สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เทียนฉาย กีระนันทน์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงแนวทางการเก็บภาษี โดยเสนอแนวทางจูงใจในการเก็บภาษีแทนการบังคับ และเสนอแนวคิดในการหักภาษีในลักษณะที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดเก็บภาษีและลดการหลบเลี่ยงภาษี และเสนอแนะเก็บภาษีในกรณีที่ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการของรัฐ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณมาก ครับเชิญ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ครับ

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อีกฐานะหนึ่งก็คือผู้ที่เสียภาษี ก็ค่อนข้างเห็นใจคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ ๑ ซึ่งพยายามจะทําอย่างไรก็ได้ที่ให้ภาษีของเรามากขึ้น ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าสิ่งที่เรา เคยใช้อยู่คือการบังคับนั้น อาจจะต้องเปลี่ยนแนวในลักษณะจูงใจมากขึ้นว่าแรงจูงใจ ที่ให้คนเข้าสู่ระบบภาษีนี่มันมีตั้งแต่อัตราภาษี ซึ่งจะเห็นว่ามีความต่างอยู่ อาจารย์กิติพงศ์ ก็ทราบอยู่ เพราะว่านิติบุคคลเสีย ๒๐ เอฟเฟกทีฟ เรต (Effective rate) ก็อาจจะเปึน ๒๘ เพราะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายอะไรไปด้วย แต่บุคคลธรรมดานี่เขาห้ามรวยคือเกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปนี่เก็บ ๓๕ เปอร์เซ็นต์เลย เพราะฉะนั้นคนธรรมดานี่รวยไม่ได้ อย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นถ้าจะสร้างแรงจูงใจผมคิดว่าทุกอย่างมันต้องเสมอกัน จริง ๆ แล้ว เจ้าของนิติบุคคล เจ้าของบริษัทนี่มันไม่ใช่รวยธรรมดา รถยนต์ทุกคันที่ซื้อ ก็เข้าบริษัทหมด หักค่าใช้จ่ายได้ หมด แต่บุคคลธรรม ดานี่ไปหักอะไร มันหักไม่ได้

ขณะเดียวกันท่านก็คงจะทราบว่าบุคคลธรรมดาภาษีที่เสียนี่เราหักค่าใช้จ่ายได้คนละ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ถามว่าพอกินไหมทั้งป้ พอใช้ไหม ภรรยาได้อีก ๓๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นกฎหมายอาจจะเข้าใจว่าหลบอ ยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ๓๐,๐๐๐ บาท ก็เออออห่อหมกไปตามนั้น ผมคิดว่าถ้าจะสร้างแรงจูงใจ สิ่งของความเท่าเทียมกันตรงนี้ มันจะต้องชัดเจน ไม่ว่าจะเปึนนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ขณะเดียวกันการที่เรา จะหักเขาหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่ามันต้องสมเหตุสมผลในสิ่งที่เราจะต้องกระทําในส่วนนี้ ในเรื่องต่อมาคือเรื่องที่ ๒ วิธีการ วิธีการผมไปที่ประเทศไต้หวันมาเมื่อปลายเดือนมีนาคม ประเทศไต้หวันนี่ใบเสร็จทุกฉบับที่ร้านค้าออกไปจะรายเล็ก รายใหญ่ เอสเอ็มอี อะไรก็แล้วแต่ต้องซื้อจากกรมสรรพากร ต้องซื้อจากกรมสรรพากรเขาเปึนคนขาย เพราะฉะนั้นจะไปออกใบเสร็จแล้วก็โยนทิ้ง แล้วก็เอาอีกเล่มหนึ่งไปซื้อมาใหม่แล้วมาออก ไม่ได้ เพราะมันรีจิสเตอร์ (Register) ทุกเล่มที่มาจากสรรพากร ไม่ว่าจะออกด้วยเครื่อง หรือว่าจะออกเปึนใบเสร็จที่เขียน ออกโดยกรมสรรพากรทั้งหมด ที่สําคัญกว่านั้นคือ เขามีชิงรางวัล การชิงรางวัลของเขาประเทศไทยก็เคยใช้แล้วก็เลิกไป ของประเทศไต้หวัน คนที่ไปซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาไม่สนใจที่จะได้รางวัล มันก็จะมีกล่องบริจาคของ มูลนิธิต่าง ๆ มูลนิธิเด็ก มูลนิธิคนพิการไปตั้งอยู่หน้าร้าน ถ้าถูกรางวัล ๑,๐๐๐,๐๐๐ เหรียญเอ็นที ก็คือของเขานี่ก็ให้มูลนิธิเหล่านั้นไป ก็ได้ประโยชน์ไป แต่คนที่เขาจะประกาศว่าถูกรางวัลนี่ จากร้านอะไร เราก็อาจจะเปึน ๑ ในร้อยในพันที่มีส่วนส่งเสริมมูลนิธินั้นให้ได้เงินรางวัล อันนี้ก็จะเกิดความภาคภูมิใจ อันนี้ก็เปึนวิธีการ เพราะฉะนั้นวิธีการต่าง ๆ เราจะเขียน แต่เพียงว่ามันเปึนร ะบบอิเล็กทรอนิกส์มันก็เลี่ยงได้ เพราะอะไรก็ตามถ้ามันมีแรงจูงใจ ในข้อที่ ๑ มาแล้วว่าคนอยากจะเสียภาษี ไม่ใช่ไปเขียนว่าเปึนหน้าที่อย่างเดียว หน้าที่มันเขียนได้

แต่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติมันมีแรงจูงใจอยู่นะครับ จริง ๆ เคยคุยกันเมื่อประมาณ ๑๐ กว่าป้ที่แล้ว ว่าถ้าคนเสียภาษี ๒๐-๓๐ ล้านบาทขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ก็ยังได้ เพื่อให้เขาเสียภาษีกันเยอะ ๆ แต่ว่าขณะนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามันเปึนหน้าที่ คุณมีหน้าที่ ต้องเสียคุณจะมาเอาอะไรอีก ถ้าจะถามแล้วราชการข้าราชการเปึนหน้าที่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นหน้าที่การเสียภาษีของภาคเอกชนหรือใครก็ตามก็เปึนหน้าที่เหมือนกัน แต่ถ้าจะจูงใจ ตรงนี้ผมคิดว่าจะได้เงินมากกว่าก็ลองไปคิดดูนะครับ ส่วนประเด็นที่ ๓ ซึ่งเปึนประเด็นสุดท้าย ภาษีที่ท่านเรียกภาษีลาภลอยหรืออะไรก็แล้วแต่ผมคิดว่ามันน่าจะเกิดประโยชน์ ในเรื่องตรงที่ว่าถ้าทรัพย์สินของท่านปรากฏว่าทางรัฐบาลตัดถนนผ่านตรงนี้ มันมีมูลค่าเพิ่ม มันควรจะโดนเก็บภาษีในส่วนที่จากตารางวาละ ๒,๐๐๐ บาทอาจจะกลายเปึน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนนี้ต้องจ่ายในฐานะที่ท่านถูกลอตเตอรี่ถูกหวยโดยปริยาย มีที่อาจจะไร่ ๒ ไร่รวยมหาศาลเลยเพราะว่ารัฐต้องใช้เงินเปึนพัน ๆ ล้านบาทตัดถนนเข้าไป ตรงนี้ควรจะเก็บ แต่ขณะเดียวกันในส่วนนี้ปรากฏว่าระบบผังเมืองเราไปห้าม โน่นห้ามนี่ ห้ามเขาสร้าง ตอนนี้อโศกเข้ามาถึงข้างในตารางวาละเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว ท่านห้ามเข้ามา ๖ เมตรเดี๋ยวนี้เพิ่มเปึน ๖ เมตรแล้วจาก ๓ เมตรเปึน ๖ เมตรแล้วเปึน ๑๐ กว่าเมตรให้เปึนที่ว่างหมดเงินไปเท่าไร ตรงนี้จริง ๆ รัฐต้องชดเชยถ้าจะให้ถูกนะครับ ขณะเดียวกันมูลค่าของทรัพย์สินเพิ่มขึ้นก็เก็บภาษีกลับมาจะได้บาลานซ์กัน แต่ไม่ใช่ว่าตัวนี้ ออกกฎหมายไปห้ามสร้างแล้วเขาเสียหายเยอะแยะทําไม่รู้ไม่ชี้บอกว่าอันนี้ผังเมือง เพื่อประโยชน์สร้างตึกสูงไม่ได้ขึ้นกับความสูง ก็ร่นเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้าทําตรงนี้ ได้ทั้ง ๓ ประการผมคิดว่ามันจะมีทั้งแรงจูงใจทั้งเก็บภาษีสิ่งที่ถูกต้องแล้วรัฐจะได้ภาษีเพิ่มขึ้น อีกจํานวนมากเลยครับ กราบขอบพระคุณครับ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ครับ