สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หารือเรื่องการเมืองไทยที่ไม่เข้าใจกัน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการลดต้นทุนในการเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้คนจนสามารถเป็นตัวแทนได้ นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่องการบริจาคเงินบุญประเพณีและความจำเป็นในการจัดเกณฑ์ให้เหมาะสม

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๒ จากจังหวัดมหาสารคาม ก็ขออภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของพรรคการเมืองแล้วก็เรื่องของ การเข้าสู่อํานาจ เรื่องของการคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งผมมีความคิดว่าการที่ เราจะมีการเมืองที่ดี เปึนการเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมจะทําอย่างไรทําให้เกิดระบบนั้นขึ้นมา เราเห็นว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เศรษฐกิจเรากําลังจะไปดี ๆ เกิดมีปัญหา เรื่องการเมือง มีความไม่เข้าใจกันขึ้นมา ก็เกิดปัญหาที่ทําให้ประเทศเราหยุด ชะงักมา โดยเฉพาะ ๑๐ ป้หลัง ฉะนั้นการที่จะทําให้การเมืองที่ยั่งยืนมันควรจะมีส่วนประกอบ ๓ ส่วน ก็คือ เรื่องของพรรคการเมือง เรื่องของผู้แทน แล้วก็เรื่องของประชาชน ต้องบาลานซ์ (Balance) ๓ ส่วนนี้ให้มีความสมดุล พรรคการเมืองต้องยึดโยงประชาชน ส.ส. ต้องยึดโยง ประชาชน ซึ่งการที่จะทําให้พรรคการเมืองเปึนสถาบันที่มีความคิด มีการรวมตัวกัน ด้วยความดีความงาม มีสํานึกต่อส่วนรวม ต่อประเทศชาติมากกว่าพรรคของตัวเอง มีความสํานึกต่อประชาชนแล้วก็ยึดโยงประชาชน โดยเฉพาะที่ผมจะพูดก็คือเรื่องของ การเลือกผู้แทนเข้ามา ทําอย่างไรคนที่ไม่มีเงิน คนที่มีเงินน้อยกว่าจะสามารถแข่งขัน และเขาก็สามารถจะเปึนตัวแทนของพรรคการเมืองได้ ซึ่งผมขออภิปรายในประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของไพรมารี โหวต ซึ่งเรื่อ งนี้ก็คิดว่ำเปึนหัวใจที่จะทําให้ ส.ส. มีการยึดโยง จากประชาชน ซึ่งผมถือว่าเปึนความคิดที่ก้าวหน้า สังเกตที่ผ่านมาใครเปึน ส.ส. คือประชาชนมาเลือกทีหลัง แต่ช่วงที่จะไปสมัคร ส.ส. พรรคนั้นพรรคนี้ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตว่าทางภาคใต้ใครเปึน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ บางทีชาวบ้าน

อาจจะไม่ชอบก็ได้นะครับ แต่ว่าเขาต้องเลือกเพราะเขาชอบพรรค เช่นเดียวกันภาคอีสาน ถ้าเขาเกิดชอบพรรคเพื่อไทย เขาอาจจะไม่ชอบ ส.ส. คนนี้แต่ว่าเขาชอบพรรคนี้ เพราะฉะนั้นการยึดโยงของ ส.ส. ของพรรค ของประชาชน มันต้องบาลาน ซ์กัน เพราะฉะนั้นการที่จะทําให้เกิดไพรมารี โหวต มีการคัดเลือกตัวแทนเบื้องต้นก็น่าจะเปึนหัวใจ ทําให้ ส.ส. มายึดโยงประชาชน จะสมัคร ส.ส. ที่ท่านเขียนมาว่าต้องลงชื่อก่อน ๑ ป้ ให้แสดงตัวตน ให้แสดงเจตนารมณ์ ให้ประชาชนได้วิเคราะห์ เอกซเรย์ให้ครบว่า เขาจะเชื่อมั่น ศรัทธา ไว้วางใจเปึน ส.ส. ของเขาได้ไหม อันนี้ก็คือเปึนตัวอย่างที่ดีที่ระบบ ไพรมารี โหวตจะทําให้การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการที่จะทํางานการเมืองร่วมกับ ส.ส. ร่วมกับพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้กระผมคิดว่าเปึนความคิดที่ก้าวหน้า แล้วตัวแทนที่มาจาก ไพรมารี โหวตก็จะสื่อสารระหว่าง ส.ส. สมาชิกพรรค แล้วก็ตรวจสอบด้วยนะครับ ส.ส. เราเกิดทําอะไร ไม่ดีสมาชิกไม่แฮ ปป้ (Happy) จะทําอย่างไรที่จะไปฟ้ดแบ ก (Feedback) ไปที่พรรคการเมืองบ้าง ส.ส. บ้าง ที่จะทําให้เขารู้สึกว่าเขาไม่แฮปป้นะเรื่องนี้ หรือพรรคการเมืองทําอะไร ที่ไม่แฮปป้สมาชิ กนี่นโยบายอย่างนั้นนโยบายอย่างนี้ ตอนนี้ก็คือเราเห็นพรรคเราเหมือนเชียร์ฟุตบอล ทีมเราอย่างไรเราว่าดีหมด ทีมคนอื่น เราว่าแย่หมด แต่จริง ๆ เราไม่ดูตรรก ะของนโยบายนั้นจริง ๆ ว่า เอ๊ะ นโยบายนั้น เปึนประโยชน์กับชาติจริงหรือเปล่า

เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะออกนโยบายหรือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจะทําให้ ไม่ว่าจะเปึนพรรค เปึน ส.ส. เปึนประชาชน มีการถ่วงดุลอํานาจของการทํางานร่วมกัน แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือการที่เราจะได้ ส.ส. ที่ดีเราอยากให้ลดต้นทุนในการที่จะเข้ามาเปึน ส.ส. ให้คนจนสามารถจะมาเปึนตัวแทนได้ ที่ท่านบอกว่าค่าใช้จ่าย การเอาเปรียบกันเรื่องของปัาย ของอะไรต่าง ๆ ก็เปึนตัวอย่างที่ดี แต่ว่าผมขออนุญาตเรื่องของการใช้จ่ายเงินก็คือเรื่องของ เงินบุญประเพณี ผมว่าบางทีผมก็ยังไม่เห็นด้วยในเรื่องของบุญประเพณี ผมคิดว่ามันยังเปึน ความจําเปึนอยู่ในเรื่องของประเพณีไทยแต่อาจจะมีการจํากัดเพดาน ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาทก็ว่ากันไป แต่ว่าเราไม่ควรจะบริจาคเกินนั้น แต่ว่ามันเปึนประเพณีของคนไทยอยู่ที่จะทําบุญด้วยกัน เปึนการผูกพันกันระหว่างคนที่เปึน นักการเมืองแล้วก็เปึนประชาชน ก็สรุปว่าเรื่องของการเมืองมันเปึนความสมดุลของ พรรคการเมือง ของ ส.ส. ของประชาชน จะต้องบาลานซ์ ๓ อย่างนี้ให้ไปด้วยกัน แล้วก็ มีการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ