สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

สีลาภรณ์ บัวสาย หารือเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปพรรคการเมือง และการเข้าสู่อำนาจทั้งหมด โดยระบุว่าระบบพรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญที่สุดในระบบการเมืองของประเทศไทย หากไม่สามารถทําให้คนดีเข้ามาในระบบได้ ก็จะส่งผลให้การเมืองไทยล้มเหลว นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการที่พรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของตนเอง และเรียกร้องให้พรรคการเมืองเจรจาโดยตรงกับกลุ่มประชาชนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

นางสีลาภรณ์ บัวสาย

กราบเรียนท่านประธาน สีลาภรณ์ บัวสาย ค่ะ เรื่องปฏิรูปพรรคการเมือง ปฏิรูปการเมือง การเข้าสู่อํานาจทั้งหมดดิฉันคิดว่าหัวใจของ เรื่องที่ ขออนุญาตเรียนว่าตัวที่ดิฉันให้น้ําหนักมากที่สุดคือเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง ถ้าจะว่าไปแล้วในระบบการเมืองวันนี้ประเทศไทยที่มีปัญหาเปึนปัญหาอันเนื่องมาจาก เราสะดุดตัวเองกับระบบการเมือง แล้วในเรื่องของการเมืองตัวที่เปึนกลไกที่สําคัญที่สุด ในความเห็นดิฉันคือระบบพรรคการเมือง ถ้าคิดว่าเปึนองคาพยพของร่างกายพรรคการเมือง คือปอดมันทําหน้าที่ ฟอกเลือด เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ของเสียในเลือดแล้วก็เอา ออกซิเจนเข้าไป ถ้าเราไม่สามารถจะทําให้คนดีเข้ามาในระบบเลือดของการเมืองไทย ได้อย่างไรก็เฟล (Fail) มันไปโยงกับประเด็นเรื่องที่อยู่ในส่วนที่ ๒ คือ

เรื่องการคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภากับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งดิฉันคิดว่าตอนนี้ เวลาที่วางน้ําหนักของงานนี่ข้อเสนอส่วนที่เปึนเรื่องพรรคการเมืองเบามาก แล้วก็ไม่เห็น แนวปฏิบัติเท่าใดนัก ขออนุญาตเรียนตรง ๆ เนื่องจากเวลาสั้นมาก ดิฉันคิดว่าการเปลี่ยน พฤติกรรมของพรรคการเมืองคือเรื่องใหญ่ แล้วต้องคิดว่าเราจะใช้แฟกเตอร์ (Factor) อะไร เข้าไปเปลี่ยน เราไม่สามารถอยู่บนสภาพที่เราอยากจะเปลี่ยน แต่ทุกอย่างทําเหมือนเดิม มันต้องมีกลไกตัวใหม่เข้าไปต้องมีเครื่องมือใหม่เข้าไปที่มันกระแทกแล้วมันทําให้พรรคจําเปึน จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรม วันนี้การออกแบบพรรคการเมือง พรรคการเมืองยืนอยู่บนฐาน ของการเจรจากับประชาชนวัน ทู วัน (One to one) เลือกวัน แมน วัน โหวต ประชาชน แต่ละคนไม่ใช่เปึนกลุ่ม อันนี้อันที่ ๑ ซึ่งเปึนตัวที่ควรจะต้องคิดว่าเราจะทําให้เกิด การเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมืองกับภาคประชาชนที่เปึนกลุ่มได้อย่างไร กลุ่มประชาชนนี่คือ แฟกเตอร์ตัวใหม่ ถ้าคุยประชาชนเปึนคน ๆ มันคือเราทําระบบที่เรียกว่าแบ่งแยกและ ปกครองได้ง่ายก็คือซื้อเสียงเปึนคน ๆ เจรจาเปึนคน ๆ พรรคการเมืองจริง ๆ ระบอบ ประชาธิปไตยเปึนระบอบของการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ ต่อรองอํานาจ ซึ่งการเจรจา ผลประโยชน์ต้องมองผลประโยชน์ของกลุ่ม ไม่ใช่ผลประโยชน์ของรายบุคคล เพราะฉะนั้น คําถามก็คือว่ากลุ่มมันอยู่ที่ไหน แล้วพรรคการเมืองจะไปคุยกับเขาที่ไหน เราออกแบบให้ พรรคการเมืองไปเจรจากับกลุ่มอะไรบ้างหรือไม่ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มประมง กลุ่มอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่เจรจากับคนบ้านเปึนหลัง ๆ เอาเงินซื้อเปึนรา ย ๆ ประเภทนั้น อีกประเด็นหนึ่งที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของพรรคการเมืองก็คือการทําให้มันเปึนกระบวนการ ต่อรองผลประโยชน์ที่เป่ดเผยเจรจาบนโต๊ะบนเวทีสาธารณะ การใช้ข้อมูลทางวิชาการ มันต้องเข้าตรงจุดนี้ ในการทํานโยบายของพรรคการเมือง วันนี้ถามว่านโยบายพรรคการเมือง แบบรับจํานําข้าวนี่มันออกมาได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบ ผลดี ผลเสีย ส่วนหนึ่งเราไม่มียุทธศาสตร์ชาติ โอเค ถ้าเราสร้างยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาแล้วอะไรจะเปึนกลไก ที่จะชี้ว่านโยบายพรรคการเมืองนี้ขัดกับยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว อะไรจะเปึนตัวทําตรงนี้ การที่บังคับให้พรรคการเมืองต้องมีหน่วยงานทางด้านวิชาการที่จะต้องทําหน้าที่วิเคราะห์ และเสนอนโยบาย และเป่ดให้มีพับลิก ดีเบต (Public debate) ไม่ว่าจะผ่านสื่อสาธารณะ หรือใด ๆ ก็ตามควรจะต้องเปึนมาตรการประเภทหนึ่งเพื่อบังคับการเปลี่ยนพฤติกรรมของ

พรรคการเมือง มิฉะนั้นถ้าหากว่าพรรคการเมือง คือดิฉันอ่านข้อเสนอของพรรคการเมืองแล้ว ดิฉันก็นั่งสงสัยบอกมันมีอะไรที่พรรคการเมืองปัจจุบันไม่ได้ทําอยู่บ้างในข้อเสนอนี้ เขาก็บอกว่าเขาก็ทําหลาย ๆ เรื่องที่เขียนอยู่ บอกว่าข้อเสนอว่าเขาต้องพิทักษ์ผลประโยชน์ แห่งชาติ เขาต้องคัดสรรผู้นํานักการเมืองที่มีคุณภาพ เขาต้องมีการปราศรัยหาเสียง สร้างกลุ่มยุวชนประชาธิปไตย มีอะไรบ้างที่เขาไม่ได้ทําอยู่เขาก็ทํา คือถ้าเราลิสต์ (List) ไปแบบนี้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมนักการเมืองได้ พฤติกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งจะเปึนหัวใจของการสกรีนนักการเมืองเข้ามา ถ้าเราดูในประเทศยกตัวอย่างประเทศจีน เขามิกซ์ (Mix) ระบอบจอหงวนกับระบบการคัดเลือกนักการเมือง หมายความว่านักการเมือง ของเขาต้องไปผ่านตําแหน่งที่ได้พิสูจน์ตัวมาแล้วว่าเคยเปึนผู้ว่าการมณฑลโน่นนี่นั่น แล้วสามารถบริหารจัดการได้ คือคุณคัดเลือกคนมาระดับหนึ่งแล้วจึงส่งให้ประชาชนเลือก เราไม่เห็นโครงสร้างของการสกรีนคนแบบนี้ การวางน้ําหนักเอาไว้ให้เพียงไปอยู่ที่ การคัดเลือกคนดีเข้าสภากลายเปึนเรื่องของ กกต. นี่อาจจะเกิดคําถามด้วยซ้ําไปว่าแล้วเรา จะมีอะไรเปึนหลักประกันว่า กกต. จะทําหน้าที่ได้เต็มที่ เรามี กกต. ที่ดีพยายามทุ่มเท อย่างที่ท่านสุพรพูดถึง แต่เราก็ทราบใช่ไหมว่าก็มี กกต. ที่เล่นการเมืองเสียเอง

การที่กลไกตรวจสอบพรรคการเมืองไม่ใช่กลไกที่เปึนตัวแทนโดยตรงของประชาชน มีความเสี่ยงของการที่เราจะเกิดกลไกซ้อนกลไก แล้วก็ทําให้เกิดทุจริตลามเข้าไปในกลไก เหล่านั้นด้วย ดีที่สุดก็คือทําให้พรรคการเมืองเจรจาตรงกับกลุ่มประชาชนที่เปึน กลุ่มผลประโยชน์ และเจรจาโดยโปร่งใสจึงจะสามารถ พัฒนาการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยบนฐานของการที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่ตัวเองบอกได้ว่าเขาดี หรือไม่ดี โดยการมีข้อมูลที่วิเคราะห์อย่างรอบคอบแบก อัพ (Back up) ด้วย ขอบพระคุณค่ะ