สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๓ · ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘

กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานในส่วนภูมิภาค โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการจัดการและบูรณาการทุกกระทรวงในการทำงาน โดยเสนอแนะการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการให้มีภาคประชาชนที่เข้าร่วมมากขึ้น และลดการใช้งบประมาณในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้สามารถจัดการปัญหาสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น นอกจากนี้ กัญญ์ฐญาณ์ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิธีการทำงานของข้าราชการ และเสนอแนะให้ประชาชนที่เป็นผู้รับบริการมีส่วนในการประเมินผลงานของข้าราชการ

นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกหมายเลข ๐๐๔ จากจังหวัดพิษณุโลก ดิฉันเองขออภิปรายในแง่ของการ ทํางานในส่วนของภูมิภาค เพราะว่ามีประสบการณ์ของการเป็นข้าราชการอยู่ในส่วนภูมิภาค มาตลอด ๓๖ ปีนะคะ ในส่วนของภูมิภาคมันจะเกี่ยวเนื่องกับการทํางานร่วมกับท้องถิ่นแล้วก็ ส่วนกลางเพราะเราเคยอยู่ตรงกลาง คราวนี้ในประเด็นที่ดิฉันเองอยากจะมีข้อคิดเห็น เพิ่มเติมเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบนะคะ ก็คือในส่วนของประเด็นแรกดิฉันเห็นด้วย กับการศึกษาของคณะกรรมาธิการในการที่จะให้มีการเพิ่มพูนอํานาจในส่วนของภูมิภาค ให้มากขึ้น แต่ประเด็นที่สําคัญก็คือที่ว่ามีหน่วยราชการหลายหน่วยที่สังกัดส่วนกลางและ ไปตั้งส่วนภูมิภาค ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ให้อํานาจในการจัดการให้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ตรงนี้มันก็เลยเกิดปัญหามากในเรื่องของการทํางาน เพราะว่าพอเวลาที่มีการดําเนินงานที่จะ ให้บริการกับประชาชน มันเป็นลักษณะของการที่ต่างคนต่างทํามันไม่มีความเป็นเอกภาพ ของการทํางาน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ดิฉันว่าน่าจะให้ส่วนภูมิภาคก็คือทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค คือมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเขาสามารถ จัดการได้นะคะ แต่ไม่ต้องมีส่วนกลางแล้วก็ไปตั้งอยู่ภูมิภาคโดยที่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่สามารถจัดการได้เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริการจัดการเรื่องงบประมาณ ที่โอนไป เรื่องของการประเมินให้คุณให้โทษ การบังคับบัญชา ดิฉันไม่เห็นด้วยในการที่ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอํานาจในการจัดการตรงนี้เลยนะคะ เพราะฉะนั้นควรจะให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งถือเป็นผู้ที่จะสามารถที่จะบูรณาการทุกกระทรวงในการทํางานได้ ก็ต้องมีอํานาจจัดการด้วยนะคะ

ส่วนประการที่ ๒ เรามีเรื่องของคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณา การ หรือ กบจ. ที่อยู่ในจังหวัด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพิจารณาเรื่องงบจังหวัด เราเจอปัญหา ว่าในส่วนของคณะกรรมการชุดนี้ภาคที่เป็นภาคประชาชนที่จะเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ น้อยมากมีไม่กี่ท่าน ในขณะที่ส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าส่วนราชการเสียเป็นหลัก ตรงนี้ทําให้ เกิดการพิจารณางบต่าง ๆ ถามบอกว่าเราจะให้อํานาจภาคประชาชนมากขึ้น เพราะฉะนั้น ดิฉันเองคิดว่าน่าจะปรับโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ด้วยว่าควรจะให้มีเปอร์เซ็นต์ของ ภาคประชาชนอย่างน้อยก็คือครึ่งต่อครึ่ง เพราะไม่อย่างนั้นภาคประชาชนเขาก็จะไม่มีโอกาส ที่เขาจะได้มาร่วมบริหารจัดการในส่วนของงบจังหวัดนี้ด้วย

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งก็คืองบของจังหวัดที่พิจารณากันมานี่นะคะ ดิฉันเองก็ โยกย้ายไปหลายจังหวัด สิ่งที่เห็นก็คือมันเหมือนกับเป็นการจัดการแค่ในส่วนของผู้มีอํานาจ จัดการไม่กี่คน แต่ว่าเวลาที่พิจารณาออกมามันไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาของชาวบ้าน จริง ๆ งบ จังหวัดจะอยู่ตรงกลางว่าสามารถที่จะช่วยดูแลปัญหาในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด แต่ปัญหามัน กลายเป็นปัญหาเรื่องของการทําโครงสร้างพื้นฐานเสียส่วนใหญ่ ซึ่งปัญหาการทําโครงสร้าง พื้นฐานไม่ว่าจะเป็นถนน เป็นอ่างเก็บน้ํา อะไรทั้งหลาย จริง ๆ แล้วก็จะมีแต่ละกระทรวงเขา มีงบประมาณของเขาโดยตรงที่ลงไปแก้ปัญหาตรงนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมาเบียดเอางบจังหวัด แทบจะ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ําที่ใช้เรื่องนี้ ในขณะที่ปัญหาสังคมเยอะแยะมากมาย แต่เวลา เสนอนี่ไม่มีโอกาสเลยนะคะ กระทรวงด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจพวกเราก็จะบ่นว่าไม่มีโอกาส ที่จะใช้งบนี้มาแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะให้ดูโควตา หมายถึงว่าควรจะต้องมี เปอร์เซ็นต์ของการใช้งบประมาณว่าภาคสังคมเท่าไร ภาคสังคมเศรษฐกิจเท่าไร เพราะว่า สังคมมันจะรวมทั้งเรื่องของเกษตรและเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน จะต้องลดน้อยลง เพราะมันไปซ้ํากับเงินของงบอื่น ๆ ของกระทรวงที่เขาส่งโดยตรงไปแล้ว

คราวนี้อีกเรื่องหนึ่งค่ะ การที่จะปรับโครงสร้างหรือว่าปฏิรูปราชการ ดิฉันว่า ประเด็นสําคัญที่สุดก็คือต้องไปปฏิรูปคนในระบบราชการให้ได้ด้วย ถ้าจะปรับโครงสร้างดี อย่างไร แต่ถ้าคนในราชการซึ่งเป็นข้าราชการนี่ไม่ได้ปรับทัศนคติ ไม่ได้ปรับวิธีการทํางาน ดิฉันว่าไม่มีประโยชน์ เราต้องให้เขาเกิดความรู้สึกว่าประชาชนคือลูกค้าของเขาเหมือนกับ ภาคธุรกิจเขาก็สอนเขาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าตราบใดที่ทํางานแล้วไม่ได้นึกถึงประชาชน เป็นใหญ่เขาก็ไม่ควรจะเป็นข้าราชการ แล้วท่านก็ต้องให้ประชาชนเขามีส่วนในการประเมิน การทํางานของข้าราชการ ไม่ใช่เอาข้าราชการภาคราชการด้วยกันมาประเมินด้วยกัน ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ อยากจะให้ปรับเรื่องการประเมินต้องให้ประชาชนที่เขา เป็นผู้รับบริการเป็นผู้ลงคะแนนให้คะแนนว่าคนนั้นมีผลการทํางานอย่างไร อันนี้ส่วนหนึ่งค่ะ

อีกส่วนหนึ่งดิฉันคิดว่าถ้าเป็นไปได้ดิฉันอยากให้ระบบของการคัดคนออกจาก ราชการให้เป็นเหมือนกับเอกชนด้วยซ้ํา ถ้าท่านลองปรับวิธีนี้ท่านจะได้ข้าราชการที่ขยันมากขึ้น เพราะว่าราชการเวลาทําผิดหรือเวลาที่ทํางานย่อหย่อนนี่คัดออกยากมาก ย้ายก็ยาก คัดออก ก็ยาก ไม่รู้จะทําอย่างไรกับระบบกับคนพวกนี้นะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเขารู้ตัวว่าเขาจะต้อง ออกง่าย ๆ เขาจะปรับปรุงตัวเองค่ะท่าน ก็อยากจะเสนอตรงนี้เพราะว่าวันนี้เรามีลูกจ้างเหมา มีพนักงานราชการ พวกนี้ขยันกว่าข้าราชการอีกนะคะ เพราะว่าเขากลัวจะถูกไล่ออก กลัวจะถูกประเมินออก ก็ฝากตรงนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ