ประสาร มฤคพิทักษ์ เสนอแนวคิดการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาการเมืองระบบอุปถัมภ์และการเมืองผูกขาด และต้องการให้ประชาชนทั้งแผ่นดินมีความตื่นตัวและรู้สึกเป็นพลเมืองที่มีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองประเทศ นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปฏิรูปการศึกษาและการเมือง โดยมีคณะกรรมการระดับชาติ 2 ชุด เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองและการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน และยกร่างพระราชบัญญัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ ในนามของอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ท่านประธานครับ ในเอกสารเล่มนี้เนื้อหาจะอยู่ใน หน้า ๑๐๖ ถึงหน้า ๑๑๐ และขอมีใบแทรกที่สอดไว้ในหน้า ๑๐๙ ก็จะมาแทนหน้า ๑๐๙ ต่อหน้า ๑๑๐ นั้นเอง ผมขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ตามที่ได้เรียน ขออนุญาตไว้ เพื่อที่จะรวมศูนย์ความสนใจไปตรงประเด็นเฉพาะที่ต้องการที่จะนําเสนอ กรุณาเป่ดได้เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเป่ดพรีเซนเทชัน)
เรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้และ การมีส่วนร่วมนี้พูดกันไปในยกแรกแล้วว่าเราต้องการที่จะแก้ปัญหาเพื่อที่จะให้การเมือง ที่เรียกว่าการเมืองระบบอุปถัมภ์และการเมืองผูกขาด ซึ่งครองพื้นที่อยู่ในประเทศไทย เปึนเวลายาวนาน เราจะก้าวข้ามไปให้พ้นการเมืองอุปถัมภ์และการเมืองผูกขาด ก้าวไปสู่อะไร ก้าวไปสู่การเมืองของประชาชนทั้งแผ่นดิน นั่นแปลว่าเราต้องการให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน ได้มีความตื่นตัวขึ้นมา มีสํานึกแห่งความเปึนพลเมืองที่จะยืนหยั ดทําหน้าที่ของตัวเอง
ผู้ปกครองแผ่นดินนั้นมาแล้วไป ครับ ๓ ป้ ๔ ป้ ๕ ป้ ๘ ป้ แล้วแต่ แต่ประชาชนยังอยู่ ต่อนะครับ หลักหมุดที่สําคัญ ๔ ข้อก็คือ
๑. จะต้องกําหนดให้รัฐทําหน้าที่ คือไม่ใช่เรื่องตามเวรตามกรรม ไม่ใช่เรื่อง สุดแล้วแต่เวรแต่กรรม แต่ต้องเปึนเรื่องที่กําหนดให้รัฐทําหน้าที่ ในหลายประเทศเขาได้ทํา หน้าที่ ไม่ว่าจะเปึนประเทศเยอรมนี จะเปึนประเทศนิวซีแลนด์ จะเปึนที่ไหนก็ตาม
๒. มีพื้นที่ของประชาชน คําว่าพื้นที่ของประชาชนนี้แม้ว่ามีการแก้ไข เรื่องพลเมือง เรื่องสิทธิพลเมือง เรื่องสมัชชาคุณธรรม สมัชชาประชาชน สภาตรวจสอบ แต่ผมไปดูร่างแก้ไขล่าสุดแล้วก็ยังมีพื้นที่ของพลเมืองอยู่ มาตรา ๒๘ ที่แก้ไขบอกว่า เพื่อประโยชน์ในการสร้าง ส่งเสริมความเปึนพลเมือง ให้มีกระบวนการที่ประชาชนชาวไทย อาจมารวมกันเปึนสมัชชาพลเมือง ซึ่งเปึนกระบวนการระดับพื้นที่ชุมชนและระดับอื่น เพื่อมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการจัดการชุมชน การบริหารท้องถิ่น ท้องที่และการอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้ว ให้บุคคลมีสิทธิเฝัาระวัง และตรวจสอบการกระทําและการทําหน้าที่ของผู้นําทางการเมือ ง รวมถึงมีสิทธิรวมตัว เพื่อดําเนินการตรวจสอบได้ นี่หมายถึงตามร่างแก้ไขใหม่ที่ผมได้ติดตาม ก็จะเห็นว่ามีพื้นที่ ของประชาชน
๓. มีกลไกรองรับซึ่งจะต้องเกิดขึ้น ไม่จําเปึนที่จะต้องมีรูปขององค์กรหรือ สถาบัน แต่มีกลไก ไม่ว่าจะเปึนความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสถาบัน วิชาการต่าง ๆ ก็ตาม
๔. มีปัจจัยสนับสนุน
ตัวอย่างของการที่รัฐทําหน้าที่เพื่อก่อให้เกิดผลที่เปึนจริง เรื่องนี้เผยแพร่กัน ในสื่อออนไลน์ (Online) เยอะแยะ เมื่อวานผมได้เจอกับอาจารย์ประภาภัทร นิยม ซึ่งเปึน กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผมก็ถามว่า เปึนเรื่องจริงไหม อาจารย์ประภาภัทรบอกเปึนเรื่องจริงเพิ่งไปดูงานมา เด็กนักเรียนเวียดนาม ทําการบ้าน ครูจะบอกให้เด็กทําการบ้านทุกวัน ทําการบ้านอะไรครับ นําการบ้าน ๕ ข้อ ไปขบคิดแล้วตอบคําถามให้ได้ คําถามข้อที่ ๑ เด็กนักเรียนทําการบ้านครูจะบอกว่า วันนี้เธอช่วยพ่อแม่ทํางานอะไรบ้าง แล้วก็จะถามข้อ ๒ ต่อว่าวันนี้เธอทําความดีกับคนอื่น อย่างไรบ้าง คําถามข้อ ๓ ถามว่าที่บ้านของเธอนั้นมีข่าวท้องถิ่นอะไรบ้าง และข้อ ๔ ก็จะถามเด็กว่ามีข่าวอะไรบ้างที่เปึนการเปลี่ยนแปลงในประเทศของเธอ ก็คือข่าวสาร บ้านเมือง สุดท้ายข้อที่ ๕ เขาถามว่าในโลกของเรามีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไป ก็แปลว่า เด็กเขาจะต้องไปศึกษา ไปค้นคว้า ไปเรียนรู้ เพราะฉะนั้นได้อะไรครับจากการบ้าน ๕ ข้อ เด็กทั้งประเทศระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา การช่วยพ่อแม่ตามข้อที่ ๑ คือได้จิตสํานึกกตัญ็ู ได้จิตสํานึกรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อบ้านช่องเรือนชาน ความสะอาดหรืออะไรอื่น ข้อ ๒ การช่วยคนอื่นแปลว่าฝ๊กความมีน้ําใจ ข้อ ๓ ข่าวท้องถิ่น แปลว่าสังเกต ติดตาม ข้อ ๔ และข้อ ๕ การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ก็แปลว่าเด็กจะต้องรู้โลก รู้การปรับตัว รู้ความเปึนไปของโลกด้วย หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ามันนําไปสู่อะไร นําไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเปึนความดีความงาม เพราะอะไร เพราะเด็กต้องคิด ต้องอ่าน ต้องค้นคว้า ต้องมีจินตนาการ และต้องทําความดี ทําความดีคือ ข้อที่ ๒ มีน้ําใจช่วยคนอื่นเด็กต้องทําอย่างไร เขาทําทุกวัน ทําเปึนเดือน ทําเปึนป้ เปึน ๕ ป้ เปึน ๑๐ ป้ ๒๐ ป้ และสั่งสมเปึนนิสัยอันถาวร อันนี้เปึนสิ่งที่รัฐจัดนะครับ ไม่ใช่เปึนสิ่งที่ เกิดขึ้นโดยลําพัง แต่เปึนสิ่งที่รัฐจัดให้ ผมว่าอันนี้เปึนตัวอย่างว่าการทําหน้าที่ของรัฐ แล้วเรานึกคุณภาพของเด็กเวียดนามได้เลย ก็อย่าสงสัยเวียดนามผ่านสงครามฝรั่งเศส สงครามอเมริกา แต่แล้วการศึกษาของเวียดนามกลับมีลําดับที่เหนือจากเราอย่างที่ เรารับรู้กัน
ข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทางดําเนินการ ผมพุ่งตรงไปสู่ข้อที่ ๕ เลยนะครับ ให้มีคณะกรรมการระดับชาติ ๒ ชุด ตรงนี้บางทีเราก็รู้สึกเหมือนกัน ผมก็เกรงอกเกรงใจ เพราะว่าองค์กรเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายเหลือเกิน แทบทุกคณะกรรมาธิการ
ก็เสนอให้มีองค์กร แต่มันเปึนความจําเปึนครับ ๑. มีคณะกรรมาธิการด้านการเรียนรู้ ทางการเมืองของประชาชน ๒. ด้านการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ทําหน้าที่อะไรครับ ทําหน้าที่เปึนองค์กรกําหนดยุทธศาสตร์ทั้ง ๒ ภารกิจ ภารกิจแรกคือ การเรียนรู้ ภารกิจที่ ๒ คือการมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็น
ประเด็นกฎหมายมี ๓ กฎห มายด้วย กัน กฎ หมำยแรก คือ ยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ฉบับ ๒ คือยกร่าง พ.ร.บ. การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. .... ซึ่งจะว่าไปแล้วกฎหมายฉบับนี้มีการลงชื่อกันของ ประชาชนไม่ต่ํากว่า ๒๐,๐๐๐ คน พัฒนากันมาระดับหนึ่งแล้วรับรู้ กันทั่วไป ทางสถาบัน พระปกเกล้าก็นําไปศึกษา และฉบับที่ ๓ เปึนการปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ มีแล้วฉบับนี้ และเปึนการปรับปรุงร่วมกันระหว่างกรรมาธิกำรปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะ การปฏิรูปการเรียนรู้ร่วมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ชุดของอาจารย์ประ มนต์ สุธีวงศ์ ซึ่งมีคุ ณวสันต์ ภัยหลีกลี้ เปึนประธานอนุกรรมาธิการในการปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ขั้นตอนคือ ตั้งคณะกรรมการกําหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมือง
เปึนรูปคณะกรรมการไม่ต้องเปึนสถาบัน มีหน้าที่วางยุทธศาสตร์ให้เกิดเอกภาพและบูรณาการ สถาบันทางวิชาการในด้านนี้ให้ไปในทิศทางเดียวกัน เรารับรู้กันว่ามีสถาบันพระปกเกล้า มีสภาพัฒนาการเมือง มี กกต. มีองค์กรอื่นเยอะแยะมากมายที่ทําหน้าที่ตรงนี้ แต่ก็ยังเปึน ต่างคนต่างทํา หันหน้าคนละทางสร้างดาวคนละดวง คณะกรรมการชุดนี้จะเปึนผู้กําหนด ยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดทิศทางนําไปสู่เปัาหมายเดียวกันก็คือปฏิรูปการเรียนรู้ทางการเมือง ของประชาชน ตั้งคณะกรรมการกําหนดยุทธศาสตร์การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชน เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดทิศทาง เกิดการติดตาม ตรวจสอบ และเกิด การประเมินผล ให้สํานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะเปึนหน่วยงานของ สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน คือย้ายจากที่อยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรีไปอยู่ใต้สํานักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะว่ามีความเปึนอิสระสูงกว่า ที่อยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมานั้น ไม่ค่อยจะเปึนมรรคเปึนผล แล้วรับรู้ว่ามีเพียง ๒๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นตามผลศึกษาที่มี การอนุญาตข้อมูลข่าวสาร กลายเปึนปกป่ดประมาณ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เป่ดเผย ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไปอยู่กับสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะเกิดผลในทางเป่ดเผย ได้มากกว่า สําคัญที่สุดคืออะไรครับ ต้องมีองค์กรเจ้าภาพ ต้องมีองค์กรเจ้าภาพขอเน้นขอย้ํา ขอขีดเส้นใต้ ๑๐๐ ครั้งครับ ถ้าไม่มีองค์กรเจ้าภาพและอยู่ในสภาพต่างคนต่างทํา การเรียนรู้ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีองค์กรเจ้าภาพ อย่างที่เมื่อกี้ ผมพูดไปแล้วว่าการมีองค์กรเจ้าภาพเปึนเรื่องจําเปึน ถ้าไม่ใช่รูปคณะกรรมการก็อาจจะ เปึนรูปอื่น เช่นมอบให้สถาบันพระปกเกล้า หรือมอบให้สภาพัฒนาการเมือง หรือมอบให้ กกต. สุดแท้แต่ แต่ขอให้มีองค์กรเจ้าภาพที่เปึนจริงในการกําหนดทิศทางก่อให้เกิดการปฏิรูป การเรียนรู้ทางการเมืองและการมีส่วนร่วม เพราะถ้าไม่มีองค์กรเจ้าภาพก็เปึนเรื่องแล้วแต่เวรแต่กรรม ซึ่งไม่สามารถจะก่อให้เกิดผลที่เปึนจริงได้ครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายก็ต้องด้วยความคารวะ วิธีที่นําเสนอมาอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการเชื่อว่าเปึนวิธีที่ถูกต้อง แล้วทําวันนี้ให้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดผลอะไร เปึนวาทะธรรมของท่าน พุทธทาสภิกขุครับ ขอบพระคุณ