สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร พูดถึงข้อเสนอในการแก้ไขวิกฤตการเมืองของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการเมืองและระบบการเลือกตั้งเพื่อป้องกันความรุนแรงทางการเมือง และเสนอแนวทางในการสร้างระบบการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary) เพื่อให้พรรคการเมืองมีความเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒-๓ วันที่ผ่านมามีความพยายามที่จะ เสนอความคิดเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤต การณ์ของประเทศ เพราะ ๑๐ ป้ที่ผ่านมานั้น ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤติอันเกิดจากปัญหาการเมือง ไม่ว่าข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งยืนยันว่า สปช. ไม่เคยมีการเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติไปสู่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่คนเดียว หรือการพูดคุยกันในเรื่องของระบบรัฐบาลแกรนด์ คอลิชัน (Grand coalition) หรือแม้แต่การที่วิป (Whip) สปช. จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาบรรจุ วาระรายงานว่าด้วยการปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของ สปช. ในวาระ โอกาสต่อไป ความห่วงกังวลประการหนึ่งที่จับได้จากข้อเสนอดังกล่าวเหล่านี้ก็คือว่า เมื่อรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จไปสู่การเลือกตั้ งจะมีความมั่นใจอย่างไรว่าวิกฤต การณ์ ทางการเมืองโดยเฉพาะจากระบบการเมืองและระบบพรรคการเมืองปัจจุบัน รวมทั้งระบบ การเลือกตั้งในอดีตนั้นจะไม่ทําให้ประวัติศาสตร์ซ้ํารอยด้วยการเกิดความรุนแรงทางการเมือง จนกระทั่งกลับเข้าสู่วงจรของการยึดอํานาจ รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง พยายามอย่างยิ่งที่จะเริ่มต้นในแม่น้ําต้นสายก็คือการเข้าสู่อํานาจ พูดถึงกระบวนการของ การเลือกตั้ง พูดถึงองค์กรในการจัดการและกํากับการเลือกตั้ง และรวมไปถึงสถาบันที่สําคัญ

ทางการเมืองอย่างยิ่งก็คือพรรคการเมือง ความจริงเรื่องระบบการเลือกตั้งผมเรียนนะครับว่า ถึงแม้เปึนกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง แต่ผมคิดว่าระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมและ สอดคล้องกับความเปึนจริง และเปึนธรรมในการเลือกตั้งคือระบบสัดส่วนผสมครับ แล้วก็ จํานวน ส.ส. เขตที่ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ระบบคู่ขนานอย่างที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง นําเสนอนั้นน่าจะดีกว่าการซื้อเสียงหรือการให้อามิสสินจ้างทําได้ยากกว่า แต่ไม่ใหญ่เกินไปกว่า การที่จะดูแลประชาชนและปัญหาของการเปึนผู้แทนราษฎร ส่วนพรรคการเมืองนั้น ต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ๗๐ กว่าพรรค มีพรรคเล็ก พรรคน้อย พรรคใหญ่ แต่ต้องยอมรับว่าเรายังไม่มีสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง เรามีสถาบันของ นักการเมือง และ ๒. คือเรามีบริษัททางการเมือง นั่นคือวิวัฒนาการและพัฒนาการ ทางการเมืองในระบบพรรคการเมืองที่ผ่านมา แต่ถามบอกกุญแจที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คําว่า การสร้างคุณภาพและมาตรฐานทางการเมือง

ทั้งในส่วนพรรคการเมือง ทั้งในส่วนองค์กรที่ดูแลกํากับการเลือกตั้ง องค์กรในการตรวจสอบ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบในระบบรัฐสภาเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) และประชาชนที่มีคุณภาพด้วย เราพูดถึงปัญหาการซื้อสิทธิ ขายเสียง พยายามสร้างมาตรการต่าง ๆ ทั้งในรายงานฉบับนี้ซึ่งเพียรพยายามอย่างยิ่ง รวมไปถึงในการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่แน่นอนที่สุดสังคมศรีธนญชัยนั้นทําได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะมีกฎหมาย กฎ กติกาออกมาอย่างไร ดังนั้น ข้อเสนอรายงานเรื่องระบบ พรรคการเมืองที่เสนอมานี้จึงมุ่งเน้นไปที่หัวใจก็คือประชาชน และประชาชนที่เปึนแอกทีฟ ซิติเซนก็คือการเปึนสมาชิกพรรคการเมือง จึงวางหน้าที่ บทบาท ความรับผิดชอบและสร้าง กลไกระบบที่เราเรียกว่าการเลือกตั้งขั้นต้นหรือไพรมารี (Primary) ไพรมารีไม่ใช่มีเฉพาะ เปึนกระบวนการการเลือกตั้งขั้นต้นของการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ผู้สมัครทางการเมืองอื่น ๆ ในนามพรรคการเมืองเท่านั้น แต่การออกแบบรายงานฉบับนี้ยังพัฒนาไปถึงการสรรหาผู้นํา ของพรรคการเมืองด้วย เพื่อให้พรรคการเมืองนั้นได้มีการพัฒนายกฐานะขึ้นเปึนสถำบัน ทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใครจะลง ส.ส. รู้จักกับหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค สนิทสนมกับกรรมการบริหารพรรค ก็มีสิทธิได้รับเลือก แต่กระบวนการการเลือกตั้งขั้นต้นนั้น จะต้องลงไปหาสมาชิกหรือใครอยากจะเปึนหัวหน้าพรรคต้องไปพิสูจน์ตัวเองอย่างน้อย ๖ เดือนกับบรรดาสมาชิกที่มีอยู่ทั่วประเทศ ให้สมาชิกเขามีความรู้สึกว่าเขาคือเจ้าของพรรค เขามีความเปึนเจ้าของ มีความเปึนเจ้าของทั้งปัจจุบันและอนาคตของพรรค และอนาคต ของความเปึนรัฐบาล หรือฝ์ายค้านของพรรคที่เขาสังกัด และมีความรับผิดชอบต่อ ประเทศชาติทั้งปัจจุบันและอนาคต นี่คือกุญแจสําคัญอย่างยิ่ง มันไม่ใช่เพียงกระบวนการ ที่บอกว่าพรรคการเมืองต้องมีกระบวนการสรรหา กระบวนการการเลือกตั้งขั้นต้นเท่านั้น แต่หัวใจของระบบนี้มันอยู่ที่ประชาชน ประชาชนเท่านั้นจะแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ ทางการเมืองได้ และจะต้องสร้างคุณภาพประชาชนด้วยการให้เขามีบทบำท มีส่วนร่วม และมีความเปึนเจ้าของ วันนั้นแหละครับเงิน ๑๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ไม่มีความหมาย หรือมีอิทธิพลน้อยลงต่อการที่เขาจะขายสิทธิอันทรงคุณค่าที่จะเลือกผู้แทนราษฎร มาทําหน้าที่ หรือเลือกรัฐบาล หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีของเขา จึงฝากประเด็นเหล่านี้ ให้กับคณะกรรมาธิการ และผ่านถึงเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่มีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ขอบคุณครับท่านประธาน