รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๓๓/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ถ้าไม่มี ผมขอดําเนินการตามที่ขอปรึกษานะครับ ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินเข้าประจําที่ด้วยนะครับ เรียนเชิญครับ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ท่านสมาชิกครับ ด้วยประธานกรรมาธิการได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม เพื่อให้การรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในวาระการปฏิรูปที่ ๓ เรื่องการปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เป็นไปด้วยความถูกต้องครบถ้วนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ วรรคท้าย จึงขอเชิญผู้มีรายชื่อต่อไปนี้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยนะครับ ๑. นายสุชาติ เวโรจน์ ๒. นางสาวทัศนีย์ ดุสิตสุทธิรัตน์ เรียนเชิญครับ ขอเรียนเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานตามวาระการปฏิรูปที่ ๓ ก่อนนะครับ เรื่องการปรับ โครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น สักไม่เกินชั่วโมง เรียนเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ กระผม นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ขออนุญาตเสนอรายงานผลการศึกษาพิจารณา เรื่องการปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลักในการศึกษาร่วมกับ กรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นและกรรมาธิการอื่นที่เกี่ยวข้อง เรื่องการปฏิรูป โครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนี้ สืบเนื่องมาจากข้อเสนอ ของกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินที่เสนอให้มีการปฏิรูปความสัมพันธ์ของ ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยการกําหนดขอบเขตภารกิจอํานาจ หน้าที่และจัดดุลอํานาจและความสัมพันธ์ที่ชัดเจน รวมทั้งเพิ่มอํานาจของประชาชน ในการมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการบริหารงานภาครัฐมากขึ้น เพราะเท่าที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีและเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยนั้น ยังมีลักษณะรวมศูนย์อํานาจไว้ที่ส่วนกลาง มีโครงสร้างที่ใหญ่โต อุ้ยอ้าย เทอะทะ และยังมี การขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในเรื่องของจํานวนหน่วยงานและจํานวนบุคลากร หรือกําลังคนภาครัฐ จนทําให้งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นถึงกว่าร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณแผ่นดิน และถ้ารวมงบประมาณค่าใช้จ่ายประจําอื่น ๆ ด้วยแล้ว ก็เกือบจะไม่เหลืองบประมาณที่ใช้ ในการลงทุนหรือการพัฒนาประเทศได้อย่างเพียงพอ แต่ที่สําคัญคือในเรื่องของบทบาท ภารกิจของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่มีลักษณะทับซ้อน ผิดที่ผิดทาง เช่นส่วนกลางขยายหน่วยงานไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ให้ปฏิบัติงานที่ควรมอบให้ ภูมิภาคหรือท้องถิ่นทํา โดยให้หน่วยงานเหล่านั้นขึ้นตรงกับส่วนกลาง โดยไม่ได้อยู่ใน ความปกครองบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดควรที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นตัวเชื่อมและตัวช่วย ในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประชาชนระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น ซึ่งอาจทําให้ภารกิจในการลงมือปฏิบัติงานลดลง แต่ว่าความสําคัญจะมีเพิ่มขึ้น เพราะจะเป็น ผู้ที่ประกันความมีประสิทธิภาพในการทํางาน ทําให้บริหารของรัฐนั้นถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันส่วนท้องถิ่นก็จะมีอํานาจในการตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นของตัวเอง ได้มากขึ้น เปิดโอกาสให้องค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา พื้นที่และจัดทําบริการสาธารณะ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและแก้ปัญหา ของท้องถิ่นได้โดยตรง อย่างไรก็ตามโดยที่เรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นเรื่องที่มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมส่วนราชการทั่วประเทศและหน่วยงานอื่นของรัฐ ระดับกระทรวงถึง ๒๐ กระทรวง ระดับกรม ๑๖๑ กรม ระดับกองหรือเทียบเท่า ๑,๔๓๑ แห่ง มีหน่วยงานส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาค ๒,๖๑๖ แห่ง ส่วนราชการประจําจังหวัด ๒,๕๑๐ แห่ง ประจําอําเภอ ๕,๒๔๗ แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก ๗,๘๕๓ แห่ง รัฐวิสาหกิจ ๕๘ แห่ง และองค์การมหาชนอีก ๕๓ แห่ง รวมจํานวนหน่วยงานเหล่านี้แล้วก็เป็นจํานวนทั้งสิ้นถึง ๑๙,๙๔๙ แห่ง เกือบ ๒๐,๐๐๐ แห่งนะครับ บวกด้วยจํานวนข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานองค์การมหาชนและลูกจ้างประจํา ลูกจ้างชั่วคราวที่รับเงินเดือนจากงบประมาณ แผ่นดินอีกกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ทําให้การศึกษาเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในส่วนนี้ ไม่สามารถที่จะจํากัดอยู่ในกรอบของการปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นเท่านั้น คณะกรรมาธิการโดยอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและบุคลากรภาครัฐ จึงได้เสนอ ผลการศึกษาเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างของกระทรวง ทบวง กรม และการปฏิรูปการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจ ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นไปด้วย ทั้งนี้เพื่อขอให้ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ช่วยกรุณาให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต เพื่อประกอบการ พิจารณาดําเนินการจัดทําเป็นแผนงานโครงการในรายละเอียด ประกอบกับการพิจารณา ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องในส่วนของรีเกิล ดีไซน์ (Regal design) และส่ง ต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงรับไปดําเนินการให้ประสบความสําเร็จต่อไป สําหรับรายละเอียดของการศึกษาขออนุญาตให้ท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและบุคลากรภาครัฐ และท่านทัศนีย์ ดุสิตสุทธิรัตน์ กับท่านสุชาติ เวโรจน์ อนุกรรมาธิการเป็นผู้นําเสนอต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา และเพื่อนสมาชิกนะคะ ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานกรรมาธิการ ได้กล่าวแล้วว่าเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนการบริหารประเทศ เพื่อให้ประชาชนเป็นไป ตามที่พูดกันในปัจจุบันคือความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เป็นการสนองตอบความต้องการของประชาชนผู้รับบริการ แล้วก็ที่ผ่านมาในการปฏิรูป ระบบราชการครั้งล่าสุดซึ่งเราได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์หลักทั้งในเรื่อง การสนองตอบความต้องการของประชาชน ทั้งในเรื่องที่ต้องการให้เราสามารถทัดเทียม กับนานาชาติ สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ แล้วก็ในขณะเดียวกันเราจะต้องเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริหารและประหยัดค่าใช้จ่ายภาครัฐ เราจะต้องรับผิดชอบความโปร่งใส ในระบบราชการ โดยจะต้องกําหนดบทบาทภารกิจและความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ให้ชัดเจน แต่ปรากฏว่าจากข้อเท็จจริงของการบริหารราชการแผ่นดินเกือบ ๑๓ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานได้กล่าวข้อมูลต่าง ๆ ให้เห็นแล้วว่าเรามีกรม เรามีกองเพิ่มขึ้นมากมาย เรามีองค์การรูปแบบอื่นมากมาย ซึ่งมีผลทําให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน จํานวนมาก ในขณะเดียวกันการที่เพิ่มทั้งกําลังคนซึ่งดูเสมือนว่าข้าราชการจะไม่เพิ่ม เพราะเหตุที่ว่าถูกจํากัดโดยนโยบายของรัฐบาล แต่ไปเพิ่มที่ลูกจ้าง ไปเพิ่มที่พนักงานของรัฐ ในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งจะทําให้ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการบริหารงานบุคคลสูงขึ้นมาก ๆ ในขณะเดียวกันสิ่งที่ตามมาก็คือประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารราชการแผ่นดิน ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมา ๑๐ ปี ปรากฏว่าผลการวิจัยของธนาคารโลกพบว่าความมีประสิทธิภาพ ของรัฐบาลไทย ตกลงจากลําดับที่ ๖๕ เมื่อ ๑๐ ปีก่อนมาเป็นลําดับที่ ๗๔ เมื่อเทียบกับ ๑๙๖ ประเทศทั่วโลก และจากการสํารวจความเห็นของนักธุรกิจของ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) หรือ WEF พบว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๖ ความไร้ประสิทธิภาพ ของภาครัฐเป็น ๑ ใน ๕ ของปัจจัยที่เป็นปัญหาในการทําธุรกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ ประเทศยังมีปัญหาคอร์รัปชัน (Corruption) ในภาครัฐค่อนข้างมาก จะเห็นได้จากดัชนีชี้วัด ความโปร่งใสนานาชาติ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ต่ํามากไม่ถึง ๔๐ ซึ่งปีที่แล้ว เราได้ขยับจาก ๓๕ มาเป็น ๓๘ แต่ก็เป็นตัวเลข ๓๘ ใน ๑๐๐ ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาคอร์รัปชัน ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย
ในส่วนของการบริหารงานบุคคลของภาครัฐที่ผ่านมาก็มีปัญหาอย่างมาก เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ทั้งทางตรงและทางอ้อมในการแต่งตั้งพวกพ้อง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม เรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกของข้าราชการไทยที่อยู่ในอันดับที่ ๙๓ จาก ๑๔๘ ประเทศ การบริหารงานบุคคลของภาครัฐที่ไม่ได้ยึดถือระบบคุณธรรมและจริยธรรม ทําให้ระบบ บริหารราชการไทยขาดบุคลากรที่เป็นคนดี และเป็นคนเก่งที่มีความรู้ความสามารถ ส่งผลให้ การบริหารราชการแผ่นดินขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล และก่อให้เกิดการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในระบบราชการไทย จากประเด็นปัญหาของการบริหารราชการ และการบริหารงานบุคคลของภาครัฐที่กล่าวมาแล้ว จึงได้กําหนดกรอบการปฏิรูปโครงสร้าง อํานาจของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการบริหารงาน บุคคลเพิ่มเติมจากที่เราได้กล่าวถึงไปแล้วในเรื่องของท้องถิ่น ในเรื่องของรัฐวิสาหกิจ และในส่วนที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาตินะคะ สิ่งที่เรามีกรอบแนวคิดในการทํางานคือ
ประการแรก ทบทวนบทบาทภารกิจและโครงสร้างของภาครัฐให้มีขนาด ที่เหมาะสม เกิดความคุ้มค่า ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า ไรท์ ไซซิง (Right sizing) และ กําหนดบทบาทภารกิจภาครัฐให้ชัดเจน รวมทั้งจัดรูปแบบองค์กรภาครัฐให้เหมาะสมกับ ภารกิจที่หลากหลายและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
ประการที่ ๒ กําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่และวางระบบความสัมพันธ์ ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งรูปแบบอื่นให้ชัดเจน
ประการที่ ๓ ออกแบบและพัฒนาระบบการบริหารงานแบบบูรณาการ ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกําหนดแนวทาง ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคส่วนต่าง ๆ ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง อย่างยืดหยุ่นคล่องตัวให้สอดคล้องกับโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และต้องการที่จะให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของชาติที่เรากําหนดไว้
ประการสุดท้าย ก็คือการออกแบบการบริหารงานบุคคลของภาครัฐ ให้ส่งเสริมและคุ้มครองบุคลากรภาครัฐตามที่กําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เรา กําลังทําอยู่นะคะ ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีจริยธรรมและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยให้ความสําคัญในการแต่งตั้งบุคลากรภาครัฐโดยใช้ระบบคุณธรรม เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกัน และสนับสนุนคนดี คนเก่ง ให้อยู่ในระบบราชการอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ดังนั้นคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบราชการจึงเห็น ความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบราชการและการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานภาครัฐ โดยเร่งด่วน โดยถือเป็นวาระสําคัญลําดับต้นของการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินและการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานภาครัฐให้มีความก้าวหน้า และมั่นคงในระบบราชการไทย จะเป็นกลไกสําคัญที่จะทําให้การปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้านประสบความสําเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยจะต้องปรับปรุงโครงสร้าง การบริหารราชการแต่ละประเภทให้ชัดเจน สอดประสานเชื่อมโยงและบูรณาการ ทุกองคาพยพ ทุกภาคทุกส่วนในประเทศให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐเพื่อให้ประชาชนและประเทศเกิดความมั่นคงและยั่งยืน อย่างแท้จริง
ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจของราชการ บริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ขออนุญาตให้คุณทัศนีย์ ดุสิตสุทธิรัตน์ เป็นผู้ชี้แจง ส่วนในเรื่องของการปฏิรูปการบริหารทรัพยากรบุคคล ขออนุญาตให้ คุณสุชาติ เวโรจน์ เป็นผู้ชี้แจง ทั้ง ๒ ท่านนี้จะเป็นนักวิชาการที่คร่ําหวอดกับเรื่อง ของโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินและการบริหารงานบุคคลเป็นอย่างมาก แล้วก็ได้ช่วยคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการเป็นอย่างดี ต้องขอขอบพระคุณด้วยค่ะ
เชิญคุณทัศนีย์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิกสภาทุกท่านค่ะ ในส่วนของดิฉันจะขออนุญาตอย่างที่ทางท่านประธาน ได้นําเรียนไว้จะเสนอใน ๓ ประเด็น คือประเด็นเรื่องการจัดโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการจัดโครงสร้างอํานาจระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น แล้วก็เลยไปจนถึงเรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งทั้ง ๓ เรื่องเป็นเรื่องที่ต้อง ดําเนินการจัดทําไปพร้อม ๆ กันค่ะ
ในประเด็นแรกเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นนี้ก็มองถึงว่าในการดําเนินการดังกล่าวนั้นต้องมีการดําเนินการใน ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน
เรื่องแรก ก็คือว่าต้องมีการกําหนดบทบาทภารกิจของภาครัฐให้ชัดเจน แล้วก็มีการจัดรูปแบบองค์กรภาครัฐต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้มีหลากหลายมาก ทั้งในรูปของ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ หรือว่าองค์กรอิสระในรูปแบบอื่นนะคะ ซึ่งในส่วนนี้ล้วนแต่ เป็นส่วนที่มีความสําคัญต่อการดําเนินตามภารกิจของรัฐทั้งสิ้น ก็ควรจะต้องมีการกําหนด ให้เหมาะสมกับภารกิจที่หลากหลายด้วยนะคะ
อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน นั่นก็คือว่าจะต้องมีการกําหนดอํานาจหน้าที่ความสัมพันธ์ระหว่างภาคราชการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานรูปแบบอื่นให้ชัดเจนด้วย ในประเด็นนี้ขออนุญาตกราบเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการได้มองถึงว่าในการที่จะกําหนด บทบาทภารกิจของภาครัฐนั้น ภาครัฐนี้ควรจะต้องเน้นบทบาทในเรื่องของการดําเนินการ เฉพาะในส่วนที่เรียกว่าเป็นเรื่องของการกําหนดนโยบายนะคะ แล้วก็มีการบริหาร มีการจัดทํายุทธศาสตร์ของชาติขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา แล้วก็ในการกําหนด ทิศทางของประเทศที่จะเดินต่อไป
นอกจากนี้บทบาทอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญก็คือว่าจะต้องเน้นในเรื่อง ของการกํากับดูแลให้เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด มีการส่งเสริมสนับสนุนและอํานวย ความสะดวกเพื่อให้บริการสาธารณะนั้นถึงภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมากที่สุด แล้วก็รวมทั้ง การทํางานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ
และในประเด็นสุดท้ายก็คือว่ากรณีที่มีความจําเป็นในเรื่องของการปฏิบัติ ภารกิจที่เป็นบริการสาธารณะก็ควรจะต้องดําเนินการในภารกิจที่ไม่อาจมอบให้ภาคเอกชน หรือว่าภาคส่วนอื่น ๆ ไปดําเนินการได้ ตัวนี้คือกรอบ บทบาทใหญ่ที่ควรต้องดําเนินการ ภายใต้กรอบดังกล่าวนั้นในภาคราชการเราจะมี ๓ ส่วนด้วยกัน คือราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ในส่วนนี้ก็เห็นว่ากรณีของราชการบริหารส่วนกลางนั้นก็จะเน้น บทบาทในเรื่องของการเป็นผู้กําหนดยุทธศาสตร์และการกําหนดเป้าหมายในการพัฒนา ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งต้องมีการกํากับ ติดตาม ประเมินผล ให้เป็นไปตาม ยุทธศาสตร์ ให้เป็นไปตามแนวทางที่รัฐกําหนดไว้ด้วย กรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ กฎ ระเบียบ มาตรฐาน มาตรการทั้งหลายต่าง ๆ นั้นก็ควรจะต้องเป็นบทบาทของราชการ บริหารส่วนกลาง เพื่อจะได้กําหนดเป็นแนวทางให้กับทุกหน่วยไปดําเนินการสานต่อต่อไป แล้วก็รวมทั้งต้องกํากับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายหลักเกณฑ์ที่กําหนดด้วย
ในประเด็นที่ ๓ ที่ราชการบริหารส่วนกลางควรต้องดําเนินการก็คือว่า กรณีที่เป็นเรื่องของการปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้ปฏิบัติงาน แล้วก็ควรจะดําเนินการเฉพาะ ในสิ่งที่เป็นบริการสาธารณะระดับชาติ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการป้องกันประเทศ เรื่องความมั่นคง เรื่องการต่างประเทศ เรื่องการยุติธรรม การเงิน การคลัง เรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งทําหน้าที่ในเรื่องของการสนับสนุนช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถ ที่จะดําเนินการต่อไปได้นะคะ แล้วก็มีการพัฒนาบุคลากรที่ขาดแคลน ทั้งหมดนี้คือ กรอบแนวทางที่ราชการบริหารส่วนกลางต้องดําเนินการ สิ่งที่ต้องเน้นย้ําในเรื่องของบทบาท ของราชการบริหารส่วนกลาง ก็คือว่ากรณีที่เป็นบทบาทภารกิจที่ภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท้องถิ่นดําเนินการได้นั้น กรณีเช่นนี้ราชการบริหารส่วนกลางไม่ควรต้องดําเนินการ ควรไปให้ เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดําเนินการค่ะ
ในกรณีที่เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาค บทบาทที่ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทั้งในระดับจังหวัดและอําเภอ ก็คือว่าทําหน้าที่เป็นตัวแทนของราชการบริหารส่วนกลาง ในการที่จะนํายุทธศาสตร์นั้นไปสู่การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ที่กําหนดได้นะคะ ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเชื่อมโยงแผนพัฒนาระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มีการทํางานที่ประสานเชื่อมโยงสนับสนุนกับองค์กรทุกภาคส่วนในพื้นที่ แล้วกรณีที่เป็น งานปฏิบัติการนั้นก็จะเน้นในเรื่องของความมั่นคงภายใน ความเป็นธรรม การแก้ปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งบริหารราชการตามที่กฎหมายกําหนดให้เป็นหน้าที่ ของจังหวัดและอําเภอ มีหน้าที่ในเรื่องของการกํากับ ติดตามประเมินผลการดําเนินการ ของท้องถิ่น และกรณีที่เป็นงานปฏิบัติการนั้นก็ต้องเป็นงานปฏิบัติการที่ท้องถิ่นไม่สามารถ ที่จะดําเนินการได้ สําหรับราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นก็เห็นว่าควรจะต้องกําหนด ให้ชัดเจนไปเลยว่าเป็นหน่วยที่ดําเนินภารกิจพื้นฐานที่ต้องทําตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด แล้วก็เป็นหน่วยที่ปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับเรื่องการจัดบริการสาธารณะแก่ประชาชนตามที่ กฎหมายกําหนด แล้วก็รวมทั้งขณะเดียวกันก็ต้องมีการดําเนินการทั้งในส่วนที่ได้ มีการผลักดันในเรื่องของบริการสาธารณะที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งที่พร้อมจะรับโอนต่อไปด้วยค่ะ
สําหรับภารกิจนอกจากนี้ก็อาจจะเป็นภารกิจส่วนอื่นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะดําเนินการได้เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ด้วย อันนี้ก็คือบทบาทของราชการบริหารส่วนท้องถิ่นที่ควรจะต้องดําเนินการ ขณะเดียวกัน ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวนั้น ก็ไม่ได้กําหนดแต่เพียงเรื่องความสัมพันธ์ ของราชการ ๓ ส่วนเท่านั้นเอง แต่ควรจะต้องมีการกําหนดบทบาทและความสัมพันธ์ ของหน่วยงานภาครัฐรูปแบบอื่นด้วย ซึ่งได้แก่ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานอิสระ ทั้งหลาย รวมไปถึงภาคเอกชนและองค์กรชุมชน สไลด์ (Slide) อยู่ในเอกสารหน้า ๑๐ ค่ะ ซึ่งในส่วนนี้เห็นควรที่จะกําหนดว่ากรณีของการที่จะดําเนินการดังกล่าวนั้น เมื่อได้มี การกําหนดบทบาทภารกิจดังกล่าวให้ชัดเจนแล้วก็ควรจะต้องมีการถ่ายโอนงานหรือไม่ ก็กระจายอํานาจไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานรูปแบบอื่น โดยในกรณีของรัฐวิสาหกิจนั้นก็จะเป็นงานบริการสาธารณะที่รัฐลงทุนและสามารถหารายได้ ได้บางส่วน กรณีขององค์การมหาชนจะเป็นงานบริการสาธารณะที่ไม่แสวงหากําไร กรณีของ หน่วยงานอิสระภายใต้มูลนิธินั้นก็จะเป็นบริการสาธารณะ เศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ในภาคเศรษฐกิจและการลงทุน ขณะเดียวกันบรรดาบริษัทมหาชนนั้นก็สามารถที่จะมารับมอบ แปรรูปในเรื่องดังกล่าวได้ ก็คือเป็นงานบริการสาธารณะที่สามารถระดมทุนแล้วก็หากําไรได้ นอกจากนี้ในการดําเนินการก็ควรจะต้องให้ความสําคัญกับภาคเอกชนด้วย ซึ่งในการให้ ความสําคัญดังกล่าวนี้อาจจะกําหนดแนวทางได้ว่าสามารถที่จะดําเนินการในบทบาทภารกิจ ของภาครัฐ ทั้งในรูปแบบของการจ้างเหมา การให้สัมปทานหรือการมามีส่วนร่วมในการ ดําเนินการแทนรัฐ ทั้งหมดนี้คือองค์กรรูปแบบที่ได้มีการกําหนดไว้อย่างเป็นทางการ แต่ขณะเดียวกันเราก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งสามารถที่จะเอามาดําเนินการแทน ร่วมกับภาครัฐได้ นั่นก็คือชุมชนหรือคณะกรรมการตามกฎหมายปกครองท้องที่ เช่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน รวมทั้งภาคประชาชน ซึ่งอาจจะออกมาในรูปแบบของ สมัชชาพลเมือง องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคมต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวนั้นก็เป็นกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถที่จะเข้ามาดําเนินการร่วมกับภาครัฐได้ด้วยค่ะ ทั้งหมดนี้ที่นําเสนอเป็นรูปแบบของ แนวทางในเรื่องของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นและองค์กรรูปแบบอื่น แต่ขณะเดียวกันประเด็นเกี่ยวกับเรื่องรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็น ประเด็นที่ได้มีการพูดกันมากว่า ขณะนี้รูปของรัฐวิสาหกิจก็อาจจะไม่เป็นไปตามแนวทาง ที่กําหนดไว้ตามกรอบข้างต้น ซึ่งในส่วนนี้ก็จําเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ให้สอดคล้องต่อไปด้วย ในประเด็นของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเนื่องจากมีคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังได้พิจารณาไว้แล้ว ก็เห็นควรที่จะดําเนินการตามกรอบ แนวทางที่คณะกรรมาธิการได้กําหนดไว้ค่ะ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น กรอบแนวความคิดในเรื่องนี้ก็คือมองว่าในบทบาทเกี่ยวกับ เรื่องการใช้อํานาจของราชการทั้ง ๓ ส่วนนั้น ก็ควรต้องยึดโยงอยู่กับกรอบตามที่กฎหมาย กําหนดไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องมองถึงในเรื่องของหลักการการกระจายอํานาจและต้อง พิจารณาในเรื่องของการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการปฏิบัติ ภารกิจหรือการบริหารราชการร่วมกับภาครัฐ ฉะนั้นการบริหารราชการในระบบเปิด เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ และควรจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นในเรื่องของการดําเนินการ ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งในประเด็นนี้ก็เห็นควรที่จะต้องมีประเด็นในเรื่องของการปฏิรูป ในหลายเรื่องด้วยกัน
ประเด็นแรก ก็คือว่าเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวนั้น ก็ควรจะต้องมี การทบทวนบทบาทภารกิจของภาครัฐทั้งหลายที่มีอยู่ว่าเป็นไปตามสอดคล้องกับแนวทาง ที่ได้เสนอไว้ในประเด็นที่ ๑ หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ก็ควรจะต้องมีการพิจารณาทบทวน ให้ชัดเจนว่าเรื่องใดควรจะต้องเป็นเรื่องที่ใครหรือผู้ใดเป็นผู้ดําเนินการ ถ้าไม่จําเป็นก็ควร จะต้องมีการยุบเลิกเมื่อหมดความจําเป็นไปด้วย
และนอกจากนี้ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาทบทวนบทบาทภารกิจนั้น จะสัมพันธ์กับเรื่องของการที่จะมองว่างานใดควรต้องถ่ายโอนให้ใคร ในประเด็นนี้ก็ควร จะต้องมีการผลักดันเรื่องการถ่ายโอนงานลงไปเพื่อจะทําให้โครงสร้างอํานาจเป็นไปตาม ภารกิจที่กําหนดไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นเรื่องของการถ่ายโอนให้ท้องถิ่น ควรจะต้องเร่งรัดผลักดันการถ่ายโอนให้แก่ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันเพื่อให้งานดังกล่าวนั้นท้องถิ่นสามารถที่จะดําเนินการได้ก็ต้องมีการถ่ายโอน ทั้งบุคลากรและงบประมาณลงไปด้วย และเมื่อท้องถิ่นได้มีการรับโอนงาน รับโอนคนและเงิน ลงไปแล้วท้องถิ่นก็ควรจะต้องมีการไปจัดโครงสร้างและระบบการบริหารให้เหมาะสมต่อไปด้วย
นอกจากนี้ในเรื่องของประเด็นการปฏิรูปในเรื่องนี้อย่างที่ได้นํากราบเรียนไว้ว่า ควรจะต้องดําเนินการเน้นในเรื่องของการทํางานที่มีความสัมพันธ์กับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในการดําเนินการต้องกําหนดให้มีการบริหารงานหรือรูปแบบวิธีการทํางานร่วมกัน ระหว่างภาคราชการทั้ง ๓ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องพยายามสร้างให้เกิดการบูรณาการและความร่วมมือกัน โดยในกรอบตรงนี้เห็นควร ที่จะต้องมีแผนพัฒนาเป็นตัวหลักในเรื่องของการกําหนดทิศทางที่จะดําเนินการและ แผนพัฒนาดังกล่าวนั้นต้องผ่านกระบวนการที่ร่วมคิดร่วมทําระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนี้ในแผนดังกล่าวนั้นก็ควรจะต้องมีการกําหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อเกิดความโปร่งใสแล้วก็เกิดภาระในการทํางานต่อไปด้วย และในขณะเดียวกันก็ต้อง มีการสร้างเครื่องมือหรือว่ากลไกในการบูรณาการ เช่น การจัดทําข้อตกลงความร่วมมือ การกําหนดตัวชี้วัดร่วม เพื่อจะได้ใช้ประกอบในการติดตามประเมินผลว่าภารกิจที่แต่ละส่วน รับผิดชอบนั้นมีผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร และขณะเดียวกันต้องให้ความสําคัญกับเรื่อง การตรวจสอบและประเมินผลด้วย
ในอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของการดําเนินการดังกล่าวนั้นจะต้องมี การพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจที่แต่ละส่วน ดําเนินการด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้นควรจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายร่วมกัน ให้ความสําคัญกับการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ตามแผนพัฒนาที่ได้ผ่านการร่วมคิดร่วมทํา กันมา
นอกจากนี้กรณีที่จะลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกส่วนราชการจะต้อง มีการกําหนดวงเงินงบประมาณที่ดําเนินการในจังหวัดให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้เห็นภาพ ได้ชัดเจนว่าปัจจุบันงบประมาณได้ลงไปพัฒนาในพื้นที่ส่วนไหน เท่าไร
นอกจากนี้ก็ต้องส่งเสริมรัฐบาลที่เปิดศูนย์พลเมืองโดยจัดช่องทางการสื่อสาร กับประชาชนในรูปแบบที่หลากหลายและรับฟังความคิดเห็นตอบกลับมาด้วยเพื่อสามารถ ที่จะนําเรื่องดังกล่าวนั้นมาพิจารณาและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ต่อไปได้ การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการดําเนินภารกิจของรัฐเพื่อเป็นเครือข่าย และเป็นพันธมิตรในการทํางานร่วมกัน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน เข้ามาแข่งขันในการจัดบริการสาธารณะแทนรัฐด้วย ทั้งนี้มองเห็นว่า การดําเนินการดังกล่าวนั้นจะทําให้ประชาชนได้รับการบริการที่รวดเร็วและขณะเดียวกัน ก็สามารถที่จะทําให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพต่อไปได้ด้วย
อีกประเด็นหนึ่งที่มองถึงในประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจตรงนี้ก็คือว่า จะต้องมีการสร้างเอกภาพในการบริหารงานตามอํานาจหน้าที่ในระดับพื้นที่ให้เกิดขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับจังหวัดต้องมีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการมอบอํานาจให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งมีการปรับปรุงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการจังหวัด ให้เหมาะสมเพื่อจะได้ทําหน้าที่สนับสนุนการทํางานของจังหวัดต่อไปได้ด้วย แล้วก็เสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองท้องที่ทั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งกลุ่มดังกล่าวนั้นเป็นกลุ่มที่มาจากตัวแทนประชาชนทั้งหลายให้มามีส่วนร่วมในการทํา หน้าที่ช่วยเหลือสนับสนุนภาครัฐและแก้ไขในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพต่อไป ส่วนนี้จะเป็นเรื่อง ของการที่หากได้มีการดําเนินการแล้วก็สามารถที่จะทําให้ในเรื่องของโครงสร้างอํานาจนั้น เป็นไปตามขอบเขตที่เหมาะสมต่อไปด้วย และเมื่อได้มีการปฏิรูปทั้งในเรื่องของการกําหนด ขอบเขตความสัมพันธ์การบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูปในเรื่องของโครงสร้างอํานาจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสัมพันธ์กับเรื่องระบบการทํางานด้วย ก็จะต้องโยงไปในเรื่องของการจัด โครงสร้างส่วนราชการ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ทางคณะกรรมาธิการก็เห็นควรว่า ควรจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ควบคู่ไปด้วย ซึ่งในกรอบของ การปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม นั้น ก็เห็นควรว่าควรจะต้องมีการทบทวนบทบาท ภารกิจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างมาก สําหรับแนวทางก็ได้มีการนําเรียนไว้ใน ๒ ประเด็นแรกแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสําคัญ กับภารกิจที่เป็นบริการสาธารณะเป็นลําดับแรกที่ยังอยู่ในการดําเนินการของภาครัฐเอง และมอบให้ภาคส่วนอื่น ๆ ไป โดยในส่วนนี้บทบาทของภาครัฐต้องมาเน้นในเรื่องของ การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการบริการที่ส่งมอบด้วย แล้วก็มีการทบทวนการจัด โครงสร้างส่วนราชการให้เหมาะสมกับบทบาทภารกิจที่กําหนดไว้ และขณะเดียวกัน ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่จะได้มีการกําหนดต่อไปด้วย
และประเด็นที่สําคัญก็คือว่าในปัจจุบันได้มีหน่วยงานส่วนกลางไปปฏิบัติงาน อยู่ในภูมิภาคเป็นจํานวนมาก แล้วก็เป็นประเด็นที่มีการพูดกันอย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของ อํานาจในการบังคับบัญชา ในการบริหารสั่งการ แล้วก็ขณะเดียวกันมีผลทําให้โครงสร้างส่วนราชการ มีจํานวนมากมาย ในส่วนนี้คณะกรรมาธิการก็เห็นควรว่าควรจะต้องมีการทบทวนและ ปรับปรุงหน่วยงานส่วนกลางที่ไปปฏิบัติงานในภูมิภาคให้เป็นไปตามกรอบโครงสร้างที่ได้ นําเสนอข้างต้น และควรจะต้องกําหนดหลักการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเลยว่าจะต้อง มีการยุบเลิกหรือปรับลดหน่วยงานของราชการส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคให้เหลือ เฉพาะเท่าที่จําเป็นจริง ๆ ต่อการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งไม่อาจมอบให้ภูมิภาคดําเนินการแทน หรือไม่สามารถถ่ายโอนให้ท้องถิ่นรับไปดําเนินการได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าตั้งแล้วตั้งเลย กรณีเช่นนี้เห็นควรว่าการจัดตั้งนั้นต้องมีความคุ้มค่าด้วย ฉะนั้นในส่วนนี้ควรจะต้องมี การประเมินความคุ้มค่าแห่งผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นประจําทุกปีด้วย
แล้วก็นอกจากนี้ในเรื่องของการจัดส่วนราชการประจําจังหวัด ขณะนี้เรามี ส่วนราชการประจําจังหวัดอยู่มากมาย กระทรวงหนึ่งก็จะมีหลายส่วนราชการที่ลงไปอยู่ใน จังหวัดต่าง ๆ ในส่วนนี้ก็ควรจะต้องมีการออกแบบการจัดส่วนราชการประจําจังหวัดที่เป็น ตัวแทนของกระทรวงที่แท้จริงในราชการบริหารส่วนภูมิภาคด้วย และสิ่งที่ต้องดําเนินการ ควบคู่ไปกับเรื่องการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ก็คือต้องเร่งรัดการกระจายอํานาจ ถ่ายโอนงาน ถ่ายโอนคน แล้วก็ขณะเดียวกันก็ต้องสัมพันธ์กับเรื่องการมอบอํานาจให้กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ทั้งหมดนี้คือกรอบแนวทางในการปฏิรูปเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้าง การบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูปโครงสร้างอํานาจและการบริหารส่วนกลางและ การปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม สําหรับประเด็นเรื่องการปฏิรูปการบริหาร ทรัพยากรบุคคล ขอกราบเรียนเชิญท่านสุชาติค่ะ
เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานและ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ข้อเสนออีกประการหนึ่งของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวพันกับการปรับระบบโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือเรื่องการบริหารงานบุคคลที่จะต้องดําเนินการควบคู่เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์แก่การบริหาร ราชการมากที่สุด ในส่วนของข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลนั้น มีข้อเสนอทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกันที่เป็นข้อเสนอที่สมควรที่จะนํามาบรรจุลงไปในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายระเบียบข้าราชการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการบังคับใช้ ซึ่งข้อเสนอ ทั้ง ๖ ข้อนั้นมาจากปัญหาสําคัญ ๓ ประการที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะ จะเกี่ยวโยงกับระบบคุณธรรมและจริยธรรมในราชการ โดยจะขอกราบเรียนดังต่อไปนี้
ปัญหาข้อแรก เป็นปัญหาที่มาจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดให้มีคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม ในมาตรา ๒๐๗ ของร่างรัฐธรรมนูญ โดยคาดหวังว่ากลไกทางรัฐธรรมนูญเช่นนี้จะสามารถทําให้การแต่งตั้ง ข้าราชการนั้นเป็นไปตามระบบคุณธรรมได้ เรื่องนี้ขอเรียนว่าการกําหนดให้มีกลไก ในการแต่งตั้งข้าราชการตามระบบคุณธรรมนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการที่จะทําให้ การแต่งตั้งข้าราชการนั้นเป็นไปตามระบบคุณธรรมเท่านั้น แต่ว่าตัวกลไกหรือคณะกรรมการ เช่นนี้มิใช่เป็นสาระสําคัญ แต่ว่าสาระสําคัญนั้นจะอยู่ที่ว่ามันจะต้องมีตัวหลักเกณฑ์ การแต่งตั้งข้าราชการที่มีความเป็นธรรม เพราะว่าถ้าหลักเกณฑ์มีความเป็นธรรมแล้ว ไม่ว่ากลไกหรือคณะกรรมการใดนําหลักเกณฑ์ไปใช้ ผลการพิจารณาตามเกณฑ์ก็จะออกมาอย่างเป็นธรรม แต่ว่าถ้าหลักเกณฑ์ไม่มีความเป็นธรรม การมีคณะกรรมการก็จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจึงเสนอให้มี การเพิ่มเติมหลักการนี้ลงไปในรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะประกันความเป็นธรรมให้กับข้าราชการ เพราะว่าองค์กรกลางบริหารงานบุคคลซึ่งเป็นองค์กรผู้กําหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้าย และการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็น ก.พ. หรือกรรมการตํารวจ กรรมการ ข้าราชการครู ล้วนแต่มีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองนั้นเข้ามาเป็นประธาน ฉะนั้นโอกาสที่ระบบคุณธรรมจะถูกละเลยโดยประธาน โดยฝ่ายการเมืองพวกนี้เข้ามายุ่งเกี่ยวนั้น ก็จะเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นการกําหนดหลักเกณฑ์นี้ลงไปในรัฐธรรมนูญก็จะเป็น หลักประกันประการหนึ่งในการที่จะป้องกันระบบคุณธรรม อันนี้เป็นปัญหาข้อแรกนะครับ
ส่วนปัญหาข้อที่ ๒ นั้น ในมาตรา ๒๐๗ วรรคสี่ของร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้เขียนอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม โดยพิจารณาเฉพาะตําแหน่งปลัดกระทรวง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการที่ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมนั้นมิใช่มีเฉพาะผู้ที่ดํารงตําแหน่งระดับ ปลัดกระทรวงเท่านั้น ยังมีข้าราชการระดับอื่น รวมทั้งข้าราชการประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู หรือข้าราชการตํารวจ ก็ล้วนแต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามระบบคุณธรรม การให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งตามระบบคุณธรรมเฉพาะปลัดกระทรวงนั้น จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ครบถ้วน อันนี้เป็นประเด็นปัญหาข้อที่ ๒
ส่วนประเด็นปัญหาข้อที่ ๓ ก็คือมาจากกรณีที่ข้าราชการบางส่วนนั้นยังขาด จิตสํานึกที่จะเสียสละให้กับงานราชการอย่างแท้จริง ปัญหาข้อที่ ๓ นี้มาจากข้าราชการหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนไม่ยอมเสียสละให้กับงานราชการ โดยเฉพาะหากจะมีการปรับ บทบาทหรือมีการเกลี่ยอัตรากําลัง มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงสถานที่ทํางาน ข้าราชการ บางส่วนเหล่านี้จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะไม่ยอมทําตามที่ข้าราชการประสงค์ ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดเมื่อไม่นานมานี้ก็คือกรณีการโอนตํารวจดับเพลิงจากตํารวจนั้นมาไว้ที่ กรุงเทพมหานคร ปรากฏว่างานดับเพลิงนั้นได้มีการโอนมาเป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร เรียบร้อยแล้ว แต่ตํารวจดับเพลิงซึ่งสังกัดสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นไม่ยอมโอนตามมา ซึ่งสุดท้ายก็เป็นปัญหาในการหาคนมาทํางาน ซึ่งทําให้ราชการเสียหาย เหตุที่ข้าราชการ บางส่วนสามารถที่จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมร่วมมือกับราชการนี้ได้ก็เพราะว่า มาจากรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๕๐ มาตรา ๓๑ บัญญัติข้อจํากัดสิทธิเสรีภาพของข้าราชการ ไว้เฉพาะ ๔ เรื่องเท่านั้น ก็คือเรื่องการเมือง เรื่องสมรรถภาพ เรื่องวินัยแล้วก็เรื่องจริยธรรมเท่านั้น ไม่ได้เขียนจํากัดสิทธิข้าราชการให้ครอบคลุมไปถึงเรื่องของการเกลี่ยอัตรากําลังเพื่อประโยชน์ ของราชการในด้านประสิทธิภาพของราชการ อันนี้ก็เป็นปัญหาข้อที่ ๓
ปัญหาทั้ง ๓ ข้อนี้เป็นประเด็นหลักสําคัญที่เป็นที่มาของข้อเสนอที่เป็น หลักการในด้านการบริหารงานบุคคล ๖ ข้อที่สมควรที่จะนํามาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ และในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการยั่งยืน ในการบังคับใช้กฎหมาย
หลักการข้อแรกก็คือหลักเกณฑ์การสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคล เข้าสู่ตําแหน่งต้องมีความเป็นธรรมและมีตัวชี้วัดความเหมาะสมในเชิงปรนัยและสามารถ นํามาใช้อธิบายความเหมาะสมของผู้ได้รับการแต่งตั้งได้อย่างสมเหตุสมผล อันนี้เป็นสาระ ของหลักการที่สมควรที่จะใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญด้วยเพื่อที่จะเป็นการบังคับให้องค์กรกลาง บริหารงานบุคคลนั้นจะต้องทําหลักเกณฑ์ที่ชี้วัดและสามารถอธิบายความเหมาะสม ของบุคคลได้ เพื่อที่จะเป็นการแก้ปัญหาข้อที่ ๑ ที่กล่าวมาในตอนแรก
ส่วนหลักการข้อที่ ๒ ก็คือการกําหนดให้มีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม ในรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นกลไกในการตรวจสอบการใช้อํานาจการลงโทษทางวินัย ของข้าราชการและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งถ้ากําหนดหลักการนี้ ลงไปในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นการประกันความเป็นอิสระ แล้วก็เป็นการป้องกันไม่ให้ ฝ่ายการเมืองนั้นมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนะครับ
การกําหนดให้มีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมในรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ของใหม่ เพราะว่าหลักการนี้ได้เคยถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเก่า คือเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒๘๘ ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารงานส่วนท้องถิ่น เหตุที่ต้องกําหนดลงไปในรัฐธรรมนูญ ในตอนนั้นก็เพื่อเป็นหลักประกันในความมั่นคงและความเป็นอิสระของกรรมการดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองอาศัยเสียงข้างมากในสภาแก้กฎหมาย ยุบ เลิกหรือ เปลี่ยนแปลงอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ได้ง่าย ๆ ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น กลับไม่มีหลักการอันนี้อยู่ จึงเห็นสมควรที่จะนําหลักการเช่นนี้ใส่ลงไปในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ด้วยนะครับ
ส่วนในข้อที่ ๓ เป็นหลักการที่จะต้องคํานึงควบคู่ไปกับระบบคุณธรรม ก็คือเป็นหลักการที่แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่นอกจากจะต้องคํานึงถึงระบบคุณธรรม แล้วหลักการตั้งคนให้ตรงกับงาน หลักการตั้งคนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์หรือประสิทธิภาพ แก่องค์กรนั้นก็จําเป็นจะต้องนํามาคํานึงเพื่อให้เกิดสภาพบังคับ แล้วก็ประโยชน์สูงสุดด้วยนะครับ อันนี้เป็นหลักการข้อที่ ๓
และหลักการข้อที่ ๔ นั้นก็คือให้มีคณะกรรมการประจํากระทรวงดําเนินการ แต่งตั้งข้าราชการระดับอธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเทียบเท่าโดยระบบคุณธรรม หลักการ ข้อที่ ๔ นั้นเมื่อมีการกําหนดให้มีคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการตามระบบ คุณธรรมในระดับปลัดกระทรวงในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ควรที่จะให้ข้าราชการระดับอื่นที่ถูก แต่งตั้งโดยฝ่ายการเมืองได้มีโอกาสที่จะมีคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้งตามระบบ คุณธรรมเช่นนี้บ้าง โดยตามหลักการนี้ได้เสนอให้มีคณะกรรมการประจํากระทรวงต่าง ๆ ทั้ง ๒๐ กระทรวง ที่จะมีอํานาจในการดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการในระดับอธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเทียบเท่า โดยใช้ระบบคุณธรรม โดยกลไกเหล่านี้อาจจะไม่จําเป็น ต้องใส่ในรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่าขอให้กําหนดลงไปในกฎหมายระเบียบข้าราชการต่าง ๆ นะครับ
หลักการข้อที่ ๕ เป็นหลักการที่ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับ แทรกแซงการปฏิบัติราชการและการบริหารงานบุคคล พร้อมกําหนดบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนด้วย หลักการข้อที่ ๕ นี้เป็นไปตามหลักการเดิมที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ในมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๘ ที่ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับเข้ามาแทรกแซงการปฏิบัติราชการ และการบริหารงานบุคคล พร้อมกับมีบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนไว้ด้วย ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นกลับไม่มีข้อความดังกล่าว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุผลใด ซึ่งคณะกรรมาธิการ การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่าหลักการเช่นนี้สมควรที่จะนําใส่ลงไปใน ร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดิมเพื่อเป็นการประกันความเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ
และหลักการข้อสุดท้ายเป็นข้อที่ ๖ ซึ่งเป็นหลักการที่เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อป้องกันมิให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหยิบยกสิทธิตามรัฐธรรมนูญส่วนตัวขึ้นมาอ้าง เพื่อไม่ให้ความร่วมมือกับราชการ หลักการนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้กําหนดเอาไว้ ในมาตรา ๓๑ แต่จํากัดสิทธิของข้าราชการไว้เพียง ๔ เรื่อง ก็คือเรื่องการเมือง เรื่องสมรรถภาพ เรื่องวินัย และเรื่องจริยธรรมเท่านั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นว่าสมควรที่จะบัญญัติเพิ่มโดยกําหนดในเรื่องของการเกลี่ยอัตรากําลังเพื่อปรับบทบาท และปรับภารกิจของรัฐ เป็นข้อจํากัดเพิ่มเติมขึ้นมาอีกข้อหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอหลักการ ในการบริหารงานบุคคลที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเสนอนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อให้สมบูรณ์การนําเสนอของท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้าง และระบบทรัพยากรภาครัฐกับทางอนุกรรมาธิการที่ได้กรุณานําเสนอไปแล้วนั้นเป็นภาพรวม ของแนวคิดในการที่จะนําเสนอเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบของการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดิน แต่ว่ากระบวนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินที่จะต้องดําเนินการ เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนนั้น มันจะต้องมีการกระทํา มีการดําเนินการควบคู่กันไป กับการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นอย่างที่ผมได้นํากราบเรียน ไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วด้วยว่าเราไม่สามารถที่จะจํากัดการศึกษาอยู่แค่การปฏิรูปโครงสร้าง อํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นเท่านั้น เพราะว่ากระบวนการปฏิรูปการบริหาร ราชการระบบราชการที่ต้องดําเนินการเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ในการให้บริการประชาชนนั้น มันจะต้องมีการปฏิรูปให้มันครอบคลุมไปทั้งในเรื่องของ ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น การบริหารทรัพยากรบุคคล แล้วก็ เรื่องของการบริหารการปฏิรูประบบงบประมาณ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ต่อที่ประชุมนี้ไปแล้วพร้อม ๆ ไปกับการปรับปรุงกฎหมายแล้วก็การวางระบบงานใหม่ ซึ่งจะเป็นวาระที่จะนําเสนอหลังจากที่วาระนี้ได้รับฟังการอภิปรายให้ข้อเสนอแนะ จากที่ประชุมแห่งนี้แล้วน แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิรูปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างหรือว่าอํานาจในการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นหรือว่ารวมไปถึงเรื่องของการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้ได้กรุณา ให้ความสําคัญแล้วก็ให้ความสนับสนุนที่จะดําเนินการต่อไปนั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบวก ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการที่จะเข้ามามีส่วนของการบริหารงานภาครัฐ
ในส่วนสุดท้ายที่ผมอยากจะนํากราบเรียนก็คือว่าสิ่งที่จะต้องดําเนินการต่อไป ในการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันนี้ก็จะรวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ทีหลังด้วย เพื่อที่จะให้มันเป็นไปตามข้อเสนอที่ทาง คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการได้นําเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้แล้ว สิ่งที่จะต้อง ทําต่อไปก็คือการที่จะต้องมีการแก้กฎหมายหรือว่าปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบ การบริหารราชการแผ่นดินนะครับ มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ถ้าหากว่าจะต้องมีการยุบเลิกหรือว่าลดจํานวนของส่วนราชการ ในโครงสร้างของการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม หรือว่าในส่วนเกี่ยวกับของการบริหาร ทรัพยากรบุคคลนั้นก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนและข้าราชการประเภทอื่นด้วยนะครับ อย่างที่ท่านอนุกรรมาธิการ ได้เสนอไปแล้วว่าปัญหาในเรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคลในภาครัฐนั้นไม่ได้จํากัด อยู่เฉพาะในส่วนของข้าราชการพลเรือนเท่านั้น แต่ว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้มันเลย ไปถึงในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมกันในระหว่างข้าราชการประเภทต่าง ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแลนะครับ ในส่วนนี้ขออนุญาตยกตัวอย่าง นิดหนึ่งว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่เดิมนี้เขาก็มีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ที่เรียกว่า ซีวิล เซอร์วิส คอมมิชชัน (Civil Service Commission) เหมือนกันนะครับ แต่ว่าตอนหลังเขาก็ได้มีการปรับปรุงองค์กรของเขาเป็นออฟฟิศ ออฟ เพอร์ชันแนล แมเนจเมนท์ (Office of Personal Management) ก็คือเป็นสํานักงานว่าด้วยการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นเขาก็จะสามารถที่จะดูแลได้กว้างกว่าในเรื่องของระบบราชการพลเรือน เพียงอย่างเดียว ตรงนี้ก็เป็นแนวทางที่อยู่ในระหว่างการศึกษานะครับ เพราะว่าอย่างที่ได้ กราบเรียนแล้วว่าในเรื่องของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องที่เป็น กระบวนการต่อเนื่องที่จะต้องดําเนินการต่อไปนะครับ กระผมขอกราบพระคุณและขอรับฟัง ความคิดเห็นครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการ จากนี้ก็จะเป็นเวลาของสมาชิกอภิปรายท่านละประมาณไม่เกิน ๕ นาที และผมหารือนิดหนึ่งเพราะว่าสมาชิกยังลงชื่อไม่มาก แต่วันนี้มีอะไรผิดปกติกับตัวเลข เพราะสมาชิกระบุมาเลยว่าขอลําดับที่เท่าไร แล้วมันทําไม่ได้ มันจะลําดับอย่างนี้นะครับ คุณเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล อาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ พอถึงคุณหมอพรพันธุ์บอกขอลําดับที่ ๕ อาจารย์สืบพงศ์บอกขอลําดับที่ ๗ คุณถวิลวดี บุรีกุล ขอลําดับที่ ๑๐ ตอนนี้มันมีแค่ ๗ คน อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ขอลําดับที่ ๓ เกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ ผมจะเรียกตามเวลา ที่ท่านระบุมานี้จะไม่สนใจลําดับที่ขอนะครับ เพราะมันจะทําไม่ได้ แล้วก็คุณเตือนใจ สินธุวณิก ตามลําดับ เชิญคุณเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล ก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล จังหวัดปราจีนบุรี จากการที่ได้รับฟังคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้กรุณาเรียนชี้แจงให้กับทางสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับฟังตรงนี้ไปแล้วนะครับ ก็ดูจากโปรไฟล์ (Profile) ของคณะกรรมาธิการ ก็ปรากฏว่าหลาย ๆ ท่านส่วนใหญ่แล้วก็จะเดินอยู่บนพรม แต่ยังดีครับที่ท่านได้กรุณาก้มหน้าลงมองดิน แล้วก็ผสมผสานบูรณาการกับทางท่านที่เติบโต เกิดมาจากดิน กินอยู่รู้สุขรู้ทุกข์ของชาวบ้านมาผสมผสาน มาบูรณาการ เพราะฉะนั้นรายงาน ฉบับนี้ทั้ง ๒ วาระ ไม่ว่าจะเป็นวาระที่ ๓ หรือวาระที่ ๕ นั้น ค่อนข้างจะผสมกลมกลืน แล้วก็ดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ก็ต้องขอชื่นชมตรงนี้ ไว้ส่วนหนึ่งนะครับ
ประเด็นที่พี่น้องชาวบ้านผมถามมานะครับว่า ๑๓ ปีที่ผ่านมานี้นั้นท่านเอา ประมง เอาสรรพสามิต เอาปศุสัตว์ของเขาไปไว้ที่ไหน เพราะเวลาที่หมูเห็ดเป็ดไก่ วัวควาย เจ็บไข้ได้ป่วย เขาจะต้องเดินทางไปถึงสํานักงานปศุสัตว์จังหวัดซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัด ในขณะที่ในพื้นที่ของอําเภอไม่มีเลย กุ้งหอยปูปลาตายหรือลอยหัว เขาก็จะต้องเดินทางไปที่ จังหวัดเช่นเดียวกันครับ ในพื้นที่ที่มีป่าไม้ มีการบุกรุกหรือไม่บุกรุก หรือมีการสับสนระหว่าง จะบุกรุกหรือไม่บุกรุก เป็นที่ป่าหรือไม่ใช่ที่ป่า อย่างไรก็ตามก็ต้องเดินทางมาที่จังหวัด สิ่งเหล่านี้นั้นเขาถาม พี่น้องถามว่า ๑๓ ปีที่ผ่านมา เขาจะต้องเดินทางมาถึงขนาดนี้เชียวหรือ มาที่จังหวัด แทนที่จะให้การบริการกับประชาชนในพื้นที่ นี่คือสิ่งที่เขาถามมา เพราะฉะนั้น จึงสอดคล้องกับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินในครั้งนี้ สังเกตดูจากการปฏิรูป ซึ่งจะมีข้าราชการประมาณ ๒,๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะรวบรวมและควบรวม ไปถึงทุกกระทรวง ทบวง กรม แต่ผมไม่แน่ใจว่าการปฏิรูประบบบริหารราชการตรงนี้จะแตะ ไปถึงกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงยุติธรรมในส่วนของศาลบ้างหรือเปล่า ผมว่าบางเรื่อง ก็น่าจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ จะได้เกิดมาตรฐานและเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน สําหรับโครงสร้างที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอนั้นผมเห็นว่าถูกต้องดีแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น สําหรับส่วนกลางซึ่งเพิ่มงอก ออกมาแล้วก็เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดในส่วนของภูมิภาคเป็นพันหน่วย ตรงนี้ก็ควร จะต้องไม่ลด ไม่เลิก ก็คงจะต้องยุบ แล้วก็ควบรวมเข้ามาอยู่ในส่วนของภูมิภาคกันเถอะครับ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าผมได้คุยกับพี่น้องที่เป็นข้าราชการส่วนกลางแต่ไปอยู่ในภูมิภาค ในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา เขายังมีครับ เขาบอกว่าเป็นข้าราชการที่อยู่ในภูมิภาค แต่สังกัด ส่วนกลางนี้ พอเวลาพิจารณาขณะนี้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ เมื่อก่อนนี้คิดเป็นขั้น ขั้นครึ่ง และ ๒ ขั้น อันนี้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์นี้ส่วนกลางเอาไปรับประทานหมด เขาบอกอย่านั้นนะครับ แต่ส่วนที่อยู่ทํางานในภูมิภาคเหมือนกับเป็นข้าวนอกนา เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเกิดความเหลื่อมล้ํา เขาบอกว่าขอกลับไปอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด ขอกลับไปอยู่กับภูมิภาคเหมือนเดิม ไปอยู่กับ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดที่เรียกว่าจังหวัดเหมือนเดิมบ้างได้ไหมครับ นั่นคือส่วนหนึ่ง ในส่วนเรื่องของการบริหารงานบุคคล ก.พ. เองขณะนี้เน้นในเรื่องของอาวุโสเป็นอันดับแรก ซึ่งก็ถูกต้องละครับ เพราะว่าความอาวุโสของระบบราชการก็คงจะต้องมี แต่มิใช่เน้นเป็น อันดับที่ ๑ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเกิดปัญหาคือแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน ผลงานไม่ต้องมี ความดีไม่ต้องปรากฏ ทําหน้าซื่อ ๆ ตาใส ๆ ประเดี๋ยวก็ได้ขั้น ประเดี๋ยวก็ได้ตําแหน่ง เพราะถือว่าไม่มีพิษไม่มีภัย ส่วนพวกที่ขยันตั้งใจทํางานอาจจะล้มบาดเจ็บแล้วก็ล้มหายตายจาก ไปเองนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าในเรื่องของระบบการบริหารงานบุคคลตรงนี้ น่าจะต้องใช้ระบบคุณธรรมที่ชัดเจน และมิใช่อยู่ในระดับของปลัดกระทรวงลงมาเท่านั้น น่าจะต้องจากพื้นฐานจากรากฐานข้างล่างขึ้นมาเลย ผมยกตัวอย่างเมื่อตอนที่พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญ เรามีการพิจารณาได้นําเสนอไปแล้วว่าควรจะเริ่มมาจากข้าราชการระดับเบื้องล่าง สมมุติว่าเข้าเส้นสตาร์ท (Start) เหมือนกัน ๑๐๐ คนแรกนี่พอถึง ๑ ปีทุกคนจะต้องรู้แรงค์กิง (Ranking) ของตัวเองว่าอยู่ลําดับที่เท่าไร ไม่ว่าจะเป็นลําดับที่ ๑ หรือลําดับที่ ๑๐๐ ปีต่อไป ก็ต้องลําดับต่าง ๆ เพราะพวกนี้จะต้องขยับ เพราะมีคณะกรรมการพิจารณา มีหลักเกณฑ์ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ถ้าสมมุติว่าข้าราชการซึ่งทํางานอยู่กับพี่น้องประชาชนก็เอาหลักเกณฑ์ ของตัวชี้วัดประเมินกัน ๓๖๐ องศาเลยครับ ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน พี่น้อง ประชาชน วัดวาอาราม โรงเรียนต่าง ๆ มาพิจารณาให้คะแนนกันตรงนี้แล้วก็จัดลําดับ ขณะนี้ท่านประธานครับ มีปัญหาอย่างบางกรม มีนายอําเภอแหวนเพชร ปลัดแหวนทอง ปรากฏว่าเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เพราะไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นผลงาน เป็นเรื่อง ที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทและตั้งใจมาเอามาเป็นตัวชี้วัดในการทํางาน แทนที่นายอําเภอแหวนเพชร จะได้มีโอกาสขึ้นไปเป็นปลัดจังหวัดโดยเร็วที่สุด เพราะเนื่องจากทุ่มเท มีการประเมิน มีการชี้วัด มาจากพี่น้องประชาชน ประเมินกัน ๓๖๐ องศาแล้ว แต่ปรากฏว่ามิได้มีประโยชน์อะไรเลยครับ สุดท้ายก็เกษียณในตําแหน่งนายอําเภอนะครับ ผู้ที่ทํางานรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มา ตลอดเวลาก็ไม่ได้มีผลงานอะไรที่เกิดขึ้น แล้วก็เป็นมรรคผลสําหรับที่จะก้าวเข้าสู่ ความก้าวหน้า บางคนรับราชการในระยะเวลา ๒๔ ปีได้ ๒ ขั้นถึง ๑๕ ครั้ง ๑๖ ครั้งก็ไม่ได้ เกิดประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านี้ครับทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ควรจะจัดปฏิรูปตรงจุดนี้แล้วก็สร้างหลักเกณฑ์ สร้างตัวชี้วัดตรงจุดนี้ขึ้นมาให้เป็นมาตรฐาน ว่ามีตัวชี้วัดอย่างนี้แล้ว สิ่งที่ทําไปพอถึงปีมีการขยับอันดับขึ้นมา คนที่อยู่ในระดับ ๑๐๐ สมมุตินะครับ คนที่อยู่อันดับที่ ๑๐๐ สามารถที่จะก้าวเข้าไปสู่เป็นในอันดับ ๑ ได้ถ้าเขามี ความทุ่มเทแล้วก็ทํางานด้วยสุดชีวิตจิตใจ ลําดับต่าง ๆ เหล่านี้ครับ แล้วสมมุติอย่างโรงเรียน นายอําเภออย่างนี้ ถ้าสมมุติว่าปลัดอําเภอ ๑๐๐ คน ๑๐๐ คนนี่จัดแรงค์กิงขึ้นมาแล้ว สมมุติว่า ๑-๒๐ ที่จะต้องเข้าโรงเรียนนายอําเภอ คนที่อยู่อันดับที่ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ในปีต่อไป ถ้าคิดว่าปีหน้าเขาจะเข้าโรงเรียนนายอําเภอเขาจะต้องพยายามทํางานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อที่ เขาจะได้อยู่ในลําดับภายใน ๑-๒๐ แล้วก็เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนตรงนี้ว่า ๑-๒๐ พอถึงปีต่อไป ก็ยกทั้งชุดนี้เข้าโรงเรียนนายอําเภอนะครับ ซึ่งอันนี้ผมเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงกันกับ ส่วนราชการอื่นก็เช่นเดียวกันจะได้ไม่ต้องเกิดการวิ่งเต้นเข้าไปหานักการเมือง ไม่ต้องวิ่งไปหา ผู้หลักผู้ใหญ่ว่าจะต้องสร้างความหนักใจว่าเด็กของคนนั้น เด็กของคนนี้ ซึ่งมันเป็นวัฒนธรรม ภายใต้บริบทของสังคมไทยอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องมีการล็อบบี (Lobby) มีการวิ่งเต้นกัน แล้วก็สุดท้ายมาก็คือมีการทุจริตในเรื่องของการสอบ ในเรื่องของการเรียกรับเงิน ในเรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น คือสิ่งเหล่านี้แทนที่ข้าราชการจะวิ่งเข้าไปหาประชาชน ไปยึดโยงอยู่กับประชาชน แต่กลับไปยึดโยงอยู่กับนักการเมือง ซึ่งผลที่ออกมาก็จะเป็นอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นขออีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ในเรื่องของงบประมาณก็เช่นเดียวกัน
เรากลับมาอยู่ใน กติกา ๕ นาที
ครับผมขออนุญาตเป็น ๒ วาระครับท่านประธาน
ยัง วาระที่ ๒ ยังไม่ได้รายงานครับ
หรือครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผม
นี่วาระแรกครับ
อย่างนั้นผมขอสรุปตรงนี้ แล้ววาระที่ ๕ ผมไม่ขอ อภิปรายครับ สําหรับในเรื่องของงบประมาณ ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ทาง กรรมาธิการสร้างหลักเกณฑ์ตรงนี้ขึ้นมาว่างบประมาณน่าจะมาจากหมู่บ้าน เป็นแผนนะครับ แผนของหมู่บ้าน ชุมชน ตําบล อําเภอ แล้วก็เข้ามาสู่จังหวัด โดยเฉพาะถ้าผ่านมาจากชุมชน ผ่านมาจากหมู่บ้าน ผ่านมาจากตําบลแล้วนี่ นั่นคือประชามติ นั่นคือประชาสังคม นั่นคือสิ่งที่ พี่น้องประชาชนทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามาสู่อําเภอ เข้ามาสู่จังหวัดแล้ว กรรมการในระดับจังหวัด คือ กบจ. คงจะไม่อาจที่จะเข้าไปแก้ ไปไข ไปเปลี่ยนได้ รวมตลอดไปถึงงบประมาณของกลุ่มจังหวัดด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันจะเกิดตรงนี้ ท่านประธานครับ สมมุติว่าจังหวัดหนึ่งได้งบประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท ก็จะมีนักการเมือง เข้ามาขอเอี่ยว ขอครึ่งหนึ่ง ก็ประมาณ ๗๕ ล้านบาทเพื่อเอาไปทําโครงการ เขาบอกว่า เขาก็มีจะต้องไปหาเสียงกับพี่น้องประชาชนเหมือนกัน นี่คือปัญหา แล้วก็ไปถึงกลุ่มจังหวัด คือแทนที่กลุ่มจังหวัดจะไปมองกันว่าเป็นโครงการอะไรก็ได้ที่เป็นของกลุ่มจังหวัดทั้งหมด สมมุติ ๕ จังหวัด หรือ ๖ จังหวัด ใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งหมดทั้ง ๕-๖ จังหวัด แต่กลับกลายเป็นการแบ่งเค้กกัน สมมุติว่า ๒๕๐ ล้านบาท ในงบประมาณของกลุ่มจังหวัด มีอยู่ ๕ จังหวัดก็แบ่งกันจังหวัดละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นก็ฝากจุดตรงนี้ไว้ด้วยว่าในเรื่องของการบริหารงานบุคคล แล้วก็การงบประมาณครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณชาติชาย ณ เชียงใหม่ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ขอให้ความเห็นเพิ่มเติมกับการทํางานของคณะกรรมาธิการนะครับ ในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างของภาครัฐในวาระนี้นะครับ ผมเห็นว่าสิ่งที่ น่าจะเน้นให้เป็นบริบทที่จะนําไปสู่การทําให้เกิดการปฏิรูปที่รัดกุม แล้วก็เท่าทันต่อเหตุการณ์ โลกมากขึ้น ก็คือว่าเราต้องยอมรับว่ารัฐไทยเราเวลานี้เราอยู่ในโลกที่มันมีความแปรปรวน ความไม่แน่นอนสูงมาก โดยเฉพาะทั้งทางด้านของเศรษฐกิจ การทหาร ความขัดแย้งต่าง ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาในรอบ ๒๐ ปีนี้ความเป็นรัฐของเราในวิธีคิดแบบเดิม คือรัฐแบบรัฐชาติมันคลายลง แต่เราถูกกดดันให้ปรับบทบาทของรัฐเป็นรัฐในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งการเป็นรัฐยุทธศาสตร์นั้นมันหมายถึงทั้งการปรับตัวให้เท่าทันกับแรงกดดันภายนอก ขณะเดียวกันภายในนั้นเรามีความหลากหลายของกลุ่มคน ความต้องการ ก็ต้องทํายุทธศาสตร์ ทําบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มคนต่าง ๆ จึงจะอยู่ร่วมกันอย่างบูรณาการ ปรองดองกันได้ตามที่รัฐธรรมนูญเราหรือเหตุการณ์บ้านเมืองเรากําลังชี้นําไปในทิศทางนั้น เพราะฉะนั้นหัวใจในการบริหารงานภาครัฐสมัยใหม่อันหนึ่งที่ต้องเน้น ก็คือการบริหารงาน แบบแบ่งปันความรับผิดชอบซึ่งก็ได้มีการพูดถึงบ้างแล้ว แต่ว่าอาจจะยังไม่ค่อยชัดเจน ในความหมายที่ผมอยากจะเรียน เราต้องยอมรับว่าความหมายของรัฐ รูปแบบ การบริหาร สาระ มันเปลี่ยนไป ต้องปรับให้ทันกับความต้องการของกลุ่มต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ อยากจะอภิปรายตรงนี้ก็คือว่าแล้วเราจะปฏิรูปโครงสร้างต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า มันมีประสิทธิภาพของภาครัฐเพิ่มขึ้นหรือไม่ ประสิทธิภาพในความหมายของความมีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มทุน แล้วก็ประสิทธิผลในแง่การตอบสนอง ผมมีเวลาไม่มาก ผมอยากจะเน้นตรงนี้ ว่าสิ่งที่เรามีปัญหามาโดยตลอด ก็คือถ้ามองประสิทธิภาพในแง่หนึ่งที่เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข ก็คือเอกภาพของการบริหารงานในทุกระดับกับเรื่องของความสามารถในการบูรณาการ งาน เงิน ในแต่ละระดับรวมทั้งคนด้วยนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอยากจะให้คณะกรรมาธิการนี้ ลองพิจารณาว่าเราจะสร้างประสิทธิภาพในระดับชาติ ในระดับจังหวัด ในระดับท้องถิ่น และในระดับภาคซึ่งผมจะเสนอเพิ่มอย่างไร โดยมีหัวใจก็คือว่าให้มีเอกภาพในการที่จะ แก้ปัญหาให้ได้ผลสําเร็จจริง ๆ กับสามารถระดมพลังทั้งเงิน ทั้งแรง ทั้งปัญญาความรู้ได้ จริง ๆ ในแต่ละระดับ ขอเริ่มในส่วนบนก่อนนะครับ ในระดับประเทศทุกวันนี้เรามีอุปสรรค อย่างหนึ่งก็คือความที่เราเป็น ๒๐ กระทรวง แล้วก็มีรัฐวิสาหกิจ มีหน่วยงานอื่น ๆ อีกเยอะแยะ การบูรณาการกันของฝ่ายการเมือง รัฐบาลนั้นยากยิ่งแทบจะทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พอจะช่วยได้ในส่วนของกลไกภาครัฐตรงนี้ก็คือการมี ครม. ครม. ก็เหมือนกับคณะกรรมการบริหารบริษัท การมีกลไกเพิ่มที่ผมใช้คําว่าเป็นกลไกในลักษณะ ที่ว่าเป็นหน่วยที่มาช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เป็นหน่วยประจํา มาจากหลายส่วน กระทรวง ต่าง ๆ ทุกกระทรวงมาร่วมกันเป็นกลุ่มทํางาน ช่วยเสนอแนะแนวทางเลือกที่มีหลักวิชา มีข้อมูลให้ฝ่ายการเมืองไปตัดสินใจด้วยความรอบคอบ อันนี้เรายังไม่ได้ทํากันเป็นเรื่องเป็นราว กลไกนี้ควรจะสร้างขึ้นมา ส่วนรายละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที แต่ว่าเป็นกลไกที่จะเสริมให้เกิดการบูรณาการได้จริง ๆ มิใช่มีแต่การประชุมของกรรมการกลั่นกรอง ของสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีในทุกวันอังคาร หรือวาระพิเศษอันนั้นไม่พอ ในระดับเช่นเดียวกันควรจะปรับเป็นการบริหารงาน ในคณะกรรมการได้แล้ว ปรับโครงสร้างกรมการจังหวัดให้มีภาคส่วนอื่นเกี่ยวข้องทั้งเอกชน ทั้งตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นนายก อบจ. นายกรัฐมนตรีเทศบาล ทั้งหลายก็เลือกกันเข้ามามาทํางานในลักษณะเป็นกรรมการบริหารแล้วมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเหมือนกับผู้รับผิดชอบหลักที่จะดูแล แล้วในระดับท้องถิ่นเองก็ต้องแปลงให้มี กรรมการบริหารยุทธศาสตร์ของท้องถิ่นโดยมีนายก อบจ. เป็นผู้รับไปทํา แล้วก็มีกรรมการ ก็มาจากตัวแทนของเทศบาลหรือ อบต. ถ้าไม่มี อบต. ก็เหลือแต่เทศบาลในจังหวัดนั้น ๆ คือใช้ระบบกรรมการบริหารโดยการบริหารยุทธศาสตร์ ทีนี้ที่ผมพูดถึงมีระดับภาคก็คือว่า ภาคนี่มันเป็นกลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ ซึ่งหลายเรื่องเราต้องทําเป็นภาค ภาคนี้ไม่ใช่การตั้ง องค์กรใหม่ขึ้นมา เป็นแค่เวทีในการบูรณาการงาน เงินเข้าไปเพื่อจะทําให้เกิดการบริหารภาค แล้วก็มีกรรมการร่วมกันหลายฝ่ายตั้งแต่ท้องถิ่น เอกชน ภาคราชการต่าง ๆ รวมทั้งส่วนกลาง หน่วยงานส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นให้ถอยมาทํางานประสานแผนกันที่ภาค แล้วพัฒนาวิชาการตอบสนองความต้องการของภาค ถ้าทําอย่างนี้สิ่งที่จําเป็นจะต้องทําตาม ก็คือเรื่องของงบประมาณซึ่งเวลาไม่พอ จริง ๆ แล้วงบประมาณนั้นมันมี ๓ ประเภทแล้วทุกวันนี้ เราไม่เคยทําสําเร็จเลยคืองบประมาณตามยุทธศาสตร์ ๑๐ กว่าปีมานี้เราพูดยุทธศาสตร์ แต่เรามีแต่งบประมาณเชิงภารกิจอย่างเดียว เวลานี้เราพูดถึงงบประมาณเชิงพื้นที่ เพราะฉะนั้นเราต้องการระบบงบประมาณพื้นที่ ระบบงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์และระบบ งบประมาณตามภารกิจ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้กรุณาให้ความสําคัญ กับการปฏิรูปตัวระบบงบประมาณซึ่งเป็นหัวใจ ถ้าระบบงบประมาณไม่แปรเปลี่ยนไป สิ่งที่เราต้องการเอกภาพใน ๔ ระดับนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ ที่หลากหลายและรับมือกับแรงกดดันจากภายนอกที่มันมากขึ้นทุกวันนี้เราจะไม่ทันครับ ผมขออนุญาตเลยเวลามานิดหน่อยเดี๋ยวจะไปขอพูดต่อในวาระที่ ๕ ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมจะพยายาม ไล่ลําดับตามเลขล็อก (Lock) ที่มีอยู่นี่นะครับ ที่ขอล็อกนี้ ขอลําดับ ๓ เป็นอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ นะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ได้จอง ลําดับที่ ๓ ครับท่านประธาน แต่พอดีชื่อผมอยู่คนที่ ๓ พอดี ขออภัยด้วยไม่ได้จองนะครับ ถ้าจองขอคนสุดท้ายครับท่านประธาน ผมว่าเรื่องที่สําคัญคือเราต้องแยกระหว่างเรกกูเลเตอร์ (Regulator) กับเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service provider) คือส่วนกลางกระทรวงและกรม เราต้องยึดมั่นเลยต้องเป็นเรกกูเลเตอร์ครับ คือเป็นผู้กํากับ ติดตาม ประเมินผลครับ งานบริการทั้งหมดต้องส่งผ่านไปให้เอกชนและท้องถิ่นทํา งานบริการต่าง ๆ ท่านประธานครับ แล้วการส่งผ่านให้เอกชนกับท้องถิ่นทํามันจะต้องคํานวณค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์ เฮด (Per head) ต้องคํานวณเอาไว้เลยเปอร์ เฮด แล้วผมว่าจะต้องรีบทําเลย ๔ กระทรวงครับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข พม. แล้วก็กระทรวงมหาดไทย นั่นหมายความว่ากระทรวงศึกษาธิการ ต้องรีบกําหนดเปอร์เฮดให้ทุกโรงเรียนไปเลยครับ แล้วโรงเรียนจะไปอยู่กับท้องถิ่น หรือจะเป็นนิติบุคคลอิสระ หรือจะเป็นเอกชนได้หมด โรงพยาบาลก็เหมือนกันจะไปอยู่ท้องถิ่น จะเป็นนิติบุคคลอิสระเหมือนบ้านแพ้ว หรือดัง ๆ เหมือนอภัยภูเบศร ได้หมดครับ พม. ก็เหมือนกันครับ พวกหน่วยให้บริการนี่ก็จะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการก็ได้ เป็นนิติบุคคลแยกออกไปต่างหากเลย เป็นหน่วยให้บริการ หรือจะไปอยู่กับท้องถิ่นก็ได้ เอกชนมารับทําให้ก็ได้ ถ้าเรายึดมั่นแบบนี้มันจึงจะมีการกระจายอํานาจได้ครับ ทีนี้กระทรวงมหาดไทยก็ต้องเป็นเรกกูเลเตอร์เหมือนกันครับ อย่ามาทํากิจกรรมโน้น กิจกรรมนี่ ไม่ต้องทําเลย แผนจังหวัดยกให้ อบจ. ไปเลยครับท่านประธาน ผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงมหาดไทยต้องมาทําหน้าที่เป็นเรกกูเลเตอร์ กํากับใครกํากับท้องถิ่น ให้ทํางาน ให้โปร่งใส ร่วมกับใครก็ร่วมกับ สตง. ป.ป.ช. อะไรอยู่จังหวัดนั่นล่ะ ใครร้องเรียนมาก็ไป กํากับเลย ให้ท้องถิ่นทํางานให้โปร่งใสเป็นไปตามเกณฑ์ ผมว่าถ้าแยกชัดเจนอย่างนี้ ท่านประธานครับเราจึงจะสามารถปฏิรูปหรือกระจายอํานาจลงท้องถิ่นได้ การกระจายไม่ได้ ว่าให้ใครทําไปแล้วไม่มีการติดตาม ประเมินผล ไม่มีการกํากับให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ มันไม่ได้นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นต้องยึดหลักนี้ แล้วผมก็ดีใจที่รัฐธรรมนูญ เราพยายามเน้นครับ แยกเรกกูเลเตอร์กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ออกจากกันครับ ของคนพิการครับท่านประธาน เราก็เดินสายนี้ เราสนับสนุนให้เกิดศูนย์บริการคนพิการ ภาคเอกชนและท้องถิ่นครับท่านประธาน แล้วเราก็ให้มีศูนย์บริการระดับจังหวัดเป็นของ ราชการมาเป็นเรกกูเลเตอร์คอยกํากับ แจกเงินอย่างเดียว เปอร์ เฮดใครมีปัญญาทําไปทํา แล้วก็รายหัวไป ทางนี้ก็ติดตาม ประเมินผล ควบคุมมาตรฐานคุณภาพ ไม่ได้คุณภาพไม่ให้ทํา ทําไม่ดีก็เข้าไปช่วยแก้ไขเยียวยาอย่างนี้บริการก็จะมีคุณภาพ แล้วก็จะกระจายทั่วถึง แต่ถ้าบริการกับเรกกูเลเตอร์ยังอยู่ที่เดียวกัน อย่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง สาธารณสุข ผมว่าลําบากในการที่จะดูแลมาตรฐานนะครับ เพราะตัวเองทําตัวเองก็บอกว่า ตัวเองดี แต่ชาวบ้านบอกว่าการศึกษาแย่ลงทุกวัน เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเรายึดหลักนี้เอาไว้ ท่านประธานครับบริการทั้งหมดไปเอกชนก็ท้องถิ่นนะครับ ถ้ายังไปไม่ได้ ยังเก้ ๆ กัง ๆ ก็เป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล แล้วก็อยู่ในกํากับของส่วนกลาง ส่วนกลางห้ามให้บริการใด ๆ กํากับเรกกูเลเตอร์เท่านั้นครับ แล้วก็ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็เปลี่ยนมาเป็นเรกกูเลเตอร์อย่างที่ผมพูด รับรองการกระจายอํานาจจะเป็นไปได้ครับท่านประธาน ถ้าไม่ทําแบบนี้ พูดแต่ปาก มันกระจายไม่ลงหรอก มันจะกระจายได้ต้องเป็นเปอร์เฮดให้รายหัว เพราะฉะนั้นทุกคนก็สามารถได้เงินรายหัวแล้วเราก็ต้องให้อํานาจท้องถิ่นมีคลังของตัวเอง แล้วสามารถเอาเงินมาสนับสนุนผู้ให้บริการได้ด้วย หรือจะเติมจากบริการที่ตัวเองรับมาด้วย สมมุติว่ารัฐบาลกลางให้รายหัวมาหัวละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่พอ ท้องถิ่นก็เก็บเงินกันเองเพิ่มขึ้นมา แล้วก็เพิ่มเข้าไปเป็น ๑,๕๐๐ บาท ให้มันเพียงพอก็ได้ แล้วรัฐบาลกลางก็ไปเอาใจใส่ท้องถิ่น ที่ยากจนครับท่านประธาน ก็ไปให้รายหัวในท้องถิ่นที่ยากจนมากขึ้น ส่วนท้องถิ่นที่พึ่งตัวเองได้ แล้วก็ไปหารายหัวเติมเข้ามาให้กับเอกชนหรือท้องถิ่นของตัวเอง หลักการนี้ทําในประเทศ ที่เจริญแล้ว แล้วบริการก็ออกมาดีครับท่านประธาน มันก็จะเป็นการร่วมมือกัน ๓ ฝ่ายครับ ส่วนกลาง ท้องถิ่น และเอกชน มันสามารถทําให้บริการได้ดี เพราะมีคนคอยกํากับ ติดตาม ประเมินผลอยู่ตลอดเวลานะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ยึดมั่นในหลักนี้ให้แน่น และแม้แต่ รัฐวิสาหกิจเราก็ยังยึดหลักนี้ว่าต้องมีแยกเรกกูเลเตอร์ แล้วก็โอเปอเรเตอร์ออกจากกันให้ ชัดเจน แล้วมีคนกํากับ ติดตาม ประเมินผลอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้จึงจะปฏิรูปหรือกระจาย อํานาจลงท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องไปพูดว่า กระจาย ถ้าทําแบบนี้ไม่ต้องไปบอกหรอกว่า ฉันกระจายอํานาจเพียงแต่แยกเรกกูเลเตอร์กับโอเปอเรเตอร์ มันกระจายด้วยตัวมันเองครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชนค่ะ ขออนุญาตกราบเรียนแสดงความชื่นชมแด่ท่านกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะที่ดิฉันเป็นข้าราชการมาก่อนนั้นจะเห็นว่าทางคณะกรรมาธิการนั้นได้ดูลึกในเชิง ข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างแท้จริงนะคะ ดังนั้นอยากจะขออนุญาตเรียนสนับสนุน ในทั้ง ๒ ประเด็น คือเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการทบทวนแล้วก็ปรับปรุงหน่วยงานส่วนกลางที่จะไปปฏิบัติงานในภูมิภาค และที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือดิฉันเห็นด้วยที่ว่าต้องมีการประเมินความคุ้มค่าแห่งผลสัมฤทธิ์ ของงานที่ทําเป็นประจําทุกปีด้วยค่ะ แล้วก็ต้องออกแบบการจัดส่วนราชการประจําจังหวัด ที่เป็นตัวแทนของกระทรวงอย่างแท้จริงในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคนะคะ อันนี้จาก ประสบการณ์ที่ดิฉันได้เป็นผู้ตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรีลงไปตรวจงานหลายอย่าง จะประสบปัญหาแล้วก็ได้รับทราบปัญหาในพื้นที่อันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์เรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของการที่ไม่มีการกระจายอํานาจอย่างแท้จริงไปยัง อปท. ซึ่งมีการถ่ายโอนให้ รับผิดชอบจริง แต่ว่าไม่ได้โอนบุคลากรและงบประมาณไปด้วย อันนี้จากข้อมูลเชิงประจักษ์ ก็คือเมื่อไปตรวจราชการแล้วมีหน่วยงานส่วนกลางที่เขาไปจัดสร้างที่เป็นข้อมูลเลยนะคะ สวนสาธารณะริมแม่น้ําโขง แต่ปรากฏว่าหลังจากสร้างเสร็จแล้วบอกว่าให้ อบต. ดูแลแล้ว พอเราลงไปตรวจงานสวนนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอํานวยความสะดวกในสวนหรือว่าดอกไม้อะไรต่าง ๆ หญ้าตายหมดเลย แล้วปรากฏว่า อบต. เขาบอกว่าไม่มีงบ เพราะว่าอยู่ ๆ ก็โอนมาให้อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูป ที่จะต้องให้ทุกส่วนราชการนี้ มีการมอบอํานาจไปยังส่วนท้องถิ่น ให้ทั้งเงิน ให้ทั้งคน แล้วก็งบประมาณด้วย ถึงจะทําให้ ความก้าวหน้าในส่วนราชการส่วนต่างจังหวัดนั้นเป็นผลนะคะ
อีกอย่างหนึ่งคือดิฉันได้ฟังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง ๗ จังหวัดที่ดิฉัน ไปตรวจราชการอยู่ทางภาคอีสานนี้บอกเลยว่ากระจายอํานาจอะไรกันในเมื่อเงินส่วนใหญ่ ที่ลงไปที่จังหวัดนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดมีสิทธิที่จะอนุมัติเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ นอกนั้น เป็นหน่วยงานของส่วนกลางที่เป็นงบมาจากส่วนกลางแล้วก็สั่งการจากส่วนกลางทั้งสิ้น อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องปรับปรุงนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งที่ขออนุญาตสนับสนุนอย่างเต็มที่เลยนะคะ เนื่องจากมี ประสบการณ์ตรง ก็คือเรื่องของการปฏิรูปบุคลากรที่จะต้องห้ามผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองทุกระดับแทรกแซงการปฏิบัติราชการและการบริหารงานบุคคล พร้อมกําหนด บทลงโทษกรณีฝ่าฝืนด้วยค่ะ อันนี้ขอเรียนว่าแม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะพยายามพูดว่า ให้เป็นระดับที่เรียกว่ามีการแต่งตั้งระดับท่านอธิบดี แต่ดิฉันเห็นว่าตอนนี้ลงไปถึงระดับ ผู้อํานวยการสํานัก คือ ซี ๙ หรือรองอธิบดีอะไรต่าง ๆ นั้น ต้องมีระบบคุณธรรมอย่างแท้จริงด้วย เพราะว่าโดยหลักการปฏิบัติอย่างแท้จริงแล้วประสบการณ์ของตัวดิฉันเองนั้น ก่อนจะขึ้นเป็น รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์นั้น สอบทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ถึง ๕ ครั้ง และทุกครั้ง ที่มีการเปิดสอบนั้น ก่อนหน้าที่ผลจะประกาศสอบมีการพูดแล้วว่าคนโน้นคนนี้จะได้ และผลออกมาก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ค่ะ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่สภาปฏิรูปแห่งนี้จะต้องทําให้ระบบคุณธรรมนั้นเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และในทุกระดับของ การแต่งตั้งข้าราชการต่ําลงไปด้วยอย่างดีที่สุด ก็คือให้ลงไปถึงระดับ ๘ คือชํานาญการพิเศษ ในระบบที่เป็นผู้บริหาร เพราะว่าปัจจุบันนี้จะมีทั้งที่เป็นวิชาการแต่ว่าด้านผู้ชํานาญการพิเศษ แต่ว่าวิชาการคือไม่มีอํานาจในการบริหารนะคะ ดังนั้นก็ขอกราบฝากไว้แล้วก็ขอฝากความหวัง ไว้กับท่านกรรมาธิการด้วยว่าจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง แล้วก็เป็นผล อันนี้จะเป็นคุณูปการแก่บรรดาข้าราชการทั่วประเทศที่สภาปฏิรูปแห่งนี้ได้ทําสิ่งที่เป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการราชการและข้าราชการที่ตั้งใจทํางาน มีความสามารถจริง ก็จะมีกําลังใจในการทํางานด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณหมอพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ ดิฉันขออภิปรายเพื่อที่จะยืนยันว่าดิฉันเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งกับวาระการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินนะคะ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น เพราะว่าอันนี้ อาจจะใช้ข้อมูลตัวอย่างจากการรวมตัวของโรงพยาบาลในส่วนท้องถิ่นในการให้บริการ อาจจะไม่ใช่การกระจายอํานาจโดยตรง แต่ว่าสิ่งนี้ได้ดําเนินไปแล้ว แล้วก็ประสบผลดี เป็นอย่างยิ่ง วัดผลโดยการที่ให้บริการคนไข้ได้อย่างทั่วถึง แล้วก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนว่าท้องถิ่นนั้นมีความสามารถจริง ๆ โดยเฉพาะบริการสาธารณะ เช่น บริการสาธารณสุข ซึ่งถ้าได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการกระจายอํานาจอย่างเต็มที่ ทั้งนโยบาย ทั้งบุคลากร และทั้งทรัพยากร สิ่งเหล่านี้จะทําให้ประชาชนในท้องถิ่น ได้ประโยชน์สูงสุด แต่ว่าดิฉันมีข้อเสนอแนะที่จากประสบการณ์ในการที่ไปศึกษาดูงาน เราพบว่าท่านจะต้องแก้ไขในปัญหาของการบริหารจัดการ เพราะว่าทําอย่างไรถึงจะประสาน ความร่วมมือระหว่างแม้กระทั่งเป็นภาครัฐด้วยกัน แต่ว่าต่างหน่วยงานซึ่งกันและกัน แต่ว่า มีหน้าที่เหมือนกันเช่นหน้าที่ให้บริการการรักษาพยาบาลแต่อยู่คนละสังกัดให้สามารถที่จะ ประสานความร่วมมือเป็นแนวราบได้ เพราะว่าทุกคนชินในการบริหารแบบแนวดิ่งของใครของมัน เพราะฉะนั้นบางครั้งการร่วมมือก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ แต่ถ้าเผื่อว่ามีกฎหมายหรือว่า มีข้อบังคับที่ทําให้สามารถที่จะทําให้เกิดความร่วมมือขึ้นมาได้เป็นจุดตั้งต้นหลังจากนั้น ก็จะค่อย ๆ ประสานกันไปเอง นอกจากนั้นท่านจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับบุคลากร ในส่วนภูมิภาค เพราะว่าหลายส่วนยังยึดติดกับความเป็นข้าราชการ แล้วก็หวังความก้าวหน้า ในลักษณะของข้าราชการอยู่ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหากว่าเกิดการกระจายอํานาจออกไป ในท้องถิ่นจริง ๆ แล้วจะมีความก้าวหน้าไม่น้อยไปกว่าข้าราชการในส่วนกลางหรือไม่ บุคลากรของสาธารณสุขมากมายก็มีความคิดเห็นเช่นนี้ นอกจากนั้นอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องงบประมาณ ดิฉันเห็นด้วยมากทีเดียวที่งบประมาณทั้งหลายควรจะส่งตรงไปที่ท้องถิ่น โดยที่จะคิดเป็นยูนิต คอร์ส (Unit cost) หรืออะไรก็ได้ แต่ว่าองค์กรบริหารส่วนกลาง ในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ควรจะเข้าไปล้วงลูกไปจนถึงหน่วยงานในท้องถิ่น แต่ควรจะให้เป็น ในระดับจังหวัดหรือในระดับเขต หรือแม้แต่กระทั่งในระดับภาคให้เขามีอิสระในการที่จะ พิจารณาความจําเป็นในแต่ละปัญหาของท้องถิ่น แล้วก็ใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะว่าส่วนกลางก็คิดได้แต่ภาพรวม แต่ไม่สามารถจะมองลงไปในรายละเอียดได้ แล้วส่วนกลางก็ควรจะยึดไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดก็ควรจะยึดนโยบายอันนี้เช่นกันนะคะ อันนี้ก็เป็นข้อคิดเห็นที่อยากจะเสนอเพื่อให้การกระจายอํานาจนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็มีความเป็นไปได้ด้วย เพราะว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากอันนี้ บทเรียนข้อพิสูจน์ ก็เห็นได้ชัดของระบบสาธารณสุขแล้ว แล้วเราก็คิดว่าสําหรับการปฏิรูปด้านสาธารณสุขนั้น กระทรวงสาธารณสุขเหมาะที่จะเป็นเรกกูเลเตอร์จริง ๆ แล้วก็การบริหารในระดับภาค หรือในระดับเขตสําหรับบริการสาธารณสุขนั้นพิสูจน์ได้แล้วว่าได้ผลกับประชาชน ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณพงศ์โพยม วาศภูติ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินครับ ผมจะพยายามพูดหลายเรื่อง ให้ทันภายในเวลา
เรื่องที่ ๑ ขอกราบขอบพระคุณสําหรับการเสนอวาระการปฏิรูประบบ บริหารราชการ โดยให้ความสําคัญและเห็นประโยชน์ความจําเป็นของการบริหารราชการ ส่วนท้องถิ่น แต่ยังสงสัยว่าการจัดแบ่งอํานาจ การมอบอํานาจ การกระจายอํานาจ จากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคจะเป็นจริงได้หรือไม่ และจะทําได้เมื่อใด เพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้เขียนในทํานองนี้ไว้แต่ก็ไม่เคยทําได้ แม้ในปี ๒๕๔๒ จะมีกฎหมายกําหนดแผนขั้นตอนและการกระจายอํานาจก็ยังทําได้ไม่ดีเท่าที่ควร ในร่างรัฐธรรมนูญที่พวกเรากําลังพิจารณานี้ก็ได้กรุณาเขียนไว้ในมาตรา ๒๑๑ เรื่องความเป็นอิสระ มาตรา ๒๑๒ เรื่องภารกิจหน้าที่ มาตรา ๒๑๓ เรื่องการคลังท้องถิ่น ซึ่งกระผมคิดว่าคงจะ ได้รับการต่อรอง ต่อสู้จากทางส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค เจ้าของกระทรวง ทบวง กรมที่ดูแล อํานาจพวกนี้อย่างมาก ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทําได้ตามที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอหรือไม่
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเปิดเผยว่าแท้ที่จริงแล้วระบบ ราชการเรามีปัญหาอยู่ตรงนี้ครับ คือในบริษัทห้างร้านของทางเอกชนนั้นเมื่อเราเข้าไปทํางาน ไม่ต้องมีใครบอกว่าอัลติเมท โกล (Ultimate goal) หรือว่าเป้าสูงสุดของเขาคืออะไร คือกําไรครับ แต่เมื่อผมมารับราชการก็พูด ๆ กันในทํานองว่าเป้าประสงค์หลักของราชการ คือประโยชน์สุขของบ้านเมือง ความพึงพอใจของประชาชน ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่จับต้องได้ยาก วัดก็ยาก ดังนั้นการบริหารราชการจึงมีเอาท์พุท (Output) คือผลผลิตออกมา แต่เอาท์คัม (Outcome) คือผลกระทบในทางที่เป็นประโยชน์นั้น น่าสงสัยอย่างยิ่งครับ ผมเองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงก็เคยทํา โครงการงบประมาณโดยใช้งบประมาณของทางราชการเยอะแยะ ผมตัดถนน ผมสร้าง สะพานเดินเรือ สะพานท่าเรือ ผมสร้างเสร็จมันก็มีผลผลิตออกมา แล้วเมื่อเวลาผ่านไป พ้นปีงบประมาณนี้ไป คนก็ไปตื่นเต้นกับงบประมาณใหม่ที่กําลังจะมาถึง แต่ก็ไม่เคยดูเลยว่า ถนนหรือสะพานท่าเรือที่ผมสร้างนั้นมันได้ประโยชน์จริงตามที่ผมได้ทําโครงการขอไปหรือไม่ ดังนั้นผมขอเสนอว่าสมควรหรือยังครับที่จะต้องมีการจัดทําคํารับรองของผู้ของบประมาณ หรือขอโครงการที่สัญญาว่าจะเกิดผลกระทบในทางที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เกิดขึ้น วัดได้ ดังนั้นผู้ของบประมาณต่อไปนี้ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน เช่น กองการเจ้าหน้าที่อาจจะอบรม เรื่อง ก.พ. กฎหมายใหม่ที่ออกมา แต่ว่าพอคนมาอบรม ๑๐๐ คน จบไป เสียเงินไป ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท มันก็ไม่มีการวัดว่ามันได้มีความรู้ในเรื่องนั้นจริงหรือไม่ ดังนั้นผมเสนอว่าควรจะต้องมีการจัดทําคํารับรองผล นอกจากผลผลิตแล้วต้องมีผลกระทบ ที่เป็นประโยชน์ด้วย
เรื่องที่ ๓ การบริหารงานบุคคล ในที่ผ่านมาหรือในปัจจุบันนี้คือรัฐมนตรี ตั้งปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงตั้งอธิบดี ถ้ามันจิกหัวกันต่ออย่างนี้นี่มันก็ลงไปถึงภารโรง ดังนั้นเมื่อรัฐมนตรีเขาขอผู้อํานวยการกอง ผู้อํานวยการสํานัก รองอธิบดี อธิบดีคนไหนขัดใจ เขาก็ให้ปลัดกระทรวงย้าย เพราะว่าอํานาจมันต่อเนื่องกัน ดังนั้นความพยายามของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะตัดอํานาจการแต่งตั้งปลัดกระทรวงนั้น ผมก็ว่ามันก็ทําใหญ่โตมาก ไม่รู้ว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ว่าผมเห็นด้วยว่าจะต้องตัดอํานาจของปลัดกระทรวงในการตั้ง อธิบดีโดยให้เสนอเป็นรูปคณะกรรมการครับ
เรื่องที่ ๔ คือการบริหารงานของรัฐสิ้นเปลือง ด้วยงบประมาณการบริหาร งานบุคคลมาก การเอาท์ ซอร์ส (Out source) ถึงแม้ว่าจะมีทํากันบ้างแต่ก็ยังน้อยเกินไป เสนอว่าควรจะต้องผลักดันให้หน่วยงานของรัฐเอาท์ ซอร์สให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ แล้วก็เสนอว่าการปกครองท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน สมควรที่จะไปทําเรื่องความมั่นคงภายใน การรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเราก็ยังมีปัญหาอยู่
เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ ผมคิดว่าการบริหารงานบุคคลของผู้บริหาร ในภาครัฐปัจจุบันนี้มันเป็นลักษณะรวมศูนย์ ทําให้เสียเวลา เสียพลังงานในเรื่องรายละเอียดไปมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดจะออกท้องที่ออกไปได้ครึ่งวันก็ต้องรีบกลับมาเซ็นหนังสือ ถ้าไม่อย่างนั้น ส่วนราชการเขาออกหนังสือไปถึงกรมก็ไม่ได้ นั่นคือความสิ้นเปลือง ทั้ง ๆ ที่หัวหน้าส่วน ขณะนี้ก็เป็นระดับซี ๙ ถ้าเทียบกับของเดิมก็เป็นระดับรองอธิบดีแล้ว เราก็น่าจะถึงเวลาหรือ ยังที่สตรัคเจอร์ (Structure) ของออร์แกไนเซซัน (Organization) มันควรจะแฟลท (Flat) ให้มากที่สุด แล้วก็มีการมอบอํานาจให้มากกว่าเดิม ซึ่งผมอยากจะนําเสนอไว้ในข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผมต้อง ขออภัยท่านประธานเมื่อสักครู่พอดีผมติดภารกิจอยู่ครับ เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของส่วนกลางนั้น ก็เห็นด้วยกับที่ท่านคณะกรรมาธิการได้ทํามานะครับ แต่ผมเห็นว่าบางกระทรวงควรจะเพิ่มขึ้น เช่น กระทรวงอุดมศึกษา หรือทบวงมหาวิทยาลัยเดิมควรจะปรับขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อคุณภาพ ของการศึกษาไทย เพราะที่ผ่านมานั้นอาจจะพูดได้ว่าไม่ประสบความสําเร็จในการศึกษา เมื่อเรารวมทุกส่วนเข้าด้วยกัน การบริหารจัดการอะไรต่าง ๆ ค่อนข้างจะขลุกขลัก และคุณภาพยังต้องเพิ่มอีกเยอะ โดยเฉพาะอุดมศึกษานั้นอ่อนแอลงนะครับ ผมเป็นครู ทั้งมัธยมและอุดมศึกษา ก็เลยได้เห็นภาพเหล่านี้ ได้รับรู้สิ่งเหล่านี้ ก็สรุปได้ว่าในส่วนของ กระทรวงควรจะเพิ่ม คือกระทรวงอุดมศึกษาหรืออาจจะเรียกว่ามหาวิทยาลัย ก็แล้วแต่นะครับ
ในส่วนภูมิภาคนั้น ในส่วนของจังหวัดเห็นว่าถ้าจังหวัดไหนพร้อมที่จะมี การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือจะเรียกชื่อว่าอย่างอื่นก็ควรจะให้ดําเนินการไปตามนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างคุณภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในเขตนั้น เหมือนกับที่ กรุงเทพมหานคร หรือที่พัทยา หรือที่อื่น อย่างกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ กรณีของทาง จังหวัดสงขลาหรือจังหวัดภูเก็ตอะไรก็แล้วแต่หรือเกาะสมุย เป็นต้น
ในส่วนของการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ อาจจะพูดได้ว่ามีเป็น เล็ก ๆ อยู่พอสมควรนะครับ ในส่วน อบต. ที่มีอยู่น้อยด้วยปริมาณของคน ด้วยปริมาณ ทรัพยากรอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ควรจะได้ดูแลว่าถ้าสามารถยุบรวมกันได้ก็ควรจะยุบรวม
ในส่วนของเทศบาลนั้นหลายเทศบาลก็บริหารได้ดีอยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีของ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งมีโรงพยาบาลของตัวเองเป็นแห่งแรกในประเทศไทย โครงการที่ทํานั้นก็คือโครงการ ๒,๐๐๐ เตียง จาก ๒,๐๐๐ เตียง ขณะนี้ทราบว่าขยายเป็น ๑๐,๐๐๐ เตียงเลยครับ ถามว่าทําได้เพราะอะไร ทําได้เพราะว่าเตียงนั้นอยู่ที่บ้านประชาชน ครับ เตียงนั้นอยู่ที่บ้านครับ แล้วหมอก็ตามไปรักษาถึงที่บ้าน ไปดูแลถึงที่บ้าน อันนี้คือเรื่อง หนึ่งซึ่งบริหารจัดการได้ดี เพราะฉะนั้นเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง หรือ เทศบาลตําบล ก็ควรจะได้มีอะไร ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งภาษีส่วนกลางไปช่วย ให้มากขึ้น ทั้งนี้เพราะว่าเพื่อเขาจะได้ทํางานได้ดีขึ้นและมากขึ้น และคุณภาพงานก็จะได้ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าเรื่องการประปา เรื่องการไฟฟ้า บางแห่งประปาไหลดีมากครับ นี่เป็นเพราะว่า เขามีทรัพยากรเพียงพอในการที่จะดําเนินการ แต่บางแห่งนั้นกะปริบกะปรอยครับ พี่น้องประชาชนจํานวนมากต้องคอยน้ําไหล คอยอาบน้ําเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการให้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กับส่วนท้องถิ่นมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลกลางควรจะได้ดูแล ก็อยากจะฝากไว้ ในเรื่องของกฎหมายด้วยนะครับ
ในส่วนของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้ทําหน้าที่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งแต่ละท่านนั้นก็ได้ทําหน้าที่ด้วยความเสียสละตลอดมา ถ้าดูประวัติผู้ใหญ่บ้าน หรือนายบ้าน สมัยก่อนนะครับ แต่อย่างไรก็ตามมาภายหลังกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อาจจะลดสิ่งที่เราเคยเชื่อมั่น เชื่อถือที่เรียกว่า นายบ้านหรือพ่อบ้าน ส่วนหนึ่งนะครับ ก็คิดว่าคงจะต้องดูแลในส่วนนี้ เพราะว่ากํานันและผู้ใหญ่บ้านนั้นเป็นบุคคลสําคัญที่จะทําให้หมู่บ้านหรือคนในหมู่บ้าน เป็นคนดีมีคุณธรรมและคนเก่ง เพราะฉะนั้นในการที่จะให้ผู้ใหญ่บ้าน กํานันของเรามี คุณภาพแล้วก็เป็นคนดี คนเก่งอะไรก็ต้องมีการดูแลกันพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ใช้กฎหมายอยู่ขณะนี้ ระเบียบตอนนี้ ๖๐ ปีเกษียณ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นอยู่ เพราะในอนาคตผมว่าเมื่อท่านเกษียณแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นก็ควรจะได้มีการเลือกแล้วน่าจะ เปลี่ยนเป็นวาระ ถ้า ๔ ปีน้อยไปก็อาจบอก ๖ ปี เพื่อที่จะมีเวลาในการที่จะทําอะไรมากขึ้น อันนี้ก็ขอฝากทางคณะกรรมาธิการถ้าเป็นไปได้ และกฎหมายลูกผมว่าถ้าออกได้อย่างนั้น ก็คงจะดี เพราะการให้ท่านอยู่ตั้งแต่อายุ ๒๖ ปี จนกระทั่ง ๖๐ ปีนั้น ท่านเองก็เบื่อเหมือนกัน มันนาน และในที่สุดการปรับ การเปลี่ยนอะไรก็คงจะยาก นี่คือเรื่องหนึ่ง ถ้า ๖ ปีหรือเอาละ ให้มากที่สุด ๘ ปี ให้ท่านได้ทําอะไรมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นให้พี่น้องประชาชนมีสิทธิ ในการที่จะเลือกผู้นําของท่าน แต่ในกรณีที่ท่านที่ยังไม่ถึง ๖๐ ปี ก็รอให้ท่านเกษียณเสียก่อน อันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของกฎหมายนะครับ ก็ขอฝากว่าในการปกครองไม่ว่าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่นล้วนแต่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศตั้งแต่ส่วนล่าง จนถึงส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลเป็นพิเศษ ความสุขของพี่น้องประชาชนจึงจะ กลับคืนมาได้ครับ ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณคุรุจิต นาครทรรพ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งท่านประธาน ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ซึ่งกระผมเคารพ เป็นอย่างสูงนะครับ โดยทั่วไปก็ขอสนับสนุนสิ่งที่ท่านนําเสนอ โดยเฉพาะชาร์ท (Chart) อันนี้นะครับ ที่ลิสต์ (List) ออกมาว่าการปฏิรูประบบราชการแผ่นดินเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน มันก็มีเรื่องที่ต้องปฏิรูปหลายเรื่อง ทั้งเรื่องโครงสร้าง เรื่องทรัพยากรบุคคล เรื่องงบประมาณ กฎหมาย วางระบบงาน แล้วก็การมีส่วนร่วมต่าง ๆ ทีนี้ผมก็อยากจะมีข้อสังเกตฝากท่านไป ในฐานะที่ผมเองก็เป็นข้าราชการเหมือนกัน งานของท่าน การสัมมนาของท่าน ผมก็พยายาม ติดตามไปร่วมถึงแม้จะไม่ค่อยมีเวลาก็พยายามติดตามนะครับ ก็อยากจะฝากเรื่องก็คือว่า เรื่องความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผมคิดว่าควรจะเป็นเป้าหมายหลัก เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราปฏิรูปแล้วเราก็จะเพิ่มระเบียบ ขึ้นไปเรื่อย ๆ ในที่สุดมันก็จะไม่คล่องตัว ผมเองเคยไปประจําการอยู่ที่องค์การระหว่างประเทศ ระหว่างไทย-มาเลเซียที่กรุงกัวลาลัมเปอร์อยู่ ๒ ครั้ง รวมแล้ว ๘ ปี ก็ได้รับทราบถึง ระบบราชการของประเทศมาเลเซีย รวมถึงประเทศสิงคโปร์ด้วย เขาก็เป็นอาณานิคมของ ประเทศอังกฤษมาก่อน เขาก็ใช้ระบบของประเทศอังกฤษมาเลย สิ่งหนึ่งที่ผมประหลาดใจมาก ตอนไปอยู่ก็คือว่าเขาย้ายคนข้ามกระทรวงได้ ตั้งแต่ซี ๗ ซี ๖ ซี ๘ อะไรนี่เขาก็ย้ายแล้ว เพราะฉะนั้นความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ความครอบครองกฎระเบียบมันก็เลยไม่ได้ฝังอยู่ในกรมนั้น คือเขาอาจจะมีกรมที่ปิดที่ย้ายข้ามไม่ได้ อย่างกรมศุลกากรหรือกระทรวงการต่างประเทศ ย้ายข้ามไม่ได้ แต่เชื่อไหมคนที่ทํางานกับผมวันหนึ่งก็เป็นเลขาธิการ ก.พ. ก่อนเป็นเลขาธิการ ก.พ. ก็มาอยู่สภาพัฒน์ แล้วก็ไปอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขาย้ายสั่งสมประสบการณ์ ตั้งแต่เป็นหัวหน้าฝ่าย เป็นผู้อํานวยการกอง เป็นรองอธิบดี เป็นอธิบดี จนเป็นเลขาธิการ ปลัดกระทรวง เพราะฉะนั้นอันนี้ผมก็อยากจะฝากไว้ แล้วก็ประเทศมาเลเซียภายใต้ นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ ผมสังเกตว่าตั้งกระทรวงง่ายมากเลย พอเขาเลือกตั้งและเขามองว่า นโยบายนี้ดี เขาก็ยุบหน่วยนี้มารวมกับหน่วยนี้แล้วตั้งเป็นกระทรวงใหม่ เปลี่ยนชื่อกระทรวง ของเรา ผมว่ากว่าจะตั้งกระทรวงได้รัฐบาลบริหารงานไปปีครึ่ง พ.ร.บ. ยังไม่ผ่านสภาเลย เพราะฉะนั้นเราควรจะทําให้การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมง่ายขึ้น ถ้ามันเป็น เพื่อเจตนารมณ์ที่ดีและเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นก็มีเรื่อง ของการหมุนเวียนข้าราชการในระบบเปิดจะลดความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และปัญหา เรื่องการแต่งตั้งระบบคุณธรรมมันก็จะค่อย ๆ หายไป ผมเข้าใจว่าระบบของประเทศมาเลเซีย ก.พ. เขาจะมีแฟ้มบุคคลเขาไว้อย่างดี แล้วก็ติดตามว่าใครเก่งแค่ไหน และเวลาเขามีตําแหน่ง ผู้บริหารกรมว่างเขาก็จะเสนอไปที่ปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรีของกรมนั้นว่าเขามีแคนดิเดท (Candidate) อยู่ ๓-๔ คน ให้ท่านเลือก ท่านก็เลือกมาคนหนึ่งก็แล้วกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากฝากก็คือเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ผมก็ไม่ทราบ ไปอ่านเปเปอร์ (Paper) ไหนของคณะกรรมาธิการไหนก็ไม่รู้มีเยอะมากเลยตอนนี้ ก็เห็นว่า เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. ถึง ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง มันเยอะไป และในที่สุดก็มา บ่นว่าคนไม่พอ เงินไม่พอ ทํางานให้บริการไม่ได้ ก็เห็นมีข้อเสนอว่าจะยุบรวม ควบรวมให้มัน เป็นภาค อันนี้ก็อยากจะฝาก เพราะไม่ว่าจะเราออกแบบโครงสร้างดีแค่ไหน คนดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีเงินบริการมันก็ออกมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องควบรวม อบต. เพื่อให้เขา มีประสิทธิภาพ มีคนที่มีประสิทธิภาพและมีเงินเพียงพอ
เรื่องระบบคุณธรรมที่ท่านผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมาธิการได้เสนอผมก็อาจจะ ขอเห็นแย้งหน่อย เพราะว่าเรามีองค์กรอิสระอยู่ในรัฐธรรมนูญเยอะแล้ว มีสมัชชาคุณธรรม อยู่ด้วย ท่านไม่ต้องไปตั้ง ก.พ.ค. ก.พ. อะไรมากมายหรอกครับ ขอให้กฎหมาย ก.พ. ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นก็พอแล้ว และระบบการแต่งตั้งข้าราชการถ้าปฏิบัติตามที่ ก.พ. เขาให้ คําแนะนํามันก็ควรจะให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการเพียงพอ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบ คุณธรรมของข้าราชการก็มีกฎหมายรองรับก็ทําหน้าที่ได้ดีไม่เห็นจําเป็นจะต้องอยู่ใน รัฐธรรมนูญเลย ผมอยากจะฝากว่าเราอาจจะคิดนอกกรอบหรือว่ามองอีกมุมหนึ่งด้วยว่า บางครั้งอาจจะมีหน่วยงานที่ทํางานภายใต้ระบบปัจจุบันมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ลองดูสิว่าทําไมเขาถึงมีประสิทธิภาพ ทํางานได้ดี แล้วก็เอื้อให้เขาทํางานให้ประสบความสําเร็จแทนที่จะออกระเบียบหรือกฎต่าง ๆ มาทําให้งานยากขึ้น แล้วก็มีประสิทธิภาพน้อยลง ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเชื้อ ฮั่นจินดา ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เชื้อ ฮั่นจินดา สปช. หมายเลข ๗๐ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินครับ ที่ได้นําเสนอเรื่องการปรับโครงสร้างอํานาจระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องที่ดีที่นําเสนอเข้ามา แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดครับ วันนี้ผมไปอ่านบทความอยู่ ๑ ฉบับ เจอเขาบอกว่าเอาประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ เขาบอกว่าประเทศเรามี ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรประมาณ ๓ เท่าของประเทศอังกฤษ ในขณะที่มีประชากรพอ ๆ กัน ไม่ห่างกันเท่าไร แต่ตัวข้าราชการของเรามีมากกว่าเขาประมาณ ๒ หรือเกือบ ๓ เท่า อันนี้ก็สะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างที่จะต้องไปปรับปรุง
อันที่ ๒ ที่อยากจะนําเสนอต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือเรื่องของการควบคุม การใช้จ่ายด้านบุคลากร โดยเฉพาะข้าราชการของรัฐ ผมเข้าใจว่าวันนี้เรามีค่าใช้จ่ายประจํา โดยเฉพาะข้าราชการส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคค่อนข้างจะเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณแผ่นดิน อันนี้จะไปหาวิธีการอย่างไรก็สุดแท้แต่คณะกรรมาธิการครับ แต่ว่าในเมื่อเรากําลังจะมีเป้าหมายในการที่จะปฏิรูปโครงสร้างของอํานาจ จะมอบอํานาจ ไปให้ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่นมันก็ต้องไปลดเรื่องของค่าใช้จ่ายประจําในเรื่องด้านบุคลากร ของส่วนกลาง แล้วก็ส่วนภูมิภาคลงไปด้วยเพื่อให้มันสอดคล้องกับข้อเท็จจริง แล้วก็สิ่งสําคัญ ที่สุดภารกิจที่กําลังจะสร้างความสัมพันธ์ให้ไปยังภูมิภาค แล้วก็ไปยังท้องถิ่น ผมเข้าใจว่า ภารกิจที่จะให้ไปก็ต้องดูด้วยว่าความพร้อมของปลายทาง โดยเฉพาะภูมิภาคกับท้องถิ่น มีความพร้อมมากน้อยขนาดไหน ถ้าจะให้ภารกิจไปต้องไปทั้งคน ไปทั้งอํานาจ ไปทั้งเงิน มันต้องกระจายลงไปให้มันไปสอดคล้องกันนะครับ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญที่สุด ประโยชน์ ของการปรับปรุงโครงสร้างอํานาจระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค ผมเข้าใจว่าวันนี้เรา กําลังจะทําให้ส่วนกลางเป็นส่วนที่กําหนดยุทธศาสตร์ แล้วก็กําหนดนโยบาย เราให้ ส่วนภูมิภาคไปมีหน้าที่ในการไปติดตาม แล้วก็ไปทําให้ยุทธศาสตร์และนโยบายนั้นให้ได้ผล แล้วก็ให้ความสําคัญไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อสักครู่ก็มีหลายท่านครับ มีการอภิปรายบอกว่าท้องถิ่นเองมีจํานวนค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่ ผมกําลังจะนําเรียนท่านก็คือเรื่องของประสิทธิภาพ วันนี้เราจะเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ก็มีหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่บริหารราชการส่วนท้องถิ่น แล้วได้ประโยชน์เกิด ขึ้นกับภาคประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีจํานวนไม่น้อยที่จะต้องไปดูด้วยว่าประสิทธิภาพ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของโครงสร้าง ในเรื่องของอํานาจ ในเรื่องของหน้าที่ แล้วก็เรื่องของบุคลากร วันนี้ผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน ในการไปกระจายอํานาจลงไปยังภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นต้องไปดูความเชื่อมโยงว่า วันนี้ทางด้านกรรมาธิการด้านท้องถิ่นเขามีการปฏิรูปโครงสร้างในการรองรับอํานาจเหล่านี้ อย่างไร สิ่งสําคัญที่สุดที่จะต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือเรื่องของการปฏิรูป ระบบบริหารงานบุคคล ซึ่งเท่าที่นั่งฟังดูก็มีหลายข้อที่เป็นประโยชน์ ท่านบอกว่าจะให้มี การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาบุคคล โดยระบบคุณธรรม ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม แล้วก็ใช้หลักความสามารถของตัวบุคคลในการเข้าไปทํางานในหน้าที่ แล้วก็สิ่งสําคัญที่สุด ก็คือห้ามฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง ผมก็เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คือคณะกรรมาธิการชุดนี้ กําลังนําเสนอในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ที่มีระบบอุปถัมภ์ มีระบบการแต่งตั้ง โดยฝ่ายการเมือง วันนี้ถ้าเกิดปรับปรุงโครงสร้างของอํานาจให้ต่างคนต่างมีหน้าที่แล้วก็ ไปประสานในการทําหน้าที่ที่ปลายทางก็เป็นเรื่องสําคัญที่สุด เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะฝาก คณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็คือว่ามันไม่ควรจะยืนอยู่ในเฉพาะระบบส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค มันต้องทําให้มันสอดคล้องกับกรรมาธิการชุดอื่น ก็คือให้ระบบการบริหารงานบุคคล มันสอดคล้องไปยังส่วนท้องถิ่นด้วย เพราะว่าการแบ่งโครงสร้างของอํานาจในเรื่องของ การบริหารงานบุคคล เราถือว่าทุกคนเข้ามาทําหน้าที่ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย ของการเมือง ฝ่ายของภาคข้าราชการ หรือฝ่ายของภาคประชาชนต้องเข้ามาในสัดส่วน ที่เหมาะสม วางฐานความสมดุลในอํานาจให้มีความเหมาะสมในการที่จะทําหน้าที่ซึ่งกันและกัน อันนี้ต้องฝากท่านกรรมาธิการครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล ดิฉันต้องขอชมเชยกรรมาธิการนะคะ ความจริงดิฉันก็อยู่กรรมาธิการชุดนี้ก็ต้องชื่นชมสิ่งที่ กรรมาธิการพยายามที่จะทําเพื่อปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานทราบไหมคะ ในเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤติใครดูแลบ้านเมือง ในขณะที่เราไม่มีนักการเมือง ไม่มีผู้แทน แต่ว่าคนที่ดูแลประเทศอยู่คือข้าราชการ เขาสามารถที่จะนําประเทศมาได้ถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นการบริหารราชการแผ่นดินจึงเป็นระบบที่มีความสําคัญมาก การแต่งตั้ง โยกย้าย การปรับโครงสร้างจึงมีความสําคัญเพื่อที่จะให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านั้น นําประเทศไปสู่สังคมสันติสุข เพราะว่าจะต้องเป็นคนเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นผล จะต้องมีระบบคุณธรรม จะต้องมีธรรมาภิบาลซึ่งเป็นการใช้อํานาจในการบริหารจัดการทรัพยากร ของรัฐเพื่อที่จะทําให้เกิดความเป็นธรรมในทุกภาคส่วน ในการบริหารงานเช่นนี้ ดิฉันก็พยายามที่จะอ่านรายงานของกรรมาธิการ แต่ว่าดิฉันก็มีประเด็นที่จะเสริม เพราะว่าดิฉันยังมองไม่เห็นโฟกัส (Focus) ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันสนับสนุน เรื่องของการปฏิรูป แต่ดิฉันอยากจะเห็นการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ที่มองประชาชน เป็นพลเมือง แล้วก็เน้นการบริการไม่ใช่กํากับ นอกจากนี้เป็นเรื่องของการบูรณาการกัน ทุกภาคส่วน มิใช่ให้ภาครัฐทําแต่เพียงลําพัง เราบอกว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ส่วนใหญ่ เราไม่ได้ให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เราเพียงแต่ทําการประชาสัมพันธ์หรือว่าขอความร่วมมือเท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วทําอย่างไรถึงจะให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วน อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และนอกจากนี้การทํางานเชื่อม ประสานกัน บูรณาการกันระหว่างหน่วยงานมีความสําคัญมาก เพราะในบางเรื่องมีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นสิบ ๆ รวมทั้งในองค์กรมหาชนอีกด้วย ท่านลองดูมี พ.ร.บ องค์การมหาชน ปี ๒๕๔๒ ตั้งองค์กรมหาชนขึ้นมามากมาย ขณะที่มี พ.ร.บ. เฉพาะ ตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาอีกมากมาย องค์กรเหล่านั้นก็มาทํางานใกล้เคียงกับ กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ แต่ว่ามีระบบการทํางานที่แตกต่างกัน แต่ว่าในที่สุดคนที่ได้รับผล คือประชาชนแต่บางครั้งมันมีความเหลื่อมล้ําซ้ําซ้อนกันอยู่ จะทําอย่างไร ในการปฏิรูป โครงสร้างระบบราชการครั้งนี้จะมีการพิจารณาไปถึงองค์กรเหล่านั้นหรือไม่ แล้วนอกจากนี้ ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการเท่านั้น ไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการ ที่อยู่ในระบบบริหารเท่านั้น แต่ว่ายังมีข้าราชการที่ยังทําหน้าที่อยู่ในระบบงานนิติบัญญัติ ยังมีข้าราชการที่ทําหน้าที่อยู่ในระบบงานตุลาการอีกด้วย เราจะเหลียวมองไปดูแลข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านั้นบ้างหรือไม่ ทําอย่างไรประชาชนจะได้รับความเป็นธรรม และได้รับการบริการที่ดี ซึ่งทั้งนี้ท่านมองง่าย ๆ ข้าราชการรัฐสภาก็เป็นส่วนหนึ่ง ขององคาพยพในการบริหารราชการแผ่นดิน เราจะมีการปฏิรูประบบงานสนับสนุนของ รัฐสภาบ้างหรือไม่ เพื่อที่จะทําให้สามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกรัฐสภา ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
นอกจากนี้สิ่งที่ดิฉันมองว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญก็คือ ระบบราชการของเรา มีการเตรียมความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลก การไปเซ็นปฏิญญาสากลพันธะสัญญาต่าง ๆ มากมายนั้นข้าราชการได้เตรียมความพร้อมเพียงใด หรือว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ว่าเมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปรายงานกับต่างประเทศก็ทําผักชีโรยหน้า ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญมาก เพราะฉะนั้นเราต้องเปิดใจแง้มใจ แล้วก็ก้าวไปสู่การเป็นประชาธิปไตยแบบมี ส่วนร่วมที่จะต้องเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของระบบราชการ รวมทั้งตัวข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงมีความจําเป็นมาก แล้วก็ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มแรกโดยเฉพาะระบบงบประมาณ ซึ่งเราพูดถึงระบบ งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ระบบงบประมาณที่เป็นตามแอเรีย (Area) ระบบงบประมาณที่ เป็นเรื่องของฟังก์ชัน เบสด์ (Function based) แต่เราลืมระบบงบประมาณที่เน้นเรื่อง ของความเสมอภาคและเป็นไปตามยุทธศาสตร์อย่างที่ท่านอาจารย์ชาติชายได้พูดถึง ดิฉันจึงอยากจะให้มีการปรับปรุงโครงสร้างของระบบงบประมาณที่เป็นธรรม โดยเน้นมิติ ความเสมอภาคซึ่งรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้แล้ว เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของการเสริมสร้าง ความรับผิดชอบให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นการเสริมสร้างความ รับผิดชอบให้กับพลเมืองประชาชนทุกภาคส่วน แล้วต้องทบทวนภารกิจ และต้องคาดคะเน ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยในระบบราชการที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้การบริหาร รัฐกิจแนวใหม่ที่พูดถึงเรื่องของการศึกษาวิจัยเชิงสถาบันจึงมีความจําเป็นให้หน่วยงาน ทุกหน่วยงานนั้นศึกษาวิจัยองค์กรของตัวเองว่าควรจะปรับปรุงอะไร ปรับทบทวนภารกิจ อะไร แล้วอะไรที่จะต้องยุบ อะไรที่จะต้องปรับปรุงได้บ้าง แล้วนอกจากนี้เรื่องของการ วางแผนและทบทวนภารกิจที่จะต้องทําไปกับประชาชนด้วย และที่สําคัญเราชอบทํา ยุทธศาสตร์ ทําแผนกลยุทธ์ แต่เราลืมนะคะ เราวางแผนอย่างมีกลยุทธ์แต่เราต้องปฏิบัติ อย่างเป็นประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้การกระจายอํานาจจึงสําคัญ ไม่ใช่เพียงคําพูด แต่ว่าต้อง ทําให้เป็นจริง ดิฉันจึงขอสรุปสั้น ๆ ว่าริเริ่มจากรากหญ้า เร่งศึกษาจากชุมชน เรียนรู้จากใจ คน รับรู้คนคิดอะไร รองรับความต้องการ ไม่หักหาญซึ่งน้ําใจ ประชามิใช่ไพร่ ต้องก้าวไปคู่ เคียงกัน ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านนะครับ คุณประสาร มฤคพิทักษ์ คุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี คุณประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ คุณเกษมสันต์ จิณณวาโส และคุณกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ เรียนเชิญคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผมขออนุญาตใช้สไลด์ตามที่ได้เรียนขออนุญาตไว้แล้ว กรุณาเปิดได้เลยครับ ผมจะเริ่มต้นด้วยการขอใช้กรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างเพื่อสะท้อนถึงการบริหารราชการแผ่นดิน หน้าต่อไปเป็นจดหมาย ตัวหนังสือไม่ชัด แต่ผมเรียนว่าเป็นจดหมายจากสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถึงประธานกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาลของวุฒิสภา ซึ่งตอนนั้นที่ทําจดหมายไปถึงคุณรสนา โตสิตระกูล เป็นประธานกรรมาธิการ แต่นี่เป็น จดหมายตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จดหมายที่อยู่บนจอซึ่งอ่านไม่เห็น ผมเรียนว่าอยู่ในมือผม เป็นจดหมาย ๗ หน้า แจ้งผลการตรวจสอบของผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านไปเลยครับ ตรงนี้เพื่อให้รู้ว่าในท้ายจดหมายลงชื่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
หน้าต่อไป เป็นเรื่องของการทวงคืนท่อก๊าซ ปตท. ในจดหมายฉบับนี้ประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผลการวินิจฉัยการแบ่งแยกทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ในคดีการแปรรูป ปตท. จดหมายถึงประธานกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้าง ธรรมาภิบาลของวุฒิสภา จดหมายลงวันที่ ๒๓ เมษายน ก็คือไม่กี่วันมานี้เอง ในจดหมายนี้ บอกว่ากระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลังและ ปตท. มี ๔ ประเด็นที่เป็นปัญหานะครับ
หน้าต่อไป ทั้ง ๓ หน่วยงานไม่ทบทวนการแยกทรัพย์สินตามผลการตรวจสอบ ของสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้มอบหมาย ปตท. รายงานเท็จต่อ ศาลปกครองสูงสุด คํานี้อยู่ในจดหมายเลย ปตท. รายงานเท็จต่อศาลปกครองสูงสุดที่ว่า ทุกฝ่ายดําเนินการตามศาลปกครองสูงสุดครบถ้วนแล้ว
หน้าต่อไป ข้อ ๓ ทรัพย์สิน ปตท. ทั้งที่รับโอนและที่ได้จากการประกอบการ จนถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ วันแปรรูป เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มูลค่าสุทธิ ๖๘,๕๖๙ ล้านบาท ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๔ ต้องโอนเข้ากระทรวงการคลังทั้งหมด
ข้อ ๔ นับแต่แปรรูป ๓ หน่วยงานปรากฏว่า ๓ หน่วยงานนับตั้งแต่แปรรูป คือแปรรูปวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ทั้ง ๓ หน่วยงานไม่ทวงคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วน ก็แปลว่า ไม่รับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย
หน้าต่อไปนะครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่า ๓ หน่วยงานทบทวนแบ่งแยก อันนี้เป็นข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ ว่า ๓ หน่วยงานควรจะทบทวนแบ่งแยก ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติแผ่นดินและให้สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินรับรองความถูกต้อง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ ผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่า ควรจะแบ่งแยกโอนทรัพย์สินของ ปตท. ตามมูลค่า วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ และ จ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สิน
นอกจากนั้นอีกข้อหนึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ ของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นข้อมูลในการพิจารณาการปฏิรูปพลังงานต่อไป จดหมายเต็มฉบับ ๗ หน้าอยู่ในมือผมนะครับ ผมขออนุญาตอ่านข้อความที่เป็นใจความสําคัญนะครับ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อมูลการแบ่งแยกทรัพย์สินที่ส่งคืนให้กระทรวงการคลังที่รายงานต่อศาล ยังไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นการดําเนินงาน ที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน และลัดขั้นตอนอันเป็นสาระสําคัญในการแบ่งแยกทรัพย์สิน อํานาจ และสิทธิดังกล่าวออกจากบริษัท ปตท. จํากัดมหาชน ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ จึงเป็นกรณีที่กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงานและบริษัทปตท. จํากัดมหาชนไม่ปฏิบัติ หน้าที่ให้ถูกต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี การไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีอาจมีผล เป็นความผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นความรับผิด ทางแพ่ง (ละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่) ข้อความตรงนี้ ผมไม่อ่านนะครับ แต่ชี้ชัดว่าไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีและเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ชอบนะครับ
ท่านประธานครับผมขออนุญาตอีกนิดเดียวนะครับ เรื่องนี้เป็นข่าวเมื่อวานนี้ เล็ก ๆ แต่ผมเห็นว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง และมีความหมายอย่างยิ่ง เป็นไปได้อย่างไรว่า ปตท. ซึ่งมีทรัพย์สินและมูลค่าในตลาดนับเป็นล้านล้านบาทนะครับ กระทรวงการคลัง ทั้งกระทรวง กระทรวงพลังงานทั้งกระทรวงมีผู้คน มีกําลัง มีองค์กร มีความทันสมัย ได้รับรางวัลธรรมาภิบาลเยอะแยะมากมาย แต่ก็มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ สตง. ก็ชี้แล้ว แล้วก็พบว่ามีการลัดขั้นตอนอย่างนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ และต้องทบทวนว่าทําไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ ถ้าเผื่อเรื่องแบบนี้ยังไม่ปฏิบัติตาม ก็แปลว่าบ้านเมืองเรามีปัญหาวิกฤตครั้งใหญ่แล้วครับ ในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ครับ
เรียนท่านประธาน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินทุกท่าน ดิฉันสนับสนุนในการปรับ โครงสร้างอํานาจส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสู่ส่วนท้องถิ่น ดิฉันเป็นคนมาจากชนบท ก็รู้ดีว่า ท้องถิ่นต้องการที่จะปรับโครงสร้างให้เกิดการปฏิรูปให้เกิดขึ้นที่ชัดเจน ดังนั้นการบริหาร กระบวนการมีส่วนร่วมเข้าสู่กระบวนการที่พึ่งตนเอง เช่น ด้านความมั่นคง ชุมชนปกครองตนเอง สนับสนุนกองกําลังภาคประชาชน การบริหารแผ่นดินเชิงสมานฉันท์ ควบคู่ภาคประชาชน มีส่วนร่วม กําหนดแผนงานพื้นที่จริง ๆ แบบธรรมาภิบาล ยึดประชาชนเป็นหลัก ยึดความคิดเห็น จากประชาชนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมแก้ไข ดังนั้นการที่จะให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือส่วนที่มีปัญหาก็จะต้องมีการร่วมพัฒนา จากประชาชนให้เกิดการบริหาร เกิดความสมานฉันท์ เกิดความปรองดอง รู้รักสามัคคี จะต้องเริ่มจากพหุวัฒนธรรมด้านศาสนาแต่ละศาสนาย่อมมีอัตลักษณ์แตกต่างกัน ดังนั้นพื้นที่แต่ละพื้นที่จะต้องเข้าใจ เข้าถึงจิตใจและจะไปพัฒนาในท้องถิ่นนั้นได้ ชุมชนอย่างเช่นที่นับถือศาสนาอิสลามก็ต้องมัสยิดนะคะ แล้วก็ศาสนาพุทธก็ที่วัดนะคะ ศาสนาคริสต์ก็ที่โบสถ์ ดังนั้นการพึ่งตนเองดิฉันอยากจะให้ชุมชนของแต่ละตนเองหรือแต่ละ หมู่บ้านปกครองด้วยตนเองไม่ต้องเอาจังหวัดนะคะ เอาชุมชนเองเลย เพราะว่าเขามีกํานัน กํานันก็ต้องมีสารวัตรกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการ ถ้ารวมกันแล้วมากพอ พอมาอีก อบต. ประธาน อบต. นายก อบต. ก็มี อบต. แต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๒ คน แล้วมัสยิดก็มี โต๊ะอิหม่าม โต๊ะคอเต็บ โต๊ะบิหลั่น และคณะกรรมการหมู่บ้าน แล้วก็มีกลุ่มองค์กร อาสาสมัครเต็มหมู่บ้านแล้วค่ะ ถ้าเขาปกครองตัวเองให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นพี่เลี้ยง เป็นแบ็ค (Back) ให้เขาตัดสินใจ ก็เกิดความสงบ เกิดความปรองดอง ดังนั้นการปฏิรูปจะต้องเริ่มจาก ชุมชนให้เข้มแข็ง ดิฉันก็ขอเสนอว่าการศึกษา สาธารณสุข มหาดไทย กีฬา จําเป็นมาก แล้วที่ จําเป็นที่สุด ปากท้องของชาวบ้านจะต้องมีเศรษฐกิจด้วย เศรษฐกิจตอนนี้อาเซียนจะมาไม่กี่ วันนี้ ค่ายางก็ราคาถูก ราคาข้าวก็แพง ทําอย่างไรให้ประชาชนมีปากท้อง การศึกษาดี แล้วก็ สามารถดูแลสาธารณสุขให้ตัวเอง เช่น ให้เขาปลูกต้นไม้ที่มีของประเทศไทย เช่น สนับสนุน สมุนไพรแบบแพทย์แผนไทยให้มากขึ้น แล้วก็ให้เขาส่งเสริมอาชีพ เขาสามารถที่จะมีกีฬา แล้วก็เปลี่ยนกัน อาชีพในชุมชน ไม่ใช่ให้ปลา ให้เขาดูวิธีการเลี้ยงปลา ส่งเสริมปลา ให้ครั้ง เดียว ไม่ใช่มีแต่รับ รับ รับ ไม่สงบแน่นอน ดังนั้นการที่จะให้สงบมันไม่ยาก ถ้ารัฐบาลเข้าใจ เข้าถึงจิตใจของอัตลักษณ์ของศาสนา ของแต่ละชุมชน ให้เขาแก้ไขเองค่ะ ขอฝากถึงผู้ใหญ่ แล้วก็กรรมาธิการให้มีส่วนปฏิรูปถึง ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยนะคะ ดิฉันเห็นว่า การที่จะสงบไม่ยากหรอก ถ้าเราร่วมใจเป็นหนึ่งแล้วก็ให้ชุมชนเขามีส่วนร่วมไม่ต้องถึงจังหวัด ถึงตําบล เอาเล็ก ๆ ก่อนนะคะ แล้วก็ขึ้นไประดับชาติ ขอขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็คงเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องร่วมชื่นชม คณะกรรมาธิการที่ได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ แล้วก็ที่จะทําให้การปฏิรูปในเรื่องของการบริหาร ราชการแผ่นดินทั้ง ๓ ส่วน ก็คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคแล้วก็ส่วนท้องถิ่น สามารถที่จะบูรณาการได้ แล้วก็มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กระผมก็ขออนุญาตสะท้อนข้อมูลในบางส่วนที่ทางกรรมาธิการ อาจจะยังได้รับไม่ครบถ้วนนะครับว่าในเรื่องของการปฏิรูปนั้นผมขออนุญาตพูดเป็น ๓ ส่วน ก็คือเรื่องการปฏิรูปในส่วนที่เป็นโครงสร้างขององค์กร แล้วก็โครงสร้างของการบริหารงานบุคคล รวมถึงเรื่องของโครงสร้างงบประมาณ ทั้ง ๓ ส่วนนะครับ ควรที่จะได้มีการดําเนินการไป พร้อม ๆ กัน เพื่อที่จะได้สนองความต้องการของประชาชนหรือว่าสนองความต้องการ ของพลเมืองหรือจะราษฎรในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและตรงตามความต้องการ ปัญหาองค์กร ขณะนี้โดยเฉพาะเรื่องขององค์กรที่มีอยู่เท่าที่ทราบจากท่านประธานนะครับ ฟังแล้วก็มีเพิ่มขึ้นมา เมื่อเพิ่มขึ้นมาถามว่าประสิทธิภาพการทํางานนั้นดีขึ้นไหม ในส่วนนี้ยังเห็นว่ายังไม่สามารถ สนองความต้องการได้โดยทั่วถึงนะครับ ปัญหาโครงสร้างในส่วนกลางนั้นจะเห็นได้ว่า จะมีการรับรู้กันเฉพาะในส่วนกลาง ในส่วนภูมิภาคไม่สามารถที่จะตอบสนองได้เลย ในส่วนภูมิภาคโดยเฉพาะในส่วนกลางที่ส่งไปอยู่ในส่วนภูมิภาค ไปสังกัดส่วนภูมิภาค ยิ่งมีปัญหามากยิ่งขึ้น เพราะว่าเวลาเมื่อมีการที่จะหารือร่วมกันในลักษณะเป็นการบูรณาการ ในส่วนกลางที่ส่งไปอยู่ส่วนภูมิภาคนั้น ไม่มีทางที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับในส่วนภูมิภาคหรือว่าท้องถิ่นได้เลย อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็ในส่วนท้องถิ่นก็เช่นเดียวกันนะครับ ทีนี้อย่างปัญหาเรื่องของ ในส่วนภูมิภาคนี้นะครับ ปัญหาโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาโครงสร้างของตัวองค์กร จะมีหลาย ๆ ส่วนที่ไปอยู่ในส่วนภูมิภาค แต่ว่าการบัญชาการ การสั่งการต่าง ๆ ยังเป็นไป โดยจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมหรือว่างานกลุ่ม ของบางส่วน เช่น ในส่วนของทางอัยการก็ดี ซึ่งตรงนี้บางครั้งทางจังหวัดไม่สามารถ ที่จะทราบได้เลยว่าได้ดําเนินการสิ่งใดไปบ้าง ในเรื่องของท้องถิ่นก็ดี โอกาสที่จะมาทํางาน ร่วมกันนั้นก็เป็นไปด้วยความยากลําบาก เพราะฉะนั้นในส่วนท้องถิ่นจึงเห็นได้ว่า การที่จะปฏิรูปที่ทางท่านประธานกรรมาธิการที่ได้เรียนในเบื้องต้นที่จะให้มีแผนพัฒนานั้น แล้วก็ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทุกภาคส่วนมีส่วนตรวจสอบ ผมเห็นว่าเหมาะสม แล้วก็ อยากให้เป็นไปโดยทั่วถึง แล้วงบประมาณที่ใช้จ่ายขณะนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ ที่ทางส่วนกลางจัดลงไปหรือว่าเป็นรายได้ที่ทางท้องถิ่นจัดหาได้เองนั้นก็ยังไม่สามารถ ที่จะสนองความต้องการได้ถูกต้อง นอกจากนั้นปัญหาโครงสร้างของท้องถิ่นเอง ปัจจุบันนี้ จะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าจะทําอย่างไรที่จะให้ท้องถิ่นเหล่านั้นได้มีการเริ่มต้นในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าผู้ที่จะไปดูแลท้องถิ่นนั้นเป็นการเข้าโรงเรียนไปฝึกหัดในการที่จะ เพราะฉะนั้นปัญหา องค์กรขออนุญาตพูดรวมเลยนะครับ ปัญหาองค์กร กระผมพอดีมาดูตรงนี้นิดก็อยากจะ สะท้อนปัญหาให้เห็น ปัญหาองค์กรโดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น และภาคส่วนต่าง ๆ เฉพาะภาคส่วนต่าง ๆ ที่เมื่อสักครู่ที่มีการพูด ถึงเรื่องขององค์การมหาชน องค์การมหาชนนั้นมีเสียงสะท้อนมาหลายแห่งว่ามีออกกฎหมาย ที่เป็นกฎหมายส่วนตัว ขออนุญาตท่านประธานอาจจะเลยไปไม่ให้เกินครึ่งนาทีนะครับ ก็ตรงนี้ที่มีกฎหมายออกมาแล้วก็ให้สามารถดําเนินการที่จะหารายได้ได้ แล้วก็ระบุว่า เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไร เป็นองค์กรการกุศล แต่ไปขอให้มีมติเป็น ครม. นะครับ อาศัยมติ ครม. ซึ่งตรงนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ก็เท่ากับว่าให้มติ ครม. ในการที่จะ ทําธุรกิจการค้าเชิงได้เปรียบคนอื่นในลักษณะที่ว่า ท่านทําธุรกิจเช่นเดียวกันไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของราคากลางหรือราคาทั่วไป ตรงนั้นก็เท่ากับมติ ครม. สามารถจัดซื้อได้ ตรงนี้เรื่องงบประมาณก็จะเป็นปัญหา ซึ่งการควบคุมนั้นอาจจะทําให้ควบคุมไปได้ยาก เพราะฉะนั้นก็ฝากในส่วนนี้ละครับว่าตรงนี้ไม่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางการค้าหนึ่ง หรือว่าเป็นการเอาเปรียบคู่ค้าด้วยหรือไม่ ก็ฝากในการดูแลนะครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเกษมสันต์ จิณณวาโส ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เกษมสันต์ จิณณวาโส สมาชิกปฏิรูปลําดับที่ ๑๖ อยากจะฝากกราบเรียนไปยัง ท่านกรรมาธิการนะครับ คือในข้อเสนอที่ท่านกรรมาธิการเสนอมา ๕ ข้อนี่ จริง ๆ แล้ว ผมสนับสนุนทุกข้อเลย แต่ก็ยังสงสัยอยู่บางประการก็คือว่าหลาย ๆ เรื่องนี่มันเป็นเรื่องที่เรา มีการกําหนดไว้ในพระราชบัญญัติในประกาศ ในระเบียบอยู่แล้วนี่ แล้วเรายังทําได้ไม่ดี หรือเราทําได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ มันจะเหมาะหรือมันจะสมควรไหมถ้าเกิดเราจะต้อง เอามาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะชั่งน้ําหนัก บางเรื่อง นี่เห็นด้วยที่ควรจะใส่นะครับ แต่ใน ๕ ประเด็นที่นําเสนอมาทั้งหมดนี่ก็เกรงว่ามันอาจจะมาก ไปหรือเปล่านะครับ ผมมีประเด็นที่อยากนําฝากไปยังท่านกรรมาธิการ ก็คือว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ในระบบราชการนี่ไม่ว่าจะเป็นกลไกในการบริหารก็ดี เรื่องของเครื่องมือ เรื่องความรับผิดชอบ เรื่องอํานาจหน้าที่ รวมไปถึงเรื่องของการกระจายอํานาจไปยังท้องถิ่น ทํางานกับท้องถิ่นมาก่อน ปัจจุบันก็มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดทําแผนการจัดการ คุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด ที่สําคัญก็คือเรื่องของการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการขยะ น้ําเสียให้กับท้องถิ่น ในอดีตเราก็เจอปัญหา งบประมาณ ที่ตั้งจากส่วนกลางนี่อาจจะเป็นเพราะว่ากลไกหรือการตัดสินใจของท้องถิ่นมีสูง พอเราตั้ง เป็นงบอุดหนุนทั่วไปลงไปยังท้องถิ่นนี่เราก็จะพบว่าบางทีหรือหลาย ๆ ครั้งนี่งบประมาณ ที่ท้องถิ่นเองขอมายังส่วนกลางนี่ เมื่อตั้งงบประมาณแล้วส่งสนับสนุนกลับไปภายใต้กรอบ การกระจายอํานาจถูกปรับเปลี่ยน ตอนหลังก็ต้องมาเปลี่ยนเป็นงบอุดหนุนเฉพาะกิจ ยกตัวอย่างปีนี้ทางกระทรวงเองก็ได้รับนโยบายจากรัฐบาลสนับสนุนเรื่องการจัดการขยะ ก็มีการจัดทํากรอบแผนบูรณาการในเรื่องของการบริหารจัดการขยะทั่วประเทศ ซึ่งเป็นขยะเก่า และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการขยะสะสม แล้วก็มองไปถึงเรื่องนําขยะมาผลิตพลังงานไฟฟ้า ก็มาเกี่ยวข้องกับเรื่องกลไกภายใต้แผนบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด ปีนี้รัฐบาลก็สนับสนุนงบประมาณไปในหลายพื้นที่เกือบทั่วประเทศ รวมทั้งที่มีค้างท่ออยู่เป็น งบปีเดียว ๒ ปี แล้วก็ ๓ ปี ในวงเงินประมาณ ๕,๖๐๐ ล้านบาท สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่า งานหลาย ๆ เรื่องที่ลงไปยังท้องถิ่นถ้าเรายังติดยึดประเด็นปัญหาที่เรากล่าวไว้ในเอกสาร แต่ถ้าเราไม่มาลองดูว่าบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ถ้าเราให้ความเข้มข้นกับเรื่องของการ จัดทํา โคด ออฟ คอนดัคท์ (Code of conduct) หรือ โคด ออฟ แพรคทิส (Code of practice) ผมคิดว่าการที่เราจะผลักดันภารกิจหรืองานที่เรามีการถ่ายโอนอํานาจไปยัง ท้องถิ่นแล้วก็ให้การอุดหนุนทั้งทางด้านวิชาการแล้วก็งบประมาณเพื่อให้เดินถึงเป้าหมาย ตามที่เรากําหนดไว้ เราอยากเห็นท้องถิ่นมีการจัดการที่ดีในเรื่องของคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทุก ๆ มิติ ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่ผมคิดว่า ในการให้ความรู้อย่างต่อเนื่องนอกจากจะให้ความรู้ในเรื่องระเบียบการปฏิบัติราชการแล้ว คงจะต้องมีการให้ความรู้ในเรื่องการจัดการ เพราะงานทางด้านการบริหาร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกกําหนดไว้ในหลาย ๆ หน้าที่ภายใต้ ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรงนี้อยากจะฝากท่านคณะกรรมาธิการช่วยดูหน่อย เพราะว่าการที่จะมาเพิ่มเติมไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นบางครั้งผมก็คิดว่าเอาพอสมควร แต่ถ้าลง รายละเอียดมากอาจจะทําให้เรามีประเด็นที่ไปมีผลกระทบในระยะยาวที่เป็นงานที่เกี่ยวข้อง กับข้อกฎหมายหรือวิธีการปฏิบัติ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกหมายเลข ๐๐๔ จากจังหวัดพิษณุโลก ดิฉันเองขออภิปรายในแง่ของการ ทํางานในส่วนของภูมิภาค เพราะว่ามีประสบการณ์ของการเป็นข้าราชการอยู่ในส่วนภูมิภาค มาตลอด ๓๖ ปีนะคะ ในส่วนของภูมิภาคมันจะเกี่ยวเนื่องกับการทํางานร่วมกับท้องถิ่นแล้วก็ ส่วนกลางเพราะเราเคยอยู่ตรงกลาง คราวนี้ในประเด็นที่ดิฉันเองอยากจะมีข้อคิดเห็น เพิ่มเติมเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบนะคะ ก็คือในส่วนของประเด็นแรกดิฉันเห็นด้วย กับการศึกษาของคณะกรรมาธิการในการที่จะให้มีการเพิ่มพูนอํานาจในส่วนของภูมิภาค ให้มากขึ้น แต่ประเด็นที่สําคัญก็คือที่ว่ามีหน่วยราชการหลายหน่วยที่สังกัดส่วนกลางและ ไปตั้งส่วนภูมิภาค ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ให้อํานาจในการจัดการให้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ตรงนี้มันก็เลยเกิดปัญหามากในเรื่องของการทํางาน เพราะว่าพอเวลาที่มีการดําเนินงานที่จะ ให้บริการกับประชาชน มันเป็นลักษณะของการที่ต่างคนต่างทํามันไม่มีความเป็นเอกภาพ ของการทํางาน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ดิฉันว่าน่าจะให้ส่วนภูมิภาคก็คือทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค คือมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเขาสามารถ จัดการได้นะคะ แต่ไม่ต้องมีส่วนกลางแล้วก็ไปตั้งอยู่ภูมิภาคโดยที่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่สามารถจัดการได้เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริการจัดการเรื่องงบประมาณ ที่โอนไป เรื่องของการประเมินให้คุณให้โทษ การบังคับบัญชา ดิฉันไม่เห็นด้วยในการที่ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอํานาจในการจัดการตรงนี้เลยนะคะ เพราะฉะนั้นควรจะให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งถือเป็นผู้ที่จะสามารถที่จะบูรณาการทุกกระทรวงในการทํางานได้ ก็ต้องมีอํานาจจัดการด้วยนะคะ
ส่วนประการที่ ๒ เรามีเรื่องของคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณา การ หรือ กบจ. ที่อยู่ในจังหวัด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพิจารณาเรื่องงบจังหวัด เราเจอปัญหา ว่าในส่วนของคณะกรรมการชุดนี้ภาคที่เป็นภาคประชาชนที่จะเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ น้อยมากมีไม่กี่ท่าน ในขณะที่ส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าส่วนราชการเสียเป็นหลัก ตรงนี้ทําให้ เกิดการพิจารณางบต่าง ๆ ถามบอกว่าเราจะให้อํานาจภาคประชาชนมากขึ้น เพราะฉะนั้น ดิฉันเองคิดว่าน่าจะปรับโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ด้วยว่าควรจะให้มีเปอร์เซ็นต์ของ ภาคประชาชนอย่างน้อยก็คือครึ่งต่อครึ่ง เพราะไม่อย่างนั้นภาคประชาชนเขาก็จะไม่มีโอกาส ที่เขาจะได้มาร่วมบริหารจัดการในส่วนของงบจังหวัดนี้ด้วย
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งก็คืองบของจังหวัดที่พิจารณากันมานี่นะคะ ดิฉันเองก็ โยกย้ายไปหลายจังหวัด สิ่งที่เห็นก็คือมันเหมือนกับเป็นการจัดการแค่ในส่วนของผู้มีอํานาจ จัดการไม่กี่คน แต่ว่าเวลาที่พิจารณาออกมามันไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาของชาวบ้าน จริง ๆ งบ จังหวัดจะอยู่ตรงกลางว่าสามารถที่จะช่วยดูแลปัญหาในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด แต่ปัญหามัน กลายเป็นปัญหาเรื่องของการทําโครงสร้างพื้นฐานเสียส่วนใหญ่ ซึ่งปัญหาการทําโครงสร้าง พื้นฐานไม่ว่าจะเป็นถนน เป็นอ่างเก็บน้ํา อะไรทั้งหลาย จริง ๆ แล้วก็จะมีแต่ละกระทรวงเขา มีงบประมาณของเขาโดยตรงที่ลงไปแก้ปัญหาตรงนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมาเบียดเอางบจังหวัด แทบจะ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ําที่ใช้เรื่องนี้ ในขณะที่ปัญหาสังคมเยอะแยะมากมาย แต่เวลา เสนอนี่ไม่มีโอกาสเลยนะคะ กระทรวงด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจพวกเราก็จะบ่นว่าไม่มีโอกาส ที่จะใช้งบนี้มาแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะให้ดูโควตา หมายถึงว่าควรจะต้องมี เปอร์เซ็นต์ของการใช้งบประมาณว่าภาคสังคมเท่าไร ภาคสังคมเศรษฐกิจเท่าไร เพราะว่า สังคมมันจะรวมทั้งเรื่องของเกษตรและเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน จะต้องลดน้อยลง เพราะมันไปซ้ํากับเงินของงบอื่น ๆ ของกระทรวงที่เขาส่งโดยตรงไปแล้ว
คราวนี้อีกเรื่องหนึ่งค่ะ การที่จะปรับโครงสร้างหรือว่าปฏิรูปราชการ ดิฉันว่า ประเด็นสําคัญที่สุดก็คือต้องไปปฏิรูปคนในระบบราชการให้ได้ด้วย ถ้าจะปรับโครงสร้างดี อย่างไร แต่ถ้าคนในราชการซึ่งเป็นข้าราชการนี่ไม่ได้ปรับทัศนคติ ไม่ได้ปรับวิธีการทํางาน ดิฉันว่าไม่มีประโยชน์ เราต้องให้เขาเกิดความรู้สึกว่าประชาชนคือลูกค้าของเขาเหมือนกับ ภาคธุรกิจเขาก็สอนเขาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าตราบใดที่ทํางานแล้วไม่ได้นึกถึงประชาชน เป็นใหญ่เขาก็ไม่ควรจะเป็นข้าราชการ แล้วท่านก็ต้องให้ประชาชนเขามีส่วนในการประเมิน การทํางานของข้าราชการ ไม่ใช่เอาข้าราชการภาคราชการด้วยกันมาประเมินด้วยกัน ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ อยากจะให้ปรับเรื่องการประเมินต้องให้ประชาชนที่เขา เป็นผู้รับบริการเป็นผู้ลงคะแนนให้คะแนนว่าคนนั้นมีผลการทํางานอย่างไร อันนี้ส่วนหนึ่งค่ะ
อีกส่วนหนึ่งดิฉันคิดว่าถ้าเป็นไปได้ดิฉันอยากให้ระบบของการคัดคนออกจาก ราชการให้เป็นเหมือนกับเอกชนด้วยซ้ํา ถ้าท่านลองปรับวิธีนี้ท่านจะได้ข้าราชการที่ขยันมากขึ้น เพราะว่าราชการเวลาทําผิดหรือเวลาที่ทํางานย่อหย่อนนี่คัดออกยากมาก ย้ายก็ยาก คัดออก ก็ยาก ไม่รู้จะทําอย่างไรกับระบบกับคนพวกนี้นะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเขารู้ตัวว่าเขาจะต้อง ออกง่าย ๆ เขาจะปรับปรุงตัวเองค่ะท่าน ก็อยากจะเสนอตรงนี้เพราะว่าวันนี้เรามีลูกจ้างเหมา มีพนักงานราชการ พวกนี้ขยันกว่าข้าราชการอีกนะคะ เพราะว่าเขากลัวจะถูกไล่ออก กลัวจะถูกประเมินออก ก็ฝากตรงนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ อีก ๕ ท่านต่อไปนี่นะคะ มีท่านจิรวัฒน์ เวียงด้าน ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ท่านชาลี เจริญสุข ท่านพันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ แล้วก็ท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านจิรวัฒน์ เวียงด้านค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๔๒ จากจังหวัดนครพนม ท่านประธาน ที่เคารพครับ บ้านผมนี่อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ๑๐๕ กิโลเมตร ห่างจากตัวอําเภอ ๓๐ กิโลเมตร แล้วก็ห่างจากตัวตําบล ๓ กิโลเมตร ที่เล่าให้ฟังอย่างนี้เพื่อจะได้เห็นภาพว่า ท้องถิ่นที่เขาอยู่กันในลักษณะที่ห่างไกลอย่างนี้ จะได้เรียนฝากถึงไปคณะกรรมาธิการว่าเรา จะจัดอะไรไปให้เขาในการที่จะให้บริการเขา ในตําบลผมนี่มีประชากรประมาณสัก ๘,๐๐๐ คน ๑๖ หมู่บ้านนะครับ และมีทรัพยากรต่าง ๆ แล้วก็คิดว่ามีสาธารณูปโภคแล้วก็การบริการ ที่เขาควรจะได้รับควรจะเป็นเช่นไร ณ วันนี้มีคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ําโลกเขาลงไปดูพื้นดิน เนื่องจากว่าบ้านผมติดกับแม่น้ําสงครามแล้วก็ได้ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ํา วันนี้เขาก็ไปดูงาน กับท่านผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ถามว่าชาวบ้านเขาจะมีสิทธิในการที่จะดูแลพื้นที่ ชุ่มน้ํานี้ได้หรือไม่ องค์กรระหว่างประเทศเขามาดูว่านี่ความสําคัญของพื้นที่ที่ควรจะเป็น การอนุรักษ์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ําโลก แต่ชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใจอะไรที่จะดูแล ทรัพยากรของเขาเลย
ดังนั้นในส่วนของผู้บริหารเอง ไม่ว่าจะเป็นตําบลที่ยกฐานะขึ้นมาเป็นเทศบาล ตําบล ถ้าเขาเป็นนายกฯ ที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชนเขาก็อยากจะพัฒนาพื้นที่เขาให้ครบ ตามสิ่งที่เขาอยากจะทํา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาชีพ ท่านนายก อบต. หรือนายกเทศบาล ตําบลอยากพัฒนาอาชีพ เขาก็ไม่มีหน่วยงานที่จะรองรับในส่วนของการที่จะพัฒนาท้องที่เขา เพราะว่าเกษตรอําเภอก็อยู่ที่หน่วยงานส่วนกลางหมด แม้แต่หน่วยงานที่จะส่งเสริมอาชีพ ก็อยู่ที่ระดับอําเภอ ระดับจังหวัดหมด เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นนายกเทศมนตรีระดับตําบล หรือว่านายก อบต. เขาก็เหมือนนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ทําอะไรไม่ได้ อันนี้จะเล่าบริบทให้ ท่านคณะกรรมาธิการได้ทราบว่าถ้า ๘,๐๐๐ กว่าคนที่อยู่ใน ๑ ยูนิต (Unit) นั้นเขาควรจะ ได้รับการดูแลอย่างไรนะครับ เมื่อ ๒-๓ วันได้เกิดพายุแล้วก็มีซุ้มประตูทางเข้าในส่วน ของตําบลแล้วก็พังลง ชาวบ้านก็มาถามดูว่านายกฯ คนไหนเป็นคนอนุมัติงบมาตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจําเป็นของท้องถิ่นนั้น ๆ เลย นายกฯ ท่านก็ตอบว่าโครงการนี้มันลอยมา จากจังหวัด มาถามว่านายกฯ จะเอาซุ้มประตูเข้าตําบลไหม ก็เซ็นรับพื้นที่ ทีนี้นายกเทศมนตรี ท่านก็บอกว่าท่านก็อยากจะได้ผลงานเพื่อที่จะเอามาไว้บอกกับประชาชน แต่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น ร่วมได้รับรู้กับเรื่องอย่างนี้ได้เลย ผมถึงบอกว่าโครงการไหนก็ตามที่ท้องถิ่นเขาเองอนุมัติเอง แล้วเขามีส่วนร่วมกับประชาชน ผมถือว่านี่คือการตรวจสอบต้นตอการทุจริตได้ง่ายที่สุด ยิ่งเราผ่านกระบวนการตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคลงไปถึงส่วนท้องถิ่นแล้วมันจะเกิดการ คล้าย ๆ ว่าถ้าเกิดเหตุเกิดขึ้น การทุจริตในท้องที่ ชาวบ้านเขาจะถามนายก อบต. นายกเทศมนตรี พวกนี้เขาก็จะตอบว่าไม่ใช่โครงการของเขา มันลอยมาจากส่วนกลาง กว่าชาวบ้านเขาจะร้องเรียน จะตามไปร้องเรียนส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค มันรู้สึกยุ่งยากมาก แต่ถ้ามันเกิดต้นตอมาว่าเกิดจากการอนุมัติโครงการและการทําประชาคมของตําบลนั้น ๆ ผมเชื่อได้เลยว่าการตรวจสอบระบบทุจริตก็จะง่ายขึ้นและสั้นลง แต่ถ้าเมื่อไรที่บอกว่า มาจากส่วนกลางแล้วมันก็จะยุ่งยากมาก
อันนี้ในส่วนของการบริหารระดับจังหวัดก็เหมือนกัน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด หลาย ๆ จังหวัดที่อยู่ในเขตชายแดนท่านก็ไปทําเอ็มโอยู (MOU) กับแขวง สปป. ลาว หรือเวียดนาม ก็ทําเอ็มโอยูตกลงในการที่จะร่วมมือในการพัฒนาจังหวัดตัวเอง สปป. ลาว กับเวียดนามเองท่านผู้ว่าแขวงเขาหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเขาเขาเซ็นได้เลย เขามีอํานาจ ในการที่จะเซ็นได้เลย แต่ของประเทศไทยต้องกลับมาปรึกษาอีก ๖ กรมก่อน หรือบางที อาจจะเป็น ๘ กรมด้วยซ้ําไปว่าเขาจะทําเอ็มโอยู ตัดสินใจได้เลยไหม มันก็เกิดความล่าช้า ในการที่จะพัฒนาระหว่างเป็นเมืองคู่ขนานกัน อันนี้มันก็เกิดปัญหา เพราะมีอํานาจที่จะต้อง รอการที่จะอนุมัติในส่วนที่จะต้องพัฒนาบูรณาการกันไปได้เลย อันนี้ก็ฝากเอาไว้ด้วยนะครับ
แม้แต่ข้าราชการที่จะตรงไปในท้องถิ่น ขอโทษนะครับ อย่างสมมุติว่า การศึกษา ผอ. โรงเรียนบางท่านโดนขับไล่มาจากที่อื่นแล้วก็ส่งมาลง ชาวบ้านก็ไม่รับทราบ ในการที่จะดูแล จริง ๆ แล้วเราบอกว่าท้องถิ่นเขาก็ไม่ได้อยากที่จะไปบริหารจัดการเรื่อง โรงเรียน แต่เขาอยากจะรับทราบ รับรู้ว่าข้าราชการที่จะมาบริหารหรือว่ามาพัฒนาท้องถิ่นเขา มาสอนลูกหลานเขาก็ควรจะให้เขาได้รับทราบโปรไฟล์บ้างว่าประวัติเป็นมาอย่างไร ถ้าท้องถิ่นเขาไม่รับท่านก็ควรนี่ ระบบการรีเจกท์ (Reject) ข้าราชการออกจากระบบก็คือ ให้ท้องถิ่นเป็นตัวควบคุมในเรื่องของการที่จะบริหารจัดการด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องของการได้รับรู้รับทราบ ถ้าจะส่งจากหน่วยงานกลางไป ก็ให้ท้องถิ่นเขาได้รับทราบแล้วว่าถ้าประวัติไม่ดีแล้วท่านก็อย่าส่งมา นี่มันจึงเกิดเหตุในเรื่อง ของความเหลื่อมล้ําอยู่เรื่อย ข้าราชการที่มาอยู่ในเขตถิ่นทุรกันดาร ถ้าอยากจะหนีจาก ท้องถิ่นก็ต้องใช้อํานาจบาตรใหญ่ บางทีก็โดนขับไล่จากประชาชน ก็มีโอกาสได้ย้ายออกไป จะเกิดความขัดแย้งอย่างนี้ด้วย ก็ฝากเรียนไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดอุตรดิตถ์ จริง ๆ แล้วผมก็เป็นกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินด้วยคนหนึ่งนะครับ ก็ขอชมรายงานที่ทําได้ดีจริง ๆ แต่ก็อดที่จะ คือร่างรัฐธรรมนูญเขาไปไกลแล้วนะครับ ของเรานี้ยังตามไม่ทัน ในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินมีอยู่ ๑. เรื่อง การบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๒๐๗ กับเรื่ององค์กรบริหารการพัฒนาภาค และเรื่อง เกี่ยวกับงบประมาณ ๒ ขานี้นะครับ เรื่องการบริหารงานบุคคลที่กําหนดไว้บอกให้มี คณะกรรมการบริหารงานบุคคล โดยระบบคุณธรรมซึ่งมีทั้งผู้แทน ก.พ. อดีตปลัดกระทรวง ผู้แทนประธานจริยธรรมของทุกกระทรวงนี้นะครับ ผมก็เคยพูดในที่ประชุมกรรมาธิการร่วม ระหว่าง สปช. กับ สนช. ว่าในระดับกระทรวง ปลัดกระทรวงน่าจะให้อํานาจเจ้ากระทรวงเขา ในฐานะรัฐมนตรี ถ้าหากว่าปลัดกระทรวงผ่านบอร์ด (Board) อย่างเดียว ต่อไปรัฐมนตรี ก็ใช้งานลําบาก เราน่าจะให้อํานาจเจ้ากระทรวงเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งปลัดกระทรวง เสร็จแล้วบอร์ดน่าจะมาพิจารณาระดับอธิบดีหรือเทียบเท่าหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็น ระดับ ๑๐ เพราะที่มีปัญหาทุกวันนี้คือระดับอธิบดีหรือเทียบเท่าหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ท่านเสนอว่าให้มีคณะกรรมการประจํากระทรวง ผมยกตัวอย่าง ผมอยู่กระทรวงมหาดไทย ผมก็สอบผู้ว่าราชการจังหวัดมา ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดมา ๔ ปี ๕ ปี เขาไม่เอาหรอกครับ เขาบอกเอารองผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นมา ๒ ปี เพราะว่าพรรคการเมือง รัฐบาลเขาเอาอย่างนั้น มันเปลี่ยนตลอด เดี๋ยวให้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด ๓ ปี เดี๋ยวปีหน้า ให้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด ๔ ปี ปีโน้นกลับมาเป็น ๒ ปี เพราะว่ามีเด็กของนักการเมือง คนที่เป็นมา ๔ ปี ๕ ปี ความรู้ความสามารถก็เท่ากัน ไม่ได้หรอกครับ พวกเป็น ๒ ปีได้ แล้วก็มีคณะกรรมการประจํากระทรวงนี้ล่ะ มี ก.พ. อยู่คนหนึ่ง มีอดีตผู้ตรวจราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แล้วก็มีกรรมการอยู่ ๒-๓ คน รวมแล้วประมาณ ๕ คน ไปสอบวิสัยทัศน์ก็ ๕ นาที มาสอบตอนเช้า พอตอนบ่ายนั่งรถกลับ ประกาศผลตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเสียแล้ว ทําไมรวมคะแนนเร็วจัง เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าบอร์ดนี้ น่าจะเป็นบอร์ดระดับ ๑๐ อธิบดีหรือเทียบเท่า และผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนตําแหน่ง ปลัดกระทรวงให้เจ้ากระทรวงเขาไปเถอะครับ
เรื่องที่ ๒ มาตรา ๒๘๔ (๕) องค์กรการบริหารการพัฒนาภาคนี้ คือที่เรา ศึกษากันนี้มันช้าไป ร่างรัฐธรรมนูญเขากําหนดไว้แล้ว องค์กรการบริหารการพัฒนาภาค มาตรา ๒๘๔ (๕) พูดง่าย ๆ คือเขาเป็นรูปธรรมแล้ว ของเราก็ยังเป็นนามธรรมอยู่ตามเขาไม่ทัน การบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ต่อไปก็มีการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งมันซ้ําซ้อนกับงานของจังหวัด เสียงบประมาณโดยใช่เหตุ แล้วมันจะเป็นคอขวด เพราะองค์กรการบริหารการพัฒนาภาคนี้ มันคุมทั้งคน เงิน และแผน ถ้าคุมได้ ๓ อย่างนี้นะครับ รับรองว่าคุมได้หมด เพราะฉะนั้นองค์กรนี้มันจะเป็นคอขวดทําให้ งานล่าช้า คนที่ไปใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก็มีไม่กี่อรหันต์ มีสัก ๒ อรหันต์ที่รู้เรื่อง กรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินมีตั้ง ๒๐ กว่าอรหันต์เขายังไม่ฟังเลย แล้วองค์กรบริหาร การพัฒนาภาคก็ไม่ได้เสนอมาจากกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน อยู่ ๆ ก็ไปโผล่อยู่ใน ร่างรัฐธรรมนูญ ผมว่ามันจะสร้างปัญหามากกว่าที่จะแก้ปัญหา ก็ขออนุญาตเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านชาลี เจริญสุข ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทราครับ วันนี้ก็ต้องขออนุญาต อภิปรายเรื่องที่เกี่ยวกับระดับภูมิภาคเพราะว่าผมอยู่ภูมิภาคพอดี ในเรื่องของการปฏิรูป ในวาระที่ ๓ การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งจริง ๆ แล้ว จะต้องมีจังหวัด อําเภอ และส่วนท้องถิ่น ในส่วนนี้ผมเองต้องเรียนว่าในส่วนภูมิภาคปัญหา ที่เราเจอหนึ่งปัญหาที่ผ่านมาก็คือเรื่องของกลุ่มจังหวัดเรามี เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปราย ไปแล้วว่ามีแล้วก็เกิดการบริหารที่อาจจะยังห่างกับประชาชนหรือกับจังหวัดพอสมควร ปัญหาที่เกิดมาคืออย่างนี้ครับ เนื่องจากในกลุ่มจังหวัดจะมีการคัดเลือกประธานกลุ่มจังหวัด ขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ แล้วดูเหมือนว่าก็ไม่มีอะไร แต่จริง ๆ แล้วในระบบการบริหารผมได้มองเห็น ปัญหาเพราะว่าเรานั่งอยู่ตรงนั้นนาน ก็คืออยู่ในภาคเอกชน ในการที่จะประชุมกลุ่มจังหวัด แต่ละครั้งต้องยอมรับว่างบประมาณนั้นมันเป็นงบรายปีมันเป็นงบผูกพัน อย่างเช่น ๕ จังหวัดที่ผมอยู่จะได้ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท เวลาประชุมกันก็จะเหมือนกับมาแบ่งงบกัน ตามที่ท่านเพื่อนสมาชิกอภิปราย แต่จริง ๆ แล้วปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ปัญหาคือว่า โครงสร้างที่ชัดเจนมันไม่มี การที่จะมีประธานกลุ่มจังหวัดแต่มันไม่มีกฎหมายในการรองรับว่า จังหวัดนี้เป็นประธานแล้วจะต้องดูแลติดตามการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพราะเท่าที่ ผ่านมางบประมาณที่ใช้ลงไปจะไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผมเคยยื่นหารือแล้วก็ยื่นเสนอ โครงการไปโครงการหนึ่งก็คือการทําถนนเชื่อม ๒ จังหวัด ก็คือจังหวัดนครนายกกับ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปรากฏว่าเวลาทําออกเป็นจริงแล้วสเปก (Spec) มันไม่ได้แล้วก็พังเร็ว การติดตามหรือการดูแลมันก็ห่าง เพราะฉะนั้นความเชี่ยวชาญหรือความชํานาญในการ ที่จะติดตามผลงานมันเหมือนลอย ๆ อยู่ ในส่วนนี้คือจุดอ่อนที่ทําอย่างไรจะเชื่อมโยงจาก ประธานกลุ่มจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหรือใครก็แล้วแต่จะต้องชัดเจน จังหวัดต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือก็ต้องชัดเจน ทีนี้พอระดับภาคเสร็จลงไปในระดับท้องถิ่นจริง ๆ แล้วในหลักการและเหตุผลที่เขียนมานี่ถูกต้องครับ ทางระดับภูมิภาคหรือจังหวัดและอําเภอ เป็นผู้กํากับและดูแล เพื่อที่จะช่วยเหลือท้องถิ่นอันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่มันเป็นเรื่องเก่า แต่จริง ๆ แล้วผมเองก็เคยสงสัยว่าท้องถิ่นเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าราชการหรือเปล่า อันนั้นก็คือในเดิมทีที่สงสัย แต่ก็ไปค้นคว้ามาก็เจออันนี้ จังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้กํากับและดูแลเท่านั้น ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาอยู่แล้ว แต่โครงสร้างนี้ก็ยังไม่ใช่ ผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ว่าร่วมมือและทําโครงการต่าง ๆ ให้สัมฤทธิผล และตรงตาม วัตถุประสงค์ของโครงการ และใช้ประโยชน์สูงสุดสําหรับพี่น้องประชาชน สําหรับประเด็นหนึ่ง ผมต้องเรียนว่า ผมขอยกตัวอย่างประเด็นหนึ่งซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่า ในขณะที่ เราไม่มี ส.ส. แต่ปรากฏว่าราชการบริหารได้อันนี้ต้องชื่นชม ราชการยังบริหารได้ดี ผมไปเจอ โครงการหนึ่งซึ่งโดยบังเอิญโรงเรียนตอนนี้เชื่อไหมครับว่างบโรงเรียนเดิมที่มี ส.ส. เพราะ ส.ส. จะแปรญัตติเพื่อที่จะเอางบประมาณไปลง ปรากฏว่าเขาไปหาร หารหมายถึงว่า ได้ไป ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไปหารเลย โดยไม่คํานึงถึงโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ แต่ที่ผ่านมานะครับดีมาก ๆ คืออะไรรู้ไหมครับ คือทางโรงเรียนขนาดใหญ่ ของบขึ้นมาที่กระทรวงปรากฏว่าได้ ท่านผู้อํานวยการบอกว่าไม่เคยได้มาก่อนทําไมได้ ง่ายดายขนาดนี้ เพราะเขาดูเหตุผลอย่างไรครับ เหตุผลว่าโรงเรียนนี้มีขนาดนักศึกษาเยอะ นักเรียนเยอะ เขาของบตามความจําเป็นจริง ๆ ก็เลยได้จริง ๆ ด้วย ตรงนี้ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมาทําหน้าที่ ไม่ใช่นักการเมืองแต่ทําหน้าที่ดี เพราะฉะนั้นช่องหนึ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นว่าในสิ่งที่เราจะต้องปฏิรูปต่อไปก็คือเรื่องของระบบ ในการที่จะมาต่อต้านคอร์รัปชัน ในการที่ปฏิรูปว่าอะไรที่มันเป็นต้นเหตุของปัญหาคอร์รัปชัน เราก็คงต้องตัดบ้าง อย่างเช่น งบที่มีการแปรญัตตินี่มันเป็นที่มาของการคอร์รัปชันหรือเปล่า งบที่ติดตัวนักการเมืองแล้วไปลงพื้นที่นี่ แล้วไปลงแบบไม่สมเหตุสมผล อันนี้เป็นปัญหาหรือเปล่า ผมว่าคงจะต้องสนับสนุนทางกรรมาธิการปฏิรูปในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินว่า บางครั้งสิ่งที่เราต้องทําในอนาคตต่อไปนี้นักการเมืองเองก็ต้องยอมว่าถ้าคุณจะมาเป็นผู้แทน มาทําหน้าที่ในสภา ทําหน้าที่ในสภาก็คือไม่จําเป็นต้องถืองบประมาณ เพราะว่า พองบประมาณลงไปแล้วก็เกิดปัญหาตามมาที่ผ่านมาในอดีต และในอนาคตต้องปฏิรูปครับ ก็สนับสนุนนะครับว่าต้องปฏิรูปให้สําเร็จ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ค่ะ ท่านจิตต์ อยู่ไหมคะ
(พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ถ้าไม่อยู่ ดิฉันขอเชิญท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ก่อนเลยค่ะ
ให้ผมก่อนใช่ไหมครับท่านประธาน
เชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน เดี๋ยวอย่าเพิ่งกดนะครับ ยังไม่อภิปราย ตกใจครับอยู่ ๆ ให้ลัดคิว แสดงว่าท่านประธานรักผมมากเลยนะครับ กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๕ ด้านปกครองท้องถิ่น เรียนท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากการฟังพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หลายท่าน ผมชื่นชม ประทับใจ และจากการรายงานของคณะกรรมาธิการเองนั้น ผมต้องขอขอบคุณหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะปฏิรูปด้านบริหารงานบุคคล บริหารราชการแผ่นดิน และอีกหลายอย่างที่ผมนั่งฟังมาโดยตลอด ท่านประธานครับ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีสมาคม สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ผมเคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ทุกรัฐธรรมนูญทุกฉบับเขียนเหมือนกันหมดว่าท้องถิ่นต้องเป็นอิสระ ต้องมีการกระจาย อํานาจอย่างเต็มรูปแบบ จนถึงปัจจุบันครับ เดี๋ยวนี้ท้องถิ่นไม่ได้เป็นอิสระเหมือนอย่างที่ รัฐธรรมนูญเขียนโดยทั้งสิ้น ท่านกลับไปดูนะครับ มีระเบียบกระทรวงมหาดไทย ระเบียบกระทรวงการคลัง ระเบียบอะไรต่าง ๆ ออกมากํากับดูแลชี้จูงให้พวกเราต้องทําอย่างนั้น ต้องทําอย่างนี้ ผมถามกลับไปว่าจะปฏิรูปกันหรือเปล่า ถ้าปฏิรูปท่านต้องกล้าปฏิรูปครับ เขียนชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่าท้องถิ่นมีอิสระ คําว่า อิสระของท้องถิ่นสามารถตรา เป็นกฎหมาย ออกกฎหมาย ออกกําหนดกฎเกณฑ์ได้ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคมีหน้าที่ กํากับดูแลหรือจะตรวจสอบก็ไม่เป็นไรครับ องค์กรอิสระตรวจสอบท้องถิ่นนั้นมากมาย เหลือเกิน นักการเมืองในอดีตที่ผ่านมาท่านจะปฏิรูปกระทรวง ทบวง กรม ผมจะบอกให้ ส่วนใหญ่ตั้งกระทรวง ทบวง กรม ล้วนสนองตัณหานักการเมืองทั้งสิ้น ดูสิครับ ผมเคยพูด เรื่องกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งเมื่อปี ๒๕๔๕ รัฐมนตรีคนแรก ชื่อ อนุรักษ์ จุรีมาศ พรรคชาติไทย แต่ก่อนไม่มีครับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ มีประชาสงเคราะห์ ผมพูดเรื่องไฟไหม้ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๔ ครั้ง กระทรวงการคลังไม่สะทกสะท้านไม่เคยแก้ระเบียบ ไฟไหม้หลังหนึ่งไม่จ่ายเงิน ผมถามว่า เขาเหล่านั้นละครับ เดี๋ยวนี้ไปดูบ้านผม ๓ หลังครับไหม้ แต่คนละที่ นอนที่เต็นท์เทศบาลกางให้ น้ําเทศบาลหาให้ ไฟหาให้ ผมถามกลับไปว่าถ้าทั้งประเทศละครับ ในระเบียบบอกว่าต้อง ๒ หลังขึ้นไป ท่านประธานครับ มันควรแก้ระเบียบได้แล้ว ปฏิรูปราชการให้มันชัดเจนมากขึ้น ผมเสนอให้ยุบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้วยซ้ํา ให้กลับไปใช้ ประชาสงเคราะห์เหมือนเดิม ในอดีตประชาสงเคราะห์นี่ครับท่านประธานครับ ประชาสงเคราะห์นี่ไวมาก ต้องการเสากี่ต้น สังกะสีกี่แผ่น บุกไปถึงบ้าน ตะปูกี่กล่อง คํานวณ ปุ๊บ ๆ ถึงเลยครับ นี่ผมเป็น สจ. มาก่อน นี่ผมพูดเบื้องต้นว่าปี ๒๕๓๘ เกิดขึ้น ถ้าท่านจะ ปฏิรูประบบราชการ ท่านบอกว่าจะเกิดสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น องค์กรเกิดขึ้นมากมาย ถ้าถอยหลัง ถ้าไม่เสียหายถ้าเป็นประโยชน์กับประชาชนและพลเมือง ทําเถอะครับท่านครับ สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะทบทวน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ผมพูดถึง ขนาดเบี้ยผู้สูงอายุ งบผู้สูงอายุ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบี้ยคนพิการ มาซ่อนของท้องถิ่น โดยทั้งสิ้น ตั้งอยู่จังหวัดแต่ละจังหวัดมีหมด เมื่อสักครู่มีท่านหนึ่งพูดเรื่องการจ้างบุคลากร ทุกกระทรวง ทบวง กรม จ้างบุคลากรนั้นเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงศึกษาธิการ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ท้องถิ่นจ้างไม่ได้ครับ มี พ.ร.บ. บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๕ ห้ามจ้างเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ พวกเราถูกบีบรัดทุกเรื่อง แล้วผมถามว่า เขียนไปทําไมรัฐธรรมนูญว่าท้องถิ่นต้องเป็นอิสระ ท่านกลับไปคิดนะครับ ท่านประธานครับ หลายท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกลับไปคิดให้ดี มี พ.ร.บ. ต่าง ๆ มาประกอบกับพวกผม บังคับให้พวกผมอยู่ในกรอบ เปรียบเสมือนแมวที่เลี้ยงไว้ หาอาหารให้กิน จะบอกหมามันก็แรงไปประธาน ท่านประธานครับ ผมจะบอกให้ล่าสุด หัวหน้า คสช. บอกว่าท้องถิ่นไม่ช่วยเหลือเลยในเรื่องของการจัดการขยะ ผมบอกให้ครับ ท่านประธานครับ หลายคน พี่เตือนใจก็พูด หลายคนก็พูด โอนแต่ภารกิจให้ ภารกิจให้ รัฐธรรมนูญเขียน กฎหมายเขียนว่าให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง แต่ถามว่าโอนแต่ภารกิจ งบประมาณไม่เคยโอนมาท่านประธานครับ แถมงบพัฒนาสังคมอยู่กับกระผมประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ในสัดส่วน ๒๗.๘๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่พวกเรานั้นเจ็บปวด มาโดยตลอด ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน กรรมาธิการ ๑๘ ด้าน ๑๘ คณะ ต้องกระจาย อํานาจ ๆ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ต้องกระจายอํานาจ ผมถามถึงปัจจุบัน มีใครทําได้ครับ พูดแต่ปาก เดี๋ยวนี้ข้าราชการส่วนใหญ่เกิดปัญหาเกิดขึ้นระบบราชการ เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันขึ้น ก็ไปกล่าวหานักการเมืองระดับชาติ มันก็จริงส่วนหนึ่งครับ ตั้งบอร์ดบริหารกันเยอะแยะมากมาย โครงการเป็นแสนล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บอร์ดเหล่านั้นเกิดขึ้นจากนักการเมืองโดยทั้งสิ้น ผมเสนอให้ยุบบอร์ดทั้งหมด ให้ข้าราชการ เขาบริหารกันเอง ผมเคยเสนอสภาแห่งนี้ว่าข้าราชการที่จะเกษียณอายุ ปลดเกียร์ว่างเยอะ ครับ ปีสุดท้าย พักผ่อน พวกนั้นให้เออร์ลี (Early) ใครที่อายุ ๖๐ ปี หรืออายุ ๕๙ ปี จะประสงค์อยู่ต่อ ผมกระสุนนัดเดียวยิงนกได้ ๒ ตัวครับ นั่นหมายความว่าอะไร เขาเหล่านั้น ต้องได้รับบํานาญอยู่แล้ว จะเป็นทหาร ตํารวจ กระทรวงมหาดไทย ถ้าเขาประสงค์มี มันสมองประสงค์ที่อยากทํางานต่อตั้งเขาสิครับ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ตรวจ ไม่ต้องจ่าย เงินเดือนด้วยซ้ํา เพราะได้รับบํานาญอยู่แล้ว นี่มันต้องปฏิรูปประเทศอย่างนี้ แต่พอกลับไป ไปดูเรื่องเศรษฐกิจสิครับ เดี๋ยวนี้ซีพี (CP) เซเว่น อีเลฟเว่น เปิดบ้านผมนี่ ผมถามให้ว่า ลูกหลานบ้านผม ญาติบ้านผมที่เคยขายโชห่วย ผัดกับข้าวขาย ขายไข่ต้ม อีกหน่อยส้มตํา ในเซเว่น อีเลฟเว่น ก็มี เชื่อผมไหม พวกเราต้องคิดช่วยกันครับ ช่วยประเทศชาติ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าพลเมือง ประชาชนต้องเป็นใหญ่ มีสมัชชาพลเมือง ผมเห็นด้วย แต่ถามว่าพลเมืองเหล่านั้นอย่าเป็นองค์กรนะครับ ถ้าเป็นองค์กรเมื่อไรมันจะพัง ผมบอก ให้เลยครับ เพราะฉะนั้นการปฏิรูประบบราชการท่านที่นั่งเป็นกรรมาธิการหันกลับไปดู กระทรวง ทบวง กรม ที่ท่านจะปฏิรูป หรือตัวท่านเองสังกัดกรมใด กองใด ตั้งขึ้นเยอะแยะ มากมาย แต่ถามว่าปรับเหล่านั้นให้มันมีคุณภาพ หรือยุบรวมมันได้ไหม การจ้างงาน จ้างคน เหมือนที่เขาบางคนพูดบอกว่า ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้วข้าราชการ แต่เรียกร้องทุกสิ่งทุกอย่าง ล่าสุดการบินไทยครับ บอร์ดการบินไทย สู้บอร์ดไทยสมายล์ไม่ได้ ซึ่งเป็นลูกของตัวเอง เดี๋ยวนี้อีสานไม่มีแล้วการบินไทย ท่านประธานครับ ท่านประธานจะไปหาผมที่กาฬสินธุ์ นั่งการบินไทยไม่มีนะครับ ต้องนั่งไทยสมายล์ลําเล็ก ๆ เสี่ยงตกหลุมอากาศ ท่านครับ ผมไม่รู้บอร์ดการบินไทยมีไว้เพื่ออะไร ซื้อเครื่องบินมา ๓๐ ลํา มาใช้ ๒ วันบอกว่า เป็นเครื่องเก่าขายต่อ ลดราคาครึ่งหนึ่งนี่หรือบอร์ด ท่านประธานครับ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน พวกนี้ต้องล้างให้หมด การปฏิรูประบบราชการแผ่นดินเช่นกัน
สุดท้ายครับท่านประธาน เกิดพายุภัยพิบัติที่มุกดาหาร มหาสารคาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจะใช้เงิน แต่ก่อนในอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดใช้เงินได้ ๕๐ ล้านบาท ๔๐ ล้านบาทต่อครั้ง เมื่อประกาศภัยพิบัติเขามีหลักเกณฑ์ในการประกาศภัยพิบัติ แต่ล่าสุด เกิดภัยหนาวที่จังหวัดกาฬสินธุ์ต้องหนาวต่ํากว่า ๑๕ องศาเซลเซียส ๑ สัปดาห์ถึงจะประกาศ เป็นภัยหนาวได้ แล้วเดี๋ยวนี้บ้านเมือง บางวันหนาว บางวันร้อน ท่านประธานก็ประสบด้วยตัวเอง มันไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นเขียนระเบียบต่าง ๆ เพื่อจะให้ส่วนกลางมีอํานาจโดยทั้งสิ้น ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นไม่มีอํานาจ กลับไปดูใหม่ครับ ฝากกรรมาธิการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินกลับไปดูใหม่ครับว่าสิ่งที่ผมพูดไปหรือเพื่อน ๆ พูดไปนั้นมีเหตุผลเพียงพอไหม ที่จะไปปฏิรูป อย่าเอาตัวเองเป็นหลัก นึกถึงชาติและประชาชนมากที่สุด ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปอีก ๕ ท่านนะคะ ท่านพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ท่านคุณหมออําพล จินดาวัฒนะ ท่านประภาศรี สุฉันทบุตร ท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ และท่านคณิศร ขุริรัง ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ค่ะ เชิญค่ะ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ๒๔๘ นะครับ ผมมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอดังต่อไปนี้นะครับ
ในการบริหารราชการแผ่นดินนี้เป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ความสุขของประชาชน เราดูได้จากการที่มีพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม เป้าหมายสูงสุดของภาครัฐจะต่างกับธุรกิจ เพราะว่าธุรกิจนั้นต้องการผลตอบแทนสูงสุดแมกซิไมซ โปรฟิท (Maximize profit) แต่ภาครัฐนั้นผลสูงสุดอยู่ที่ประชาชน แต่ในการบริหารจัดการของภาครัฐในที่ผ่านมา ท่านลองไปดูได้ในกระบวนการการบริหารหรือระบบของ ก.พ.ร. ล้วนแล้วแต่เอาระบบ ของธุรกิจนี่มาใช้กับภาครัฐ ทําให้เกิดโกลาหลในระบบราชการทั้งหมด เพราะฉะนั้นการที่ เป้าหมายสูงสุดที่จะให้ประชาชนมีความสุขเป็นตัวชี้วัดที่อาจจะมองด้วยสายตามองไม่เห็น แต่จะต้องสร้างเครื่องมือมาเพื่อที่จะวัดตรงนี้นะครับ
ประการที่ ๒ สถานการณ์ในปัจจุบันนี่นะครับ จากที่ท่านได้ประเมิน สถานการณ์เอาไว้ ผมก็เห็นด้วย แต่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนเพิ่มเติมบางส่วนนะครับ เพราะว่า สถานการณ์ที่ผมเอามาจากทางด้านยูเอ็น (UN) ที่ได้ประเมินผลของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จะเกิดโลกาภิวัตน์ที่เกิดความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แล้วจะเกิดภัย พิบัติขนาดใหญ่ อาชญากรรมข้ามชาติ คงจะเห็นเรื่องโรฮิงญาไม่ใช่อย่างที่พูดกันในสื่ออะไร ต่าง ๆ นะครับ มีลึกซึ้งมากกว่านั้น มันเป็นปัญหาทางเชิงความมั่นคงเลยครับ รวมถึงปัญหา รูปแบบใหม่ในการจัดการของรัฐในเรื่องความแตกต่าง เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ตรงนี้เป็นส่วนที่จะต้องเกิดขึ้น ในส่วนของที่ท่านได้เขียนเอาไว้ในโครงสร้างของท่าน สถานการณ์ปัจจุบัน ผมอ่านแล้ว ท่านก็เอาของธุรกิจมาใช้อีก ผมอยากจะให้ท่านใช้คําว่า ลูกค้า เป็นผู้รับบริการ ประชาชนคือผู้รับบริการ ไม่ใช่ลูกค้าครับ ขออนุญาตเปลี่ยนตรงนี้ด้วย แล้วก็การบริหารจัดการที่ท่านบอกว่า ไม่เพียงพอ ผมไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอะไร ไม่เพียงพอ หรือว่ามีขนาดเล็กแต่สวยงาม ผมว่าคงเอาจิ๋วแต่แจ๋วมาใช้นั่นล่ะ แต่ท่านเขียน แปลตามตัวศัพท์ภาษาอังกฤษมาเลยว่าขนาดเล็กและสวยงาม จะจิ๋วหรือแจ๋วอะไรก็แล้วแต่ ของท่านเขียนแล้วกันนะครับ แล้วในนั้นท่านใช้มุ่งเน้นลูกค้า ผมว่าน่าจะมุ่งเน้นผู้รับบริการ มากกว่านะครับ อันนี้ก็ขอฝากตรงนี้ในส่วนเอกสารของท่านนะครับ
ทีนี้ในส่วนของโครงสร้างของกระทรวงต่าง ๆ ท่านลองไปดูโครงสร้าง กระทรวงต่าง ๆ ของประเทศไทย ในโครงสร้างทุกกระทรวงจะไม่เหมือนกัน ๒ กระทรวง ที่เราจะมองเห็นความไม่เหมือนกัน คือ ๑. กระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงไม่ใช่ใหญ่สุดในกระทรวง ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดครับ จะเห็นว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผบ. สูงสุดจะมีอํานาจแล้วก็มีสิ่งต่าง ๆ นี้มากกว่าปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหมถ้าเผื่อดูในตัวโครงสร้างแล้วนั่นคือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นผู้ที่เป็นเสมียนใหญ่ ของกระทรวงที่จะดูแลให้กับท่านรัฐมนตรีเพราะฉะนั้นในปลัดกระทรวงเป็นอย่างนี้
อีกกระทรวงหนึ่งเราดูว่าคนก็ไม่ค่อยอยากจะเป็นเท่าไรคือกระทรวงศึกษาธิการ เพราะว่าเอาอํานาจไปอยู่ที่แท่งหมดเลย และแท่งก็บริหารงานกันแบบอิสระหมดไม่มีใคร ขึ้นต่อใครทั้งสิ้น บางครั้งไม่ขึ้นต่อกระทรวงหรือเปล่าผมไม่แน่ใจนะครับ ไปดูในแท่งต่าง ๆ ของเขาแล้วกันมีเลขาฯ ต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย มีอํานาจมากมายจนทําให้การศึกษา เราก็แย่ลงไปด้วย
อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะฝากท่านลองดูนะครับ เวลาบริหารจัดการ ของภาครัฐแล้วนี่ยกตัวอย่างภาคใต้เวลาบริหารจัดการใช้ทั้งหมด ๖๖ กรม ๑๗ กระทรวง มันจะเกิดการบูรณาการไหม แผนยุทธศาสตร์มีไหม มี แต่มันจะบูรณาการได้ไหม ผมเรียนท่านอย่างนี้เลย หลายครั้งที่ผมไปกับข้าราชการในกระทรวง เขาบอกว่านี่เป็นครั้งแรก ที่เขาได้ลงมาพื้นที่ ทั้ง ๆ ที่เขาถืองบประมาณอยู่ที่มือของเขาอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่เคยลง พื้นที่เลย นี่คือปัญหามากเลยนะครับในการบริหารจัดการ แล้วใน ๖๖ กรม ๑๗ กระทรวง ในอดีตที่ผ่านมาประชุมกันในแผนยุทธศาสตร์ประชุมแค่ประมาณ ๑ ครั้ง มากที่สุดไม่เกิน ๒ ครั้ง ผมเป็นกรรมการอยู่ด้วยในบางคณะไม่เคยประชุมกันเลยในรอบ ๔ ปีที่ผ่านมา แล้วมันจะบริหารจัดการในเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่จะต้องบูรณาการจริง ๆ ในการบริหารจัดการ โครงสร้างจะต้องชัดเจน ปัญหาชัดเจนแล้วต้องจัดคนลงแล้วก็ทํางาน อย่างชัดเจนมากครับในส่วนตรงนี้
อีกประการหนึ่งก็คือด้วยท่านมีการพูดเรื่องยุทธศาสตร์กันหลายท่านมากเลย แต่ยุทธศาสตร์ผมอยากฝากคิดหน่อยนะครับ ในฐานะที่ศึกษาเรื่องนี้แล้วก็สอนเรื่องนี้ด้วย ส่วนใหญ่ที่ท่านพูดมันจะเป็นแผนกลยุทธ์ เป็นสวอท อนาลิซิส (SWOT Analysis) อะไรต่าง ๆ ไม่ใช่นะครับ แผนยุทธศาสตร์นี้มันยิ่งใหญ่มากกว่านี้ มันต้องบูรณาการ มันต้องมองถึงกําลัง ของทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แล้วก็การป้องกันประเทศ รวมไปถึงด้านอื่น ๆ อีกประกอบกัน มันต้องดูตรงนี้ ที่ท่านนํามาใช้ส่วนใหญ่เป็นการบริหารเชิงกลยุทธ์ธรรมดา ไฟท์ ฟอร์ส โมเดล (Fight force model) อะไรต่าง ๆ พวกนี้ บีซีจี (BCG) มันไม่ได้ใช้หรอกครับ ในการเขียนแผนยุทธศาสตร์ของประเทศและของภูมิภาค ของโลกเขาไม่ได้ใช้กันแบบนี้นะครับ ฝากท่านคิดด้วย
อีกประการหนึ่งก็คือว่าในการที่ท่านเสนอตรงนี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในหลาย เรื่องอยากให้เกิดขึ้นจริง ๆ แต่ห่วงที่ไม่เกิดขึ้นก็คือมันจะมีความว่าความเหมาะสมอยู่ใน เอกสารการบริหารงานบุคคล เพราะความไม่เหมาะสมมันทําลายความเชื่อถือด้านอื่น หมดเลยครับ เพราะว่าเวลาจะจัดการเรื่องคนก็เอาความเหมาะสมเป็นหลัก อีกอันที่ท่าน มาใช้และเมื่อสักครู่ท่านได้นําเสนอตั้งแต่ช่วงแรกก็คือตามความจําเป็นผมว่าอย่าใช้เลยครับ ตามความจําเป็นนี่ถ้าเผื่อท่านเขียนอย่างนี้มันจําเป็นหมดละครับ เพราะฉะนั้นอย่ามาใช้ ตรงนี้ดีกว่า
และสุดท้ายเลยครับ เวลาบริหารจัดการเรื่องนี้ เนื่องจากว่าเรามีการปฏิรูป เรื่องท้องถิ่นด้วยในการบริหารท้องถิ่น อยากให้มีการสอดคล้องกันกับแผนยุทธศาสตร์ที่ท่าน จะทําตรงนี้ในการปฏิรูปขอให้สอดคล้องกับท้องถิ่นด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านคุณหมออําพล จินดาวัฒนะ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตอนนี้ยังไม่จับเวลานะครับ ผมหันไปดูที่จอ วันนี้รู้สึกจอไม่ค่อยชัด กราบเรียนท่านประธานครับ วาระปฏิรูปที่ ๓ เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องสําคัญ อย่างมากนะครับ ท่านครูบาอาจารย์ของผมอยู่ในคณะกรรมาธิการเยอะเลยที่ท่านได้ทํา เรื่องนี้นะครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ท่านได้เคยเสนอเรื่องหนึ่งแล้วคือเรื่องการปฏิรูประบบ การบริหารงบประมาณ ซึ่งวันนั้นเสนอเยี่ยมจริง ๆ ครับ เป็นการเสนอการปฏิรูปที่ชัดเจน เป็นระบบและมีการที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ วันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าเรื่องที่ท่านเสนอในวันนี้เป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยคือการปฏิรูปโครงสร้าง อํานาจ มีความสําคัญอย่างยิ่งยวด หลังจากผมได้อ่านรายงานแล้วผมได้กลับไปอ่านรายงาน ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยของชุดคณะกรรมการปฏิรูป คปร. ที่มีท่านอานันท์ ปันยารชุน ทําข้อเสนอไว้เมื่อปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ทิศทางนี้ก็สอดคล้องกัน แต่ผมคิดว่า ความเน้น ความชัดนี่ อาจจะต้องฝากกราบเรียนท่านกรรมาธิการได้อาจจะต้องกลับไปดูตรงนั้น สักนิดหนึ่ง แต่ผมคิดว่าท่านได้ดูแล้ว แต่อยากจะให้ย้ําว่าทิศทางนี้เป็นอย่างไร แล้วก็ การปฏิรูปโครงสร้างอํานาจนี้คือหัวใจสําคัญนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนคือ ผมคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือ การอภิบาลหรือกัฟเวอร์แนนซ์ (Governance) สังคมนะครับ ผมได้ไปดูคําจํากัดความเรื่อง การอภิบาล ในอดีตเราใช้คําว่า การอภิบาลคือการปกครองที่เต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน โดยเล็งเห็นคุณค่าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นการ ปกครองที่มุ่งให้ทุกคนทั้งผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครองได้รับประโยชน์สูงสุด และมีความสุข อันนี้จะเห็นว่าเป็นแนวตั้งชัดเจนเป็นการอภิบาลโดยรัฐนั่นเอง การอภิบาลในปัจจุบันนี้ เขาได้ให้ความหมายใหม่แล้วครับ ว่าหมายถึงปฏิสัมพันธ์ของภาครัฐ องค์กรสาธารณะต่าง ๆ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาความท้าท้ายต่าง ๆ ในสังคม และ สร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ ผมคิดว่าการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจนี้น่าจะต้องยึดโยงกับการ อภิบาลในแบบใหม่ที่ทันสมัยในแบบที่ ๒ ก็จะนําไปสู่การออกแบบกรอบความคิด และออกแบบเฮาว์ ทู (How-to) ออกแบบเรื่องของโรดแมพ (Road map) ที่จะทําการปฏิรูปครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากเวลาจํากัด กระผมขออนุญาตลงไปสู่ในประเด็นเนื้อหา สักเล็กน้อยนะครับ ผมคิดว่าทิศทางใช่แล้วคือการลดอํานาจรัฐ เพิ่มอํานาจประชาชน ก็คือชุมชนและท้องถิ่น จะต้องจัดดุลอํานาจกันใหม่ ลดอํานาจส่วนกลางนี่ก็ชัดเจน ปรับอํานาจภูมิภาคให้เหมาะสมรีเอ็นจิเนีย (Reengineer) เสียและเพิ่มอํานาจท้องถิ่นและ ชุมชนให้ชัดเจน นี่คือทิศทาง ในกรอบความคิดรวบยอดในหน้า ๗ ผมขอไปอย่างเร็ว ตรงกลางท่านครูบาอาจารย์ ท่านกรรมาธิการได้เขียนเอาไว้ว่าระบบราชการที่สามารถ ให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม ผมคิดว่าตรงนี้ท่านคงจะเขียน เป้าประสงค์หรือเป้าหมาย ผมคิดว่ามันเป็นลักษณะเหมือนการพัฒนาทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่การ ปฏิรูป ผมลองเสนอเล่น ๆ ว่าการปฏิรูปน่าจะต้องเขียนให้แรงกว่านี้ไหมครับ ระบบราชการ ที่สามารถเป็นเครื่องมือหรือเป็นเครื่องยนต์หนึ่งที่สําคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไป ข้างหน้าอย่างเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ถ้าเป็นนัยนี้จะนําไปสู่การปฏิรูปครับ แต่ถ้า เป็นเรื่องแค่บริการประชาชนทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม ผมคิดว่ามันไม่ใช่เป็นเป้าใน การปฏิรูปครับ มันเป็นเป้าการพัฒนาทั่ว ๆ ไป
ประเด็นถัดไปขออนุญาตท่านประธานว่า ผมอยากจะกราบเรียนเสนอว่า ท่านจะสามารถวางธงที่จะชัดเจนในการปฏิรูปหรือไม่ ผมอ่านไปแล้วทุกอย่างมันเขียน เหมือน ๆ กับที่มีบางท่านได้พูดไปแล้วว่าเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เหมือน กรอบการปฏิรูปแผนการกระจายอํานาจต่าง ๆ มันไม่มีความชัดเจนเท่าไร ทําอย่างนี้ได้ไหม เขียนไปเลยว่า ทบทวนบทบาทภารกิจของส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น ท้องถิ่นในที่นี้ บวกชุมชนเข้าไปด้วยนะครับ ปรับลดบทบาทภารกิจลดโครงสร้างและลดกําลังคนของ ส่วนกลาง ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลยได้ไหมครับ ซึ่ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์มาจากไหนจะต้องมีการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ ภูมิภาคลดไปได้ไหมครับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท้องถิ่นเพิ่มได้ไหม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจับที่บทบาทภารกิจก่อนเลย ก่อนที่จะมาโครงสร้างและกําลังคน เพราะว่าเปเปอร์นี้ พอดูไปตอนหลังมันไปลงเรื่องกําลังคนเสียเยอะ มันจะไปตกอยู่ที่หลุมพรางหรือหลุมปัญหา ของเราคือเรื่องการจัดการคนของในราชการเอง แท้ที่จริงแล้วต้องกลับไปที่บทบาทภารกิจ แล้วก็จะตั้งเป้าหมายแบบฟันธงได้ไหม กระทรวงต่าง ๆ อาจจะไม่ได้ลดลงแต่กรมต้องลดไหม เพราะว่าปฏิรูปไปแล้วกรมมากขึ้นและกรมซ้ําซ้อนมากมาย ถ้าจะให้ท้องถิ่นจัดการต้องลดกรม ลดหน่วยงานส่วนกลางที่ไปอยู่ในภูมิภาคอันนี้ชัดเจน และภูมิภาคต้องปรับบทบาทใหม่ ถ้าวางเป้าหมายแบบนี้ผมคิดว่าจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง ท่านประธานขออนุญาต อีกนิดเดียวว่าผมอยากจะขออนุญาตเรียนแลกเปลี่ยนว่า วิธีการวิเคราะห์เรื่องบทบาทภารกิจ ผมคิดว่าต้องมาก่อนโครงสร้างและอัตรากําลัง ผมเสนอวิธีวิเคราะห์ ๒ แบบครับ แบบที่ ๑ เอาบทบาทภารกิจที่รัฐพึงกระทํา คืออภิบาลโดยรัฐ มีอะไรบ้าง ๑ ถึง ๑๐๐ เลยเรียงลงมา และอีกด้านหนึ่งเขียนไปเลยครับ ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน ถ้าวิเคราะห์อันนี้ออกมาได้ จะรู้เลยว่าต่อไปบทบาทใดส่วนกลางทํา บทบาทใดภูมิภาคทํา บทบาทใดท้องถิ่นทํา บทบาท ใดชุมชนทํา วิธีทําแบบนี้ให้ส่วนราชการทําไม่ได้หรอกครับเพราะว่าติดงานที่ตัวเองทําอยู่แล้ว ก็จะไม่ยอมมีการปรับอะไร แต่ถ้าคณะกรรมาธิการได้จัดให้มีการทําแบบนี้ผมคิดว่าเราจะเห็น แล้วจะสามารถกําหนดประเด็นการปฏิรูปได้ชัดเจน
ขออนุญาตท่านประธานประเด็นที่ ๒ นิดเดียวครับ หรืออีกแบบหนึ่งไปคิด ตั้งแต่ข้างล่างเลย ไปดูในชุมชนท้องถิ่นระดับตําบล มีผู้สูงวัย มีวัยแรงงาน มีวัยเรียน มีวัยเด็ก จะดูแลคุณภาพชีวิตเขาได้อย่างไร ท้องถิ่นทําอะไรได้บ้าง ภูมิภาคจะไปหนุนอะไร ส่วนกลาง จะไปหนุนอะไรแค่ไหน ต้องคิดใหม่ อันนี้ก็ขออนุญาตไม่มีเวลา ผมจะไปเร็ว ๆ
สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ต้องขออภัยจริง ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้มันสําคัญ ก็เลยขอเลยเวลาไปนิดเดียวครับ ผมคิดว่าต้องวิเคราะห์อย่างที่ผมเรียนแล้วอาจจะอย่างนี้ หรือแบบไหนก็แล้วแต่สุดที่ท่านกรรมาธิการทํานะครับ เมื่อวิเคราะห์บทบาทภารกิจได้มันจะ สามารถบอกได้เลยนะครับว่ากระทรวงใดต้องปรับกรมอะไรไปรวมกับกรมอะไรหรือไม่ และเลิกทําอะไร แล้วให้ส่วนภูมิภาคทําอะไร ส่วนภูมิภาคเลิกทําอะไรแล้วรวมกันอย่างไร แล้วท้องถิ่นทําอะไร แล้วชุมชนทําอะไร เหนื่อยนะครับทําอันนี้ แต่จะต้องทําในเชิงวิชาการ และวิเคราะห์ออกมา เราจะได้โจทย์ชัดเจนในการปฏิรูปครั้งนี้ แล้วจะไปยุบอะไร ไปจัดการ กําลังคนอย่างไรโดยมีเมอริท ซิสเต็ม (Merit system) อะไรต่าง ๆ อย่างไร อันนี้ผมคิดว่า เป็นตัวรอง เป็นตัวสนับสนุนในการทําให้เรามีการอภิบาลโดยรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขออนุญาตกราบเรียนในเวลาสั้น ๆ ขออภัยท่านประธานเกินเวลาไปเล็กน้อย ขออภัยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ ต่อไปขอเชิญท่านประภาศรี สุฉันทบุตร ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ดิฉัน ประภาศรี สุฉันทบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดยโสธร ขอให้ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น เราก็จะ พูดกันเสมอเลยถึงการกระจายอํานาจไปสู่ส่วนท้องถิ่น เป็นคําพูดที่สวยหรูมาก ๆ มาเกือบ ๒๐ ปี แต่ในปัจจุบันเราก็ยังพูดอยู่อย่างนี้ คือยังไม่กระจายไปจริง การกระจายไปสู่ ส่วนท้องถิ่นจริง ๆ ปัจจุบันมีเฉพาะกระจายหน้าที่ให้ไปทํา แต่อํานาจต่าง ๆ งบประมาณต่าง ๆ ยังไม่ได้กระจายลงไปจริง ๆ เลย หลังจากฟังตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ฟังจากการพูดคุย ของพวกเรา จริง ๆ แล้วเขาให้เรามาปฏิรูปประเทศ เราต้องกล้าฟันธงเลยว่าเราจะปฏิรูปอะไร การกระจายจริง ๆ ดิฉันขอเสนอเลยนะคะ เสนอท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง พวกเราจะกล้าพูดไหมคะว่าให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด พวกเราจะกล้าคิดไหมคะ อันนี้คือ การปฏิรูปจริง ๆ ค่ะ ดิฉันคิดว่านายกรัฐมนตรีก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม เป็นผู้นําประเทศเหมือนเดิม แต่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นสิ่งที่จําเป็น ดิฉันกลับไปที่ยโสธร พลเมืองยโสธรจะ ถามดิฉันว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไหม อบจ. จะเลิกไหม ดิฉันตอบเขาไม่ได้เลย เพราะเรายังไม่ได้ฟันธงเลยว่าจะเลิก อบจ. หรือจะให้มี อบจ. ต่อ แต่ อบต. เรามีแน่นอน ดิฉันบอกกับประชาชนว่าเงินจะลงไปที่ท้องถิ่นคือลงไปที่ อบต. จริง ๆ ให้เขาดูแล งบประมาณเขาจริง ๆ ทีนี้เราก็จะกลัวว่าถ้าเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจะเกิดปัญหา ส่วนใหญ่เราก็จะกลัวว่าเดี๋ยวมีการซื้อเสียงอีก รัฐธรรมนูญก็ได้จัดการป้องกันการซื้อเสียงแล้ว เราก็บอกเดี๋ยวจะคอร์รัปชันอีก นักการเมืองท้องถิ่นก็จะคอร์รัปชันอีก เราก็มีระบบจัดการ คอร์รัปชันในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว หลายคนก็จะบอกว่าเดี๋ยวมาเฟียก็จะมาคุมจังหวัด อีก แน่นอนที่สุดประชาชนอาจจะเลือกมาเฟียก็คงเลือกครั้งเดียว ต่อไปเขาก็คงไม่เลือกอีก ดังนั้นไม่ต้องกลัว สิ่งที่ดิฉันเสนอก็คือจังหวัดที่ยังไม่ควรเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีแค่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งอาจจะมีปัญหาความมั่นคง ก็อาจจะยังไม่เลือกก่อน แต่ว่าทุกจังหวัด บางคนอาจจะบอกว่าเลือกจังหวัดที่มีความพร้อมก่อน ดิฉันคิดว่าพร้อมทุกจังหวัด ลองเปรียบเทียบประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา เขาเป็นมลรัฐ มีผู้ว่าราชการรัฐ แต่ละรัฐเขา เจริญเติบโตมาก สังเกตดูฟลอริดาเอย รัฐไหนเอยก็ตาม เขาปกครองตัวเอง เพราะว่าแต่ละ จังหวัดเราไม่เหมือนกัน ลองให้จังหวัดปกครองตัวเองขึ้นมาก็น่าจะเจริญขึ้นมาอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังยืนยันว่าจะต้องมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นําประเทศเหมือนเดิม ฟังจากที่กรรมาธิการเสนอ ดิฉันยังไม่ชัดเจนอีกเหมือนกันเพราะดูเหมือนว่าจะยังมีอํานาจหรือมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่ ส่วนกลางอีกมากมายนะคะ ดิฉันขอเสนอว่ากระทรวงต่าง ๆ ที่ยังไม่ต้องกระจายที่ให้อยู่ ส่วนกลางมีแค่ ๓ กระทรวงเองค่ะ ก็คือ ๑. กระทรวงการคลัง งบประมาณยังอยู่ที่ส่วนกลาง ที่จะกระจายไป รวมทั้งงบประมาณที่จังหวัดเขาสามารถหาได้เอง แล้วก็เสนอแบบให้ส่ง งบประมาณแบบรายหัว ดูตัวอย่างสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เขาจ่าย งบประมาณให้ประชาชนแบบรายหัว จะได้เห็นเลยว่าจะลดการคอร์รัปชันอย่างแท้จริงนะคะ แล้วก็เงินนั้นก็ถึงประชาชนจริง ๆ งบลงทุนก็เหมือนกันก็ดูจากความต้องการของพลเมือง ในจังหวัดนั้นก็จ่ายงบลงทุนลงไป แล้วพร้อมกับจังหวัดนั้นเขาก็สามารถหาเงินเขาได้เอง จากภาษีของในจังหวัดนั้น ๆ นะคะ กระทรวงที่ยังต้องอยู่ส่วนกลางก็คือกระทรวงกลาโหม อันนี้ก็เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศก็ยังขอให้เป็นส่วนกลาง กระทรวงที่ยังอยู่ส่วนกลาง อีกก็คือกระทรวงการต่างประเทศ การดําเนินวิเทโศบายกับต่างประเทศ นานาประเทศ ทั้งโลกนี้ก็คงจะต้องอยู่ที่ส่วนกลางนะคะ ดิฉันก็ยังยืนยันเช่นนี้นะคะ ขอให้กระจายอํานาจ ไปสู่ส่วนท้องถิ่นจริง ๆ แล้วก็ดิฉันมั่นใจว่าประเทศไทยเราก็จะเจริญนะคะ แล้วก็อยากเชิญ เพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าเรามาปฏิรูป เราต้องกล้าที่จะฟันธงว่าเราจะปฏิรูปอะไร ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ท่านประธานครับ คงมีไม่กี่ประเด็นที่ผมจะนําเรียนไปยังท่านคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สิ่งที่ผมอยากนําเรียนผ่านท่านประธาน ผมเห็นด้วย แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการเป็นอย่างสูงที่ได้จัดทําแนวทางการปฏิรูป สิ่งที่ผมกําลังมองเห็นภาพในอนาคตของประเทศ นั่นก็คือโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ปรับเปลี่ยน สิ่งที่เรายังมีความต้องการอย่างมากคือทําอย่างไรให้ราชการส่วนกลางนั้น มีขนาดที่มีภารกิจลดลง แล้วก็คงเหลือภารกิจที่สําคัญในเรื่องของการสร้างความมั่นคง ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการต่างประเทศ
ส่วนที่ ๒ ที่ผมอยากจะมีมุมมองไปยังท่านคณะกรรมาธิการ คงเป็นประเด็น เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างงานราชการส่วนภูมิภาค เราต้องยอมรับความจริงว่า ราชการส่วนภูมิภาคนั้นมีความจําเป็นต่อการบริหารงานบ้านเมืองในระดับจังหวัด อําเภอ ตําบล หมู่บ้าน แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมีมาโดยตลอดเราก็ต้องยอมรับว่าราชการส่วนกลางนั้นมิได้ ไปส่งเสริมให้ราชการส่วนภูมิภาคนั้นมีพละกําลังที่จะขับเคลื่อนภารกิจในการดูแลทุกข์สุข ของพี่น้องประชาชน เป็นเหตุให้มีนิยามที่มีการพูดคุยกันมากว่าถึงเวลาแล้วราชการส่วนกลางต้อง กระจายอํานาจให้กับท้องถิ่น แต่การกระจายอํานาจให้กับท้องถิ่นนั้นไม่ได้เป็นคําตอบของ การปฏิรูปประเทศไทย การปฏิรูปประเทศไทยนั้นคือการกระจายอํานาจราชการส่วนกลาง และมอบอํานาจให้กับราชการส่วนภูมิภาคให้มีศักยภาพสูงสุดในการที่จะบริหารงาน บ้านเมืองระดับอําเภอ จังหวัดหรือหมู่บ้าน ตําบล เราไม่ต้องการให้ปัญหาพี่น้องประชาชน ต้องมาออกันอยู่ที่กรุงเทพฯ มีการประท้วงกันอย่างมากมาย
ดังนั้นการปฏิรูปประเด็นที่ ๑ ซึ่งผมอยากจะนําเสนอว่า ควรจะหยิบเป็น สาระหลักในการปฏิรูปก็คือว่าทําอย่างไรให้ราชการส่วนภูมิภาคนั้นได้รับการมอบอํานาจ มากที่สุด ที่ไปตอบสนองกับความต้องการของพี่น้องประชาชนในระดับจังหวัด
ประเด็นที่ ๒ คือการกระจายอํานาจราชการส่วนกลางให้กับท้องถิ่น ก็เป็นเรื่องสําคัญที่จะต้องปฏิรูป แต่สิ่งสําคัญที่สุดในการปฏิรูปราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นการกระจายอํานาจโดยที่ไม่ได้มองว่าภารกิจนั้นสอดคล้องกับบริบท การปฏิบัติหน้าที่ของท้องถิ่นหรือไม่ ปัจจุบันการปฏิรูปนั้นต้องยอมรับความจริงครับ ท่านประธานว่ามีการกระจายอํานาจจริงมากมายเลย แต่สิ่งสําคัญที่สุดก็คือภารกิจที่ท้องถิ่น ได้รับนั้นไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนได้ นี่คือเป็นประเด็นสําคัญ ดังนั้นการปฏิรูปในอนาคตนั้น ความจําเป็นก็คือว่าทําอย่างไรให้ภารกิจเหล่านั้นเป็นภารกิจ ที่สอดคล้องแล้วก็ไปยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นการปฏิรูปโครงสร้างราชการท้องถิ่นนั้นมีความจําเป็นที่จะต้องศึกษาในเรื่องของขนาด รูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สําหรับประเด็นสุดท้ายที่ผมจะนําเรียนก็คือว่าวันนี้เรามีภารกิจที่เรามองเห็น อย่างชัดเจนก็คือว่ามีราชการส่วนกลางไปอยู่ในราชการส่วนภูมิภาคมากมายเลย ต้องยอมรับ ครับวันนี้การเติบโตของราชการส่วนกลางนั้นไม่ได้บอกว่าเล็กลง แต่ใหญ่ขึ้น ไม่ได้ใหญ่อยู่ที่ ส่วนกลางครับ ไปเติบโตที่ภูมิภาคเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ผมกําลังมองว่าการจัดวางราชการ ส่วนกลางที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนั้น จําเป็นต้องกระจาย ๒ ภารกิจใหญ่ ๆ ภารกิจที่ ๑ คือ กระจายให้ภูมิภาคทําหน้าที่ในเรื่องของความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ
ประการที่ ๒ ก็คือทําอย่างไรให้ภารกิจส่วนกลางที่อยู่ในระดับจังหวัดนั้น ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบของโครงการและกิจกรรมในเรื่องของการ จัดบริการสาธารณะ ถ้าท่านไม่กระจายตรงนี้ผมบอกได้เลยว่าในอนาคตราชการส่วนภูมิภาค จะไม่ได้เล็กลง แต่กลายเป็นว่าท่านจะไปทําเรื่องภารกิจของท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นโดยที่ท่านไม่ได้ ไปลดสัดส่วนของส่วนกลางลง นั่นก็คือไปทําภารกิจที่มันทับซ้อนขึ้นมาอีก จะเป็นภารกิจที่ ทับซ้อนขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงมีความจําเป็นครับท่านประธานว่า การกระจายอํานาจในครั้งนี้ไม่ ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น ความจําเป็นก็คือ ว่าการกําหนดสัดส่วน ความเหมาะสม ภารกิจความเชื่อมโยงนั้นให้เป็นไปตามบริบท โครงสร้างทางกายภาพ ทางภูมิสังคมของพี่น้องประชาชนครับ ก็ขออนุญาตนําเรียน แล้วก็หากสิ่งที่ผมได้อภิปรายพอที่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านคณะกรรมาธิการ ก็ขออนุญาตให้ ท่านคณะกรรมาธิการได้นําไปใช้ประโยชน์ครับ ขอบคุณครับ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านคณิศร ขุริรัง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจากจังหวัดหนองบัวลําภู ท่านประธานที่เคารพครับ ความสัมพันธ์ทางอํานาจ นับเป็นปัญหาที่ใหญ่และมีความเหลื่อมล้ํามากที่สุดในสังคมไทย ต้นตอบ่อเกิดปัญหาสําคัญ นั่นก็คือปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม โครงสร้างที่มีพลังสูงสุด และส่งผลกําหนดต่อโครงสร้าง อํานาจอื่นทั้งปวง นั่นก็คือโครงสร้างอํานาจรัฐ เราจะได้ยินกันมา โดยตลอดว่าโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยนั้น ประกอบด้วยส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หลายรัฐบาลพยายามที่จะพัฒนา จะปรับปรุงให้ส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นบูรณาการร่วมกัน ทั้งนี้ก็เพื่อจะเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนเป็น สําคัญ แต่สิ่งที่ต้องประสบเป็นเวลายาวนานนั้น นั่นก็คือการที่อํานาจรัฐกระจุกตัวอยู่ ตรงศูนย์กลาง ทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง สุดท้ายทําให้ เกิดความไม่เป็นธรรมในหลาย ๆ ด้าน และถึงที่สุด และนําไปสู่ความไม่พอใจทางด้านการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในอีกด้านหนึ่งการควบคุมบ้านเมืองโดยศูนย์อํานาจที่เมืองหลวง ทําให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ ประชาชนดูแลตัวเองไม่ได้ โครงสร้างการปกครอง ที่สั่งการมาจากเบื้องบนได้มีส่วนทําลายอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ไม่ว่าจะหลายท้องที่ ในชนบท ห่างไกล ผู้คนในท้องถิ่นต้องสูญเสียอํานาจในการจัดการชีวิตตนเอง สูญเสียทั้งศักดิ์ศรีและ ความภูมิใจในด้านวิถีวัฒนธรรมของตน การที่รัฐไทยยังรวมศูนย์อํานาจ อํานาจการบังคับ บัญชาไว้อย่างเต็มเปี่ยม แต่กลับมีอํานาจน้อยลงในการปกป้องสังคมไทยจากอิทธิพลทุน ต่างชาติ แม้กระทั่งทุนสามานย์ในประเทศไทยก็ตาม ท่านจะได้รู้ได้เห็นอยู่เสมอว่าอํานาจ ในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนนับเป็นวิกฤติที่คุกคามชุมชนท้องถิ่นอย่างยิ่ง เพราะทําให้ ประชาชนในท้องถิ่นแทบป้องกันตัวเองไม่ได้เลย ต้องเผชิญปัญหากับผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีทุนมาก มีเทคโนโลยีสูง มีระบบการจัดการที่เหนือกว่าชุมชนท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพครับ การกระจายอํานาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ไม่ใช่แค่การถ่ายโอน อํานาจจากองค์กรขนาดใหญ่ไปสู่องค์กรขนาดเล็กหรือเป็นเพียงการสร้างระบบศูนย์รวม อํานาจให้ขึ้นในท้องถิ่นเท่านั้น แต่จะต้องดําเนินการควบคู่ไปกับการลดอํานาจรัฐและเพิ่ม อํานาจประชาชนควบคู่กันไปด้วย ผมจะขออนุญาตเสนอข้อคิดความเห็นในการลดขนาด เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองและขจัดความเหลื่อมล้ําในสังคมประเทศไทยในเรื่อง การกระจายอํานาจดังต่อไปนี้ครับ รัฐบาลกลางควรจะมีอํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ในเรื่องการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย สังคม ภาพรวม การจัดการภัยสาธารณะขนาดใหญ่ การบริหารเศรษฐกิจมหภาค การดําเนิน กระบวนการในระบบยุติธรรม การจัดให้มีระบบสวัสดิการพื้นฐานสําหรับประชาชน ในประเทศ เป็นต้น นอกจากนั้นให้ท้องถิ่นซึ่งท้องถิ่นของผมในความหมายของผมนั้น ได้แก่ ประชาชน องค์กรชุมชน องค์กรประชาสังคมและที่สําคัญที่สุดนั่นก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งส่วนภูมิภาค นั่นก็คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ ผู้ช่วยสารวัตร เหล่านี้เป็นต้น ให้เขามี อํานาจหน้าที่พัฒนาท้องถิ่น รักษาความสงบคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้บริการพื้นฐานแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข สาธารณะ ธรรม ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ การดูแลรักษาและ ใช้ประโยชน์ในทรัพยากร การพัฒนาแหล่งน้ําชลประทาน รวมทั้งการพัฒนาฝีมือแรงงาน ด้วย นอกจากนี้การกํากับดูแล การบริหารจัดการท้องถิ่นจะต้องมีเท่าที่จําเป็น ต้องคํานึงถึง ความเป็นอิสระ ท่านประธานทราบไหมครับ ผมได้ไปสะท้อนปัญหาของท้องถิ่นเกี่ยวกับ การสนับสนุนงบประมาณเพื่อบวชสามเณรภาคฤดูร้อนซึ่งสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินบอกว่า ไม่สามารถที่จะสนับสนุนได้เพราะเป็นเรื่องของครอบครัว ผมเศร้าใจครับ สิ่งที่สําคัญ ที่สุดในสังคมไทย หากทุกคนนับถือศีล ๕ ปัญหาต่าง ๆ ไม่เกิด ความเหลื่อมล้ําไม่เกิด ความขัดแย้งไม่เกิด เพราะฉะนั้นต้องคิดใหม่ การกํากับจะต้องกํากับด้วยใจเป็นธรรม ฟังเหตุผลอย่างเที่ยงธรรม ตรึกตรอง ไตร่ตรอง กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็ ๔ ท่านสุดท้ายที่เหลือนะคะ มีท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านทนงศักดิ์ ทวีทอง ท่านพันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ แล้วก็คุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ขอเชิญท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ เชิญค่ะ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกเลขที่ ๒๐๔ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณและขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ บริหารราชการแผ่นดิน ที่ได้ทํารายงานอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่ในรายงานนี้ผมเห็นด้วยนะครับ และเห็นว่าเป็นการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย นอกจากท่านจะทํารายงานอย่างดี แล้วผมยังได้สังเกตเห็นว่าท่านได้ทํางานโดยคํานึงถึงงานของคณะกรรมาธิการชุดอื่นเพื่อให้ สามารถสอดประสานกัน ไม่ขัดแย้งกัน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของกรณีรัฐวิสาหกิจนี่ท่านก็ ได้นําเอาความเห็นและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง มาประกอบการพิจารณาและดําเนินการด้วย ในส่วนที่เป็นเรื่องท้องถิ่นท่านก็ได้คํานึงถึง การทํางานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปท้องถิ่นด้วยนะครับ อันนี้ผมขอชื่นชมนะครับ อย่างไรก็ตามผมมีข้อคิดเห็นที่จะเสนอแนะเพื่อให้ท่านนําไปพิจารณาปรับปรุงให้รายงาน ดีขึ้นนะครับ
ท่านประธานครับ ระบอบการปกครองของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะครับ เราเป็นรัฐเดี่ยวหรือที่เรียกว่า เอกรัฐ เราไม่ใช่ พหุรัฐ เหมือนอย่างสหรัฐอเมริกา หรือสหพันธรัฐมาเลเซียนะครับ เดิมระบบบริหารราชการ แผ่นดินของประเทศไทยนี่เราเป็นแบบรวมศูนย์อํานาจ เราได้จัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นในส่วนกลาง โดยให้แต่ละกระทรวงมีอํานาจหน้าที่ของตนเอง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ก็มีอํานาจหน้าที่ทางการศึกษา กระทรวงสาธารณสุขก็มีอํานาจหน้าที่ทางการสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีอํานาจหน้าที่ทางการเกษตร การจัดระบบบริหารราชการ แบบนี้เป็นไปตามหลักการบริหารจัดการเชิงอํานาจหน้าที่ หรือที่เรียกว่า ฟังชันนอล แมเนจเมนท์ (Functional management) เราได้ใช้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นี่จัดการให้บริการ ตามอํานาจหน้าที่ของตนในขอบเขตทั่วประเทศไทย เช่นว่าในเรื่องการศึกษา เราก็ใช้กระทรวงศึกษาธิการไปจัดโรงเรียนทั่วประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข เราก็กลไก ของกระทรวงสาธารณสุขไปจัดบริการทางการแพทย์ในขอบเขตทั่วประเทศไทย การบริหารราชการแบบรวมศูนย์อํานาจนี่เป็นของดีนะครับ แล้วก็ได้มีบทบาทสําคัญ ในการทําให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าจากระดับขั้นซึ่งเป็นอยู่เดิมในระดับที่เรียกว่า เป็นประเทศยากจนและล้าหลัง ตอนนี้เราก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง เป็นอัพเปอร์ มิดเดิล อินคัม คันทรี (Upper middle income country) แล้วนะครับ ทีนี้ความสําเร็จของการพัฒนาประเทศอันเนื่องมาจากการบริหารราชการแบบรวมศูนย์ทําให้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไป แล้วก็ทําให้โครงสร้างสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ภายใต้สภาวะของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่นี่เราได้วิเคราะห์แล้วว่าการบริหาร ราชการแบบรวมศูนย์อํานาจนี่มันพ้นสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจหรือสังคมไทย ในปัจจุบัน แล้วก็ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ของโลกในปัจจุบัน เราจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยน ระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากระรวมศูนย์มาเป็นระบบกระจายอํานาจ อันนี้ทําให้ ชัดเจนเมื่อปี ๒๕๔๐ โดยมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่กําหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องกระจาย อํานาจนะครับ ทีนี้ภายใต้ระบบการกระจายอํานาจนี่อํานาจรัฐจะถูกแยกออกเป็น ๒ ส่วน คืออํานาจรัฐระดับชาติกับอํานาจรัฐระดับท้องถิ่น อํานาจรัฐระดับชาตินี่เราได้จัดให้เป็น ฟังชันนอล (Functional) เป็นการบริหารจัดการเชิงอํานาจหน้าที่ ส่วนอํานาจรัฐระดับ ท้องถิ่นเราได้จัดให้เป็นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ก็แปลว่า ณ วันนั้นประเทศไทยได้มี ความสมดุลของการบริหารราชการแผ่นดิน คือมีทั้งระบบเชิงอํานาจหน้าที่และระบบเชิงพื้นที่ แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์หรือยังไม่เหมาะสมในสัดส่วนก็ตาม แต่ได้มีโครงสร้างของ ๒ ระบบนี้ ขึ้นมาปฏิบัติภารกิจแล้ว เพราะฉะนั้นการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจในวันนี้ก็จึงจะต้องทําการ ปฏิรูประบบการบริหารราชการส่วนกลาง ซึ่งเป็นฟังชันนอลให้มันเป็นฟังชันนอลจริง ๆ นะครับ แล้วก็ปฏิรูประบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นกลไกส่วนหนึ่งของอํานาจรัฐ ส่วนกลางนี่ ในการดูแลกํากับการบริหารส่วนท้องถิ่นให้มันทําหน้าที่ได้จริง กับการปฏิรูป ระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นแอเรีย เบสด์ (Area based) ให้มาปฏิบัติภารกิจ อีกฐานะที่เป็นแอเรีย เบสด์ ได้อย่างแท้จริง การปฏิรูปการบริหารราชการส่วนกลางนี่นะครับ ซึ่งจะต้องทําให้เป็นฟังก์ชัน (Function) อย่างแท้จริง โดยปกติฟังก์ชันที่ภาครัฐพึงทําแยกออกได้เป็นการกําหนดนโยบาย การกํากับดูแล การ สนับสนุน การทําหน้าที่เป็นเจ้าของแทนประชาชน และการตรวจสอบ และการประเมินผล รวมทั้งการให้บริการ ซึ่งเรียกว่า โอเปอเรเตอร์หรือเซอร์วิส โพรไวเดอร์ ด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องไปถามว่า ไปตรวจสอบดูว่ากระทรวง ทบวง กรมแต่ละแห่งที่ตั้งขึ้น ทําหน้าที่อะไร เป็นโพลิซี เมกเกอร์ (Policy maker) หรือเป็นโอเปอเรเตอร์ หรือว่าเป็นเรกกูเลเตอร์ แล้วก็จัดให้กระทรวง ทบวง กรมเหล่านั้นดําเนินการโดยมีสตาฟ (Staff) มีองค์ประกอบ ที่เหมาะสมกับการเป็น โพลิซี เมกเกอร์ หรือเป็นเรกกูเลเตอร์ โดยปกติส่วนกลางจะไม่ทํา เรื่องของโอเปอเรเตอร์กับเซอร์วิส โพรไวเดอร์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์และโอเปอเรเตอร์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเอกชนทําและอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็น อปท. ทํานะครับ คราวนี้การที่เป็น เรกกูเลเตอร์ก็ต้องกํากับดูแลให้มีการเรกกูเลท (Regulate) ให้มีการกํากับกิจการในเซคเตอร์ (Sector) นั้น ๆ ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ อย่างมีกติกาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่ากิจการนั้น จะดําเนินการโดยรัฐ หรือโดย อปท. หรือโดยเอกชน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ผมคิดว่าหน้าที่อันหนึ่งคือกําหนดนโยบายการศึกษา อันที่ ๒ คือกํากับดูแลการให้บริการ ทางการศึกษา การกํากับดูแลก็จะต้องมีกติกาต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เหมือนกันทั้งโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนของ อปท. และโรงเรียนของเอกชน การปฏิรูปโครงสร้างอํานาจที่สําคัญผมคิดว่า อยู่ที่การจัดแบ่งอํานาจให้เหมาะสมและได้ดุลยภาพ ๒. คือการดูแลไม่ให้มีการทับซ้อนกัน ทีนี้ในเรื่องของการที่เรกกูเลเตอร์จะต้องมีความสามารถในการที่กํากับดูแลกิจการทุกอย่าง ในเซคเตอร์ของเขา ไม่ว่ากิจการนั้นจะเป็นของใครก็ตาม เวลานี้ผมคิดว่ามีปัญหา เพราะว่าเวลาที่เราโอนกิจการเช่นกระทรวงศึกษาธิการ งานการศึกษานี้ไปให้ อปท. แล้ว กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ไปดูแลตรงนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าจําเป็นต้องไปผ่าน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้ตั้ง หน่วยงานเกี่ยวกับการศึกษาขึ้นมาเอง ผมคิดว่าทั้งหมดนี้มันต้องอยู่ภายใต้กํากับกติกา เดียวกัน แล้วก็ส่วนที่เป็นหน่วยงานของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ก็อาจจะดํารง อยู่ได้ แต่ต้องเป็นไปตามกติกาที่กระทรวงศึกษาธิการกํากับ ช่องตรงนี้ที่เป็นช่องทําให้เกิด ปัญหาว่ากระจายอํานาจไม่ได้แท้จริง เพราะว่าหน่วยงานกระทรวงต่าง ๆ ไม่อยากจะโอนไป ให้ท้องถิ่น เพราะโอนไปแล้วมันก็ขาดไป แล้วก็อํานาจกํากับดูแลของตนไปไม่ถึง ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่จะต้องทําการปฏิรูปให้ตรงจุดครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทนงศักดิ์ ทวีทอง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ กระผม นายทนงศักดิ์ ทวีทอง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการและโดยเฉพาะท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ที่ได้อภิปรายในวันนี้ แม้ว่าวันนี้นั้นเป็นเรื่องของการที่จะเห็นชัดเจนจากการแบ่งภารกิจหน้าที่ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นก็ตาม แต่ส่วนใหญ่จะพูดถึงในเรื่องของท้องถิ่น ซึ่งต้องขอบคุณ ที่ท่านทั้งหลายได้ไว้วางใจพวกเรา ผมหมายถึงว่าพวกเราที่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งผมเองนั้นก็มาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งในความปรารถนาดี ของท่านและไว้วางใจพวกเราที่จะให้ทํางาน ทําให้พวกเรามีกําลังใจมากที่จะทํางานให้กับ พี่น้องประชาชน ตามที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายและโดยเฉพาะได้พูดถึงเรื่องภารกิจงาน ของท้องถิ่น ผมขอย้ําว่าในส่วนหนึ่งที่เมื่อสักครู่ที่ท่านอาจารย์สมชัยพูดในเรื่องของเชิงพื้นที่ ก็คงจะสอดคล้องกับในเรื่องของการเป็นประชาธิปไตยท้องถิ่นที่ประชาชนปกครองกันเอง พวกเราที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นนั้นเป็นชาวบ้านที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมาทํางานแทนรัฐบาล ในส่วนหนึ่งที่มอบภารกิจให้ ซึ่งคราวนี้ก็คงชัดเจนในการแบ่งงานแบ่งภารกิจ ไม่ว่าจะใน รัฐธรรมนูญก็ตามหรือในที่กรรมาธิการได้แบ่งงานให้ แต่ก็อยากจะเรียนว่าภารกิจต่าง ๆ ที่ท่านได้มอบหมายแบ่งให้นั้นดูแล้วก็เห็นกรอบดูเหมือนจะมาก แต่จริง ๆ แล้วท่านคงยังพอจําได้ว่าที่สมเด็จพระเทพฯ ได้เคยมีพระราชดํารัสพระองค์ท่านได้ พระราชทานว่าเดี๋ยวนี้ไปที่ไหน หรือไปเยี่ยมประชาชนที่ใดเมื่อได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ ความเดือดร้อนของประชาชนก็บอกว่าให้ไปร้องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภารกิจของพวกเรามีมากมายซึ่งปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น ภารกิจของหน่วยงานอื่นก็ตาม ไม่ว่าไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ เมื่อร้องเรียนมาแล้ว เราไม่สามารถ จะบอกว่าเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือภูมิภาคได้ เราเองก็ต้องรับภารกิจ ยามบ้านเมืองที่มีปัญหาพวกเราเองก็ได้พยายามที่จะดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดี ก็ต้องเรียนว่า ภารกิจของท้องถิ่นมีมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นบางครั้งบางคราวในเรื่องของการที่มี ระเบียบ มีกฎหมายออกมามันจะมีข้อขัดแย้งกันไม่สอดคล้องกันทําให้พวกเราจะถูก ตรวจสอบจากหน่วยงานตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ ป.ป.ช. ก็ตาม ผมยกตัวอย่างว่ากฎหมายจัดตั้งของพวกเรานั้นบางครั้งให้เป็นภารกิจ เป็นหน้าที่ แต่ปรากฏว่า ไปเจอกฎหมายที่ศักดิ์สูงกว่าในเรื่องของกฎหมายกระจายอํานาจก็ตามจะต้องมีประกาศของ คณะกรรมการกระจายอํานาจในเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจ ถ้าไม่มีกลายเป็นเหมือนกับว่า เราไม่มีหน้าที่ เช่นที่ผมเคยยกตัวอย่างเรื่องการฉีดยาพิษสุนัขบ้า ซึ่งมีปัญหาดูเหมือน เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่กระทบกับการทํางานของพวกเรา แล้วก็อีกหลาย ๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็น เรื่องของงานประเพณี วัฒนธรรมก็ตาม ก็ต้องขอบคุณที่ในรัฐธรรมนูญได้เขียนให้เป็นหน้าที่ ของท้องถิ่น ถ้าไม่มีการดําเนินการที่ชัดเจนเรายากที่จะทํางาน โดยเฉพาะหลาย ๆ ท่านได้ อภิปรายในเรื่องภารกิจที่ซ้ําซ้อนกัน ถ้าท่านไม่สามารถที่จะดําเนินการแยกภารกิจ ยกตัวอย่างว่าในเรื่องของกรมทางหลวงชนบทที่มีภารกิจถ่ายโอนมาให้ท้องถิ่นแต่ปรากฏว่า กรมทางหลวงชนบทยังอยู่ ยังแข็งแรง ยังมั่นคงต่อ เพราะฉะนั้นงานมันซ้ําซ้อนกัน งบประมาณไม่มีทางที่จะพอครับ ถ้าสมมุติว่าไม่สามารถตัดงบประมาณจากส่วนกลางหรือ ส่วนภูมิภาคบางหน่วยงานที่จําเป็นต้องถ่ายโอนภารกิจออกมา กลายเป็นว่าภารกิจอยู่ที่ ยกตัวอย่างว่ากรมท้องถิ่นในเรื่องของการทําถนน อบจ. ก็ทําถนนกลายเป็นภารกิจซ้ําซ้อนกัน ตรงนี้เป็นปัญหาที่ควรจะต้องมีการพิจารณาว่าภารกิจอื่น ๆ ก็ตามที่มีการถ่ายโอนแล้ว จะต้องตัดออกมาให้ชัดเจน เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นตัดขาดออกจากหน้าที่ของส่วนกลางหรือ ส่วนภูมิภาค เป็นการลดขนาดซึ่งไม่ใช่เป็นการที่จะไปแย่งงานทํา เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเราจะเดินหน้ากันต่อไปอย่างไร ในขณะที่ว่าท่านทั้งหลายได้มี ความคิดที่ดี ๆ ให้กับพวกเรา แต่แนวทางการที่จะปฏิบัติ ที่จะทํางาน ที่จะเดินหน้ากันต่อไป จะมีกระบวนการ มีวิธีการอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมานั้นก็มีความพยายามที่จะทําจากแผนขั้นตอน กระจายอํานาจ จากแผนของการถ่ายโอน แต่ปรากฏว่าหน่วยงานภาครัฐเองไม่ยอมถ่ายโอน มาให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายบังคับ มีแผนบังคับชัดเจน ไม่ยอมถ่ายโอนมา ก็ทําให้งานค้าง ที่ทําให้มีปัญหาจนถึงแผน ๓ ไม่สําเร็จจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณ อีกครั้งหนึ่งในความปรารถนาดีกับองค์กรปกครองท้องถิ่นครับ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านพันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ค่ะ
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดมุกดาหารครับ ในการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน กระผมขอแสดงข้อคิดเห็น เกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทยเบื้องต้น คือกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่กระทรวงมหาดไทย ควรจะมีการปฏิรูปเนื่องจากว่าไม่ว่าถนนหนทางอะไรก็ตาม แหล่งน้ําขนาดเล็กที่กรมส่งเสริม การปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะเป็นผู้ดําเนินการ แต่ว่าในปัจจุบันนี้ผมเห็นว่าได้มีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยได้นํางบประมาณส่วนหนึ่งไปขุดลอกห้วยหนองคลองบึงในเขตพื้นที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทนที่อํานาจส่วนนี้ก็ควรจะให้เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปดําเนินการนะครับ แต่ว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็ได้เอางบประมาณลงไป ในพื้นที่ โดยทําในนามกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนะครับ อันนี้ก็เห็นควรที่จะมี การปฏิรูปจริง ๆ ก็คือควรจะโอนงานส่วนท้องถิ่น ถนนหนทางระหว่างเชื่อมหมู่บ้าน เชื่อมตําบล หรือแหล่งน้ําขนาดเล็กก็ควรจะอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ
ส่วนที่ ๒ ก็คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะ เห็นว่าจะมีกรมส่งเสริมการเกษตร ในอดีตที่ผ่านมาเขาจะมีเกษตรตําบลนะครับ ตําแหน่ง เจ้าหน้าที่เกษตรตําบล เขาจะประจําทุกตําบล แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วนะครับ ไปรวมกันอยู่ที่ เกษตรอําเภอที่เดียว เพราะฉะนั้นเวลาประชาชนจะไปประสานงานเกี่ยวกับทางการเกษตร พืชผลต่าง ๆ ก็ต้องเดินทางเข้าไปที่อําเภอนะครับ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว เหล่านี้ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกรมการข้าวไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ในส่วนของ จังหวัดเลยนะครับ ยกตัวอย่างจังหวัดมุกดาหารไม่มีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวเข้าไปอยู่เลย กรมประมง กรมปศุสัตว์ ก็เรียกไปอยู่ที่จังหวัดหมด ระดับอําเภอไม่มีนะครับ
ส่วนกระทรวงสาธารณสุขครับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ชื่อโรงพยาบาล แต่ไม่มีนายแพทย์ประจําโรงพยาบาลนะครับ ใจจริงผมแล้วถ้ามีการปฏิรูปจริง ๆ ประชาชน ทุกคนที่บอกว่ามีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในการที่จะได้รับบริการสาธารณะจากภาครัฐ โรงพยาบาลทุกแห่งก็ควรจะมีนายแพทย์ประจําโรงพยาบาลทุกแห่งนะครับ อันนี้ผมก็ อยากจะฝากว่าถ้าปฏิรูปจริงก็ให้ปฏิรูปไปถึงประชาชนระดับตําบล ระดับหมู่บ้านด้วย
กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บวกกระทรวงมหาดไทย ผมอยากเรียนถามว่าโรงเรียนกีฬาอยู่ในสังกัดกระทรวงไหน สนามกีฬากลางจังหวัดแต่ละ จังหวัดไปมอบให้อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด มันเกี่ยวข้องกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือไม่ อย่างไรอันนี้ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้มันจัดเป็น จัดส่วนนะครับ กระทรวงศึกษาธิการเขามีหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอน แต่โรงเรียนกีฬา อยู่ในกระทรวงไหน สนามกีฬากลางจังหวัดแต่ละจังหวัดอยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ. ได้อย่างไร ทําไมไม่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานะครับ
ส่วนที่ ๕ ก็คือสํานักนายกรัฐมนตรี อันนี้จากการที่กระผมได้ไปรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในจังหวัดมุกดาหาร เขาเรียกร้องให้มีสํานักงานคุ้มครอง ผู้บริโภคจังหวัดและสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคประจําอําเภอนะครับ ในส่วนนี้มีแต่ที่ สํานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจําจังหวัดและเจ้าหน้าที่ประจํา อําเภอเลย เวลามีปัญหาขึ้นมาเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าต่าง ๆ เกิดปัญหาขึ้นมา ไม่รู้จะไป ติดต่อหรือร้องเรียนใครที่ไหน ถ้ามาที่กรุงเทพมหานครก็ไม่รู้ว่าจะไปส่วนไหน ไม่รู้ที่อยู่ อันนี้ก็อยากจะฝากให้ถ้าปฏิรูป คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคควรจะมีระดับจังหวัด และระดับอําเภอด้วยนะครับ
ส่วนเรื่องสุดท้ายนะครับ ก็คือผมเคยเป็นข้าราชการมาก่อนนะครับ เคยเป็น ข้าราชการตํารวจชั้นเล็ก ๆ ตั้งแต่พลตํารวจจนถึงพันตํารวจโท ก็เห็นหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ไปอยู่จังหวัด ทุกกระทรวง ทบวง กรมที่ไปอยู่จังหวัด ย้ายไปอยู่จังหวัด บางจังหวัดหรือ บางกรม บางหน่วยงานก็ส่งคนที่ใกล้จะเกษียณอายุราชการไป ข้าราชการที่ใกล้เกษียณอายุ ราชการ อายุ ๕๖ ปี ๕๗ ปี ๕๘ ปี ๕๙ ปี ถึง ๖๐ ปี ส่วนใหญ่บุคคลเหล่านี้ก็เคยเป็น ข้าราชการชั้นผู้น้อยมาก่อน ทํางานมาด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพและทํางานมาเป็นอย่างดี มีประโยชน์สําหรับประเทศชาติมากมายนะครับ แต่ว่าบั้นปลายชีวิตรู้สึกว่าจะอ่อนแรงลงไป ก็คือว่าทํางานแบบลอยตัวครับ ลอยตัวก็คือหมายความว่าความรับผิดชอบต่าง ๆ ส่วนใหญ่ แล้วไม่อยากจะรับผิดชอบด้วยตนเอง ก็คือปัดไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชาบ้าง ให้หน่วยงานอื่น ๆ บ้าง โยนกันไปโยนกันมา เพราะว่า ๑. ก่อนเกษียณอายุราชการไม่อยากจะมีเรื่องถูกร้องเรียน ไม่อยากจะถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้ว่า อายุ ๕๖ ปี ๕๗ ปี ๕๘ ปี ๕๙ ปี ๖๐ ปี ก็ควรจะได้เลื่อนตําแหน่งขึ้นไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ไปเป็นที่ปรึกษาของกระทรวง ของกรมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ปล่อยให้รุ่นน้อง ๆ ได้บริหาร ราชการ ให้เลื่อนยศ เลื่อนตําแหน่งขึ้นมา ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ อายุ ๔๕ ปี ปลัดกระทรวงนี้ต่อไปเขาก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ก็อยากจะให้ประเทศไทยของเราได้มีการ ปฏิรูปข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่อายุ ๕๖-๖๐ ปี ได้ไปเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของ หน่วยงานนั้น ๆ แล้วก็เพิ่มเงินเดือนให้สูงขึ้นนะครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปท่านสุดท้ายนะคะ ขอเชิญ คุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เชิญค่ะ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ททรงเกียรติ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๒ วันนี้ต้องขอขอบคุณนะครับที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการ แผ่นดิน ได้นําเรื่องของการปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น มาให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้พิจารณาและแสดงความคิดเห็น ซึ่งการบริหารราชการ ก็หมายถึงการใช้งบประมาณ การบริหารทรัพยากรของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี นี่คือเป้าหมายของการบริหารการปกครองทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นที่ทราบนะครับว่าการบริหารในส่วนท้องถิ่นนี้เป็นการบริหาร ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน ทราบปัญหาแล้วก็แก้ปัญหาได้ตรงจุดนะครับ แล้วก็ส่วนของที่ทาง สภาปฏิรูปแห่งชาติได้กําหนดนโยบายหรือมีความคิดว่าเราจะทําอย่างไรถึงจะลดส่วนกลางลง จะเพิ่มบทบาทของส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้นนะครับ นี่คือหัวใจในการพัฒนา ประเทศ เพราะว่าส่วนฐานรากนี้ก็คือส่วนที่จะทํางานให้เกิดประโยชน์ รู้ปัญหาแล้วก็ตรง ความต้องการแล้วก็สามารถจะพัฒนาความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มีประสิทธิภาพ ที่สุดนะครับ เราเคยได้ยินเรื่องของแท่งไอติมนะครับ กว่าไปถึงพื้นที่เหลือแต่ไม้ไอติม สิ่งนี้คือ สิ่งที่เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรในช่วงที่เรามีโอกาสได้ปฏิรูปประเทศไทยของเรานะครับ การลดส่วนกลางลง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรม เหมือนกับการที่เราจะปฏิรูปการศึกษา เราบอกว่าจะลดอย่างไรให้ลดกระทรวงศึกษาธิการลงนะครับ บางคนบอกว่าที่เรามีปัญหา เรื่องการศึกษาก็เพราะกระทรวงศึกษาธิการก็คือมันใหญ่เกินไป ทําอย่างไรเราจะลด ส่วนกลางลงแล้วเงินไปถึงพื้นที่ให้มากที่สุด เงินไปถึงที่นักเรียนให้มากที่สุดนะครับ นี่คือหัวใจ แต่ปัญหาของประเทศไทยคือเราสร้างส่วนกลางไว้ใหญ่มาก นี่คือสิ่งที่ทุกคนจะต้องถือว่า เป็นวาระแห่งชาติที่จะลดส่วนกลางให้ได้ แล้วก็เอาเงินไปถึงพื้นที่ส่วนล่างให้มากที่สุด เพื่อจะได้มาพัฒนาปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในส่วนของส่วนท้องถิ่นเอง ซึ่งผมในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรี แล้วก็เป็นกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นนะครับ ก็ขอบอกว่าการปฏิรูปเรื่องของการปกครองท้องถิ่น เรื่องของการที่จะปฏิรูปเรื่องของ การกระจายอํานาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะลดขนาดการกระจายทรัพยากร ส่วนกลางให้เกิดความเป็นธรรม แล้วก็เกิดความมีประสิทธิภาพและพอเพียง อันนี้ก็คือ สิ่งที่พวกเราว่าทําอย่างไรท้องถิ่นจะมีศักยภาพที่เพิ่มขึ้นนะครับ
๑. ก็คือเรื่องของการให้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นนะครับ ซึ่งตรงนี้เราก็พยายาม จะคิดอย่างไรว่าทําไมเงิน ทรัพยากรต่าง ๆ การสนับสนุนต่าง ๆ จากส่วนกลางนี้เยอะยิ่งขึ้น
อันที่ ๒ คือการจัดการ ทําไมการจัดการของท้องถิ่นจะทําให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้นนะครับ ต้องมีนวัตกรรมในการที่จะบริหารจัดการในท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เรื่องของรถดับเพลิงอย่างนี้นะครับ จริง ๆ อบต. แต่ละ อบต. นี้นะครับ ถ้าจะใช้ รถดับเพลิงจริง ๆ อาจจะต้อง อบต. ละ ๒-๓ คันอะไรอย่างนี้ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เราสามารถจะ ใช้เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ช่วยกันนะครับท่าน ๓-๔ อบต. นี้มารวมกันเป็นคลัสเตอร์ มีเหตุเกิดที่หนึ่ง เราควรเอารถดับเพลิงต่าง ๆ ไปช่วยกัน นี่คือการจัดการในพื้นที่แบบบูรณา การร่วมกันโดยใช้การประหยัดงบประมาณของท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ
๓. เรื่องของการจัดสรรเรื่องของคนนะครับ ทําไมคนของท้องถิ่นจะเก่ง จะดี แล้วก็มีสํานึกต่อพี่น้องประชาชน แต่โชคดีนะครับในเรื่องของท้องถิ่น เนื่องจากที่เราเป็น นายกเทศมนตรี ผมเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคามนะครับ กว่าจะรับเลือกตั้งต้องเดิน ไปทุกหลัง ๆ ๒ ปี รู้ซอกซอยรู้ปัญหาหมด ออกไปทุกสิ่งทุกอย่างเรารู้ปัญหาในพื้นที่หมด เป็นความรู้ที่เราเป็นจิกซอว์ (Jigsaw) สะสมมา แล้วสํานึกต่อปัญหาพี่น้องประชาชน เราสํานึกต่อปัญหา เช่นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็เกิดวาตภัยที่จังหวัดมหาสารคาม ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งทุกคนในจังหวัดมหาสารคาม ทั้งเทศบาล ทั้งหน่วยงานสังกัดภูมิภาค ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย โยธาธิการจังหวัด ทางหลวงจังหวัดอะไรต่าง ๆ เข้ามาช่วยกันหมดเพื่อจะแก้ปัญหาพื้นที่ ตัวเองให้ดีที่สุด นี่คือความงดงามของการทํางานร่วมกันของภูมิภาคและท้องถิ่น ทีนี้ของท้องถิ่น เราอยากให้มีการจัดการในพื้นที่ได้ดี ส่วนการกํากับดูแลก็บอกว่าการกํากับดูแลเท่าที่จําเป็น ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าจริง ๆ ตอนนี้เรามีปัญหาเรื่องของการกํากับดูแล ที่การตีความของคนกํากับดูแลกับคนทํางานไม่เหมือนกัน คนทํางานว่าจําเป็น เทศบาลว่า จําเป็น แต่คนกํากับดูแลว่าไม่จําเป็น นี่คือความไม่เป็นอิสระในการตีความของกฎหมาย แล้วทําอย่างไรที่จะทําให้การทํางานของท้องถิ่นมีกฎหมายที่สามารถจะทํางานได้สะดวกยิ่งขึ้น ก็หมายความว่าท้องถิ่น การทํางานที่อิสระในความสมดุลกับความถูกต้องและมีธรรมาภิบาลด้วย ถ้าเราให้มากเกินไปเกิดไปทําอะไรที่ไม่ถูกต้อง มีทุจริตอะไรก็ไม่ดี แล้วสิ่งที่เราบอกว่า เราต้องการให้ระเบียบที่เอื้อการทํางานที่ดี แต่ถ้าทุจริตก็ให้ลงโทษให้ตัดสินไปเลย แต่การทํางานที่ไม่มีการทุจริตแต่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอยากให้มีการแก้ระเบียบ ให้ทํางานได้มากขึ้น ก็สรุปว่าท้องถิ่นเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่สําคัญที่สุดของประเทศ แล้วทําอย่างไรที่จะทําให้ท้องถิ่นมีประสิทธิภาพแล้วก็สามารถจะทํางานให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับพี่น้องประชาชน มีสํานึกที่ดีต่อพี่น้องประชาชน ท้องถิ่นก็เหมือนจิกซอว์เล็ก ๆ ที่อยู่ ทั่วประเทศไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจิกซอว์นี้ได้ต่อกันความสวยงามของรูปภาพของจิกซอว์ ที่ต่อกันเรียบร้อยแล้วจะทําให้ประเทศไทยมีภาพที่สวยงาม ก็หวังว่าภาพแห่งความสวยงามนี้ จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากท่านนายกกิตติศักดิ์ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๒๘ ท่าน ที่ได้ประสงค์จะอภิปรายในหัวข้อเรื่องการปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นได้อภิปรายครบแล้วนะคะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ได้กรุณาตอบชี้แจงเพิ่มเติม ขอเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๒๘ ท่าน รวมทั้งท่านอื่น ๆ ด้วยที่กรุณาอยู่ฟัง แล้วก็ให้กําลังใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง ๒๘ ท่าน ได้กรุณาให้ข้อคิด ให้ข้อสังเกต ให้คําแนะนําที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่เราจะนํากลับไปปรับปรุงเพื่อให้รายงานฉบับนี้ มีความสมบูรณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้สามารถที่จะดําเนินการได้ต่อไปอย่างเป็น รูปธรรมที่แท้จริงนะครับ กระผมมีเพียงบางประเด็นที่อยากจะกราบเรียนอธิบายชี้แจงเพื่อให้ เกิดความชัดเจน แล้วก็กราบเรียนถึงความรู้สึกของคณะกรรมาธิการที่ทําในเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย ในส่วนของคําอภิปรายก่อนอื่นต้องขออนุญาตขอบพระคุณท่านเดชฤทธิ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อแนะนํา หลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูปโดยการให้มีหน่วยงาน บางหน่วยที่จะให้บริการประชาชนถึงในระดับอําเภอ อย่างเช่น ในเรื่องของสรรพสามิต ในเรื่องของปศุสัตว์ ในเรื่องของประมงอะไรก็ตามแต่นะครับ ตรงนี้แนวทางของการปฏิรูปก็อาจจะดําเนินการให้มีการปรับปรุง แต่ว่าคงไม่ได้ไปตั้ง หน่วยงานในอําเภอขึ้นมา แต่คงจะให้บริการนั้นไปถึงประชาชนให้ได้นะครับ มีข้อสังเกตของ ท่านอยู่ข้อหนึ่งซึ่งจําเป็นต้องกราบเรียนนิดหนึ่ง ท่านให้ข้อสังเกตไว้ว่า ก.พ. เน้นอาวุโสเป็น อันดับแรกในเรื่องของการแต่งตั้ง ตรงนี้ทําให้ท่านเป็นกังวลเพราะท่านเห็นว่า ที่เจริญก้าวหน้าขึ้นมาบางคนก็แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน ความจริงตรงนี้เป็น ข้อเท็จจริงที่เราพูดกันมานานนะครับ บังเอิญผมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.พ. อยู่ ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อความชัดเจนนิดหนึ่งว่า ก.พ. ไม่เคยมีหลักนี้ ไม่เคยมี นโยบายนี้ในการที่จะให้เรื่องของอาวุโสขึ้นมาเป็นความสําคัญอันดับแรก เพียงแต่ว่าอาวุโส นั้นจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาแต่งตั้ง หรือว่าเลื่อนตําแหน่งให้สูงขึ้นว่าถ้า องค์ประกอบในด้านอื่น เพื่อประโยชน์ของทางราชการในเรื่องของความรู้ความสามารถและ ผลงานที่เชิงประจักษ์ที่ผ่านมานั้นมีความชัดเจนก็จะต้องเลือกไปตามนั้น แต่ว่าถ้าหากว่า น้ําหนักเท่ากันหรือคะแนนเท่ากัน ตรงนี้อาวุโสก็จะเข้ามามีส่วนประกอบการพิจารณา โดยไม่ได้ให้เป็นความสําคัญอันดับแรก และ ก.พ. ก็จะถูกหารือบ่อยมากครับว่าจะคิดอาวุโส อย่างไร จะนับอาวุโสอย่างไร ซึ่งก็จะต้องให้คําอธิบายไปทุกครั้งว่าการนับอาวุโสนั้นเป็นการ นับเพื่อประโยชน์ในการที่จะดูอายุราชการหรือว่าดูในเรื่องของการที่จะมีสิทธิในการที่จะเบิก ค่าสวัสดิการอะไรต่าง ๆ นานา แต่ว่าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ในเรื่องของการที่จะไปแต่งตั้งหรือ เลื่อนตําแหน่งนะครับ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่จะขออนุญาตกราบเรียน คือความจริงมันไม่ใช่แค่โต เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นานนะครับ มันมีเรื่องของการโตฟัก โตแฟง โตแตง โตน้ําเต้าด้วย มันทําให้มีการตรวจสอบกันอยู่มากมาย
ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือในเรื่องของข้อแนะนํานะครับ ของท่านพงศ์โพยมขออนุญาตเอ่ยนามท่านเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ดีมากเลย นะครับ คือท่านเสนอว่าเป้าประสงค์ของราชการในเรื่องของการที่จะวัดอะไรต่าง ๆ นานา มันค่อนข้างจะเป็นนามธรรมมาก ๆ ฉะนั้นก็เสนอว่าควรจะมีการวัดผลลัพธ์ ผลผลิตหรือ ผลลัพธ์ของงานโดยมีการจัดทําเป็นคํารับรองของผู้ที่ของบประมาณมาทําโครงการในท้องถิ่น หรือในท้องที่ หรือแม้แต่ในส่วนราชการต่าง ๆ นะครับว่าจะต้องสัมฤทธิผลที่แท้จริงอย่างไร ตรงนี้น่าสนใจ แล้วตรงนี้ก็คงต้องเป็นเรื่องในทางปฏิบัติที่จะต้องมีเพราะว่าปัจจุบันนี้ระบบ ของการทําข้อตกลงในเรื่องของการปฏิบัติราชการนั้นมันเข้ามาสู่ระบบราชการของเราแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะให้มีการจัดทําข้อตกลงหรือว่าจัดทําคํารับรองว่าจะต้องสัมฤทธิผลบวก ไปกับการที่จะต้องมีการตรวจสอบหรือว่าประเมินผลการปฏิบัติตามโครงการต่าง ๆ นั้น มันจะทําให้การบริหารราชการมันมีประสิทธิภาพแล้วก็ตรงตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ตอนที่ สมัยมากาเร็ต แทชเชอร์เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษนะครับ อังกฤษได้นําระบบของการ บริหารราชการแผ่นดินขึ้นมาใช้อยู่คําหนึ่งนะครับ เรียกเป็นตัวย่อว่า วีเอฟเอ็ม (VFM) ตัวเต็ม ของเขาก็คือแวลู ฟอร์ มันนี (Value For Money) ผมขออภัยนะครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ผมไปศึกษาไปดูงานที่นั่น จะพบว่าในทุกกระทรวง ทบวง กรม การที่จะขออนุมัติใช้ งบประมาณไม่ว่าจะเป็นเงินเล็กน้อยแค่ไหน แค่ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ประจําสํานักงาน ไปจนกระทั่งถึงโครงการขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เมกะโปรเจกท์ (Mega project) การสร้าง สาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ เจ้าหน้าที่จะต้องสามารถชี้แจงความคุ้มค่าของเม็ดเงิน ที่ใช้ ก็คือแวลู ฟอร์ มันนี งบประมาณที่ขออนุมัติมานี้นั้นจะส่งผลที่มันเป็นประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน เพียงไร แม้แต่โครงการฝึกอบรม ซึ่งเป็นโครงการที่วัดยากมาก เขาก็สามารถที่จะสร้างตัวชี้วัดที่เรียกว่า อาร์โอไอ (ROI) หรือว่ารีเทิร์น ออน อินเวสเมนท์ (Return On Investment) เพราะเขาถือว่าการฝึกอบรมและการพัฒนาข้าราชการนั้น เป็นการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แล้วในเรื่องนี้ผมเองเคยนําเสนอ แล้วก็ไปปรากฏอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถ้าจําไม่ผิดก็คือฉบับที่ ๗ ว่าให้ถือว่างบประมาณ เรื่องการพัฒนาข้าราชการนั้นเป็นงบลงทุน ไม่ใช่งบค่าใช้จ่ายปกตินะครับ ตรงนี้ก็เป็นเรื่อง ที่จะขออนุญาตรับเป็นข้อสังเกตท่านไว้นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือข้อสังเกตของ คุณหมออําพลนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นข้อสังเกตที่ค่อนข้างจะชัดเจน ด้วยความเป็นห่วงขออภัยครับก่อนจะไปถึงคุณหมออําพล ขออีกท่านหนึ่งก่อนก็คือ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ขออนุญาตเอ่ยนาม เพราะอยู่ในกรรมาธิการเดียวกัน ท่านเฉลิมชัย ท่านให้ข้อสังเกตว่าร่างรัฐธรรมนูญไปไกลแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขามีการเสนอให้มี การตั้งกรรมการคัดเลือกปลัดกระทรวงอยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีองค์ประกอบมาจากองค์กรต่าง ๆ มากมายนะครับ ของเรานั้นเพิ่งจะมามีแนวคิดในการเสนออันนี้ก็คงจะไม่ทันเขาแล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในความเห็นของกรรมาธิการตอนที่ทําการศึกษา ๑ ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นเห็นว่ายังไม่ชัดเจนแล้วก็ไม่แน่ว่าเรื่องนี้จะประสบความสําเร็จ หรือจะผ่านได้นะครับ
แล้วก็ในเรื่องของการกําหนดรูปแบบขององค์กรอีกรูปแบบหนึ่งก็คือในเรื่อง ของมาตรา ๒๘๔ (๕) เรื่องของการตั้งองค์กรบริหารภาค ตรงนี้เราก็เห็นว่ามันยังไม่มี ความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่ามันจะออกมาเป็นอย่างที่ร่างหรือไม่ จึงได้มีการเสนอพร้อมด้วย ขั้นตอนที่จะขอให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ
มาถึงเรื่องประเด็นสุดท้ายที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือข้อสังเกต ของคุณหมออําพลที่ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ดีมาก ๆ ในเรื่องของการวางธงที่ชัดเจนนะครับ ของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน อย่างเช่น จะฟันธงไปเลยได้ไหมว่าทบทวน บทบาท ภารกิจ ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ลดจํานวนหน่วยงาน หรือว่าจํานวนข้าราชการ ภูมิภาคลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ไปเพิ่มท้องถิ่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรืออะไรอย่างนี้เป็นต้นนี้นะครับ ตรงนี้ต้องขออนุญาตขอบพระคุณครับ แล้วก็ต้องเรียนว่าความจริงกรรมาธิการอยากจะเขียน ให้มันชัดมากเหมือนกับที่ท่านหมออําพลได้กรุณาแนะนํานะครับ แต่ว่าเราตระหนักดีว่า ในวาระการทํางานของกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งวาระของ สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น มันอาจจะยังไม่ยาวนานเพียงพอที่จะดําเนินการให้มันสําเร็จตามที่เรา ฟันธง ถ้าเราฟันธงไปอย่างนั้นนะครับ เพราะว่าความจริงเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะเห็นคล้อยด้วยกับผมว่าแค่คิดจะปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน มันก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้วนะครับ ทํานี่ยากกว่า แต่ว่าถ้าจะทําให้สําเร็จนี้มันยากที่สุดนะครับ แล้วก็หลาย ๆ ท่านก็ได้กรุณาตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่าเราจะทําได้จริงอย่างนั้นหรือเปล่านะครับ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้วางว่ามันจะมี ขั้นตอน แนวทางต่อไปในเรื่องของการที่จะต้องไปจัดทําเป็นโครงการที่ชัดเจน มีการเสนอให้ มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม หรือว่าพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือนและข้าราชการประเภทอื่น ๆ นะครับ ซึ่งแต่ละเรื่องก็จะต้องใช้เวลาและใช้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นศึกษา โดยเฉพาะนะครับ คือเรื่องนี้ความจริงแล้วการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เราคิดโดยการ ที่ต้องการที่จะให้มันเกิดผลในทางปฏิบัติที่แท้จริง ระบบการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มันได้ผลดีจริง ๆ ก็คือการปฏิรูปให้ดีจะต้องขึ้นไปจากข้างล่างหรือว่า บอททอม อัพ (Bottom up) แต่ว่าการปฏิรูปถ้าจะให้สําเร็จอย่างแท้จริงนี่มันจะเกิดขึ้นได้จริง ๆ มันต้อง ทอป ดาวน์ (Top down) มันต้องลงมาจากข้างบน ข้างล่างทําอะไรได้ลําบากมาก ที่กราบเรียนอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่กล้าหรือเราท้อ คือความจริงถ้าฟันธงลงไปว่า จะลดส่วนราชการลงครึ่งหนึ่งหรือลดจํานวนข้าราชการลงครึ่งหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าก็คงจะมีพาดหัว ตัวไม้ตัวใหญ่ที่สุดว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติตัดจํานวนข้าราชการและส่วนราชการลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ทันที แล้วก็อย่างที่บางท่านได้ชี้แจงว่าถ้าเรื่องอย่างนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพียงพอ มันก็อาจจะเป็นผลกระทบที่มันจะกลับมาในทางที่เราจะต้องมาทําความเข้าใจ หรือแก้ไขปัญหาเหมือนกับหลาย ๆ เรื่อง เรื่องภูมิภาค ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็มีแนวคิดหรือว่า มีแนวร่วมขึ้นมาว่าจะมีการยุบภูมิภาคหรือเปล่า เรื่องท้องถิ่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จะมีการเลิก กํานัน ผู้ใหญ่บ้านหรือเปล่า ทุกเรื่องพอไปแตะเข้าแล้วนี่ ต้องเรียนตรง ๆ นะครับว่า การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินทุกคนเห็นว่าจําเป็นครับ ส่วนใหญ่จะเห็นว่า ต้องปฏิรูป แต่ว่าขอให้ไปปฏิรูปในกระทรวงอื่น ไม่ใช่กระทรวงผม ถามข้าราชการว่า จํานวนข้าราชการเกินกว่าที่ควรจะมีอยู่ไหม ส่วนใหญ่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีใจ เป็นธรรมเห็นว่ามันเกินไปจริง ๆ เยอะจริง ๆ ควรจะตัดลงได้อย่างน้อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไปตัดที่กรมอื่น ที่กรมผมยังขาดอีกด้วยซ้ําไปจะต้องขอเพิ่ม ที่ผ่านมา อันนี้คือประสบการณ์ที่แท้จริงที่พบอยู่ในเรื่องของการทํางานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบราชการ แต่อย่างไรก็ตามขอเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าตรงนี้ไม่ใช่ข้อที่จะไม่ให้เราคิด ตรงนี้ไม่ใช่ ข้อที่จะไม่ให้เราทํา แล้วเราก็จะต้องดําเนินการต่อไป แต่ว่าดําเนินการโดยมีขั้นตอน มีวิธีการ มีข้อมูล มีระบบ มีกระบวนการที่ชัดเจนว่าเราจะทําอะไร เมื่อไร แล้วก็ขั้นหนึ่งที่เราจะต้อง ทําก็คือเรื่องของการส่งไม้ต่อว่าจะมีหน่วยงานหรือมีองค์กรไหนที่จะรับหรือไม่ ยกตัวอย่าง เช่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี่จะเกิดขึ้นหรือเปล่า หรือจะมีอยู่จริงหรือเปล่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติจะมีอยู่หรือเปล่า แต่ว่าในความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอกราบเรียนว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมก็คือว่า ถ้าจะให้ดีจริง ๆ ผมคิดว่าควรจะมีหน่วยงานที่ทําหน้าที่ในเรื่องของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน รับผิดชอบในเรื่องของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินตามแนวทางที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ แล้วก็เอาไปศึกษาวิเคราะห์ว่าจะทําต่ออย่างไร ได้ขั้นตอนอย่างไรบ้าง โดยหน่วยงานนี้ไม่ได้ จําเป็นต้องเป็นหน่วยงานหรือเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาใหม่นะครับ แต่ว่าเราจะใช้หน่วยงาน หรือองค์กรเดิมนั้นได้อยู่ สามารถที่จะใช้ได้อยู่ ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นแนวทางที่เราพยายามศึกษา แล้วก็ทําให้ความชัดเจนในเบื้องต้นสามารถที่จะทําได้ดีที่สุด ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ถ้าเผื่อท่านกรรมาธิการท่านมีอะไรจะเพิ่มเติมก็ขออนุญาตท่านประธานด้วยครับ
ไม่มีนะคะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดําเนินการของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน วาระการปฏิรูปที่ ๓ เรื่องการปรับโครงสร้างอํานาจ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แล้วก็ได้รับทราบความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําไปพิจารณาเป็น แนวทางในการดําเนินการต่อไป เป็นอันจบการพิจารณาในระเบียบวาระการปฏิรูปที่ ๓ นี้นะคะ
ก่อนที่จะเข้าระเบียบวาระการพิจารณาในวาระการปฏิรูปต่อไป ดิฉันมีเรื่องแจ้ง ที่ไม่อยู่ในระเบียบวาระ ซึ่งจะขออนุญาตแจ้งเสียเลยเพื่อจะให้สมาชิกได้รับทราบว่า คณะกรรมการประสานงานเตรียมการในการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรามีเวลา ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๖ ที่ผ่านมานี้นะคะ ท่านได้ขอให้แจ้งว่าท่านได้เตรียมการแล้ว แล้วก็ได้เสนอ ที่จะชี้แจงต่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลังจากการประชุมในวันนี้ หลังจากที่เราปิดประชุม แล้วท่านจะได้แจ้งให้ทราบถึงเรื่องของวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสมาชิกจะได้รับทราบ และท่านจะขอหารือในบางเรื่องด้วย เพราะฉะนั้นอยู่กันพร้อมหน้านะคะ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไป ดิฉันก็จะขอเข้าสู่ระเบียบวาระการพิจารณารายงาน
ระเบียบวาระการปฏิรูปที่ ๕ เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงาน ภาครัฐ ซึ่งก็คงจะต้องขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานในส่วนนี้ด้วยเลยนะคะ เชิญค่ะ
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ในเรื่องของการเสนอวาระที่ ๕ เรื่องการเพิ่ม ประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ เรื่องนี้ก็มีความสืบเนื่อง มีความเชื่อมต่อกับ วาระที่ ๓ ที่เราเพิ่งพิจารณาไป ความจริงท่านประธานครับ เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยเรื่องใหญ่ ๆ ๓-๔ เรื่องด้วยกันที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องของการศึกษาเพื่อพิจารณาเสนอกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ
เรื่องแรก คือเรื่องของโครงสร้างองค์กรภาครัฐ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของระบบบริหารบุคลากรภาครัฐ
เรื่องที่ ๓ ก็คือระบบการบริหารงานภาครัฐ
เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องของระบบงบประมาณและการคลังของรัฐ
คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้นําเสนอรายงาน การศึกษาเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและบุคลากรภาครัฐ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการปรับ โครงสร้างอํานาจของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นไปแล้ว และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ก็ได้เสนอผลการศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณ ซึ่งได้รวมเรื่องการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติและเรื่องการคลังท้องถิ่นไปด้วยแล้วนะครับ ซึ่งทั้งเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณกับการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติก็กําลังอยู่ในระหว่าง การดําเนินการต่อ โดยมีความก้าวหน้าไปมากพอสมควร สําหรับเรื่องที่ยังเหลืออยู่ และจะนําเสนอต่อไปนี้ก็คือเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งเช่นเดียวกันนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับชีวิตความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ และการดํารงชีวิตประจําวันของประชาชนโดยตรง ซึ่งประชาชนหรือพลเมืองต่างก็มีความคาดหวังต้องการที่จะได้รับบริการของรัฐที่สะดวก ที่รวดเร็ว ที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นวิชาการ อาจจะมีความเป็นนามธรรมมากกว่าเรื่องที่เราได้นําเสนอไปก่อนหน้านี้คือการปฏิรูป โครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามแต่เป็นเรื่องที่ มีรายละเอียดและมีความสําคัญมาก ผมขออนุญาตให้ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป ในเรื่องของประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อุดม ทุมโฆสิต เป็นผู้นําเสนอในรายละเอียดครับ ขอบคุณครับ
เชิญค่ะ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปช. ที่เคารพทั้งหลาย ที่จริงเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นเรื่องที่มีความเป็นนามธรรมสูงมาก อาจจะเข้าใจยาก เสียหน่อยหนึ่ง แต่ว่าความสําคัญก็สูงเช่นเดียวกันนะครับ เพราะว่าเรื่องประสิทธิภาพ และเรื่องคุณภาพนั้นเราจะไปมองที่ผลของการบริหารราชการแผ่นดิน ความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเริ่มเข้าใจตั้งแต่ว่าความหมายคํานิยามของมันแล้วเข้าใจไปถึงกระบวนการ แล้วเข้าใจ ไปถึงผลทั้งหมด ผมจะขออนุญาตท่านทั้งหลายในวันนี้ที่จะอธิบายเรื่องนี้เพียงย่นย่อสั้น ๆ แล้วก็เปิดเวลาให้ท่านได้เสนอแนะให้ความเห็นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการ ทํางานของคณะของกระผมนะครับ ก่อนอื่นขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ปกติความเข้าใจง่าย ๆ เรื่องประสิทธิภาพเราหมายถึงความคุ้มค่าที่จะทํางานให้บรรลุผล เข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ องค์การใด รัฐใด ซึ่งไร้ซึ่งประสิทธิภาพรัฐนั้นไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้ มีแต่เสื่อมทรุด ประชาชนจะเดือดร้อน บ้านเมืองจะวุ่นวาย ทีนี้ปัญหาประเด็นของเรื่องประสิทธิภาพ คือเรามองยาก สังเกตยาก มองไม่เห็นด้วยสายตา ต้องใช้แนวคิด ต้องใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ แล้วหาข้อสรุปจึงจะบ่งชี้ได้ว่ารัฐใดมีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นเรื่องการปฏิรูปเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตาม ท่านสมาชิกทั้งหลายซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์มาก ผมเข้าใจว่าถึงแม้อธิบายเพียงย่นย่อ ท่านก็เข้าใจและท่านก็สามารถที่จะให้คําแนะนําที่ดี ๆ แก่พวกกระผมได้ เรื่องประสิทธิภาพ เรามักจะพูดคู่ไปกับเรื่องคุณภาพในแง่ของการบริหาร ปกติเรื่องคุณภาพหมายถึงการบรรลุ ถึงระดับมาตรฐานต่าง ๆ ที่เราจัดทําไว้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติ เพื่อจะยกฐาน ของประสิทธิภาพให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ๒ อย่างนี้ในทางการบริหารสมัยใหม่เราใช้คู่กัน ผมกราบเรียนอย่างนี้ที่จริงเรื่องการปฏิรูป เรื่องประสิทธิภาพ และเรื่องคุณภาพไม่ใช่ เรื่องใหม่ครับ ในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมามีประเทศทั้งหลายทยอยกันทําการปฏิรูปเรื่องนี้ ปัจจุบันนี้มี ๗๐ กว่าประเทศในโลกนี้ที่ทําเรื่องนี้อย่างเข้มข้นจริงจัง แล้วไม่มีประเทศใดเลย ที่ประสบความสําเร็จในการพัฒนาประเทศโดยไม่คํานึงถึงประสิทธิภาพและคุณภาพ ของตัวเอง ไม่มีครับ ใน ๗๐ ประเทศดังกล่าวนี่ มีบางประเทศเท่านั้นที่ทําอย่างเข้มแข็ง จริงจัง เอาจริง ยอมผ่าตัด ยอมเจ็บปวดแล้วยอมผลักดัน ผลก็คือผลสัมฤทธิ์ก็จะสูง และประสบความสําเร็จ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีหลังจากมีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจพร้อม ๆ กับเรา เขาปฏิรูปขนานใหญ่เดี๋ยวนี้เขาไปแล้วครับ ตัวเลขเขาโตถึง ๒ หลัก สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง สิงคโปร์ทํามานาน มาเลเซียก็เพิ่งเริ่มทําไม่กี่ปีมานี้ แต่ว่ามาเลเซียเริ่มทิ้งห่างจากเรา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะหยิบยกขึ้นมานําไปสู่ประเด็นการปฏิรูป ผมอยากจะขอสไลด์ด้วยครับ ประเด็น ที่อยากจะนําเสนอในวันนี้มีอยู่ ๓-๔ ประเด็น ประเด็นอันหนึ่งอยากจะพูดกันถึงเรื่องปัญหา และความสําคัญของปัญหาให้ชัดเจนลงไปว่าประเทศนี้มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ถ้าไม่มี เราก็ไม่จําเป็นต้องมีปฏิรูป แต่ถ้ามี มันมีที่ตรงไหนและควรจะแก้ปัญหากันอย่างไร นี่ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เราจะพูดถึงธงหรือเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปว่า การปฏิรูปครั้งนี้เรากําหนดทิศทาง กําหนดเป้าหมาย กําหนดประเด็นย่อย ๆ ในการปฏิรูป ไว้ว่าอย่างไรบ้าง มันมีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมประการใดเพื่อให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ ในที่นี้ได้กรุณาให้คําชี้แนะได้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ เราจะพูดถึงประเด็นการปฏิรูปเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเรา กําลังจะทําอะไรกัน
ประเด็นที่ ๔ เราจะพูดถึงเรื่องกรอบแนวคิด แล้วรวมไปถึงโครงสร้างที่เราคิด ว่าจะเป็นแนวทางการปฏิรูปต่อไป เราควรพูดกัน ๓-๔ ประเด็นนี้
สําหรับประเด็นที่ ๑ เรื่องปัญหาและความสําคัญของปัญหา ท่านประธาน ที่เคารพและท่านสมาชิกที่เคารพครับ ประเทศไทยในระยะปี ๒ ปีนี้เกิดกระแสไปทั่วโลกว่า ประเทศนี้กําลังป่วย ในเอเชียหลังจากจีนป่วย เขาหายป่วยแล้ว ฟิลิปปินส์ป่วย เขาหายป่วยแล้ว รายต่อไปที่จะป่วยคือประเทศไทย คําว่า ป่วย เป็นความหมายที่เข้าใจง่าย ๆ หมายถึง คนที่ทําอะไรขาดประสิทธิภาพ ทําได้ไม่เต็มที่ ขาดพลังในการกระทําภารกิจต่าง ๆ ผู้ที่ทําการวิเคราะห์แล้วก็ให้ตัวชี้วัดแล้วก็ชี้แนะนําไปสู่ข้อสรุปประเด็นนี้ ก็คือสถาบัน อนาคตไทยศึกษา ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการของผมได้เข้าไปตรวจดูผลการวิเคราะห์แล้ว เชื่อถือได้ครับ เชื่อถือได้ เขาสรุปอย่างนี้ครับว่าประเทศไทยเป็นคนป่วยใหม่ของเอเชีย ลักษณะที่เขาคิดว่าเป็นประเด็นที่จําเป็นจะต้องแก้ไข ต้องปฏิรูป อันที่ ๑ เราขาดวิสัยทัศน์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขาดวิสัยทัศน์ ขาดยุทธศาสตร์ ซึ่งบังเอิญสภาของเราได้ทําเรื่องนี้ แล้วซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมยินดี
ประเด็นที่ ๒ เขาบอกว่าสังคมไทยกําลังจะเป็นสังคมที่มีภาระอันยิ่งใหญ่ ต่อไปภายภาคหน้าเพราะว่าคนผู้สูงอายุมาก จะมากขึ้นทุกวัน ๆ แล้วภาระของผู้สูงอายุ เป็นภาระที่หนักหน่วงมาก
ประเด็นที่ ๓ เขาบอกว่าประชากรในวัยทํางานคุณภาพลดลงเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ ระดับดีกรี (Degree) ทางการศึกษาสูงขึ้นแต่คุณภาพในการทํางานของประชากรต่ําลง จริงหรือไม่จริง นี่คือข้อสรุปของมูลนิธิหรือสถาบันอนาคตไทยศึกษา นอกจากนั้นเขายังเสนอ ตัวชี้วัดประเด็นต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าผมจะไปเร็ว ๆ
เขาบอกว่าส่วนแบ่งในตลาดโลกของเราลดลง โดยอันดับการส่งออกลดลง จะเทียบได้ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ ถึงปี ๒๐๑๓ ซึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ ๒๓ ปี มันลดจาก ๑๕ เป็น ๒๒ ในขณะส่วนแบ่งการตลาดก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ด้วย อันนี้ผมขอพูดคร่าว ๆ ตัวเลข สรุปเพื่อจะได้ไปเร็ว ๆ
ในสไลด์นี้เขาชี้ให้เห็นวิกฤตการณ์ของประเทศไทยซึ่งมีตัวชี้วัดหลายตัว แล้วตัวชี้วัดที่สําคัญ ๆ เราถดถอยครับ ท่านดูจากเอกสารแนบไปให้ได้ ผมขออนุญาต ไม่อธิบายรายละเอียดเพื่อไม่ให้เสียเวลา
ประเด็นที่ ๓ ประเทศไทยมีผลงานแย่ลง แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น เขาก็เสนอ การวิเคราะห์ เช่นเขาบอกว่างบบุคลากรต่อจีดีพี (GDP) ของประเทศ ปกติในประเทศที่เขา พัฒนากําลังพอดี ๆ เขาจะเบนช์มาร์ก (Benchmark) อยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๓ แต่ของ เราขึ้นไปถึงร้อยละ ๗.๑ ถ้ามองจากตัวเลขนี้หมายความว่าเราจะต้องลดงบประมาณด้าน บุคลากรลงถึงครึ่งหนึ่งซึ่งหนักมาก
และที่คาดคิดไม่ถึงก็คือว่าเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ได้จัดอันดับการศึกษาไทย ว่าเราถดถอยเราด้อยลงทุกเรื่องเลย ซึ่งไม่น่าเชื่อเลย ผมเองก็ไม่ค่อยเชื่อตัวเลขนี้แล้วก็เข้าไป ดูในเว็บ (Web) ของเขา เมื่อเข้าไปดูแล้วเราก็พบว่าของเรามีเรื่องต้องทํากันเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษา ไม่ใช่เฉพาะระดับการศึกษาพื้นฐานรวมไปถึงอุดมศึกษาด้วย อะไรมันเกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ เขาบอกวันนี้ครับ อัตราการเข้าเรียนในระดับ ประถมศึกษาถ้าเปรียบเทียบกับในประชาคมอาเซียนด้วยกันเราอยู่ในระดับที่ ๒ จากสุดท้ายครับ คืออันดับที่ ๙ ถ้ามองถึงคุณภาพระบบการศึกษาไทยทั้งระบบเราอยู่อันดับที่ ๓ จากท้าย คืออันดับที่ ๘ ทีนี้ถ้ามองจากคุณภาพของระดับประถมศึกษาเราอยู่อันดับที่ ๔ จากท้าย คืออันดับที่ ๗ ถ้าท่านไปดูต้นทุนต่อหน่วยในการใช้ไปเพื่อการศึกษาท่านจะตกใจเลยว่า ประเทศไทยใช้ต้นทุนต่อหน่วยระดับต้น ๆ ของประเทศเหล่านี้ เกิดอะไรขึ้นในระบบ การศึกษาไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าพวกเราต้องช่วยกันคิดแล้วก็ช่วยกันวิเคราะห์นะครับ
ต่อไปเรื่องแนวโน้มผลการประเมินของนักเรียนไทยซึ่งลดลงเรื่อย ๆ ปกติพิซา (PISA) เขาจะทําทุกระยะเวลา ๒-๓ ปีเขาจะทํา แล้วก็เพื่อจะส่งสัญญาณให้ประเทศต่าง ๆ รับรู้แล้วก็ปรับปรุงระบบการศึกษา ของเราจะมีภาวะการถดถอยอยู่ระหว่างปี ๒๐๐๓ ถึงปี ๒๐๐๙ ถดถอยมาก ๆ เลยครับช่วงนั้น แต่ว่าบัดนี้ก็กระเตื้องขึ้นแล้วครับ ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้นแล้ว อันนี้ฟังแล้วก็ดูดีหน่อยนะครับ ที่น่าตกใจมากที่เราคิดไม่ถึงก็คือเรื่องไอเคโอ (ICAO) ไอเคโอเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศที่ควบคุมมาตรฐานการบินของประเทศสมาชิก ทั้งหลาย ปรากฏว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการบินต่ําที่สุดในอาเซียน ต่ํากว่าประเทศกัมพูชา ต่ํากว่าประเทศอินโดนีเซีย ต่ํากว่าประเทศบรูไน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ เราได้ค่าคะแนนเพียง ๓๕.๖ ซึ่งประเทศ ต่าง ๆ เขาไม่ค่อยได้กันระดับนี้หรอกครับ เป็นคะแนนที่ต่ํามาก แล้วผมคงไม่ต้องอธิบาย รายละเอียดว่าผลกระทบจากเรื่องนี้มันมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด เพราะเราพูดกันในสภาแห่งนี้ หลายครั้งแล้วนะครับ เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก แล้วก็ไม่เคยมีประเทศไหนในโลกที่ ท่านรัฐมนตรีต้องลงมาแก้ปัญหาเอง ไม่เคยมีครับ แล้วเมื่อไปติดตามข่าวสอบถามดูปรากฏ ได้ละเลยปัญหานี้มาเป็นสิบ ๆ ปีที่ไม่สนใจ ไม่สนใจพัฒนาคน คนไม่มี งบประมาณไม่มี อะไร ไม่มี ปล่อยให้เรื้อรังมาเป็นสิบ ๆ ปีนะครับ แล้วที่เขาชี้อยู่เป็นข่าวโด่งดังอยู่ทุกวันนี้ อย่างกรณีไอยูยู (IUU) ชี้ว่าประมงไทยทําผิดกฎหมายตลอด การกํากับดูแลของรัฐบกพร่อง เป็นอย่างยิ่ง ถึงกับตั้งเงื่อนไข ตั้งหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้มีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วนนะครับ แล้วก็มีตัวบ่งชี้ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ลดอันดับการค้ามนุษย์ของประเทศไทยจะอยู่ใน กลุ่มอันดับที่ ๓ หรือกลุ่มเทียร์ ๓ (Tier 3) นะครับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เราถือว่าร้ายแรงที่สุด ถ้าแก้ปัญหาไม่สําเร็จผลประโยชน์ทางการค้า แล้วก็การสกัดกั้นไม่ให้สินค้าไทยเข้าไปขาย ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะก็เป็นมาตรการโรแลนด์ (Roland) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ ด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างแน่นอน ตัวเลขที่ผมกล่าวมาเป็นเพียงตัวเลข ที่เราสามารถจะเห็นได้ ปรากฏขึ้นให้เห็นโดยทั่วไป แล้วทั่วโลกเขารับรู้ครับ เมื่อทั่วโลกรับรู้ เหล่านี้ภาพลักษณ์ของประเทศมันก็จะลดน้อยถอยลงตามลําดับนะครับ การค้า การลงทุน ของเราก็จะหดตามไปด้วย มันมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งทีเดียว ในคณะอนุกรรมาธิการ ที่ผมทํางานอยู่ด้วยเห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วเราคิดว่ามันเป็นจริงตามนี้หรือไม่ เราทอดแบบ สํารวจ เราทําสํารวจ ผมขออนุญาตท่านประธานส่งแบบสํารวจไปยังกรมทุกกรม มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย ตํารวจส่วนหนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนหนึ่ง เท่าที่เวลาเราจะทําได้ ผลสํารวจกลับมาผมเชื่อว่าจริงครับ เราวิเคราะห์กันแล้วคิดว่าจริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยบริหารราชการแผ่นดินแบบไม่คํานึงถึงผล ทํางานเฉพาะหน้าไปวัน ๆ อันนี้ตัวเลขจากสํารวจนะครับ ทํางานเฉพาะหน้า เป้าหมาย เฉพาะหน้า ผลสัมฤทธิ์ระยะยาว แผนเรามี แต่ก็ไม่ค่อยปฏิบัติตามแผนเท่าไร เราจะสนองตอบความต้องการที่มาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการของ ฝ่ายการเมืองจะมีอิทธิพลในการที่จะเข้ามาแทรกแซงการทํางานที่เป็นระบบ เป็นระเบียบ แบบแผนค่อนข้างจะสูง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้นะครับ มันก็ปรากฏชัดเจนว่าการปฏิรูป เรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพของรัฐ จําเป็นต้องทํา แล้วทําให้มีน้ําหนักพอสมควรด้วย ถ้าเราไม่ทํา ผมคิดว่าประเทศไทยจะไปไม่ถึงไหน จะไปไม่ถึงไหนนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็น
ทีนี้เรื่องประสิทธิภาพนี้ เรื่องประสิทธิภาพ ปกติในทางวิชาการนี้ เรื่องประสิทธิภาพ เรื่องคุณภาพ มันเหมือนกับเกลียวสว่านครับ ถ้ามันดีมันจะพาเราขึ้นไปข้างบน นั่นคือ การพัฒนา แต่ถ้ามันลงมันจะเป็นวงจรที่ทําให้เราลงดิ่งลงไปยังหายนะเลย ดังในภาพที่ได้ เรียนเสนอนะครับ คือเริ่มจากความด้อยประสิทธิภาพ และคุณภาพในการบริหารของ องค์การต่าง ๆ ของรัฐนะครับ แล้วความด้อยประสิทธิภาพนี้ ทําให้ผลผลิตโดยรวม ของประเทศตกต่ําไปด้วย เมื่อตกต่ําไปด้วยก็จะเกิดปัญหาภายใน ปัญหาความด้อยประสิทธิภาพ มันเป็นตัวมัลติพลายเออร์ (Multiplier) ตัวหนึ่งเหมือนกันนะครับ จากเรื่องประสิทธิภาพ ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขมันลุกลามขยายไปเรื่อย ๆ แล้วในท้ายที่สุดนี้ ปัญหาก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพก็ต่ําไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเรามองโดยเชิงทฤษฎีนี้ เรามองว่าเรื่องประสิทธิภาพนั้นเหมือนเกลียวสว่านที่ขึ้นก็ได้ ลงก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้น ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่น่าจะได้รับการพิจารณาแก้ไขทุกกระทรวง ทบวง กรม แล้วผู้บริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่ระดับ ผมว่า อย่างน้อยต้องระดับอธิบดีขึ้นไป ต้องทํางาน โดยหวังผลลัพธ์ในอนาคต ต้องทํางานโดยวิธีนี้ จะทํางานแบบเสร็จก็ได้ ไม่เสร็จก็ได้ไปวัน ๆ ประเทศคงไปไม่รอดแล้วนะครับ
ทีนี้เพื่อให้เห็นวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการปฏิรูป ผมอยากที่จะขอสไลด์ ต่อไปครับ เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ถ้ามองไม่เห็นท่านกรุณาดูในชีท (Sheet) ในเอกสาร ที่แจก เราสรุปวัตถุประสงค์เป็น ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ เราจะปฏิรูปองค์การต่าง ๆ ของรัฐให้เป็นองค์การที่มี ประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพต่ําเราไม่เอาแล้ว เราอยากให้มีประสิทธิภาพสูงโดยวิธีการ ปรับปรุงตัวเอง ต้องเน้นการปรับปรุงตัวเอง ทําไมต้องเน้นอย่างนี้นะครับ ผมกราบเรียนว่า แต่ละองค์การเขาจะมีปัญหาของเขาแตกต่างกันไป ไม่เหมือนกันสักองค์การ เพราะฉะนั้น การชี้ว่าประสิทธิภาพของรัฐตรงไหน แล้วก็ใช้แบบเหวี่ยงแหคลุมทั้งหมดนี้ เหมือนกับเกา ไม่ถูกที่คัน วิธีดีที่สุดคือเราต้องเรกกูเลตให้เขาแก้ปัญหาของเขาด้วยตัวเขาเอง เราจะทํากัน อย่างไรนะครับ
ทีนี้วัตถุประสงค์ประการที่ ๒ ก็คือว่าถ้าหากว่าองค์การของรัฐจากที่เป็น องค์การที่มีประสิทธิภาพต่ํา ถูกปรับปรุงให้ไปสู่องค์การที่มีประสิทธิภาพสูงได้นี้ รัฐไม่ใช่อยู่ดี ๆ มันจะบังเกิดได้ รัฐต้องมีกลไก มีเครื่องมือเข้าไปแทรกแซงกํากับดูแลเพื่อจะเรกกูเลท ให้โครงการเหล่านี้มันฟื้นขึ้นมาและเจริญเติบโตให้ได้ เพราะฉะนั้นในแนวทางวัตถุประสงค์ หลักของการปฏิรูป เราจะปฏิรูป ๒ เรื่องหลัก ๆ ทีนี้ในการปฏิรูป ๒ เรื่องหลัก ๆ นี้ เราต้องการที่จะให้ผลกระทบต่อเป้าหมายใน ๔ เรื่องด้วยกัน ให้เกิดความชัดเจน
เรื่องที่ ๑ องค์การที่จะถูกปฏิรูป มีองค์การอะไรบ้างนะครับ
อันที่ ๒ ระบบและกระบวนการที่จะทําการปฏิรูปคืออะไร
อันที่ ๓ เป้าหมายในการพัฒนากลไกของรัฐเพื่อจะเข้าไปควบคุมกํากับดูแล ให้องค์กรเหล่านี้ขยับเปลี่ยนจากองค์กรที่ด้อยประสิทธิภาพไปยังองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง เราจะทําอย่างไร
อันที่ ๔ เป้าหมายโดยสังเขปที่เรากําหนดไว้กว้าง ๆ ว่า ถ้าการปฏิรูปนี้ เดินหน้าไปข้างหน้าได้ ตัวเบนช์มาร์กที่สําคัญควรจะคํานึงถึงตัวอะไรบ้าง เราจะมองถึง ๔ เรื่องนี้
เพื่อให้เห็นภาพเรื่องนี้นะครับ เราได้เข้าไปสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรต่าง ๆ ของรัฐที่ทําหน้าที่ให้บริการประชาชนบ้าง ทําหน้าที่ให้การผลิตสินค้าบ้างนะครับ เรามีองค์กรของรัฐที่รัฐจําเป็นจะต้องดูแลทั้งหมดประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าหน่วยน้อยใหญ่ ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับรัฐนี้ มีทั้งหมด ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าหน่วย ซึ่งใน ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าหน่วยนี้ ประกอบด้วยองค์การภาครัฐ ๕๖,๙๔๘ หน่วย ประกอบด้วย กรม จังหวัด กรมทุกกรม จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตํารวจ โรงพยาบาล ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เอามารวมนะครับ จํานวนนี้รวมกัน ๕๖,๐๐๐ โดยประมาณ ซึ่งใน ๕๖,๐๐๐ หน่วย ดังกล่าวนี้ ถ้าเราสามารถปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ประสิทธิภาพของรัฐก็จะเพิ่มสูงขึ้นมาก
อันที่ ๒ องค์การภาคเอกชนที่อยู่ในเงื่อนไขที่จะทําการปฏิรูปเพื่อนําไปสู่ ความเป็นเลิศได้นี้ ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์ มีประมาณ ๒,๑๕๐,๐๙๒ หน่วย ที่ ขึ้นกับกระทรวงพาณิชย์ จดทะเบียนไว้แล้ว ถ้าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่สามารถผลิตสินค้า และบริการแข่งขันกับประเทศอื่นได้ หรือทําการบริหารจัดการตัวเองให้มีประสิทธิภาพได้ เราก็คาดหวังว่าประเทศก็จะมีประสิทธิภาพ ทรัพยากรของชาติก็จะถูกใช้ไปอย่างเหมาะสม ที่สุดอัตราความเจริญเติบโตของประเทศก็จะสูงขึ้น เราศึกษาครับ เราศึกษาว่าตัวเลข ประสิทธิภาพมันจะช่วยทําให้เกิดการขยายตัวทางจีดีพีถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องลงทุน เพิ่มเติมอะไรเลย แต่ขอให้คุณทําให้มีประสิทธิภาพ มีข้อมูลเชิงวิชาการที่เชื่อถือได้แล้วมี ข้อมูลของต่างประเทศที่เชื่อถือได้ แต่ประเทศไทยเราไม่เคยนําข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาเลย ซึ่งคิดว่าในการปฏิรูปเที่ยวนี้เราพยายามที่จะรวบรวมศึกษาข้อมูลแล้วก็ทําเป็นเอกสารฝากไว้ กับสภา รัฐวิสาหกิจเรามีทั้งหมด ๕๕ หน่วยนะครับ รัฐวิสาหกิจของเราได้อํานาจผูกขาด จากรัฐ แล้วก็ไปดําเนินการกิจการของเราค่อนข้างจะแสวงหากําไร รัฐวิสาหกิจของเรา แต่ผลประเมินของเซ็ปปา (SAPPA) เซ็ปปานี้คือหน่วยที่ตั้งขึ้นมาเป็นฐานประเมินของ รัฐวิสาหกิจเอง อยู่ในระดับที่พึงพอใจไม่กี่รัฐวิสาหกิจครับ เพราะฉะนั้นรัฐวิสาหกิจก็ควร จะอยู่ในเงื่อนไขของการปฏิรูปด้วย แล้วรัฐวิสาหกิจจะสร้างความอยู่ดีกินดีให้ประชาชน ถ้าสมมุติว่าไฟฟ้าหรือน้ําประปาทํางานไม่มีประสิทธิภาพ คิดต้นทุนต่อหน่วยแล้ว ควรจะไม่ ขาดทุน แต่มาเก็บสตางค์จากประชาชนด้วยจะใช้อํานาจผูกขาดนี้มันไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตนี่เราต้องมีตัวเลข มีข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่ารัฐวิสาหกิจเหล่านี้ หน่วยงานเหล่านี้คุณได้ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือยังนะครับตัวเลขที่เราสนใจ อยากจะทํามากที่สุดนะครับ แต่ว่าทํายากที่สุดคือวิสาหกิจชุมชนหรือวิสาหกิจสังคม ที่เราเคยพูดในสภาผมก็เอาเอกสารนี้ไปประกอบการทํางาน ที่เราไม่อยากจะทําตัวนี้ที่จริง ถ้าเลือกได้ไม่อยากทําเพราะว่ามันยากที่สุด แล้วมากที่สุด เหนื่อยที่สุด ถ้าจะทําตัวนี้แต่ก็ต้อง ทําครับ เพราะว่าวิสาหกิจชุมชนนี่มันเป็นธุรกิจเป็นผลประโยชน์ของผู้ที่มีฐานะทางสังคม คือ คนที่มีเงินน้อยเป็นธุรกิจของชาวบ้าน และผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นรัฐควรจะให้ไพรออริตี (Priority) กับเรื่องนี้ เราจึงนําเอาวิสาหกิจชุมชนเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในเงื่อนไขการปฏิรูปนะครับ ทั้งหมดนี้คือองค์กรเป้าหมายที่เราต้องการปฏิรูป ทีนี้วิธีปฏิรูปเราจะปฏิรูปกันอย่างไรนะครับ ที่จริงโมเดล (Model) นี้มันเป็นโมเดลที่สร้าง ขึ้นมาโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ในทศวรรษ ๑๙๘๐ ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของอเมริกา ตกต่ําที่สุดช่วงหนึ่ง แล้วนําเอาโมเดลนี้มาใช้ สามารถปฏิรูปแก้ปัญหาของประเทศได้ แล้วก็เป็นต้นแบบนําไปยังประเทศอื่น ๆ ๖๐-๗๐ ประเทศอย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว โมเดลนี้ มองว่าปัญหาซึ่งมันมีมากมายหลากหลายนี่จุดรวมศูนย์ของปัญหาซึ่งเราเรียกว่าเลเวอเรจ พอยท์ (Leverage point) หรือจุดคานงัดมันอยู่ที่เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) ขององค์การ ถ้าคุณสามารถทําให้เพอร์ฟอร์แมนซ์ขององค์การมันดีนะครับ ดี ปัญหาต่าง ๆ ก็ถูกแก้ไข โดยตัวมัน แล้วผู้ที่เข้าใจปัญหาองค์การดีไม่ใช่พวกผู้บริหารระดับชาตินะครับ คือผู้บริหาร ระดับองค์การ เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ปัญหาและแนวทางการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน เราใช้โมเดลดังในภาพนะครับ โมเดลดังในภาพนี่มันมีอยู่ ๗ เรื่องที่สําคัญ ๆ
อันที่ ๑ ก็คือภาวะการนําองค์การจะพูดว่าเรื่องลีดเดอร์ชิพ (Leadership) ก็ได้ ในโมเดลนี้ถือว่าองค์การใดที่ไม่มีภาวการณ์นําที่ไม่ดี นี่ประสิทธิภาพเกิดขึ้นยากครับ เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาภาวะการนําทั้งระดับตัวผู้นําและระดับองค์การให้สําเร็จ
อันที่ ๒ โมเดลนี้อธิบายว่าการทําแผนยุทธศาสตร์ที่ดีที่ชาญฉลาด และนําแผนยุทธศาสตร์ไปใช้เพื่อให้เกิดมรรคเกิดผลเป็นเรื่องจําเป็น การบริหารไม่ใช่เรื่องทํา กันวันต่อวันอีกต่อไป แต่ต้องเป็นเรื่องที่มียุทธศาสตร์ ต้องสร้างทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วนําทางเลือกนั้นไปปฏิบัติให้เกิดมรรคเกิดผลได้ดีที่สุดนี่คือเรื่องที่ ๒
อันที่ ๓ การจัดทําบริการก็ดี หรือการผลิตสินค้าก็ดีนะครับ ถ้าผู้รับบริการ ไม่ได้รับบริการ และผู้ซื้อไม่ซื้อก็ขาดทุนนะครับ ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นความเข้าใจลูกค้า ความเข้าใจตลาด ความเข้าใจผู้รับบริการเป็นเรื่องใหญ่ครับ เป็นเรื่องใหญ่ ต้องทําตรงนี้ ให้มีประสิทธิภาพให้ได้
อันที่ ๔ การบริหารนี่จะต้องมีการวัด มีตัวชี้วัด มีการวิเคราะห์ แล้วก็ มีการจัดการความรู้ที่ดีรองรับ ถ้าเราวัดไม่ได้ เราบริหารไม่ได้ องค์การใดที่ระบบการวัดล้มเหลว องค์การนั้นบริหารแบบดําน้ํา สามารถจะสรุปได้เลย บริหารแบบดําน้ํา ขาดทิศทาง ขาดเป้าหมาย เพราะฉะนั้นต้องสร้างระบบการวัดที่ดีให้ได้และเมื่อวัดแล้วต้องมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับผล เปรียบเทียบกับปัญหาที่เกิด เปรียบเทียบกับคู่แข่ง แล้วมาสรุปประเด็นได้ ต้องสร้างเป็นองค์ความรู้เพื่อพัฒนาองค์การของตนเองขึ้นมาจากประสบการณ์ตรง ของตนเอง อันนี้เป็นเงื่อนไขที่สําคัญที่พูดไว้ในตัวโมเดลนะครับ
ประเด็นที่ ๕ การมุ่งเน้นบุคลากร เรื่องบุคลากรเราถือว่าเป็นเรื่องสําคัญที่สุด เป็นแฟคเตอร์ (Factor) ที่สําคัญมาก ๆ เพราะฉะนั้นเราถือว่าบุคลากรนี่เป็นทุนที่สําคัญ เพราะฉะนั้นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถสูง แล้วก็สามารถที่จะค้นหาวิธี ที่ชาญฉลาดในการจะไปแข่งขันกับองค์การอื่นได้เป็นเรื่องจําเป็นนี่ประเด็นที่ ๕
ประเด็นที่ ๖ กระบวนการจัดการในองค์ประกอบทั้งภายใน ภายนอก องค์การเป็นเรื่องจําเป็น
แล้วก็ประเด็นที่ ๗ เรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือผลลัพธ์ องค์การที่จะประสบ ความสําเร็จได้ แฟคเตอร์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ ที่ผ่านมาเป็นเพียงแฟคเตอร์ภายใน แต่แฟคเตอร์ที่ ๗ ถ้าคุณทําแล้วขาดทุน องค์การก็จะอยู่ไม่ได้ องค์การจะล้มละลาย เพราะฉะนั้นแฟคเตอร์ที่ ๗ ถือว่าเป็นแฟคเตอร์ที่สําคัญที่สุดนะครับ
ทีนี้สําหรับเป้าหมายในการพัฒนากลไกนะครับ ผมจะไปให้เร็วขึ้นนะครับ เพราะว่าท่านทั้งหลายจะได้มีเวลาอภิปรายมาก ๆ เราคิดว่ากลไกในส่วนของรัฐที่จําเป็น จะต้องพัฒนาขึ้นที่เราคิด เราวิเคราะห์ไว้แล้วหรือออกแบบไว้คร่าว ๆ แล้วมีอยู่ ๖-๗ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งชาติ ต้องเป็นโพลิซี (Policy) สําคัญของชาติต่อไปในอนาคต
เรื่องที่ ๒ เรื่องรีอินฟอร์สเมนท์ (Reinforcement) เรื่องรีอินฟอร์สเมนท์ เป็นเรื่องของการตั้งเงื่อนไข การตั้งเป้าหมาย แล้วก็ระบบการให้คุณให้โทษที่ถูกต้องชัดเจน จะต้องทําให้ชัด ต้องมีระบบประเมินผล ระบบกํากับดูแล แล้วก็ระบบเพิ่มประสิทธิภาพอยู่ ในส่วนนี้ด้วย
เรื่องที่ ๓ เรื่องประสิทธิภาพมันไปเชื่อมโยงกับนวัตกรรม เพราะขณะที่เราพัฒนา คู่แข่งเราก็พัฒนาไปเรื่อย ถ้าเราไม่มีครีเอทีฟ (Creative) ไม่มีอินโนเวทีฟ (Innovative) ใหม่ ๆ เราก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นองค์การจะต้องสร้างนวัตกรรม นวัตกรรม ไม่จําเป็นต้องเป็น ฮาร์ด อินโนเวชัน (Hard innovation) เป็นซอฟต์ อินโนเวชัน (Soft innovation) ก็ได้ เช่น วิธีการจัดการ วิธีการทางตลาด วิธีการอะไรต่าง ๆ วิธีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เราถือว่า ต้องบิวด์ อิน (Build in) เข้าไปในตัวองค์การนะครับ
แล้วก็ประการที่ ๕ ก็คือการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อเอื้ออํานวยในการ พัฒนาประสิทธิภาพ ปกติโดยหลักการระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุม พฤติกรรมคน แต่พฤติกรรมของคนในองค์การไม่เหมือนกันหรอกครับ บางทีคนหนึ่งเกะกะ เกเร คนเพียง ๒-๓ คน เกะกะเกเรเราออกระเบียบขึ้นมาว่าบังคับคน ๒-๓ คนนี้โดยอยู่ ภายใต้ฐานคติว่าคนอื่น ๆ ก็อาจจะปฏิบัติอย่างนี้ในอนาคต แต่ระเบียบกฎเกณฑ์ที่สร้าง ขึ้นมานั้นมันไปทําลายความคล่องตัวของคนอื่นอีกหลายคนที่ไม่มีพฤติกรรมอย่างนั้น ระเบียบกฎเกณฑ์มันเป็นเรื่องจําเป็นแต่ว่าการใช้ต้องระมัดระวัง เพราะฉะนั้นในเรื่อง การปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อให้เอื้ออํานวยต่อการพัฒนาประสิทธิภาพ เราวางไว้คร่าว ๆ อย่างนี้นะครับ เป็นเรื่องต้องพิจารณาว่าเราพอจะทําอย่างไรได้บ้างหรือไม่นะครับ
๓.๖ เป็นเรื่องสําคัญอันหนึ่งก็คือในประเทศที่ประสบความสําเร็จ การจัดสรร งบประมาณให้องค์การต่าง ๆ เขาจะให้ไพรออริตีกับองค์การที่มีประสิทธิภาพสูง สมมุติว่า เรามีการศึกษา เรามีสถาบันการศึกษาอยู่ ๑๐ แห่ง สมมุติว่าผลิตแพทย์ สถาบันการศึกษาที่ ๑ ผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพดีภายใต้ต้นทุนที่ต่ําที่สุด เพราะฉะนั้นสถาบันการศึกษาแพทย์ สถาบันที่ ๑ ควรจะได้ไพรออริตีในการจัดสรรงบประมาณ เขาใช้หลักเกณฑ์นี้ ของเราต่อไป ในอนาคตจะต้องศึกษาดูว่าพอจะนํามาใช้หรือไม่ แล้วอันสุดท้ายนี่ครับ ประเทศที่เขา ประสบความสําเร็จในเรื่องการจัดการเขามีอี กัฟเวิร์นเมนท์ (e-Government) ที่ออน ดีมานด์ (On demand) นั่นหมายความว่าผู้บริหารอยากจะรู้ว่าองค์การไหนมีประสิทธิภาพแค่ไหน เมื่อไร สามารถจะรู้ได้ทันทีเมื่อเขาต้องการในประเด็นอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นประเทศไทย ต้องทําเรื่องนี้อย่างเข้มข้นจริงจังถ้าอยากจะปรับปรุงประสิทธิภาพ แล้วคุ้มค่าแน่นอนนะครับ นี่คือเป้าหมายในการพัฒนากลไก ส่วนเป้าหมายในการยกระดับประสิทธิภาพ ตัวนี้เราตั้งไว้ก่อน เป็นตุ๊กตานะครับ ซึ่งก็คิดว่ายังหาตัวเลขไม่ได้ทั้งหมดมารองรับ แต่ก็พยายามจะหาต่อไป เช่นเราต้องการยกระดับธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจพอเพียงให้สูงขึ้น จะหาตัวอะไรมา เบนช์มาร์ก ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐเมื่อคิดเทียบจากจีดีพีเรามีตัวเลขเบนช์ มาร์กคือ ๓ ของเรานี่อยู่ที่ ๗ ซึ่งอันนี้มีตัวเลขให้เทียบนะครับ เพิ่มความสามารถด้านการ แข่งขันให้สูงขึ้น อันนี้เราอาจจะเบนช์มาร์กกับต่างประเทศได้ แล้วก็เพิ่มความสามารถในการ เข้าถึงบริการของประชาชน อันนี้เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ทุกวันนี้บริการที่ถึงมือประชาชน ไม่เท่าเทียมกันนะครับ อย่างบริการสาธารณสุขชัดเจนที่สุดเลย โรงพยาบาลดี ๆ อยู่ในเมือง ขณะที่โรงพยาบาลที่คุณภาพต่ําแล้วก็ไม่ค่อยทั่วถึงอยู่ในชนบทเป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้น ก็เกิดภาระกับคนชนบทที่ไม่สามารถจะเข้าถึงบริการที่ดีและจะเข้าถึงบริการแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลก็สูงขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องการเข้าถึงบริการไม่ว่า เป็นบริการด้านสุขอนามัย บริการเรื่องการศึกษา บริการด้านอื่น ๆ น่าจะได้รับการปรับปรุง แก้ไข คงต้องเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการกําหนดเป้าหมายเรื่องประสิทธิภาพของชาติจะปล่อย ให้ละเลยต่อไปไม่ได้
แล้วก็อันสุดท้ายระดับความพึงพอใจของประชาชนนี่สําคัญ ถ้าเราต้องการ ให้ประเทศชาติมีความมั่นคงประชาชนต้องรักประเทศ ถ้าประชาชนต้องรักประเทศนี่ ประชาชนก็จะได้รับ นอกจากจะได้รับความเป็นธรรมจากประเทศแล้วนี่ประชาชนจะต้อง พึงพอใจในบริการของประเทศด้วย ไม่ว่าเป็นกลุ่มไหน อย่างไร ถ้าเขาพึงพอใจในตัวรัฐ เขาก็จะจงรักภักดีต่อรัฐ เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องความมั่นคงก็จะไม่มี
สไลด์ที่ ๑๙ อันนี้ก็เป็นแนวทางการปฏิรูปซึ่งเราจะต้องหาองค์การ ที่มีประสิทธิภาพต่ํา เราเรียกว่าแอลพีโอ (LPO) แล้วก็ดําเนินการปฏิรูปโดย ๗ มิติอย่าง ที่ผมได้พูดได้กราบเรียนเมื่อตะกี้ไปสู่องค์การที่มีประสิทธิภาพสูง อันนี้คือตัวรูปฟิกเกอร์ (Figure) ที่ชี้ให้เห็นง่าย ๆ ว่าเรากําลังจะทําอะไร
ทีนี้ประเด็นการปฏิรูป เรามองว่าอินพุท (Input) ของเราคือองค์การของรัฐที่ เป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนหรือภาควิสาหกิจชุมชน หรือภาควิสาหกิจ ก็ตาม อันนี้เป็นองค์การเป้าหมายที่จะต้องถูกขึ้นทะเบียนเพื่อการปฏิรูปนะครับ แล้วอันที่ ๒ กระบวนการก็คือกระบวนการปฏิรูปซึ่งเราจะมีกลไกต่าง ๆ ทั้งส่วนของรัฐแล้วก็ส่วนของ องค์การเองจะดําเนินการเรื่องนี้ เป้าหมายที่เราคาดหวังก็คือตัวเอาท์พุทก็คือประสิทธิภาพ และคุณภาพองค์การภาครัฐที่เป็นเป้าหมาย เราคาดหวังว่าสูงขึ้นภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี ก็สุดแท้แต่ แต่ต้องได้ในระดับหนึ่ง แล้วก็อัลติเมท เอาท์คัม (Ultimate outcome) ที่เราอยากจะได้ ก็คือสนองเป้าหมายของรัฐไม่ว่าเรื่องความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน หรือสนองความต้องการ ของประชาชนก็ตาม ต้องอธิบายได้ด้วยโมเดลนี้ ต้องอธิบายได้นะครับ
ทีนี้มาถึงเรื่องของคอนเซพชวล ดีไซน์ (Conceptual Design) คอนเซพชวล ดีไซน์ อันนี้เราพยายามเขียนให้เห็นภาพโดยรวม ๆ ว่ากรอบโดยรวมของเรื่องนี้เราทําอะไร เรามีวงกลมอยู่ ๓ วง วงในสุด วงกลางและวงนอก วงทั้ง ๓ วงนี้เชื่อมต่อกันด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้เกิด โดยวงในสุดเป็นวงที่ต้องการเน้นการปฏิรูปผลการดําเนินงานขององค์กรเป้าหมายทั้ง ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าองค์กรดังที่ได้กราบเรียนเมื่อกี้แล้ว ต้องการเน้นอันนี้จะทําสําเร็จแค่ไหน เพียงใดนั้น ขึ้นกับความเอาจริงเอาจังของรัฐ แต่ของเราต้องทําเครื่องมือไว้ให้ เช่น ต้องดูเรื่องกฎหมาย ดูเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่จะเป็นกลไกรองรับเพื่อการปฏิรูปเรื่องนี้ ถ้าหากว่าวงในสุดคือองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นองค์กรเป้าหมายทํางานสัมฤทธิผล แน่นอนองค์การเหล่านี้ก็ทํางานคุ้มค่าและนําไปสู่ความมั่งคั่ง ของรัฐได้ แล้วก็นําไปสู่ความพึงพอใจของประชาชนได้ นําไปสู่ความสามารถในการแข่งขันได้
ทีนี้การทํางานขององค์กรเหล่านี้ต้องเอาเงื่อนไขของรัฐไปประกอบด้วย คือเวลาเราจะวัดผลลัพธ์ของเขา เราเอาเป้าหมายของรัฐไปเป็นตัววัดด้วย ถ้าเขาไม่ทํา ตามเป้าหมายของรัฐเขาก็จะได้คะแนนต่ํานะครับ เป้าหมายของรัฐที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือในสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา เราพูดกันถึงเรื่องธรรมาภิบาล เราพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง ที่ผ่านมาเราพูดกันเยอะ แต่แนวทางการปฏิบัติเราไม่ค่อยจะชัดเจนเท่าไร คณะอนุกรรมาธิการคิดว่าจะต้องทําเรื่องนี้ให้ชัดเจน ธรรมาภิบาลของรัฐจะวัดกันอย่างไร แล้วก็เศรษฐกิจพอเพียงจะมีตัวชี้วัดอะไรบ้าง เราจะทําเรื่องนี้ให้ชัดเจน ส่วนเรื่องการพัฒนา ประสิทธิภาพและคุณภาพเราเกิดขึ้นจากตัวเนื้อในขององค์กรแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาลที่มาบริหารราชการแผ่นดินจะต้องดําเนินการตามกลไกนี้ ส่วนวงกลมนอกสุดเราถือ ว่าเป็นวงของชาติ ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน แล้วมีเป้าหมาย เพื่อความมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืนดังกล่าวนะครับ
ทีนี้สไลด์สุดท้ายจะคอมเพลกซ์ (Complex) นิดหนึ่งนะครับ ถ้าหากว่า ท่านมองไม่เห็นกรุณาเปิดดูเอกสารหน้า ๑๑ นี่คือกลไกและกระบวนการที่เราจะปรับปรุง ไปสู่ความเป็นเลิศ ในเอกสารที่ผมแจกเป็นเอกสารที่เขียนนะครับ มีคอนเทนท์ (Content) อยู่ข้างใน ก็จะเขียนอธิบายแต่ละกลไกไว้นะครับ ถ้าท่านสนใจดู ท่านอ่านควบคู่ไปก็ได้
เราเริ่มจากต้องการจะปฏิรูปองค์กรที่มีประสิทธิภาพต่ําให้กลายเป็นองค์กรที่ มีประสิทธิภาพสูง กลไกที่เราจะต้องสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปในระดับรัฐบาล ในระดับรัฐหรือระดับการบริหารราชการแผ่นดิน
อันที่ ๑ ต้องมีกลไกที่เราเรียกว่ารีอินฟอร์สเมนท์รีอินฟอร์สเมนท์ถ้าแปล เป็นภาษาไทยเราแปลว่าการเสริมพลัง กลไกตรงนี้ก็เป็นหลักการง่าย ๆ ครับ ๑. ต้องกําหนด เป้าหมายที่คาดหมายให้ชัดเจน ๒. ระบบการให้คุณให้โทษของรัฐ คือรีวอร์ด แอนด์ พันอิชเมนท์ (Reward and Punishment) ต่อไปในอนาคตต้องทําให้ถูก แล้วคํานึงถึงระดับเป้าหมาย และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ต้องการ ต้องคํานึงถึงตรงนี้ให้ชัดเจน แล้วอันที่ ๓ ต้องมีวิธีการปฏิบัติ อย่างเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ นั่นหมายความว่าองค์การที่จะได้โบนัส องค์การที่จะได้พริวิเลจ (Privilege) ในบางเรื่อง ต้องเป็นองค์การที่เอาประสิทธิภาพและคุณภาพของตัวเองมาแลก ต้องเป็นอย่างนี้นะครับ
อันที่ ๒ ในบล็อก (Block) ที่ ๒ ถัดลงมาเราบอกว่าต้องมีอี กัฟเวิร์นเมนท์ คือจะต้องมีระบบสารสนเทศของประเทศที่ดีที่ถูกต้องเชื่อถือได้ และที่สําคัญคือต้อง ออน ดีมานด์ (On demand) ผมคิดว่าอันนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลมีอยู่แล้ว แต่จะทําสําเร็จ แค่ไหน ได้อย่างไรนั้นต้องดูกันต่อไป ในความคิดของอนุกรรมาธิการเราไม่ค่อยกังวล ถึงเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรอกครับ เรากังวลว่าจะพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software) กันอย่างไร จึงจะได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องนะครับ อันนี้ต้องใช้ความรู้ความสามารถมาก เพราะฉะนั้นเราคิดว่าความรู้ความสามารถตรงนี้อย่างเดียวไม่พอต้องได้รับความร่วมมือกับ องค์กรผู้ปฏิบัติด้วย จึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และหน่วยงานใดในอนาคต ถ้าหากว่าให้ข้อมูล ที่ผิดพลาดบิดเบือนจะต้องถูกแซงชัน (Sanction) ในระดับที่เหมาะสมนะครับ
ส่วนที่ ๓ บล็อกอันใหญ่นั้นก็คือถ้าเรามีตรงนี้แล้วเราต้องเข้าสู่กระบวนการ ปรับปรุงงานของตัวเองอย่างต่อเนื่องเราเรียกว่า เซล์ฟ คอนตินิวอัส อิมพรูฟเมนท์ (Self-continuous improvement) ขององค์กรเหล่านั้น ซึ่งในการปรับปรุงตัวเองดังกล่าว เพื่อจะยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น แรงจูงใจที่สําคัญก็คือรางวัลที่เขาจะได้รับจากรัฐ หรือได้รับจากลูกค้าก็ตามนะครับ สิ่งที่เขาจะต้องทําคือ
๑. ต้องมีการจัดระบบการวัดในมิติทั้ง ๗ ให้ชัดเจน ต้องมีเกณฑ์ แล้วก็ มีตัวชี้วัด แล้วก็ต้องมีการจัดทํามาตรฐาน ในเปเปอร์ที่แจกไปนี้เราก็ไปดูตัวอย่างจากประเทศ อื่น ๆ ว่าเขาทําอย่างไรบ้าง เราก็นํามาพิจารณาว่าของเราน่าจะมีมาตรฐานประมาณนี้ แล้วก็สิ่งที่เสนอไว้ในเปเปอร์นี้ยังแก้ไขปรับปรุงได้ทั้งสิ้นนะครับ ทีนี้การปรับปรุงงาน ของตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่ใช่ทําแบบลองผิดลองถูก ต้องทําแบบมีหลักวิชา เพราะฉะนั้นเราก็ จะมีกลไกอีกกลไกหนึ่งที่เขาเรียกว่า หมอองค์การ คําว่า หมอองค์การ เรามองว่าองค์การ ที่ด้อยประสิทธิภาพเหมือนกับองค์การที่ป่วย จําเป็นต้องรักษา คําว่า หมอองค์การ ในที่นี้ก็หมายถึงผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ทางวิชาการ แล้วก็มีประสบการณ์อย่างเพียงพอ ในแต่ละเรื่องเพื่อเข้าไปช่วยเหลือองค์การนั้น พัฒนาประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนา โรงพยาบาลให้เกิดประสิทธิภาพต้องเอาคนที่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารโรงพยาบาล เข้าไปช่วย การจะพัฒนาการศึกษาให้มีประสิทธิภาพต้องมีความรู้ทางด้านการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นหมอองค์การนี่จะเป็นเครื่องมือสําคัญที่รัฐจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้าไปช่วย หน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการนะครับ เสร็จแล้วเราต้องมีระบบประเมินผลที่เชื่อถือได้นะครับ ถ้าผลการประเมิน ไม่ดีต้องกลับไปปรับปรุงใหม่นะครับ แต่ถ้าผลการประเมินดีเขาก็จะได้รับ รางวัล การได้รับรางวัลนั้นเราก็คงจะต้องคิดเกณฑ์การให้รางวัลให้เหมาะสมกันต่อไปนะครับ ทีนี้สําหรับการจัดมาตรฐานผมอยากจะกราบเรียนสักนิดหนึ่งภายใต้เงื่อนไขที่เราคิด เราคิด ว่าองค์กรของรัฐทั้งหมดที่ขาดทุน ไม่คุ้มค่า ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อไป องค์การเหล่านี้จะต้อง ถูกประเมินโดยการบังคับ แล้วจะต้องรีเอ็นจิเนียร์ ถ้าไม่รีเอ็นจิเนียร์จะต้องยุบ เมื่อยุบไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้ไพรเวไทซ์ (Privatize) ไป เพราะฉะนั้นบุคลากรที่อยู่ในองค์การประเภทนี้ ถ้าไม่พัฒนาตัวเองรัฐจะเลิกจ้าง ก็ถือว่าเป็นความชอบธรรมของรัฐ ถือว่าเป็นความชอบธรรม ของรัฐนะครับ
สําหรับมาตรฐานอีกระดับหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า มาตรฐานมูลฐาน ซึ่งขณะนี้ ก.พ.ร. เขาก็ทําระดับนี้ แต่ ก.พ.ร. เพิ่งเริ่มทําอาจจะไปยังไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไร คือเป็น มาตรฐานที่พอจะยอมรับได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่า
แล้วก็มาตรฐานตัวสุดท้ายคือมาตรฐานความเป็นเลิศ มาตรฐานตัวนี้เราใช้ เพื่อจะยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่การแข่งขันที่มีความเป็นเลิศ หน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ควรจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความเป็นเลิศ เช่น กระทรวงการคลัง กรมศุลกากรก็ดี กรมสรรพากรก็ดี หลาย ๆ กรม ควรจะถูกกําหนดเป็นเป้าว่าต้องอยู่ในมาตรฐานความเป็นเลิศ เหมือนกับอารยประเทศเหมือนประเทศที่ประสบความสําเร็จ หน่วยงานเหล่านี้ถูกเพ่งเล็งว่า คุณจะต้องอยู่ในมาตรฐานนี้นะ องค์กรเอกชนที่เป็นเป้าหมายที่เป็นเครื่องมือสําคัญในการ แข่งขันจะถูกจับตาเพื่อจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้ไปสู่ความเป็นเลิศ เพราะฉะนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนั้น ไม่ใช่เป็นความร่วมมือที่จะมาขอลดภาษี ไม่ใช่เป็นความร่วมมือที่จะมาขอสิทธิพิเศษนะครับ ไม่ควรจะเป็นความร่วมมือประเภท อย่างนั้นอีกต่อไป หรือมีได้แต่ว่าไม่ใช่เป็นหลัก แต่ส่วนที่เป็นหลักก็คือร่วมมือกัน พัฒนาประสิทธิภาพ เพื่อจะผลักดันให้องค์กรเหล่านั้นไปสู่การแข่งขันระดับอินเตอร์ (Inter) ระดับนานาชาติ คือถ้าเป็นอย่างนี้ได้องค์กรของรัฐเหล่านี้หรือองค์กรทั้งภาคเอกชนเหล่านี้ ก็จะมีประสิทธิภาพ เมื่อมีประสิทธิภาพความสําเร็จนี้ก็เป็นเจ้าขององค์การเอง เป็นผู้ปฏิบัติงานในองค์การแล้วก็เป็นของรัฐด้วย ผมขอจบการนําเสนอเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ
ขอขอบพระคุณค่ะ ไม่ทราบจะมีท่านอื่นชี้แจงเพิ่มเติมหรือเปล่าค่ะ ไม่มีนะคะ ถ้าเผื่อว่าไม่มี ก็เป็นการอภิปรายของสมาชิก ดิฉันจะขอเรียนรายนามท่านที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้นะคะ ท่านเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ท่านดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ท่านผู้ว่าฯ ธวัช สุวุฒิกุล ท่านชิงชัย หาญจนลักษณ์ ท่านสมเกียรติ ชอบผล ค่ะ ดิฉันจะขอเริ่มจากท่านเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล ปราจีนบุรี ผมจะใช้เวลาตรงนี้สั้น ๆ เมื่อเช้านี้ได้กราบเรียนท่านประธานไปก็จะหัก กลบลบหนี้ให้พอดีกับเวลาไปนะครับ เพราะว่าเนื่องจากเมื่อเช้านี้ผมก็ได้อ่านในวาระที่ ๓ ไปก่อนแล้วตั้งใจว่าจะนําเสนอควบรวบไปทีเดียวเลยนะครับ ก็ขอเวลาสั้น ๆ ตรงนี้นะครับว่า ในเรื่องของการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นนั้น ขอความกรุณาท่านได้พยายามสร้างดุลยภาพทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้ทําท่าว่าจะโป่งไปที่ท้องถิ่นมาก ไป ๆ มา ๆ ทั้งส่วนกลางและส่วน ภูมิภาคจะขาดศักยภาพในการกํากับดูแล
อีกประเด็นหนึ่งนั้นก็คือขณะนี้เรากําลังสร้างพีระมิดแล้วก็สรรหาสร้างระบบ คุณธรรมในยอดพีระมิด ตามที่ผมกราบเรียนไปเมื่อเช้าว่าถ้าเราใช้ระบบคุณธรรมตั้งแต่ ฐานราก คือฐานล่างของพีระมิดทั้งหมดแล้วนี้ วันข้างหน้ายอดพีระมิดก็ไม่จําเป็นจะต้อง สรรหาเพราะเราทําการสรรหาแล้วก็ได้รับการยอมรับ ได้รับการการันตีมาจากส่วนล่างแล้ว โดยจากส่วนล่างยึดโยงกับประชาชน ถ้าส่วนกลางก็ยึดโยงอยู่กับผลสัมฤทธิ์ของงาน ส่วนภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่นยึดโยงกับพี่น้องประชาชนแล้ว พี่น้องประชาชนก็จะเป็น ผนังทองแดงกําแพงเหล็ก เป็นตัวการันตีว่าคนเหล่านี้ซึ่งอยู่ฐานรากสามารถที่จะก้าวขึ้นสู่ ยอดพีระมิดได้อย่างสง่างาม เพราะฉะนั้นตรงนี้วันข้างหน้าก็คงจะไม่จําเป็นที่จะต้องมี คณะกรรมการสรรหาในส่วนยอด คือตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง สุดท้ายนั้นผมก็คิดว่า การปฏิรูปตามรายงานตรงนี้นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่หยิบยก ออกมาสร้างให้เป็นรูปธรรม แล้วก็ขับเคลื่อนให้ได้ผลสัมฤทธิ์ กราบเรียนว่าเรากําลังมา ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ในอนาคตวันข้างหน้า ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าเราสามารถสร้างคุณูปการให้กับรุ่นหลาน ๆ ของเราแล้ว ผมเชื่อว่า วันข้างหน้าเขาจะได้เห็นว่าคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายของเขาได้สร้างคุณูปการให้กับเขาถึง เรื่องของความมั่นคงในระบบบริหารราชการแผ่นดินอย่างยั่งยืนครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป ขอเชิญท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ครับ ผมอยากจะขอให้ความเห็นเพิ่มเติมให้แก่ คณะอนุกรรมาธิการในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการบริหารงานภาครัฐ ผมมีประเด็นที่อยากจะเริ่มต้นขอชวนให้กําหนดจุดมุ่งหมายของคําว่า สร้างประสิทธิภาพของ การบริหารงานภาครัฐในบริบทปัจจุบันและอนาคตที่จะถึงนี้ให้ชัดเจน ให้เกิดเป็นความเข้าใจ เป็นเข็มมุ่งที่ชัดด้วยกัน เพราะคําว่า ประสิทธิภาพหรือคุณภาพนี่มันเป็นคําที่ว่ากว้าง แน่นอนครับในการปฏิรูปประเทศคราวนี้ และร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ได้เน้นไปในทิศทางที่ว่า ประสิทธิภาพของภาครัฐนั้นผู้ตัดสินก็คือประชาชนผู้รับบริการ เพราะฉะนั้นคุณภาพของการ บริหารงานภาครัฐผู้ตัดสินก็คือประชาชนผู้รับบริการกลุ่มต่าง ๆ ถ้าหากเรายึดถือ ประสิทธิภาพและคุณภาพในมุมมองอย่างนี้จากผู้รับบริการจากฐานล่างขึ้นมา ดังนั้นการที่จะ เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรของภาครัฐอย่างที่ว่าจะให้เขาพัฒนาตัวเขาเองเป็นองค์กรที่มี ประสิทธิภาพสูงที่เรียกว่า ไฮ เพอร์ฟอร์แมนซ์ ออร์แกไนเซชัน (High Performance Organization) อย่างนี้ ผมคิดว่าอาจจะต้องปรับสักเล็กน้อยเนื่องจากว่าความคิดที่จะให้ องค์กรมีประสิทธิภาพสูงนั้นมันเป็นความคิดตั้งแต่ยุคของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบเดิมที่ คิดในเชิงของห่วงโซ่มูลค่า แต่ในโลกปัจจุบันนี้ภาครัฐอยู่ท่ามกลางกระแสกดดันต่าง ๆ ดังนั้น ภาครัฐที่จะอยู่ได้ต่อไปและมีคุณค่าหรือมีประโยชน์ หรือมีความชอบธรรม ก็คือภาครัฐซึ่ง เป็นระบบบริหารงานที่ดึงเอาหรือว่าร่วมกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาสร้างสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ เป็นที่ต้องการ หรือที่เราเรียกว่า คุณค่า หรือ มูลค่า ที่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ต้องการ ดังนั้น ประสิทธิภาพของภาครัฐจึงถูกตัดสินโดยกลุ่มคนต่าง ๆ ว่าเราสามารถเอื้ออํานวยให้เขามีสิ่งที่ ดีเกิดขึ้น ลดต้นทุนการผลิตถ้าไปพูดถึงพ่อค้า ถ้าหากเป็นประชาชนก็มีความสะดวก มีชีวิต ที่มั่นคง ปลอดภัย ซึ่งแล้วแต่ว่าแต่ละกลุ่มนั้นจะให้ความหมายคําว่าคุณค่า และมูลค่า ที่ภาครัฐ เข้ามาเติมให้ชีวิตเขานั้นอย่างไร ดังนั้นการบริหารภาครัฐจึงไม่ใช่การเพิ่มมูลค่า ในภาษาเดิมอีกแล้ว แต่เป็นการสร้างมูลค่าใหม่ ๆ นวัตกรรมใหม่ ๆ อันนี้ผมอยากจะเน้นว่าถ้าเราคิดตรงกัน เรากําหนดจุดมุ่งหมายนี้ให้ชัดเสีย มันจะเป็นการ ปฏิรูปที่ไปได้ เนื่องจากว่าถ้าหากเรายึดอย่างนี้ระบบบริหารงานภาครัฐจะต้องออกแบบ หรือจะต้องกําหนดกระบวนการเสียใหม่ คิดอย่างไรร่วมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่จะสร้าง คุณค่า หรือว่าชุดของมูลค่าหรือคุณค่าที่เขาจะได้อยู่ดีกินดี จะได้มีชีวิตของเขาที่ดีขึ้นนะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้หลักการที่เราควรจะยึดถือนั้นในตําราก็พูดกันมามาก แต่ถ้าเราจะแปลกันง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นเรื่องของการบริหารงานที่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาร่วมกันคิด ร่วมกันจัดทํา ร่วมกันกําหนดว่าเราจะวัดผลงานของราชการ ผลลัพธ์อย่างไร เอาท์คัมอย่างไร เราจะช่วยกันทําตรงไหน อย่างไร จะแบ่งปันความเก่งอย่างไร รัฐจะไม่ใช่องค์กรฝ่ายเดียว ที่ตั้งรับแล้วจะเป็นผู้จัดการให้ต่อไปอีกแล้ว ยกเว้นเรื่องที่เป็นหลักสําคัญที่ต้องบังคับ ใช้กฎหมาย อันนั้นก็เป็นเรื่องที่เฉพาะไปนะครับ เป็นการบริหารงานที่จะต้องเติบโตไปกับ ผู้รับบริการ ต้องร่วมคิดร่วมทํากันไป บริหารงานแบบเครือข่าย ซึ่งในที่นี้ในการทํางาน ที่ผมได้อ่านมาโดยตลอด รู้สึกเราจะให้ความสําคัญแก่การบริหารงานแบบเครือข่ายใน เชิงพื้นที่ค่อนข้างจะไม่มากพอ เรายังไปมองในเรื่องของการให้บริการพื้นฐานกับเรื่องการ ปฏิบัติภารกิจหลักของรัฐ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรที่จะเสริมเติม เนื่องจากว่าความสามารถของ องค์กรภาครัฐสมัยใหม่สําคัญ สมรรถนะสําคัญ ๓ ประการคือ สามารถที่จะเข้าใจและเข้าถึง ความต้องการที่หลากหลาย ที่ซับซ้อนของคนกลุ่มต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ได้ และเข้าใจยังไม่พอ สามารถเอามากําหนดเป็นกลยุทธ์ในการทํางาน เป็นยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติได้ที่จะนําการกระจายทรัพยากรหรือใช้ทรัพยากร
อันที่ ๒ เป็นความสามารถที่จะแสวงหาความรู้ นวัตกรรม ภูมิปัญญา ทรัพย์สินทางปัญญา ทุนทางสังคมต่าง ๆ ทุนการจัดการที่จะมาร่วมกันสร้างพลังของประเทศ
อันที่ ๓ คือความสามารถที่จะสื่อสารและให้คนกลุ่มต่าง ๆ คนชั้นกลาง ในเมือง คนชั้นกลางรุ่นใหม่ในต่างจังหวัด คนที่คิดไม่เหมือนกัน มีพื้นที่ทํากิจกรรมร่วมกัน ซึ่งจะเกิดความปรองดองความเป็นปึกแผ่นทางสังคมกลับคืนมาอีก นี่เป็นความสามารถ ๓ ประการที่เราต้องเอามาเป็นประเด็นตั้งว่าเราจะจัดประสิทธิภาพหรือคุณภาพอย่างไร ดังนั้นผมคิดว่าจุดสําคัญที่น่าจะเอ่ยถึงในเวลานี้ก็คือว่ามีอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่ท่านก็เคยพูด มาแล้ว แต่ถ้าหากเราทําให้มันชัดเสียว่าผลงานของราชการนั้นวัดโดยกลุ่มผู้รับบริการเป็น ผู้กําหนดเคพีไอ (KPI) ราชการนอกจากจะไปเซ็นคํามั่นสัญญากับผู้บังคับบัญชาแล้วต้องเซ็น กับกลุ่ม ถ้ามีองค์กร เช่นสมัชชาพลเมือง อย่างนี้เป็นต้น ก็ให้มาเซ็นคํามั่นผลงานต่อกลุ่ม เหล่านี้หรือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะนะครับ
อันที่ ๒ ก็คือต้องเน้นเรื่องการมีมาตรฐานของคุณภาพผลงานของบริการต่าง ๆ ซึ่งกําลังเริ่มทําแล้วในรัฐธรรมนูญก็เขียน
อันที่ ๓ ก็คือว่าต้องส่งเสริมให้แต่ละพื้นที่มีนวัตกรรมของภาครัฐร่วมกับภาค กลุ่มเป้าหมายเฉพาะตัวครับ เวลานี้เรายังไม่ได้พูดถึงนวัตกรรมเชิงพื้นที่ พูดถึงนวัตกรรมใน ภาพใหญ่ ๆ หมดเลย ซึ่งสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของนวัตกรรมในเชิงพื้นที่ อีก ๒ เรื่องครับ ก็คือเรื่องที่สําคัญทั้งหมดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าเราไม่พลิกฟื้นคุณภาพของข้าราชการหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างขนานใหญ่ ในเวลานี้ราชการนั้นรู้สึกว่าจิต เรียกภาษาชาวบ้านบอกว่า อาจจะอ่อนล้า จิตตก ไม่มีอุดมการณ์ ขาดกําลังใจ ขาดจุดมุ่ง แล้วก็มีแต่คนสูงอายุ คนหนุ่ม ๆ สาวไม่ได้เข้ามารับราชการ สิ่งที่เราเริ่มต้นมาบ้างแล้วนําคนเก่งเข้ามารับราชการนั้นก็เป็นการ เริ่มต้นที่ดี แต่ว่าคงต้องปฏิรูประบบการสรรหา การคัดเลือกของข้าราชการทุกหน่วย ทั้ง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นเสียใหม่ ให้มันเป็นวิชาชีพ ให้มันมี สิ่งที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า บี เพรสชัน (Be-passion) มีความอยากที่จะทํางาน เสียสละเพื่อแผ่นดินจริง ๆ มีทักษะที่ดี มีความรอบรู้ เป็นคนซึ่งเห็นคุณค่าของคนต่าง ๆ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ที่เรายังไม่ได้ทํามาเลย นับตั้งแต่เรียกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมาที่เราไปปล่อยให้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ไปคิดอะไรเอง โดยขาดการผนึกกําลังกันให้เป็นกลุ่มก้อน
แล้วสุดท้ายเรื่องของผู้นํา ผู้บริหารระดับสูง ที่จะต้องเป็นส่วนสําคัญที่เราต้อง พลิกฟื้น ซึ่งมีโครงการต่าง ๆ มากมาย แต่ผมอยากจะกล่าวตรงนี้นิดเดียวว่าทําอย่างไรเราจะ ให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารระดับสูง ระดับปลัดกระทรวง อธิบดีนั้น สามารถตอบสนอง รับผิดชอบต่อฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมืองที่เข้ามาบริหารงานได้ ซึ่งเรื่องนี้จะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๐๗ ซึ่งผมคิดว่าในมาตรานี้อาจจะมีควรเสนอให้ปรับแก้เพื่อให้มัน สามารถให้มีคําว่า การควบคุมฝ่ายประจํา โดยฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติ นั้นให้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นตัวการสําคัญเหมือนกันที่จะทําให้เขาบริการนโยบายของ รัฐบาล หรือว่าการทํางานของภาคราชการที่ตอบสนองทั้งระดับบน แล้วก็ระดับพื้นที่ของ กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ได้ ผมก็คงมีประเด็นทั้งหมดที่จะขออนุญาตนําเสนอเสริมให้กับคณะอนุ กรรมาธิการในมุมนี้ว่าขอให้เพิ่มในมุมมองว่าทําอย่างไรจะให้การบริหารงานภาครัฐนั้นเป็น ศูนย์กลางของการเชื่อมโยง สร้างความเก่งของราชการให้ตอบสนองเอื้อให้กับความต้องการ ของกลุ่มคนต่าง ๆ ที่เขาจะมีการทําให้ชีวิตของเขาในทุกมิติดีขึ้นได้ โดยเราเป็นแกนกลาง ในการเชื่อมโยงครับ ขอบคุณมากครับ
ผมขออนุญาตอ่านชื่อท่านสมาชิกที่แสดงความจํานงไว้ว่าจะอภิปรายอีก ๕ ท่านนะครับ ท่าน แรกคืออาจารย์ถวิลวดี บุรีกุล คุณธวัช สุวุฒิกุล คุณสมเกียรติ ชอบผล คุณเตือนใจ สินธุวณิก แล้วก็พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ขอเชิญอาจารย์ถวิลวดีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ถวิลวดี บุรีกุล ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินที่ให้ความสําคัญ กับเรื่องของประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ อย่างไรก็ตามดิฉันอยากจะถามว่า ประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐมันหมายถึงอะไร แล้วเราจะต้องมี การปฏิรูปเรื่องนี้ไปเพื่อประโยชน์อะไร เพื่อประโยชน์ของข้าราชการหรือเพื่อประโยชน์ของ ประชาชน คําตอบก็คือน่าจะเป็นทั้งข้าราชการเองแล้วก็ตัวประชาชนโดยรวม ตอนนี้เราก็มา มองว่าทําอย่างไรถึงจะเกิดประสิทธิภาพในการบริหารราชการ ดิฉันคิดว่าเราจะต้องมองที่ เรื่องของการบริหารกิจการที่ดี เราจะต้องมองที่ธรรมาภิบาล มองที่การบริหารทุกรูปทุกแบบ ที่จะทําให้กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินไปสู่เป้าหมายให้ได้ ซึ่งเป้าหมายจริง ๆ คง ไม่ใช่เรื่องของประสิทธิภาพหรือเรื่องของคุณภาพ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือความเป็นธรรม เป้าหมายที่แท้จริงคือประชาชนทุกคนมีความสุข ได้รับความเป็นธรรมโดยถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นจะทําให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ดิฉันยังมองไม่เห็นในเรื่องของการที่จะก้าวไปถึงเรื่อง ของการประเมินโดยประชาชน และนอกจากนี้ในการนําเรื่องของกูด กัฟเวอร์แนนซ์ (Good governance) เข้ามาใช้ เพราะว่าท่านพูดถึงเรื่องของการแข่งขันได้ ดิฉันมองว่าการแข่งขัน ได้นี่มันเป็นคําใหญ่ แต่ความหมายของการแข่งขันมันคืออะไร แล้วเราจะวัดได้อย่างไรว่า เรามีการแข่งขันแล้วนะคะ ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะเล่าว่าแข่งขันเราวัดได้อย่างไรบ้างนะคะ นอกจากนี้คนที่จะบอกได้ว่าเราทํางานมีประสิทธิภาพดีหรือคุณภาพการบริการของเราดี ใครจะบอก ประชาชนได้เคยบอกไว้นะคะว่า ข้าราชการพลเรือนทํางานดีแค่ไหน ด้วยความ เชื่อมั่นที่เขาให้ เมื่อ ๑๐ ปีก่อน คือในปี ๒๕๔๖ ดิฉันทําการวัดระดับความเชื่อมั่นในองค์กร ต่าง ๆ ข้าราชการได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ๕๙.๘ แล้วก็มากขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๗ หลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ทําให้ หน่วยงานราชการมีความตื่นเต้น แล้วก็มีการปรับตัวกันขึ้น ได้รับคะแนนความเชื่อมั่นถึงร้อย ละ ๗๕ แต่หลังจากนั้นก็ตกต่ํามาโดยตลอด โดยเฉพาะตกต่ํามากที่สุดในปี ๒๕๕๐ ได้ ๕๒ แล้วก็มาถึงปลายปีที่แล้วร้อยละ ๖๗.๕ ของประชาชนบอกว่าเชื่อมั่นข้าราชการ ท่านพอใจ หรือไม่ แค่นี้คงพอใจไม่ได้ แล้วจะต้องทําอย่างไร ดิฉันเชื่อว่ากระบวนการปฏิรูปจะช่วยได้ ท่านต้องนึกถึงผู้มีส่วนได้เสีย ผู้มีส่วนได้เสียในที่นี้ไม่ใช่แค่เฉพาะข้าราชการ แต่หมายถึง ประชาชนทุกภาคส่วน ในเอกสารนี้เขียนถึงประชาชนบางคนที่เป็นลูกค้า ทําระบบราชการ ให้เป็นร้านขายของ ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่ใช่ เราจะต้องเปลี่ยน ราชการจะหากําไรไม่ได้ แต่ว่าเป็น เรื่องของการบริการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เพราะฉะนั้นจะคิดว่าประชาชนเป็น ลูกค้าไม่ได้ เพราะลูกค้าทุกคนคือผู้มีส่วนได้เสีย แต่ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนมิใช่ลูกค้า เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างความพอใจให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ด้วยเหตุนี้การมีส่วนร่วมอย่าง แท้จริงของผู้มีส่วนได้เสียจึงมีความสําคัญ ซึ่งจะต้องเปิดศักราชใหม่ของการบริหารราชการ แผ่นดิน ซึ่งจะเป็นคนบอกได้ว่าคุณภาพจะมาจากไหน นั่นเองกระบวนการที่จะทําคือ ยกระดับค่ะ การยกระดับมันมีทั้งอินไซด์ เอาท์ (Inside out) และเอาท์ไซด์ อิน (Outside in) เอาท์ไซด์ อินคือประชาชนจะเป็นคนบอกว่าจะต้องปฏิรูปอะไรบ้าง จะต้องปรับปรุง อะไรบ้าง และอะไรที่จะเป็นคุณภาพของการบริการ นอกจากนั้นอินไซด์ เอาท์นี่คือปฏิรูป ตัวเอง มันมีโปรแกรมเรื่องของพับลิค เซอร์วิส เอคเซเลนซ์ โปรแกรม (Public service excellence program) คือการให้บริการที่เป็นเลิศ ซึ่งมีรูปแบบมากมาย ดิฉันคิดว่า หน่วยงานราชการก็มีความพยายามที่จะปรับกันอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าปรับดีจริง ๆ จะไม่เกิดเคส (Case) ของโรฮิงญา จะไม่เกิดเคสอะไรอีกมากมายที่เราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้จนบัดนี้ แล้วเวลาก็ล่วงเลยมานานนะคะ ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าเราจะต้องมาวัดระดับกัน ท่านลองถาม ข้าราชการสิว่าเมื่อเข้ามาแล้วทํางานไปได้ระดับหนึ่งเขาสามารถที่จะประเมินอนาคตของเขา ได้ไหมว่าจะไปถึงจุดไหน จะก้าวไปถึงขั้นไหน ถ้าทํางานขยันขันแข็งแบบนี้ ซื่อสัตย์สุจริต อย่างนี้ คุณคิดว่าคุณสามารถจะไปถึงจุดหมายของคุณคือเป็นระดับนั้นได้หรือไม่ ดิฉันคิดว่า บางคนตอบได้ แต่ส่วนใหญ่จะตอบว่าไม่ได้ ไม่แน่ใจ เพราะว่ามันมีระบบอุปถัมภ์อยู่ นี่เอง เป็นปัญหาเรื่องของการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานนะคะ ตอนนี้เรื่องของการวัด ความคุ้มค่า เพราะว่าเราบริหารราชการต้องมีความคุ้มค่า คือเป้าหมายสุดท้ายก็คือความ คุ้มค่า ความเป็นธรรมของประชาชน ความคุ้มค่าในภาษีที่เราจ่ายไปให้กับการทํางานนะคะ ความคุ้มค่านี่ประโยชน์สูง ประหยัดสุด แข่งขันได้ ประโยชน์นี้คืออะไร อันนี้เป็นเรื่องของ อรรถประโยชน์โดยสําคัญ ส่วนเรื่องของการประหยัดไม่ใช่การตระหนี่ถี่เหนียว แต่เป็นเรื่อง ของการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าที่สุด แล้วนอกจากนี้การแข่งขันได้มันมีตัวชี้วัดอยู่เยอะ ดิฉันก็ แนะนําให้ท่านลองดูหนังสือเล่มหนึ่งที่ดิฉันกับทีมงานได้เขียน ชื่อหนังสือทศธรรม ได้บอกว่า จะวัดการแข่งขันได้อย่างไรบ้าง ดิฉันขอเวลาท่านประธาน ๓ วินาที อ่านตัวอย่างของการ แข่งขันได้ตัวหนึ่งนะคะ ศักยภาพในการแข่งขันของหน่วยงาน เช่นสภาพแวดล้อมทั้งภายใน และภายนอกหน่วยงานเมื่อเปลี่ยนแปลงไปเราสามารถที่จะมีแผน เราสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ นี่คือแสดงว่าเราแข่งขันได้นะคะ แล้วก็แม้กระทั่งวิสัยทัศน์ในหน่วยงานของเรามันสะท้อนถึงเรื่องของการแข่งขันได้ รวมทั้ง การสร้างความเข้าใจในเป้าหมายและหน่วยงานของเราที่จะเป็นเรื่องของการแข่งขันได้อะไร อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของกําลังคน ส่วนเรื่องของประโยชน์สูงสุดหรือเรื่องของ ประหยัด ประโยชน์สูงสุดเราก็ต้องดูว่าคนที่เข้ามาเหมาะสมกับตําแหน่งหรือไม่ หรือเป็น อย่างไร อะไรอย่างนี้นะคะ นี่คือตัวอย่างที่สําคัญที่เราสามารถที่จะประเมินได้โดยไม่ต้องไป เอารูปแบบเดิม ๆ ดิฉันคิดว่าต้องมองไประบบใหม่ และมองไปข้างหน้า มองออกนอกกรอบ ในเรื่องของการประเมินและให้ประชาชนเป็นคนบอกว่าท่านทําดีหรือยัง ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเชิญคุณธวัช สุวุฒิกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ธวัช สุวุฒิกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับ ๙๙ จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อเช้านี้ เราได้พูดถึงการปรับปรุงโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ซึ่งพูดกันมาก ทีเดียว ผมคิดว่าตรงนั้นเป็นส่วนสําคัญอย่างยิ่งที่จะมีผลต่อการที่จะบริหารงานภาครัฐ ซึ่งการบริหารงานภาครัฐนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มี ความเชื่อมโยง แล้วก็ต้องสามารถที่จะทํางานด้วยกันได้ ผมสังเกตดูแม้ว่าในรายงาน การศึกษาเมื่อเช้านี้จะพูดถึงปัญหาต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความซ้ําซ้อน ในอํานาจหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์กรที่มันใหญ่เกินที่จะทําหน้าที่รับใช้บริการ ประชาชนได้อย่างดีนั้น ปรากฏว่าในอดีตที่สามารถดําเนินการไปได้แม้ว่าจะมีปัญหาอย่างนี้ ก็ตามก็ด้วยความที่เรามีความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคนต่อคน แต่ถ้าหากว่ามันเปลี่ยนไป คนนั้น หัวหน้าส่วนนั้นไม่ดีกับหัวหน้าส่วนอีกคนหนึ่ง วันนั้นประชาชนเขาได้รับผลกระทบ ที่ไม่สามารถที่จะรับบริการที่ดีได้ ในส่วนของตอนบ่ายนี้เราพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในส่วนของการที่เราจะเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพการบริหารงานภาครัฐแล้วนี่ ผมสังเกตดูว่าในกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายสําคัญ อย่างยิ่งก็คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งได้รับการแก้ไขในมาตรา ๓/๑ พูดถึงเรื่องธรรมาภิบาล มาตรา ๑๙/๑ พูดถึงเรื่องความคุ้มค่า เรื่องประสิทธิภาพ ซึ่งตรงกับ ตรงนี้และมีการแก้ไข มีการใช้ พ.ร.บ. นี้มาหลายปีแล้ว ผมไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้น ในระบบราชการไทยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีใครสนใจในส่วนที่มันมีอยู่ตรงนี้ท่านประธานครับ ผมจึงอยากให้คณะกรรมาธิการได้กรุณาที่จะไปดูใน ๒ มาตรานี้ และให้มันมีผลการปฏิบัติ อย่างจริงจัง ผมยกตัวอย่างอันหนึ่ง มติ ครม. ครับท่าน ที่บอกว่าข้าราชการซึ่งป่วยเรื้อรังแล้ว นี่เป็นเวลากี่เดือนต้องให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่มีส่วนราชการหนึ่งระดับมหาวิทยาลัยครับ ท่าน ปรากฏว่าเคยเป็นผู้บริหารมีเจ็บป่วยด้วยทางโรคสมองไม่สามารถทํางานได้ พูดก็พูด ไม่ได้ เขียนก็เขียนไม่ได้ ให้พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อที่จะบอกว่าข้าราชการคนนี้ยังสามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้และยังตั้งให้เขาเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอีก ซึ่งอย่างนี้ท่านครับ เป็นอย่างไร ครับ มติ ครม. ก็ใช้ไม่ได้ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินก็ไม่มีผลทางปฏิบัติ อย่างนี้ ผมคิดว่าจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้คณะกรรมาธิการหยิบยกขึ้นมาดูว่ากฎหมายเดิมที่มีอยู่นั้นทํา อย่างไรที่เราจะสามารถนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเป็นประโยชน์กับ ประชาชนมากที่สุด ผมอยากจะสรุปตรงนี้นะครับว่าสิ่งที่ท่านคณะกรรมาธิการน่าจะรับไปดูก็ คือเรื่องของการที่จะต้องมีการประเมิน การประเมินนั้นผมคิดว่าผู้บังคับบัญชาเป็นส่วน สําคัญอย่างยิ่งขององค์กรนั้น คณะกรรมการประเมินแห่งชาติผมไม่ทราบว่าจะไปเกี่ยวข้อง กับระบบการประเมินที่คณะกรรมาธิการกําลังพูดอยู่แค่ไหน อย่างไร แต่ผมคิดว่าในการ ประเมินนั้นต้องประเมินทั้งตัวองค์กรและตัวข้าราชการด้วย แล้วก็ประเมินกันอย่างจริงจัง อย่างต่างประเทศเขาจะมีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเลยท่านครับ ซึ่งประกอบด้วยภาค ประชาชนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการประเมินอย่างจริงจังอันนี้ถึงจะได้ผล
ในประการที่ ๒ ผมคิดว่าที่มีส่วนสําคัญอย่างยิ่งนอกจากเรื่องของการประเมิน ก็คือเรื่องของการบังคับใช้กฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งทางราชการได้กําหนดออกมาแล้วทางผู้ ปฏิบัติยังไม่สามารถนําสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ขอฝากเป็นประเด็น ๒-๓ ประเด็นนี้ สําหรับคณะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพครับ สวัสดีครับ
ต่อไปขอเชิญคุณสมเกียรติ ชอบผล ครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม นายสมเกียรติ ชอบผล ผมมีประเด็นย่อย ๆ สัก ๒ ประเด็นเพื่อเป็นข้อมูลสําหรับกรรมาธิการ อย่างที่พูดกัน นอกจากจะทําให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีแล้ว ระบบราชการก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสร้าง ศักยภาพการแข่งขันตําแหน่งของประเทศ เช่นที่ผมเคยยกตัวอย่างว่าในเรื่องศักยภาพ ในด้านภาษีของเรา เราอยู่ในลําดับที่ ๑๕๓ ของ ๑๘๐ ประเทศ ซึ่งก็มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลาย ประการ จะไปโทษหน่วยงานอย่างเดียวคงไม่ได้ ข้อมูลสําคัญที่ผมอยากกราบเรียน ถ้าเราดู ทฤษฎีองค์กรในอดีต ก็มี ๓ ตัวหลักที่พูดกัน ซึ่งผมคิดว่าก็ยังใช้ได้อยู่ ถ้าไปดูประเมิน ประสิทธิภาพ หรือศักยภาพเขาบอกว่าดูที่คาริสมา คอลเล็คทีฟ วิสดอม (Charisma collective wisdom) แล้วก็คัลเจอร์ (Culture) ผมอยากให้ความสําคัญกับเรื่องวัฒนธรรม การทํางาน ในอดีตการทํางานของข้าราชการจะมีการสอนงาน เราสามารถเรียนรู้การทํางาน จากผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชา ถ้าเรามีความสามารถแล้วก็ศักยภาพที่จะเรียนรู้ แต่ปัจจุบันถ้าท่าน ไปดูซึ่งงานวิจัยเรื่องนี้เราก็มีไม่มาก แต่มันจะทํางานเป็นโต๊ะ จากโต๊ะซี ๕ ก็ไปซี ๖ ซี ๗ แล้ว มันก็ไม่ได้คุยกัน ลักษณะอย่างนี้ที่เขาประเมินครั้งหนึ่งซึ่งผมคิดว่าไม่ค่อยเป็นธรรมนักก็คือ ตอน ปี ๒๕๔๐ ที่เราแพ้เรื่องลดค่าเงินบาท อันนั้นก็เป็นสาเหตุหนึ่งมาจากการทํางานที่ไม่มี คอลเล็คทีฟ วิสดอม อันนี้เป็นรายงานที่เขาเขียนมา ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้มีความชัดเจน เพราะปัจจุบันนี้เราแทบไม่เห็นวัฒนธรรมของการทํางานในลักษณะนี้ ซึ่งในอดีต ผู้บังคับบัญชาที่มีศักยภาพสูงก็มาทํางานกับเรา สอนงาน ผมยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งอย่างเรื่อง การเบิกจ่ายงบประมาณ ผู้บังคับบัญชาก็จะรู้ว่าเงินเหลืออยู่เท่าไร แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ก็จะ เป็นคนเสนอ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนก็คือการสร้างผู้นํายุคใหม่ อย่างเช่น นักเรียน ทุนที่ ก.พ. ดูแลอยู่ ในอดีตถ้าเราดูจากรายงานหรือพูดคุย เขาบอกว่านักเรียนนอกจากเรียน แล้ว ก็จะไปดูพิพิธภัณฑ์ ดูศิลปะการแสดง รวมทั้งมีเพื่อนต่างชาติที่เก่งเรื่องภาษา มีเครือข่าย เวลากลับมาทํางานก็สามารถทํางานได้กว้างขวาง สามารถระดมทุนอะไร ได้มากมาย แต่ปัจจุบันพบว่านักเรียนไทยที่เป็นนักเรียนทุนที่ไปอยู่ เนื่องจากการ ติดต่อสื่อสารมันสะดวกหรืออย่างไรไม่ทราบ เขาก็ดูเฉพาะข่าวของเมืองไทย แล้วไปสุมหัวกัน อยู่เฉพาะนักเรียนไทย มันไม่มีลักษณะเป็นผู้นําเหมือนกับนักเรียนทุนในอดีต พอเวลากลับ เข้ามา การดูแลของหน่วยงานต้นสังกัดก็ไม่ค่อยดี เขาเข้ามาทํางานในระดับ ซี ๕ หรืออะไร ก็ตามก็ให้เขาทํางานธุรการเหมือนเจ้าหน้าที่อื่น มันก็มีการออกจากระบบไปค่อนข้างเยอะ ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอันหนึ่งที่อาจจะจําเป็นต้องมีการทบทวน รวมทั้งกลุ่มฟาสท์ แทรก (Fast track) ที่ ก.พ. ทํา ซึ่งดีอยู่แล้วก็อาจจะมีระบบ เพราะพวกนี้อาจจะเป็นผู้นําต่อไปใน อนาคตอย่างคําถามที่ว่านี้ คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นําองค์กร เพราะที่คณะกรรมาธิการวิเคราะห์ ก็เห็นชัดเจนว่าถ้ามีผู้นําที่มีศักยภาพสูง มันก็จะสร้างคาริสมา (Charisma) อะไรที่เกิด อย่างที่ผมเรียนนี้นะครับ
สุดท้ายที่ผมอยากให้ความสําคัญก็คือเรื่องของการสื่อสารภายในองค์กร ผมเข้าใจว่าปัจจุบันถ้าลองไปถามดูการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติว่าแต่ละคนที่เกี่ยวข้องจะ พูดตรงกันหรือเปล่า เรื่องนี้ผมคิดว่าค่อนข้างมีปัญหา และยิ่งมีสายงานบริหารที่ยาว ๆ ลงไป ถึงพื้นที่ เราเคยตามเรื่องนโยบายบางเรื่องพบว่าผู้ปฏิบัติแทบจะไม่อยู่ในวาระการประชุม หรืออะไรเลย ผมอยากให้กรรมาธิการให้ความสําคัญกับเรื่องเหล่านี้ด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ ขอขอบคุณครับ
ยังมีท่านสมาชิกขออภิปรายอีก ๕ ท่าน คือคุณเตือนใจ สินธุวณิก พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ แล้วก็คุณเขมทัต สุคนธสิงห์ เชิญคุณเตือนใจครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ดิฉันขออนุญาตที่จะกล่าวชมเชยทางคณะกรรมาธิการ หลังจากที่ท่านได้เสนอประเด็นที่ ๔ ไปแล้ว ในช่วงบ่ายนี้เสนอประเด็นที่ ๕ มีหลายประเด็นที่ดิฉันเห็นด้วยแล้วก็อยากจะขอ สนับสนุนพร้อมกับให้แง่คิดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ขออนุญาตค่ะ ก็คือเรื่องของเป้าหมายในการ พัฒนากลไกของท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเพิ่มสมรรถนะทางด้านทรัพยากรมนุษย์ อันนี้ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องจริงทีแล้ว
และสําหรับเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือว่าเรื่องของการทํา ฮิวแมน รีซอร์ส ดีเวลล็อปเมนท์ (Human resource development) นี้อยากจะขอเรียนว่า โดยหลักความจริงแล้วมีกฎของราชการว่าในหน่วยราชการหน่วยหนึ่ง งบในการพัฒนา บุคลากรนั้นควรจะได้มีงบ ๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง เรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุดคือเคยเป็นข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ ปรากฏว่าในการจัดสรร งบประมาณนั้นข้าราชการกรมมีทั้งหมด ๓,๐๐๐ กว่าคน แต่ว่าถ้าเผื่อ ๓ เปอร์เซ็นต์ของเงิน ทั้งหมดที่เราได้มานั้น เงินจะต้องมากมายทีเดียวที่จะสามารถฝึกอบรมข้าราชการของกรม ให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น แต่ปรากฏว่าในทุกปีที่ผ่านมางบพัฒนาบุคลากรนั้นจะโดน ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เลย ซึ่งอันนี้ดิฉันคุยกับเพื่อน ๆ ในหน่วยงานราชการอื่น ๆ เจอปัญหา เช่นเดียวกันค่ะ เขาเอาเรื่องของการพัฒนาบุคลากรนั้นไปอยู่ในไพรออริตีสุดท้าย คือเป็น เรื่องที่ไม่ค่อยจะส่งเสริมเท่าไร ดังนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องทํา ให้เป็นจริงในการที่จะพัฒนาบุคลากรของกรมหรือว่าของหน่วยราชการให้มีความสามารถ เพิ่มเติมให้ทันกับภูมิทัศน์หรือว่าสภาพแวดล้อมของสภาพเศรษฐกิจและสังคมหรือ ด้านสื่อสารเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้ทันเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น
และอีกอันหนึ่งดิฉันคิดว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคล หรือทําให้สมรรถนะคุณภาพของหน่วยราชการเราลดน้อยถอยลง รวมทั้งภาคเอกชนหรือ รัฐวิสาหกิจด้วย คือเรื่องของระบบอุปถัมภ์ ดิฉันไม่อยากจะเอ่ยนามว่ามีหน่วยงานอะไรบ้าง คิดว่าหลายท่านคงทราบดีว่ามีระบบอุปถัมภ์ มีการฝากลูกท่านหลานเธอเข้าไปมากมาย แล้วลูกท่านหลานเธอเหล่านั้นก็ไม่ได้ทํางานที่เป็นชิ้นเป็นอัน ดังนั้นอันนี้เป็นส่วนฉุดให้ หน่วยงานนั้น ๆ ขาดทุน ทําไมถึงขาดทุน เพราะคนทํางานจริง ที่มุ่งมั่นจริง ๆ นั้นมีน้อย
อึกอย่างหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอสนับสนุนก็คืออยากขอให้ท่านตามที่ท่าน เสนอเลย เรื่องของระบบเสริมพลังหรือรีอินฟอร์สเมนท์ ประเมินผล กํากับดูแลเพิ่มเติม ประสิทธิภาพ อันนี้อยากจะขอเรียนว่าอยากให้ทําอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันทาง ก.พ.ร. เอง ก็มีตัวชี้วัด มีหน่วยงานทริส (TRIS) มาประเมิน แต่ตามหลักจริง ๆ ดิฉันคิดว่าทุกท่านคงจะ ทราบและรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเป็นงานหนักเพิ่มขึ้นให้ราชการ ในขณะเดียวกันก็มุ่งทําคะแนนให้ได้ ตามตัวชี้วัดเท่านั้นเอง แต่ประสิทธิภาพกับข้อมูลข้อเท็จจริงในการปฏิบัตินั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น
อีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตฝากไว้ก็คือเรื่องของการประเมินผล ความดีความชอบ อยากจะขอให้ประเมินจากผลสัมฤทธิ์ของการทํางานอย่างแท้จริง ขออย่าให้มีการหารยาว เพราะอันนี้เคยเจอมาแล้วว่าพอมีระบบโบนัสของทางหน่วยงานทั้ง กรม เมื่อหารยาวคนที่ตั้งใจทํางานทําไปเท่านั้นก็เสมอตัว คนที่ไม่ค่อยสนใจทํางาน หรือหลีกเลี่ยงงานที่ผู้บังคับบัญชามอบก็ถือว่าได้เงินเท่ากัน ระบบนี้ต้องยกเลิกไปให้มี การประเมินอย่างจริงจัง
อีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอกราบฝากไว้ในเวลาที่เหลือนี้ อาจจะขอ อนุญาตท่านประธานเกินนิดเดียว ก็คือเรื่องที่ท่านบอกว่าให้มีระบบสารสนเทศแบบรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์
แล้วท่านก็พูดอีกอันหนึ่งเรื่องขอให้หน่วยงานแต่ละหน่วยงานนั้นได้แก้ปัญหา ด้วยตนเอง เพราะตามธรรมชาติและลักษณะของการทํางานนั้นคนในหน่วยงานนั้น ๆ จะรู้ว่า งานอะไรควรจะใช้คนประเภทไหน อย่างไร อันนี้ดิฉันเห็นด้วยอย่างแท้จริง แล้วก็อยากจะ ขอให้ว่ามีกฎระเบียบ บางครั้งเข้าราชการ ๘ โมงครึ่ง เลิก ๔ โมงครึ่ง บางหน่วยงานอาจจะ ทําอย่างนั้นได้ แต่ถ้าเป็นหน่วยงานสื่อต้องอยู่ถึงเที่ยงคืนหรืออะไรต่าง ๆ ไม่อยากให้เอาเรื่อง ของกฎระเบียบราชการเป๊ะ ๆ มาจับ เพราะว่าถ้าเผื่อทําอย่างนั้นคนที่ทํางานดึกหรือว่าคนที่ ทุ่มเททํางานผลงานออกมาดี ผลิตรายการออกมาดี แต่กลายเป็นว่าเหมือนกับไม่ได้มาตรง ตามเวลา อันนี้ดิฉันคิดว่าก็เป็นอีกอันหนึ่งซึ่งเห็นด้วยกับท่านว่าต้องให้แต่ละหน่วยงานหรือ ว่าบุคคลากรในนั้น หรือผู้บริหารของหน่วยงานนั้น ๆ ได้พิจารณาว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ อย่างไรบ้างนะคะ ถ้าหากว่าเราสามารถทําได้อย่างที่ดิฉันได้กราบเสนอนี้นะคะ ดิฉันเชื่อมั่น ว่าท่านกรรมาธิการจะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของภาครัฐจาก ๗ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพีมาเป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ได้เพราะอะไรคะ เพราะว่าเรามีคนที่มีคุณภาพอย่างแท้จริงมา ทํางาน ไม่ใช่ว่าเสียเงินหลวงจ้างคนที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือลูกท่านหลานเธอที่ฝากเข้ามา แล้วทํางานไม่ได้ค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เมตตาให้เกินเวลามา ๔๒ วินาทีค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่าน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ จากจังหวัดมุกดาหาร การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้ผมดูรายงานแล้วผมก็ชื่นชมนะครับ ว่าทําได้ดีมาก แต่ว่าหลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้สิ้นสุดภาระหน้าที่ลงก็ไม่ทราบว่าคนที่ จะทําการขับเคลื่อนให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐจะต่อเนื่อง หรือไม่ การบริหารงานภาครัฐเมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารงานภาคเอกชนแล้วผมเห็นว่า การบริหารงานภาครัฐจะล้มเหลวกว่าภาคเอกชน ทําไมถึงพูดเช่นนั้นครับ ก็เนื่องจากว่า การบริหารงานภาครัฐไม่มีกําไร ไม่มีกําไรแม้จะขาดทุนก็ทําไปเรื่อย ๆ เพราะ ๑. มีตําแหน่ง ๒. มีเงินเดือนประจํา ถึงจะขาดทุนอย่างไรประชาชนจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงไรก็ทําต่อไป ไม่ได้เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าตามที่รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินส่วนใหญ่ของไทยไม่สนใจในเรื่องประสิทธิภาพ อยู่ในรายงาน จากประสบการณ์ที่เห็นอยู่ในต่างจังหวัดก็คือการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของเทศบาล ตําบลก็ดี องค์การบริหารส่วนตําบลก็ดีนะครับ จะเห็นได้ว่าพนักงานอยู่ในลักษณะที่ว่าคนล้นงาน ก็คือคนมากกว่างาน พนักงานส่วนท้องถิ่นในแต่ละ อบต. หรือเทศบาล อย่างน้อย ๓๐-๔๐ คน ตําบลหนึ่งบางทีก็มี ๕ หมู่บ้าน ๖ หมู่บ้านนะครับ แต่ว่ามีพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็น ข้าราชการประจํา ๓๐-๔๐ คน เปิดกรอบอัตราไปเรื่อย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าคนมากกว่า งาน ทํางานหน้าที่เดียวเช้าไปเย็นกลับ ถ้าหากว่าเปรียบเทียบกับบริษัทแล้วเงินเดือนของ พนักงานในส่วนท้องถิ่น ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้าเปรียบเทียบบริษัทแล้ว ตําบลเดียว บริษัทหนึ่งผมคิดว่าได้กําไรมากกว่านั้น อันนี้ขาดทุนตลอด
ส่วนต่อไปคือกระทรวงศึกษาธิการนะครับ จากประสบการณ์ที่เห็นอยู่ ปัจจุบันนี้โรงเรียนขนาดเล็กบางโรงเรียนมีครูอยู่ ๔ คน ยกตัวอย่างได้เลย คือโรงเรียนบ้านภู ตําบลบ้านเป้า อําเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร มีผู้อํานวยการโรงเรียน ๑ คน แล้วก็มีครู ครูผู้สอนอยู่ ๓ คน แต่ว่ามีชั้นเรียนอยู่ ๑ ชั้นอนุบาล ๒ ห้อง โรงเรียนชั้นประถมศึกษามี ประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ มีครูอยู่ ๔ คน อันนี้ก็หมายความว่างานล้นคนนะ ครับ ก็คืองานมากกว่าคน อันนี้ก็ไม่สมดุลกันนะครับ เพราะฉะนั้นความคุ้มค่าของเงิน งบประมาณที่ไหลลงไปสู่ส่วนงานราชการ ผมคิดว่าไม่สมดุลนะครับ ก็ควรจะมีการปฏิรูป ประสิทธิภาพของงานก็อยู่ที่การทํางานของคน ข้าราชการบางส่วนคิดว่าขาดจิตสํานึก ในการที่ประกาศสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อดํารงตําแหน่งมีความกระตือรือร้นอยากจะ ทํางานราชการ ประเทศไทยของเราได้ผลิตบุคลากรมาเพื่อให้ไปรับราชการ ก็คือระดับมัธยมศึกษา ปีที่ ๖ จบออกมาแล้วก็มุ่งหวังที่จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย จบระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ก็หวังที่จะทํางานราชการเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็นข้าราชการ ไปแล้วบางส่วนก็ขาดจิตสํานึก ขาดจิตสํานึกในความเป็นข้าราชการ คําว่า ราช ผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นพระราชา การ เข้าใจว่าน่าจะแปลว่า การกระทํา เพราะฉะนั้นราชการก็คือ การกระทําของพระราชา คําว่า ข้า ในที่นี้ก็คือบุคคลที่รับตําแหน่งข้าราชการนั่นล่ะ ก็ควรจะ มีจิตสํานึกในการที่จะทํางานแทนพระราชา ยกตัวอย่างเช่น ผู้พิพากษา นะครับ ท่านจะพูด เสมอว่าผู้พิพากษาตุลาการทุกท่านทํางานในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมอยากให้ข้าราชการทุกคนได้มีจิตสํานึกเช่นเดียวกับผู้พิพากษา เมื่อสอบข้าราชการได้ บรรจุได้ ก็อยากให้มีจิตสํานึก ก็คือความเป็นข้าราชการ ผู้รับใช้หรือบริการประชาชนอย่าง แท้จริงนะครับ ส่วนที่จะได้ประโยชน์ ประสิทธิภาพก็อยู่ที่ราชการ ข้าราชการถ้าได้บําเหน็จ ความชอบ โดยเฉพาะข้าราชการที่ได้รับยกย่องให้เป็นข้าราชการดีเด่นอย่างนี้ครับ ก็ควรจะ ได้เลื่อนขั้น เลื่อนยศ เลื่อนตําแหน่งสูงขึ้น ไม่ควรจะมีคําว่า คุณทําดีจนดีเด่น เป็นเรื่องของ คุณ แต่ความชอบอยู่ที่ผู้บังคับบัญชา อันนี้ผมก็เคยประสบมาแล้วนะครับ เป็นข้าราชการพล เรือนดีเด่น ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๒ แต่ ๒ ขั้นไม่ได้ อันนี้ก็จะทําให้การทํางานขาดประสิทธิภาพ นะครับ กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. จังหวัดนครศรีธรรมราช ๒๑๖ การเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ โดยคําคือประสิทธิภาพ คือต้องทําให้สําเร็จ คุณภาพ ก็คือทําให้เกิดคุณค่าต่อคนและสังคม ทีนี้ถามว่าภาครัฐได้ทําสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ประสิทธิภาพคือภาวะแห่งความสําเร็จ คุณภาพคือสิ่งที่ได้คุณค่าต่อคนและสังคม ตั้งแต่ ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศชาติ ภาครัฐมีทั้งส่วนที่เป็นราชการ ส่วนที่เป็นกํากับรัฐ ส่วนที่เป็นรัฐวิสาหกิจรัฐทั้งสิ้น ผมสังกัดอยู่กระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่อายุ ๑๘ ปีครับ จนกระทั่ง บัดนี้อายุ ๖๒ ปีกว่า ก็ยังสังกัดอยู่กระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็เคยสังกัดอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยอยู่ ระยะหนึ่งแล้วก็ปรับมาเป็นกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ได้รับการบริหารและเป็นผู้บริหารผู้อื่นอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเห็น ๒ มุมมอง บริหาร ริก็คือการแบ่งความรับผิดชอบ บริคือรอบ ๆ หาระ คือแบ่งออกไป แบ่งกันช่วยดูแล เรียกว่า บริหาร แต่ผู้บริหารบางคนไม่ได้แบ่งครับ เอาเสีย คนเดียว เรียกว่าควบอํานาจ ทุกอย่างอยู่ที่ฉันคนเดียว ก็เลยการบริหารไม่ได้ผลถ้าเป็นอย่างนั้น เพราะไม่ได้ร่วมคิดผู้ที่อยู่ในการบริหารนั้นไม่ได้ออกความเห็น อันนั้นเรียกว่าบริหารแบบ เผด็จการ ซึ่งใช้ไม่ได้ โดยทั่วไปนะครับ แต่การบริหารเผด็จการบางอย่างได้ผลเหมือนกัน อันนี้ก็ต้องดูความเหมาะสม ในภาครัฐหรือราชการของไทยนั้น อันดับ ๑ ที่เป็นหัวใจที่จะ ได้ผลหรือไม่ ก็คือ ผู้นํา คือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานนั้น ถ้าผู้บริหารได้เรื่อง ไม่ใช่ก่อเรื่อง นะครับ ได้เรื่อง ก็คือมีความดี เป็นคนดี ที่เราใช้ว่าคุณธรรม จริยธรรมและเป็นคนเก่ง คือเก่ง หลายเรื่อง หลายด้าน ผู้บริหารต้องเก่งหลายอย่างนะครับ ไม่ใช่เก่งทฤษฎีอย่างเดียว ทฤษฎี อย่างเดียวนั้นไม่พอครับ รู้ พูดได้ เขียนได้ แต่ปฏิบัติไม่ได้ ปฏิบัติไม่เป็น ไม่ได้ผลครับ ต้องรู้ด้วย ทําได้ด้วย นี่คือเรื่องหนึ่งที่สําคัญ เพราะฉะนั้นผู้นําบางคนต้องเรียกว่าสักแต่ว่าพูด แต่ผู้นําบางคนพูดไม่เป็น เอาแต่ทํา ทีนี้ถ้า ทําด้วยพูดด้วยอันนี้สิครับ ใช่ ก็จะได้ผลแน่นอน เพราะฉะนั้นทั้งดี ทั้งเก่ง ย่อมจะทําให้ เกิดผลแน่นอน เพราะฉะนั้นผมต้องยกย่องข้าราชการบางท่านที่เป็นผู้บริหารอะไรเพ่นพ่าน ลงพื้นเก็บได้ครับ บางท่านลุยโคลนได้ บางท่านนั่งรถเมล์ได้ครับ แต่บางท่านทําอย่างนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้นําก็ควรจะเป็นอย่างนั้น บางท่านเมื่อสวมเสื้อนอกผูกเนกไท (Necktie) แล้ว ทําอะไรไม่เป็นแล้วครับ ทําเป็นแต่ว่าต้องถอดเนกไทและเสื้อนอกออกเสียก่อน เหล่านี้เป็น ต้น อย่างไรก็ตามครับ ที่ผมพูดนี้ไม่ได้หมายความว่าเมื่อสู่ตําแหน่งสูงแล้ว จะต้องทําอะไรที่ มันไม่เหมาะไม่ควรอะไรนี้ครับ ไม่เหมาะสม ก็ต้องวางให้สมฐานะอันนี้แน่นอน เพราะฉะนั้น ผู้นําจึงเป็นเรื่องสําคัญมาก ผู้นําที่เป็นผู้มีคุณธรรม เมตตา กรุณา ท่านย่อมจะบริหาร หน่วยงานประสบความสําเร็จและไปสู่หลักชัยได้ ทีนี้ในความเก่ง ในความดีของผู้นํานั้น ก็คงจะหลายด้านดังกล่าวแล้ว
ประการที่ ๒ บุคคลในหน่วยงานราชการ หลายท่านอภิปรายว่าคัดเลือกกัน มาได้ที่ดีแล้วหรือยัง เพราะฉะนั้นการคัดเลือกก็ควรจะเลิกในเรื่องของเครือข่าย ในเรื่องของ ญาติพี่น้อง ในเรื่องของเด็กฝาก ถ้าฝากก็ขอให้เก่งในคะแนนนั้นจริง ๆ ครับ คือฝากได้ด้วย ตนเอง ฝากแล้วสอบได้ด้วยตนเอง นั่นล่ะฝากได้ แต่ถ้าฝากแบบคะแนนต่ําแต่ลุ้นขึ้นมาให้ได้ อันนั้นไม่ใช่ครับ ในที่สุดก็จะพาให้หน่วยงานประสบความล้มเหลวได้เช่นเดียวกันนะครับ
อีกประการหนึ่ง ก็คือการดําเนินงานไปตามบทบาทหน้าที่ ผู้นําได้ทําหน้าที่ ของท่านแล้วหรือยัง บทบาทคืออะไร อันนี้จึงจะได้เป็นไปตามที่ตั้งใจ และ
๔. การตรวจและประเมินผล อันนี้สําคัญครับ หน่วยงานบางหน่วยที่ตั้งขึ้นมา ขณะนี้ ประเมินผลแล้วเหมือนกับไม่ประเมินผลก็ต้องคิดกันให้ดีนะครับ
และสุดท้ายคือเครื่องไม้เครื่องมือในหน่วยงานต้องสนับสนุน อันนี้ก็เป็นเรื่อง สําคัญที่ต้องช่วยกันดูแลงบประมาณ อะไรต่าง ๆ นี้ก็ต้องช่วยกันนะครับ ต้องช่วยดูแล ข้าราชการที่ผมสังกัดอยู่คือมหาวิทยาลัย และกระทรวงศึกษาธิการนั้น ผมเห็นว่ายังต้องการ การบริหารมากทีเดียว ไม่ว่าจะระดับผู้นําหรือบุคลากร เพราะฉะนั้นควรจะได้มีการพัฒนา ทั้งคุณภาพและการคัดเลือกคนดีเข้าไปสู่ระบบการบริหาร เพราะฉะนั้นการบริหารจึงจะเกิด ประสิทธิภาพและคุณภาพ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญดอกเตอร์ชิงชัยครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ชิงชัย หาญเจน ลักษณ์ หมายเลข ๖๔ นะครับ เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ มันก็ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือเรื่องโครงสร้างและบุคลากร โครงสร้างได้พูดไปแล้วนะครับเมื่อเช้า ผมขอนําเสนอเรื่องบุคลากรสัก ๕ ข้อสั้น ๆ นะครับ คือแต่ด้วยเรื่องระบบราชการที่ผ่านมานี้ ผมว่าสามารถสร้างบุคลากรภาครัฐที่มีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างจะดีกว่าในปัจจุบันนะครับ คือเรื่องไม่ว่าจะเป็นระบบการสอบคัดเลือกของ ก.พ. รวมทั้งเรื่องการสอบเลื่อนตําแหน่ง แต่อยากจะฝากคณะกรรมาธิการว่าจะสามารถนําระบบเดิมนี้มาปรับ แล้วนําเรื่องคุณธรรม เน้นเข้าไปได้อย่างไรนะครับ โดยเฉพาะเรื่องการสอบเข้ารับราชการและเลื่อนตําแหน่ง ซึ่งเรื่องนี้คุณเตือนใจก็ได้อภิปรายไว้แล้วเมื่อเช้านี้นะครับว่า มันล็อกกันไว้แล้วว่าสอบเลื่อน ตําแหน่งใครจะได้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ
๒. อันนี้คุณสมเกียรติก็ได้แตะไว้นิดหนึ่ง ขอโทษที่เอ่ยนามนะครับ คือ นโยบายเรื่องทุนศึกษา แล้วก็ฝึกอบรม ผมว่าแต่ก่อนนี้ คือผมเองก็เคยรับราชการนะครับ และผมคิดว่าสมัยผมดีกว่าสมัยนี้ เอาอย่างนี้ตรง ๆ ก็แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝึกอบรม เรื่อง นโยบาย มันเป็นเรื่องที่เป็นดีมานด์ ไซด์ ดริฟเวน (Demand side driven) จริง ๆ สมัยนี้ จะไดลูท (Dilute) ไปมาก เป็นการจัดแบบค่อนข้างที่จะแอด ฮอก (Ad hoc) นะครับ
อันที่ ๓ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องการบริหารยุคใหม่มันจําเป็นต้องสร้างทักษะ สําหรับบุคลากรภาครัฐให้เข้าใจระบบบริหารในรูปแบบที่เราเรียกว่า รีซัลท์ เบสด์ แมเนจเมนท์ (Result based management) ซึ่งจะเน้นเรื่องเอาท์พุท เอาท์คัม อิมแพค (Impact) คือ เรื่องผลผลิต ผลลัพธ์และผลกระทบ ไม่ใช่ดูแต่เฉพาะผลผลิตนะครับเอาท์พุท อย่างเดียว ซึ่ง อันนี้วิธีประเมินก็ต้องใช้ดูทั้ง ๓ แบบนะครับ
ข้อ ๔ นี่ผมว่าอันนี้มีปัญหาในเชิงโครงสร้างพอสมควร คือเรื่องงานของ ก.พ. กับ ก.พ.ร. นะครับ คือทาง ก.พ. กับ ก.พ.ร. งานนี่ยังเหลื่อมล้ํากันอยู่นะครับ เรื่องการ ประเมินประสิทธิภาพของบุคลากรภาครัฐที่เป็นรายบุคคลนี่เป็นการประเมินโดยหน่วย ราชการ แล้วก็ร่วมกับทาง ก.พ. ซึ่งอันนี้ก็รวมทั้งประเมินการเลื่อนตําแหน่งด้วยนะครับว่า เป็นเรื่องของหน่วยราชการกับ ก.พ. ส่วนของ ก.พ.ร. จะเป็นการประเมินประสิทธิภาพ ในระดับหน่วยงานนะครับ ผมว่าเรื่องนี้คงจะต้องมีการประสานงานกันให้ใกล้ชิดกว่านี้ ในระบบแนวนอนของ ก.พ. และ ก.พ.ร. นะครับ อย่างน้อยก็ต้องมีการประชุมระดับนโยบาย สักปีละครั้งหรือปีละ ๒ ครั้ง อันนี้ผมว่าจําเป็นนะครับ
อันสุดท้ายปัญหาใหญ่ของหน่วยราชการไทยคือการประสานงาน คราวนี้ การประสานงานมันจะเป็นการประสานงานที่พูดเป็นตัวอักษรมากกว่า เป็นการประสานงาน ระหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง อย่างเรื่องแรงงานต่างด้าวก็จะต้องระบุไว้ว่าจะต้องมีเรื่อง ของความมั่นคง ดูเรื่องของมาตรฐาน เรื่องของสํานักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือแม้แต่สํานักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนเพื่อที่จะเอาแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะเข้ามาช่วย ซึ่งการร่วมกันแบบนี้เป็น ร่วมซึ่งค่อนข้างจะหลวม แล้วก็อยู่ในระดับมหภาคมากกว่านะครับ ที่จริงแล้วมันจะต้องมีเป็น ในรูปของคณะทํางาน หรือถ้าเรียกว่า ทาสก์ ฟอร์ซ (Task force) ซึ่งจะต้องเป็นการทํางาน ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่นะครับ แล้วก็คงจะต้องมีการประชุมร่วม ทํางานร่วมกันอย่างน้อย ก็ ๓ เดือนครั้ง ๔ เดือนครั้ง แล้วก็เอามาดูนโยบายที่มีอยู่ว่ามันเหมาะสมหรือยัง หรือแม้แต่ อาจจะต้องมีการทํานโยบายใหม่ขึ้นมา ผมว่าระบบนี้มันจะช่วยได้ดีกว่าเรื่องการประชุมร่วม ระหว่างกรม ระหว่างกระทรวงนะครับ เป็นระบบที่เราเรียกกว่าเป็นทาสก์ ฟอร์ซ คณะทํางานจะดีกว่า ขอบพระคุณมากครับ
เชิญคุณเขมทัต สุคนธสิงห์ ครับ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม เขมทัต สุคนธสิงห์ ๐๒๕ ครับ ขออนุญาตให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพที่ท่าน ประธานคณะอนุกรรมาธิการได้รายงานว่าเหมือนจะเป็นนามธรรม แต่ท่านก็ได้พยายามที่จะ กําหนดออกมาให้มันเป็นรูปธรรมได้ก็ขอชื่นชมนะครับ เพราะว่าแต่ก่อนนั้นก็ไม่มีใครที่จะ พยายามทํา เรื่องปัญหาคุณภาพนั้นผมเชื่อว่าคนไทยเข้าใจดีโดยที่ไม่ต้องเขียนนะครับ แต่ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพนั้นข้าราชการจะดูเหมือนกับว่าไม่เข้าใจเพราะว่าไม่มีตัวที่จะ วัดผลงาน ในขณะที่เอกชนเองถือว่าประสิทธิภาพนั้นเป็นความเป็นความตายของการอยู่รอด ของการทํางาน สิ่งที่เอกชนพบปัญหามากที่สุดในการทํางานกับราชการก็คือปัญหา ข้าราชการใส่เกียร์ว่างคือไม่ยอมทําอะไรนะครับ จริง ๆ แล้วตลอดเวลา ๔๐ ปีผมเติบโตมา ในครอบครัวข้าราชการได้เห็นความถดถอยประสิทธิภาพของรัฐมาตลอด เคยเข้าไปเป็น ข้าราชการเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วเป็นอยู่ ๔ ปีก็อยู่ไม่ได้ก็ออกมา เมื่อ ๑๐ ปีก่อนเข้าไปเป็น ผู้บริหารหน่วยงานของรัฐก็อยู่ไม่ได้อีกนะครับ ผมพบว่าทัศนคติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนี่อาจจะมี ๓ พวกนะครับ
พวกแรก ตั้งใจมาทําราชการจริง ๆ ครับ เพราะว่าสืบทอดจากบรรพบุรุษ มีความภาคภูมิใจ ตั้งใจทํางาน แต่ท่านเหล่านี้มักจะถูกกลืน แล้วบางครั้งก็จะไม่กล้าตัดสินใจ เพราะว่าเกรงกลัวความผิดเพราะว่ามีกฎระเบียบมากมาย
พวกที่ ๒ เป็นพวกที่เข้ามาเพราะนึกว่าทําราชการแล้วมีความมั่นคง ถึงแม้จะ มีรายได้น้อยแต่สวัสดิการดี ตัวเองไม่ต้องเก่ง แต่เอาแค่พอเพียง ขอก้าวหน้าอย่างช้า ๆ
พวกที่ ๓ เป็นพวกที่มาอาศัยเป็นที่พักพิงเพราะหาทางไปไม่ได้ ดีกว่าไม่มี อาชีพ แล้วพวกนี้ก็คือกลุ่มที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดนะครับ จะพบว่าพวกที่ ๒ และพวก ที่ ๓ ไม่แยแสเรื่องประสิทธิภาพ คิดอย่างเดียวว่าไม่คดโกงก็ดีแล้ว จริง ๆ แล้วการทํางานที่ ไม่มีประสิทธิภาพนั้นเกิดความเสียหายอย่างมากอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้พูด และผมถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดของระบบบริหารประเทศในปัจจุบัน ซึ่งผมเคยกราบเรียน ในคณะกรรมการ ก.พ.ร. นะครับ
อีกจุดหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือยังมีข้าราชการที่ตั้งใจดีอาจจะอยู่ในกลุ่ม พวกที่ ๑ นะครับ แต่บางครั้งถ้าทํางานไม่ถูกวิธี ทํางานไม่เป็น ก็เป็นปัญหาปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน เพราะว่าทําให้ระบบงานมันเดินไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมขอให้ความเห็นโดยย่อว่าสิ่งที่ ท่านกรรมาธิการได้ทํามาเป็นมาตรฐานนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างที่หลายท่านพูดใครจะเป็น คนลงไปบังคับแล้วก็ปฏิบัติให้จริง เพราะมันต้องค่อยเป็นค่อยไปนะครับ เพราะว่าข้าราชการ ท่านก็ไม่กลัว ท่านมีทัศคติ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าฉันไม่ได้ทําผิด อย่างไรก็เอาฉันออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้จะพบว่าหลายหน่วยงานจะมีปัญหามากคือจะให้ออกจากระบบไม่ยอมออก เพราะถือว่าไม่ได้ทําอะไรผิด แล้วก็รักษาสิทธิ ซึ่งอันนี้เป็นตัวถ่วงความเจริญอย่างมาก ต้องเรียนว่าอย่างนั้น ผมอยากจะเรียนเสนออาจจะรุนแรงไปหน่อยแต่ว่าเรียนท่าน อนุกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธานด้วยถ้าเผื่อจะช่วยคิดนะครับ ผมคิดว่า เราคงต้องกําหนดว่าการปฏิบัติงานที่ไม่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่กําหนดของเจ้าหน้าที่ ของรัฐถือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง มีโทษตั้งแต่ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือนหรือให้ ออก ถ้าเผื่อทําอย่างนี้ได้แล้วกําหนดได้ ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ จะได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น แล้วก็ไม่ต้องกลัวคนออกเรามีเกินไปครึ่งหนึ่งนะครับ ก็วัดกันให้ชัด ๆ เลย แล้วคงไม่มีใครว่า ขอบพระคุณครับ
เชิญคุณวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เมื่อเช้าผมเสนอไปแล้วนะครับท่านประธานว่าเราต้องใจแข็งแยก ระบบเรกกูเลเตอร์และโอเปอเรเตอร์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ส่วนกลางทําได้แค่เรกกูเลเตอร์ โอเปอเรเตอร์คือหน่วยให้บริการทั้งหลายต้องให้เอกชนหรือท้องถิ่นทําโดยให้จ่ายเป็นรายหัว เปอร์เฮดครับ แล้วผมก็บอกเลยทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน อะไรพวกนี้ที่เกี่ยวข้องกับบริการ พม. ทั้งหลาย ส่วนกลางเข้ามาเป็นเรกกูเลเตอร์ให้หมดครับ ท่านประธาน แล้วก็โรงพยาบาล โรงเรียน การให้บริการจัดหางาน การช่วยคนพิการ อะไรพวกนี้ เป็นบริการให้หมด เป็นหน่วยบริการ แล้วก็ให้เอกชนกับท้องถิ่นทําโดย ให้ค่าตอบแทนเป็นรายหัวนะครับ แล้วถามว่าทําได้ไหมครับ ทําได้ครับท่านประธาน ของคนพิการ ผมก็เริ่มแล้วเริ่มมีผลปีนี้นะครับ เราส่งเสริมให้เอกชนเป็นศูนย์บริการคนพิการ แล้วก็เอารายหัว แล้วก็ไปจัดบริการให้ แล้วคนพิการก็มีสิทธิเลือกว่าจะใช้บริการที่ไหน แล้วหัวใจสําคัญ ในการปฏิรูปครับท่านประธาน หน่วยบริการต้องไม่มีข้าราชการ หน่วยบริการมันไม่มีเหตุผล ที่จะมีข้าราชการ เพราะว่าเมื่อคุณให้บริการไม่มีคุณภาพเรกกูเลเตอร์เขาประเมินแล้วไม่มี คุณภาพเขาก็ปิด ให้คนอื่นที่มีคุณภาพทํานะครับ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นข้าราชการไม่ได้ แล้วเห็นไหมท่านประธานครับกระทรวงศึกษาธิการประเมินตัวเลขห่วยทุกปี ๆ ทําอะไรไม่ได้ เพราะทําไม เพราะครูเป็นข้าราชการ โรงเรียนขนาดเล็กกี่หมื่นโรงคุณก็ทําอะไรไม่ได้ เพราะเป็นข้าราชการ จะยุบ ยุบคุณก็ต้องเอาข้าราชการไปไว้ที่โน้นที่นี่ แล้ว ผอ. ละ แล้วระบบ ข้าราชการมันไม่เข้ากับระบบให้บริการครับท่านประธาน เป็น ผอ. มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน จับโยกไปที่โน่นไปที่นี่ ผมนี่ปวดเศียรที่สุดเลยครับท่านประธาน เป็น ผอ. แย่ที่อื่นไม่รู้จะไปไหน มายัดให้โรงเรียนคนพิการ มันไม่ไหวครับ ก็คือไปมีปัญหาหาที่ลงไม่ได้กูยัดไป ไม่โรงเรียนคนพิการก็ ๓ จังหวัดภาคใต้ อย่างนี้มันไหว ที่ไหนท่านประธาน ก็บริการไม่ดีก็ปิด แล้วก็ให้เขาคุมของเขาไปเลยแล้วประชาชนก็จะเข้ามา ควบคุมใช่ไหมท่านประธาน โรงเรียน กรรมการโรงเรียนก็จะมีอํานาจจริง ๆ เพราะว่าเมื่อคุณ เป็นหน่วยบริการ กรรมการโรงเรียนก็ต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่ดียุบให้คนอื่นทํา โรงพยาบาล ก็เหมือนกันก็ต้องบริการให้ดี เรากลัวว่าจะขาดแคลนหมอครับ ท่านประธานครับ ไม่ยากเลย ครับ เปลี่ยนโรงพยาบาลศูนย์ทั้งหลายที่มีอยู่มากมายให้เป็นโรงเรียนแพทย์ให้หมดครับ เมืองไทยจะเป็นแหล่งผลิตหมอไปรักษาทั่วอาเซียนเลยนะครับ เพราะศูนย์แพทย์ทั้งหลาย ทุกวันนี้ก็ดูแลเรื่องเรสซิเดนท์ (Resident) อยู่แล้ว ศูนย์แพทย์ทั้งหลายนี่ไม่ว่าพระปกเกล้า ที่จันทบุรี น้องชายผมอยู่เป็นอาจารย์หมออยู่ที่นั่นก็เป็นศูนย์แพทย์ก็ตั้งให้เป็นโรงเรียนแพทย์ ก็จบแล้วครับ โคราช ศูนย์ใหญ่ ๆ นี่ท่านตั้งเป็นโรงเรียนแพทย์ให้มันเป็นกอบเป็นกําไม่ต้อง เป็นแค่ที่ฝึกงาน เราก็สามารถผลิตแพทย์เยอะแยะเข้ามาช่วยงาน ไม่มีคุณภาพก็เปลี่ยนครับ เพราะฉะนั้นหน่วยบริการมันไม่มีเหตุผลที่จะเป็นข้าราชการ เป็นพนักงานราชการโอเค ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ถ้าเป็นของเอกชนคุณก็ไปอยู่ในระบบเอกชน ถ้าเราทําได้แบบนี้ บริการจะมีคุณภาพเพราะทําไมครับ เพราะว่ามีคนคอยประเมินคือเรกกูเลเตอร์ไม่ได้ มาตรฐานก็ปิดให้คนอื่นเขาทําที่มีมาตรฐาน แล้วก็มีเปอร์ เฮดให้อยู่แล้ว ท้องถิ่นก็รับหน้าที่ ไปให้บริการ มีปัญหาก็สั่งปิดได้เหมือนกันเพื่อให้คนอื่นที่เขาสามารถทําได้ดีก็ขยายสาขา ถ้าเราทําแบบนี้เราจะมีโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เราจะมีโรงพยาบาลอย่างที่ปราจีนบุรีนะครับ งอกงามถ้วนหน้า โรงเรียนดัง ๆ ของเราก็จะเติบโต เพราะฉะนั้นผมว่าอันนี้จะเป็นการพัฒนา ระบบบริหารงานบุคคลที่ดีโดยให้ประชาชนเป็นคนเลือก แล้วเรกกูเลเตอร์เป็นคนคอยกํากับ เรกกูเลเตอร์เท่านั้นที่มีสิทธิเป็นข้าราชการได้ ด้วยวิธีนี้นะท่านประธาน ข้าราชการจะหายไป อย่างมากมาย แล้วบุคลากรจะเหลือไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องมาเรียกร้องว่าบุคลากร ๙๐ กี่สิบ มันจะหายไปเองครับ เพราะมันเหลือแต่เรกกูเลเตอร์ครับ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ ไม่ถือ เป็นข้าราชการแล้วก็มีแต่ค่าบริการไปก็จบ มีปัญญาก็ไปเรชวัน (Raceone) เอง ท้องถิ่นมี ปัญญาก็เสริมเข้าไป สําหรับหน่วยบริการในท้องถิ่นของตัวเอง ผมจึงบอก ๓ พลังครับ ส่วนกลาง เอกชน ท้องถิ่นช่วยกันครับ แล้วจะมีคุณภาพ ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุขครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญคุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ครับ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ดิฉันจะมาพูดเกี่ยวกับการเพิ่ม ประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานของภาครัฐนะคะ การที่จะเพิ่มศักยภาพการบริหาร จัดการหน่วยงานของภาครัฐ ดิฉันอยากจะฝากไปถึงกรรมาธิการอยากจะให้เพิ่มของอิสลาม ก็คืออยากจะฝากไปถึงท่านจุฬาราชมนตรีและผู้รับผิดชอบทางด้านศาสนาอิสลามทุกท่าน ถ้าจะให้ประเทศไทยสงบ รัฐธรรมนูญของอิสลามก็คืออัลกุรอาน ปัจจุบันใน ๓ จังหวัด หรือ ๕ จังหวัด หรือ ๗๗ จังหวัดที่นับถือศาสนาอิสลามหน้าที่ของท่านทําหรือยังที่ท่านเป็น โต๊ะอิหม่าม โต๊ะคอเต๊บ โต๊ะบิหลั่นที่จะตอบกับพระอัลเลาะห์ ตอนนี้อย่าไปฝากกับ อบต. หรือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จะต้องดูหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของอิสลามด้วย ตอนนี้ผู้ที่ติดยาเสพติดมากมายใน ๓ จังหวัดหรือที่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้นําศาสนา ในหมู่บ้าน ในชุมชนจะต้องรับผิดชอบกับอัลเลาะห์นะคะ แล้วผู้หญิงอายุอ่อนท้องก่อนวัย ตอนนี้มีมากมาย ท่านรับงานรัฐธรรมนูญในกฎหมายอิสลามหรือยัง ตอนนี้รัฐบาลของเรา ยินดีที่จะสนับสนุน ดังนั้นการที่จะให้รัฐบาลไปดูแลให้สงบเราจะต้องเอาศาสนาให้เข้มแข็ง ก่อน ตอนนี้ผู้ใหญ่บ้าน กํานันก็เป็นข้าราชการที่จะต้องดูแลความมั่นคง อบต. ก็จะดู การบริหารของท้องถิ่นนั้น ๆ แต่คณะกรรมการอิสลามหน้าที่ที่จะตอบให้กับพระอัลเลาะห์ ตามหลักการศาสนาอิสลาม ในฐานะดิฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ดิฉันไม่ได้เป็นผู้นํา ดิฉันเป็น ตัวแทนของผู้หญิงที่มาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะทนไม่ไหวแล้ว ถ้าเกิดดิฉันตายไป ตอนนี้จะมีผู้ชายสักกี่คนที่จะละหมาดศพ เพราะว่ากลางวันผู้ชาย เด็กวัยรุ่นตอนนี้หลับกัน กลางคืนก็จะเดินเพ่นพ่านกัน แล้วตื่นไปโรงเรียนก็ไม่ไปโรงเรียนแล้ว แล้ว ๓ จังหวัดจะอยู่ อย่างไร แล้วก็เมื่อเกิดเหตุการณ์ก็จะเกิดความไม่สงบ ดังนั้นอยากจะฝากถึงผู้ใหญ่ใน ประเทศชาตินี้ด้วยว่าอยากจะมีหมู่บ้านตัวอย่าง กราบบังคมทูลขออนุญาตเป็นหมู่บ้านภูมิพล แบบสมเด็จพ่อของเรา หรือตําบลภูมิพล หรืออําเภอภูมิพลในจังหวัดยะลา ๑ แห่งก่อน แล้วก็ปัตตานี ๑ แห่ง นราธิวาส ๑ แห่ง แล้วก็ทั่วไป เหมือนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ หรือมูลนิธิชัยพัฒนานะคะ เพราะว่าอะไร จะก๊อบปี้งานของพระองค์ท่าน เศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติมา ๗๗ จังหวัด เราไปตามเอาแบบอย่างของแต่ละจังหวัดไป อยู่ในตรงนั้น เพื่อ ๙๐ พรรษาที่จะถึงนี้ค่ะ เพื่อปฏิรูปด้วยค่ะ แล้วก็เอาทุกศาสนาไปอยู่ เพราะจะไปแตกในหมู่บ้าน ในตําบลเขามีกํานัน มีนายกแล้ว เขาไม่ยินยอมอยู่แล้ว เราจะต้องสร้างหมู่บ้านใหม่ให้เกิดขึ้น แล้วเราก็ควบคุมด้วยชิพ (Chip) ก็ได้นะคะ หรือแม้แต่ รถยังมีจีพีเอส (GPS) เลย ท่านอยากจะปฏิรูปหรือเปล่า ฝากถึงนายกรัฐมนตรี แล้วก็ ผู้รับผิดชอบทุกท่าน บางครั้งการที่จะไปเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการจะแตะเพราะ เขามีผลประโยชน์ ดังนั้นตอนนี้ภาคใต้ก็ต้องให้คนใต้ดูแล แล้วก็ติดชิพด้วยว่าเขาจะทรยศ ประเทศชาติเขาไหม แล้วก็กํากับเขา ให้เขาดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ดูแลศาสนาของเขา มีผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ครู ให้ชนกันเลยในหมู่บ้านนั้น แล้วเราก๊อบปี้ตําบลนั้น ตําบลนั้นไปทํา เพื่อเป็นตัวอย่าง และเพื่อความสงบ เหมือนกับเราจะเข้ารัฐสภา เวลาเราจะเข้าก็จะมีสิ่งที่ ตรวจระเบิด ตรวจอะไร ลองพิจารณาให้มีตําบลตัวอย่างเพื่อปฏิรูป ๒๐ ปีในอนาคตค่ะ ฝากตรงนี้ด้วยนะคะ เพิ่มศักยภาพ เพิ่มการบริหารจัดการ เพิ่มหน่วยงานของรัฐ เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นหมู่บ้าน ตําบล ในอาเซียน (ASEAN) และใกล้ ๆ ประเทศเขาจะมาดู ตําบลตรงนี้ นี่คือความสงบ เราจะไปแตะตําบลที่อยู่เดิมไม่ได้แล้ว เพราะแต่ละตําบล มีอิทธิพล ทั้งมืด ทั้งไม่มืด ทั้งใต้โต๊ะและไม่ใต้โต๊ะ พวกเราก็รู้ดี ทั้ง ๆ ที่รู้ ทั้ง ๆ ที่เห็นแต่พูด ไม่ได้ แต่ดิฉันพูดมาด้วยดิฉันรักประเทศไทย รักแผ่นดิน รักบ้านของดิฉัน รักจังหวัดยะลา รักประเทศไทย เพราะพระอัลเลาะห์ทรงเลือกเกิดไม่ได้ แต่พระอัลเลาะห์ทรงเลือก เป็นคนไทยคนหนึ่ง แต่เป็นคนไทยที่จะให้คนอื่นก๊อบปี้ไปเป็นตัวอย่างของอาเซียนด้วยนะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ๐๗๔ ด้านการศึกษาครับ ก่อนอื่นก็ใคร่กราบเรียนคณะกรรมาธิการที่ นําเสนอเรื่องนี้ด้วยความเคารพว่าข้อมูลที่เสนอนั้นมีความสมบูรณ์ ชัดเจนในระดับที่น่าพอใจ แต่สิ่งที่อยากจะเพิ่มเติมก็คือกระบวนการที่ชี้ชัด ชี้วัดมาตรฐานที่พูดถึงระบบราชการเรา ท่านประธานครับ อยากจะเสนอว่าถ้าเราเซ็ท (Set) ให้องค์กรหรือคนมีมาตรฐานต่อไปนี้ น่าที่จะทําให้เกิดประโยชน์ในระบบปฏิรูปราชการได้
อย่างแรกครับ เราบอกว่าองค์กรที่เรารับผิดชอบต้องเป็นองค์กรที่ใช้ความรู้ ในการทํางาน นั่นแปลว่าจะเป็นราชการที่เป็นคน หรือเป็นระบบองค์กรใดก็ตาม เซ็ทไว้อย่าง แน่วแน่มั่นคงว่าต้องใช้ความรู้ ใช้ความคิด ใช้ทฤษฎีมาประกอบในการทํางานอย่างแรกครับ
ในส่วนที่ ๒ เป็นมาตรฐานทั่วไปที่จะเป็นระบบราชการหรือไม่ราชการต้องมี ก็คือพีดีซีเอ (PDCA) วางแผน ปฏิบัติ ประเมิน แล้วก็ปรับปรุงแก้ไข ถ้าระบบราชการมีการ วางแผน มีการประเมิน มีการปรับปรุงแก้ไข แล้วก็นําไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ผมเชื่อว่า ระบบราชการดีขึ้นได้
อย่างที่ ๓ เป็นเรื่องที่เกือบจะทุกคน เกือบทุกหน่วยงาน ขาดแคลน คือการเซ็ท มาตรฐานขั้นสูงในการทํางาน เราตั้งระบบได้ไหมครับว่าต่อไปนี้องค์กรราชการนั้นต้องมี มาตรฐานขั้นสูงในการปฏิบัติหน้าที่ คาลิล ยิบราน ครับ บอกว่าแม้เราจะเป็นคนกวาดขยะ ขอเป็นคนกวาดขยะที่ดีที่สุดในโลก ราชการคิดอย่างนี้ได้บ้างไหมครับ เมื่อเราเป็นข้าราชการ ต้องทําราชการให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทําได้ นี่คือมาตรฐานขั้นสูงครับที่จําเป็นจะต้องมี
ประเด็นที่ ๔ เมื่อทํางานในระบบบริการ ต้องคํานึงถึงความประทับใจของ ผู้ใช้บริการ ความประทับใจนั้นไม่ใช่แค่พอใจเพียงชั่ววูบ ลมพัด เสร็จแล้วก็เสร็จ ประทับใจ นั้นแปลว่า อยู่ในใจไม่รู้ลืม หน่วยงานราชการใดก็ตามที่ทําให้ประชาชนมีความประทับใจ ในหน่วยงานนั้น ผมเชื่อว่าระบบราชการนั้นตอบโจทย์ของประเทศได้
ในส่วนที่ ๕ ซึ่งมีความจําเป็นอย่างยิ่งก็คือคนที่อยู่ในระบบราชการ ต้องมี ความกระหายที่จะทํางาน ต้องมีความตื่นตัวที่จะทํางานให้เต็มที่ ต้องมีความกระตือรือร้นที่ จะพัฒนางานที่ตัวเองทํา สิ่งเหล่านี้ขาดไม่ได้ครับในระบบราชการที่เราพูดถึงประสิทธิภาพกัน
ส่วนที่ ๖ ก็คือเมื่อทําระบบราชการแล้วต้องอยู่บนเส้นทางสายสวย เส้นทางที่ งดงามคือเส้นทางของความสุจริตธรรม มีความสุจริตเป็นที่ตั้ง แนวแน่ มั่นคง ขัดเจนในการ ทํางาน ผมเชื่อว่าด้วยกระบวนการทั้ง ๖ ประการนี้จะทําให้กระบวนการในการทํางานหรือ การปรับปรุงระบบราชการของพวกเรา ของประเทศนี้มีมาตรฐานขึ้น มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
และในส่วนสุดท้ายก็คือ ผมเข้าใจว่าถ้าเรามีความเชื่อว่าใน ๖ ประการนี้ มีความจําเป็นสําคัญที่จะทําให้ระบบราชการมันดีขึ้นได้ กระบวนการประเมินประสิทธิภาพ ประเมินการวัดคน ประเมินการแต่งตั้งบุคคลก็ต้องคํานึงถึงมาตรฐาน ๖ ประการนี้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราจะตั้งหัวหน้างานสักคนหนึ่งที่เป็นคนที่มีความรู้ในงาน มีการวางแผนที่ เต็มที่ มีมาตรฐานในการทํางานขั้นสูง มีความคํานึงถึงความพอใจของผู้รับบริการ มีความกระหายที่จะทํางานและเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่านี่คือระบบราชการที่เราต้องการใช่หรือไม่ ที่สุดแล้วผมยังเชื่อ นะครับว่าระบบราชการที่ดีที่มีประสิทธิภาพยังมีอยู่ และไม่จําเป็นต้องยกเลิก ทําให้ดี ทําให้ ครบถ้วน ทําให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนก็จะหวังพึ่งเราได้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญคุณคณิศร ขุริรัง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดหนองบัวลําภู การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการ บริหารงานภาครัฐนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่ให้ความสําคัญกับคนโดยเฉพาะการพัฒนาคน ของภาครัฐ ผมจะขออนุญาตแสดงข้อคิดความเห็นในการเสนอการพัฒนาคนของภาครัฐ ซึ่งจะประกอบด้วย ๓ ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ
ประเด็นที่ ๑ จะต้องมีการวางแผนบริหารกําลังคนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ประเด็นที่ ๒ จะต้องมีการพัฒนากําลังคนและสร้างความพร้อมเชิงกลยุทธ์
ประเด็นที่ ๓ จะต้องมีการดึงดูดและรักษากําลังคนที่มีคุณภาพในภาครัฐ
มาเริ่มประเด็นแรกครับ การวางแผนและบริหารกําลังคนให้เกิดประโยชน์ สูงสุด จะต้องมีการวางแผนกําลังคนให้สอดคล้องกับภารกิจของส่วนราชการ จะต้องทบทวน ภารกิจหน่วยงานภาครัฐและวางแผนการใช้กําลังคน มีการคิด มีการวิเคราะห์ความต้องการ ของกําลังคนอย่างแท้จริง หากกําลังคนมีปัญหาว่าขาดหรือเกินจะต้องนําแผนกําลังคนไปสู่ การปฏิบัติและติดตามประเมินผลอย่างเคร่งครัด
๒. จะต้องมีการวางแผนและบริหารกําลังคนกลุ่มที่มีความสําคัญต่อ ยุทธศาสตร์บริหารราชการ จะต้องมีการวิเคราะห์ระบุกําลังคนในสายอาชีพที่มีความขาด แคลนและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน จะต้องดูภารกิจที่จําเป็นสําหรับนโยบายสําคัญ ของภาครัฐ เช่น บุคลากรทางแพทย์ ทางสาธารณสุข ทางวิทยาศาสตร์ จะต้องมีการวางแผน ในการสร้าง สรรหา และพัฒนาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้เกิดความพร้อมและความต่อเนื่อง
๓. จะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกําลังคนภาครัฐ มีการพัฒนา กลไกให้ส่วนราชการมีความคล่องตัวในการบริหารกําลังคน นําเพดานงบประมาณมาใช้เป็น กรอบในการบริหารอัตรากําลัง วางกลไกผู้บริหารทุกระดับรับผิดชอบต่อการบริหาร อัตรากําลังและค่าใช้จ่ายของบุคคลในหน่วยงานนั้นด้วย
๔. จะต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และใช้กําลังคนภาครัฐ อาจจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้กําลังคนภาครัฐให้ดําเนินการได้อย่างแท้จริง
๕. จะต้องมีการพัฒนาฐานข้อมูลกําลังคนให้สมบูรณ์ เชื่อมโยง บูรณาการ ข้อมูลกําลังคน ส่งเสริมให้มีการนําสารสนเทศด้านกําลังคนประกอบการวางแผนบริหารและ พัฒนากําลังคน
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ การพัฒนากําลังคนและสร้างความพร้อม เชิงกลยุทธ์ จะต้องมีการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ การจะเข้าสู่เวทีโลก การเข้าสู่เวทีเออีซี (AEC) อย่างนี้เป็นต้น จะต้องมีการเตรียมกําลังคนเพื่อรองรับการสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างอายุและความหลากหลาย ผู้มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์อาจจะ เกษียณอายุราชการ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องไม่ขาดช่วงจะต้องมีการวางระบบ การขยายปรับเปลี่ยนอายุเกษียณ และพัฒนารูปแบบการจ้างงานหลังการเกษียณอายุ ราชการตามสายงานที่จําเป็น จะต้องมีการพัฒนากําลังคนที่มีคุณภาพเพื่อให้เพียงพอสําหรับการเปลี่ยนแปลง จะมีการ พัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ จะต้องพัฒนาความเป็นมืออาชีพในการบริหารทรัพยากร บุคคล การบริหารทรัพยากรบุคคลนั้นจะต้องเร่งรัดการจัดทํามาตรฐานวิชาชีพด้านบริหาร ทรัพยากรบุคคลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ประเด็นสุดท้าย การดึงดูดและรักษากําลังพลในภาครัฐก็ถือว่ามีความสําคัญ จะต้องมีการปรับปรุงระบบการสรรหาและคัดเลือก ยกระดับหน่วยงานของภาครัฐ ในตลาดแรงงานเพื่อดึงดูดคนหนุ่มที่มีคุณภาพ พัฒนาประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการ สรรหากําลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาครัฐ จะต้องมีการปรับปรุงค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ ยกระดับเงินเดือน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน และภาครัฐให้มีความเท่าเทียมกัน การพัฒนา คุณภาพชีวิตและการเจ้าหน้าที่สัมพันธ์ บุคลากรในภาครัฐจะต้องให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี ดังนี้ก็สําคัญเช่นกัน สุดท้ายครับจะต้องมีการสร้างแรงจูงใจและพัฒนา ระบบบริหารผลงาน ซึ่งประกอบไปด้วยการสร้างวัฒนธรรมที่เน้นผลงานและสร้างแรงจูงใจ ในการสร้างและพัฒนาผลงาน มีการเพิ่มทักษะในการบริหารงานให้กับข้าราชการและ เจ้าหน้าที่ นําผลประเมินการปฏิบัติงานและสมรรถนะไปใช้ประกอบในการตัดสินใจด้าน พัฒนาบุคคล กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกได้อภิปรายให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ แก่คณะกรรมาธิการวิสามัญการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินในระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบชี้แจงท่านสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้ทางกรรมาธิการได้เสนอเรื่องรายงานซึ่งทางกรรมาธิการได้ศึกษา เข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒ วาระนะครับ ก็คือในวาระที่ ๓ เรื่องการปรับโครงสร้าง อํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และในวาระที่ ๕ ก็คือเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ ก่อนอื่นผมขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านที่ได้กรุณารับฟังรายงานให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อเช้าเราได้รับฟังการอภิปราย ๒๘ ท่าน บ่ายวันนี้เราได้รับฟัง การอภิปรายอีก ๑๔ ท่าน ท่านกรุณาลดลงมาครึ่งหนึ่งเพื่อประหยัดเวลา แต่ว่าทั้งหมดนี้ ต้องขอกราบเรียนว่ากระผมมีความประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ ข้อเสนอแนะของแต่ละท่านนั้น เป็นข้อเสนอแนะที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ที่ขอบพระคุณและประทับใจที่สุดก็เพราะว่าท่านตั้งใจมา ให้คําแนะนําที่เป็นประโยชน์ที่มีคุณค่าจริง ๆ ท่านไม่ใช่อภิปรายเพียงเพื่อที่ว่าจะสนับสนุน หรือว่าจะคัดค้านหรือให้ข้อสังเกตอะไรไปเพื่อให้ผ่านไปเท่านั้นเองนะครับ คําแนะนําทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาระบบราชการแล้วก็ ระบบข้าราชการ ความจริงเป้าหมายสูงสุดของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เกี่ยวกับเรื่องของการศึกษาและทําการปฏิรูปครั้งนี้เรามีเป้าหมายสําคัญ ๆ อยู่ ๒ ด้านด้วยกัน ในด้านการปฏิรูประบบราชการนั้นเราต้องการปฏิรูปให้เกิด ๑. ก็คือความมีประสิทธิภาพ ๒. ก็คือความทันสมัย ซึ่งใน ๒ คํานี้มันจะรวมสาระอื่น ๆ ด้วยนะครับ จะมีประสิทธิภาพได้ จะทันสมัยได้นั้น มันจะต้องครอบคลุมในเรื่องของโครงสร้างในเรื่องของเนื้อหาสาระอะไรต่าง ๆ นานา แล้วก็ ต้องเป็นระบบราชการที่สามารถที่จะสนองตอบต่อการให้บริการ ตอบต่อความต้องการของ ประชาชนนะครับ แล้วก็นําประเทศไปสู่การพัฒนาที่ก่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน ในที่สุด
ส่วนการปฏิรูประบบข้าราชการนั้นเราก็มุ่งที่จะปฏิรูปให้เกิดผล ๒ ข้อด้วยกัน ๒ คําด้วยกัน ก็คือต้องการให้ข้าราชการนั้นเป็นคนที่มีคุณภาพ แล้วก็เป็นคนที่มีคุณธรรม ซึ่งทั้ง ๒ ข้อนี้ก็สอดคล้องกับคําแนะนําที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาให้กับทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเราสามารถที่จะประมวลข้อแนะนํา ข้อสังเกตของท่าน ทั้งหมดแล้วก็นําไปประกอบการปรับปรุงเอกสาร ปรับปรุงรายงานของเราเพื่อไปสู่การปฏิบัติต่อไป ต้องขอขอบพระคุณที่ท่านเป็นห่วงว่าเมื่อเสร็จภารกิจของสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ใครจะเป็น ผู้ดําเนินการต่อ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่กรรมการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้คิด แล้วก็หาแนวทางที่จะศึกษาในเรื่องนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญเองก็ได้มีการกําหนดหน่วยงาน กําหนดแนวทางที่จะให้มีการรับช่วงการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นสภา ขับเคลื่อน หรือจะเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินะครับ อันนั้นก็อาจจะ เป็นแนวทางหนึ่ง หรือในที่สุดเรื่องของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินจะต้องมีหลาย เรื่องที่จะต้องเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี หรือว่าส่งไม้ต่อให้กับส่วนราชการ หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องที่จะรับไปดําเนินการต่อไปนะครับ ผมขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านอีกครั้ง หนึ่ง แล้วก็เข้าใจว่าท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านอาจารย์อุดม ไม่มีอะไรจะชี้แจง เพิ่มเติมนะครับ ผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดําเนินการของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๕ เรื่องการเพิ่ม ประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐแล้ว แล้วคณะกรรมาธิการและสภาแห่งนี้ ก็ได้รับทราบความเห็น พร้อมข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําไปเป็นแนวทางในการดําเนินการต่อไป เพราะฉะนั้นระเบียบ วาระนี้ก็ไม่มีการลงมตินะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
จริง ๆ ขออนุญาตเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการ นะครับ เรียนย้ําที่ท่านผู้ทําหน้าที่ประธานคือท่านรองประธานทัศนา ได้แจ้งให้ท่านสมาชิก ทราบแล้วว่าเมื่อปิดประชุมแล้ว ขอความร่วมมือท่านสมาชิกได้อยู่ต่อในห้องประชุมนี้ ซึ่งจะไม่ใช่การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ว่าคณะกรรมการประสานงานเตรียมการจัด กลุ่มและข้อเสนอแนะในการทําคําขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ จะขอเวลาในการชี้แจง โดยคุณวันชัย สอนศิริ เพราะฉะนั้นถึงจะปิดประชุมแล้วก็ขออนุญาตขอความร่วมมือ ท่านสมาชิกอยู่ต่อในห้องประชุมนะครับ วันนี้ระเบียบวาระการประชุมครบถ้วน แล้วก็หมดแล้วนะครับ ก็ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่มาประชุม ผมขออนุญาต ปิดประชุมครับ