สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

บุญเลิศ คชายุทธเดช เสนอแผนปฏิรูปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยเสนอแนวทางปฏิรูปเพื่อให้องค์กรนี้มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในระดับสากล และเสนอว่าควรจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผม บุญเลิศ คชายุทธเดช ขอนําเสนอแผนปฏิรูปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. นะครับ เมื่อครั้งที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนําเสนอกรอบความคิด มารายงานต่อที่ประชุม สปช. นี่ องค์กรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับองค์กร ผู้ตรวจการแผ่นดินนี่ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมีความเห็นก้ํากึ่งกันว่าควรจะ รวมกันหรือว่าควรจะแยกกันเหมือนเดิมนะครับ ก็มานําเรียนว่าความเห็นที่ไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่เห็นว่าควรจะรวมนะครับ แต่หลังจากมาพิจารณาทบทวนกันในภายหลังว่าหลายภาคส่วน รวมทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้จับแยกออกไป ดังนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองก็มีความเห็นว่าถ้าเรายังนําเสนอให้รวมกันอยู่นี้ก็คงจะเปึน ความเห็นเดียวนะครับ

ก็เลยมาทบทวนกันว่าถ้าหากว่าเราแยกแล้วจะทําให้องค์กรนี้มีประสิทธิภาพในการทํางาน อย่างแท้จริงนี่จะออกมาในรูปไหน อย่างไร ในวันนี้ก็เลยมากราบเรียนนําเสนอแผนปฏิรูป คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประเดี๋ยวก็จะมีอาจารย์นิรันดร์ก็มานําเสนอ อีกองค์กรหนึ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก่อกําเนิดขึ้นมาตั้ งแต่ป้ ๒๕๔๐ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็กําหนดอํานาจหน้าที่ไว้หลายประการ ก็มีเสียงสะท้อนว่า อํานาจหน้าที่นั้นยังถูกจํากัดกันอยู่ ไม่สามารถจะช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับ ประชาชนอย่างเต็มที่ ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็เลยเพิ่มอํานาจให้กับคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาถึงรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๘ ที่กําลังจะเกิดขึ้นนี้ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็มองเห็นว่าองค์กรนี้จะต้องคํานึงถึงหลักสากลที่องค์กร ระหว่างประเทศที่ไทยเข้าไปร่วมเปึนภาคีอนุสัญญาหลายฉบับเฝัาจับตามองมายังประเทศไทย ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันระดับไหน

และองค์กรที่เรียกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทําหน้าที่ในการปกปัองคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนเปึนอย่างไร ก็อยากจะเรียนว่าคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รายงานเมื่อเดือนธันวาคมป้ที่แล้ว หลังจากได้ไป ศึกษาและพบว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยดําเนินงาน ยังไม่ครบถ้วนตามหลักการปารีส ซึ่งเปึนหลักการที่สําคัญ ๆ ก็คือค วามเปึนอิสระ ในการดําเนินงานโดยปราศจากการแทรกแซงจากทุกอํานาจ การกําหนดภารกิจ ในการดําเนินงานที่ชัดเจน มีอํานาจในทางกฎหมายอย่างเพียงพอรองรับต่อการดําเนินงาน หรือการปฏิบัติงานตามอํานาจหน้าที่ มีความสะดวกต่อการเข้าถึงได้ง่าย มีกฎเกณฑ์ และเครื่องมือในการทํางานที่อํานวยความสะดวกแก่ประชาชน ดําเนินงานภายใต้หลักการ ความร่วมมือกับทุกฝ์ายโดยยึดหลักประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติการ และมีความรับผิดชอบ ในทางกฎหมาย ต้องเป่ดเผยการดําเนินงานต่อสาธารณะ และยอมรับการตรวจสอบ การดําเนินงานอย่างจริงจัง ดังนั้นเพื่อให้การดําเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุ ษยชน แห่งชาติ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็เห็นว่าเมื่อจะต้องปฏิรูปก็จะต้องทําให้ องค์กรนี้มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการยอมรับในระดับสากล ประชาชนมีความเชื่อมั่นศรัทธา ต่อกระบวนการการดําเนินงานและตัวบุคคลที่เข้ามาทําหน้าที่

ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปและแนวทาง การดําเนินงานขององค์กรที่เรียกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมี ๒ ประเด็นสําคัญ คือประเด็นปฏิรูปองค์กร และประเด็นปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ขออนุญาตที่จะนําเรียน

ในการปฏิรูปองค์กร มาตรการที่ขอนําเรียนเสนอก็คือ ๑. จัดตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๗ คน ครอบคลุมภารกิจการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในด้านต่าง ๆ ตามหลักการสากล และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ๒. กําหนดให้มี คณะกรรมการสรรหา ๑๓ คนที่สอดคล้องกับหลักการปารีส ดังนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกโดย ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จํานวน ๑ คน ประธานรัฐสภา จํานวน ๑ คน ผู้นําฝ์ายค้าน จํานวน ๑ คน นายกสภาทนายความ ผู้ทรงคุณวุฒิจากเครือข่ายภาคประชาสังคม จํานวน ๓ คน ผู้ทรงคุณวุฒิจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา จํานวน ๒ คน ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ดําเนินงาน ด้านสิทธิมนุษยชนและต่อต้านการแบ่งแยกเชื้อชาติ จํานวน ๒ คน และผู้แทนองค์กร เอกชนที่ดําเนินงานด้านศาสนา จํานวน ๒ คน สําหรับขั้นตอนของการปฏิรูปองค์กร

ก็คือการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ระยะเวลาดําเนินการโดยภายหลังจากมีรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว

ทีนี้มาถึงประเด็นการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ประกอบไปด้วยการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขั้นตอน ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ใช้กันมาหลายป้แล้ว

ประการต่อมา คือตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ โดยกระทําภายหลังจากมีรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในการปฏิรูปองค์กรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคํานึงถึงอันดับ ความน่าเชื่อถือขององค์กรระหว่างประเทศและสิทธิในการเข้าไปมีบทบาทในองค์กรระดับ สากลภายใต้ความตกลงของอนุสัญญาที่ประเทศไทยมีอยู่ในขณะนี้ และสร้างความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการดําเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภายใต้การปรับปรุงแก้ไขข้อจํากัดในทางกฎหมาย ขออนุญาตนําเรียนให้ที่ประชุมได้รับทราบ ถึงแผนการปฏิรูปองค์กรที่ชื่อว่าคณะกรรมการสิ ทธิมนุษยชนแห่งชาติเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ