สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องปฏิรูปภาษี โดยเสนอแนะให้แก้ไขระบบการเก็บภาษีให้รัดกุมและลดการหลบหนีภาษี เธอยังเสนอให้เก็บภาษีทรัพย์สินตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป และภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของราคา นอกจากนี้ เธอยังคัดค้านการเก็บภาษีจากทรัพยากร โดยเฉพาะภาษีจากทรัพยากรที่สัมปทานให้กับเอกชน โดยระบุว่าภาษีจากทรัพยากรนี้มีเพียง 2.5% เท่านั้น และไม่เท่ากับภาษีเงินได้ของประชาชน ซึ่งเธอเชื่อว่าไม่เป็นธรรม และอาจทำให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาสุขภาพ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันก็เห็นด้วยกับทางกรรมาธิการ ที่ต้องการจะปฏิรูปเรื่องระบบของภาษี แต่ดิฉันก็มีความเห็นเพิ่มเติมดังนี้ว่าในเรื่องของ การเก็บภาษีเงินได้น้อยลงโดยการขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น อันนี้ก็เปึนสิ่งที่เห็นด้วย แต่ดิฉันคิดว่าอีกเรื่องหนึ่งที่ น่าจะต้องลงรายละเอียดให้มากขึ้นในทางปฏิบัติว่าจะเก็บภาษี อย่างไรให้รัดกุม แล้วก็ไม่ให้มีการหนี เพราะเวลานี้ต้องบอกว่าบริษัทที่ทําภาษี ๒ เล่มนี่ก็ยัง มีอยู่ใช่ไหมคะ หรือแม้แต่ระบบการเก็บภาษีสินค้าที่มีคนในสนามบินต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยัง มีการเก็บที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าหากมีการเก็บภาษีเหล่านี้อย่างจริงจังเราก็จะมีรายได้

ในส่วนนี้มากขึ้น ดิฉันเองเห็นด้วยกับเรื่องของการที่จะเก็บภาษีทรัพย์สินด้วย คือก่อนหน้านี้ เราก็มีการพูดถึงเรื่องภาษีทรัพย์สินเสร็จแล้วก็เงียบหายไปเสมือนว่าถ้าเก็บภาษีทรัพย์สินแล้ว จะไปกระทบกับคนที่อาจจะมีรายได้ไม่มากนัก ดิฉันคิดว่าถ้าเสนอไปเลยว่า คนที่มีทรัพย์สินเอาบ้านก็ได้หรืออะไรก็ตามเก็บภาษีทรัพย์สินเรื่องบ้านเอาตั้งแต่ ๕๐ ล้านบาทขึ้นไปก็ได้ ก็จะไม่มากระทบกับคนรายได้ปานกลางหรือลงมา คือคิดว่าถ้าทํา อันนี้จริง ๆ มันก็จะมีในส่วนนี้มากขึ้น อีกประการหนึ่งดิฉันคิดว่าภาษีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ภาษีสรรพสามิต ซึ่งภาษีสรรพสามิตก็ระบุเอาไว้ว่าเก็บจากสินค้าที่ก่อให้เกิดผลเสีย ต่อสุขภาพหรือเรื่องศีลธรรม สินค้าฟุ์มเฟ๋อย หรือสินค้าที่ได้รับผลประโยชน์พิเศษจากกิจการ ของรัฐซึ่งอันนี้ระบุว่าเปึนเรื่องน้ํามันกับผลิตภัณฑ์น้ํามัน แต่ว่าดิฉันคิดว่าการเก็บ ภาษีสรรพสามิตน้ํามันเหล่านี้ก็มีการเก็บที่อาจจะเข้าประเด็นที่ท่านกรรมาธิการพูดเอาไว้ว่า มันก็เปึนการเก็บที่ไม่ค่อยเปึนธรรม แล้วก็ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ํา เพราะว่าลองดูอย่าง ภาษีสรรพสามิตน้ํามันนี่ เบนซิน ๙๕ ท่านเก็บ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ของราคา ณ โรงกลั่น คือเปึนราคาที่ยังไม่ได้รวมอย่างอื่น ดีเซลท่านเก็บ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ของราคา ณ โรงกลั่น แล้วก็แอลพีจี (LPG) หรือก๊าซหุงต้ม ก๊าซขนส่งก็เก็บประมาณ ๑๓.๗๔ เปอร์เซ็นต์ ดิฉัน คิดว่าจริง ๆ แล้วภาษีสรรพสามิตน้ํามันเหล่านี้ควรจะเก็บไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของราคา คือไม่ทราบเหมือนกันว่าวิธีการคํานวณตัวเลขว่าจะเก็บเท่าไรมันมีการคิดอย่างเปึนระบบไหม ว่าทําไมจึงเก็บด้วยตัวเลขแบบนี้ แล้วก็อีกประการหนึ่งเนื่องจากว่าผลิตภัณฑ์ของ พวกป่โตรเลียมที่มาใช้เปึนเชื้ อเพลิงในการขนส่งหรือเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร อย่างก๊าซแอลพีจี ท่านเก็บเฉพาะที่เอามาใช้เปึนเชื้อเพลิง

แต่ในส่วนที่นําไปเปึนวัตถุดิบกลับไม่ได้มีการเก็บเลย ทั้ง ๆ ที่มีการใช้ ดิฉันคิดว่าเปึนครึ่งหนึ่ง ของทั้งหมด ตรงส่วนนี้ดิฉันคิดว่าก็เปึนสิ่งที่ไม่เปึนธรรม ถ้าหากว่ากรรมาธิการในคณะ ของท่านจะปรับปรุงรายงานโดยการเพิ่มว่าควรจะเก็บให้มีความครบถ้วนเปึนธรรมอย่างไร แล้วก็รวมไปถึงท่านก็มีการเขียนระบุไว้ว่าภาษีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมก็จะต้อง มีการเก็บด้วย เพราะฉะนั้นผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่อย่างกรณีที่นําไปใช้เปึนพวกพลาสติก ทั้งหลายออกมาแล้วมันเปึนขยะมหาศาล แต่ไม่เคยมีการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งดิฉันก็คิดว่าถ้ามีการเก็บตรงนี้ก็จะให้มีความเปึนธรรมมากขึ้น อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านไม่ได้ พูดถึงเลยคือภาษีจากทรัพยากร ภาษีจากทรัพยากรซึ่งจริง ๆ ก็เปึนตัวที่ค่อนข้างมากนะคะ ภาษีจากทรัพยากรดิฉันเองดูตัวเลขภาษีพวกกลุ่มแร่ แล้วก็ทรัพยากรอื่นรวมทั้งภาษี จากป่โตรเลียม ปรากฏว่าใน ๓ ตัวนี้ตัวเลขรวมแล้วถ้าเราเทียบกับภาษีเงินได้ที่ท่านเก็บ ทั้งระบบ สมมุติท่านเก็บ ๑๐๐ บาท ภาษีทั้ง ๓ ตัวที่มาจากทรัพยากรนั้นจะมีมูลค่า คือดิฉัน ดูจากในตัวที่เปึนค่าภาคหลวงนะคะ มูลค่ามันเพียงแค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ว่า ในแต่ละป้อาจจะมีเม็ดเงินที่ เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้วมันเท่ากับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเปึนตัวเลขที่ต่ํามาก แล้วก็ถ้าหากว่าเราจะต้องการ เพิ่มรายได้จากภาษีมันก็จะกลายเปึนว่าเราต้องรีดเอาจากเงินของประชาชน ไม่ว่า จะเปึนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือในส่วนที่เปึนภาษีทางอ้อมอื่น ๆ แต่ปรากฏว่าในส่วนของทรัพยากรธรรมชาตินั้น ท่านคณะกรรมาธิการไม่ได้มีการเขียน ในเรื่องนี้เลยนะคะว่าเราจะเพิ่มให้เกิดการเก็บภาษีจากทรัพยากรเหล่านี้อย่างเปึนธรรม ได้อย่างไร เพราะปกติถ้าเราดูนะคะตัวเลขเพียง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เปึนตัวเลขที่น้อยมาก แต่ในขณะเดียวกันทรัพยากรที่เราให้สัมปทานออกไปให้กับเอกชนนั้น นอกจากสร้างรายได้ ให้เอกชนมหาศาลแล้วก็ยังก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ามลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมแล้วก็ปัญหา ต่อสุขภาพด้วย ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าก็เปึนส่วนหนึ่งของการเก็บภาษีที่สร้ำงความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ไม่ให้เกิดความเปึนธรรม ซึ่งอันนี้ไม่ได้มีอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการนะคะ ดิฉันคิดว่าถ้าหากท่านจะช่วยกรุณาปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ให้ครบถ้วนก็จะเปึนประโยชน์ มากขึ้นนะคะ ซึ่งเวลาตอนนี้ก็น้อยดิฉันก็คงจะเสนอความเห็นแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ