อุดม ทุมโฆสิต หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของประสิทธิภาพและคุณภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และเสนอแนวทางปฏิรูปหลายประการ รวมถึงการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการปฏิรูปในอดีต และการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแข่งขันของประเทศไทย
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปช. ที่เคารพทั้งหลาย ที่จริงเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นเรื่องที่มีความเป็นนามธรรมสูงมาก อาจจะเข้าใจยาก เสียหน่อยหนึ่ง แต่ว่าความสําคัญก็สูงเช่นเดียวกันนะครับ เพราะว่าเรื่องประสิทธิภาพ และเรื่องคุณภาพนั้นเราจะไปมองที่ผลของการบริหารราชการแผ่นดิน ความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเริ่มเข้าใจตั้งแต่ว่าความหมายคํานิยามของมันแล้วเข้าใจไปถึงกระบวนการ แล้วเข้าใจ ไปถึงผลทั้งหมด ผมจะขออนุญาตท่านทั้งหลายในวันนี้ที่จะอธิบายเรื่องนี้เพียงย่นย่อสั้น ๆ แล้วก็เปิดเวลาให้ท่านได้เสนอแนะให้ความเห็นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการ ทํางานของคณะของกระผมนะครับ ก่อนอื่นขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ปกติความเข้าใจง่าย ๆ เรื่องประสิทธิภาพเราหมายถึงความคุ้มค่าที่จะทํางานให้บรรลุผล เข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ องค์การใด รัฐใด ซึ่งไร้ซึ่งประสิทธิภาพรัฐนั้นไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้ มีแต่เสื่อมทรุด ประชาชนจะเดือดร้อน บ้านเมืองจะวุ่นวาย ทีนี้ปัญหาประเด็นของเรื่องประสิทธิภาพ คือเรามองยาก สังเกตยาก มองไม่เห็นด้วยสายตา ต้องใช้แนวคิด ต้องใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ แล้วหาข้อสรุปจึงจะบ่งชี้ได้ว่ารัฐใดมีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นเรื่องการปฏิรูปเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตาม ท่านสมาชิกทั้งหลายซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์มาก ผมเข้าใจว่าถึงแม้อธิบายเพียงย่นย่อ ท่านก็เข้าใจและท่านก็สามารถที่จะให้คําแนะนําที่ดี ๆ แก่พวกกระผมได้ เรื่องประสิทธิภาพ เรามักจะพูดคู่ไปกับเรื่องคุณภาพในแง่ของการบริหาร ปกติเรื่องคุณภาพหมายถึงการบรรลุ ถึงระดับมาตรฐานต่าง ๆ ที่เราจัดทําไว้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติ เพื่อจะยกฐาน ของประสิทธิภาพให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ๒ อย่างนี้ในทางการบริหารสมัยใหม่เราใช้คู่กัน ผมกราบเรียนอย่างนี้ที่จริงเรื่องการปฏิรูป เรื่องประสิทธิภาพ และเรื่องคุณภาพไม่ใช่ เรื่องใหม่ครับ ในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมามีประเทศทั้งหลายทยอยกันทําการปฏิรูปเรื่องนี้ ปัจจุบันนี้มี ๗๐ กว่าประเทศในโลกนี้ที่ทําเรื่องนี้อย่างเข้มข้นจริงจัง แล้วไม่มีประเทศใดเลย ที่ประสบความสําเร็จในการพัฒนาประเทศโดยไม่คํานึงถึงประสิทธิภาพและคุณภาพ ของตัวเอง ไม่มีครับ ใน ๗๐ ประเทศดังกล่าวนี่ มีบางประเทศเท่านั้นที่ทําอย่างเข้มแข็ง จริงจัง เอาจริง ยอมผ่าตัด ยอมเจ็บปวดแล้วยอมผลักดัน ผลก็คือผลสัมฤทธิ์ก็จะสูง และประสบความสําเร็จ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีหลังจากมีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจพร้อม ๆ กับเรา เขาปฏิรูปขนานใหญ่เดี๋ยวนี้เขาไปแล้วครับ ตัวเลขเขาโตถึง ๒ หลัก สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง สิงคโปร์ทํามานาน มาเลเซียก็เพิ่งเริ่มทําไม่กี่ปีมานี้ แต่ว่ามาเลเซียเริ่มทิ้งห่างจากเรา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะหยิบยกขึ้นมานําไปสู่ประเด็นการปฏิรูป ผมอยากจะขอสไลด์ด้วยครับ ประเด็น ที่อยากจะนําเสนอในวันนี้มีอยู่ ๓-๔ ประเด็น ประเด็นอันหนึ่งอยากจะพูดกันถึงเรื่องปัญหา และความสําคัญของปัญหาให้ชัดเจนลงไปว่าประเทศนี้มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ถ้าไม่มี เราก็ไม่จําเป็นต้องมีปฏิรูป แต่ถ้ามี มันมีที่ตรงไหนและควรจะแก้ปัญหากันอย่างไร นี่ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เราจะพูดถึงธงหรือเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปว่า การปฏิรูปครั้งนี้เรากําหนดทิศทาง กําหนดเป้าหมาย กําหนดประเด็นย่อย ๆ ในการปฏิรูป ไว้ว่าอย่างไรบ้าง มันมีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมประการใดเพื่อให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ ในที่นี้ได้กรุณาให้คําชี้แนะได้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ เราจะพูดถึงประเด็นการปฏิรูปเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเรา กําลังจะทําอะไรกัน
ประเด็นที่ ๔ เราจะพูดถึงเรื่องกรอบแนวคิด แล้วรวมไปถึงโครงสร้างที่เราคิด ว่าจะเป็นแนวทางการปฏิรูปต่อไป เราควรพูดกัน ๓-๔ ประเด็นนี้
สําหรับประเด็นที่ ๑ เรื่องปัญหาและความสําคัญของปัญหา ท่านประธาน ที่เคารพและท่านสมาชิกที่เคารพครับ ประเทศไทยในระยะปี ๒ ปีนี้เกิดกระแสไปทั่วโลกว่า ประเทศนี้กําลังป่วย ในเอเชียหลังจากจีนป่วย เขาหายป่วยแล้ว ฟิลิปปินส์ป่วย เขาหายป่วยแล้ว รายต่อไปที่จะป่วยคือประเทศไทย คําว่า ป่วย เป็นความหมายที่เข้าใจง่าย ๆ หมายถึง คนที่ทําอะไรขาดประสิทธิภาพ ทําได้ไม่เต็มที่ ขาดพลังในการกระทําภารกิจต่าง ๆ ผู้ที่ทําการวิเคราะห์แล้วก็ให้ตัวชี้วัดแล้วก็ชี้แนะนําไปสู่ข้อสรุปประเด็นนี้ ก็คือสถาบัน อนาคตไทยศึกษา ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการของผมได้เข้าไปตรวจดูผลการวิเคราะห์แล้ว เชื่อถือได้ครับ เชื่อถือได้ เขาสรุปอย่างนี้ครับว่าประเทศไทยเป็นคนป่วยใหม่ของเอเชีย ลักษณะที่เขาคิดว่าเป็นประเด็นที่จําเป็นจะต้องแก้ไข ต้องปฏิรูป อันที่ ๑ เราขาดวิสัยทัศน์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขาดวิสัยทัศน์ ขาดยุทธศาสตร์ ซึ่งบังเอิญสภาของเราได้ทําเรื่องนี้ แล้วซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมยินดี
ประเด็นที่ ๒ เขาบอกว่าสังคมไทยกําลังจะเป็นสังคมที่มีภาระอันยิ่งใหญ่ ต่อไปภายภาคหน้าเพราะว่าคนผู้สูงอายุมาก จะมากขึ้นทุกวัน ๆ แล้วภาระของผู้สูงอายุ เป็นภาระที่หนักหน่วงมาก
ประเด็นที่ ๓ เขาบอกว่าประชากรในวัยทํางานคุณภาพลดลงเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ ระดับดีกรี (Degree) ทางการศึกษาสูงขึ้นแต่คุณภาพในการทํางานของประชากรต่ําลง จริงหรือไม่จริง นี่คือข้อสรุปของมูลนิธิหรือสถาบันอนาคตไทยศึกษา นอกจากนั้นเขายังเสนอ ตัวชี้วัดประเด็นต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าผมจะไปเร็ว ๆ
เขาบอกว่าส่วนแบ่งในตลาดโลกของเราลดลง โดยอันดับการส่งออกลดลง จะเทียบได้ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ ถึงปี ๒๐๑๓ ซึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ ๒๓ ปี มันลดจาก ๑๕ เป็น ๒๒ ในขณะส่วนแบ่งการตลาดก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ด้วย อันนี้ผมขอพูดคร่าว ๆ ตัวเลข สรุปเพื่อจะได้ไปเร็ว ๆ
ในสไลด์นี้เขาชี้ให้เห็นวิกฤตการณ์ของประเทศไทยซึ่งมีตัวชี้วัดหลายตัว แล้วตัวชี้วัดที่สําคัญ ๆ เราถดถอยครับ ท่านดูจากเอกสารแนบไปให้ได้ ผมขออนุญาต ไม่อธิบายรายละเอียดเพื่อไม่ให้เสียเวลา
ประเด็นที่ ๓ ประเทศไทยมีผลงานแย่ลง แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น เขาก็เสนอ การวิเคราะห์ เช่นเขาบอกว่างบบุคลากรต่อจีดีพี (GDP) ของประเทศ ปกติในประเทศที่เขา พัฒนากําลังพอดี ๆ เขาจะเบนช์มาร์ก (Benchmark) อยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๓ แต่ของ เราขึ้นไปถึงร้อยละ ๗.๑ ถ้ามองจากตัวเลขนี้หมายความว่าเราจะต้องลดงบประมาณด้าน บุคลากรลงถึงครึ่งหนึ่งซึ่งหนักมาก
และที่คาดคิดไม่ถึงก็คือว่าเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ได้จัดอันดับการศึกษาไทย ว่าเราถดถอยเราด้อยลงทุกเรื่องเลย ซึ่งไม่น่าเชื่อเลย ผมเองก็ไม่ค่อยเชื่อตัวเลขนี้แล้วก็เข้าไป ดูในเว็บ (Web) ของเขา เมื่อเข้าไปดูแล้วเราก็พบว่าของเรามีเรื่องต้องทํากันเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษา ไม่ใช่เฉพาะระดับการศึกษาพื้นฐานรวมไปถึงอุดมศึกษาด้วย อะไรมันเกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ เขาบอกวันนี้ครับ อัตราการเข้าเรียนในระดับ ประถมศึกษาถ้าเปรียบเทียบกับในประชาคมอาเซียนด้วยกันเราอยู่ในระดับที่ ๒ จากสุดท้ายครับ คืออันดับที่ ๙ ถ้ามองถึงคุณภาพระบบการศึกษาไทยทั้งระบบเราอยู่อันดับที่ ๓ จากท้าย คืออันดับที่ ๘ ทีนี้ถ้ามองจากคุณภาพของระดับประถมศึกษาเราอยู่อันดับที่ ๔ จากท้าย คืออันดับที่ ๗ ถ้าท่านไปดูต้นทุนต่อหน่วยในการใช้ไปเพื่อการศึกษาท่านจะตกใจเลยว่า ประเทศไทยใช้ต้นทุนต่อหน่วยระดับต้น ๆ ของประเทศเหล่านี้ เกิดอะไรขึ้นในระบบ การศึกษาไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าพวกเราต้องช่วยกันคิดแล้วก็ช่วยกันวิเคราะห์นะครับ
ต่อไปเรื่องแนวโน้มผลการประเมินของนักเรียนไทยซึ่งลดลงเรื่อย ๆ ปกติพิซา (PISA) เขาจะทําทุกระยะเวลา ๒-๓ ปีเขาจะทํา แล้วก็เพื่อจะส่งสัญญาณให้ประเทศต่าง ๆ รับรู้แล้วก็ปรับปรุงระบบการศึกษา ของเราจะมีภาวะการถดถอยอยู่ระหว่างปี ๒๐๐๓ ถึงปี ๒๐๐๙ ถดถอยมาก ๆ เลยครับช่วงนั้น แต่ว่าบัดนี้ก็กระเตื้องขึ้นแล้วครับ ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้นแล้ว อันนี้ฟังแล้วก็ดูดีหน่อยนะครับ ที่น่าตกใจมากที่เราคิดไม่ถึงก็คือเรื่องไอเคโอ (ICAO) ไอเคโอเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศที่ควบคุมมาตรฐานการบินของประเทศสมาชิก ทั้งหลาย ปรากฏว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการบินต่ําที่สุดในอาเซียน ต่ํากว่าประเทศกัมพูชา ต่ํากว่าประเทศอินโดนีเซีย ต่ํากว่าประเทศบรูไน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ เราได้ค่าคะแนนเพียง ๓๕.๖ ซึ่งประเทศ ต่าง ๆ เขาไม่ค่อยได้กันระดับนี้หรอกครับ เป็นคะแนนที่ต่ํามาก แล้วผมคงไม่ต้องอธิบาย รายละเอียดว่าผลกระทบจากเรื่องนี้มันมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด เพราะเราพูดกันในสภาแห่งนี้ หลายครั้งแล้วนะครับ เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก แล้วก็ไม่เคยมีประเทศไหนในโลกที่ ท่านรัฐมนตรีต้องลงมาแก้ปัญหาเอง ไม่เคยมีครับ แล้วเมื่อไปติดตามข่าวสอบถามดูปรากฏ ได้ละเลยปัญหานี้มาเป็นสิบ ๆ ปีที่ไม่สนใจ ไม่สนใจพัฒนาคน คนไม่มี งบประมาณไม่มี อะไร ไม่มี ปล่อยให้เรื้อรังมาเป็นสิบ ๆ ปีนะครับ แล้วที่เขาชี้อยู่เป็นข่าวโด่งดังอยู่ทุกวันนี้ อย่างกรณีไอยูยู (IUU) ชี้ว่าประมงไทยทําผิดกฎหมายตลอด การกํากับดูแลของรัฐบกพร่อง เป็นอย่างยิ่ง ถึงกับตั้งเงื่อนไข ตั้งหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้มีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วนนะครับ แล้วก็มีตัวบ่งชี้ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ลดอันดับการค้ามนุษย์ของประเทศไทยจะอยู่ใน กลุ่มอันดับที่ ๓ หรือกลุ่มเทียร์ ๓ (Tier 3) นะครับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เราถือว่าร้ายแรงที่สุด ถ้าแก้ปัญหาไม่สําเร็จผลประโยชน์ทางการค้า แล้วก็การสกัดกั้นไม่ให้สินค้าไทยเข้าไปขาย ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะก็เป็นมาตรการโรแลนด์ (Roland) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ ด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างแน่นอน ตัวเลขที่ผมกล่าวมาเป็นเพียงตัวเลข ที่เราสามารถจะเห็นได้ ปรากฏขึ้นให้เห็นโดยทั่วไป แล้วทั่วโลกเขารับรู้ครับ เมื่อทั่วโลกรับรู้ เหล่านี้ภาพลักษณ์ของประเทศมันก็จะลดน้อยถอยลงตามลําดับนะครับ การค้า การลงทุน ของเราก็จะหดตามไปด้วย มันมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งทีเดียว ในคณะอนุกรรมาธิการ ที่ผมทํางานอยู่ด้วยเห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วเราคิดว่ามันเป็นจริงตามนี้หรือไม่ เราทอดแบบ สํารวจ เราทําสํารวจ ผมขออนุญาตท่านประธานส่งแบบสํารวจไปยังกรมทุกกรม มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย ตํารวจส่วนหนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนหนึ่ง เท่าที่เวลาเราจะทําได้ ผลสํารวจกลับมาผมเชื่อว่าจริงครับ เราวิเคราะห์กันแล้วคิดว่าจริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยบริหารราชการแผ่นดินแบบไม่คํานึงถึงผล ทํางานเฉพาะหน้าไปวัน ๆ อันนี้ตัวเลขจากสํารวจนะครับ ทํางานเฉพาะหน้า เป้าหมาย เฉพาะหน้า ผลสัมฤทธิ์ระยะยาว แผนเรามี แต่ก็ไม่ค่อยปฏิบัติตามแผนเท่าไร เราจะสนองตอบความต้องการที่มาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการของ ฝ่ายการเมืองจะมีอิทธิพลในการที่จะเข้ามาแทรกแซงการทํางานที่เป็นระบบ เป็นระเบียบ แบบแผนค่อนข้างจะสูง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้นะครับ มันก็ปรากฏชัดเจนว่าการปฏิรูป เรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพของรัฐ จําเป็นต้องทํา แล้วทําให้มีน้ําหนักพอสมควรด้วย ถ้าเราไม่ทํา ผมคิดว่าประเทศไทยจะไปไม่ถึงไหน จะไปไม่ถึงไหนนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็น
ทีนี้เรื่องประสิทธิภาพนี้ เรื่องประสิทธิภาพ ปกติในทางวิชาการนี้ เรื่องประสิทธิภาพ เรื่องคุณภาพ มันเหมือนกับเกลียวสว่านครับ ถ้ามันดีมันจะพาเราขึ้นไปข้างบน นั่นคือ การพัฒนา แต่ถ้ามันลงมันจะเป็นวงจรที่ทําให้เราลงดิ่งลงไปยังหายนะเลย ดังในภาพที่ได้ เรียนเสนอนะครับ คือเริ่มจากความด้อยประสิทธิภาพ และคุณภาพในการบริหารของ องค์การต่าง ๆ ของรัฐนะครับ แล้วความด้อยประสิทธิภาพนี้ ทําให้ผลผลิตโดยรวม ของประเทศตกต่ําไปด้วย เมื่อตกต่ําไปด้วยก็จะเกิดปัญหาภายใน ปัญหาความด้อยประสิทธิภาพ มันเป็นตัวมัลติพลายเออร์ (Multiplier) ตัวหนึ่งเหมือนกันนะครับ จากเรื่องประสิทธิภาพ ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขมันลุกลามขยายไปเรื่อย ๆ แล้วในท้ายที่สุดนี้ ปัญหาก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพก็ต่ําไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเรามองโดยเชิงทฤษฎีนี้ เรามองว่าเรื่องประสิทธิภาพนั้นเหมือนเกลียวสว่านที่ขึ้นก็ได้ ลงก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้น ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่น่าจะได้รับการพิจารณาแก้ไขทุกกระทรวง ทบวง กรม แล้วผู้บริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่ระดับ ผมว่า อย่างน้อยต้องระดับอธิบดีขึ้นไป ต้องทํางาน โดยหวังผลลัพธ์ในอนาคต ต้องทํางานโดยวิธีนี้ จะทํางานแบบเสร็จก็ได้ ไม่เสร็จก็ได้ไปวัน ๆ ประเทศคงไปไม่รอดแล้วนะครับ
ทีนี้เพื่อให้เห็นวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการปฏิรูป ผมอยากที่จะขอสไลด์ ต่อไปครับ เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ถ้ามองไม่เห็นท่านกรุณาดูในชีท (Sheet) ในเอกสาร ที่แจก เราสรุปวัตถุประสงค์เป็น ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ เราจะปฏิรูปองค์การต่าง ๆ ของรัฐให้เป็นองค์การที่มี ประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพต่ําเราไม่เอาแล้ว เราอยากให้มีประสิทธิภาพสูงโดยวิธีการ ปรับปรุงตัวเอง ต้องเน้นการปรับปรุงตัวเอง ทําไมต้องเน้นอย่างนี้นะครับ ผมกราบเรียนว่า แต่ละองค์การเขาจะมีปัญหาของเขาแตกต่างกันไป ไม่เหมือนกันสักองค์การ เพราะฉะนั้น การชี้ว่าประสิทธิภาพของรัฐตรงไหน แล้วก็ใช้แบบเหวี่ยงแหคลุมทั้งหมดนี้ เหมือนกับเกา ไม่ถูกที่คัน วิธีดีที่สุดคือเราต้องเรกกูเลตให้เขาแก้ปัญหาของเขาด้วยตัวเขาเอง เราจะทํากัน อย่างไรนะครับ
ทีนี้วัตถุประสงค์ประการที่ ๒ ก็คือว่าถ้าหากว่าองค์การของรัฐจากที่เป็น องค์การที่มีประสิทธิภาพต่ํา ถูกปรับปรุงให้ไปสู่องค์การที่มีประสิทธิภาพสูงได้นี้ รัฐไม่ใช่อยู่ดี ๆ มันจะบังเกิดได้ รัฐต้องมีกลไก มีเครื่องมือเข้าไปแทรกแซงกํากับดูแลเพื่อจะเรกกูเลท ให้โครงการเหล่านี้มันฟื้นขึ้นมาและเจริญเติบโตให้ได้ เพราะฉะนั้นในแนวทางวัตถุประสงค์ หลักของการปฏิรูป เราจะปฏิรูป ๒ เรื่องหลัก ๆ ทีนี้ในการปฏิรูป ๒ เรื่องหลัก ๆ นี้ เราต้องการที่จะให้ผลกระทบต่อเป้าหมายใน ๔ เรื่องด้วยกัน ให้เกิดความชัดเจน
เรื่องที่ ๑ องค์การที่จะถูกปฏิรูป มีองค์การอะไรบ้างนะครับ
อันที่ ๒ ระบบและกระบวนการที่จะทําการปฏิรูปคืออะไร
อันที่ ๓ เป้าหมายในการพัฒนากลไกของรัฐเพื่อจะเข้าไปควบคุมกํากับดูแล ให้องค์กรเหล่านี้ขยับเปลี่ยนจากองค์กรที่ด้อยประสิทธิภาพไปยังองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง เราจะทําอย่างไร
อันที่ ๔ เป้าหมายโดยสังเขปที่เรากําหนดไว้กว้าง ๆ ว่า ถ้าการปฏิรูปนี้ เดินหน้าไปข้างหน้าได้ ตัวเบนช์มาร์กที่สําคัญควรจะคํานึงถึงตัวอะไรบ้าง เราจะมองถึง ๔ เรื่องนี้
เพื่อให้เห็นภาพเรื่องนี้นะครับ เราได้เข้าไปสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรต่าง ๆ ของรัฐที่ทําหน้าที่ให้บริการประชาชนบ้าง ทําหน้าที่ให้การผลิตสินค้าบ้างนะครับ เรามีองค์กรของรัฐที่รัฐจําเป็นจะต้องดูแลทั้งหมดประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าหน่วยน้อยใหญ่ ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับรัฐนี้ มีทั้งหมด ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าหน่วย ซึ่งใน ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าหน่วยนี้ ประกอบด้วยองค์การภาครัฐ ๕๖,๙๔๘ หน่วย ประกอบด้วย กรม จังหวัด กรมทุกกรม จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตํารวจ โรงพยาบาล ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เอามารวมนะครับ จํานวนนี้รวมกัน ๕๖,๐๐๐ โดยประมาณ ซึ่งใน ๕๖,๐๐๐ หน่วย ดังกล่าวนี้ ถ้าเราสามารถปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ประสิทธิภาพของรัฐก็จะเพิ่มสูงขึ้นมาก
อันที่ ๒ องค์การภาคเอกชนที่อยู่ในเงื่อนไขที่จะทําการปฏิรูปเพื่อนําไปสู่ ความเป็นเลิศได้นี้ ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์ มีประมาณ ๒,๑๕๐,๐๙๒ หน่วย ที่ ขึ้นกับกระทรวงพาณิชย์ จดทะเบียนไว้แล้ว ถ้าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่สามารถผลิตสินค้า และบริการแข่งขันกับประเทศอื่นได้ หรือทําการบริหารจัดการตัวเองให้มีประสิทธิภาพได้ เราก็คาดหวังว่าประเทศก็จะมีประสิทธิภาพ ทรัพยากรของชาติก็จะถูกใช้ไปอย่างเหมาะสม ที่สุดอัตราความเจริญเติบโตของประเทศก็จะสูงขึ้น เราศึกษาครับ เราศึกษาว่าตัวเลข ประสิทธิภาพมันจะช่วยทําให้เกิดการขยายตัวทางจีดีพีถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องลงทุน เพิ่มเติมอะไรเลย แต่ขอให้คุณทําให้มีประสิทธิภาพ มีข้อมูลเชิงวิชาการที่เชื่อถือได้แล้วมี ข้อมูลของต่างประเทศที่เชื่อถือได้ แต่ประเทศไทยเราไม่เคยนําข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาเลย ซึ่งคิดว่าในการปฏิรูปเที่ยวนี้เราพยายามที่จะรวบรวมศึกษาข้อมูลแล้วก็ทําเป็นเอกสารฝากไว้ กับสภา รัฐวิสาหกิจเรามีทั้งหมด ๕๕ หน่วยนะครับ รัฐวิสาหกิจของเราได้อํานาจผูกขาด จากรัฐ แล้วก็ไปดําเนินการกิจการของเราค่อนข้างจะแสวงหากําไร รัฐวิสาหกิจของเรา แต่ผลประเมินของเซ็ปปา (SAPPA) เซ็ปปานี้คือหน่วยที่ตั้งขึ้นมาเป็นฐานประเมินของ รัฐวิสาหกิจเอง อยู่ในระดับที่พึงพอใจไม่กี่รัฐวิสาหกิจครับ เพราะฉะนั้นรัฐวิสาหกิจก็ควร จะอยู่ในเงื่อนไขของการปฏิรูปด้วย แล้วรัฐวิสาหกิจจะสร้างความอยู่ดีกินดีให้ประชาชน ถ้าสมมุติว่าไฟฟ้าหรือน้ําประปาทํางานไม่มีประสิทธิภาพ คิดต้นทุนต่อหน่วยแล้ว ควรจะไม่ ขาดทุน แต่มาเก็บสตางค์จากประชาชนด้วยจะใช้อํานาจผูกขาดนี้มันไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตนี่เราต้องมีตัวเลข มีข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่ารัฐวิสาหกิจเหล่านี้ หน่วยงานเหล่านี้คุณได้ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือยังนะครับตัวเลขที่เราสนใจ อยากจะทํามากที่สุดนะครับ แต่ว่าทํายากที่สุดคือวิสาหกิจชุมชนหรือวิสาหกิจสังคม ที่เราเคยพูดในสภาผมก็เอาเอกสารนี้ไปประกอบการทํางาน ที่เราไม่อยากจะทําตัวนี้ที่จริง ถ้าเลือกได้ไม่อยากทําเพราะว่ามันยากที่สุด แล้วมากที่สุด เหนื่อยที่สุด ถ้าจะทําตัวนี้แต่ก็ต้อง ทําครับ เพราะว่าวิสาหกิจชุมชนนี่มันเป็นธุรกิจเป็นผลประโยชน์ของผู้ที่มีฐานะทางสังคม คือ คนที่มีเงินน้อยเป็นธุรกิจของชาวบ้าน และผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นรัฐควรจะให้ไพรออริตี (Priority) กับเรื่องนี้ เราจึงนําเอาวิสาหกิจชุมชนเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในเงื่อนไขการปฏิรูปนะครับ ทั้งหมดนี้คือองค์กรเป้าหมายที่เราต้องการปฏิรูป ทีนี้วิธีปฏิรูปเราจะปฏิรูปกันอย่างไรนะครับ ที่จริงโมเดล (Model) นี้มันเป็นโมเดลที่สร้าง ขึ้นมาโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ในทศวรรษ ๑๙๘๐ ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของอเมริกา ตกต่ําที่สุดช่วงหนึ่ง แล้วนําเอาโมเดลนี้มาใช้ สามารถปฏิรูปแก้ปัญหาของประเทศได้ แล้วก็เป็นต้นแบบนําไปยังประเทศอื่น ๆ ๖๐-๗๐ ประเทศอย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว โมเดลนี้ มองว่าปัญหาซึ่งมันมีมากมายหลากหลายนี่จุดรวมศูนย์ของปัญหาซึ่งเราเรียกว่าเลเวอเรจ พอยท์ (Leverage point) หรือจุดคานงัดมันอยู่ที่เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) ขององค์การ ถ้าคุณสามารถทําให้เพอร์ฟอร์แมนซ์ขององค์การมันดีนะครับ ดี ปัญหาต่าง ๆ ก็ถูกแก้ไข โดยตัวมัน แล้วผู้ที่เข้าใจปัญหาองค์การดีไม่ใช่พวกผู้บริหารระดับชาตินะครับ คือผู้บริหาร ระดับองค์การ เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ปัญหาและแนวทางการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน เราใช้โมเดลดังในภาพนะครับ โมเดลดังในภาพนี่มันมีอยู่ ๗ เรื่องที่สําคัญ ๆ
อันที่ ๑ ก็คือภาวะการนําองค์การจะพูดว่าเรื่องลีดเดอร์ชิพ (Leadership) ก็ได้ ในโมเดลนี้ถือว่าองค์การใดที่ไม่มีภาวการณ์นําที่ไม่ดี นี่ประสิทธิภาพเกิดขึ้นยากครับ เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาภาวะการนําทั้งระดับตัวผู้นําและระดับองค์การให้สําเร็จ
อันที่ ๒ โมเดลนี้อธิบายว่าการทําแผนยุทธศาสตร์ที่ดีที่ชาญฉลาด และนําแผนยุทธศาสตร์ไปใช้เพื่อให้เกิดมรรคเกิดผลเป็นเรื่องจําเป็น การบริหารไม่ใช่เรื่องทํา กันวันต่อวันอีกต่อไป แต่ต้องเป็นเรื่องที่มียุทธศาสตร์ ต้องสร้างทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วนําทางเลือกนั้นไปปฏิบัติให้เกิดมรรคเกิดผลได้ดีที่สุดนี่คือเรื่องที่ ๒
อันที่ ๓ การจัดทําบริการก็ดี หรือการผลิตสินค้าก็ดีนะครับ ถ้าผู้รับบริการ ไม่ได้รับบริการ และผู้ซื้อไม่ซื้อก็ขาดทุนนะครับ ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นความเข้าใจลูกค้า ความเข้าใจตลาด ความเข้าใจผู้รับบริการเป็นเรื่องใหญ่ครับ เป็นเรื่องใหญ่ ต้องทําตรงนี้ ให้มีประสิทธิภาพให้ได้
อันที่ ๔ การบริหารนี่จะต้องมีการวัด มีตัวชี้วัด มีการวิเคราะห์ แล้วก็ มีการจัดการความรู้ที่ดีรองรับ ถ้าเราวัดไม่ได้ เราบริหารไม่ได้ องค์การใดที่ระบบการวัดล้มเหลว องค์การนั้นบริหารแบบดําน้ํา สามารถจะสรุปได้เลย บริหารแบบดําน้ํา ขาดทิศทาง ขาดเป้าหมาย เพราะฉะนั้นต้องสร้างระบบการวัดที่ดีให้ได้และเมื่อวัดแล้วต้องมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับผล เปรียบเทียบกับปัญหาที่เกิด เปรียบเทียบกับคู่แข่ง แล้วมาสรุปประเด็นได้ ต้องสร้างเป็นองค์ความรู้เพื่อพัฒนาองค์การของตนเองขึ้นมาจากประสบการณ์ตรง ของตนเอง อันนี้เป็นเงื่อนไขที่สําคัญที่พูดไว้ในตัวโมเดลนะครับ
ประเด็นที่ ๕ การมุ่งเน้นบุคลากร เรื่องบุคลากรเราถือว่าเป็นเรื่องสําคัญที่สุด เป็นแฟคเตอร์ (Factor) ที่สําคัญมาก ๆ เพราะฉะนั้นเราถือว่าบุคลากรนี่เป็นทุนที่สําคัญ เพราะฉะนั้นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถสูง แล้วก็สามารถที่จะค้นหาวิธี ที่ชาญฉลาดในการจะไปแข่งขันกับองค์การอื่นได้เป็นเรื่องจําเป็นนี่ประเด็นที่ ๕
ประเด็นที่ ๖ กระบวนการจัดการในองค์ประกอบทั้งภายใน ภายนอก องค์การเป็นเรื่องจําเป็น
แล้วก็ประเด็นที่ ๗ เรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือผลลัพธ์ องค์การที่จะประสบ ความสําเร็จได้ แฟคเตอร์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ ที่ผ่านมาเป็นเพียงแฟคเตอร์ภายใน แต่แฟคเตอร์ที่ ๗ ถ้าคุณทําแล้วขาดทุน องค์การก็จะอยู่ไม่ได้ องค์การจะล้มละลาย เพราะฉะนั้นแฟคเตอร์ที่ ๗ ถือว่าเป็นแฟคเตอร์ที่สําคัญที่สุดนะครับ
ทีนี้สําหรับเป้าหมายในการพัฒนากลไกนะครับ ผมจะไปให้เร็วขึ้นนะครับ เพราะว่าท่านทั้งหลายจะได้มีเวลาอภิปรายมาก ๆ เราคิดว่ากลไกในส่วนของรัฐที่จําเป็น จะต้องพัฒนาขึ้นที่เราคิด เราวิเคราะห์ไว้แล้วหรือออกแบบไว้คร่าว ๆ แล้วมีอยู่ ๖-๗ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งชาติ ต้องเป็นโพลิซี (Policy) สําคัญของชาติต่อไปในอนาคต
เรื่องที่ ๒ เรื่องรีอินฟอร์สเมนท์ (Reinforcement) เรื่องรีอินฟอร์สเมนท์ เป็นเรื่องของการตั้งเงื่อนไข การตั้งเป้าหมาย แล้วก็ระบบการให้คุณให้โทษที่ถูกต้องชัดเจน จะต้องทําให้ชัด ต้องมีระบบประเมินผล ระบบกํากับดูแล แล้วก็ระบบเพิ่มประสิทธิภาพอยู่ ในส่วนนี้ด้วย
เรื่องที่ ๓ เรื่องประสิทธิภาพมันไปเชื่อมโยงกับนวัตกรรม เพราะขณะที่เราพัฒนา คู่แข่งเราก็พัฒนาไปเรื่อย ถ้าเราไม่มีครีเอทีฟ (Creative) ไม่มีอินโนเวทีฟ (Innovative) ใหม่ ๆ เราก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นองค์การจะต้องสร้างนวัตกรรม นวัตกรรม ไม่จําเป็นต้องเป็น ฮาร์ด อินโนเวชัน (Hard innovation) เป็นซอฟต์ อินโนเวชัน (Soft innovation) ก็ได้ เช่น วิธีการจัดการ วิธีการทางตลาด วิธีการอะไรต่าง ๆ วิธีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เราถือว่า ต้องบิวด์ อิน (Build in) เข้าไปในตัวองค์การนะครับ
แล้วก็ประการที่ ๕ ก็คือการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อเอื้ออํานวยในการ พัฒนาประสิทธิภาพ ปกติโดยหลักการระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุม พฤติกรรมคน แต่พฤติกรรมของคนในองค์การไม่เหมือนกันหรอกครับ บางทีคนหนึ่งเกะกะ เกเร คนเพียง ๒-๓ คน เกะกะเกเรเราออกระเบียบขึ้นมาว่าบังคับคน ๒-๓ คนนี้โดยอยู่ ภายใต้ฐานคติว่าคนอื่น ๆ ก็อาจจะปฏิบัติอย่างนี้ในอนาคต แต่ระเบียบกฎเกณฑ์ที่สร้าง ขึ้นมานั้นมันไปทําลายความคล่องตัวของคนอื่นอีกหลายคนที่ไม่มีพฤติกรรมอย่างนั้น ระเบียบกฎเกณฑ์มันเป็นเรื่องจําเป็นแต่ว่าการใช้ต้องระมัดระวัง เพราะฉะนั้นในเรื่อง การปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อให้เอื้ออํานวยต่อการพัฒนาประสิทธิภาพ เราวางไว้คร่าว ๆ อย่างนี้นะครับ เป็นเรื่องต้องพิจารณาว่าเราพอจะทําอย่างไรได้บ้างหรือไม่นะครับ
๓.๖ เป็นเรื่องสําคัญอันหนึ่งก็คือในประเทศที่ประสบความสําเร็จ การจัดสรร งบประมาณให้องค์การต่าง ๆ เขาจะให้ไพรออริตีกับองค์การที่มีประสิทธิภาพสูง สมมุติว่า เรามีการศึกษา เรามีสถาบันการศึกษาอยู่ ๑๐ แห่ง สมมุติว่าผลิตแพทย์ สถาบันการศึกษาที่ ๑ ผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพดีภายใต้ต้นทุนที่ต่ําที่สุด เพราะฉะนั้นสถาบันการศึกษาแพทย์ สถาบันที่ ๑ ควรจะได้ไพรออริตีในการจัดสรรงบประมาณ เขาใช้หลักเกณฑ์นี้ ของเราต่อไป ในอนาคตจะต้องศึกษาดูว่าพอจะนํามาใช้หรือไม่ แล้วอันสุดท้ายนี่ครับ ประเทศที่เขา ประสบความสําเร็จในเรื่องการจัดการเขามีอี กัฟเวิร์นเมนท์ (e-Government) ที่ออน ดีมานด์ (On demand) นั่นหมายความว่าผู้บริหารอยากจะรู้ว่าองค์การไหนมีประสิทธิภาพแค่ไหน เมื่อไร สามารถจะรู้ได้ทันทีเมื่อเขาต้องการในประเด็นอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นประเทศไทย ต้องทําเรื่องนี้อย่างเข้มข้นจริงจังถ้าอยากจะปรับปรุงประสิทธิภาพ แล้วคุ้มค่าแน่นอนนะครับ นี่คือเป้าหมายในการพัฒนากลไก ส่วนเป้าหมายในการยกระดับประสิทธิภาพ ตัวนี้เราตั้งไว้ก่อน เป็นตุ๊กตานะครับ ซึ่งก็คิดว่ายังหาตัวเลขไม่ได้ทั้งหมดมารองรับ แต่ก็พยายามจะหาต่อไป เช่นเราต้องการยกระดับธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจพอเพียงให้สูงขึ้น จะหาตัวอะไรมา เบนช์มาร์ก ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐเมื่อคิดเทียบจากจีดีพีเรามีตัวเลขเบนช์ มาร์กคือ ๓ ของเรานี่อยู่ที่ ๗ ซึ่งอันนี้มีตัวเลขให้เทียบนะครับ เพิ่มความสามารถด้านการ แข่งขันให้สูงขึ้น อันนี้เราอาจจะเบนช์มาร์กกับต่างประเทศได้ แล้วก็เพิ่มความสามารถในการ เข้าถึงบริการของประชาชน อันนี้เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ทุกวันนี้บริการที่ถึงมือประชาชน ไม่เท่าเทียมกันนะครับ อย่างบริการสาธารณสุขชัดเจนที่สุดเลย โรงพยาบาลดี ๆ อยู่ในเมือง ขณะที่โรงพยาบาลที่คุณภาพต่ําแล้วก็ไม่ค่อยทั่วถึงอยู่ในชนบทเป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้น ก็เกิดภาระกับคนชนบทที่ไม่สามารถจะเข้าถึงบริการที่ดีและจะเข้าถึงบริการแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลก็สูงขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องการเข้าถึงบริการไม่ว่า เป็นบริการด้านสุขอนามัย บริการเรื่องการศึกษา บริการด้านอื่น ๆ น่าจะได้รับการปรับปรุง แก้ไข คงต้องเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการกําหนดเป้าหมายเรื่องประสิทธิภาพของชาติจะปล่อย ให้ละเลยต่อไปไม่ได้
แล้วก็อันสุดท้ายระดับความพึงพอใจของประชาชนนี่สําคัญ ถ้าเราต้องการ ให้ประเทศชาติมีความมั่นคงประชาชนต้องรักประเทศ ถ้าประชาชนต้องรักประเทศนี่ ประชาชนก็จะได้รับ นอกจากจะได้รับความเป็นธรรมจากประเทศแล้วนี่ประชาชนจะต้อง พึงพอใจในบริการของประเทศด้วย ไม่ว่าเป็นกลุ่มไหน อย่างไร ถ้าเขาพึงพอใจในตัวรัฐ เขาก็จะจงรักภักดีต่อรัฐ เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องความมั่นคงก็จะไม่มี
สไลด์ที่ ๑๙ อันนี้ก็เป็นแนวทางการปฏิรูปซึ่งเราจะต้องหาองค์การ ที่มีประสิทธิภาพต่ํา เราเรียกว่าแอลพีโอ (LPO) แล้วก็ดําเนินการปฏิรูปโดย ๗ มิติอย่าง ที่ผมได้พูดได้กราบเรียนเมื่อตะกี้ไปสู่องค์การที่มีประสิทธิภาพสูง อันนี้คือตัวรูปฟิกเกอร์ (Figure) ที่ชี้ให้เห็นง่าย ๆ ว่าเรากําลังจะทําอะไร
ทีนี้ประเด็นการปฏิรูป เรามองว่าอินพุท (Input) ของเราคือองค์การของรัฐที่ เป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนหรือภาควิสาหกิจชุมชน หรือภาควิสาหกิจ ก็ตาม อันนี้เป็นองค์การเป้าหมายที่จะต้องถูกขึ้นทะเบียนเพื่อการปฏิรูปนะครับ แล้วอันที่ ๒ กระบวนการก็คือกระบวนการปฏิรูปซึ่งเราจะมีกลไกต่าง ๆ ทั้งส่วนของรัฐแล้วก็ส่วนของ องค์การเองจะดําเนินการเรื่องนี้ เป้าหมายที่เราคาดหวังก็คือตัวเอาท์พุทก็คือประสิทธิภาพ และคุณภาพองค์การภาครัฐที่เป็นเป้าหมาย เราคาดหวังว่าสูงขึ้นภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี ก็สุดแท้แต่ แต่ต้องได้ในระดับหนึ่ง แล้วก็อัลติเมท เอาท์คัม (Ultimate outcome) ที่เราอยากจะได้ ก็คือสนองเป้าหมายของรัฐไม่ว่าเรื่องความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน หรือสนองความต้องการ ของประชาชนก็ตาม ต้องอธิบายได้ด้วยโมเดลนี้ ต้องอธิบายได้นะครับ
ทีนี้มาถึงเรื่องของคอนเซพชวล ดีไซน์ (Conceptual Design) คอนเซพชวล ดีไซน์ อันนี้เราพยายามเขียนให้เห็นภาพโดยรวม ๆ ว่ากรอบโดยรวมของเรื่องนี้เราทําอะไร เรามีวงกลมอยู่ ๓ วง วงในสุด วงกลางและวงนอก วงทั้ง ๓ วงนี้เชื่อมต่อกันด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้เกิด โดยวงในสุดเป็นวงที่ต้องการเน้นการปฏิรูปผลการดําเนินงานขององค์กรเป้าหมายทั้ง ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าองค์กรดังที่ได้กราบเรียนเมื่อกี้แล้ว ต้องการเน้นอันนี้จะทําสําเร็จแค่ไหน เพียงใดนั้น ขึ้นกับความเอาจริงเอาจังของรัฐ แต่ของเราต้องทําเครื่องมือไว้ให้ เช่น ต้องดูเรื่องกฎหมาย ดูเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่จะเป็นกลไกรองรับเพื่อการปฏิรูปเรื่องนี้ ถ้าหากว่าวงในสุดคือองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นองค์กรเป้าหมายทํางานสัมฤทธิผล แน่นอนองค์การเหล่านี้ก็ทํางานคุ้มค่าและนําไปสู่ความมั่งคั่ง ของรัฐได้ แล้วก็นําไปสู่ความพึงพอใจของประชาชนได้ นําไปสู่ความสามารถในการแข่งขันได้
ทีนี้การทํางานขององค์กรเหล่านี้ต้องเอาเงื่อนไขของรัฐไปประกอบด้วย คือเวลาเราจะวัดผลลัพธ์ของเขา เราเอาเป้าหมายของรัฐไปเป็นตัววัดด้วย ถ้าเขาไม่ทํา ตามเป้าหมายของรัฐเขาก็จะได้คะแนนต่ํานะครับ เป้าหมายของรัฐที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือในสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา เราพูดกันถึงเรื่องธรรมาภิบาล เราพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง ที่ผ่านมาเราพูดกันเยอะ แต่แนวทางการปฏิบัติเราไม่ค่อยจะชัดเจนเท่าไร คณะอนุกรรมาธิการคิดว่าจะต้องทําเรื่องนี้ให้ชัดเจน ธรรมาภิบาลของรัฐจะวัดกันอย่างไร แล้วก็เศรษฐกิจพอเพียงจะมีตัวชี้วัดอะไรบ้าง เราจะทําเรื่องนี้ให้ชัดเจน ส่วนเรื่องการพัฒนา ประสิทธิภาพและคุณภาพเราเกิดขึ้นจากตัวเนื้อในขององค์กรแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาลที่มาบริหารราชการแผ่นดินจะต้องดําเนินการตามกลไกนี้ ส่วนวงกลมนอกสุดเราถือ ว่าเป็นวงของชาติ ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน แล้วมีเป้าหมาย เพื่อความมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืนดังกล่าวนะครับ
ทีนี้สไลด์สุดท้ายจะคอมเพลกซ์ (Complex) นิดหนึ่งนะครับ ถ้าหากว่า ท่านมองไม่เห็นกรุณาเปิดดูเอกสารหน้า ๑๑ นี่คือกลไกและกระบวนการที่เราจะปรับปรุง ไปสู่ความเป็นเลิศ ในเอกสารที่ผมแจกเป็นเอกสารที่เขียนนะครับ มีคอนเทนท์ (Content) อยู่ข้างใน ก็จะเขียนอธิบายแต่ละกลไกไว้นะครับ ถ้าท่านสนใจดู ท่านอ่านควบคู่ไปก็ได้
เราเริ่มจากต้องการจะปฏิรูปองค์กรที่มีประสิทธิภาพต่ําให้กลายเป็นองค์กรที่ มีประสิทธิภาพสูง กลไกที่เราจะต้องสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปในระดับรัฐบาล ในระดับรัฐหรือระดับการบริหารราชการแผ่นดิน
อันที่ ๑ ต้องมีกลไกที่เราเรียกว่ารีอินฟอร์สเมนท์รีอินฟอร์สเมนท์ถ้าแปล เป็นภาษาไทยเราแปลว่าการเสริมพลัง กลไกตรงนี้ก็เป็นหลักการง่าย ๆ ครับ ๑. ต้องกําหนด เป้าหมายที่คาดหมายให้ชัดเจน ๒. ระบบการให้คุณให้โทษของรัฐ คือรีวอร์ด แอนด์ พันอิชเมนท์ (Reward and Punishment) ต่อไปในอนาคตต้องทําให้ถูก แล้วคํานึงถึงระดับเป้าหมาย และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ต้องการ ต้องคํานึงถึงตรงนี้ให้ชัดเจน แล้วอันที่ ๓ ต้องมีวิธีการปฏิบัติ อย่างเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ นั่นหมายความว่าองค์การที่จะได้โบนัส องค์การที่จะได้พริวิเลจ (Privilege) ในบางเรื่อง ต้องเป็นองค์การที่เอาประสิทธิภาพและคุณภาพของตัวเองมาแลก ต้องเป็นอย่างนี้นะครับ
อันที่ ๒ ในบล็อก (Block) ที่ ๒ ถัดลงมาเราบอกว่าต้องมีอี กัฟเวิร์นเมนท์ คือจะต้องมีระบบสารสนเทศของประเทศที่ดีที่ถูกต้องเชื่อถือได้ และที่สําคัญคือต้อง ออน ดีมานด์ (On demand) ผมคิดว่าอันนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลมีอยู่แล้ว แต่จะทําสําเร็จ แค่ไหน ได้อย่างไรนั้นต้องดูกันต่อไป ในความคิดของอนุกรรมาธิการเราไม่ค่อยกังวล ถึงเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรอกครับ เรากังวลว่าจะพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software) กันอย่างไร จึงจะได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องนะครับ อันนี้ต้องใช้ความรู้ความสามารถมาก เพราะฉะนั้นเราคิดว่าความรู้ความสามารถตรงนี้อย่างเดียวไม่พอต้องได้รับความร่วมมือกับ องค์กรผู้ปฏิบัติด้วย จึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และหน่วยงานใดในอนาคต ถ้าหากว่าให้ข้อมูล ที่ผิดพลาดบิดเบือนจะต้องถูกแซงชัน (Sanction) ในระดับที่เหมาะสมนะครับ
ส่วนที่ ๓ บล็อกอันใหญ่นั้นก็คือถ้าเรามีตรงนี้แล้วเราต้องเข้าสู่กระบวนการ ปรับปรุงงานของตัวเองอย่างต่อเนื่องเราเรียกว่า เซล์ฟ คอนตินิวอัส อิมพรูฟเมนท์ (Self-continuous improvement) ขององค์กรเหล่านั้น ซึ่งในการปรับปรุงตัวเองดังกล่าว เพื่อจะยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น แรงจูงใจที่สําคัญก็คือรางวัลที่เขาจะได้รับจากรัฐ หรือได้รับจากลูกค้าก็ตามนะครับ สิ่งที่เขาจะต้องทําคือ
๑. ต้องมีการจัดระบบการวัดในมิติทั้ง ๗ ให้ชัดเจน ต้องมีเกณฑ์ แล้วก็ มีตัวชี้วัด แล้วก็ต้องมีการจัดทํามาตรฐาน ในเปเปอร์ที่แจกไปนี้เราก็ไปดูตัวอย่างจากประเทศ อื่น ๆ ว่าเขาทําอย่างไรบ้าง เราก็นํามาพิจารณาว่าของเราน่าจะมีมาตรฐานประมาณนี้ แล้วก็สิ่งที่เสนอไว้ในเปเปอร์นี้ยังแก้ไขปรับปรุงได้ทั้งสิ้นนะครับ ทีนี้การปรับปรุงงาน ของตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่ใช่ทําแบบลองผิดลองถูก ต้องทําแบบมีหลักวิชา เพราะฉะนั้นเราก็ จะมีกลไกอีกกลไกหนึ่งที่เขาเรียกว่า หมอองค์การ คําว่า หมอองค์การ เรามองว่าองค์การ ที่ด้อยประสิทธิภาพเหมือนกับองค์การที่ป่วย จําเป็นต้องรักษา คําว่า หมอองค์การ ในที่นี้ก็หมายถึงผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ทางวิชาการ แล้วก็มีประสบการณ์อย่างเพียงพอ ในแต่ละเรื่องเพื่อเข้าไปช่วยเหลือองค์การนั้น พัฒนาประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนา โรงพยาบาลให้เกิดประสิทธิภาพต้องเอาคนที่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารโรงพยาบาล เข้าไปช่วย การจะพัฒนาการศึกษาให้มีประสิทธิภาพต้องมีความรู้ทางด้านการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นหมอองค์การนี่จะเป็นเครื่องมือสําคัญที่รัฐจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้าไปช่วย หน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการนะครับ เสร็จแล้วเราต้องมีระบบประเมินผลที่เชื่อถือได้นะครับ ถ้าผลการประเมิน ไม่ดีต้องกลับไปปรับปรุงใหม่นะครับ แต่ถ้าผลการประเมินดีเขาก็จะได้รับ รางวัล การได้รับรางวัลนั้นเราก็คงจะต้องคิดเกณฑ์การให้รางวัลให้เหมาะสมกันต่อไปนะครับ ทีนี้สําหรับการจัดมาตรฐานผมอยากจะกราบเรียนสักนิดหนึ่งภายใต้เงื่อนไขที่เราคิด เราคิด ว่าองค์กรของรัฐทั้งหมดที่ขาดทุน ไม่คุ้มค่า ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อไป องค์การเหล่านี้จะต้อง ถูกประเมินโดยการบังคับ แล้วจะต้องรีเอ็นจิเนียร์ ถ้าไม่รีเอ็นจิเนียร์จะต้องยุบ เมื่อยุบไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้ไพรเวไทซ์ (Privatize) ไป เพราะฉะนั้นบุคลากรที่อยู่ในองค์การประเภทนี้ ถ้าไม่พัฒนาตัวเองรัฐจะเลิกจ้าง ก็ถือว่าเป็นความชอบธรรมของรัฐ ถือว่าเป็นความชอบธรรม ของรัฐนะครับ
สําหรับมาตรฐานอีกระดับหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า มาตรฐานมูลฐาน ซึ่งขณะนี้ ก.พ.ร. เขาก็ทําระดับนี้ แต่ ก.พ.ร. เพิ่งเริ่มทําอาจจะไปยังไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไร คือเป็น มาตรฐานที่พอจะยอมรับได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่า
แล้วก็มาตรฐานตัวสุดท้ายคือมาตรฐานความเป็นเลิศ มาตรฐานตัวนี้เราใช้ เพื่อจะยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่การแข่งขันที่มีความเป็นเลิศ หน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ควรจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความเป็นเลิศ เช่น กระทรวงการคลัง กรมศุลกากรก็ดี กรมสรรพากรก็ดี หลาย ๆ กรม ควรจะถูกกําหนดเป็นเป้าว่าต้องอยู่ในมาตรฐานความเป็นเลิศ เหมือนกับอารยประเทศเหมือนประเทศที่ประสบความสําเร็จ หน่วยงานเหล่านี้ถูกเพ่งเล็งว่า คุณจะต้องอยู่ในมาตรฐานนี้นะ องค์กรเอกชนที่เป็นเป้าหมายที่เป็นเครื่องมือสําคัญในการ แข่งขันจะถูกจับตาเพื่อจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้ไปสู่ความเป็นเลิศ เพราะฉะนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนั้น ไม่ใช่เป็นความร่วมมือที่จะมาขอลดภาษี ไม่ใช่เป็นความร่วมมือที่จะมาขอสิทธิพิเศษนะครับ ไม่ควรจะเป็นความร่วมมือประเภท อย่างนั้นอีกต่อไป หรือมีได้แต่ว่าไม่ใช่เป็นหลัก แต่ส่วนที่เป็นหลักก็คือร่วมมือกัน พัฒนาประสิทธิภาพ เพื่อจะผลักดันให้องค์กรเหล่านั้นไปสู่การแข่งขันระดับอินเตอร์ (Inter) ระดับนานาชาติ คือถ้าเป็นอย่างนี้ได้องค์กรของรัฐเหล่านี้หรือองค์กรทั้งภาคเอกชนเหล่านี้ ก็จะมีประสิทธิภาพ เมื่อมีประสิทธิภาพความสําเร็จนี้ก็เป็นเจ้าขององค์การเอง เป็นผู้ปฏิบัติงานในองค์การแล้วก็เป็นของรัฐด้วย ผมขอจบการนําเสนอเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ