สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ เสนอการปฏิรูประบบภาษี โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดเก็บภาษีของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพและลดความเหลื่อมล้ำในการเสียภาษี และเสนอให้ลดค่าธรรมเนียมปิโตรเลียมให้เหลือ 10 สตางค์ต่อลิตร เพื่อป้องกันภาระให้กับประชาชน

นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมคงมีอยู่ประมาณ ๔ ประเด็นด้วยกันที่จะนําเรียน เกี่ยวกับการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้กําหนด หลักการและเหตุผลกลไกการปฏิรูประบบภาษีที่คํานึงถึงความเหลื่อมล้ํา การสร้างวินัยการคลัง

และการกระจายอํานาจทางด้านการคลัง ผมมีสิ่งที่อยากจะให้เปึนข้อเสนอในประเด็นที่ เกี่ยวกับการจะร่วมปฏิรูปการพัฒนาระบบภาษีให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น

ประการแรก ผมต้องขอบคุณในประเด็นที่มีการกําหนดฐานภาษี ๒ ระดับ คือระดับชาติและระดับท้องถิ่น แต่สิ่งที่ผมจะเสนอในประเด็นที่ ๑ คือกลไกการจัดเก็บ ภาษีของรัฐ เราต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้ระดับชาตินั้นมีหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง คือกรมสรรพากรทําหน้าที่จัดเก็บ แต่ของท้องถิ่นนั้นได้มอบภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปึนผู้จัดเก็บ ของท้องถิ่นก็มีข้อจํากัดต่อเนื่องก็คือว่ำมีฐานกลไกของสภาพของตัวภาษี ที่จัดเก็บนั้นมีอยู่น้อย ประกอบด้วยภาษีปัาย ภาษีโรงเรือน ที่ดิน ๓ ตัวเท่านั้น สิ่งที่ผม อยากจะเปึนข้อเสนอแนะเพื่อให้ไปสู่การปฏิรูปร่วมกันก็คือว่าเปึนไปได้ไหมว่าในอนาคต ไม่ว่าจะเปึนระบบภาษีของชาติ ระบบภาษีของท้องถิ่นให้มีหน่วยงาน เดียวเปึนหน่วยงาน จัดเก็บ ผมคิดว่าจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ประการที่ ๒ ที่ผมอยากนําเรียนก็คือว่าทําอย่างไรให้ประชาชนที่มีหน้าที่ เสียภาษีแต่ไม่ยอมเสียภาษีเข้าสู่ระบบ ผมคิดว่าตรงนี้คือหัวใจของการปฏิรูประบบภาษี ต้องยอมรับครับว่าประเทศไทยอาจจะมีการกําหนดฐานภาษีที่ค่อนข้างสูง ในอนาคต เราลดลงมาได้ไหมครับ ลดลง ขยายฐานให้กว้างขึ้น แล้วก็สร้างแรงจูงใจในการเสียภาษี ให้เพิ่มขึ้น ผมคิดว่าประเด็ นนี้คือประเด็นหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ําเหมือนกัน ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้คนเสียภาษีก็เสียอยู่นั่นแหละครับ คนไม่เสียก็คือคนไม่เสีย บางครั้งบัญชีป่ดปลายป้ ผมอยู่ต่างจังหวัดป่ดไม่ได้ ตัวเลขไม่เข้าเปัาเรียกผู้ประกอบการ มาช่วยกันเสียภาษีเพิ่ม ช่วยกันเกลี่ยเพิ่มก็ยังมี นี่ก็คือประเด็นหนึ่งซึ่งผมอยากนําเรียนว่า ต้องปรับกลไกภาษีในระบบของอัตราและฐานของการเสียภาษี

ประการที่ ๓ ผมคิดว่าการกําหนดประเภทภาษีขึ้นมาใหม่นั้นเปึนความจําเปึน ที่จะต้องเปึนฐานรายได้ของระบบภาษีท้องถิ่นและระดับชาติ เราต้องยอมรับในสิ่งหนึ่งก็คือว่า วันนี้ธุรกิจที่มีอยู่ในสังคมไทยนั้นมี ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ ก็คือ ๑. กระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น ภาษีอุปโภคและบริโภค ประการที่ ๒ คือกระทบชุมชนท้องถิ่นก็คือกลไกธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทําอย่างไรให้ ๒ ตัวนี้ มีการกําหนดรูป บบภาษีใหม่ขึ้ นมาให้ครอบคลุมกับกลไก ที่มีความเชื่อมโยงกับ พี่น้องประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ผมคิดว่าเปึนประเด็นที่สําคัญนะครับ ไม่เช่นนั้นท่านจะ กําหนดฐานภาษีใหม่ไม่ได้ ที่ท่านบอกว่าจะให้เก็บภาษีโรงเรือน ที่ดิน ภาษีสิ่งปลูกสร้าง ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง ยากในการจัดเก็บ แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือภาษีที่เกี่ยวข้อง กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นผมคิดว่ายังมีความจําเปึนที่จะต้อง มีการจัดเก็บ

ประเด็นสุดท้าย เปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนําภาษีหรือการกระจายภาษี ไปสู่การที่ท่านได้เสนอหลักการเรื่องการลดความเหลื่อมล้ํา ผมคิดว่าวันนี้หน่วยงานของรัฐ จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปความสัมพันธ์และบทบาทที่ไม่ทับซ้อนซึ่งกันและกัน นี่คือการสิ้นเปลืองต่อการใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของพี่น้องประชาชน เปึนเหตุหนึ่ง ที่ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นไม่อยากเสียภาษีครับ

ส่วนประเด็นที่อยากจะยกเปึนตัวอย่างที่จะขออนุญาตให้คณะกรรมาธิการ นําไปสู่การปรับปรุงให้เปึนเรื่องของการจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ว่าด้วย ค่าธรรมเนียมป่โตรเลียม ตรงนี้ไปกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกข้ อบัญญัติ เก็บไม่เกินร้อยละ ๑๐ สตางค์ต่อลิตร ผมคิดว่าเปึนไปได้ไหมครับที่ให้มันหักที่หัวจ่ายเลย แล้วมันจะเปึนเกณฑ์เดียวกัน ถ้าปล่อยให้อย่างนี้มันจะกลายเปึนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปเพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ํามันหรือใช้พลังงาน เปึนไปได้ไหมดครับถ้ากําหนด อย่างนี้ได้ ผมคิดว่าท้องถิ่นก็จะมีรายได้เพิ่มจากการกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมในลักษณะนี้ ก็คงขออนุญาตนําเรียนต่อท่านประธานนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณครับ