สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เอกชัย ศรีวิลาศ หารือเรื่องภาษีทรัพย์สินและตลาดหลักทรัพย์ โดยเสนอให้เปลี่ยนชื่อภาษีจากภาษีลาภลอยเป็นภาษีผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากทรัพย์สิน และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการเสียภาษีของบุคคลที่มีรายได้สูง และแนะนำให้มีบัตรเสียภาษีทุกคน เพื่อใช้ประกอบกับบัตรประจำตัวประชาชนในการบริการของรัฐ

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

เรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ หมายเลข ๒๔๘ นะครับ ผมมีข้อเสนอเพิ่มเติมประมาณสัก ๖ ประเด็นนะครับ เรื่องแรกผมคิดว่าเรื่องชื่อของภาษีที่จะมีขึ้นใหม่ที่ ว่าภาษีลาภลอย ดูชื่อมันแปลก ๆ อย่างไรไม่รู้นะ ไม่รู้ว่าท่านคิดเองหรือว่ามันมีการเขียนไว้ที่ไหน ผมอยากจะ ใช้ว่าเปึนภาษีผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากทรัพย์สิน น่าจะเปึนอย่างนี้ดีไหม เพราะว่าที่มันจะ เกิดเพิ่มมา แต่ว่าอาจจะมีบางส่วนไม่ได้เพิ่มจากทรัพย์สิน แต่ความจริงมันก็ลงทุนเหมือนกัน อย่างเช่นไปซื้อลอตเตอรี่แล้วถูกรางวัลอะไรอย่างนี้นะครับ ขอพิจารณาดูชื่อสักนิดหนึ่งครับ ชื่อลาภลอยรู้สึกมันแปลก ๆ ไปนิดหนึ่ง ประเด็นที่ ๒ ผมเคยฟังท่านสมาชิกวุฒิสภา ไปดูงานที่ประเทศกรีซมาเมื่อป้ก่อนนี้ และท่านมาเล่าให้ฟังว่าสาเหตุที่ประเทศกรีซมีปัญหา เรื่องเกี่ยวกับวิกฤติในประเทศมาด้วยกัน ๓ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรกก็มีประชานิยม มากเหมือนกับประเทศไทยเหมือนกันนะครับ เรื่องที่ ๒ ได้เกิดคอร์รัปชัน เกิดการเก็บเงิน ค่าคอมมิชชัน (Commission) จากโครงการต่าง ๆ ของรัฐจํานวนมาก และเรื่องที่ ๓ คนที่มีรายได้มากไม่เสียภาษี ตรงกับเรื่องของท่านพอดีเลย แล้วเขาเอ่ยด้วยว่าโดยเฉพาะ อาชีพแพทย์มีรายได้มาก แต่ผมไปดูการเสียภาษีน้อยมากนะครับ ผมก็เลยคิดว่าภาษีควรจะเก็บ ภาษีทรัพย์สินอย่างที่ท่านเสนอเห็นด้วยอย่างยิ่ ง แล้วก็เห็นด้วยกับท่านสารี พอดีผมจะเสนอ เรื่องนี้อยู่พอดีตรงกัน เรื่องตลาดหลักทรัพย์ หุ้นที่ไม่เสียภาษี ผมยกตัวอย่างให้ดูเลย หุ้นก่อนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ ๘๕๐ จุด เข้ามาทะเลาะกันทั้งป้เลย เสร็จสิ้นป้กระโดดขึ้นมาเปึน ๑,๖๐๐ จุด ก็แสดงว่าแอสเซต (Asset) หรือทรัพย์สินของเขา ทั้งหมดที่ถืออยู่ในมือมันขึ้นมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ต้องเสียภาษี แม้แต่บาทเดียว อันนี้คงทําไม่ได้ ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องหุ้น ก็คือว่าคนที่มาจาก ต่างประเทศเรารู้เลยว่าเขามาเสร็จเขาซื้อหุ้น ซื้อหุ้นเสร็จปัูบจะกลับก็ขายหุ้น ได้ค่าเที่ยว ในเมืองไทยฟรี ได้เงินกลับบ้านอีกส่วนหนึ่งด้วย อย่างนี้คงเกิดไม่ได้ถ้าเผื่อไม่เสียภาษีนะครับ ประการที่ ๓ ในข้อนี้ก็คือว่ามีงานวิจัยจากทีดีอาร์ไอ (TDRI) ของอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร บอกไว้ว่าศึกษาจากทรัพย์สินของคนที่ ถือหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในรอบ ๑๐ ป้ ๕ อันดับแรกที่ถือหุ้นมากที่สุดอยู่ใน ๑๑ ตระกูลของประเทศไทยเท่านั้นเองนะครับ และท่านลองไปดูได้ ๑๑ ตระกูลนั้นล้วนแล้วแต่อยู่ในสภานี้แหละ เพราะฉะนั้นท่านจะออก ภาษีอะไรจึงออกไม่ได้ทั้งสิ้น ฝากตรงนี้ไว้ด้วย เพราะฉะนั้นในทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ควรจะต้อง

เก็บภาษีไม่ว่าภาษีมรดก ภาษีเงินฝาก ภาษีหุ้น ภาษีเงินฝากเรายังไม่เก็บนะ ผมว่า ถึงเวลาแล้วอาจจะต้องเปึนแบบบางประเทศที่เอาเงินมาฝากแล้วจํานวนมากจะต้องเก็บภาษีด้วย ไม่ใช่ได้ดอกเบี้ย นะครับ ต้องเก็บภาษีตรงนี้ด้วย อันนี้ก็ขอฝากไว้ เรื่องที่ ๓ ก็คือ เรื่องภาษีแวต ภาษีแวตเปึนไปได้ไหม ผมเห็นบางประเทศเขาเก็บแวตไม่เท่ากัน เขาเก็บ แวตตามสินค้าที่สิ้นเปลืองหรือไม่สิ้นเปลือง สินค้าอะไรที่จําเปึน ที่จะต้องใช้เก็บภาษี ในแวตธรรมดา ๗ เปอร์เซ็นต์ แต่สินค้าสิ้นเปลืองเช่นท่านจะไปซื้อลัมโบร์กีนีมันไม่ใช่แวตแค่ ๗ เปอร์เซ็นต์แล้วละ มันต้องเพิ่มเข้าไปอีกจํานวนมากมายเลยอย่างนี้เปึนต้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราลองพิจารณาตรงนี้ดูนะครับ ประการต่อไป หน่วยงานที่ทําหน้าที่ ตรวจสอบเรื่องเงินภาษี ไม่ว่า สตง. ทางกรมสรรพากร หรือหน่วยงานภาษีต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่า มีการจัดรายการวิทยุ มีการไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สอนแนะนําการเลี่ยงภาษี อย่างนี้ไม่ควรมีนะ มีถือว่าเปึนความผิดทันทีเลย และไม่ควรให้ออกไปบรรยายอย่างนี้ด้วย ไม่ควรไปบรรยายด้วยนะครับ เพราะบรรยายแล้วจะชี้ช่องให้ กับนักธุรกิจอะไรต่าง ๆ ที่ไปเรียนด้วยนะครับ ประการต่อไป ท่านได้บอกว่ามีคนเสียภาษีในฐาน เสียภาษีเพียง ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้นเอง อันนี้ถือว่าน้อยมากเลยนะในฐานะที่คนไทยมี ๖๗ ล้านคน ท่านจะขยายฐานอย่างไร ผมเห็นด้วยกับบางท่านที่เสนอว่าควรจะต้องมีบัตรเฉพาะเสียภาษี วันนี้คนที่เสียภาษีหรือไม่เสียภาษี คนเสียภาษีนั้นเขาจะมีบัตรเสียภาษี แต่คนไม่เสียภาษี คนที่เลี่ยงภาษีหรือคนที่บอกว่ามีเงินรายได้ไม่ถึงจะต้องเสียภาษีนี่ไม่มีบัตร

ผมคิดว่าต้องทําให้มีบัตรทุกคน ผมเคยเจอคนเงินเดือนเปึนแสน ๆ บาทแต่ไม่ได้เสียภาษีเลย แล้วก็ไม่มีบัตรเสียภาษีด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องทําให้ทุกคนมีบัตรเสียภาษีทั้งหมด แล้วใช้บัตรเสียภาษีนี่ไปประกอบกับบัตรประจําตัวประชาชนในการที่จะใช้การบริการของรัฐ ทั้งหมด ผมคิดว่าต้องใช้อย่างนี้ควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเปึน ๓๐ บาทก็ต้องมีบัตรเสียภาษีตรงนี้ มาด้วย เพื่อจะได้เปึนการประกอบกันแล้วก็ให้เขาได้ทําได้ถูกต้องด้วย แล้วคิดว่าการขยาย ฐานภาษีนี่จะกว้างขึ้น ก็คิดว่าก็คงจะหมดเท่านี้นะครับ ผมลองคิดเล่น ๆ ผมเห็นบางประเทศ เวลาเขาจะเก็บภาษี ยกตัวอย่างร้านร้านหนึ่งอยู่แถวถนนที่มีคนจอแจมาก ขายก๋วยจั๊บน้ําใส ชามละ ๕๐ บาท เขาจะมีคนมาดูเลยว่าในร้านนี้ใช้ชามกี่ชาม แล้วชามรอบหนึ่งของ ๑ คืน หมุนกี่รอบ ใช้แก้วน้ํากี่แก้ว มีขวดน้ํากี่ขวด มีเด็กลูกจ้างกี่คนอะไรต่าง ๆ เขาจะคิดอย่างนี้ แล้วออกมาเปึนเงินภาษีที่จะต้องเสีย ผมลองคิดง่าย ๆ ร้านก๋วยจั๊บร้านนี้ขายชามละ ๕๐ บาท คืนหนึ่งขายได้ ๑,๐๐๐ ชาม ได้เงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ได้เดือนละ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านลองไปดูสิเขาเสียภาษีเท่าไร ผมเชื่อแน่ว่าแทบจะไม่ได้เสียภาษีเลยครับ ขอบคุณมากครับ