สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

พรายพล คุ้มทรัพย์ พูดถึงปัญหาการคลังของประเทศไทยที่ยังอ่อนแอ โดยมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐที่ติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี และคาดว่าจะขาดดุลอีกในอนาคต นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สาธารณะของประเทศและระบุว่าหากไม่แก้ไขจะส่งผลกระทบในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มรายได้ของรัฐผ่านภาษีอากร

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่า นประธาน ผม พรายพล คุ้มทรัพย์ สปช. ๑๕๑ นะครับ มานําเสนอวันนี้ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านการคลัง ภาษีอากร และงบประมาณ ผมคงกล่าวโดยใช้เวลาไม่มากนะครับ

จะเปึนการเสริมท่านประธานสมชัย แล้วก็เปึนการปูพื้นที่จะนําไปสู่การอธิบาย ในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปหรือแนวทางในการปฏิรูปภาษีอากรต่อไปโดย ท่านอนุกรรมาธิการอีก ๒ ท่านนะครับ ที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คงเปึนเรื่องของภาพรวม ภาวะการคลังของไทย ขออนุญาตฉายสไลด์ครับ ต้องกล่าวในเบื้องต้นเลยว่า ณ ขณะนี้ ภาวะการคลังของประเทศไทยยังอ่อนแอนะครับ โดยการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ มีติดต่อกันถึง ๑๐ ป้แล้วนะครับ นับตั้งแต่ป้ ๒๕๔๗ จริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปนับได้ตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๑ ถึงป้ ๒๕๔๒ ก็ว่าได้นะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วงบประมาณขาดดุลของรัฐ มีมานานแล้วก็ติดต่อกันด้วย และมองไปในอนาคตอย่างน้อยอีก ๒ ป้ข้างหน้าก็ยังจะขาดดุล งบประมาณต่อไป เพราะว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็พูดแล้วว่า ป้หน้าขาดดุลอีกและป้ถัดไปก็จะขาดดุลอีก แนวโน้มรายได้ของรัฐมีลักษณะคงที่เปึนสัดส่วน ของจีดีพีพูดง่าย ๆ ว่าขนาดเศรษฐกิจ ๑๐๐ ก็เก็บภาษีได้ประมาณ ๑๗ หรือ ๑๘ เพราะฉะนั้นรายได้ของรัฐ ๑๗ ถึง ๑๘ และคงที่มาโดยตลอดในสัดส่วน แต่รายจ่ายสัดส่วน ไม่คงที่ สัดส่วนระยะหลังมีเพิ่มขึ้น คือแทนที่จะเปึน ๑๗ หรือ ๑๘ เหมือนกับรายได้ ปรับเพิ่มขึ้น ปัจจุบันนี้ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ ประหลาดใจที่จะพบว่าเราขาดดุลเกือบทุกป้ ๆ ก็ว่าได้นะครับ ตารางนี้ชี้ให้เห็นตัวแดง ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ เปึนต้นมา

จนกระทั่งถึงปัจจุบัน แล้วป้หน้าก็แน่นอนเปึนตัวแดง ป้ถัดไปก็มีแนวโน้มที่จะเปึนตัวแดง ถ้าคิดออกมาก็เปึนแสนแสนล้านบาท แสนแสนล้านบาทในแต่ละป้ถ้าคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ของ จีดีพีไม่มากครับ ไม่ค่อยสูงเท่าไร แค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่มันเปึน ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ที่มันเกิดขึ้นทุกป้ เพราะฉะนั้นการขาดดุลติดต่อกันหลายป้ มันก็เลยทําให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น ตารางอันนี้ก็ชี้ให้เห็นแล้วถ้าคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตัวแดงเหมือนกันแต่มันดูไม่ค่อยน่าตกใจใช่ไหมครับ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ปกติของเราก็คือไม่น่าจะเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็มีบางป้ที่มัน เกินเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะที่มันเพิ่มขึ้นมันก็เลยทําให้หนี้คงค้างของประเทศ มีจํานวนเพิ่ มขึ้นจากประมาณ ๓.๗ ล้านล้านบาท ในป้ ๒๕๔๗ ขอย้ําหน่วยนิดหนึ่ง ล้านล้านบาท ไม่ใช่ล้านเดียวนะครับ ล้านล้านบาท แล้วก็ไปสูงสุดในป้ ๒๕๕๕ โดยมีจํานวน เกือบ ๖.๕ ล้านล้านบาท แล้วก็ป้ ๒๕๕๖ ลดลง แต่ลดลงไม่ใช่หนี้ลดลงหรอ กครับ เปึนวิธีการจัดทําบัญชีของภาครัฐ ก็คือรัฐบาลโอนหนี้ส่วนที่เขาเรียกว่าเปึนหนี้กองทุนฟุ๋นฟู สถาบันการเงินท่านคงจําได้ใช่ไหมครับกองทุนอันนี้ หนี้นี้ก็เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ ป้ ๒๕๔๐ นั่นเอง นี่ก็จะเกือบ ๒๐ ป้แล้วมันยังอยู่ รัฐก็เลยใช้วิธีการทําบัญชีใหม่ก็คือว่า หนี้ก้อนนี้ต่อไปนี้คือตั้งแต่ป้ ๒๕๕๖ ไม่เปึนภาระของกระทรวงการคลังแล้ว โอนไปให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเปึนผู้รับภาระ เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะที่วัดเฉพาะส่วนของ ภาครัฐบาลมันก็ลดลง แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราเอาภาพรวมของภาครัฐซึ่งรวมไปถึงธนาคารกลาง ของเราคือธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วหนี้สาธารณะไม่ได้ลดลงว่ากันตามจริง เปึนวิธีการทํา บัญชีอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันก็เลยลดลงเหลือ ๕ ล้านล้านบาท แต่ต่อมาก็มีมูลค่า ที่สูงขึ้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้เกือบ ๖ ล้านล้านบาทแล้ว แล้วก็สูงขึ้นอีกทุกป้ แล้วก็จะสูงขึ้นอีก อย่างไรก็ตามในช่วง ๑๐ ป้ที่ผ่านมาหนี้สาธารณะคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีก็มีแนวโน้ม ลดลง อันนี้ผมย้ําว่าคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คิดเปึนเม็ดเงินเพิ่มขึ้น ใช่ แต่คิดเปึน เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีลดลง แล้วส่วนหนึ่งที่ลดลงก็เพราะว่ามีวิธีการจัดทําบัญชีเปลี่ ยนไป ในป้ ๒๕๕๖ ก็คือโอนหนี้ของภาครัฐไปเปึนหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นตัวเลขก็ลดลง ลดลงจากประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ณ ขณะนี้ประมาณ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าตามเกณฑ์ก็ถือว่าไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะว่าเกณฑ์ที่เขาให้ไว้ก็คือ ไม่น่าจะเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรืออย่างมากที่สุดไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศกรีซ

ในปัจจุบันที่มีปัญหาหนี้สาธารณะท่านทราบไหมครับเท่าไร ๑๗๐-๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตอนนี้เขากําลังหน้ามืดกันอยู่นี่ ของเรา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ยังไม่ มีปัญหา ผมใช้คําว่ายังไม่มีปัญหา แต่ก็เชื่อว่าถ้าเราขาดดุลต่อไปอีก ๒ ป้ข้างหน้ารับรองได้ขาดดุลแน่ หนี้สาธารณะก็จะสูงขึ้น แล้วถ้าต่อไปอีกสัก ๕ ป้ ผมคิดว่าจะเปึนปัญหาภาระการคลังของ ประเทศได้ เปึนปัญหาสําคัญเลยในอนาคต เพราะฉะนั้นจริง ๆ เรามีระเบิดเวลารอเราอยู่ ณ ขณะนี้ ทั้งหลายทั้งปวงที่เล่ามาให้ฟังก็เพราะว่ามันมาเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากร เพราะว่า อะไร เพราะว่าแนวทางหนึ่งในการบรรเทาปัญหาภาระการคลังของรัฐก็คือการเพิ่มรายได้ ของภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่รายได้มาจากภาษีอากร เพราะฉะนั้นที่ท่านประธานสมชัยได้เล่า ให้เราฟังว่าภาษีของเรายังมีข้อบกพร่อง ๑. ก็คือไม่ครบฐาน

๒. ก็คือมีอัตราที่ล้าสมัย ๓. ก็คือเก็บไม่รัดกุม หนําซ้ํายังเก็บไม่ทั่วถึง แล้วก็เก็บ ไม่เปึนธรรมด้วย ทั้งหลายทั้งปวงเปึนปัญหาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าแก้ไขแล้วนอกจากว่า จะแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วก็จะทําให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นด้วย แล้วก็หวังว่าในอนาคตก็จะทําให้ การขาดดุลน้อยลง หรือรัฐบาลกลับมาเกินดุลบ้างก็ยังดี เพื่อไม่ให้หนี้สา ธารณะมันสูง เกินไปนะครับ ถัดไปคงเปึนเรื่องของการเล่ารายละเอียดนิดเดียวเกี่ยวกับเรื่องภาษี ก็คือหน่วยงำนสําคัญที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ทั้ง ๓ กรมนี่เก็บภาษีได้รวมแล้วประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ของรัฐที่ได้ แต่ที่สําคัญที่สุดคือกรมสรรพากรครับ กว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่จัดเก็บมา นี่มาจากกรมสรรพากร ที่เหลือก็จัดเก็บจากกรมสรรพสามิต แล้วก็กรมศุลกากร มีรายได้ ส่วนอื่น ๆ จากหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจด้วย ภาษีที่ทํารายได้ให้กับรัฐมากที่สุด ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม รองลงไปก็คือภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วก็ภาษีสรรพสามิต แล้วก็ตามมาด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะสังเกตได้ว่ารายได้ภาษีส่วนใหญ่เก็บมาจากภาษี ที่เราเรียกว่าภาษีทางอ้อม ที่ท่านประธานสมชัยได้เล่าให้เราฟัง ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม กับภาษีสรรพสามิตเปึนสํา คัญ พวกนี้เปึนภาษีทางอ้อม โดยประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้มาจากภาษีทางอ้อมเหล่านี้ ส่วนภาษีทางตรงก็คือภาษีที่เก็บจากรายได้หรือเงินได้ ไม่ว่าจะเปึนนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาก็ตาม มีสัดส่วนของรายได้ ให้รายได้กับรัฐ เพียง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นระบบภาษีของไทยก็ยังมีลักษณะที่ไม่เอื้อ ให้มีการลดความเหลื่อมล้ํา เพราะว่าภาษีทางอ้อมต้องถือว่าเปึนภาษีที่คนจนจ่ายในอัตรา ที่สูงกว่าคนรวย ซึ่งตรงข้ามกับภาษีทางอ้อม แต่ว่าการที่รัฐบาลไทยมาพึ่งพาภาษีทางอ้อม มากกว่าภาษีทางตรงก็เข้าใจว่าเปึนภาษีที่เก็บง่าย ภาษีทางอ้อมนี่เก็บง่าย คือคุณไปซื้ออะไร คุณต้องจ่ายอยู่แล้ว หนียาก เพราะฉะนั้นมองในแง่นี้ถ้าเอารายได้ภาษีทางอ้อมมันจะดีกว่า แต่ว่ามองในแง่ของความเปึนธรรมแล้วภาษีทางตรงน่าจะดีกว่า สุดท้ายเลยก็คงเปึนเรื่อง เล่าให้ฟังนิดเดียวนะครับ ซึ่งท่านประธานได้เล่ารายละเอียดแล้วก็คือเรื่องการคลังท้องถิ่นว่า รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นทุกป้ แต่ปัญหาของเขาก็คือว่าต้องอาศัย เงินอุดหนุน แล้วก็ส่วนแบ่งของรัฐบาลเปึนส่วนใหญ่ เกินครึ่งหนึ่ง ถ้าท่านจะดูตัวเลข อันนี้ครับตารางสุดท้าย ท่านจะเห็นได้ว่าในช่วง ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมา เงินอุดหนุนกับรายได้ ที่รัฐแบ่งให้เกินครึ่งหนึ่ง ประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็เปึนรายได้ท้องถิ่นที่จัดเก็บเอง

แล้วก็รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว อบต. นี่ยังจัดเก็บภาษีเองได้น้อย โอกาสที่จะเก็บภาษีได้เพิ่มเติมยังมีอยู่ ทั้งที่เปึนภาษีที่มีอยู่ในปั จจุบันแล้วก็ภาษีใหม่ ๆ ซึ่งเดี๋ยวคุณกิติพงศ์ก็จะมาเล่าให้ฟัง ผมเองก็คงมีการนําเสนอโดยเปึนแนวทางหรือเปึน คล้าย ๆ หนังตัวอย่าง ให้ดูว่าปัญหาเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ เกี่ยวกับเรื่องการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาษีมันมีลักษณะอย่ำงไร แล้วก็น่าเปึนห่วงแค่ไหน อันดับถัดไป ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ท่านกิติพงศ์ได้นําเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง การปฏิรูปภาษีอากร ขอบพระคุณครับ