รัฐบาลต้องทํา การแก้ไขกฎหมาย เหล่านี้เปึนสิ่งที่สําคัญ
และสุดท้ายที่จะฝากไว้คือผู้เสียภาษีให้รัฐควรจะได้รับการดูแลจากรัฐอย่างไร ไม่ว่าจะเปึน การกู้ยืมเงินอัตราดอกเบี้ยถูก การดูแลเมื่อเขาเกษียณอายุ อาจจะบอกอีกคลาส (Class) หนึ่ง ก็ได้ นะครับ แต่ผมคิดว่ามันมี การ์ด เงิน การ์ด ทอง การ์ด แพลทินัม (Platinum) ทําได้ครับว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือคนเสียภาษีอย่างไร ไม่เปึนการแบ่งแยก แต่ผมคิดว่าสิ่งหนึ่ง ที่จะต้องทําก็คือว่าทําให้คนไทยรู้สึกว่าเขาเสียภาษีแล้วนอกจากเปึน หน้าที่แล้วเขาควร จะได้อะไรคืนมาเมื่อเขาเลิกทํางาน เขาเกษียณอายุ เพราะฉะนั้นกลายเปึนเรื่องของกองทุน การซื้อประกัน กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ กองทุนยามชรา มันก็จะยึดโยงกันหมด เพราะฉะนั้น ผมจึงใคร่กราบเรียนว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่แล้วผมก็พร้อมรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจาก ท่านสมาชิกทุกท่าน เพื่อจะทําให้รายงานนี้สมบูรณ์ขึ้น เพื่อจะทําให้รายงานนี้สามารถ แปลงเปึนรูปธรรมได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมก็ขออนุญาตจบแค่นี้ และขอให้ ท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ซึ่งเปึนอนุกรรมาธิการได้ฉายภาพกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งแวดล้อม ลาภลอยว่าที่มาที่ไปของท่านท่านคิดอย่างไร เชิญครับ
เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สปช. ๑๘๗ ผมจะมาต่อเนื่องจากภาษี โดยเฉพาะของท้องถิ่น เนื่องจากเปึนภาษีใหม่ประเทศไทยเรายังไม่ได้ใช้ ส่วนใหญ่ก็มาจาก การวิจัยค้นคว้าว่ามีภาษีอะไรดี ๆ ที่ต่างประเทศเขาใช้กัน ภาษีตัวแรกที่ผมอยากจะพูดถึง คือภาษีลาภลอยหรือภาษีสาธารณูปโภค ในต่างประเทศนั้นเมื่อมีการทําผังเมืองแล้วก็จะ มีการวางแผนว่าจะทําสาธารณูปโภคอะไรเข้าไปบ้าง เนื่องจากสาธารณูปโภคนี้ใช้เงินมาก แล้วก็ก่อให้เกิดลาภลอยจํานวนมากเช่นเดียวกัน ฉะนั้นในต่างประเทศนั้นก็จะมีการเก็บ ภาษีลาภลอยกลับคืนมา โดยที่ประชาชนยินดีที่จะเสีย นั่นหมายความว่าได้มีการวางแผน ไว้แล้วว่าจะทําสาธารณูปโภคไปที่ไหนบ้าง เช่น จะทําสะพานข้ามแม่น้ํา สมมุติจาก แม่น้ําเจ้าพระยาไปฝัืงธนบุรีสามารถทําได้กี่แห่ง หรือการตัดถนนจากจุดที่เจริญไปยังจุดที่ ไม่เจริญจะทําได้กี่แห่ง การเชื่อมถนนหลักเปึนถนนซอยจะทําได้กี่แห่ง แล้วจากนั้นก็จะมี การประเมินว่าสิ่งเหล่านี้จะทําให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และให้ประชาชนสมัครใจที่จะเสีย ค่าใช้จ่ายบางส่วนตามที่มีการจัดเก็บจากลาภลอยที่ประเมินแล้ว เช่น ลาภลอยประเมินแล้วว่า
การสร้างสะพานข้ามแม่น้ําเจ้าพระยาจากฝัืงกรุงเทพฯ ที่เจริญไปยังฝัืงธนบุรีนั้นจะทําให้ มีลาภลอยเพิ่มขึ้นกับที่ดินที่สะพานข้ามผ่านและถนนตัดผ่านนั้นเปึนเงินประมาณเท่าไร และจะมีการจัดเก็บภาษีเปึนจํานวนเงินเท่าไร ในระยะเวลากี่ป้ โดยทั่วไปก็จะประมาณ ๑๐ ป้ ถ้ามี ๕ สะพาน ประชาชนในโซน (Zone) สะพานไหนพร้อมที่จะเสียภาษีรัฐก็จะ ทําสะพานนั้นก่อน สะพานไหนประชาชนยังไม่พร้อมเสียภาษีรัฐก็ยังไม่ทํา ก็ไปลุยทําในโซน ที่ประชาชนพร้อมจะเสียภาษี เพราะฉะนั้นสาธารณูปโภคก็จะเกิดขึ้นในโซนที่ประชาชน พร้อมที่จะเสียภาษี และสร้างลาภลอยให้กับในโซนนั้นก่อน แต่ถ้าทุกโซนพร้อมที่จะเสียภาษี รัฐก็จะวางแผนว่าจะมีการกู้ยืมเงิน จะเก็บภาษีมาพร้อมกันได้เท่าไร ด้วยวิธีนี้จะทําให้ สามารถสร้างสาธารณูปโภคได้เปึนจํานวนมาก เพราะประชาชนมีส่วนร่วมในการออก อันนี้มีทํากันมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว และในละตินอเมริกา อันนี้เราเรียกว่าภาษีลาภลอย
หรืออีกกรณีหนึ่งก็เกิดขึ้นจากการสร้างสถานีรถไฟฟัาหรือรถไฟความเร็วสูงอะไรต่าง ๆ เมื่อมีสถานีรถไฟเปึนจุดรวมคน คนเปึนจํานวนมากก็จะทําให้ที่ดินบริเวณรอบข้าง มีราคาสูงขึ้น ในต่างประเทศมี ๒ วิธี คือ ๑. เวนคืนที่ดินข้างเคียงเอาไว้ทําประโยชน์ แล้วให้ประชาชนเช่า อีกวิธีหนึ่งก็คือการจัดเก็บภาษี แต่ถ้าเราพิจารณาจากรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทยแล้วเราไม่ยอมให้เวนคืนเกินกว่าในการทําสาธารณูปโภค แต่ถ้าเปึนฮ่องกง หรือในหลายประเทศเขาให้เวนคืนมากกว่าการทําสาธารณูปโภคได้แต่ต้องจ่ายค่าเวนคืน ที่คุ้มค่า และเมื่อสาธารณูปโภคเช่นสถานีรถไฟฟัาเกิดขึ้นมันทําให้ที่ดินข้างเคียงมีราคาสูงขึ้น แล้วก็มีการทําเปึนศูนย์การค้าแล้วก็ให้ประชาชนเช่าโดยรัฐก็เก็บเอาเข้ามาสมทบกับกองทุน ในการก่อสร้างสาธารณูปโภค อันนี้ก็เปึนวิธีหนึ่ง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญเราไม่ยอมเราก็ต้องมาใช้ รูปภาษี นั่นหมายความว่าสถานีรถไฟฟัาเราก็บอกได้เลยว่าบริเวณนี้อาจจะทําสถานีรถไฟฟัา ขึ้นมาได้ ๒-๓ แห่ง โซนแต่ละโซนจะก่อให้เกิดลาภลอย โซนไหนพร้อมที่จะเสียภาษี แล้วก็พร้อมที่จะเสียภาษีมากที่สุดก็ทําสถานีรถไฟฟัาขึ้นในโซนนั้น แล้วรัฐก็จัดเก็บ ภาษีชดเชยขึ้นมาใช้ในสาธารณูปโภคนั้น ๆ อันนี้เปึนที่นิยมทํากันมากในต่างประเทศ แล้วประชาชนก็ยินดีเพราะว่ามันเปึนภาษีที่เราเรียกว่าวิน แอนด์ วิน (Win and Win) เพราะว่าประชาชนเสียจากลาภลอยที่ตัวเองได้ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วรัฐบาลก็สามารถ ได้ภาษีลาภลอยเข้ามาสมทบกับเงินของรัฐแล้วสามารถทําสาธารณูปโภคไ ด้อย่างมากมาย ทําให้บ้านเมืองเจริญอย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมาอีกประการหนึ่งก็ทําให้รัฐสามารถ เก็บภาษีทรัพย์สินได้เพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะเมื่อมีสาธารณูปโภคจํานวนมาก ความเจริญ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเมืองต่าง ๆ ก็ทําให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นโดยทั่วไป สิ่งที่ท้องถิ่นได้ตามมาอีกนั้น ก็คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมันก็จะเปึนประโยชน์ร่วม ซึ่งในต่างประเทศก็ถือว่า เปึนภาษีที่ดีตัวหนึ่งที่มีการนํามาเสนอสําหรับประเทศไทย อีกภาษีหนึ่งที่นิยมทํากันมาก ในต่างประเทศนั้นก็คือภาษีสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมได้พูดไปบ้างแล้วในเวทีสิ่งแวดล้อมว่า คนที่ก่อมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมจะต้องเปึนผู้เสียภาษี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้มีการลดมลพิษลง เพราะมันเปึนการลงโทษ และภาษีนั้นก็นํามาใช้ประโยชน์ในการจัดการกับสิ่งแวดล้อม ภาษีเหล่านี้ในหลายประเทศเปึนภาษีท้องถิ่น นั่นหมายความว่าท้องถิ่นอาจจะจัดเก็บเอง หรือรัฐบำลกลางอาจจัดเก็บเองแต่เอาไปให้ท้องถิ่น ใช้ประโยชน์ เพราะว่าท้องถิ่น เปึนผู้แบกรับมลพิษนั้น ท้องถิ่นก็เอาไปใช้ในการจัดการกับมลพิษนั้น และภาษีที่เก็บ
มากพอสมควรก็จะทําให้มลพิษลดลง ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ผมอยากจะยกให้เห็น เช่นภาษี มลพิษทางอากาศก็คือควันที่ปล่อยออกมา อันนี้เปึนภาษีที่เก็บง่ายมาก ทุกครั้งที่มี การต่อทะเบียนรถยนต์ ก็เอารถยนต์มาสตาร์ต (Start) บรื้น ๆ วัดปริมาณควันที่รถปล่อย ออกมา ปริมาณควันเท่าไร สูงเท่าไร ค่าธรรมเนียมปัายภาษีก็สูงตามไป ตามเรต (Rate) ที่กําหนด อันนี้ทําไม่ยาก เพียงแต่ออกกฎหมายมารองรับ เวลาต่อทะเบียนปัายรถยนต์ ก็สตาร์ทเหมือนตํารวจตรวจควันรถยนต์นั่นแหละครับ พอตรวจเสร็จมีปริมาณเท่าไรมันก็จะ บอกทันทีว่าอยู่ในบล็อกค่าธรรมเนียมเท่าไร
เพราะฉะนั้นรถที่ยิ่งปล่อยควันมากก็จะต้องรับผิดชอบเสียภาษีปัายมาก ก็คือภาษีปัาย รถยนต์ก็จะเสียในเรตที่สูงมากขึ้นไปด้วย ด้วยเหตุนี้ในหลายประเทศเมื่อต้อง เสียภาษีสูงมากก็จึงพยายามไม่ใช้รถเก่าโดยปริยาย ฉะนั้นประเทศไทยเราจะห้ามใช้รถเก่า ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ เพราะว่าของเรามันสวนทางกัน ภาษีปัายทะเบียนรถเก่ากลับถูกกว่า ภาษีปัายทะเบียนรถใหม่ ทั้ง ๆ ที่มันสร้างมลพิษมากกว่า หรืออีกอย่างหนึ่งที่เห็นชัด ในต่างประเทศก็คือภาษีขยะ เขาก็จะมีการแยกขยะพิษกับขยะที่มีการคัดแยกที่ดีแล้ว ขยะพิษก็จะเรตสูง ขยะที่แยกดีแล้วก็จะเรตต่ํา ในต่างประเทศนั้นท้องถิ่นไม่ได้เปึน คนเก็บขยะเอง แต่ท้องถิ่นเป่ดให้ภาคเอกชนมาประมูลในการเก็บขยะและขจัดขยะ และเอกชนก็เรียกเก็บค่าเก็บขยะตามที่ประมูลได้ถูกที่สุดที่ท้องถิ่นให้อนุญาตไป แล้วจากนั้น เอกชนนั้นก็ต้องทําหน้าที่เก็บภาษีขยะส่งให้กับท้องถิ่น แล้วก็ภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วย ก็คือ เมื่อตัวเองประมูลได้เก็บได้เท่าไรก็ต้องจัดเก็บภาษีขยะนําส่งให้ท้องถิ่นหรือนําแวต ส่งให้สรรพากรไป เพราะว่าผู้ประมูลได้ก็จะเปึนหน่ วยเสียภาษีก็จัดเก็บแล้วส่งให้รัฐ ซึ่งก็ไม่ได้เพิ่มต้นทุนให้กับรัฐบาลมากแต่อย่างใด เพราะมันก็อยู่ในระบบจัดเก็บด้วยตัวของ มันเองอยู่แล้ว ในตลาดร่วมยุโรปนั้นมีไดเรกทีฟ (Directive) ชัดเจนว่าทุกประเทศจะต้อง จัดเก็บภาษีขยะในเรตที่ไม่ต่ํากว่าเท่าไร เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในตลาดร่วมยุโรปนั้น ทุกประเทศจะมีการจัดเก็บภาษีขยะเพื่อลดขยะพิษและขยะอื่น ๆ แล้วภาษีค่อนข้างแพง จึงทําให้คนพยายามหลีกเลี่ยงที่จะทําให้เกิดขยะ หรือเมื่อมีขยะก็นําไปทํารีไซเคิล (Recycle) ให้เกิดประโยชน์เองไม่ปล่อยขยะออกมาให้กับบริษัทเก็บ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อประหยัดเงิน หรือภาษี และท้องถิ่นก็สามารถได้ภาษีตัวนี้ไปทํางานในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น นอกจากนั้น ภาษีอื่น ๆ ยังมีอีกมากมาย แต่ภาษีอื่น ๆ นั้นมันค่อนข้างจะสลับซับซ้อนไม่ว่าภาษีโรงงาน ที่ปล่อยควันพิษอาจจะเปึนพวกซัลเฟอร์ (Sulfer) หรืออาจจะเปึนสารพิษอื่น ๆ ที่ได้ มีการตกลงแล้วก็มีการตรวจวัดแล้วก็เก็บตามนั้น หรือภาษีที่ปล่อยของเสียลงน้ําไม่ว่าจะเปึน บ้านอยู่อาศัยหรือโรงงานอุตสาหกรรมก็จะมีการตรวจเช็ก (Check) น้ําที่ปล่อยลงมาว่า ได้มีการขจัดน้ําเสียแล้วหรือยัง ขจัดได้ดีขนาดไหน ถ้าขจัดได้ดีปล่ อยลงมาแล้วแทบจะ ไม่มีก่อมลพิษก็ไม่เก็บ ขจัดได้ระดับหนึ่งน้ําเสียปล่อยมลพิษน้อยก็เก็บน้อย ถ้าไม่ขจัดเลยน้ํา เสียปล่อยมลพิษลงมามากก็เก็บมาก อันนี้ก็จะทําให้ทั้งบ้านอยู่อาศัยและโรงงานนั้นจะดูแล เรื่องมลพิษ แล้วก็ยินดีที่จะลงทุนจัดการกับมลพิษ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อประโยชน์ในการประหยัดภาษี
ก็ทําให้สารมลพิษลงมาน้อย สารมลพิษประเภทนี้บ่อยครั้งก็อาจจะใช้เปึนภาษีของท้องถิ่น และในบางประเทศนั้นก็ถือเปึนภาษีของรัฐบาลกลางเพื่อไปจัดการกับมลพิษ ในภาพรวม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศว่าจะเอาภาษีเหล่านี้ไปจัดการมลพิษ ในรูปแบบไหน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเทศไทยเราก็น่าจะพัฒนานวัตกรรมภาษีใหม่ ๆ ที่มันใช้และได้ผลในต่างประเทศนํามาเสนอ อันนี้ก็เปึนตัวอย่างของภาษีท้องถิ่นที่อยู่ใน ๒ หัวข้อ คือภาษีลาภลอยและภาษีมลพิษ ถ้าท่านมีข้อเสนอแนะที่ดีเราก็ยินดีที่จะ นํารวบรวมเสนอรัฐบาลต่อไป ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้ทุกท่านก็ได้รับฟังแผนการดําเนินการปฏิรูป ระบบโครงสร้างภาษีแล้วนะคะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายให้ความเห็น ในเรื่องนี้โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาทีเช่นเดิมนะคะ ดิฉันมีรายชื่ออยู่ในขณะนี้นะคะ มีท่านอลงกรณ์ พลบุตร ท่านรสนา โตสิตระกูล ท่านกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี แล้วก็ท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ดิฉันขอเชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. ผมติดตามการทํางานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ทั้ง ๑ และ ๒ มาโดยตลอดรวมทั้งชื่นชมผลงาน จึงได้ไปร่วมสัมมนาทั้งวัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่ออยากทราบถึงข้อเสนอที่เปึนพิมพ์เขียวปฏิรูปเศรษฐกิจของเรา โดยเฉพาะในวันนี้ก็เปึนวาระเรื่องของการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษีที่น่าสนใจมาก ทั้งนี้เพราะว่าภาษีนั้นเปึนเครื่องมือในการลด ความเหลื่อมล้ํา เปึนเครื่องมือในการที่จะ อัพเกรด (Upgrade) คุณภาพชีวิตของประชาชนและประเทศชาติ รวมทั้งการเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเปึนการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในกิจการ ของประเทศไทยในต่างประเทศด้วย ตรงนี้เปึนแนวทางปฏิรูปยุคใหม่ที่ประเทศไทย จะต้องก้าวสู่การเปึนประเทศผู้นํา ดังนั้นก็ต้องมาทําหน้าที่ในการที่จะสร้างพิมพ์เขียว ให้ชัดเจนว่าแล้วภาษีที่เปึนรายได้หลักของประเทศนั้นเราจะทําอย่างไร ความจริง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้ขณะนี้อยู่ในชั้นของการแปรญัตตินะครับ วงเงิน ๒.๗ ล้านล้านบาทนั้น มีรายได้จากภาษีทางตรง ทางอ้อม ๒.๑๕ ล้านล้านบาท ก็ประมาณ ๗๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราต้องกู้เงินเพื่อให้เปึนงบสมดุลโดยใช้ระบบ ขาดดุลงบประมาณนั้นอีก ๓.๙ ล้านล้านบาท ไม่รวมการชดใช้หนี้แต่ละป้เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นภาษีจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากว่าเราไม่ได้ มีการปฏิรูปภาษีอย่างเปึนระบบแบบยกเครื่องที่ สปช. กําลังดําเนินการอยู่ขณะนี้ จึงเปึนเรื่องที่น่าสนใจและเปึนเรื่องที่เปึนอนาคตจริง ๆ ความจริงการปฏิรูปภาษี หรือแทกซ์ รีฟอร์ม (Tax Reform) นั้นจะมีอยู่ ๒ ส่วนสําคัญ ส่วนที่ ๑ ก็คือระบบ ภาษีก้าวหน้า ไม่ใช่ระบบภาษีอัตราก้าวหน้านะครับ ระบบภาษีก้าวหน้า และส่วนที่ ๒ ก็คือ ผู้เสียภาษีที่มีคุณภาพทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่แนวทางที่ชัดเจนที่ผมเห็นด้วยครับ
เราจะมีความเห็นเปึนข้อสังเกต นั่นก็คือเรื่องของแนวทางลดภาษี ขยายฐานภาษี อันนี้ถูกต้องที่สุด ภายใต้ระบบภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลของเราที่มีการคิดคํานวณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของนิติบุคคล และ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของบุคคลธรรมดานั้นสูงเกินไป มันไม่ สอดรับต่อการก้าวสู่ประชำคมเศรษฐกิจอาเซียน ดังนั้นการปรับลดลงมาในสูตรที่จะ ให้เหมือนกัน เท่ากัน แต่อยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์แบบ ประเทศสิงคโปร์นั้นผมคิดว่าประเทศไทยทําได้ คําถามคือเมื่อเรา ลดอัตราภาษี การจะได้ภาษีเพิ่มจากการลดอัตราภาษี คือการขยายฐานภาษี ดังนั้น การขึ้นทะเบียนภาษี ความจริงภายใต้ประมวลรัษฎากรปัจจุบันนะครับ ในช่วงนั้น ผมเปึนรัฐมนตรีก็ดูแลเรื่องของนิติบุคคล เรื่องข้อมูลฐานภาษีสําคัญมาก ตอนนั้นเราทํา นิติบุคคลที่บอกว่ามีอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ รายที่เปึนบริษัท แล้วก็มีอยู่ ๒.๗ ล้านรายที่เปึนเอสเอ็มอี จํานวนนี้เสียภาษี ๓๐๐,๐๐๐ ราย เอสเอ็มอีนั้นไม่มีตัวเลขเท่าไรนัก ก็หมายความว่า เรายังสามารถที่จะขยายฐานภาษี ถ้าหากว่าเราลดการหลบเลี่ยงภาษีจากอัตราภาษีที่สูง และการแก้ไขปัญหาตอนนั้นคือทําเลขทะเบียนนิติบุคคลเปึนเลขเดียวครับ จดทะเบียน เลขทะเบียนพาณิชย์เปึนเลขเดียวกับเลขเสียภาษี เปึนเลขเดียวกับทะเบียนนายจ้าง ทําได้ภายใน ๔ เดือนครับ เพราะฉะนั้นภายใต้ประมวลรัษฎากรปัจจุบันนั้นก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลนี้ก็เดินมาถูกทางแล้วก็คือการขึ้นทะเบียนภาษีจากจํานวน ๖๐ กว่าล้านคน ปัจจุบัน ก็ใช้เลข ๑๓ หลักของเลขบัตรประจําตัวประชาชนอยู่แล้ว ปัญหาคือจะบริหารข้อมูลตรงนี้ อย่างไร
นี่คือสิ่งที่สําคัญกว่าการเก็บข้อมูล ระบบการเก็บข้อมูลโดยอิเล็กทรอนิกส์วันนี้ทําแล้ว แต่จะบริหารข้อมูลตรงนี้มาให้สอดคล้องกับเรื่องของการปรับลดอัตราภาษี ผมคิดว่าตรงนี้ จะมีส่วนอย่างยิ่งที่จะทําให้ปริมาณของยอดรวมภาษีมาเปึนงบประมาณแผ่นดิน มาเปึน รายจ่ายในการพัฒนาประเทศ หรือสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนนั้นจะดีขึ้นและเพิ่มขึ้น มีเงินมากขึ้นก็พัฒนาได้มากขึ้น ๒. คือในระบบพื้นที่ภาษียังไม่ชัดเจน ความจริงภาษี เปึนเครื่องมือของการพัฒนา ภายใต้นโยบายของการที่จะต้องให้จังหวัดที่อยู่ชายแดนทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะที่เปึนเขตเศรษฐกิจ พิเศษเท่านั้น เปึนพื้นที่ภาษีพิเศษขึ้นมาเราจะทําให้เกิด การค้า การลงทุน เกิดกิจกรรมธุรกิจกระจายขยายไปสร้างขั้วเศรษฐกิจความเจริญโดยใช้ อินเซนทีฟ (Incentive) ของแทกซ์นี้แหละครับเข้าไปใช้กับบริเวณจังหวัดรอบด้านของเรา ๓. ก็คือในส่วนของภาษีกําไรจากผู้ประกอบการในต่างประเทศ ตรงนี้ไม่เห็นข้อเสนอที่ชัดเจน อยากให้ท่านช่วยนําเสนอว่าทําอย่างไร กิจการของประเทศไทยไปลงทุนในต่างประเทศ แล้วจะนํากําไรกลับมามันไม่เอากลับกันมาเพราะปัญหาเรื่องภาษี มีข้อเสนออย่างไรจะแก้ไข ตรงนี้ เราจะได้เงินมากแล้วจะเปึนตัวแรงจูงใจในการสร้างแรงจูงใจให้กิ จการไทยไปลงทุน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคเออีซี (AEC) แล้วก็เอฟทีเอหรือคอมพรีเฮนซีฟ เอฟทีเอ (Comprehensive FTA) ที่เรามีไว้กับอีกหลายประเทศทั่วโลกนั้นมันจะเกิดผลทางปฏิบัติ เวลาจํากัดความจริงพูดได้ไม่หมดก็ขอเสนอแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวนอกรอบก็จะ เรียนท่านประธานและกรรมาธิการของเศรษฐกิจ ๑ และ ๒ ในวาระต่อไปครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรสนา โตสิตระกูล ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันก็เห็นด้วยกับทางกรรมาธิการ ที่ต้องการจะปฏิรูปเรื่องระบบของภาษี แต่ดิฉันก็มีความเห็นเพิ่มเติมดังนี้ว่าในเรื่องของ การเก็บภาษีเงินได้น้อยลงโดยการขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น อันนี้ก็เปึนสิ่งที่เห็นด้วย แต่ดิฉันคิดว่าอีกเรื่องหนึ่งที่ น่าจะต้องลงรายละเอียดให้มากขึ้นในทางปฏิบัติว่าจะเก็บภาษี อย่างไรให้รัดกุม แล้วก็ไม่ให้มีการหนี เพราะเวลานี้ต้องบอกว่าบริษัทที่ทําภาษี ๒ เล่มนี่ก็ยัง มีอยู่ใช่ไหมคะ หรือแม้แต่ระบบการเก็บภาษีสินค้าที่มีคนในสนามบินต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยัง มีการเก็บที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าหากมีการเก็บภาษีเหล่านี้อย่างจริงจังเราก็จะมีรายได้
ในส่วนนี้มากขึ้น ดิฉันเองเห็นด้วยกับเรื่องของการที่จะเก็บภาษีทรัพย์สินด้วย คือก่อนหน้านี้ เราก็มีการพูดถึงเรื่องภาษีทรัพย์สินเสร็จแล้วก็เงียบหายไปเสมือนว่าถ้าเก็บภาษีทรัพย์สินแล้ว จะไปกระทบกับคนที่อาจจะมีรายได้ไม่มากนัก ดิฉันคิดว่าถ้าเสนอไปเลยว่า คนที่มีทรัพย์สินเอาบ้านก็ได้หรืออะไรก็ตามเก็บภาษีทรัพย์สินเรื่องบ้านเอาตั้งแต่ ๕๐ ล้านบาทขึ้นไปก็ได้ ก็จะไม่มากระทบกับคนรายได้ปานกลางหรือลงมา คือคิดว่าถ้าทํา อันนี้จริง ๆ มันก็จะมีในส่วนนี้มากขึ้น อีกประการหนึ่งดิฉันคิดว่าภาษีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ภาษีสรรพสามิต ซึ่งภาษีสรรพสามิตก็ระบุเอาไว้ว่าเก็บจากสินค้าที่ก่อให้เกิดผลเสีย ต่อสุขภาพหรือเรื่องศีลธรรม สินค้าฟุ์มเฟ๋อย หรือสินค้าที่ได้รับผลประโยชน์พิเศษจากกิจการ ของรัฐซึ่งอันนี้ระบุว่าเปึนเรื่องน้ํามันกับผลิตภัณฑ์น้ํามัน แต่ว่าดิฉันคิดว่าการเก็บ ภาษีสรรพสามิตน้ํามันเหล่านี้ก็มีการเก็บที่อาจจะเข้าประเด็นที่ท่านกรรมาธิการพูดเอาไว้ว่า มันก็เปึนการเก็บที่ไม่ค่อยเปึนธรรม แล้วก็ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ํา เพราะว่าลองดูอย่าง ภาษีสรรพสามิตน้ํามันนี่ เบนซิน ๙๕ ท่านเก็บ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ของราคา ณ โรงกลั่น คือเปึนราคาที่ยังไม่ได้รวมอย่างอื่น ดีเซลท่านเก็บ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ของราคา ณ โรงกลั่น แล้วก็แอลพีจี (LPG) หรือก๊าซหุงต้ม ก๊าซขนส่งก็เก็บประมาณ ๑๓.๗๔ เปอร์เซ็นต์ ดิฉัน คิดว่าจริง ๆ แล้วภาษีสรรพสามิตน้ํามันเหล่านี้ควรจะเก็บไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของราคา คือไม่ทราบเหมือนกันว่าวิธีการคํานวณตัวเลขว่าจะเก็บเท่าไรมันมีการคิดอย่างเปึนระบบไหม ว่าทําไมจึงเก็บด้วยตัวเลขแบบนี้ แล้วก็อีกประการหนึ่งเนื่องจากว่าผลิตภัณฑ์ของ พวกป่โตรเลียมที่มาใช้เปึนเชื้ อเพลิงในการขนส่งหรือเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร อย่างก๊าซแอลพีจี ท่านเก็บเฉพาะที่เอามาใช้เปึนเชื้อเพลิง
แต่ในส่วนที่นําไปเปึนวัตถุดิบกลับไม่ได้มีการเก็บเลย ทั้ง ๆ ที่มีการใช้ ดิฉันคิดว่าเปึนครึ่งหนึ่ง ของทั้งหมด ตรงส่วนนี้ดิฉันคิดว่าก็เปึนสิ่งที่ไม่เปึนธรรม ถ้าหากว่ากรรมาธิการในคณะ ของท่านจะปรับปรุงรายงานโดยการเพิ่มว่าควรจะเก็บให้มีความครบถ้วนเปึนธรรมอย่างไร แล้วก็รวมไปถึงท่านก็มีการเขียนระบุไว้ว่าภาษีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมก็จะต้อง มีการเก็บด้วย เพราะฉะนั้นผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่อย่างกรณีที่นําไปใช้เปึนพวกพลาสติก ทั้งหลายออกมาแล้วมันเปึนขยะมหาศาล แต่ไม่เคยมีการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งดิฉันก็คิดว่าถ้ามีการเก็บตรงนี้ก็จะให้มีความเปึนธรรมมากขึ้น อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านไม่ได้ พูดถึงเลยคือภาษีจากทรัพยากร ภาษีจากทรัพยากรซึ่งจริง ๆ ก็เปึนตัวที่ค่อนข้างมากนะคะ ภาษีจากทรัพยากรดิฉันเองดูตัวเลขภาษีพวกกลุ่มแร่ แล้วก็ทรัพยากรอื่นรวมทั้งภาษี จากป่โตรเลียม ปรากฏว่าใน ๓ ตัวนี้ตัวเลขรวมแล้วถ้าเราเทียบกับภาษีเงินได้ที่ท่านเก็บ ทั้งระบบ สมมุติท่านเก็บ ๑๐๐ บาท ภาษีทั้ง ๓ ตัวที่มาจากทรัพยากรนั้นจะมีมูลค่า คือดิฉัน ดูจากในตัวที่เปึนค่าภาคหลวงนะคะ มูลค่ามันเพียงแค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ว่า ในแต่ละป้อาจจะมีเม็ดเงินที่ เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้วมันเท่ากับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเปึนตัวเลขที่ต่ํามาก แล้วก็ถ้าหากว่าเราจะต้องการ เพิ่มรายได้จากภาษีมันก็จะกลายเปึนว่าเราต้องรีดเอาจากเงินของประชาชน ไม่ว่า จะเปึนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือในส่วนที่เปึนภาษีทางอ้อมอื่น ๆ แต่ปรากฏว่าในส่วนของทรัพยากรธรรมชาตินั้น ท่านคณะกรรมาธิการไม่ได้มีการเขียน ในเรื่องนี้เลยนะคะว่าเราจะเพิ่มให้เกิดการเก็บภาษีจากทรัพยากรเหล่านี้อย่างเปึนธรรม ได้อย่างไร เพราะปกติถ้าเราดูนะคะตัวเลขเพียง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เปึนตัวเลขที่น้อยมาก แต่ในขณะเดียวกันทรัพยากรที่เราให้สัมปทานออกไปให้กับเอกชนนั้น นอกจากสร้างรายได้ ให้เอกชนมหาศาลแล้วก็ยังก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ามลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมแล้วก็ปัญหา ต่อสุขภาพด้วย ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าก็เปึนส่วนหนึ่งของการเก็บภาษีที่สร้ำงความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ไม่ให้เกิดความเปึนธรรม ซึ่งอันนี้ไม่ได้มีอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการนะคะ ดิฉันคิดว่าถ้าหากท่านจะช่วยกรุณาปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ให้ครบถ้วนก็จะเปึนประโยชน์ มากขึ้นนะคะ ซึ่งเวลาตอนนี้ก็น้อยดิฉันก็คงจะเสนอความเห็นแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง และท่านผู้มีเกียรติ ทุก ๆ ท่านนะคะ ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี รหัส ๐๑๓ ด้านสังคม และด้านแรงงาน ดิฉันขอสนับสนุนในการปฏิรูปของการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี ดิฉันมาจากชนบท ดิฉันขอเน้นการเก็บภาษีระดับท้องถิ่นนะคะ ดิฉันมาจากองค์การ บริหารส่วนตําบลพร่ อนนะคะ เมื่อก่อนเคยเปึนนายก อบต. ดิฉันคิดว่าจะต้องพัฒนา ความสามารถการเก็บภาษีของท้องถิ่น และจะต้องเก็บภาษีรายได้ผู้ประกอบอาชีพจนถึง คนจนเน้นไปถึงคนรวยของประชาชนเมื่อเขามีรายได้ที่มั่นคง การจ่ายภาษีก็มีประสิทธิภาพ มากขึ้น เปึนการส่งเสริมให้กับประเทศชาติแข็งแรง เพราะท้องถิ่นจะต้องขับเคลื่อนคู่ขนาน ทั้งความสามารถเก็บและความสามารถจ่าย ปัจจุบันนี้การเก็บภาษีไม่ทั่วถึงนะคะ บางจุด ภาษีที่ดินหรือ ภาษีบางอย่างในท้องถิ่นยังเก็บไม่ทั่วถึง เราจะต้องปฏิรูปให้ทุก ๆ บ้าน มีการจ่ายภาษีแล้วก็รักที่จะจ่ายภาษีด้วย ไม่ใช่การหาทางที่จะหนีนะคะ
อีกประเด็นหนึ่ง ที่สําคัญจะต้องเข้มงวดผู้ที่หลีกเลี่ยงภาษี เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเปึนธรรมให้กับประเทศชาติ เห็นด้วยที่จะขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษีเพื่อปัองกัน การไม่จ่ายภาษี และต้องมีบทลงโทษที่หนักมาก ๆ และต้องมีบทลงโทษทางสังคมด้วย ไม่ว่าคนโกงภาษีเหมือนโกงบ้านเมืองได้อยู่ในประเทศไทยด้วยการเชิดหน้าชูตา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ต้องจ่ายภาษี แต่อยู่ในการไม่แก้ภาษี เห็นแก่ตัว จะต้องสร้างจริยธรรมคุณธรรมให้เกิด การที่จะเสียสละเมื่อมีรายได้ เหมือนดังเช่นของศาสนาอิสลามมีบทบัญญัติไว้ให้จ่ายซะกาต ๘ ประเภท ถ้าใครไม่จ่ายถือว่าผิดมหันต์ บาปอย่างร้ายแรง ดังนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้ ดิฉันคิดว่ารายได้ของประเทศชาติเราจะทําอย่างไรให้เก็บภาษีทั่วถึง ไม่ใช่ว่ามีเส้นแล้ว ก็ไม่จ่าย ต้องกําหนดระบบจ่ายภาษีให้ชัดเจนระหว่างคนรวยแล้วก็คนจน การที่จะเกิด ประเทศอาเซียนไม่กี่วันในไม่ช้า การประกอบเศรษฐกิจก็มีมากมาย ตอนนี้ไม่ใช่ว่าร่ํารวย แล้วก็แอบภาษี เก็บ ลัก ซ่อน นี่คือจะต้องสร้างจิตสํานึกแล้วก็สร้างให้เขารัก เสียสละ ดังนั้น การปฏิรูปครั้งนี้ดิฉันคิดว่านี่คือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เราจะทําอย่างไร ให้ประเทศชาติมีเล็ก ๆ น้อย ๆ จากภาษีตรงนี้เปึนการเจือจุนประเทศชาติ แล้วก็เปึนการที่ ให้คนร่ํารวยให้ภาษีโดยไม่ป่ดบัง แล้วบางคนยิ่งร่ํารวยแล้วไม่อยากจะจ่าย ไปแอบให้ ลูกหลานหรือว่าคนที่เปึนญาติพี่น้องแบบนี้ไม่เปึนธรรม ในกระบวนการเก็บภาษีเราจะต้อง สร้างโครงสร้างที่เข้าไปทะลุระดับบ้าน ครอบครัว ชุมชน ตําบล อําเภอ จังหวัด แล้วก็ ประเทศชาติ ให้เก็บทั่วถึง ในการปฏิรูปในครั้งนี้ ถ้าเก็บไม่ทั่วถึงแสดงว่ายังไม่ปฏิรูป ยังไม่บรรลุปฏิรูปในครั้งนี้ในการเสียภาษีด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ขอขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมคงมีอยู่ประมาณ ๔ ประเด็นด้วยกันที่จะนําเรียน เกี่ยวกับการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้กําหนด หลักการและเหตุผลกลไกการปฏิรูประบบภาษีที่คํานึงถึงความเหลื่อมล้ํา การสร้างวินัยการคลัง
และการกระจายอํานาจทางด้านการคลัง ผมมีสิ่งที่อยากจะให้เปึนข้อเสนอในประเด็นที่ เกี่ยวกับการจะร่วมปฏิรูปการพัฒนาระบบภาษีให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น
ประการแรก ผมต้องขอบคุณในประเด็นที่มีการกําหนดฐานภาษี ๒ ระดับ คือระดับชาติและระดับท้องถิ่น แต่สิ่งที่ผมจะเสนอในประเด็นที่ ๑ คือกลไกการจัดเก็บ ภาษีของรัฐ เราต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้ระดับชาตินั้นมีหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง คือกรมสรรพากรทําหน้าที่จัดเก็บ แต่ของท้องถิ่นนั้นได้มอบภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปึนผู้จัดเก็บ ของท้องถิ่นก็มีข้อจํากัดต่อเนื่องก็คือว่ำมีฐานกลไกของสภาพของตัวภาษี ที่จัดเก็บนั้นมีอยู่น้อย ประกอบด้วยภาษีปัาย ภาษีโรงเรือน ที่ดิน ๓ ตัวเท่านั้น สิ่งที่ผม อยากจะเปึนข้อเสนอแนะเพื่อให้ไปสู่การปฏิรูปร่วมกันก็คือว่าเปึนไปได้ไหมว่าในอนาคต ไม่ว่าจะเปึนระบบภาษีของชาติ ระบบภาษีของท้องถิ่นให้มีหน่วยงาน เดียวเปึนหน่วยงาน จัดเก็บ ผมคิดว่าจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากนําเรียนก็คือว่าทําอย่างไรให้ประชาชนที่มีหน้าที่ เสียภาษีแต่ไม่ยอมเสียภาษีเข้าสู่ระบบ ผมคิดว่าตรงนี้คือหัวใจของการปฏิรูประบบภาษี ต้องยอมรับครับว่าประเทศไทยอาจจะมีการกําหนดฐานภาษีที่ค่อนข้างสูง ในอนาคต เราลดลงมาได้ไหมครับ ลดลง ขยายฐานให้กว้างขึ้น แล้วก็สร้างแรงจูงใจในการเสียภาษี ให้เพิ่มขึ้น ผมคิดว่าประเด็ นนี้คือประเด็นหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ําเหมือนกัน ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้คนเสียภาษีก็เสียอยู่นั่นแหละครับ คนไม่เสียก็คือคนไม่เสีย บางครั้งบัญชีป่ดปลายป้ ผมอยู่ต่างจังหวัดป่ดไม่ได้ ตัวเลขไม่เข้าเปัาเรียกผู้ประกอบการ มาช่วยกันเสียภาษีเพิ่ม ช่วยกันเกลี่ยเพิ่มก็ยังมี นี่ก็คือประเด็นหนึ่งซึ่งผมอยากนําเรียนว่า ต้องปรับกลไกภาษีในระบบของอัตราและฐานของการเสียภาษี
ประการที่ ๓ ผมคิดว่าการกําหนดประเภทภาษีขึ้นมาใหม่นั้นเปึนความจําเปึน ที่จะต้องเปึนฐานรายได้ของระบบภาษีท้องถิ่นและระดับชาติ เราต้องยอมรับในสิ่งหนึ่งก็คือว่า วันนี้ธุรกิจที่มีอยู่ในสังคมไทยนั้นมี ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ ก็คือ ๑. กระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น ภาษีอุปโภคและบริโภค ประการที่ ๒ คือกระทบชุมชนท้องถิ่นก็คือกลไกธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทําอย่างไรให้ ๒ ตัวนี้ มีการกําหนดรูป บบภาษีใหม่ขึ้ นมาให้ครอบคลุมกับกลไก ที่มีความเชื่อมโยงกับ พี่น้องประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ผมคิดว่าเปึนประเด็นที่สําคัญนะครับ ไม่เช่นนั้นท่านจะ กําหนดฐานภาษีใหม่ไม่ได้ ที่ท่านบอกว่าจะให้เก็บภาษีโรงเรือน ที่ดิน ภาษีสิ่งปลูกสร้าง ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง ยากในการจัดเก็บ แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือภาษีที่เกี่ยวข้อง กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นผมคิดว่ายังมีความจําเปึนที่จะต้อง มีการจัดเก็บ
ประเด็นสุดท้าย เปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนําภาษีหรือการกระจายภาษี ไปสู่การที่ท่านได้เสนอหลักการเรื่องการลดความเหลื่อมล้ํา ผมคิดว่าวันนี้หน่วยงานของรัฐ จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปความสัมพันธ์และบทบาทที่ไม่ทับซ้อนซึ่งกันและกัน นี่คือการสิ้นเปลืองต่อการใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของพี่น้องประชาชน เปึนเหตุหนึ่ง ที่ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นไม่อยากเสียภาษีครับ
ส่วนประเด็นที่อยากจะยกเปึนตัวอย่างที่จะขออนุญาตให้คณะกรรมาธิการ นําไปสู่การปรับปรุงให้เปึนเรื่องของการจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ว่าด้วย ค่าธรรมเนียมป่โตรเลียม ตรงนี้ไปกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกข้ อบัญญัติ เก็บไม่เกินร้อยละ ๑๐ สตางค์ต่อลิตร ผมคิดว่าเปึนไปได้ไหมครับที่ให้มันหักที่หัวจ่ายเลย แล้วมันจะเปึนเกณฑ์เดียวกัน ถ้าปล่อยให้อย่างนี้มันจะกลายเปึนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปเพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ํามันหรือใช้พลังงาน เปึนไปได้ไหมดครับถ้ากําหนด อย่างนี้ได้ ผมคิดว่าท้องถิ่นก็จะมีรายได้เพิ่มจากการกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมในลักษณะนี้ ก็คงขออนุญาตนําเรียนต่อท่านประธานนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ถัดไปเปึนคุณสารี อ๋องสมหวัง คุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ คุณเชื้อ ฮั่นจินดา และ พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เชิญคุณสารีครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง นะคะ ก่อนอื่นก็ต้องชื่นชมคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันมีข้อเสนอ ๒-๓ ประเด็นที่อาจจะยังไม่ได้เห็น ในรายงาน
ประเด็นแรก ซึ่งคิดว่าเปึนเรื่องที่สําคัญ แล้วก็น่าจะได้ถูกศึกษา เรื่องการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษีนะคะ คงเปึนเรื่องภาษีที่ควรจะหาทางเก็บหรือว่า มีการศึกษานะคะ ก็คือภาษีจากตลาดหลักทรัพย์ซึ่งไม่ได้เห็นว่าภาษีของคนที่อาจจะเรียกว่า ลงทุนหรือเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ อันนี้ไม่ได้มีการศึกษา เพราะฉะนั้นอยากเห็นนะคะ ว่าทิศทางจริง ๆ เราควรจะเก็บภาษีการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่นะคะ
ซึ่ง สปช. ควรจะมีข้อเสนอและมีทิศทางเรื่องนี้ที่ชัดเจน เพราะดิฉันคิดว่าตัวเลขเมื่อป้ ๒๕๕๔ ๘๓๐,๐๐๐ บัญชี เพราะฉะนั้นขณะนี้เชื่อว่าตัวเลขคนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์น่าจะ มากกว่านี้ เพราะฉะนั้นน่าจะมีการศึกษาแล้วก็ดูเรื่องนี้ที่ชัดเจน
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันสนับสนุนกรรมาธิการนะคะ แต่ว่าข้อเสนอก็คิดว่าน่าจะยัง อ่อนไป ก็คือข้อเสนอเรื่องบีโอไอหรือข้อเสนอเรื่องการสนับสนุนการลงทุนหรือบีโอไอ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเห็นว่าเราลดภาษีชัดเจนแล้วก็ทําให้เราเสียรายได้ อย่างเช่นป้ ๒๕๕๗ เราเสียรายได้ถึง ๓๑๑,๕๖๒ ล้านบาทที่เกิดขึ้นจากการยกเว้นภาษีของบีโอไอ แต่ดิฉันเห็นว่า ข้อเสนอของกรรมาธิการต่อเรื่องการยกเว้นภาษีของบีโอไออาจจะเรียกว่าอ่อน เพราะว่า สมัยหนึ่งมีคนเสนอถึงกับให้ยกเลิกบีโอไอ เพราะฉะนั้นขณะนี้ดูเหมือนข้อเสนอยังไม่ค่อย ชัดเจน ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็ทราบดีว่าผลต่อจีดีพีหรือต่อการจ้างงาน หรือต่อการลงทุน เมื่อเทียบกับ การสูญเสียภาษีแต่ละป้ของเราแตกต่างกันมาก เพราะว่าการลงทุนถ้าดูที่ไปสนับสนุน อย่างเช่นเราเสียหาย ๓๑๑,๐๐๐ ล้านบาท เราได้มูลค่าจากการลงทุนประมาณสัก ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท เกิดการจ้างงาน เกิดจีดีพีที่เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๐.๑๘ เปอร์เซ็นต์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าข้อเสนอไม่ค่อยสตรอง (Strong) ทิศทางในเรื่องการปฏิรูปภาษี โดยเฉพาะเรื่องบีโอไอ
ประเด็นที่ ๓ ดิฉันเองสนับสนุนเรื่องภาษีลาภลอยที่พูด แต่ดิฉันคิดว่าจริง ๆ น่าจะรวมถึงภาษีที่เรียกว่าเปึนภาษีโอกาสจากทางนโยบายต่าง ๆ จริง ๆ ก็อาจจะใกล้เคียง กับภาษีลาภลอย แต่ดิฉันคิดว่าบางทีการที่ประเทศจะมีทิศทางพัฒนาไปในมุมใด ย่อมจะมี บางส่วนได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นโอกาสจากภาษีในทางนโยบายเหล่านี้ควรจะถือว่า เปึนส่วนหนึ่งของเรียกว่าลาภลอย กรรมาธิการก็พูดชัดนะคะว่าอย่างเช่นสมมุติยกตัวอย่ำง เรื่องสุวรรณภูมิก็ได้ ตอนที่เรายังไม่มีสุวรรณภูมิที่ดินบริเวณนั้นมันก็ราคาไม่ได้แพงมาก แต่ถ้าถามว่าคนที่เปึนเจ้าของที่ดินได้ลงทุนหรือทําอะไรบ้างก็อาจจะเรียกว่ามีโอกาส จากนโยบายที่ลงไป แต่ดิฉันคิดว่าจริง ๆ เราไม่ควรดูเฉพาะส่วนอสังหาริมทรัพย์ แต่ควร จะดูภาษีที่เกิดขึ้นจากโอกาสทางนโยบาย อย่างเช่นดิฉันยกตัวอย่างเรื่องการที่เราจะเปึน เมดิคอล ฮับ (Medical hub) ซึ่งมันก็จะทําให้โรงพยาบาลเอกชนจํานวนหนึ่งก็ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะไปดูเรื่องการกระจายรายได้ของคนงานในโรงพยาบาล หรือการกระจายรายได้ของผู้คนที่อยู่ในหน่วยบริการเหล่านั้น เพราะฉะนั้นภาษีโอกาส
ทางนโยบายไม่ควรดูเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ควรจะดูรวมไปถึงโอกาสทางนโยบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ควรจะมีช่องทางที่จะจัดการเรื่องความเปึนธรรมทางระบบภาษี เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าก็เปึน ๓ ประเด็นที่อยากเห็นกรรมาธิการพูดให้ครอบคลุมมากขึ้น แล้วก็อยากให้ มีการศึกษาหรือมีการดําเนินการที่ชัดเจน โดยเฉพาะภาษีเรื่องตลาดหลักทรัพย์ ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจากจังหวัดลําพูน ผมขออนุญาตได้นําเสนอ แนวคิดในเรื่องของการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษีเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้นํา ไปพิจารณา ท่านประธานที่เ คารพครับ ในทุกวันนี้แม้รัฐบาลเองก็ได้แถลงบอกว่า เราไม่สามารถจะเก็บเงินภาษีให้ได้เปึนไปตามเปัาหมาย
ให้มีรายรับเพียงพอต่อรายจ่ายของประเทศได้ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็เนื่องจากว่ามีการหลบเลี่ยง ภาษี บุคคลที่ควรจะชําระก็ไม่ชําระภาษี กระผมมีแนวคิดว่าทําอย่างไรเราจะสร้างแจงจูงใจ ให้กับคนเข้ามาสู่ระบบการเสียภาษี ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเปึนคนร่ํารวย หรือคนยากจน ทุกคนต้องมีการจับจ่ายซื้อสินค้าทั้งนั้น จะซื้อมากซื้อน้อยแล้วแต่กําลังที่จะมี ในการจะซื้อและการจะใช้ กระผมเห็นว่าในทุกวันนี้ประชาชนที่มีอายุ ๖๐ ป้ขึ้นไป จะเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินสวัสดิการให้ จากเดิม ๕๐๐ บาท ๖๐๐ บาท ตอนนี้เรียกร้อง เปึน ๑,๐๐๐ บาท แล้วก็มีแนวโน้มที่จะมีการเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินเบี้ยยังชีพมากขึ้น ๆ เปึนทุก ๆ ป้ไป ต่อไปนี้จะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต นําเสนอว่าเปึนไปได้ไหมครับถ้าเราสามารถที่จะให้คนที่จับจ่ายซื้อของนั้นลงบัญชี เหมือนเช่นกับทุกวันนี้ถ้าเราไปตามห้างสรรพสินค้าก็จะมีสมาชิก ผมไปซื้อของ ๑๐๐ บาท ห้างก็จะลงบัญชีว่าวันนี้ผมมาซื้อสินค้า ๑๐๐ บาท ลงไว้ทําไมครับท่านประธาน ลงไว้ เพื่อที่จะได้รับผลเฉลี่ยคืนหรือได้รับโบนัส เปึนไปได้ไหมครับว่าประชาชนตั้งแต่อายุ ๑๕ ป้ ขึ้นไป เมื่อไปจับจ่ายซื้อสินค้านี่ นะครับให้แต่ละร้านค้านั้นลงบันทึก ใช้ตัวเลข ๑๓ หลัก เลขประจําตัวประชาชน ลงทุกครั้งที่ผมไปซื้อสินค้าว่าวันนี้ผมซื้อสินค้าไป ๑๐๐ บาท ผมจ่ายภาษีไปกี่บาท ลงไว้ทุกครั้งจนถึงอายุ ๖๐ ป้ ท่านประธานครับ ระยะเวลา ๔๕ ป้ พอครบ ๖๐ ป้แล้วเอาเงินที่ผมชําระภาษีไว้ทั้งหมด เอามาคิดเฉลี่ย แล้วก็นําตัวเลข มาหารเฉลี่ยคืนเปึนบําเหน็จ บํานาญผู้สูงอายุ แทนที่เราจะต้องไปแบมือขอรัฐบาล เรียกร้องว่าต้องเพิ่มเท่านั้นเท่านี้ แต่ตัวนี้ไม่ครับ ประชาชนเปึนผู้เสียภาษี ประชาชน ต้องได้รับผลตอบแทนจากภาษีนั้นโดยตรง ถ้าเราสามารถที่จะให้ผลประโยชน์โ ดยตรง ต่อผู้เสียภาษีได้แล้ว ผมเชื่อว่าคนที่อยู่นอกระบบภาษีก็จะหันกลับเข้ามาสู่ในระบบภาษี ทั้งหมด เพราะนั่นทุกคนจะต้องรักษาผลประโยชน์ของตนเองเมื่ออายุครบ ๖๐ ป้ จะได้เงินคืน ท่านประธานที่เคารพครับ เราไม่ต้องไปเรียกร้องหรอกครับว่าทําไมคนถึง ออกนอกระบบ ถ้าเรามีสิ่งนี้เกิดขึ้นมันเปึนแรงจูงใจโดยตรงสําหรับผู้ที่จะเสียภาษี คนก็จะ กลับเข้ามาสู่ระบบภาษีมากขึ้น และรัฐบาลก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ผมเชื่อว่า ถ้าทําในระบบนี้ได้รัฐบาลจะได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นไม่ต่ํากว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะระบบร้านค้า ก็ไม่สามารถที่จะหลบเลี่ยงได้ เพราะผู้ซื้อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ร้านค้าต้องลงบันทึก วันนี้ขายไปเท่าไรต้องนําส่วนที่ขายได้ทั้งหมดไปชําระภาษีให้รัฐบาล รัฐบาลก็จะมีเงินภาษี
ได้มากขึ้น ไม่ต้องไปตามไล่เก็บหรอกครับ เจ้าหน้าที่สรรพากรมีเท่าไรก็ไม่พ อหรอกครับ ที่จะไปตามไล่เก็บ ถ้าเราให้ประชาชนผู้เสียภาษีเปึนผู้ติดตามเอง เชื่อว่ารัฐบาลจะได้ มีงบประมาณมาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเชื้อ ฮั่นจินดา ครับ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม เชื้อ ฮั่นจินดา สปช. หมายเลข ๗๐ ครับ ผมเองมีแนวความคิดคล้าย ๆ กับท่าน ที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่ครับว่า ผมจําได้ครั้งหนึ่งครับว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ได้สอนให้ประชาชนคนไทยลองหัดทําบัญชีครัวเรือนในเรื่องของรายรับ รายจ่าย เพื่อไปประเมินตนเองว่าครอบครัวนั้นมีรายรับเท่าไร แล้วควรจะจ่ายเท่าไร และจะอยู่ อย่างพอเพียงอย่างไ ร แนวพระราชดํารินี้ละครับผมกําลังจะนําเสนอให้กับกรรมาธิการ เพื่อเอาไปคิดเขียนระบบขึ้นมาสักระบบเถอะครับ เปึนระบบโปรแกรมสําหรับประเทศ ที่รองรับคนได้ ๖๐ กว่าล้านคน ลักษณะใกล้เคียงกับที่ท่านอภิปรายไปเมื่อสักครู่นะครับ นั่นก็หมายความว่าเรากําลังจะเสนอให้ทําโปรแกรมกา รซื้อ การขาย หรือรายรับ รายจ่าย ของแต่ละบุคคล ถ้าเปึนตัวบุคคลใช้เลข ๑๓ หลักในการไปลงบัญชีครัวเรือน ตามแนวพระราชดําริ แต่ว่าให้องค์กรเปึนคนลงให้ อย่างเช่นร้านค้าเปึนคนลงให้ในการไปซื้อ สําหรับรายรับที่ได้จากอะไรก็แล้วแต่เอาไปลงตรงไหนสักแห่งที่มันเปึนโปรแกรมเดีย วกัน ทั่วประเทศ วันนี้ใครจะซื้อ ใครจะขาย มีรายได้จากอะไรก็แล้วแต่นะครับ สําหรับประชาชน คนไทยเรามีเลข ๑๓ หลัก เราเขียนโปรแกรมมาสัก ๑ โปรแกรมว่านายเชื้อ ฮั่นจินดา วันนี้ได้รับเงินเดือนจํานวนเท่าไร สามารถไปลงได้ เอาเลข ๑๓ หลักไปขึ้น แล้วจ่ายไปเท่าไร แต่ละเดือนครับ มันสามารถควบคุมการคอร์รัปชันได้ด้วยนะครับ เพราะว่าทุกคนต้องไปลง รายรับในโปรแกรมที่ว่า แล้วถ้าเกิดคนนั้นรับแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่จ่ายออกไป ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนมันก็เกิดความผิดปกติแล้ว ร้านค้าต้องให้ความร่วมมือ ต้องมีกฎหมายบังคับครับ ใครจะซื้อ ใครจะขาย ร้านค้าจะไปซื้ออะไรก็แล้วแต่ต้องลงใน โปรแกรมนี้ คุณขายอะไรให้ใครก็แล้วแต่ต้องลงในโปรแกรมนี้ ใครรับอะไรก็แล้วแต่ต้องลงใน โปรแกรมนี้ครับ รับเงินมาเท่าไร เงินจากค่าอะไรต้องเขียนเอาไว้ แล้วมันจะเปึนบันทึก ทั้งประเทศสําหรับคนไทยทั้ง ๖๐ กว่าล้านคน มันสามารถส่งผลไปในการควบคุมคนที่มาจาก ต่างด้าวครับ ถ้าเปึนประชาชนคนไทยถ้ามีโปรแกรมนี้ เราซื้อขาย เรารับ เราจ่าย เรามีโปรแกรมลงให้ ถ้าคนมาจากต่างด้าวเราอาจจะทําเลข ๑๕ หลัก ถ้าเปึนบริษัท เปึนนิติบุคคล เปึนร้านค้าอาจจะทําเลข ๑๗ หลัก คุณซื้ออะไรมาขาย คุณซื้อมา คุณก็ต้องไปลงว่าคุณซื้อ อะไรมา คุณขายอะไรไปคุณก็ต้องไปลงในโปรแกรม อย่างนี้ครับ รายรับ รายจ่ายของคนไทยทั้งประเทศสามารถควบคุมได้ ส่วนคณะกรรมาธิการ
จะไปหาวิธีการในการเก็บภาษีในขั้นตอนใดท่านก็ลองไปดูวิธีการ แต่ถ้าทําโปรแกรมนี้ สําเร็จได้ก็คือเอาแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ทําบัญชีครัวเรือน เอามาเขียนโปรแกรมสําหรับคนไทยทั้งประเทศเสีย เราก็จะสามารถรับรู้ได้ว่า บริษัทนี้มีเลข ๑๗ หลัก คุณไปผลิตอะไรออกมาขาย ขายไปเท่าไร ทุกคนต้องลง ใครไม่ลงนี่ ถือว่าผิดกฎหมายต้องมีบทลงโทษ ลองไปคิดดูนะครับ อันนี้ เปึนแนวความคิด ที่อยากสนับสนุน เพราะว่าเกณฑ์อันนี้ละครับสามารถเอาไปใช้ในการขยายต่อได้อีกครับ อย่างเช่นใช้ในการซื้อขายของประชาชนทุกคนทั้งประเทศได้หมด ใช้สําหรับเปึนฐาน ในการจัดเก็บภาษีในวันข้างหน้าได้ ใช้สําหรับเปึนฐานในการตรวจสอบการหลีกเลี่ยงภาษี ในวันข้างห น้าได้ ใช้สําหรับในการจัดสวัสดิการของภาครัฐต่อประชาชนคนไทย ที่มีการเสียภาษีได้ แล้วก็ใช้ในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ในเรื่องของรายรับ รายจ่ายได้ในวันข้างหน้าในการไปตรวจสอบ รวมไปถึงควบคุมบุคลากร ที่จะเข้ามาในประเทศเรา เพราะคนที่จะมาใช้โปรแกรมนี้ได้คือคุณต้องมีเลข ๑๓ หลัก ถ้าคุณไม่มีเลข ๑๓ หลักคุณมาซื้อขายในประเทศไทยไม่ได้ คุณต้องมีบัตรอะไร ที่เราต้องควบคุมคุณได้ เราก็สามารถควบคุมอย่างอื่นต่อเนื่องไปได้ อันนี้ก็อยากจะฝาก เปึนแนวความคิดให้กับคณะกรรมาธิการว่าแนวความคิดตามแนวพระราชดําริเรื่องบัญชีครัวเรือน ถ้าเราเอามาขยายผลทํา เอาระบบปัจจุบันที่ทันสมัยมาใช้ มาดัดแปลง มาปรับปรุง ผมเชื่อว่า มันจะเปึนผลดีต่อประเทศในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญ พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ครับ
เรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ หมายเลข ๒๔๘ นะครับ ผมมีข้อเสนอเพิ่มเติมประมาณสัก ๖ ประเด็นนะครับ เรื่องแรกผมคิดว่าเรื่องชื่อของภาษีที่จะมีขึ้นใหม่ที่ ว่าภาษีลาภลอย ดูชื่อมันแปลก ๆ อย่างไรไม่รู้นะ ไม่รู้ว่าท่านคิดเองหรือว่ามันมีการเขียนไว้ที่ไหน ผมอยากจะ ใช้ว่าเปึนภาษีผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากทรัพย์สิน น่าจะเปึนอย่างนี้ดีไหม เพราะว่าที่มันจะ เกิดเพิ่มมา แต่ว่าอาจจะมีบางส่วนไม่ได้เพิ่มจากทรัพย์สิน แต่ความจริงมันก็ลงทุนเหมือนกัน อย่างเช่นไปซื้อลอตเตอรี่แล้วถูกรางวัลอะไรอย่างนี้นะครับ ขอพิจารณาดูชื่อสักนิดหนึ่งครับ ชื่อลาภลอยรู้สึกมันแปลก ๆ ไปนิดหนึ่ง ประเด็นที่ ๒ ผมเคยฟังท่านสมาชิกวุฒิสภา ไปดูงานที่ประเทศกรีซมาเมื่อป้ก่อนนี้ และท่านมาเล่าให้ฟังว่าสาเหตุที่ประเทศกรีซมีปัญหา เรื่องเกี่ยวกับวิกฤติในประเทศมาด้วยกัน ๓ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรกก็มีประชานิยม มากเหมือนกับประเทศไทยเหมือนกันนะครับ เรื่องที่ ๒ ได้เกิดคอร์รัปชัน เกิดการเก็บเงิน ค่าคอมมิชชัน (Commission) จากโครงการต่าง ๆ ของรัฐจํานวนมาก และเรื่องที่ ๓ คนที่มีรายได้มากไม่เสียภาษี ตรงกับเรื่องของท่านพอดีเลย แล้วเขาเอ่ยด้วยว่าโดยเฉพาะ อาชีพแพทย์มีรายได้มาก แต่ผมไปดูการเสียภาษีน้อยมากนะครับ ผมก็เลยคิดว่าภาษีควรจะเก็บ ภาษีทรัพย์สินอย่างที่ท่านเสนอเห็นด้วยอย่างยิ่ ง แล้วก็เห็นด้วยกับท่านสารี พอดีผมจะเสนอ เรื่องนี้อยู่พอดีตรงกัน เรื่องตลาดหลักทรัพย์ หุ้นที่ไม่เสียภาษี ผมยกตัวอย่างให้ดูเลย หุ้นก่อนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ ๘๕๐ จุด เข้ามาทะเลาะกันทั้งป้เลย เสร็จสิ้นป้กระโดดขึ้นมาเปึน ๑,๖๐๐ จุด ก็แสดงว่าแอสเซต (Asset) หรือทรัพย์สินของเขา ทั้งหมดที่ถืออยู่ในมือมันขึ้นมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ต้องเสียภาษี แม้แต่บาทเดียว อันนี้คงทําไม่ได้ ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องหุ้น ก็คือว่าคนที่มาจาก ต่างประเทศเรารู้เลยว่าเขามาเสร็จเขาซื้อหุ้น ซื้อหุ้นเสร็จปัูบจะกลับก็ขายหุ้น ได้ค่าเที่ยว ในเมืองไทยฟรี ได้เงินกลับบ้านอีกส่วนหนึ่งด้วย อย่างนี้คงเกิดไม่ได้ถ้าเผื่อไม่เสียภาษีนะครับ ประการที่ ๓ ในข้อนี้ก็คือว่ามีงานวิจัยจากทีดีอาร์ไอ (TDRI) ของอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร บอกไว้ว่าศึกษาจากทรัพย์สินของคนที่ ถือหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในรอบ ๑๐ ป้ ๕ อันดับแรกที่ถือหุ้นมากที่สุดอยู่ใน ๑๑ ตระกูลของประเทศไทยเท่านั้นเองนะครับ และท่านลองไปดูได้ ๑๑ ตระกูลนั้นล้วนแล้วแต่อยู่ในสภานี้แหละ เพราะฉะนั้นท่านจะออก ภาษีอะไรจึงออกไม่ได้ทั้งสิ้น ฝากตรงนี้ไว้ด้วย เพราะฉะนั้นในทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ควรจะต้อง
เก็บภาษีไม่ว่าภาษีมรดก ภาษีเงินฝาก ภาษีหุ้น ภาษีเงินฝากเรายังไม่เก็บนะ ผมว่า ถึงเวลาแล้วอาจจะต้องเปึนแบบบางประเทศที่เอาเงินมาฝากแล้วจํานวนมากจะต้องเก็บภาษีด้วย ไม่ใช่ได้ดอกเบี้ย นะครับ ต้องเก็บภาษีตรงนี้ด้วย อันนี้ก็ขอฝากไว้ เรื่องที่ ๓ ก็คือ เรื่องภาษีแวต ภาษีแวตเปึนไปได้ไหม ผมเห็นบางประเทศเขาเก็บแวตไม่เท่ากัน เขาเก็บ แวตตามสินค้าที่สิ้นเปลืองหรือไม่สิ้นเปลือง สินค้าอะไรที่จําเปึน ที่จะต้องใช้เก็บภาษี ในแวตธรรมดา ๗ เปอร์เซ็นต์ แต่สินค้าสิ้นเปลืองเช่นท่านจะไปซื้อลัมโบร์กีนีมันไม่ใช่แวตแค่ ๗ เปอร์เซ็นต์แล้วละ มันต้องเพิ่มเข้าไปอีกจํานวนมากมายเลยอย่างนี้เปึนต้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราลองพิจารณาตรงนี้ดูนะครับ ประการต่อไป หน่วยงานที่ทําหน้าที่ ตรวจสอบเรื่องเงินภาษี ไม่ว่า สตง. ทางกรมสรรพากร หรือหน่วยงานภาษีต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่า มีการจัดรายการวิทยุ มีการไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สอนแนะนําการเลี่ยงภาษี อย่างนี้ไม่ควรมีนะ มีถือว่าเปึนความผิดทันทีเลย และไม่ควรให้ออกไปบรรยายอย่างนี้ด้วย ไม่ควรไปบรรยายด้วยนะครับ เพราะบรรยายแล้วจะชี้ช่องให้ กับนักธุรกิจอะไรต่าง ๆ ที่ไปเรียนด้วยนะครับ ประการต่อไป ท่านได้บอกว่ามีคนเสียภาษีในฐาน เสียภาษีเพียง ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้นเอง อันนี้ถือว่าน้อยมากเลยนะในฐานะที่คนไทยมี ๖๗ ล้านคน ท่านจะขยายฐานอย่างไร ผมเห็นด้วยกับบางท่านที่เสนอว่าควรจะต้องมีบัตรเฉพาะเสียภาษี วันนี้คนที่เสียภาษีหรือไม่เสียภาษี คนเสียภาษีนั้นเขาจะมีบัตรเสียภาษี แต่คนไม่เสียภาษี คนที่เลี่ยงภาษีหรือคนที่บอกว่ามีเงินรายได้ไม่ถึงจะต้องเสียภาษีนี่ไม่มีบัตร
ผมคิดว่าต้องทําให้มีบัตรทุกคน ผมเคยเจอคนเงินเดือนเปึนแสน ๆ บาทแต่ไม่ได้เสียภาษีเลย แล้วก็ไม่มีบัตรเสียภาษีด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องทําให้ทุกคนมีบัตรเสียภาษีทั้งหมด แล้วใช้บัตรเสียภาษีนี่ไปประกอบกับบัตรประจําตัวประชาชนในการที่จะใช้การบริการของรัฐ ทั้งหมด ผมคิดว่าต้องใช้อย่างนี้ควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเปึน ๓๐ บาทก็ต้องมีบัตรเสียภาษีตรงนี้ มาด้วย เพื่อจะได้เปึนการประกอบกันแล้วก็ให้เขาได้ทําได้ถูกต้องด้วย แล้วคิดว่าการขยาย ฐานภาษีนี่จะกว้างขึ้น ก็คิดว่าก็คงจะหมดเท่านี้นะครับ ผมลองคิดเล่น ๆ ผมเห็นบางประเทศ เวลาเขาจะเก็บภาษี ยกตัวอย่างร้านร้านหนึ่งอยู่แถวถนนที่มีคนจอแจมาก ขายก๋วยจั๊บน้ําใส ชามละ ๕๐ บาท เขาจะมีคนมาดูเลยว่าในร้านนี้ใช้ชามกี่ชาม แล้วชามรอบหนึ่งของ ๑ คืน หมุนกี่รอบ ใช้แก้วน้ํากี่แก้ว มีขวดน้ํากี่ขวด มีเด็กลูกจ้างกี่คนอะไรต่าง ๆ เขาจะคิดอย่างนี้ แล้วออกมาเปึนเงินภาษีที่จะต้องเสีย ผมลองคิดง่าย ๆ ร้านก๋วยจั๊บร้านนี้ขายชามละ ๕๐ บาท คืนหนึ่งขายได้ ๑,๐๐๐ ชาม ได้เงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ได้เดือนละ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านลองไปดูสิเขาเสียภาษีเท่าไร ผมเชื่อแน่ว่าแทบจะไม่ได้เสียภาษีเลยครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมาก ครับเชิญ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ครับ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อีกฐานะหนึ่งก็คือผู้ที่เสียภาษี ก็ค่อนข้างเห็นใจคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ ๑ ซึ่งพยายามจะทําอย่างไรก็ได้ที่ให้ภาษีของเรามากขึ้น ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าสิ่งที่เรา เคยใช้อยู่คือการบังคับนั้น อาจจะต้องเปลี่ยนแนวในลักษณะจูงใจมากขึ้นว่าแรงจูงใจ ที่ให้คนเข้าสู่ระบบภาษีนี่มันมีตั้งแต่อัตราภาษี ซึ่งจะเห็นว่ามีความต่างอยู่ อาจารย์กิติพงศ์ ก็ทราบอยู่ เพราะว่านิติบุคคลเสีย ๒๐ เอฟเฟกทีฟ เรต (Effective rate) ก็อาจจะเปึน ๒๘ เพราะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายอะไรไปด้วย แต่บุคคลธรรมดานี่เขาห้ามรวยคือเกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปนี่เก็บ ๓๕ เปอร์เซ็นต์เลย เพราะฉะนั้นคนธรรมดานี่รวยไม่ได้ อย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นถ้าจะสร้างแรงจูงใจผมคิดว่าทุกอย่างมันต้องเสมอกัน จริง ๆ แล้ว เจ้าของนิติบุคคล เจ้าของบริษัทนี่มันไม่ใช่รวยธรรมดา รถยนต์ทุกคันที่ซื้อ ก็เข้าบริษัทหมด หักค่าใช้จ่ายได้ หมด แต่บุคคลธรรม ดานี่ไปหักอะไร มันหักไม่ได้
ขณะเดียวกันท่านก็คงจะทราบว่าบุคคลธรรมดาภาษีที่เสียนี่เราหักค่าใช้จ่ายได้คนละ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ถามว่าพอกินไหมทั้งป้ พอใช้ไหม ภรรยาได้อีก ๓๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นกฎหมายอาจจะเข้าใจว่าหลบอ ยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ๓๐,๐๐๐ บาท ก็เออออห่อหมกไปตามนั้น ผมคิดว่าถ้าจะสร้างแรงจูงใจ สิ่งของความเท่าเทียมกันตรงนี้ มันจะต้องชัดเจน ไม่ว่าจะเปึนนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ขณะเดียวกันการที่เรา จะหักเขาหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่ามันต้องสมเหตุสมผลในสิ่งที่เราจะต้องกระทําในส่วนนี้ ในเรื่องต่อมาคือเรื่องที่ ๒ วิธีการ วิธีการผมไปที่ประเทศไต้หวันมาเมื่อปลายเดือนมีนาคม ประเทศไต้หวันนี่ใบเสร็จทุกฉบับที่ร้านค้าออกไปจะรายเล็ก รายใหญ่ เอสเอ็มอี อะไรก็แล้วแต่ต้องซื้อจากกรมสรรพากร ต้องซื้อจากกรมสรรพากรเขาเปึนคนขาย เพราะฉะนั้นจะไปออกใบเสร็จแล้วก็โยนทิ้ง แล้วก็เอาอีกเล่มหนึ่งไปซื้อมาใหม่แล้วมาออก ไม่ได้ เพราะมันรีจิสเตอร์ (Register) ทุกเล่มที่มาจากสรรพากร ไม่ว่าจะออกด้วยเครื่อง หรือว่าจะออกเปึนใบเสร็จที่เขียน ออกโดยกรมสรรพากรทั้งหมด ที่สําคัญกว่านั้นคือ เขามีชิงรางวัล การชิงรางวัลของเขาประเทศไทยก็เคยใช้แล้วก็เลิกไป ของประเทศไต้หวัน คนที่ไปซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาไม่สนใจที่จะได้รางวัล มันก็จะมีกล่องบริจาคของ มูลนิธิต่าง ๆ มูลนิธิเด็ก มูลนิธิคนพิการไปตั้งอยู่หน้าร้าน ถ้าถูกรางวัล ๑,๐๐๐,๐๐๐ เหรียญเอ็นที ก็คือของเขานี่ก็ให้มูลนิธิเหล่านั้นไป ก็ได้ประโยชน์ไป แต่คนที่เขาจะประกาศว่าถูกรางวัลนี่ จากร้านอะไร เราก็อาจจะเปึน ๑ ในร้อยในพันที่มีส่วนส่งเสริมมูลนิธินั้นให้ได้เงินรางวัล อันนี้ก็จะเกิดความภาคภูมิใจ อันนี้ก็เปึนวิธีการ เพราะฉะนั้นวิธีการต่าง ๆ เราจะเขียน แต่เพียงว่ามันเปึนร ะบบอิเล็กทรอนิกส์มันก็เลี่ยงได้ เพราะอะไรก็ตามถ้ามันมีแรงจูงใจ ในข้อที่ ๑ มาแล้วว่าคนอยากจะเสียภาษี ไม่ใช่ไปเขียนว่าเปึนหน้าที่อย่างเดียว หน้าที่มันเขียนได้
แต่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติมันมีแรงจูงใจอยู่นะครับ จริง ๆ เคยคุยกันเมื่อประมาณ ๑๐ กว่าป้ที่แล้ว ว่าถ้าคนเสียภาษี ๒๐-๓๐ ล้านบาทขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ก็ยังได้ เพื่อให้เขาเสียภาษีกันเยอะ ๆ แต่ว่าขณะนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามันเปึนหน้าที่ คุณมีหน้าที่ ต้องเสียคุณจะมาเอาอะไรอีก ถ้าจะถามแล้วราชการข้าราชการเปึนหน้าที่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นหน้าที่การเสียภาษีของภาคเอกชนหรือใครก็ตามก็เปึนหน้าที่เหมือนกัน แต่ถ้าจะจูงใจ ตรงนี้ผมคิดว่าจะได้เงินมากกว่าก็ลองไปคิดดูนะครับ ส่วนประเด็นที่ ๓ ซึ่งเปึนประเด็นสุดท้าย ภาษีที่ท่านเรียกภาษีลาภลอยหรืออะไรก็แล้วแต่ผมคิดว่ามันน่าจะเกิดประโยชน์ ในเรื่องตรงที่ว่าถ้าทรัพย์สินของท่านปรากฏว่าทางรัฐบาลตัดถนนผ่านตรงนี้ มันมีมูลค่าเพิ่ม มันควรจะโดนเก็บภาษีในส่วนที่จากตารางวาละ ๒,๐๐๐ บาทอาจจะกลายเปึน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนนี้ต้องจ่ายในฐานะที่ท่านถูกลอตเตอรี่ถูกหวยโดยปริยาย มีที่อาจจะไร่ ๒ ไร่รวยมหาศาลเลยเพราะว่ารัฐต้องใช้เงินเปึนพัน ๆ ล้านบาทตัดถนนเข้าไป ตรงนี้ควรจะเก็บ แต่ขณะเดียวกันในส่วนนี้ปรากฏว่าระบบผังเมืองเราไปห้าม โน่นห้ามนี่ ห้ามเขาสร้าง ตอนนี้อโศกเข้ามาถึงข้างในตารางวาละเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว ท่านห้ามเข้ามา ๖ เมตรเดี๋ยวนี้เพิ่มเปึน ๖ เมตรแล้วจาก ๓ เมตรเปึน ๖ เมตรแล้วเปึน ๑๐ กว่าเมตรให้เปึนที่ว่างหมดเงินไปเท่าไร ตรงนี้จริง ๆ รัฐต้องชดเชยถ้าจะให้ถูกนะครับ ขณะเดียวกันมูลค่าของทรัพย์สินเพิ่มขึ้นก็เก็บภาษีกลับมาจะได้บาลานซ์กัน แต่ไม่ใช่ว่าตัวนี้ ออกกฎหมายไปห้ามสร้างแล้วเขาเสียหายเยอะแยะทําไม่รู้ไม่ชี้บอกว่าอันนี้ผังเมือง เพื่อประโยชน์สร้างตึกสูงไม่ได้ขึ้นกับความสูง ก็ร่นเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้าทําตรงนี้ ได้ทั้ง ๓ ประการผมคิดว่ามันจะมีทั้งแรงจูงใจทั้งเก็บภาษีสิ่งที่ถูกต้องแล้วรัฐจะได้ภาษีเพิ่มขึ้น อีกจํานวนมากเลยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านประธานกรรมาธิการ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ก่อนอื่นดิฉัน ก็อยากจะขอเรียนว่ามีข้อเสนอที่จะ เห็นด้วยแล้วก็เพิ่มเติมจากท่านกรรมาธิการประมาณ ๔ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคิดว่า เปึนเรื่องที่อยากสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องของการขยา ยฐานภาษี และที่สําคัญที่สุดคือ
การขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษี โดยขอให้การขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษีเงินได้เปึนข้อมูลเดียวกับ ข้อมูลบัตร ประจําตัว ประชาชนของประชาชนคนไทยทุกคนค่ะ ทั้งนี้ดิฉันคิดว่า ท่านคณะกรรมาธิการและพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วไปทราบดีว่าขณะนี้มีการหลีกเลี่ยงภาษี มากเหลือเกิน จะเห็นได้จากตัวเลขที่ว่ามีฐานคนเสียภาษีจริง ๆ แค่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนนั้น ผู้ที่รับราชการหรือทํางานมีตําแหน่งประจําที่เรียกว่ามนุษย์เงินเดือนนั้นเปึนผู้ที่เจ็บปวด มากที่สุด ดิฉันก็เคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้วคือจะเสียภาษีเปึนประจําทุกเดือน ทุกบาททุกสตางค์ แต่เราทราบดีว่ายังมีผู้คนอีกจํานวนมากพี่น้องปร ะชาชนชาวไทย ที่หลีกเลี่ยงภาษีแล้วก็ไม่ได้เสียภาษี ดังนั้นอยากจะขออนุญาตว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะต้อง มีการขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษีเงินได้ แล้วก็จัดทําฐานข้อมูลคือทําจากฐานข้อมูลประชากร เรื่องนี้คิดว่าเปึนสิ่งที่จําเปึนอย่างยิ่ง เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอเรียนเสนอก็คือเรื่องของการที่จะ มีการปรับช่ว งเงินได้สูงสุดจากเงินได้สุทธิของเงินรายได้เรียกว่าภาษีเงินได้ของ มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ดิฉันอยากจะขอให้ท่านได้เพิ่มจํานวนสูงขึ้นค่ะ เพราะปัจจุบันนั้น สภาวะเศรษฐกิจดิฉันทราบดีกว่าทุกท่านคงจะทราบว่าภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ความเปึนอยู่นั้นสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อเปึนแรงจูงใจให้กับบรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ซึ่งอาจจะมีความรู้ความสามารถมากแล้วก็มีเงินเดือนสูงต้องเสียภาษีแบบก้าวกระโดด ไปในอัตราที่สูงมากถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้สําหรับคนที่มี รายได้สูง ๆ เปึนเศรษฐีเงินหุ้น หรือว่าเปึนพวกที่มีเงินรายได้มาก ๆ ดิฉันคิดว่าท่านเสียภาษีในอัตราก้าวกระโดดแบบนั้น เปึนธรรมแล้ว
เพราะว่าท่านมีชีวิตความเปึนอยู่ที่สุขสบายกว่า ดังนั้นก็ต้องเสียสละให้สังคมมากกว่า ก็อยากจะขอเสนอว่าต้องปรับ ช่วงเพิ่มเงินได้สูงสุดจาก ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นเปึน ๑๐ ล้านบาท อย่างที่ท่านคณะกรรมาธิการได้กรุณาที่เสนอมาแล้ว ดิฉันคิดว่าเปึนเรื่องที่ดีทีเดียว แล้วก็โดยนําเอาแบบการปฏิบัติของทางประเทศใกล้เคียง อย่างเช่นประเทศสิงคโปร์เขามี เรียกว่ามาตรฐานการครองชีพหรือสแตนดาร์ด ออฟ ลิฟวิง (Standard of living) สูงกว่าประเทศไทยตั้งเยอะ แต่ว่าเขามีการจัดขั้นบันไดการเสียภาษีซอยย่อยลงไป จะเห็นว่า มีการที่จะหักภาษีได้แม้กระทั่ง ครอบครัวที่ต้องดูแลปู์ย่าตายาย หรือว่าคุณพ่อ คุณแม่ด้วย ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าทางคณะกรรมาธิการอาจจะต้องคิดตรงนี้เพิ่มอีกนิดห นึ่ง นอกจาก การหักภาษีให้กับสามีภรรยาหรือว่าบุตรสืบสันดานอะไรต่าง ๆ เพราะว่าครอบครัวไทยเรา เปึนครอบครัวที่อยู่กันเปึนครอบครัวใหญ่แบบอบอุ่น อีกประการหนึ่งที่อยากจะขออนุญาต นําเรียนว่าเมื่อสักครู่มีท่านกรรมาธิการพูดถึงเรื่องของการนิรโทษกรรมทางภาษี อันนี้ดิฉัน คิดว่าเมื่อสักครู่ท่านบอกว่ากรมสรรพากรบอกว่าพอมีนิรโทษกรรมทางภาษีทีไรก็มักจะไม่ได้ เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไรเลยไม่ค่อยได้ผลเท่าไร ดิฉันคิดว่าอาจจะเพราะว่าเราไม่ได้ มีกําหนดกฎเกณฑ์ หรือกฎเกณฑ์ที่จะลงโทษอย่างแท้จริง หรือว่าการปรับในจํานวนอัตรา ที่สูงสําหรับคนที่นิรโทษกรรมแล้วให้เวลาแล้วยังไม่กลับตัวกลับใจมาเสียภาษีเพื่อที่จะช่วย ประเทศชาติ ตรงนี้เราต้องมีมาตรการดําเนินการอย่างจริงจัง ดิฉันเ ชื่อมั่นว่าถ้าเรา มีการกําหนดปฏิรูปตรงนี้อย่างจริงจัง มีการนิรโทษกรรมที่มีระยะเวลาที่แน่นอน มีบทลงโทษ ที่ค่อนข้างรุนแรงสําหรับท่านที่ยังไม่ย้อนกลับมาเสียภาษีให้ถูกต้องนั้น เชื่อมั่นจะทําให้เรา ได้เงินภาษีมากขึ้น และฐานคนเสียภาษีก็จะสูงขึ้นด้วย สําหรับเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มดิฉันคิดว่า ขอให้เราเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจริง ๆ ในทุกหน่วยงาน ทุกร้านค้า ไม่จําเปึนต้องเพิ่ม แต่เก็บให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่รัฐควรจะได้ โดยการกําหนดบทลงโทษอย่างแท้จริง สําหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงภาษีเงินได้หรือว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งเรื่องของ การที่มี การโกงภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จัดการลงโทษอย่างจริงจัง อันนี้จะทําให้ประเทศชาติเรา มีเงินภาษีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกที่ลงชื่อไว้จะให้ความเห็นและข้อ อภิปรายครบแล้วนะครับ ขอเรียนเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการจะชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตให้อาจารย์กิติพงศ์ตอบครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอน้อมรับข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้ให้ความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้มีการเสียภาษี ซึ่งก็เปึนเรื่องหนึ่งที่เราจะนํามาประมวลอยู่ ในข้อเสนอ มีประเด็นที่อาจจะเรียนตอบ ท่านสมาชิกหลายท่านที่ผมอยากจะอธิบาย อย่างเช่นของท่านอลงกรณ์เรื่องภาษีลงทุน ต่างประเทศนี้ ความจริงแล้วเรามีเขียนอยู่แล้วเรื่องของภาษีเงินปันผลในการเสนอร่าง อันนั้น ก็ขอให้มั่นใจว่าข้อเสนอพวกนี้เปึนข้อเสนอที่จะได้แก้ไขประ เด็นที่ท่านเปึนห่วง เพราะว่า การที่เราเสนอ ที่สําคัญมากถ้าท่านไปดูเราใช้โครงสร้างที่เสนอไปคือให้ใช้ยึดโครงสร้างของ ประเทศสิงคโปร์ คือการเก็บภาษีเก็บในอัตราเดียวเรียกว่าวัน เทียร์ (One tier) คือเก็บจาก กําไรและไม่เก็บเงินได้ ที่เรียกว่าเวิลด์ ไวด์ อินคัม (World wide income) เก็บเฉพาะที่เกิด ในประเทศไทย เพราะวันนี้ที่ประเทศสิงคโปร์เขาเก็บจากเงินได้ที่เกิดในประเทศไทย เงินได้ ที่เกิดนอกประเทศเขาไม่เก็บนะครับ อย่างประเทศสิงคโปร์ถ้าผมไปตั้งบริษัทแล้วนี่ผมซื้อ สินค้าจากประเทศอินโดนีเซียไปขายในประเทศพม่าผมไม่เสียภาษีในประเทศสิงคโปร์นะครับ ตรงข้ามกับประเทศไทยซึ่งเราก็เสนอให้ปรับโครงสร้างตรงนั้นด้วยเรื่องเงินปันผล เรื่องหนึ่ง ที่ท่านสมาชิกพูดถึงคือเรื่องของภาษีตลาดทุน กระผมขอเรียนว่ากระผมเปึนผู้หนึ่ง เปึนกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะว่ำ ท่านสมาชิก สปช. ได้พูดหลายครั้ง ถ้าผมจําได้ตั้งแต่วันที่เราเริ่มเข้ามาประชุมกันที่โรงแรม เซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ แล้วก็มีการพูดกันอี กครั้งหนึ่ง ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์
ผมขอเรียนว่าจริง ๆ แล้วทางคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ได้มีการตั้งคณะทํางานศึกษา เรื่องนี้อยู่ว่าการเก็บจะเก็บ แล้วเปึนประโยชน์หรือเปึนโทษอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยาก กราบเรียนให้ท่านสมาชิกว่าบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ประมาณ ๕๐๐ กว่าบริษัท เปึนบริษัทที่ทําบัญชีโปร่งใส เสียภาษีประมาณ ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับภาษีนิติบุคคล ทั้งหมดของประเทศที่มีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ราย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์เสียภาษี เงินได้แล้ว พนักงานลูกจ้าง ลูกค้าก็ยังนําไปเสียภาษีอีก นั่นคือตัวเลขที่เราได้มา ประการที่ ๒ ในการเก็บแคปป่ต อล เกน แทกซ์ (Capital gain tax) มีการศึกษาประเด็นว่า ในต่างประเทศเขายกเว้นแคปป่ตอล เกน แทกซ์ ไม่เสียภาษี ถ้ามีการถือครองหุ้น เปึนระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง กล่าวคือไม่ได้ซื้อหุ้น ซื้อเช้าขายเย็น ซื้อบ่ายขายพรุ่งนี้ อะไรอย่างนี้ คือเปึนพวกเก็งกําไร เรามีการเสนอเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น คืออย่างนี้ครับ วันนี้คนที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้ นไทย ถ้าย้ายบัญชีไปเทรด (Trade) อยู่ที่ ประเทศสิงคโปร์ซื้อหุ้นไ ทยเขาไม่ต้องเสียแคปป่ตอล เกน แทกซ์ แล้ววันนี้ตอนที่จะเก็บ ภาษีมรดก นักลงทุนไทยหลายรายได้โอนทรัพย์ทั้งหมดไปอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เกือบหมดแล้วซึ่งถูกกฎหมายนะครับ ปัญหาคือว่าถ้าเราเริ่มเก็บแคปป่ตอล เกน แทกซ์ มันมีประเด็นที่จะต้องคํานึงอยู่หลายเรื่องก็คือว่า ๑. รายใหญ่ ๆ ก็จะย้ายไปเป่ดบัญชี ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย ค่าโบรกเกอร์ (Broker) ก็ไม่ได้ ค่าอะไร ก็ไม่ได้เลย ไม่มีอะไรเลยที่ประเทศไทยได้ คนที่ได้คือประเทศสิงคโปร์ นั่นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ คือการที่ดูว่าเก็งกําไรแล้วเขาขาดทุนเขาคืนได้ไหม มันก็ยุ่งอีก เพราะว่าเขา เป่ดหลายโบรกเกอร์ ไม่สามารถจะเก็บได้เลยโดยโบรกเกอร์ เราก็คิดว่าโบรกเกอร์เก็บได้ เขาบอกไม่ได้ เพราะเขาอาจจะเป่ด ๕ โบรกเกอร์ แล้วก็โบรกเกอร์นี้ขาดทุน โบรกเกอร์นี้กําไร แล้วเก็บอย่างไร การเก็บอาจจะไม่คุ้ม ก็เลยมีการศึกษาเบื้องต้นอย่างไม่เปึนทางการ ว่าถ้าเราจะเก็บแบบต่างประเทศ อย่างประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง คือเก็บเปึนทรานเซกชัน แทกซ์ คือค่าธรรมเนียม ซึ่งจริง ๆ แล้วเมืองไทยเคยเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่ประมาณ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของการซื้อการขำยแต่ละครั้ง ก็จะทําให้เราได้ภาษีประมาณ ๗,๕๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือสิ่งที่เราศึกษาอยู่ คณะทํางาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ค่อนข้างจะเซนซิทีฟ (Sensitive) และกระทบ
กับตลาดทุนใหญ่ ๆ เราก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ก็ศึกษาครับ รัฐบาลก็ศึกษาอยู่เหมือนกัน คือต้องเอาข้อดีข้อเสียมาดูว่าจะทําแบบไหนถึงดีที่สุดกับประเทศ แล้วก็ที่ท่าน สปช. บางท่านบอกว่ามี ๑๑ ตระกูล ผมคิดว่าต้องให้ความเปึนธรรมกับบุคคลเหล่านี้ว่าบริษัท ของเขาเสียภาษี ผมเชื่อว่าเยอะที่สุดในประเทศไทย ตัวเขาเองก็ต้องเสียภาษีทั้งเงินปันผล เงินเดือนจํานวนหนึ่งครับ เราพูดเรื่องนี้เราอย่าใช้อารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าผมจะเข้าข้าง คนเหล่านี้นะครับ ผมคิดว่าการพูดเรื่องภาษีแคปป่ตอล เกนต้องพูดบนหลักวิชาการ ต้องพูดบนหลัก ประเทศเพื่อนข้าง ๆ เรา คือการเก็บภาษีโดยใช้อารมณ์นี่พูดตรง ๆ ท่านอาจารย์สมชัยบอกภาษีมรดก ความเห็นส่วนตัวผมเก็บแล้วคนที่ได้ประโยชน์คืออะไร รู้ไหมครับ ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง เพราะคนมีสตางค์จริง ๆ เขามูฟ (Move) เงิน ทรัพย์สินไปอยู่ ๒ ประเทศนี้ถูกกฎหมายด้วยไปตั้งทรัสต์ (Trust) เก็บไม่ได้ครับ เราจะเก็บได้แต่คุณนายยี่สุ่น คุณนายซึ่งไม่มีปัญญาที่จะไปต่างประเทศครับ แล้วกฎหมาย อย่างนี้เก็บไปเชื่อผมเถอะครับไม่คุ้ม แต่ว่าท่านจะเก็บก็ไม่เปึนไรก็เก็บไป ฉะนั้นการเก็บภาษี มันต้องให้คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ คุ้มค่าในการบังคับใช้ รัฐบาลเก็บเราก็สนับสนุนครับ เพราะฉะนั้นกระผมขอกราบเรียนว่าในประเด็นเรื่องของภาษีตลาดทุนนั้นเราดูครับ เรื่องภาษีทรัพย์สินก็เช่นกัน ผมเห็นด้วยกับท่าน สปช. บางท่านที่เรื่องการเก็บภาษี ซึ่งเราคิดว่าสําคัญมากคือการจัดเก็บภาษีส่วนท้องถิ่น อบจ. ไม่มีกลไกในการเก็บ ต้องสร้างกลไกก็คือว่าอาจจะต้องให้หน่วยงานกลางเก็บ และแบ่งค่าธรรมเนียมการจัดการ ให้เขาเก็บ อันนี้จะดีมาก –
ซึ่งใน พ.ร.บ. ภาษีทรัพย์สินก็มีกลไกแบบนั้นนะครับว่าให้ว่าจ้าง กระทรวงการคลังนี่แหละ เปึนคนเก็บ แล้วก็หักเปึนค่าบริหารจัดการแล้วก็ส่งคืนให้ท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ เปึนข้อเสนอที่มีความสําคัญมาก จนกว่าท้องถิ่นจะมีกลไก มีกําลังที่จะเก็บภาษี ซึ่งผม เห็นด้วยว่าต้องเปึนหน่วยงานเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าข้อเสนอต่าง ๆ ของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการให้คนไทยนําใบกํากับภาษีมาชิงโชคเราเสนอแล้วนะครับ ว่าควรจะมี หรือเราเสนอ มีคนเสนอซึ่งเราพูดกันในคณะทํางานว่าพอมาขึ้นทะเบียนภาษี รัฐบาลจะฝากเงินให้คนละ ๑๐,๐๐๐ บาทในบัญชีนะครับ แต่ห้ามถอนนะครับ บัญชีนี้ เอาไว้ใช้ เมื่อรายได้ของท่านถึงเมื่อไรเอาไปเสียภาษี แวตหรืออะไรก็ตาม ก็เอาเงินนี่แหละ ไปเสียภาษี แต่ไม่ให้ท่านเบิกไปเลยนะครับ อันนี้ก็จะเปึนแนวคิดหนึ่งซึ่งอาจจะต้อง ให้เหมาะกับสังคมไทย ซึ่งผมคิดว่านโยบายเรื่องการชิงโชค ซึ่งประเทศจีนกับประเทศไต้หวัน เขาทํา ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเมืองไทยต้องทํา อันนี้เราก็จะเสนอ ซึ่งขอขอบพระคุณ ที่ท่านเสนอมา เราจะนําเสนอไปด้วยครับ
ผมขอตอบแทนท่านอาจารย์วิริยะเรื่องภาษีวินด์ฟอล แทกซ์ (Windfall tax) ภาษาอังกฤษมันมาจากคําว่า วินด์ฟอล (Windfall) เลยกลายเปึนภาษีลาภลอยครับ แต่ว่า เดี๋ยวเราจะเรียกชื่ออย่างไรไม่เปึนไรครับ ชื่อนั้นไม่สําคัญหรอกครับ ผมว่าเอาหลักการก่อน เพราะฉะนั้นผมก็ขอเรียนว่าขอกราบขอบพระคุณข้อเสนอของท่านสมาชิกทุกท่าน แล้วเรา ก็จะนําประเด็น ไม่ว่าจะเปึนเรื่องแคปป่ตอล เกน ท่านก็นําใส่เข้าไปครับ แต่ว่าผมอยากจะ ชี้แจงก่อนเพื่อให้ท่านสมาชิกส่วนใหญ่ได้เข้าใจก่อนนะครับ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ในฐานะประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ก็ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ได้เสนอความเห็น ซึ่งผมคิดว่าความเห็นเหล่านั้นเปึนประโยชน์มากและมีเหตุมีผล คณะกรรมาธิการก็จะรับไป พิจารณาแล้วก็จะดําเนินการขอรับไปแก้ไข และขออนุญาตว่าเมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว ท่านคงลงมติว่าจะรับหรือไม่รับ ถ้ารับก็จะเสนอต่อรัฐบาลต่อไป หลาย ๆ เรื่องที่เราทํา ที่เรา พูดถึงวันนี้มีการทําคู่ขนานไปกั บหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกระทรวงการคลัง เพราะว่า ในการทํางานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังเราทราบดีว่าเรามี ข้อจํากัด เรามีหน้าที่คิด แต่ว่าจะทําให้เปึนผลเราต้องมีพวกมีเนตเวิร์ก (Network) นะครับ
แล้วเราก็จ ะทําตรงนี้ไปพลาง ๆ เพื่อที่จะปูพื้นสําหรับเมื่อสภาอนุมัติแล้ว เราจะได้ ไปขับเคลื่อนให้เกิดเปึนผล เปึนการเปลี่ยนแปลง เปึนการปฏิบัติได้เต็มที่ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิกา ร เปึนอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน วาระปฏิรูปที่ ๘ การปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี (รอบ ๒) เรียบร้อยแล้วนะครับ ก่อนที่ผมจะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ กรุณาเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
มีท่านใดยังไม่ได้ แสดงตนไหมครับ หรือแสดงตนไม่ได้ ถ้าครบถ้วนแล้วขอป่ด เชิญครับ คุณมนูแสดงตัวไม่ได้ หรือครับ ได้ไหมครับ ไม่เปึนไรเราต้องใช้บ่อยขึ้น ได้แล้วนะครับ มีท่านใดอีกไหมครับ ป่ดนะครับ ขอทราบผลด้วยครับ มีผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๒๐๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมก็จะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบในหลักการรายงาน การพิจารณาของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเห็นชอบก็จะได้ส่งรายงาน พร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไป
(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญ ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะค รับ ท่านที่เห็นชอบกับหลักการของรายงาน ที่กรรมาธิการเสนอโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ท่านที่ไม่เห็นชอบโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ท่านที่เห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
มีท่านใดที่ยัง ไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ครบแล้ว ขอป่ดนะครับ ขอทราบผลลงคะแนนด้วยนะครับ ๒๐๓ ท่าน เห็นด้วย ๑๙๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๐ นะครับ
เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับหลักการของรายงานการพิจารณา วาระปฏิรูปที่ ๘ การปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี (รอบ ๒) ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ นํารายงานไปปรับปรุงก่อนจะได้ส่งรายงานพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไป ท่านกรรมาธิการขอเวลา ๗ วัน ขอบคุณ ท่านกรรมาธิการครับ หมายถึง ๗ วันเสร็จนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุม ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน เลยนะครับ ขอป่ดประชุมครับ
เลิกประชุม ๑๖.๐๓ นาฬิกา