สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

สุชาติ นวกวงษ์ หารือเกี่ยวกับการพัฒนาและปฏิรูปการเมือง โดยเสนอแนวคิดที่จะพัฒนาเป็นพรรคประชาชนที่มาจากประชาชน โดยมีการหยั่งเสียงและคัดเลือกผู้สมัครที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุชาติ นวกวงษ์ ครับ ผมได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการนะครับ ทั้งหมดนี้ไม่ได้มี อะไรขัดแย้ง ก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าแต่อย่างไรก็ตามแนวคิดก็อาจจะมีสิ่งที่เพิ่มเติมนะครับ ผมจะพูดถึง ๒ เรื่องนะครับ ท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของรูปแบบของพรรคการเมืองที่เห็นในปัจจุบันนี้นะครับ ผมเข้าใจว่ารูปแบบพรรคการเมืองที่เห็นปัจจุบันนี้มี ๓ รูปแบบนะครับ

รูปแบบที่ ๑ คือพรรคของนายทุน นายทุนหลายคนรวมกันแล้วก็ร่วมจ่าย แล้วก็ทําหัวพรรคขึ้นมา พรรค ก อย่างนี้แล้วก็ช่วยกัน อันนี้ก็ยังเห็นอยู่ เราจะปฏิรูปอย่างไร

รูปแบบที่ ๒ ก็คือว่าพรรคของคนคนเดียวเปึนเจ้าของนายทุน เช่น ผมยกตัวอย่างผมนะครับ ผมตั้งชื่อพรรคว่าธรรมสุชาติ ผมคิดเอง เออเอง จ่ายเอง แล้วก็ผม ชี้เอง ผมยกตัวอย่างเลยนะครับ ใครจะทําอะไรที่นี่ต้องขึ้นอยู่กับผมหมดเลย ผมจะให้ใคร สมัครที่ไหนก็ได้ จะให้ใครเปึนรัฐมนตรีก็ได้ จะให้ใครทําโน่นทํานี่ก็ได้ เรียกว่าพรรคธรรมสุชาติ คิดเอง ทําเอง เออเอง อย่างนี้ยังจะมีอยู่หรือไม่นะครับ ต้องคิดใหม่นะครับ

รูปแบบที่ ๓ คือเรื่องของพรรคที่มาจากประชาชน อันนี้ผมยังมองไม่เห็นว่า รูปแบบอย่างไรนะครับ แต่รูปแบบอย่างที่ ๓ นี้น่าจะเปึนรูปที่น่าจะถูกที่สุดคือว่าประชาชน ช่วยกันแชร์ (Share) ช่วยกันคิดทําพรรคการเมืองขึ้นมา ค่อย ๆ เติบโตขึ้นทีละนิด ๆ อย่างนี้ ต้องการเวลา ไม่ถูกใจนักการเมืองที่อยู่ในปัจจุบันนี้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น พรรคธรรมสุชาติยังจะมีอยู่ในประเทศไทยแล้วยังมีต่อไปนะครับ พรรคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ประชาชนช่วยกันแชร์ ช่วยกันคิดคงจะเกิดขึ้นช้ามากนะครับ ท่านช่วยคิดหน่อยเถอะครับ ที่อยู่บนเวทีนะครับ ช่วยคิดว่าทําอย่างไรที่เรียกว่าพรรคประชาชนจึงจะเกิดขึ้นได้เร็ว แล้วก็ ไม่มีเงื่อนไขเยอะนะครับ

ทีนี้มาถึงข้อ ๒ ครับ ท่านประธานครับ ที่ผมคิดว่าการคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบ การเมือง เข้าสู่สนามการเมืองจะทําอย่างไร

ข้อ ๑ ทําอย่างไรจึงจะจูงใจให้ประชาชนเข้าเปึนสมาชิกของพรรคการเมือง อันนี้ต้องเปึนเรื่องที่ประชาชนมาจากข้อ ๑ เมื่อกี้นะครับ ประชาชนต้องคิดช่วยกันเอง

แล้วต้องเห็นด้วยกับแนวทางที่ประชาชนคิด เพราะฉะนั้นเมื่อคิดด้วยกันเอง คิดทําเองแล้วนี่ครับ เขาจึงจะเปึนสมาชิกพรรคการเมืองด้วยกันเองได้ เพราะฉะนั้นแรงจูงใจก็คือมาจากการที่เขา ได้ร่วมคิดร่วมทํากัน

ข้อ ๒ นะครับท่านประธาน สมาชิกเท่านั้นหรือเปล่าที่จะเปึนผู้ลงสมัคร เข้าสู่สนามการเมือง อันนี้ต้องคิดต่อไปว่าเฉพาะผู้เปึนสมาชิกเท่านั้นหรือไม่นะครับที่จะเปึน ผู้สมัครทางด้านการเมือง เปึนนักการเมือง หรือว่าใครก็ได้ที่เดินเข้ามาแล้วบอกว่า ผมขอสมัครในนามพรรคธรรมสุชาติอย่างนี้เปึนต้นนะครับ ผมต้องยกชื่อธรรมสุชาติ เพราะว่าผมจะตั้งพรรคการเมืองชื่อธรรมสุชาติ แล้วผมจะคิดเองเออเองหมดเลย

ข้อ ๓ นะครับ การหยั่งเสียงจะต้องทําอย่างไรครับท่านประธาน การหยั่งเสียงเปึนเรื่องที่สําคัญมากในระบบต่อไป หมายความว่าในเขตหาเสียงหนึ่ง ๆ เขตผู้แทนหนึ่ง ๆ เขตเลือกตั้งหนึ่ง ๆ อาจจะต้องมีการหยั่งเสียงว่าใครเปึนผู้ที่มีเสียงดีที่สุด แล้วให้คนนั้นสมัครเข้าสู่พรรคการเมืองอย่างนั้นหรือไม่ ทีนี้การหยั่งเสียงจะทําอย่างไร

ข้อ ๔ ที่ผมคิดอีกข้อหนึ่งครับท่านประธาน เราจะหาคนดีคนที่จะเข้าสู่ การเมืองจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร คนที่เข้าสู่สนามการเมืองต้องดีที่ประวัติไหม ประวัติเขา อาจจะดีมาก่อนข้อนี้อาจจะตรงใจประชาชน แต่คนที่ดีทั้งประวัติไม่ค่อยมีสตางค์ แล้วก็ ไม่มีสตางค์มีแต่ความดี คนเหล่านี้ทําอย่าง ไรจึงจะเข้าสู่การเมืองได้ ข้อ ๒ ดีที่ภาพ หมายความว่าภาพที่มองเห็นสร้างภาพให้ประชาชนทั่วไปเห็นได้ว่าผมเปึนคนดี อย่างนี้ ต้องการคนอย่างนี้หรือเปล่า หรืออย่างที่ ๓ ดีที่คําล่ําลือ ล่ําลือว่าคนนั้นดี คนนั้นดี คนนี้ดี คนโน้นดี คนนี้สามารถช่วยเหลือได้ คนนั้นสามารถฝากนี่ได้อย่างนี้ได้ ผมคิดว่าไม่ใช่นะครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าต้องมีกลไกในการที่จะคัดเลือกคนที่เข้าสู่สนามการเมือง แต่กลไก อย่างนี้ผมอ่านแล้วยังไม่เจอ หรือผมอาจจะอ่านไม่หมดก็ได้ กลไกที่ต้องการทําอย่างไร กลไก ที่จะคัดเลือกคนที่ดีเข้าสู่สนามการเมื อง ถ้าไม่เช่นนั้นเราได้คนไม่ดีเราเข้าสู่วังวนของ ความขัดแย้งเรื่อยไป ดังนั้นผมจึงเห็นว่าถ้าจะปฏิรูปเราก็ต้องมอ งที่กลไกแล้วก็ต้องดูที่ การเมืองแล้วดูที่พรรคการเมือง ต้องให้ประชาชนเปึนใหญ่ คําว่าประชาชนเปึนใหญ่ ก็สอดคล้องกับที่เราคิดนะครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นของผมที่เกี่ยวเนื่องกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองครับ ขอบคุณมากครับ