สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๓ · ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หารือเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ โดยเน้นการบริหารงานแบบแบ่งปันความรับผิดชอบ การบูรณาการงาน เงิน และคนในแต่ละระดับ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ขอให้ความเห็นเพิ่มเติมกับการทํางานของคณะกรรมาธิการนะครับ ในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างของภาครัฐในวาระนี้นะครับ ผมเห็นว่าสิ่งที่ น่าจะเน้นให้เป็นบริบทที่จะนําไปสู่การทําให้เกิดการปฏิรูปที่รัดกุม แล้วก็เท่าทันต่อเหตุการณ์ โลกมากขึ้น ก็คือว่าเราต้องยอมรับว่ารัฐไทยเราเวลานี้เราอยู่ในโลกที่มันมีความแปรปรวน ความไม่แน่นอนสูงมาก โดยเฉพาะทั้งทางด้านของเศรษฐกิจ การทหาร ความขัดแย้งต่าง ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาในรอบ ๒๐ ปีนี้ความเป็นรัฐของเราในวิธีคิดแบบเดิม คือรัฐแบบรัฐชาติมันคลายลง แต่เราถูกกดดันให้ปรับบทบาทของรัฐเป็นรัฐในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งการเป็นรัฐยุทธศาสตร์นั้นมันหมายถึงทั้งการปรับตัวให้เท่าทันกับแรงกดดันภายนอก ขณะเดียวกันภายในนั้นเรามีความหลากหลายของกลุ่มคน ความต้องการ ก็ต้องทํายุทธศาสตร์ ทําบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มคนต่าง ๆ จึงจะอยู่ร่วมกันอย่างบูรณาการ ปรองดองกันได้ตามที่รัฐธรรมนูญเราหรือเหตุการณ์บ้านเมืองเรากําลังชี้นําไปในทิศทางนั้น เพราะฉะนั้นหัวใจในการบริหารงานภาครัฐสมัยใหม่อันหนึ่งที่ต้องเน้น ก็คือการบริหารงาน แบบแบ่งปันความรับผิดชอบซึ่งก็ได้มีการพูดถึงบ้างแล้ว แต่ว่าอาจจะยังไม่ค่อยชัดเจน ในความหมายที่ผมอยากจะเรียน เราต้องยอมรับว่าความหมายของรัฐ รูปแบบ การบริหาร สาระ มันเปลี่ยนไป ต้องปรับให้ทันกับความต้องการของกลุ่มต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ อยากจะอภิปรายตรงนี้ก็คือว่าแล้วเราจะปฏิรูปโครงสร้างต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า มันมีประสิทธิภาพของภาครัฐเพิ่มขึ้นหรือไม่ ประสิทธิภาพในความหมายของความมีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มทุน แล้วก็ประสิทธิผลในแง่การตอบสนอง ผมมีเวลาไม่มาก ผมอยากจะเน้นตรงนี้ ว่าสิ่งที่เรามีปัญหามาโดยตลอด ก็คือถ้ามองประสิทธิภาพในแง่หนึ่งที่เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข ก็คือเอกภาพของการบริหารงานในทุกระดับกับเรื่องของความสามารถในการบูรณาการ งาน เงิน ในแต่ละระดับรวมทั้งคนด้วยนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอยากจะให้คณะกรรมาธิการนี้ ลองพิจารณาว่าเราจะสร้างประสิทธิภาพในระดับชาติ ในระดับจังหวัด ในระดับท้องถิ่น และในระดับภาคซึ่งผมจะเสนอเพิ่มอย่างไร โดยมีหัวใจก็คือว่าให้มีเอกภาพในการที่จะ แก้ปัญหาให้ได้ผลสําเร็จจริง ๆ กับสามารถระดมพลังทั้งเงิน ทั้งแรง ทั้งปัญญาความรู้ได้ จริง ๆ ในแต่ละระดับ ขอเริ่มในส่วนบนก่อนนะครับ ในระดับประเทศทุกวันนี้เรามีอุปสรรค อย่างหนึ่งก็คือความที่เราเป็น ๒๐ กระทรวง แล้วก็มีรัฐวิสาหกิจ มีหน่วยงานอื่น ๆ อีกเยอะแยะ การบูรณาการกันของฝ่ายการเมือง รัฐบาลนั้นยากยิ่งแทบจะทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พอจะช่วยได้ในส่วนของกลไกภาครัฐตรงนี้ก็คือการมี ครม. ครม. ก็เหมือนกับคณะกรรมการบริหารบริษัท การมีกลไกเพิ่มที่ผมใช้คําว่าเป็นกลไกในลักษณะ ที่ว่าเป็นหน่วยที่มาช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เป็นหน่วยประจํา มาจากหลายส่วน กระทรวง ต่าง ๆ ทุกกระทรวงมาร่วมกันเป็นกลุ่มทํางาน ช่วยเสนอแนะแนวทางเลือกที่มีหลักวิชา มีข้อมูลให้ฝ่ายการเมืองไปตัดสินใจด้วยความรอบคอบ อันนี้เรายังไม่ได้ทํากันเป็นเรื่องเป็นราว กลไกนี้ควรจะสร้างขึ้นมา ส่วนรายละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที แต่ว่าเป็นกลไกที่จะเสริมให้เกิดการบูรณาการได้จริง ๆ มิใช่มีแต่การประชุมของกรรมการกลั่นกรอง ของสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีในทุกวันอังคาร หรือวาระพิเศษอันนั้นไม่พอ ในระดับเช่นเดียวกันควรจะปรับเป็นการบริหารงาน ในคณะกรรมการได้แล้ว ปรับโครงสร้างกรมการจังหวัดให้มีภาคส่วนอื่นเกี่ยวข้องทั้งเอกชน ทั้งตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นนายก อบจ. นายกรัฐมนตรีเทศบาล ทั้งหลายก็เลือกกันเข้ามามาทํางานในลักษณะเป็นกรรมการบริหารแล้วมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเหมือนกับผู้รับผิดชอบหลักที่จะดูแล แล้วในระดับท้องถิ่นเองก็ต้องแปลงให้มี กรรมการบริหารยุทธศาสตร์ของท้องถิ่นโดยมีนายก อบจ. เป็นผู้รับไปทํา แล้วก็มีกรรมการ ก็มาจากตัวแทนของเทศบาลหรือ อบต. ถ้าไม่มี อบต. ก็เหลือแต่เทศบาลในจังหวัดนั้น ๆ คือใช้ระบบกรรมการบริหารโดยการบริหารยุทธศาสตร์ ทีนี้ที่ผมพูดถึงมีระดับภาคก็คือว่า ภาคนี่มันเป็นกลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ ซึ่งหลายเรื่องเราต้องทําเป็นภาค ภาคนี้ไม่ใช่การตั้ง องค์กรใหม่ขึ้นมา เป็นแค่เวทีในการบูรณาการงาน เงินเข้าไปเพื่อจะทําให้เกิดการบริหารภาค แล้วก็มีกรรมการร่วมกันหลายฝ่ายตั้งแต่ท้องถิ่น เอกชน ภาคราชการต่าง ๆ รวมทั้งส่วนกลาง หน่วยงานส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นให้ถอยมาทํางานประสานแผนกันที่ภาค แล้วพัฒนาวิชาการตอบสนองความต้องการของภาค ถ้าทําอย่างนี้สิ่งที่จําเป็นจะต้องทําตาม ก็คือเรื่องของงบประมาณซึ่งเวลาไม่พอ จริง ๆ แล้วงบประมาณนั้นมันมี ๓ ประเภทแล้วทุกวันนี้ เราไม่เคยทําสําเร็จเลยคืองบประมาณตามยุทธศาสตร์ ๑๐ กว่าปีมานี้เราพูดยุทธศาสตร์ แต่เรามีแต่งบประมาณเชิงภารกิจอย่างเดียว เวลานี้เราพูดถึงงบประมาณเชิงพื้นที่ เพราะฉะนั้นเราต้องการระบบงบประมาณพื้นที่ ระบบงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์และระบบ งบประมาณตามภารกิจ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้กรุณาให้ความสําคัญ กับการปฏิรูปตัวระบบงบประมาณซึ่งเป็นหัวใจ ถ้าระบบงบประมาณไม่แปรเปลี่ยนไป สิ่งที่เราต้องการเอกภาพใน ๔ ระดับนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ ที่หลากหลายและรับมือกับแรงกดดันจากภายนอกที่มันมากขึ้นทุกวันนี้เราจะไม่ทันครับ ผมขออนุญาตเลยเวลามานิดหน่อยเดี๋ยวจะไปขอพูดต่อในวาระที่ ๕ ครับ ขอบพระคุณครับ