จิรวัฒน์ เวียงด้าน หารือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในการบริการสาธารณูปโภคและทรัพยากรในพื้นที่ชุ่มน้ำโลกของหมู่บ้านที่เขาอยู่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการท้องถิ่น และเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการรีเจกท์ (Reject) ข้าราชการออกจากระบบ เพื่อป้องกันความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ํา
นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๔๒ จากจังหวัดนครพนม ท่านประธาน ที่เคารพครับ บ้านผมนี่อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ๑๐๕ กิโลเมตร ห่างจากตัวอําเภอ ๓๐ กิโลเมตร แล้วก็ห่างจากตัวตําบล ๓ กิโลเมตร ที่เล่าให้ฟังอย่างนี้เพื่อจะได้เห็นภาพว่า ท้องถิ่นที่เขาอยู่กันในลักษณะที่ห่างไกลอย่างนี้ จะได้เรียนฝากถึงไปคณะกรรมาธิการว่าเรา จะจัดอะไรไปให้เขาในการที่จะให้บริการเขา ในตําบลผมนี่มีประชากรประมาณสัก ๘,๐๐๐ คน ๑๖ หมู่บ้านนะครับ และมีทรัพยากรต่าง ๆ แล้วก็คิดว่ามีสาธารณูปโภคแล้วก็การบริการ ที่เขาควรจะได้รับควรจะเป็นเช่นไร ณ วันนี้มีคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ําโลกเขาลงไปดูพื้นดิน เนื่องจากว่าบ้านผมติดกับแม่น้ําสงครามแล้วก็ได้ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ํา วันนี้เขาก็ไปดูงาน กับท่านผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ถามว่าชาวบ้านเขาจะมีสิทธิในการที่จะดูแลพื้นที่ ชุ่มน้ํานี้ได้หรือไม่ องค์กรระหว่างประเทศเขามาดูว่านี่ความสําคัญของพื้นที่ที่ควรจะเป็น การอนุรักษ์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ําโลก แต่ชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใจอะไรที่จะดูแล ทรัพยากรของเขาเลย
ดังนั้นในส่วนของผู้บริหารเอง ไม่ว่าจะเป็นตําบลที่ยกฐานะขึ้นมาเป็นเทศบาล ตําบล ถ้าเขาเป็นนายกฯ ที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชนเขาก็อยากจะพัฒนาพื้นที่เขาให้ครบ ตามสิ่งที่เขาอยากจะทํา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาชีพ ท่านนายก อบต. หรือนายกเทศบาล ตําบลอยากพัฒนาอาชีพ เขาก็ไม่มีหน่วยงานที่จะรองรับในส่วนของการที่จะพัฒนาท้องที่เขา เพราะว่าเกษตรอําเภอก็อยู่ที่หน่วยงานส่วนกลางหมด แม้แต่หน่วยงานที่จะส่งเสริมอาชีพ ก็อยู่ที่ระดับอําเภอ ระดับจังหวัดหมด เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นนายกเทศมนตรีระดับตําบล หรือว่านายก อบต. เขาก็เหมือนนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ทําอะไรไม่ได้ อันนี้จะเล่าบริบทให้ ท่านคณะกรรมาธิการได้ทราบว่าถ้า ๘,๐๐๐ กว่าคนที่อยู่ใน ๑ ยูนิต (Unit) นั้นเขาควรจะ ได้รับการดูแลอย่างไรนะครับ เมื่อ ๒-๓ วันได้เกิดพายุแล้วก็มีซุ้มประตูทางเข้าในส่วน ของตําบลแล้วก็พังลง ชาวบ้านก็มาถามดูว่านายกฯ คนไหนเป็นคนอนุมัติงบมาตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจําเป็นของท้องถิ่นนั้น ๆ เลย นายกฯ ท่านก็ตอบว่าโครงการนี้มันลอยมา จากจังหวัด มาถามว่านายกฯ จะเอาซุ้มประตูเข้าตําบลไหม ก็เซ็นรับพื้นที่ ทีนี้นายกเทศมนตรี ท่านก็บอกว่าท่านก็อยากจะได้ผลงานเพื่อที่จะเอามาไว้บอกกับประชาชน แต่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น ร่วมได้รับรู้กับเรื่องอย่างนี้ได้เลย ผมถึงบอกว่าโครงการไหนก็ตามที่ท้องถิ่นเขาเองอนุมัติเอง แล้วเขามีส่วนร่วมกับประชาชน ผมถือว่านี่คือการตรวจสอบต้นตอการทุจริตได้ง่ายที่สุด ยิ่งเราผ่านกระบวนการตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคลงไปถึงส่วนท้องถิ่นแล้วมันจะเกิดการ คล้าย ๆ ว่าถ้าเกิดเหตุเกิดขึ้น การทุจริตในท้องที่ ชาวบ้านเขาจะถามนายก อบต. นายกเทศมนตรี พวกนี้เขาก็จะตอบว่าไม่ใช่โครงการของเขา มันลอยมาจากส่วนกลาง กว่าชาวบ้านเขาจะร้องเรียน จะตามไปร้องเรียนส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค มันรู้สึกยุ่งยากมาก แต่ถ้ามันเกิดต้นตอมาว่าเกิดจากการอนุมัติโครงการและการทําประชาคมของตําบลนั้น ๆ ผมเชื่อได้เลยว่าการตรวจสอบระบบทุจริตก็จะง่ายขึ้นและสั้นลง แต่ถ้าเมื่อไรที่บอกว่า มาจากส่วนกลางแล้วมันก็จะยุ่งยากมาก
อันนี้ในส่วนของการบริหารระดับจังหวัดก็เหมือนกัน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด หลาย ๆ จังหวัดที่อยู่ในเขตชายแดนท่านก็ไปทําเอ็มโอยู (MOU) กับแขวง สปป. ลาว หรือเวียดนาม ก็ทําเอ็มโอยูตกลงในการที่จะร่วมมือในการพัฒนาจังหวัดตัวเอง สปป. ลาว กับเวียดนามเองท่านผู้ว่าแขวงเขาหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเขาเขาเซ็นได้เลย เขามีอํานาจ ในการที่จะเซ็นได้เลย แต่ของประเทศไทยต้องกลับมาปรึกษาอีก ๖ กรมก่อน หรือบางที อาจจะเป็น ๘ กรมด้วยซ้ําไปว่าเขาจะทําเอ็มโอยู ตัดสินใจได้เลยไหม มันก็เกิดความล่าช้า ในการที่จะพัฒนาระหว่างเป็นเมืองคู่ขนานกัน อันนี้มันก็เกิดปัญหา เพราะมีอํานาจที่จะต้อง รอการที่จะอนุมัติในส่วนที่จะต้องพัฒนาบูรณาการกันไปได้เลย อันนี้ก็ฝากเอาไว้ด้วยนะครับ
แม้แต่ข้าราชการที่จะตรงไปในท้องถิ่น ขอโทษนะครับ อย่างสมมุติว่า การศึกษา ผอ. โรงเรียนบางท่านโดนขับไล่มาจากที่อื่นแล้วก็ส่งมาลง ชาวบ้านก็ไม่รับทราบ ในการที่จะดูแล จริง ๆ แล้วเราบอกว่าท้องถิ่นเขาก็ไม่ได้อยากที่จะไปบริหารจัดการเรื่อง โรงเรียน แต่เขาอยากจะรับทราบ รับรู้ว่าข้าราชการที่จะมาบริหารหรือว่ามาพัฒนาท้องถิ่นเขา มาสอนลูกหลานเขาก็ควรจะให้เขาได้รับทราบโปรไฟล์บ้างว่าประวัติเป็นมาอย่างไร ถ้าท้องถิ่นเขาไม่รับท่านก็ควรนี่ ระบบการรีเจกท์ (Reject) ข้าราชการออกจากระบบก็คือ ให้ท้องถิ่นเป็นตัวควบคุมในเรื่องของการที่จะบริหารจัดการด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องของการได้รับรู้รับทราบ ถ้าจะส่งจากหน่วยงานกลางไป ก็ให้ท้องถิ่นเขาได้รับทราบแล้วว่าถ้าประวัติไม่ดีแล้วท่านก็อย่าส่งมา นี่มันจึงเกิดเหตุในเรื่อง ของความเหลื่อมล้ําอยู่เรื่อย ข้าราชการที่มาอยู่ในเขตถิ่นทุรกันดาร ถ้าอยากจะหนีจาก ท้องถิ่นก็ต้องใช้อํานาจบาตรใหญ่ บางทีก็โดนขับไล่จากประชาชน ก็มีโอกาสได้ย้ายออกไป จะเกิดความขัดแย้งอย่างนี้ด้วย ก็ฝากเรียนไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ