สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๓ · ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘

เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล หารือเรื่องการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการในพื้นที่และข้าราชการที่สังกัดส่วนกลาง และเสนอแนะการปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลเพื่อให้การประเมินผลงานและความก้าวหน้าของข้าราชการเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม

นายเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล จังหวัดปราจีนบุรี จากการที่ได้รับฟังคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้กรุณาเรียนชี้แจงให้กับทางสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับฟังตรงนี้ไปแล้วนะครับ ก็ดูจากโปรไฟล์ (Profile) ของคณะกรรมาธิการ ก็ปรากฏว่าหลาย ๆ ท่านส่วนใหญ่แล้วก็จะเดินอยู่บนพรม แต่ยังดีครับที่ท่านได้กรุณาก้มหน้าลงมองดิน แล้วก็ผสมผสานบูรณาการกับทางท่านที่เติบโต เกิดมาจากดิน กินอยู่รู้สุขรู้ทุกข์ของชาวบ้านมาผสมผสาน มาบูรณาการ เพราะฉะนั้นรายงาน ฉบับนี้ทั้ง ๒ วาระ ไม่ว่าจะเป็นวาระที่ ๓ หรือวาระที่ ๕ นั้น ค่อนข้างจะผสมกลมกลืน แล้วก็ดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ก็ต้องขอชื่นชมตรงนี้ ไว้ส่วนหนึ่งนะครับ

ประเด็นที่พี่น้องชาวบ้านผมถามมานะครับว่า ๑๓ ปีที่ผ่านมานี้นั้นท่านเอา ประมง เอาสรรพสามิต เอาปศุสัตว์ของเขาไปไว้ที่ไหน เพราะเวลาที่หมูเห็ดเป็ดไก่ วัวควาย เจ็บไข้ได้ป่วย เขาจะต้องเดินทางไปถึงสํานักงานปศุสัตว์จังหวัดซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัด ในขณะที่ในพื้นที่ของอําเภอไม่มีเลย กุ้งหอยปูปลาตายหรือลอยหัว เขาก็จะต้องเดินทางไปที่ จังหวัดเช่นเดียวกันครับ ในพื้นที่ที่มีป่าไม้ มีการบุกรุกหรือไม่บุกรุก หรือมีการสับสนระหว่าง จะบุกรุกหรือไม่บุกรุก เป็นที่ป่าหรือไม่ใช่ที่ป่า อย่างไรก็ตามก็ต้องเดินทางมาที่จังหวัด สิ่งเหล่านี้นั้นเขาถาม พี่น้องถามว่า ๑๓ ปีที่ผ่านมา เขาจะต้องเดินทางมาถึงขนาดนี้เชียวหรือ มาที่จังหวัด แทนที่จะให้การบริการกับประชาชนในพื้นที่ นี่คือสิ่งที่เขาถามมา เพราะฉะนั้น จึงสอดคล้องกับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินในครั้งนี้ สังเกตดูจากการปฏิรูป ซึ่งจะมีข้าราชการประมาณ ๒,๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะรวบรวมและควบรวม ไปถึงทุกกระทรวง ทบวง กรม แต่ผมไม่แน่ใจว่าการปฏิรูประบบบริหารราชการตรงนี้จะแตะ ไปถึงกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงยุติธรรมในส่วนของศาลบ้างหรือเปล่า ผมว่าบางเรื่อง ก็น่าจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ จะได้เกิดมาตรฐานและเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน สําหรับโครงสร้างที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอนั้นผมเห็นว่าถูกต้องดีแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น สําหรับส่วนกลางซึ่งเพิ่มงอก ออกมาแล้วก็เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดในส่วนของภูมิภาคเป็นพันหน่วย ตรงนี้ก็ควร จะต้องไม่ลด ไม่เลิก ก็คงจะต้องยุบ แล้วก็ควบรวมเข้ามาอยู่ในส่วนของภูมิภาคกันเถอะครับ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าผมได้คุยกับพี่น้องที่เป็นข้าราชการส่วนกลางแต่ไปอยู่ในภูมิภาค ในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา เขายังมีครับ เขาบอกว่าเป็นข้าราชการที่อยู่ในภูมิภาค แต่สังกัด ส่วนกลางนี้ พอเวลาพิจารณาขณะนี้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ เมื่อก่อนนี้คิดเป็นขั้น ขั้นครึ่ง และ ๒ ขั้น อันนี้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์นี้ส่วนกลางเอาไปรับประทานหมด เขาบอกอย่านั้นนะครับ แต่ส่วนที่อยู่ทํางานในภูมิภาคเหมือนกับเป็นข้าวนอกนา เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเกิดความเหลื่อมล้ํา เขาบอกว่าขอกลับไปอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด ขอกลับไปอยู่กับภูมิภาคเหมือนเดิม ไปอยู่กับ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดที่เรียกว่าจังหวัดเหมือนเดิมบ้างได้ไหมครับ นั่นคือส่วนหนึ่ง ในส่วนเรื่องของการบริหารงานบุคคล ก.พ. เองขณะนี้เน้นในเรื่องของอาวุโสเป็นอันดับแรก ซึ่งก็ถูกต้องละครับ เพราะว่าความอาวุโสของระบบราชการก็คงจะต้องมี แต่มิใช่เน้นเป็น อันดับที่ ๑ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเกิดปัญหาคือแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน ผลงานไม่ต้องมี ความดีไม่ต้องปรากฏ ทําหน้าซื่อ ๆ ตาใส ๆ ประเดี๋ยวก็ได้ขั้น ประเดี๋ยวก็ได้ตําแหน่ง เพราะถือว่าไม่มีพิษไม่มีภัย ส่วนพวกที่ขยันตั้งใจทํางานอาจจะล้มบาดเจ็บแล้วก็ล้มหายตายจาก ไปเองนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าในเรื่องของระบบการบริหารงานบุคคลตรงนี้ น่าจะต้องใช้ระบบคุณธรรมที่ชัดเจน และมิใช่อยู่ในระดับของปลัดกระทรวงลงมาเท่านั้น น่าจะต้องจากพื้นฐานจากรากฐานข้างล่างขึ้นมาเลย ผมยกตัวอย่างเมื่อตอนที่พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญ เรามีการพิจารณาได้นําเสนอไปแล้วว่าควรจะเริ่มมาจากข้าราชการระดับเบื้องล่าง สมมุติว่าเข้าเส้นสตาร์ท (Start) เหมือนกัน ๑๐๐ คนแรกนี่พอถึง ๑ ปีทุกคนจะต้องรู้แรงค์กิง (Ranking) ของตัวเองว่าอยู่ลําดับที่เท่าไร ไม่ว่าจะเป็นลําดับที่ ๑ หรือลําดับที่ ๑๐๐ ปีต่อไป ก็ต้องลําดับต่าง ๆ เพราะพวกนี้จะต้องขยับ เพราะมีคณะกรรมการพิจารณา มีหลักเกณฑ์ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ถ้าสมมุติว่าข้าราชการซึ่งทํางานอยู่กับพี่น้องประชาชนก็เอาหลักเกณฑ์ ของตัวชี้วัดประเมินกัน ๓๖๐ องศาเลยครับ ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน พี่น้อง ประชาชน วัดวาอาราม โรงเรียนต่าง ๆ มาพิจารณาให้คะแนนกันตรงนี้แล้วก็จัดลําดับ ขณะนี้ท่านประธานครับ มีปัญหาอย่างบางกรม มีนายอําเภอแหวนเพชร ปลัดแหวนทอง ปรากฏว่าเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เพราะไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นผลงาน เป็นเรื่อง ที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทและตั้งใจมาเอามาเป็นตัวชี้วัดในการทํางาน แทนที่นายอําเภอแหวนเพชร จะได้มีโอกาสขึ้นไปเป็นปลัดจังหวัดโดยเร็วที่สุด เพราะเนื่องจากทุ่มเท มีการประเมิน มีการชี้วัด มาจากพี่น้องประชาชน ประเมินกัน ๓๖๐ องศาแล้ว แต่ปรากฏว่ามิได้มีประโยชน์อะไรเลยครับ สุดท้ายก็เกษียณในตําแหน่งนายอําเภอนะครับ ผู้ที่ทํางานรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มา ตลอดเวลาก็ไม่ได้มีผลงานอะไรที่เกิดขึ้น แล้วก็เป็นมรรคผลสําหรับที่จะก้าวเข้าสู่ ความก้าวหน้า บางคนรับราชการในระยะเวลา ๒๔ ปีได้ ๒ ขั้นถึง ๑๕ ครั้ง ๑๖ ครั้งก็ไม่ได้ เกิดประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านี้ครับทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ควรจะจัดปฏิรูปตรงจุดนี้แล้วก็สร้างหลักเกณฑ์ สร้างตัวชี้วัดตรงจุดนี้ขึ้นมาให้เป็นมาตรฐาน ว่ามีตัวชี้วัดอย่างนี้แล้ว สิ่งที่ทําไปพอถึงปีมีการขยับอันดับขึ้นมา คนที่อยู่ในระดับ ๑๐๐ สมมุตินะครับ คนที่อยู่อันดับที่ ๑๐๐ สามารถที่จะก้าวเข้าไปสู่เป็นในอันดับ ๑ ได้ถ้าเขามี ความทุ่มเทแล้วก็ทํางานด้วยสุดชีวิตจิตใจ ลําดับต่าง ๆ เหล่านี้ครับ แล้วสมมุติอย่างโรงเรียน นายอําเภออย่างนี้ ถ้าสมมุติว่าปลัดอําเภอ ๑๐๐ คน ๑๐๐ คนนี่จัดแรงค์กิงขึ้นมาแล้ว สมมุติว่า ๑-๒๐ ที่จะต้องเข้าโรงเรียนนายอําเภอ คนที่อยู่อันดับที่ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ในปีต่อไป ถ้าคิดว่าปีหน้าเขาจะเข้าโรงเรียนนายอําเภอเขาจะต้องพยายามทํางานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อที่ เขาจะได้อยู่ในลําดับภายใน ๑-๒๐ แล้วก็เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนตรงนี้ว่า ๑-๒๐ พอถึงปีต่อไป ก็ยกทั้งชุดนี้เข้าโรงเรียนนายอําเภอนะครับ ซึ่งอันนี้ผมเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงกันกับ ส่วนราชการอื่นก็เช่นเดียวกันจะได้ไม่ต้องเกิดการวิ่งเต้นเข้าไปหานักการเมือง ไม่ต้องวิ่งไปหา ผู้หลักผู้ใหญ่ว่าจะต้องสร้างความหนักใจว่าเด็กของคนนั้น เด็กของคนนี้ ซึ่งมันเป็นวัฒนธรรม ภายใต้บริบทของสังคมไทยอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องมีการล็อบบี (Lobby) มีการวิ่งเต้นกัน แล้วก็สุดท้ายมาก็คือมีการทุจริตในเรื่องของการสอบ ในเรื่องของการเรียกรับเงิน ในเรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น คือสิ่งเหล่านี้แทนที่ข้าราชการจะวิ่งเข้าไปหาประชาชน ไปยึดโยงอยู่กับประชาชน แต่กลับไปยึดโยงอยู่กับนักการเมือง ซึ่งผลที่ออกมาก็จะเป็นอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นขออีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ในเรื่องของงบประมาณก็เช่นเดียวกัน