บวรศักดิ์ อุวรรณโณ พูดถึงการบริหารงานภาครัฐที่ไม่มีกำไร เนื่องจากมีตำแหน่งและมีเงินเดือนประจำ และไม่สนใจในเรื่องประสิทธิภาพ เขาหารือเรื่องปัญหาการปฏิรูปและประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของจิตสํานึกในการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจ และเรียกร้องการปฏิรูปเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจ
เชิญท่าน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ จากจังหวัดมุกดาหาร การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้ผมดูรายงานแล้วผมก็ชื่นชมนะครับ ว่าทําได้ดีมาก แต่ว่าหลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้สิ้นสุดภาระหน้าที่ลงก็ไม่ทราบว่าคนที่ จะทําการขับเคลื่อนให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐจะต่อเนื่อง หรือไม่ การบริหารงานภาครัฐเมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารงานภาคเอกชนแล้วผมเห็นว่า การบริหารงานภาครัฐจะล้มเหลวกว่าภาคเอกชน ทําไมถึงพูดเช่นนั้นครับ ก็เนื่องจากว่า การบริหารงานภาครัฐไม่มีกําไร ไม่มีกําไรแม้จะขาดทุนก็ทําไปเรื่อย ๆ เพราะ ๑. มีตําแหน่ง ๒. มีเงินเดือนประจํา ถึงจะขาดทุนอย่างไรประชาชนจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงไรก็ทําต่อไป ไม่ได้เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าตามที่รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินส่วนใหญ่ของไทยไม่สนใจในเรื่องประสิทธิภาพ อยู่ในรายงาน จากประสบการณ์ที่เห็นอยู่ในต่างจังหวัดก็คือการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของเทศบาล ตําบลก็ดี องค์การบริหารส่วนตําบลก็ดีนะครับ จะเห็นได้ว่าพนักงานอยู่ในลักษณะที่ว่าคนล้นงาน ก็คือคนมากกว่างาน พนักงานส่วนท้องถิ่นในแต่ละ อบต. หรือเทศบาล อย่างน้อย ๓๐-๔๐ คน ตําบลหนึ่งบางทีก็มี ๕ หมู่บ้าน ๖ หมู่บ้านนะครับ แต่ว่ามีพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็น ข้าราชการประจํา ๓๐-๔๐ คน เปิดกรอบอัตราไปเรื่อย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าคนมากกว่า งาน ทํางานหน้าที่เดียวเช้าไปเย็นกลับ ถ้าหากว่าเปรียบเทียบกับบริษัทแล้วเงินเดือนของ พนักงานในส่วนท้องถิ่น ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้าเปรียบเทียบบริษัทแล้ว ตําบลเดียว บริษัทหนึ่งผมคิดว่าได้กําไรมากกว่านั้น อันนี้ขาดทุนตลอด
ส่วนต่อไปคือกระทรวงศึกษาธิการนะครับ จากประสบการณ์ที่เห็นอยู่ ปัจจุบันนี้โรงเรียนขนาดเล็กบางโรงเรียนมีครูอยู่ ๔ คน ยกตัวอย่างได้เลย คือโรงเรียนบ้านภู ตําบลบ้านเป้า อําเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร มีผู้อํานวยการโรงเรียน ๑ คน แล้วก็มีครู ครูผู้สอนอยู่ ๓ คน แต่ว่ามีชั้นเรียนอยู่ ๑ ชั้นอนุบาล ๒ ห้อง โรงเรียนชั้นประถมศึกษามี ประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ มีครูอยู่ ๔ คน อันนี้ก็หมายความว่างานล้นคนนะ ครับ ก็คืองานมากกว่าคน อันนี้ก็ไม่สมดุลกันนะครับ เพราะฉะนั้นความคุ้มค่าของเงิน งบประมาณที่ไหลลงไปสู่ส่วนงานราชการ ผมคิดว่าไม่สมดุลนะครับ ก็ควรจะมีการปฏิรูป ประสิทธิภาพของงานก็อยู่ที่การทํางานของคน ข้าราชการบางส่วนคิดว่าขาดจิตสํานึก ในการที่ประกาศสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อดํารงตําแหน่งมีความกระตือรือร้นอยากจะ ทํางานราชการ ประเทศไทยของเราได้ผลิตบุคลากรมาเพื่อให้ไปรับราชการ ก็คือระดับมัธยมศึกษา ปีที่ ๖ จบออกมาแล้วก็มุ่งหวังที่จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย จบระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ก็หวังที่จะทํางานราชการเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็นข้าราชการ ไปแล้วบางส่วนก็ขาดจิตสํานึก ขาดจิตสํานึกในความเป็นข้าราชการ คําว่า ราช ผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นพระราชา การ เข้าใจว่าน่าจะแปลว่า การกระทํา เพราะฉะนั้นราชการก็คือ การกระทําของพระราชา คําว่า ข้า ในที่นี้ก็คือบุคคลที่รับตําแหน่งข้าราชการนั่นล่ะ ก็ควรจะ มีจิตสํานึกในการที่จะทํางานแทนพระราชา ยกตัวอย่างเช่น ผู้พิพากษา นะครับ ท่านจะพูด เสมอว่าผู้พิพากษาตุลาการทุกท่านทํางานในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมอยากให้ข้าราชการทุกคนได้มีจิตสํานึกเช่นเดียวกับผู้พิพากษา เมื่อสอบข้าราชการได้ บรรจุได้ ก็อยากให้มีจิตสํานึก ก็คือความเป็นข้าราชการ ผู้รับใช้หรือบริการประชาชนอย่าง แท้จริงนะครับ ส่วนที่จะได้ประโยชน์ ประสิทธิภาพก็อยู่ที่ราชการ ข้าราชการถ้าได้บําเหน็จ ความชอบ โดยเฉพาะข้าราชการที่ได้รับยกย่องให้เป็นข้าราชการดีเด่นอย่างนี้ครับ ก็ควรจะ ได้เลื่อนขั้น เลื่อนยศ เลื่อนตําแหน่งสูงขึ้น ไม่ควรจะมีคําว่า คุณทําดีจนดีเด่น เป็นเรื่องของ คุณ แต่ความชอบอยู่ที่ผู้บังคับบัญชา อันนี้ผมก็เคยประสบมาแล้วนะครับ เป็นข้าราชการพล เรือนดีเด่น ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๒ แต่ ๒ ขั้นไม่ได้ อันนี้ก็จะทําให้การทํางานขาดประสิทธิภาพ นะครับ กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ