กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เสนอแนะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษี โดยเสนอให้ใช้ระบบภาษีแบบวันเทียร์ (One tier) ที่เก็บภาษีจากกำไรและไม่เก็บภาษีจากกำไรที่เกิดนอกประเทศ และเสนอให้มีการเก็บภาษีหุ้นในลักษณะที่เหมือนกับประเทศต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง เพื่อให้ได้รับภาษีในจำนวนที่มากขึ้น แต่ไม่กระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้น นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้หน่วยงานกลางเก็บภาษีและแบ่งค่าธรรมเนียมการจัดการ และเสนอให้มีการชิงโชคเพื่อเก็บภาษี โดยให้คนไทยนำใบกำกับภาษีมาชิงโชค
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอน้อมรับข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้ให้ความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้มีการเสียภาษี ซึ่งก็เปึนเรื่องหนึ่งที่เราจะนํามาประมวลอยู่ ในข้อเสนอ มีประเด็นที่อาจจะเรียนตอบ ท่านสมาชิกหลายท่านที่ผมอยากจะอธิบาย อย่างเช่นของท่านอลงกรณ์เรื่องภาษีลงทุน ต่างประเทศนี้ ความจริงแล้วเรามีเขียนอยู่แล้วเรื่องของภาษีเงินปันผลในการเสนอร่าง อันนั้น ก็ขอให้มั่นใจว่าข้อเสนอพวกนี้เปึนข้อเสนอที่จะได้แก้ไขประ เด็นที่ท่านเปึนห่วง เพราะว่า การที่เราเสนอ ที่สําคัญมากถ้าท่านไปดูเราใช้โครงสร้างที่เสนอไปคือให้ใช้ยึดโครงสร้างของ ประเทศสิงคโปร์ คือการเก็บภาษีเก็บในอัตราเดียวเรียกว่าวัน เทียร์ (One tier) คือเก็บจาก กําไรและไม่เก็บเงินได้ ที่เรียกว่าเวิลด์ ไวด์ อินคัม (World wide income) เก็บเฉพาะที่เกิด ในประเทศไทย เพราะวันนี้ที่ประเทศสิงคโปร์เขาเก็บจากเงินได้ที่เกิดในประเทศไทย เงินได้ ที่เกิดนอกประเทศเขาไม่เก็บนะครับ อย่างประเทศสิงคโปร์ถ้าผมไปตั้งบริษัทแล้วนี่ผมซื้อ สินค้าจากประเทศอินโดนีเซียไปขายในประเทศพม่าผมไม่เสียภาษีในประเทศสิงคโปร์นะครับ ตรงข้ามกับประเทศไทยซึ่งเราก็เสนอให้ปรับโครงสร้างตรงนั้นด้วยเรื่องเงินปันผล เรื่องหนึ่ง ที่ท่านสมาชิกพูดถึงคือเรื่องของภาษีตลาดทุน กระผมขอเรียนว่ากระผมเปึนผู้หนึ่ง เปึนกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะว่ำ ท่านสมาชิก สปช. ได้พูดหลายครั้ง ถ้าผมจําได้ตั้งแต่วันที่เราเริ่มเข้ามาประชุมกันที่โรงแรม เซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ แล้วก็มีการพูดกันอี กครั้งหนึ่ง ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์
ผมขอเรียนว่าจริง ๆ แล้วทางคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ได้มีการตั้งคณะทํางานศึกษา เรื่องนี้อยู่ว่าการเก็บจะเก็บ แล้วเปึนประโยชน์หรือเปึนโทษอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยาก กราบเรียนให้ท่านสมาชิกว่าบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ประมาณ ๕๐๐ กว่าบริษัท เปึนบริษัทที่ทําบัญชีโปร่งใส เสียภาษีประมาณ ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับภาษีนิติบุคคล ทั้งหมดของประเทศที่มีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ราย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์เสียภาษี เงินได้แล้ว พนักงานลูกจ้าง ลูกค้าก็ยังนําไปเสียภาษีอีก นั่นคือตัวเลขที่เราได้มา ประการที่ ๒ ในการเก็บแคปป่ต อล เกน แทกซ์ (Capital gain tax) มีการศึกษาประเด็นว่า ในต่างประเทศเขายกเว้นแคปป่ตอล เกน แทกซ์ ไม่เสียภาษี ถ้ามีการถือครองหุ้น เปึนระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง กล่าวคือไม่ได้ซื้อหุ้น ซื้อเช้าขายเย็น ซื้อบ่ายขายพรุ่งนี้ อะไรอย่างนี้ คือเปึนพวกเก็งกําไร เรามีการเสนอเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น คืออย่างนี้ครับ วันนี้คนที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้ นไทย ถ้าย้ายบัญชีไปเทรด (Trade) อยู่ที่ ประเทศสิงคโปร์ซื้อหุ้นไ ทยเขาไม่ต้องเสียแคปป่ตอล เกน แทกซ์ แล้ววันนี้ตอนที่จะเก็บ ภาษีมรดก นักลงทุนไทยหลายรายได้โอนทรัพย์ทั้งหมดไปอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เกือบหมดแล้วซึ่งถูกกฎหมายนะครับ ปัญหาคือว่าถ้าเราเริ่มเก็บแคปป่ตอล เกน แทกซ์ มันมีประเด็นที่จะต้องคํานึงอยู่หลายเรื่องก็คือว่า ๑. รายใหญ่ ๆ ก็จะย้ายไปเป่ดบัญชี ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย ค่าโบรกเกอร์ (Broker) ก็ไม่ได้ ค่าอะไร ก็ไม่ได้เลย ไม่มีอะไรเลยที่ประเทศไทยได้ คนที่ได้คือประเทศสิงคโปร์ นั่นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ คือการที่ดูว่าเก็งกําไรแล้วเขาขาดทุนเขาคืนได้ไหม มันก็ยุ่งอีก เพราะว่าเขา เป่ดหลายโบรกเกอร์ ไม่สามารถจะเก็บได้เลยโดยโบรกเกอร์ เราก็คิดว่าโบรกเกอร์เก็บได้ เขาบอกไม่ได้ เพราะเขาอาจจะเป่ด ๕ โบรกเกอร์ แล้วก็โบรกเกอร์นี้ขาดทุน โบรกเกอร์นี้กําไร แล้วเก็บอย่างไร การเก็บอาจจะไม่คุ้ม ก็เลยมีการศึกษาเบื้องต้นอย่างไม่เปึนทางการ ว่าถ้าเราจะเก็บแบบต่างประเทศ อย่างประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง คือเก็บเปึนทรานเซกชัน แทกซ์ คือค่าธรรมเนียม ซึ่งจริง ๆ แล้วเมืองไทยเคยเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่ประมาณ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของการซื้อการขำยแต่ละครั้ง ก็จะทําให้เราได้ภาษีประมาณ ๗,๕๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือสิ่งที่เราศึกษาอยู่ คณะทํางาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ค่อนข้างจะเซนซิทีฟ (Sensitive) และกระทบ
กับตลาดทุนใหญ่ ๆ เราก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ก็ศึกษาครับ รัฐบาลก็ศึกษาอยู่เหมือนกัน คือต้องเอาข้อดีข้อเสียมาดูว่าจะทําแบบไหนถึงดีที่สุดกับประเทศ แล้วก็ที่ท่าน สปช. บางท่านบอกว่ามี ๑๑ ตระกูล ผมคิดว่าต้องให้ความเปึนธรรมกับบุคคลเหล่านี้ว่าบริษัท ของเขาเสียภาษี ผมเชื่อว่าเยอะที่สุดในประเทศไทย ตัวเขาเองก็ต้องเสียภาษีทั้งเงินปันผล เงินเดือนจํานวนหนึ่งครับ เราพูดเรื่องนี้เราอย่าใช้อารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าผมจะเข้าข้าง คนเหล่านี้นะครับ ผมคิดว่าการพูดเรื่องภาษีแคปป่ตอล เกนต้องพูดบนหลักวิชาการ ต้องพูดบนหลัก ประเทศเพื่อนข้าง ๆ เรา คือการเก็บภาษีโดยใช้อารมณ์นี่พูดตรง ๆ ท่านอาจารย์สมชัยบอกภาษีมรดก ความเห็นส่วนตัวผมเก็บแล้วคนที่ได้ประโยชน์คืออะไร รู้ไหมครับ ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง เพราะคนมีสตางค์จริง ๆ เขามูฟ (Move) เงิน ทรัพย์สินไปอยู่ ๒ ประเทศนี้ถูกกฎหมายด้วยไปตั้งทรัสต์ (Trust) เก็บไม่ได้ครับ เราจะเก็บได้แต่คุณนายยี่สุ่น คุณนายซึ่งไม่มีปัญญาที่จะไปต่างประเทศครับ แล้วกฎหมาย อย่างนี้เก็บไปเชื่อผมเถอะครับไม่คุ้ม แต่ว่าท่านจะเก็บก็ไม่เปึนไรก็เก็บไป ฉะนั้นการเก็บภาษี มันต้องให้คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ คุ้มค่าในการบังคับใช้ รัฐบาลเก็บเราก็สนับสนุนครับ เพราะฉะนั้นกระผมขอกราบเรียนว่าในประเด็นเรื่องของภาษีตลาดทุนนั้นเราดูครับ เรื่องภาษีทรัพย์สินก็เช่นกัน ผมเห็นด้วยกับท่าน สปช. บางท่านที่เรื่องการเก็บภาษี ซึ่งเราคิดว่าสําคัญมากคือการจัดเก็บภาษีส่วนท้องถิ่น อบจ. ไม่มีกลไกในการเก็บ ต้องสร้างกลไกก็คือว่าอาจจะต้องให้หน่วยงานกลางเก็บ และแบ่งค่าธรรมเนียมการจัดการ ให้เขาเก็บ อันนี้จะดีมาก –
ซึ่งใน พ.ร.บ. ภาษีทรัพย์สินก็มีกลไกแบบนั้นนะครับว่าให้ว่าจ้าง กระทรวงการคลังนี่แหละ เปึนคนเก็บ แล้วก็หักเปึนค่าบริหารจัดการแล้วก็ส่งคืนให้ท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ เปึนข้อเสนอที่มีความสําคัญมาก จนกว่าท้องถิ่นจะมีกลไก มีกําลังที่จะเก็บภาษี ซึ่งผม เห็นด้วยว่าต้องเปึนหน่วยงานเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าข้อเสนอต่าง ๆ ของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการให้คนไทยนําใบกํากับภาษีมาชิงโชคเราเสนอแล้วนะครับ ว่าควรจะมี หรือเราเสนอ มีคนเสนอซึ่งเราพูดกันในคณะทํางานว่าพอมาขึ้นทะเบียนภาษี รัฐบาลจะฝากเงินให้คนละ ๑๐,๐๐๐ บาทในบัญชีนะครับ แต่ห้ามถอนนะครับ บัญชีนี้ เอาไว้ใช้ เมื่อรายได้ของท่านถึงเมื่อไรเอาไปเสียภาษี แวตหรืออะไรก็ตาม ก็เอาเงินนี่แหละ ไปเสียภาษี แต่ไม่ให้ท่านเบิกไปเลยนะครับ อันนี้ก็จะเปึนแนวคิดหนึ่งซึ่งอาจจะต้อง ให้เหมาะกับสังคมไทย ซึ่งผมคิดว่านโยบายเรื่องการชิงโชค ซึ่งประเทศจีนกับประเทศไต้หวัน เขาทํา ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเมืองไทยต้องทํา อันนี้เราก็จะเสนอ ซึ่งขอขอบพระคุณ ที่ท่านเสนอมา เราจะนําเสนอไปด้วยครับ
ผมขอตอบแทนท่านอาจารย์วิริยะเรื่องภาษีวินด์ฟอล แทกซ์ (Windfall tax) ภาษาอังกฤษมันมาจากคําว่า วินด์ฟอล (Windfall) เลยกลายเปึนภาษีลาภลอยครับ แต่ว่า เดี๋ยวเราจะเรียกชื่ออย่างไรไม่เปึนไรครับ ชื่อนั้นไม่สําคัญหรอกครับ ผมว่าเอาหลักการก่อน เพราะฉะนั้นผมก็ขอเรียนว่าขอกราบขอบพระคุณข้อเสนอของท่านสมาชิกทุกท่าน แล้วเรา ก็จะนําประเด็น ไม่ว่าจะเปึนเรื่องแคปป่ตอล เกน ท่านก็นําใส่เข้าไปครับ แต่ว่าผมอยากจะ ชี้แจงก่อนเพื่อให้ท่านสมาชิกส่วนใหญ่ได้เข้าใจก่อนนะครับ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธาน