ถวิลวดี บุรีกุล พูดถึงการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีความเป็นธรรมและประสิทธิภาพมากขึ้น และเรียกร้องให้มีการพิจารณาเรื่องการปฏิรูปทั้งในส่วนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงการบูรณาการกันระหว่างหน่วยงานและภาคประชาสังคม เธอยังหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมของระบบราชการไทยในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยเน้นการเสริมสร้างความรับผิดชอบของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบราชการ และการเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วม โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างของระบบงบประมาณที่เน้นความเสมอภาคและเป็นไปตามยุทธศาสตร์
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล ดิฉันต้องขอชมเชยกรรมาธิการนะคะ ความจริงดิฉันก็อยู่กรรมาธิการชุดนี้ก็ต้องชื่นชมสิ่งที่ กรรมาธิการพยายามที่จะทําเพื่อปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานทราบไหมคะ ในเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤติใครดูแลบ้านเมือง ในขณะที่เราไม่มีนักการเมือง ไม่มีผู้แทน แต่ว่าคนที่ดูแลประเทศอยู่คือข้าราชการ เขาสามารถที่จะนําประเทศมาได้ถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นการบริหารราชการแผ่นดินจึงเป็นระบบที่มีความสําคัญมาก การแต่งตั้ง โยกย้าย การปรับโครงสร้างจึงมีความสําคัญเพื่อที่จะให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านั้น นําประเทศไปสู่สังคมสันติสุข เพราะว่าจะต้องเป็นคนเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นผล จะต้องมีระบบคุณธรรม จะต้องมีธรรมาภิบาลซึ่งเป็นการใช้อํานาจในการบริหารจัดการทรัพยากร ของรัฐเพื่อที่จะทําให้เกิดความเป็นธรรมในทุกภาคส่วน ในการบริหารงานเช่นนี้ ดิฉันก็พยายามที่จะอ่านรายงานของกรรมาธิการ แต่ว่าดิฉันก็มีประเด็นที่จะเสริม เพราะว่าดิฉันยังมองไม่เห็นโฟกัส (Focus) ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันสนับสนุน เรื่องของการปฏิรูป แต่ดิฉันอยากจะเห็นการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ที่มองประชาชน เป็นพลเมือง แล้วก็เน้นการบริการไม่ใช่กํากับ นอกจากนี้เป็นเรื่องของการบูรณาการกัน ทุกภาคส่วน มิใช่ให้ภาครัฐทําแต่เพียงลําพัง เราบอกว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ส่วนใหญ่ เราไม่ได้ให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เราเพียงแต่ทําการประชาสัมพันธ์หรือว่าขอความร่วมมือเท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วทําอย่างไรถึงจะให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วน อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และนอกจากนี้การทํางานเชื่อม ประสานกัน บูรณาการกันระหว่างหน่วยงานมีความสําคัญมาก เพราะในบางเรื่องมีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นสิบ ๆ รวมทั้งในองค์กรมหาชนอีกด้วย ท่านลองดูมี พ.ร.บ องค์การมหาชน ปี ๒๕๔๒ ตั้งองค์กรมหาชนขึ้นมามากมาย ขณะที่มี พ.ร.บ. เฉพาะ ตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาอีกมากมาย องค์กรเหล่านั้นก็มาทํางานใกล้เคียงกับ กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ แต่ว่ามีระบบการทํางานที่แตกต่างกัน แต่ว่าในที่สุดคนที่ได้รับผล คือประชาชนแต่บางครั้งมันมีความเหลื่อมล้ําซ้ําซ้อนกันอยู่ จะทําอย่างไร ในการปฏิรูป โครงสร้างระบบราชการครั้งนี้จะมีการพิจารณาไปถึงองค์กรเหล่านั้นหรือไม่ แล้วนอกจากนี้ ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการเท่านั้น ไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการ ที่อยู่ในระบบบริหารเท่านั้น แต่ว่ายังมีข้าราชการที่ยังทําหน้าที่อยู่ในระบบงานนิติบัญญัติ ยังมีข้าราชการที่ทําหน้าที่อยู่ในระบบงานตุลาการอีกด้วย เราจะเหลียวมองไปดูแลข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านั้นบ้างหรือไม่ ทําอย่างไรประชาชนจะได้รับความเป็นธรรม และได้รับการบริการที่ดี ซึ่งทั้งนี้ท่านมองง่าย ๆ ข้าราชการรัฐสภาก็เป็นส่วนหนึ่ง ขององคาพยพในการบริหารราชการแผ่นดิน เราจะมีการปฏิรูประบบงานสนับสนุนของ รัฐสภาบ้างหรือไม่ เพื่อที่จะทําให้สามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกรัฐสภา ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
นอกจากนี้สิ่งที่ดิฉันมองว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญก็คือ ระบบราชการของเรา มีการเตรียมความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลก การไปเซ็นปฏิญญาสากลพันธะสัญญาต่าง ๆ มากมายนั้นข้าราชการได้เตรียมความพร้อมเพียงใด หรือว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ว่าเมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปรายงานกับต่างประเทศก็ทําผักชีโรยหน้า ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญมาก เพราะฉะนั้นเราต้องเปิดใจแง้มใจ แล้วก็ก้าวไปสู่การเป็นประชาธิปไตยแบบมี ส่วนร่วมที่จะต้องเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของระบบราชการ รวมทั้งตัวข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงมีความจําเป็นมาก แล้วก็ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มแรกโดยเฉพาะระบบงบประมาณ ซึ่งเราพูดถึงระบบ งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ระบบงบประมาณที่เป็นตามแอเรีย (Area) ระบบงบประมาณที่ เป็นเรื่องของฟังก์ชัน เบสด์ (Function based) แต่เราลืมระบบงบประมาณที่เน้นเรื่อง ของความเสมอภาคและเป็นไปตามยุทธศาสตร์อย่างที่ท่านอาจารย์ชาติชายได้พูดถึง ดิฉันจึงอยากจะให้มีการปรับปรุงโครงสร้างของระบบงบประมาณที่เป็นธรรม โดยเน้นมิติ ความเสมอภาคซึ่งรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้แล้ว เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของการเสริมสร้าง ความรับผิดชอบให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นการเสริมสร้างความ รับผิดชอบให้กับพลเมืองประชาชนทุกภาคส่วน แล้วต้องทบทวนภารกิจ และต้องคาดคะเน ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยในระบบราชการที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้การบริหาร รัฐกิจแนวใหม่ที่พูดถึงเรื่องของการศึกษาวิจัยเชิงสถาบันจึงมีความจําเป็นให้หน่วยงาน ทุกหน่วยงานนั้นศึกษาวิจัยองค์กรของตัวเองว่าควรจะปรับปรุงอะไร ปรับทบทวนภารกิจ อะไร แล้วอะไรที่จะต้องยุบ อะไรที่จะต้องปรับปรุงได้บ้าง แล้วนอกจากนี้เรื่องของการ วางแผนและทบทวนภารกิจที่จะต้องทําไปกับประชาชนด้วย และที่สําคัญเราชอบทํา ยุทธศาสตร์ ทําแผนกลยุทธ์ แต่เราลืมนะคะ เราวางแผนอย่างมีกลยุทธ์แต่เราต้องปฏิบัติ อย่างเป็นประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้การกระจายอํานาจจึงสําคัญ ไม่ใช่เพียงคําพูด แต่ว่าต้อง ทําให้เป็นจริง ดิฉันจึงขอสรุปสั้น ๆ ว่าริเริ่มจากรากหญ้า เร่งศึกษาจากชุมชน เรียนรู้จากใจ คน รับรู้คนคิดอะไร รองรับความต้องการ ไม่หักหาญซึ่งน้ําใจ ประชามิใช่ไพร่ ต้องก้าวไปคู่ เคียงกัน ขอบคุณค่ะ