สมชัย ฤชุพันธ์ ชื่นชมรายงานของคณะกรรมาธิการและเห็นด้วย แต่ยังเสนอแนะเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการจากแบบรวมศูนย์อํานาจไปสู่ระบบกระจายอํานาจ เพื่อให้มีความสมดุลระหว่างการบริหารจัดการเชิงอํานาจหน้าที่และเชิงพื้นที่
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกเลขที่ ๒๐๔ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณและขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ บริหารราชการแผ่นดิน ที่ได้ทํารายงานอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่ในรายงานนี้ผมเห็นด้วยนะครับ และเห็นว่าเป็นการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย นอกจากท่านจะทํารายงานอย่างดี แล้วผมยังได้สังเกตเห็นว่าท่านได้ทํางานโดยคํานึงถึงงานของคณะกรรมาธิการชุดอื่นเพื่อให้ สามารถสอดประสานกัน ไม่ขัดแย้งกัน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของกรณีรัฐวิสาหกิจนี่ท่านก็ ได้นําเอาความเห็นและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง มาประกอบการพิจารณาและดําเนินการด้วย ในส่วนที่เป็นเรื่องท้องถิ่นท่านก็ได้คํานึงถึง การทํางานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปท้องถิ่นด้วยนะครับ อันนี้ผมขอชื่นชมนะครับ อย่างไรก็ตามผมมีข้อคิดเห็นที่จะเสนอแนะเพื่อให้ท่านนําไปพิจารณาปรับปรุงให้รายงาน ดีขึ้นนะครับ
ท่านประธานครับ ระบอบการปกครองของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะครับ เราเป็นรัฐเดี่ยวหรือที่เรียกว่า เอกรัฐ เราไม่ใช่ พหุรัฐ เหมือนอย่างสหรัฐอเมริกา หรือสหพันธรัฐมาเลเซียนะครับ เดิมระบบบริหารราชการ แผ่นดินของประเทศไทยนี่เราเป็นแบบรวมศูนย์อํานาจ เราได้จัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นในส่วนกลาง โดยให้แต่ละกระทรวงมีอํานาจหน้าที่ของตนเอง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ก็มีอํานาจหน้าที่ทางการศึกษา กระทรวงสาธารณสุขก็มีอํานาจหน้าที่ทางการสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีอํานาจหน้าที่ทางการเกษตร การจัดระบบบริหารราชการ แบบนี้เป็นไปตามหลักการบริหารจัดการเชิงอํานาจหน้าที่ หรือที่เรียกว่า ฟังชันนอล แมเนจเมนท์ (Functional management) เราได้ใช้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นี่จัดการให้บริการ ตามอํานาจหน้าที่ของตนในขอบเขตทั่วประเทศไทย เช่นว่าในเรื่องการศึกษา เราก็ใช้กระทรวงศึกษาธิการไปจัดโรงเรียนทั่วประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข เราก็กลไก ของกระทรวงสาธารณสุขไปจัดบริการทางการแพทย์ในขอบเขตทั่วประเทศไทย การบริหารราชการแบบรวมศูนย์อํานาจนี่เป็นของดีนะครับ แล้วก็ได้มีบทบาทสําคัญ ในการทําให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าจากระดับขั้นซึ่งเป็นอยู่เดิมในระดับที่เรียกว่า เป็นประเทศยากจนและล้าหลัง ตอนนี้เราก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง เป็นอัพเปอร์ มิดเดิล อินคัม คันทรี (Upper middle income country) แล้วนะครับ ทีนี้ความสําเร็จของการพัฒนาประเทศอันเนื่องมาจากการบริหารราชการแบบรวมศูนย์ทําให้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไป แล้วก็ทําให้โครงสร้างสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ภายใต้สภาวะของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่นี่เราได้วิเคราะห์แล้วว่าการบริหาร ราชการแบบรวมศูนย์อํานาจนี่มันพ้นสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจหรือสังคมไทย ในปัจจุบัน แล้วก็ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ของโลกในปัจจุบัน เราจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยน ระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากระรวมศูนย์มาเป็นระบบกระจายอํานาจ อันนี้ทําให้ ชัดเจนเมื่อปี ๒๕๔๐ โดยมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่กําหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องกระจาย อํานาจนะครับ ทีนี้ภายใต้ระบบการกระจายอํานาจนี่อํานาจรัฐจะถูกแยกออกเป็น ๒ ส่วน คืออํานาจรัฐระดับชาติกับอํานาจรัฐระดับท้องถิ่น อํานาจรัฐระดับชาตินี่เราได้จัดให้เป็น ฟังชันนอล (Functional) เป็นการบริหารจัดการเชิงอํานาจหน้าที่ ส่วนอํานาจรัฐระดับ ท้องถิ่นเราได้จัดให้เป็นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ก็แปลว่า ณ วันนั้นประเทศไทยได้มี ความสมดุลของการบริหารราชการแผ่นดิน คือมีทั้งระบบเชิงอํานาจหน้าที่และระบบเชิงพื้นที่ แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์หรือยังไม่เหมาะสมในสัดส่วนก็ตาม แต่ได้มีโครงสร้างของ ๒ ระบบนี้ ขึ้นมาปฏิบัติภารกิจแล้ว เพราะฉะนั้นการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจในวันนี้ก็จึงจะต้องทําการ ปฏิรูประบบการบริหารราชการส่วนกลาง ซึ่งเป็นฟังชันนอลให้มันเป็นฟังชันนอลจริง ๆ นะครับ แล้วก็ปฏิรูประบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นกลไกส่วนหนึ่งของอํานาจรัฐ ส่วนกลางนี่ ในการดูแลกํากับการบริหารส่วนท้องถิ่นให้มันทําหน้าที่ได้จริง กับการปฏิรูป ระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นแอเรีย เบสด์ (Area based) ให้มาปฏิบัติภารกิจ อีกฐานะที่เป็นแอเรีย เบสด์ ได้อย่างแท้จริง การปฏิรูปการบริหารราชการส่วนกลางนี่นะครับ ซึ่งจะต้องทําให้เป็นฟังก์ชัน (Function) อย่างแท้จริง โดยปกติฟังก์ชันที่ภาครัฐพึงทําแยกออกได้เป็นการกําหนดนโยบาย การกํากับดูแล การ สนับสนุน การทําหน้าที่เป็นเจ้าของแทนประชาชน และการตรวจสอบ และการประเมินผล รวมทั้งการให้บริการ ซึ่งเรียกว่า โอเปอเรเตอร์หรือเซอร์วิส โพรไวเดอร์ ด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องไปถามว่า ไปตรวจสอบดูว่ากระทรวง ทบวง กรมแต่ละแห่งที่ตั้งขึ้น ทําหน้าที่อะไร เป็นโพลิซี เมกเกอร์ (Policy maker) หรือเป็นโอเปอเรเตอร์ หรือว่าเป็นเรกกูเลเตอร์ แล้วก็จัดให้กระทรวง ทบวง กรมเหล่านั้นดําเนินการโดยมีสตาฟ (Staff) มีองค์ประกอบ ที่เหมาะสมกับการเป็น โพลิซี เมกเกอร์ หรือเป็นเรกกูเลเตอร์ โดยปกติส่วนกลางจะไม่ทํา เรื่องของโอเปอเรเตอร์กับเซอร์วิส โพรไวเดอร์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์และโอเปอเรเตอร์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเอกชนทําและอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็น อปท. ทํานะครับ คราวนี้การที่เป็น เรกกูเลเตอร์ก็ต้องกํากับดูแลให้มีการเรกกูเลท (Regulate) ให้มีการกํากับกิจการในเซคเตอร์ (Sector) นั้น ๆ ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ อย่างมีกติกาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่ากิจการนั้น จะดําเนินการโดยรัฐ หรือโดย อปท. หรือโดยเอกชน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ผมคิดว่าหน้าที่อันหนึ่งคือกําหนดนโยบายการศึกษา อันที่ ๒ คือกํากับดูแลการให้บริการ ทางการศึกษา การกํากับดูแลก็จะต้องมีกติกาต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เหมือนกันทั้งโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนของ อปท. และโรงเรียนของเอกชน การปฏิรูปโครงสร้างอํานาจที่สําคัญผมคิดว่า อยู่ที่การจัดแบ่งอํานาจให้เหมาะสมและได้ดุลยภาพ ๒. คือการดูแลไม่ให้มีการทับซ้อนกัน ทีนี้ในเรื่องของการที่เรกกูเลเตอร์จะต้องมีความสามารถในการที่กํากับดูแลกิจการทุกอย่าง ในเซคเตอร์ของเขา ไม่ว่ากิจการนั้นจะเป็นของใครก็ตาม เวลานี้ผมคิดว่ามีปัญหา เพราะว่าเวลาที่เราโอนกิจการเช่นกระทรวงศึกษาธิการ งานการศึกษานี้ไปให้ อปท. แล้ว กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ไปดูแลตรงนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าจําเป็นต้องไปผ่าน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้ตั้ง หน่วยงานเกี่ยวกับการศึกษาขึ้นมาเอง ผมคิดว่าทั้งหมดนี้มันต้องอยู่ภายใต้กํากับกติกา เดียวกัน แล้วก็ส่วนที่เป็นหน่วยงานของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ก็อาจจะดํารง อยู่ได้ แต่ต้องเป็นไปตามกติกาที่กระทรวงศึกษาธิการกํากับ ช่องตรงนี้ที่เป็นช่องทําให้เกิด ปัญหาว่ากระจายอํานาจไม่ได้แท้จริง เพราะว่าหน่วยงานกระทรวงต่าง ๆ ไม่อยากจะโอนไป ให้ท้องถิ่น เพราะโอนไปแล้วมันก็ขาดไป แล้วก็อํานาจกํากับดูแลของตนไปไม่ถึง ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่จะต้องทําการปฏิรูปให้ตรงจุดครับ ขอบคุณครับ