สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

สมชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปภาษี โดยมีเป้าหมาย 5 ประการ เช่น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างวินัยทางการเงิน การเสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และเศรษฐกิจไทย การส่งเสริมธรรมาภิบาลและขจัดคอร์รัปชัน และการกระจายอำนาจทางการคลัง นอกจากนี้ สมชัย ฤชุพันธุ์ เสนอแนวคิดเรื่องภาษีท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษีท้องถิ่นในการสร้างรายได้และความเป็นอิสระของท้องถิ่น และเรียกร้องให้ท้องถิ่นได้รับอำนาจในการจัดเก็บภาษีและพิสูจน์ความมีประโยชน์ของภาษีท้องถิ่น

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกเลขที่ ๒๐๔ ในฐานะประธาน กรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ผมจะมารายงานผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ในวาระปฏิรูปที่ ๘ เรื่อง การปฏิรูป ระบบและโครงสร้างภาษี ซึ่งเปึนการเข้ารายงานเปึนครั้งที่ ๒ การทํางานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ได้ตั้งวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปไว้ ๕ ประการ ประการแรกคือเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ประการที่ ๒ คือเพื่อสร้างวินัย ทางการเงินและการคลัง ประการที่ ๓ คือเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และเศรษฐกิจไทย ประการที่ ๔ คือเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลหรือเพื่อขจัดคอร์รัปชัน ประการที่ ๕ คือเพื่อกระจายอํานาจทางการคลัง ในการทําข้อเสนอปฏิรูปภาษีอากรของเรา ก็จะมีเปัาหมายทั้ง ๕ ประการนี้ และมีมาตรการซึ่งจะมีผลทําให้วัตถุประสงค์ทั้ง ๕ ประการนี้ บรรลุผล ในการนี้เราได้มีข้อเสนอปฏิรูประบบภาษีอากรที่สําคัญอยู่ ๕ ประการ อาจจะ มีเรื่องอื่นอีกเดี๋ยวจะมีกรรมาธิการท่านอื่นซึ่งจะมาขยายความ ผมจะพูดถึงเฉพาะเรื่อง ที่เสนอที่สําคัญ ๕ ประการนี้นะครับ ประการแรกคือเรื่องการแยกภาษีของประเทศไทย ออกเปึน ๒ ระดับ คือภาษีระดับชาติกับภาษีระดับท้องถิ่ น ที่ต้องดําเนินการอย่างนี้เพื่อให้ เกิดความชัดเจนและเพื่อให้มีผลในการที่มีการกระจายอํานาจทางการคลังอย่างแท้จริง ภาษีระดับชาติคือภาษีที่จัดเก็บเพื่อหารายได้มาเข้าคลังของรัฐบาลระดับชาติเพื่อไปใช้จ่าย ในกิจการระดับชาติ ภาษีระดับชาติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร เปึนต้น ส่วนภาษี ระดับท้องถิ่นคือภาษีที่จัดเก็บเพื่อหารายได้เข้าสู่คลังของท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นไปใช้จ่าย ในกิจการของท้องถิ่น ภาษีท้องถิ่นที่มีอยู่ขณะนี้จะมีตัวอย่ำงเช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

ภาษีบํารุงท้องที่ และภาษีปัาย ปัญหาใหญ่ขณะนี้ก็คือว่าภาษีท้องถิ่นไม่ค่อยจะมีประสิทธิผล และก่อเกิดรายได้น้อยมาก ในบรรดารายได้ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท้องถิ่นใช้อยู่ ท้องถิ่นเก็บภาษีเองอยู่ไม่เกิน ๙ เปอร์เซ็นต์ อีก ๙๑ เปอร์เซ็นต์เปึนรายได้ที่ท้องถิ่น ต้องอาศัยพึ่งพาจากส่วนกลางโดยส่งไปในรูปของส่วนแบ่งภาษีหรือเงินอุดหนุนบ้าง อันนี้ไม่ได้แปลว่าเปึนความผิดของท้องถิ่น แต่แปลว่าเรายังไม่ได้จัดระบบทางด้านภาษีอากร ของประเทศไทยให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพการปกครองของเราซึ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ มาเปึนเวลา ๑๘ ป้แล้ว โครงสร้างทางการปกครองได้เปลี่ยนเปึนยอมรับ คือเปลี่ยนจากการรวมศูนย์อํานาจเปึนการกระจายอํานาจ แต่โครงสร้างทางการคลัง ยังไม่ได้เปลี่ยนเพราะเราก็ยังเก็บภาษีส่วนใหญ่เข้ำมาสู่คลังแล้ วจ่ายออกไปจากคลัง เพราะฉะนั้น อปท. ซึ่งเปึนหน่วยงานที่ควรจะต้องมีความเปึนอัตโนมัติทางการคลัง ก็ไม่สามารถเปึนอัตโนมัติทางการคลังได้เพราะว่าไม่มีแหล่งรายได้

การที่แยกภาษีออกเปึน ๒ ระดับ ที่มาพูดตรงนี้ก็คือว่าต้องการให้เกิดความสํานึก เกิดความตระหนักที่ชัดเจนว่าภาษีของประเทศไทยมี ๒ ระดับ คือภาษีระดับชาติ และภาษีระดับท้องถิ่น ความจริงมันก็เหมือนกับว่ามีอยู่แล้ว แต่ว่ามันไม่มีความตระหนัก และไม่มีความชัดเจน แล้วก็ยังมิได้ให้ความสําคัญกับภาษีท้องถิ่นมากเพียงพอ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะต้องเน้นว่าในการดําเนินการต้องทําให้ภาษีท้องถิ่นก่อเกิดรายได้ที่สามารถเปึน รายได้หลักของท้องถิ่นได้ แต่ว่าท้องถิ่นต้องอาศัยภาษีท้องถิ่นเปึนหลัก แล้วก็อาศัยการอุดหนุน จากรัฐบาลเปึนส่วนประกอบ แต่ขณะนี้ไม่ใช่ ขณะนี้คือท้องถิ่นอาศัยรายได้ที่ได้รับ จากรัฐบาลเปึนหลัก ใช้ภาษีท้องถิ่นเปึนส่วนน้อย เพราะฉะนั้นคงจะต้องมีการทําในเรื่อง ของสิ่งที่เรียกว่าแทกซ์ แอสไซน์เมนต์ (Tax assignment) คือการมอบอํานาจในการจัดเก็บ ภาษี เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถมีอํานาจในการจัดเก็บภาษีในตัวภาษีที่เหมาะสม และตัวภาษี ที่ก่อเกิดรายได้ต่อท้องถิ่นได้อย่างมากเพียงพอ เรื่องนี้มีความสําคัญเพราะว่าถ้าเผื่อเราไม่ได้ จัดการในเรื่องความเปึนอิสระหรือออโตโนมี (Autonomy) ทางด้านรายได้ แล้วเราก็บอกว่า เราให้ความเปึนอิสระทางการคลังในด้านรายจ่าย ให้ท้องถิ่นเอาเงินที่ท้องถิ่นได้รับไปพัฒนา ท้องถิ่น ท้องถิ่นก็จะทํางานทางด้านบวกคือด้านเอาถนนไปให้ เอาบ่อน้ําไปให้ เอาการพัฒนา อาชีพไปให้และไม่ได้เก็บภาษี โดยอาศัยเงินภาษีจากส่วนกลาง เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ ในเชิงความรับผิดที่เรียกว่าแอก เคาน์ทาบิลิตี (Accountability) มันก็จะไม่เกิด เพราะว่า ประชาชนชาวบ้านทั้งหลายเขาเสียภาษี แต่เขาไม่ได้เสียภาษีให้ท้องถิ่น เขาเสียภาษี ให้ส่วนกลาง ถ้ามีปัญหาอะไรเขาต้องไปไล่เบี้ยจากส่วนกลาง มีปัญหาอะไรจึงต้อง มาเดินขบวนหน้าทําเนียบนายกรัฐมนตรีที่กรุงเทพฯ นี่ ทําไมถนนที่บ้านเขาจึงไม่ดี ทําไมน้ําไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทําไมจึงสกปรก แต่ความจริงแล้วคนที่มีหน้าที่ ทําเรื่องความสะอาดในท้องถิ่น เรื่องถนนในท้องถิ่น คือคนท้องถิ่น คือผู้บริหารท้องถิ่น แต่เนื่องจากเขาไม่สามารถไปกํากับได้เพราะว่าเขาไม่ได้เสียภาษีให้ท้องถิ่น เส้นทางของ แอกเคาน์ทาบิลิตีทางตรงจึงไม่เกิด เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท้องถิ่นทํางานทั้ง ๒ ด้าน คือทางด้านบวกและด้านลบ คือต้องกล้าที่จะไปเก็บภาษี และพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า การเก็บภาษีท้องถิ่นนั้นเปึนของดี เปึนของมีประโยชน์ เปึนของที่ทําแล้วคุ้มค่า เก็บภาษีดีกว่าไม่เก็บภาษี อันนี้เปึนหลักประกันว่าทําให้ อปท. ทั้งหลายจะมีวินัยทางการคลัง ในการใช้จ่ายและถูกกํากับโดยประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้นด้วย อันนี้ผมก็ต้องเรียนว่า

การที่เรามอบภาษีไปให้ว่าภาษีตัวใดเปึนภาษีท้องถิ่นหรือภาษีตัวใดเปึนภาษีที่ใช้ฐานร่วมกัน ไม่ได้แปลว่าภาษีตัวนั้นต้องให้ท้องถิ่นเก็บ เรื่องการจัดเก็บกับเรื่องความเปึนเจ้าของภาษี เปึนคนละเรื่องกัน การจัดเก็บในทางวิชาการก็ต้องดูว่าเก็บอย่างไรจึงจะก่อเกิด ความเดือดร้อนต่อประชาชนน้อยที่สุด หรือเก็บอย่างไรจึงจะอํา นวยความสะดวก ต่อประชาชนได้มากที่สุด และเก็บอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้น ภาษีท้องถิ่นก็อาจจะมอบหมายให้รัฐบาลช่วยเก็บแทนได้ ขณะเดียวกันภาษีของรัฐบาล บางตัวก็อาจจะมอบหมายให้ท้องถิ่นจัดเก็บแทนได้ ให้เรื่องการบริหารจัดเก็บกับเรื่อง ความเปึนเจ้าของภาษีเปึนคนละเรื่องกัน ความเปึนเจ้าของภาษีต้องทําให้ชัดเจนว่าท้องถิ่น มีภาษีซึ่งท้องถิ่นเปึนเจ้าของมากพอ ส่วนการบริหารจัดเก็บก็ต้องจัดการให้การบริหาร จัดเก็บนั้นไม่ไปก่อความเดือดร้อนต่อประชาชนมากเกินไป และเปึนการจัดเก็บ ที่มีประสิทธิภาพ ทีนี้ก็ยังมีบางคนห่วงว่าแล้วท้องถิ่นบางแห่งเขายากจน เขาไม่มีฐานภาษี ถึงแม้จะให้อํานาจจัดเก็บไป หรือมีความพยายามจัดเก็บมากเท่าไรก็เก็บไม่ได้เพราะคน ไม่มีสตางค์เสียภาษี อันนี้ในทางวิชาการเขาเรียกว่าความสามารถในการเสียภาษี หรือแทกซาเบิล คาพาซิตี (Taxable capacity) ของท้องถิ่น

เราก็ยอมรับว่าเรื่องนี้เปึนจริงในประเทศไทย เพราะความเจริญของท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่น ไม่เท่าเทียมกัน ฉะนั้นอยากจะเห็นว่ามีการแบ่งภาษีให้ชัดเจน แล้วก็จะเกิดผลว่าในบางพื้นที่ ในบาง อปท. ก็สามารถเก็บภาษีได้มากพอ แล้วก็ไม่ต้องอาศัยพึ่งพารัฐบาล แต่บางพื้นที่ จะเก็บอย่างไรก็เก็บไม่ได้อาจจะเพิ่มขึ้นได้นิดเดียวอะไรอย่างนี้แล้วไม่เพียงพอก็เปึนภาระ ของรัฐบาลส่วนกลางที่จะเอาเงินภาษีที่เก็บมาจากทั่วประเทศไทยไป ทํานุบํารุงท้องถิ่น ที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยวิธีนี้เราก็จะมีท้องถิ่นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้หลายที่ เช่น จังหวัดภูเก็ต เช่น กทม. เช่นหาดใหญ่ เช่นโคราช เช่นจังหวัดเชียงใหม่นี่ผมเชื่อว่า พึ่งตนเองได้ เดี๋ยวนี้เราก็ใช้วิธีการบอกว่าเมื่อจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังพึ่งตนเองไม่ได้ จังหวัดศรีสะเกษยังพึ่งตนเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต หาดใหญ่ ก็คอยให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนพร้อมก่อนจึงค่อยมาเปึนอัตโนมัติ วิธีการนี้ไม่ถูก ความจริง ปล่อยให้พื้นที่ใดที่พร้อมที่จะพึ่งตนเองได้พึ่งตนเองไปก่อน แล้วส่วนท้องที่ใดที่ยังไม่พร้อม เราก็พยายามไปช่วยสร้างความพร้อม ขณะเดียวกันก็ใช้เงินอุดหนุนจากส่วนกลางไปช่วยได้ อย่างนั้นจึงจะถูกต้อง แล้วก็ไม่จําเปึนต้องเอาเงินภาษีท้องถิ่นที่เก็บที่จังหวัดภูเก็ต ไปช่วยจังหวัดแม่ฮ่องสอนหรือช่วยจังหวัดศรีสะเกษ เพราะว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือจังหวัดศรีสะเกษไม่ใช่ลูกจังหวัดภูเก็ตเปึนลูกของประเทศไทย คนที่ต้องดูแล จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดภูเก็ตคือประเทศไทยคือรัฐบาลไทย อันนี้ไม่ใช่รัฐบาลท้องถิ่น ของจังหวัดภูเก็ต เพราะฉะนั้นความชัดเจนตรงนี้ก็จะเกิดถ้าเผื่อเรามีการแบ่งภาษี ออกเปึน ๒ ระดับ อันนั้นเปึนข้อเสนอแรก ข้อเสนอที่ ๒ ของเราก็คือเสนอว่าให้มี การจัดเก็บภาษีให้ครบฐาน ในประเทศหนึ่ง ๆ ในนานาชาติเขาจะเก็บภาษีจากฐานต่าง ๆ ๖ ฐานด้วยกัน อันแรกคือฐานรายได้ ๒. คือฐานรายจ่าย ๓. คือฐานการซื้อขายเปลี่ยนมือ ๔. คือฐานการนําเข้าและส่งออก ๕. คือฐานทรัพย์สิน และ ๖. คือฐานผลได้จากทุน คือมูลค่า ของสินค้าประเภททุนที่ราคาสูงขึ้น ประเทศไทยเราก็มีภาษีที่คล้าย ๆ กับว่าจะครบ ทั้ง ๖ ฐานเหมือนกันคือเรามีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งเปึน ภาษีฐานรายได้ สําหรับภาษีฐานรายจ่ายเราก็มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต สําหรับภาษี ที่เก็บจากการซื้อขายเปลี่ยนมือเราเคยมีภาษีที่เรียกว่าภาษีการค้า ตอนนี้เรายกเลิกไปแล้ว ขณะนี้ก็ยังมีภาษีธุรกิจเฉพาะที่เก็บจากการขายอสังหาริมทรัพย์ เปึนต้น เปึนการเก็บภาษี ออน ทรานแซกชัน (On transaction) คือจากการซื้อขาย ภาษีที่เก็บจากฐานการนําเข้า

และส่งออก เราก็มีภาษีศุลกากรที่เก็บจากการนําเข้าและส่งออก แต่พอมาถึงฐานที่ ๕ คือภาษีฐานทรัพย์สินเราค่อนข้างจะอ่อนแอมีอยู่แต่ชื่อแต่ว่าไม่มีผล เพราะว่ามันก่อเกิด รายได้ไม่มากพอแล้วไม่พลานุภาพพอที่จะปฏิบัติภารกิจอันพึงปฏิบัติของมัน ภาษีที่อาจจะ เรียกได้ว่าเปึนภาษีทรัพย์สินก็คือมีภาษีบํารุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ทั้ง ๒ ตัวนี้ เปึนภาษีที่เก่าแก่ล้าสมัย ภาษีบํารุงท้องที่ขณะนี้เรายังใช้ราคาปานกลาง ราคาที่ดินของราคา เมื่อป้ ๒๕๒๓ ขณะนี้ป้ ๒๕๕๘ ก็ประมาณ ๓๕ ป้มาแล้วใช้ราคานี้มาตลอด ๓๕ ป้นี่ราคาที่ดินขึ้นไปเยอะเลยเปึนร้อยเท่าเปึนพันเท่าก็มี ที่ดินที่เคยขายราคาไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทนี่ ขณะนี้ขายเปึนล้านบาทได้สบาย ๆ มีจริง ๆ เพราะฉะนั้นความเก่าแก่ และล้าสมัยของภาษีทั้ง ๒ ตัวนี้จึงทําให้ภาษีทั้ง ๒ ตัวนี้หมดประสิทธิภาพ มีแต่ชื่อไม่มีผล แม้แต่ผลในการสกัดกั้นการเก็งกําไรที่ดินก็ไม่เกิด การกระจายรายได้ก็ไม่เกิด การก่อเปึน รายได้ของท้องถิ่นก็ไม่เกิด

เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับไม่มี จึงมีความจําเปึนต้องมีภาษีบนฐานทรัพย์สิน รัฐบาล ได้พยายามที่จะทําใหม่โดยเรียกว่าภาษีจะรวม ๒ ตัวนี้ ภาษีโรงเรือนและที่ดินรวมกับ ภาษีบํารุงท้องที่ รวมเปึนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกําลังทําอยู่ แต่ทราบว่ากําลังเผชิญ กับการต่อต้านอย่างมาก ผมเชื่อว่าการต่อต้านเกิดจากความไม่เข้าใจและการชี้แจงยังไม่ค่อย ชัดเจน เพราะฉะนั้นมีความจําเปึนที่เราในฐานะสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะต้องช่วยผลักดัน ในเรื่องนี้ ภาษีที่เก็บบนฐานทรัพย์สินอีกตัวหนึ่งคือภาษีมรดก โชคดีที่คณะ คสช. ได้ริเริ่ม ตั้งแต่ตอนแรกเมื่อประกาศเปึน คสช. ใหม่ ๆ ก็พูดถึงภาษีมรดก และได้นําภาษีมรดกเข้าสู่ สภา สนช. ขณะนี้สภา สนช. ได้ผ่านแล้ว กําลังรอลงราชกิจจานุเบกษาอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นสําหรับภาษีที่เก็บบนฐานทรัพย์สินตอนนี้ก็ถือว่ำอ่อนมากและถือว่าเกือบไม่มี ส่วนอีกฐานหนึ่งที่เรียกว่าแคปป่ตอล เกน (Capital gain) คือผลได้จากทุน ผลได้จากทุนนี่ ไม่ใช่เปึนรายได้ เหตุเพราะว่ามันไม่ได้ก่อเกิดผลผลิตขึ้นมาในสังคม ถ้าท่านถือที่ดินไว้ ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเปึนเวลา ๒๐ ป้ ๒๐ ป้ให้หลังมาถนนมันไปถึง ไฟฟัาไปถึง ประปาไปถึง มีโรงงานไปตั้งใกล้ ๆ มีโรงเรียนเกิดขึ้นใกล้ ๆ แต่ที่ดินแถวนั้นยังรกร้างว่างเปล่า อย่างเดิม แทบไม่ได้ก่อเกิดผลผลิตอะไรเลยจากที่ดินนั้น แต่มูลค่าของที่ดินนั้น เพิ่มสูงขึ้นเยอะเพราะสภาพแวดล้อม เพราะคนอื่นทํา เพราะรัฐบาลทํา อันนี้เราจึงไม่เรียก มูลค่าที่แตกต่างนี้ว่าเปึนรายได้เพราะมันไม่ใช่รายได้ มันคือผลต่างระหว่างราคาของสินค้า ประเภททุนใน ๒ เวลาที่แตกต่างกัน ในฐานะบุคคลธรรมดาท่านก็จะมีกําไรเยอะ จากการขายที่ดินผืนนั้น เพราะท่านซื้อไว้ในราคาถูกมาก อีก ๒๐ ป้ให้หลังความเจริญ มันเกิดขึ้นท่านก็ขายได้ราคาแพงมาก ส่วนนี้เรียกว่าแคปป่ตอล เกนหรือผลได้จากทุน ส่วนนี้ ในต่างประเทศเขาเก็บภาษีกัน ในฐานะที่เปึนผลได้จากทุน เพราะธรรมชาติของมัน เปึนคนละอย่างกันกับรายได้ แต่ในระบบของไทยเราไม่มีตัวนี้ เราไปเก็บเปึนภาษีเงินได้ แล้วเรา ก็รู้สึกว่ามันไม่ใ ช่เงินได้นัก เราก็เลยไปปรับแต่งมันด้วยการมีเงื่อนไขพิเศษ มีการลดหย่อน เปึนจํานวนมากแล้วก็มีการเอาจํานวนป้มาหารอะไรต่าง ๆ ซึ่งเปึนกลไกที่ทําให้มันยุติธรรม มากขึ้นก็จริงแต่มันเพิ่มความสลับซับซ้อนขึ้นในระบบเยอะ แล้วมันก็แสดงถึงว่าระบบภาษี เราไม่มีฐานภาษีที่ครบถ้วนจึ งได้มีความพิกลพิการในการต้องหาทางปุปะอย่างนั้น ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังเราก็เสนอว่า ในการปฏิรูประบบภาษีจะต้องทําภาษีให้ครบฐานคือจะต้องเพิ่มภาษีที่เปึนภาษีฐานทรัพย์สิน

แล้วเพิ่มภาษีที่เปึนภำษีฐานแคปป่ตอล เกนด้วยนะครับ ข้อเสนอข้อที่ ๓ เราเสนอ ให้ปรับช่วงเงินได้ของอัตราภาษีเงินได้ให้กว้างและสูงขึ้น ภาษีเงินได้ของไทยเปึนภาษี อัตราก้าวหน้า เราเก็บภาษีจากคนที่มีเงินได้สุทธิน้อยในอัตราที่ต่ํา เราเก็บภาษีคนที่มีเงินได้ สุทธิมากในอัตราที่สูง แนวคิดก็คือเก็บภาษีจากคนรวยเยอะ ๆ แล้วเก็บภาษีจากคนจนน้อย เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ผมมีตารางให้ดู ตารางภาษีเงินได้ อันนี้คือตารางที่ใช้อยู่ ณ วันนี้ มันก็จะมีบอกว่ารายได้สุทธิตั้งแต่ ๐-๑๕๐,๐๐๐ บาท เขายกเว้นนะครับ ส่วนที่เกิน ๑๕๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท เขาเก็บ ๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๓๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท เขาเก็บ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐-๗๕๐,๐๐๐ บาท เปึน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๗๕๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐-๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เขาเสีย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสีย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป เสีย ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนอัตราสูงสุดในขณะนี้ ช่วงอัตราสูงสุดนี้เดิมอยู่ที่ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ เวลานี้ลดลงเหลือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ช่วงเงินได้มันมีการเปลี่ยนเมื่อสัก ๒ ป้มาแล้ว มันทันสมัยเพราะว่าเพิ่งเปลี่ยนมา ๒ ป้เอง แต่ความจริงไม่ใช่ การเปลี่ยนในช่วงนี้มันเปลี่ยน เฉพาะช่วงอัตราต้น ๆ แต่ตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทยังอยู่

ตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทนี่ผมก็ไปสอบถามว่าใช้ตั้งแต่เมื่อไร ก็ปรากฏว่าใช้ตั้งแต่ ป้ ๒๕๓๕ ป้นี้ป้ ๒๕๕๘ เปึนเวลา ๒๓ ป้แล้ว เมื่อ ๒๓ ป้ที่แล้วคนมีรายได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทถือว่าเปึนคนรวยมากสมควรที่จะเสียทอป เรต (Top rate) แต่ว่าขณะนี้ มันไม่ใช่ เหตุเพราะว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยน ปลงไปเยอะ ตัวจีดีพี (GDP) โดยรวมของไทยก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ เปอร์ แคปป่ตา (Per capita) ก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ เพราะฉะนั้นโครงสร้างอัตรา ช่วงเงินได้ที่ประกอบขึ้นเปึนอัตรานี่ก็ควรจะปรับเปลี่ยน ให้สอดคล้องกับสภาวะความเปึนจริงของสังคมที่เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นเยอะ เปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันไม่ได้เปลี่ยนเลยมา ๒๓ ป้ ก็แสดงว่าตัวนี้ควรจะต้องเปลี่ยน ให้มันสูงขึ้น ก็แปลว่าตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทมันอาจจะเปึนล้านบาท อาจจะเปึน ๑๕ ล้านบาท แล้วตัวเลขอื่นมันก็ขยายขึ้นมา ผมไม่ได้เสนอตัวเลข เจาะจงลงไป เพราะว่าอันนี้ไม่ต้องการเสนอให้ไปเปึนภาระแล้วก็เปึนเรื่องที่โต้แย้งกัน โดยไม่จําเปึน แต่เสนอแนวคิดว่ามันจะต้องเปลี่ยนในทางที่ขยายให้กว้างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเปึนจริงของสังคม ส่วนจะไปลงตัวเลขเฉพาะเจาะจงอย่างไร ก็ต้องไปทําการบ้าน ซึ่งทางฝ์ายบริหารน่าจะมีขีดความสามารถในการทําได้ดีมากกว่าเรา เพราะฉะนั้นก็เสนอว่าแบรกเกต ออฟ อินคัม (Bracket of income) อินคัม แบรกเกต (Income bracket) ช่วงเงินได้นี่ต้องขยายออกไป ผลก็คือว่าจะทําให้รัฐได้รายได้น้อยลง ถ้าเผื่อว่ายังเสียภาษีกันอย่างเดิม แต่ผมเชื่อว่าถ้าทําอย่างนี้ มันเท่ากับเปึนการลดภาษี ในระหว่างที่ผมอยู่ สศค. มานี่ทําเรื่องลดภาษีมาหลายครั้ง แต่ละครั้งที่ผมลดภาษีนี่ปรากฏว่า รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ที่เพิ่มขึ้นเพราะว่าคนรู้สึกว่าภาษีมันถูกแล้วก็ไปหนีภาษีมันไม่คุ้ม การหนีภาษีมันมีต้นทุนเหมือนกัน มันไม่ใช่หนีได้เฉย ๆ มันต้องมีค่าใช้จ่าย ทีนี้ถ้าหากภาษี ยิ่งแพงยิ่งหนีมากยิ่งคุ้ม เพราะว่ามันได้ผลส่วนต่างเยอะ ค่าใช้จ่ายในการหนีไม่เท่าไร แต่ผลประโยชน์ที่ได้จากจํานวนภาษีที่ลดลงอันเนื่องจากการหนีภาษีก็เยอะ แต่ถ้าเราทํา ภาษีให้ถูก ให้ต่ํา ก็จะทําให้ลดการหนีภาษีลง การเสียภาษีก็จะเปึนได้กว้างขวางมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะทําให้ระบบมันครอบคลุมถึงคนมากขึ้น แล้วมีความยุติธรรมมากขึ้น ข้อเสนอที่ ๔ เสนอให้ยกเลิกอากรแสตมปี อากรแสตมปีนี่เปึนวิธีการจัดเก็บภาษี แบบโบร่ําโบราณทุกประเทศใช้มา แต่ว่าช่วงหลัง ๆ นี่ยกเลิกกันหมด เพราะเห็นว่า เปึนเรื่องก่อความรําคาญ บอกว่าเอกสารตราสารนี่ถ้าจะมีผลใช้บังคับต้องติดอากรแสตมปี

คนก็เลยก็ไม่ติด แล้วรอว่าเมื่อไรต้องเอาไปใช้ขึ้นศาล ไปบังคับก็จะมาติด เพราะฉะนั้น การจัดเก็บจริง ๆ มันจึงได้น้อยมาก แต่ว่าเปึนปัญหาคนยกขึ้นมาเปึนประเด็นได้อยู่เรื่อย ๆ ผมไปสํารวจดูแล้วว่ารายได้จากภาษีอากรแสตมปีในป้ ๒๕๕๗ เท่ากับ ๑๑,๖๙๑ ล้านบาท เราฟังดูแล้วตั้งหมื่นล้านบาทเหมือนกับเยอะ แต่ความจริงไม่ใช่ กรมสรรพากรเก็บภาษีได้ เปึน ๒ ล้านล้านบาท ตัวเลขหมื่นล้านบาทจึงนิดเดียว แล้วก็ถ้าเลิกตัวนี้ไปจริ ง ๆ แล้ว มันสามารถเก็บเงินได้เข้ามาด้วยวิธีอื่นได้ เพราะจริง ๆ แล้วมันก็คือทรานแซกชัน แทกซ์ (Transaction tax) เราก็เพิ่มอัตราขึ้นมาก็จะทําให้สะดวกขึ้นเยอะ เรื่องสุดท้ายก็คือ เสนอให้มีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดเก็บให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ระบบภาษีครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ระบบภาษีของเราเปึนการเลือกเก็บ จากคนที่หนีไม่ได้จํานวนหนึ่ง ผู้เสียภาษีเงินได้ขณะนี้ผู้ยื่นแบบเขาบอกมีประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ในแบบเหล่านั้นจะมีแบบที่ไม่ต้องเสียอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นก็จะมี จํานวนผู้เสียภาษีนี่น้อยกว่ำ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ประชากรไทยมี ๖๗ ล้านคน เพราะฉะนั้นจํานวนผู้เสียภาษีอาจจะประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ผู้ไม่เสียอยู่ ๖๐ ล้านคน แปลว่าประเทศไทยยากจนข้นแค้นมาก คนส่วนมากจึงอยู่นอกระบบภาษี

เพราะมีรายได้ไม่พอที่จะเสียภาษีอย่างนั้นใช่ไหม ตรงนี้ก็มีประเด็นมีส่วนอยู่ เพราะประเทศไทยเปึนประเทศที่มีความเหลื่อมล้ําเยอะ แต่จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าตัวเลขนี้ มันยังไม่สะท้อนความเปึนจริง เพราะว่าระบบภาษีมันไม่สามารถที่ จะครอบคลุม คนจํานวนมากได้ ถ้าปรับระบบภาษี ปรับวิธีการบริหารจัดเก็บให้ดี ก็จะสามารถครอบคลุม ได้มากกว่านี้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนเสียภาษี ที่ว่าทุกคนเสียภาษีนี้เปึนเรื่องจริงด้วย แต่นั่นหมายถึงภาษีทางอ้อมด้วย ชาวนาชาวไร่ คนยากคนจน คนไม่มีบ้านเขาเสียภาษี ทุกคนครับ เพราะว่าเขาต้องกินต้องใช้ภาษีทางอ้อมที่เราเก็บจากวีเอที (VAT) จากสินค้า อะไรต่าง ๆ มันมีซ่อนอยู่ในราคา และเราไม่รู้ว่าจริง ๆ เขาได้เสียภาษี แต่ในแง่ของภาษี ทางตรงเรายังเก็บได้ครอบคลุมส่วนน้อยของประเทศไทย และปัญหาหนึ่งของการที่ เก็บได้น้อยก็เพราะว่ามาจากการบริหารจัดเก็บยังไม่ดีพอ เราจะเสนอว่าให้ปรับปรุงบริหาร การจัดเก็บโดยใช้วิธีที่เปึนวิทยาศาสตร์แล้ วก็ใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อ มูลต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้น มากมายขณะนี้เพราะว่าระบบไอที (IT) ในประเทศไทยแพร่หลายมากแล้วก็มีการใช้กัน อย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นถ้าจัดระบบให้ดีมันก็จะสามารถ ปรับปรุงระบบการบริหาร จัดเก็บได้ดีขึ้น ที่จะทําให้ก่อเกิดรายได้มากขึ้น และจะทําให้ระบบภาษีมีความยุติธรรมมากขึ้น เพราะว่าคนที่พึงต้องเสียก็จะได้เสีย คนที่พึงต้องเสียน้อยก็จะได้เสียน้อย อย่างนี้ส่วนมาก ภาระมันไปตกอยู่กับผู้ที่หนีไม่ได้ ผู้ที่หนีไม่ได้ก็คือผู้ที่ ได้ออกแรงทํางาน ผู้ที่หาเงินได้ด้วย น้ําพักน้ําแรงคือผู้ที่เปึนลูกจ้างเขา ได้รับเงินเดือนจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย พวกนี้จะเสียภาษี หนักมากแล้วก็หนีไม่ได้ ส่วนผู้ที่ประกอบวิชาชีพอิสระ ประกอบการค้าทั่วไปก็จะมีวิธีอันเดอร์ รีพอร์ต (Under report) รายงานรายได้ต่ําอยู่เยอะ ซึ่งก็เสนอว่าควรจะปรับปรุงตรงนี้ ยังมี รายละเอียดอื่นอีกเยอะนะครับ ซึ่งผมจะขออนุญาตให้อาจารย์พรายพล อาจารย์กิติพงศ์ และอาจารย์วิริยะ ได้นําเสนอ ต่อไปเชิญอาจารย์พรายพลครับ