สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการปฏิรูปภาษี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษีในระบบเศรษฐกิจไทย และการปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยุติธรรม โดยเสนอการลดภาษี ขยายฐานภาษี และการบริหารข้อมูลภาษี เพื่อเพิ่มภาษีและเพิ่มการลงทุนและการค้าในประเทศ

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. ผมติดตามการทํางานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ทั้ง ๑ และ ๒ มาโดยตลอดรวมทั้งชื่นชมผลงาน จึงได้ไปร่วมสัมมนาทั้งวัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่ออยากทราบถึงข้อเสนอที่เปึนพิมพ์เขียวปฏิรูปเศรษฐกิจของเรา โดยเฉพาะในวันนี้ก็เปึนวาระเรื่องของการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษีที่น่าสนใจมาก ทั้งนี้เพราะว่าภาษีนั้นเปึนเครื่องมือในการลด ความเหลื่อมล้ํา เปึนเครื่องมือในการที่จะ อัพเกรด (Upgrade) คุณภาพชีวิตของประชาชนและประเทศชาติ รวมทั้งการเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเปึนการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในกิจการ ของประเทศไทยในต่างประเทศด้วย ตรงนี้เปึนแนวทางปฏิรูปยุคใหม่ที่ประเทศไทย จะต้องก้าวสู่การเปึนประเทศผู้นํา ดังนั้นก็ต้องมาทําหน้าที่ในการที่จะสร้างพิมพ์เขียว ให้ชัดเจนว่าแล้วภาษีที่เปึนรายได้หลักของประเทศนั้นเราจะทําอย่างไร ความจริง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้ขณะนี้อยู่ในชั้นของการแปรญัตตินะครับ วงเงิน ๒.๗ ล้านล้านบาทนั้น มีรายได้จากภาษีทางตรง ทางอ้อม ๒.๑๕ ล้านล้านบาท ก็ประมาณ ๗๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราต้องกู้เงินเพื่อให้เปึนงบสมดุลโดยใช้ระบบ ขาดดุลงบประมาณนั้นอีก ๓.๙ ล้านล้านบาท ไม่รวมการชดใช้หนี้แต่ละป้เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นภาษีจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากว่าเราไม่ได้ มีการปฏิรูปภาษีอย่างเปึนระบบแบบยกเครื่องที่ สปช. กําลังดําเนินการอยู่ขณะนี้ จึงเปึนเรื่องที่น่าสนใจและเปึนเรื่องที่เปึนอนาคตจริง ๆ ความจริงการปฏิรูปภาษี หรือแทกซ์ รีฟอร์ม (Tax Reform) นั้นจะมีอยู่ ๒ ส่วนสําคัญ ส่วนที่ ๑ ก็คือระบบ ภาษีก้าวหน้า ไม่ใช่ระบบภาษีอัตราก้าวหน้านะครับ ระบบภาษีก้าวหน้า และส่วนที่ ๒ ก็คือ ผู้เสียภาษีที่มีคุณภาพทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่แนวทางที่ชัดเจนที่ผมเห็นด้วยครับ

เราจะมีความเห็นเปึนข้อสังเกต นั่นก็คือเรื่องของแนวทางลดภาษี ขยายฐานภาษี อันนี้ถูกต้องที่สุด ภายใต้ระบบภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลของเราที่มีการคิดคํานวณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของนิติบุคคล และ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของบุคคลธรรมดานั้นสูงเกินไป มันไม่ สอดรับต่อการก้าวสู่ประชำคมเศรษฐกิจอาเซียน ดังนั้นการปรับลดลงมาในสูตรที่จะ ให้เหมือนกัน เท่ากัน แต่อยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์แบบ ประเทศสิงคโปร์นั้นผมคิดว่าประเทศไทยทําได้ คําถามคือเมื่อเรา ลดอัตราภาษี การจะได้ภาษีเพิ่มจากการลดอัตราภาษี คือการขยายฐานภาษี ดังนั้น การขึ้นทะเบียนภาษี ความจริงภายใต้ประมวลรัษฎากรปัจจุบันนะครับ ในช่วงนั้น ผมเปึนรัฐมนตรีก็ดูแลเรื่องของนิติบุคคล เรื่องข้อมูลฐานภาษีสําคัญมาก ตอนนั้นเราทํา นิติบุคคลที่บอกว่ามีอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ รายที่เปึนบริษัท แล้วก็มีอยู่ ๒.๗ ล้านรายที่เปึนเอสเอ็มอี จํานวนนี้เสียภาษี ๓๐๐,๐๐๐ ราย เอสเอ็มอีนั้นไม่มีตัวเลขเท่าไรนัก ก็หมายความว่า เรายังสามารถที่จะขยายฐานภาษี ถ้าหากว่าเราลดการหลบเลี่ยงภาษีจากอัตราภาษีที่สูง และการแก้ไขปัญหาตอนนั้นคือทําเลขทะเบียนนิติบุคคลเปึนเลขเดียวครับ จดทะเบียน เลขทะเบียนพาณิชย์เปึนเลขเดียวกับเลขเสียภาษี เปึนเลขเดียวกับทะเบียนนายจ้าง ทําได้ภายใน ๔ เดือนครับ เพราะฉะนั้นภายใต้ประมวลรัษฎากรปัจจุบันนั้นก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลนี้ก็เดินมาถูกทางแล้วก็คือการขึ้นทะเบียนภาษีจากจํานวน ๖๐ กว่าล้านคน ปัจจุบัน ก็ใช้เลข ๑๓ หลักของเลขบัตรประจําตัวประชาชนอยู่แล้ว ปัญหาคือจะบริหารข้อมูลตรงนี้ อย่างไร

นี่คือสิ่งที่สําคัญกว่าการเก็บข้อมูล ระบบการเก็บข้อมูลโดยอิเล็กทรอนิกส์วันนี้ทําแล้ว แต่จะบริหารข้อมูลตรงนี้มาให้สอดคล้องกับเรื่องของการปรับลดอัตราภาษี ผมคิดว่าตรงนี้ จะมีส่วนอย่างยิ่งที่จะทําให้ปริมาณของยอดรวมภาษีมาเปึนงบประมาณแผ่นดิน มาเปึน รายจ่ายในการพัฒนาประเทศ หรือสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนนั้นจะดีขึ้นและเพิ่มขึ้น มีเงินมากขึ้นก็พัฒนาได้มากขึ้น ๒. คือในระบบพื้นที่ภาษียังไม่ชัดเจน ความจริงภาษี เปึนเครื่องมือของการพัฒนา ภายใต้นโยบายของการที่จะต้องให้จังหวัดที่อยู่ชายแดนทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะที่เปึนเขตเศรษฐกิจ พิเศษเท่านั้น เปึนพื้นที่ภาษีพิเศษขึ้นมาเราจะทําให้เกิด การค้า การลงทุน เกิดกิจกรรมธุรกิจกระจายขยายไปสร้างขั้วเศรษฐกิจความเจริญโดยใช้ อินเซนทีฟ (Incentive) ของแทกซ์นี้แหละครับเข้าไปใช้กับบริเวณจังหวัดรอบด้านของเรา ๓. ก็คือในส่วนของภาษีกําไรจากผู้ประกอบการในต่างประเทศ ตรงนี้ไม่เห็นข้อเสนอที่ชัดเจน อยากให้ท่านช่วยนําเสนอว่าทําอย่างไร กิจการของประเทศไทยไปลงทุนในต่างประเทศ แล้วจะนํากําไรกลับมามันไม่เอากลับกันมาเพราะปัญหาเรื่องภาษี มีข้อเสนออย่างไรจะแก้ไข ตรงนี้ เราจะได้เงินมากแล้วจะเปึนตัวแรงจูงใจในการสร้างแรงจูงใจให้กิ จการไทยไปลงทุน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคเออีซี (AEC) แล้วก็เอฟทีเอหรือคอมพรีเฮนซีฟ เอฟทีเอ (Comprehensive FTA) ที่เรามีไว้กับอีกหลายประเทศทั่วโลกนั้นมันจะเกิดผลทางปฏิบัติ เวลาจํากัดความจริงพูดได้ไม่หมดก็ขอเสนอแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวนอกรอบก็จะ เรียนท่านประธานและกรรมาธิการของเศรษฐกิจ ๑ และ ๒ ในวาระต่อไปครับ