สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นเวลา ๑ นาที)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ เชิญนั่ง

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระ จํานวน ๓ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก รับทราบเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการประชุมประสานงานรวม ๓ ฝ่าย คือ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยสํานักนายกรัฐมนตรีได้มีคําสั่งแจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคําสั่ง สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๓๓๖/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เรื่อง แต่งตั้ง คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย คือ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๒ ท่าน เป็นที่ปรึกษาและกรรมการด้วย นอกจากนี้ได้ให้ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมอบหมายให้สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจํานวน ๔ คน เข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รับทราบและมอบหมายให้สมาชิกจํานวน ๔ คน เข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว โดยมีรายนามดังนี้ ๑. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๒. นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๓. นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๔. นายกลินท์ สารสิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ซึ่งผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเอกสารดังกล่าวไว้ประจําที่นั่งของสมาชิก ทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ

เรื่องที่ ๒ คือรับทราบเรื่องคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาทั้ง ๑๑ คณะ ซึ่งจะต้องเสนอแผนการปฏิรูปต่อสภาภายใน ๓๐ วัน ด้วยประธานสภากําหนดให้ คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาทั้ง ๑๑ คณะ จะต้องเสนอแผนการปฏิรูปต่อสภาภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ประธานสภากําหนด ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๓ โดยที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีมติกําหนดให้วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เป็นวันเริ่มต้น นับเวลาการส่งแผนของคณะกรรมาธิการสามัญ ประจําสภา ซึ่งจะครบกําหนด ๓๐ วัน ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ จึงขอแจ้ง ให้ที่ประชุมทราบด้วย

เรื่องที่ ๓ คือรับทราบเรื่องวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของแต่ละรอบระยะเวลา ๙๐ วัน ในการแสดงตนและลงมติของการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๑ กําหนดว่า สมาชิกที่ไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภาตามข้อ ๖๐ เกินกว่าหนึ่งในสามของจํานวนครั้งที่มีการแสดงตนเพื่อลงมติทั้งหมดในรอบระยะเวลา เก้าสิบวัน ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงตามมาตรา ๓๙/๒ ประกอบมาตรา ๒๙ และมาตรา ๙ (๕) ของรัฐธรรมนูญ วันเริ่มต้นและวันที่สิ้นสุดของแต่ละรอบระยะเวลา ให้เป็นไปตามที่ประธานสภากําหนดนั้น ประธานสภาจึงได้กําหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุด ในแต่ละรอบระยะเวลาเก้าสิบวัน ของการประชุมตามประกาศสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ ดังนี้ รอบที่ ๑ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๙ รอบที่ ๒ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๙ รอบที่ ๓ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙ รอบที่ ๔ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๙ รอบที่ ๕ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๐ ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวได้ให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมมอบเอกสารไว้ตามที่นั่ง ของท่านสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

นายกษิต ภิรมย์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมขอหารือประเด็นเดียว เท่านั้นเองครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ผมจะขอถือโอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้นําข้อเสนอของผมเพื่อปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ในการพิจารณาอนุมัติให้พรรคการเมืองได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูป ประเทศไทย โดยให้มีการประชุม ณ ที่ทําการพรรค แล้วก็ทราบว่าในวันต่อมา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อไปแล้ว แต่ก็ยังมีข้อกังวลว่าพรรคการเมือง จะสาละวนอยู่กับเรื่องของตัวเองหรือไม่ ผมในฐานะนักการเมืองก็อยากจะขอกราบยืนยัน ผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าพรรคการเมืองห่วงใยเรื่องปากท้องของ ประชาชน แล้วก็การปฏิรูปประเทศมากกว่าเรื่องรูปลักษณะของโครงสร้างทางการเมืองครับ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อได้มีโอกาสมีส่วนร่วมก็จะเป็นการดีนะครับ นั่นเป็นประเด็นแรก แล้วก็ได้เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าระยะหลัง ๆ ได้มีการเสนอข้อคิดเรื่องเกี่ยวกับที่มาของ นายกรัฐมนตรี โดยท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้มีเสียงตอบเสียงโต้แย้งกันมา ก็เหมือนกับทะเลาะกันทางอากาศครับ ถ้าเผื่อมีช่องทางที่จะได้ร่วมกันคิดร่วมกันทํา แล้วอะไรที่ยังไม่ได้มีข้อยุติในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็เก็บไว้ก่อน ถ้าเผื่อออก มาแล้วก็ชวนทะเลาะเหมือนครั้งคณะของท่านดอกเตอร์บวรศักดิ์ก็ทะเลาะกันเรื่องว่า นายกรัฐมนตรีควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไหม เพื่อให้บรรยากาศอะลุ่มอล่วย เข้าหากัน ผมคิดว่าเราจะมีวิธีในการที่จะทํางานแล้วก็ร่วมกันทํางานด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์แล้วก็ ความหวังดีต่อชาตินะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็มีข่าวจากสํานักสื่อข่าวเอเอสทีวี (ASTV) พูดในทํานองว่าผมได้เตี๊ยมกับทางฝ่ายทหารในการที่จะเอาข้อเสนอที่ผมได้เสนอ ท่านประธานเรื่องพรรคการเมืองประชุมได้หรือไม่ผ่านท่านประธาน ก็อยากจะขอ ความกรุณาขอให้ท่านประธานได้ประสานกับทางฝ่ายโฆษกรัฐบาลว่าไม่เป็นความจริง ในการทํางานของกระผมเพื่อประเทศชาติ มาตรฐานการทํางานแล้วก็จริยธรรมของผมไม่ใช่ ระดับของเอเอสทีวี (ASTV) ห่างกันมาก ขอความกรุณาช่วยชี้แจงด้วย แล้วอย่าได้มีข้อสงสัยอะไร ไม่มาเล่นปาหี่ให้ประชาชนทํา เข้ามาอันนี้เพื่อจะทํางานเพื่อประเทศชาติ แล้วก็ร่วมทํางาน กับท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกอีก ๑๙๙ คน ขออย่าให้สื่อใด ๆ ได้มีความสงสัย แล้วก็ อย่าหากินกับการที่จะอะไรครับ มโนสร้างเรื่องขึ้นมาเพียงเพื่อจะขายข่าว เลิกเสียทีครับ การเป็นสื่อแบบนี้เราก็ได้คุยกันมากเรื่องการปฏิรูปสื่อ ก็ขอให้เขาเริ่มปฏิรูปตัวเองด้วย เหมือนกับที่นักการเมืองพรรคการเมืองต้องปฏิรูปตัวเองตั้งแต่บัดนี้ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ความเห็นของท่านมีคุณค่าอยู่เสมอ ขอบคุณครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน ๒ เรื่อง

เรื่องแรก คือการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ด้านอื่น ๆ คือ ๑. ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ๒. ด้านการกีฬา ๓. ด้านศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา

เรียนท่านสมาชิกที่เคารพ เนื่องจากการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูป ประเทศในด้านอื่น ๆ มีทั้งหมด ๓ ด้าน ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการอภิปรายของท่านสมาชิก ผมจะขอให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นด้านต่าง ๆ ตามลําดับ โดยเริ่มจาก ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบก่อน จากนั้นจะเป็น การนําเสนอภาพรวมและอภิปรายทั่วไปด้านกีฬา และด้านศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา ตามลําดับนะครับ

ต่อไปเป็นการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ด้านที่ ๑ คือด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก่อนที่ผมจะอนุญาต ให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายเป็นการทั่วไป เพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผมได้เชิญให้ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ นําเสนอภาพรวมของด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบจํานวน ๕ ท่าน คือ ๑. นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมาธิการ ๒. พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๕. นายคณิศร ทับทิม ขอเรียนเชิญครับ พร้อมแล้ว ขอเรียนเชิญครับ

(ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
นายประมนต์ สุธีวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายประมนต์ สุธีวงศ์ สปท. ลําดับที่ ๘๙ ขอนําเสนอในฐานะปฏิบัติหน้าที่ อดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมอยากจะใช้เวลาเล็กน้อยที่จะทบทวนเรื่องปัญหาของสังคม ของการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก่อนที่จะให้แต่ละท่านที่อยู่ในคณะนําเสนอในเรื่อง ประเด็นต่าง ๆ ที่เราได้ทําการศึกษาไว้ ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของสังคมไทย ก็เป็นปัญหาที่ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกันว่าเป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็มีความรุนแรงที่ยืดเยื้อมา ยาวนาน ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับว่าเป็นมะเร็งที่เกาะกินสังคมไทยมาในระยะเวลาที่จะทําให้ ถ้าเราไม่ทําอะไรเลยผมเชื่อว่าประเทศชาติของเราคงจะประสบความล้มเหลว เป็นภัย ที่คุกคามประเทศในระดับต้น ๆ ถ้าเราเทียบกับปัญหาอื่น ๆ ที่มีมา กระทบกระเทือน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทางด้านเศรษฐกิจก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าการที่ประเทศไทยเรา ถูกมองว่ามีปัญหาเรื่องการทุจริตมาก การทํางานกับนานาชาติก็เป็นอุปสรรค เพราะว่า หลายประเทศที่เขามีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเข้มแข็งก็ลําบากใจที่จะมาทํางาน กับประเทศเรา ทําให้การพัฒนาเศรษฐกิจของเราไม่ราบรื่น ความสามารถในการแข่งขัน ของเราถดถอยเพราะต้นทุนในการทําสูงขึ้น ทางด้านสังคมเองจะเห็นว่าจากการที่ประเทศ สูญเสียไปจากการทุจริตในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นหลายหมื่นล้านบาท หรือแสนล้านบาท ก็ทําให้โอกาสในการที่เราจะไปพัฒนาสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา หรือว่าสาธารณสุข หมดไป จะมีเรื่องที่เรายังต้องการทําอีกมากมายถ้าเผื่อว่าเราสามารถจะขจัดปัญหา การทุจริตได้ เรื่องของความโปร่งใสในระดับนานาชาติ ถ้าท่านติดตามข่าวสารก็จะเห็นว่า องค์กรนานาชาติทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) ซึ่งทําการวัดผลของความโปร่งใสของทุกประเทศทุกปี ประเทศไทยเราไม่เคยได้คะแนน ผ่านการทดสอบ คือตกไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของคะแนน แล้วก็ถูกจัดอันดับอยู่ที่ท้าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเกิดขึ้นมาต่อเนื่อง แล้วก็เป็นความรู้สึก ที่ทําให้ประชาชนชาวไทยถูกดูถูก เมื่อเราเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ในอดีต เราเคยดูเขาว่าการทุจริตคอร์รัปชันของเขาสูงกว่าบ้านเรา ขณะนี้จะเห็นว่าในกลุ่ม ประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเอง ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้ล้ําหน้าไปมาก จากการเปลี่ยนแปลงในประเทศอินโดนีเซียก็ดี ประเทศฟิลิปปินส์ก็ดี จะเห็นว่ามีการเอาจริงเอาจัง ในเรื่องนี้ มีการปรับปรุงอย่างเห็นชัดเจน ขณะนี้หลายประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านของเรานําหน้า เราไปนะครับ ผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่เห็นว่าประเทศไทยถึงเวลาที่จะต้องทําการปฏิรูป อย่างเร่งด่วนนะครับ สําหรับสภาวะปัจจุบันผมอยากจะเรียนว่าอย่างน้อยก็มีความน่ายินดี ในระดับหนึ่งว่ามีการตื่นตัวมากทั้งในระดับของสังคม ประชาชน ภาคธุรกิจ และรัฐบาลเอง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าอันนี้เป็นโอกาสที่จะเห็นว่าข้อเสนอที่เราจะปฏิรูป จะมีความจริงจังเกิดขึ้นได้ แล้วผมคิดว่าอันนี้เป็นโอกาสทองที่เราจะต้องใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ในระยะประมาณ ๒๐ เดือนข้างหน้า สําหรับเรื่องที่จะนําเสนอต่อท่านสมาชิกในภาคเช้านี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติใน ๑ ปีที่ผ่านมาก่อนที่จะหมดวาระก็ได้ทําการศึกษา รวบรวม ข้อเสนอแนะ มีการระดมสมองผ่านหลาย ๆ เวทีทั้งภาคกลางและส่วนภูมิภาค ได้นําข้อเสนอ ต่าง ๆ เหล่านี้มาประมวลแล้วก็นําสรุปไว้เป็นเรื่องที่เราจะมานําเสนอว่าเราควรจะมี การปฏิรูปอย่างไรบ้าง สําหรับทางด้านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่เห็นความสําคัญในการที่เห็นชอบในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา เพราะว่าเป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าจะต้องสานต่อและทําให้เสร็จ แล้วก็จะทําเรื่องที่เรานําเสนอ มีมรรคมีผลเกิดขึ้น ในการนําเสนอวันนี้จะมี ๓ ท่านด้วยกันที่จะนําเสนอรายละเอียด ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่จะให้เห็นภาพรวม เมื่อเสร็จแล้วผมจะขอเวลาเล็กน้อย หลังจากนั้นสรุป ให้ท่านเห็นว่าในระยะปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาสิ่งที่เรานําเสนอมีอะไรที่เกิดเป็นมรรคเป็นผลแล้ว บ้างนะครับ เดิมทีเดียวในด้านของการนําเสนอจะได้อาจารย์จุรีมาแต่ท่านเกิดป่วยไม่สามารถ จะมาร่วมกับเราได้ในวันนี้ ผมก็ยินดีที่ท่านประธานอนุญาตให้คุณคณิศร ทับทิม ซึ่งเป็นผู้ช่วย อาจารย์จุรีมานําเสนอ ผมจะขอเข้าเรื่อง ถ้าท่านกรุณาจะดูใช้เอกสารชุดนี้ เพราะว่า แผ่นใสที่จะขึ้นมักจะไม่ค่อยเห็น ผมขอแผ่นใสแผ่นแรกได้ไหมครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ทางเจ้าหน้าที่ครับขอสไลด์ (Slide) แผ่นแรก แผ่นต่อไปครับ ในการศึกษาของเราเราเรียกว่ายุทธศาสตร์ ๓ ป ในการที่จะปฏิรูปประเทศ ถ้าท่านจะดูจากเอกสารที่เป็นเล่มสีเขียวในหน้า ๒ จะเห็นว่าในการปฏิรูปนี้ ๓ ป ของเรา ประกอบด้วยเรื่องของการปลูกฝัง เรื่องของการป้องกัน และเรื่องการปราบปราม ในด้านของ การปลูกฝังก็คือว่าเราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับสังคม สร้างจิตสํานึก แล้วก็ สร้างพลังคุณธรรม ทีนี้ในระหว่างที่ปลูกฝังซึ่งอาจจะใช้เวลายาวนานเราก็พูดถึงว่า ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตั้งแต่เยาวชนและประชาชนทั่ว ๆ ไป ก็มีข้อเสนอว่า เราต้องทําการป้องกันพร้อมกันไปด้วย ถ้าท่านดูในเรื่องของการป้องกันก็คือว่าจะต้องสร้างหลัก นิติธรรม ขจัดโอกาสในทางทุจริต ลดการแทรกแซงทางการเมือง ลดการใช้ดุลยพินิจ และทําให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบแล้วก็สร้างความโปร่งใส ท้ายที่สุดถ้าเราป้องกันแล้ว ยังไม่ประสบความสําเร็จเท่าที่ควรก็ต้องมีการปราบปราม ในด้านของการปรามปรามก็เป็น ปลายเหตุ เพราะว่าถ้ารอจนถึงปราบปรามก็หมายความว่าประเทศเกิดความเสียหายขึ้นแล้วก็มี การทุจริตมากมาย แต่อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งสําคัญ เพราะว่าถ้าเราไม่ปราบปรามคนที่ทํา ทุจริตคิดว่าสามารถจะรอดพ้นไปได้ก็ไม่มีความเกรงกลัว ในด้านการปราบปรามก็มีเรื่องของ การบูรณาการรัฐ เอกชน กับทางต่างประเทศ เพราะว่าเราต้องทํางานร่วมกับนานาชาติด้วย การมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างความเข้มแข็งและให้มีประสิทธิภาพขององค์กรต่าง ๆ ที่ทําการในเรื่องนี้ แล้วท้ายที่สุดก็คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จะทําให้ปราบปราม รวดเร็ว ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตว่าหลังจากนี้ไปจะขอให้แต่ละท่านที่ผมได้เอ่ยถึง ได้นําเสนอในแต่ละด้าน เริ่มตั้งแต่การปลูกฝัง ป้องกันและปรามปราม เพื่อที่ท่านสมาชิก จะได้รับทราบต่อไปครับ ขอคุณมากท่านประธานครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ ผู้นําเสนอมีเวลา ๔๕ นาทีนะครับสําหรับคณะนี้เพราะว่าเป็นกติกา ดังนั้นช่วยแบ่งเวลากันแล้วให้เป็นไปตามข้อกําหนดเพราะว่าสมาชิกจะได้แสดงความคิดเห็น ด้วยเวลาที่พอสมควรครับ

นายคณิศร ทับทิม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผม คณิศร ทับทิม วันนี้เป็นตัวแทนท่านอาจารย์จุรีมาอธิบาย มานําเสนอ ในเรื่องของการปลูกฝัง ด้านการปลูกฝังเรามีแนวกรอบความคิดนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป เรามียุทธศาสตร์ที่ใช้กรอบแนวความคิดที่เรียกว่า คนไทยไม่โกง คนไทยไม่โกงนี้เราจะ แบ่งออกเป็น ๓ แนวทางแล้วก็ ๗ กลุ่มเป้าหมาย ตามภาพที่ทุกท่านได้เห็น เราจะมุ่งเน้นอะไร มุ่งเน้นคือการขจัดการทุจริตคอร์รัปชันในทุกภาคส่วนให้ทุกภาคส่วนนั้นรังเกียจ แล้วก็ไม่ยอมรับการโกง โดยที่เน้นคน คนเป็นทั้งตัวการขับเคลื่อนแล้วก็เป็นทั้งเป้าหมาย ที่เราจะต้องการด้วย

สไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ อันนี้เป็น ๓ แนวทางกับ ๗ กลุ่มเป้าหมาย ที่เราดําเนินการไว้นะครับ

แนวทางแรก คือการปลูกจิตสํานึก อันนี้ทั้ง ๗ กลุ่มเราจะทําขับเคลื่อน ไปพร้อมกันนะครับ เราไม่สามารถทํากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้นะครับ

แนวทางที่ ๒ คือการสร้างแรงกดดันทางสังคม

แนวทางที่ ๓ คือการขยายพื้นที่แล้วก็การจัดการเครือข่ายให้ได้ผล

สไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ เราจะเข้าสู่กลุ่มแรกกันเลยนะครับ กลุ่มของเด็ก และเยาวชนเราจะมีกลไกในการขับเคลื่อนอยู่ ๔ มาตรการ

อันแรก คือเรื่องของกลไกการศึกษา อันนี้เราจะเริ่มได้ยินแล้วนะครับหลักสูตร ที่เราใช้กันทั่วประเทศ เราอยากมีการปูพื้นหลักสูตรโตไปไม่โกง อันนี้เป็นการปูพื้นปลูกฝัง ตั้งแต่เด็ก ๆ อยากให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้แต่ว่าเด็ก ๆ อย่างเดียวไม่ได้ผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นตัวแบบด้วย

อันที่ ๒ เราเอาผู้ปกครองแล้วก็คนที่เลี้ยงดูเด็ก ซึ่งเป็นคนที่มีความสําคัญมาก ในการหล่อหลอมกล่อมเกลาเด็กเข้ามาอบรมด้วย เราจะขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันไม่ใช่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เพราะว่าเกิดอะไรขึ้นครับ เราสอนอย่างหนึ่ง พ่อแม่ปฏิบัติอย่างหนึ่ง ขับรถซ้อนลูก ฝ่าไฟแดง ในโรงเรียนสอนอีกอย่างหนึ่ง มันเกิดอะไรขึ้นครับ มันไม่ไปด้วยกัน เราต้องทําให้ สังคมนั้นขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน

อันที่ ๓ คือการสร้างพื้นที่ทางสังคมให้เกิดขึ้น ทุกวันนี้เราไม่ให้เด็กพูดเรื่อง การโกง เราต้องให้เด็กเปิดพื้นที่ให้เขาในการพูดถึงสิ่งเหล่านี้ สิ่งไม่ดีที่มันเกิดขึ้น นมโรงเรียนเกิดอะไรขึ้นครับ บูดครับคุณครู บูดแล้วอย่างไรครับ จบ ไม่พูดอะไรต่อว่าส่งผล อะไรต่อเด็กบ้าง สิ่งเหล่านี้เราต้องให้เด็กได้เรียนรู้แล้ว เราต้องอย่าปิดกั้น เราต้องเปิดพื้นที่ ให้กับเด็กด้วย

อีกอันหนึ่งสําหรับเด็กคือสื่อ สื่อมีความสําคัญมากครับ สื่อรณรงค์ต่าง ๆ จะเป็นการตอกย้ําเด็กในทุกรูปแบบเลย สิ่งนี้เป็นการสําคัญทั้ง ๔ กลไกนี้ อันนี้เป็น การครอบคลุมเด็กและเยาวชนครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปต่อไป เป็นการขับเคลื่อนในกลุ่มของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้ก็มีความสําคัญ ข้าราชการมีเป็นล้านคนในประเทศไทย เราอยากได้ ข้าราชการที่ดี วาทกรรมที่คนดีไม่โตแล้วคนโตคือไม่ดี ไม่อยาก อยากให้ได้สังคมที่คนดี ดีแล้วก็โตด้วย สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นเราต้องมีกลไกอะไรบ้างครับ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ผู้นําต้องทําให้ดูเป็นตัวอย่าง การส่งสัญญาณจากผู้นําเป็นสิ่งสําคัญ ถ้าหัวไม่ทําแล้วหาง ไม่กระดิกแน่นอนครับ สิ่งเหล่านี้การบริหารงานบุคคลเชิงรุก การบริหารงานบุคคลที่ต้องเน้น เน้นจริง ๆ นะครับ เรามีประมวล เรามีทุกอย่างหมดแล้ว แต่สิ่งที่เราไม่มีคือเราไม่ปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นการปฏิบัติระบบคุณธรรมจริยธรรม ระบบการคัดเลือกแบบคุณธรรม เรามีทุกอย่างเลยครับ แต่มันไม่ดําเนินการ สิ่งเหล่านี้เรายังขาดหาย

ระบบที่ ๓ กลไกระบบงานของจริยธรรม เรามีกลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม ในทุกหน่วยงาน แต่กลุ่มนี้คือเหมือนกลุ่มที่เงียบแล้วก็ปิดตาย เราไม่เคยใช้หน่วยงาน ให้เป็นประโยชน์ ประมวลจริยธรรมเราก็มี สิ่งเหล่านี้เราเหมือนเงียบหายไป สิ่งดี ๆ หน่วยงานดี ๆ กลไกดี ๆ เราไม่เคยใช้ เราทําให้มันเป็นเหมือนสิ่งที่เขาเรียกว่าไม้ที่ตายแล้ว เราไม่เอาออกมาใช้

อีกอันหนึ่ง การสนับสนุนจากภายนอกก็มีความสําคัญสําหรับหน่วยงาน ราชการ เพราะหน่วยงานราชการบางทีอาจจะยังมองไม่ครบด้าน เราต้องมีการฝึกอบรม เจ้าหน้าที่จริยธรรมหรือเจ้าหน้าที่ทุกด้านเพื่อเป็นการตอกย้ําอยู่เรื่อย ๆ สม่ําเสมอ หน่วยงาน ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ก็ต้องให้ความสําคัญด้วย เข้ามาให้ความรู้ เข้ามาแลกเปลี่ยนกันว่าจะมี จุดบกพร่องตรงไหนบ้าง อันนี้ก็เป็นสิ่งสําคัญนะครับ

สไลด์ (Slide) ต่อไป เป็นเรื่องของกลุ่มการเมืองผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วก็พรรคการเมือง กลุ่มนี้สําคัญมาก แต่ว่าอาจจะมีคณะอื่นได้พูดไปแล้วก็อาจจะกล่าว คร่าว ๆ เรื่องของกลไกการเข้าสู่ตําแหน่ง อันนี้ก็เป็นสิ่งสําคัญ เราอยากปลูกฝังให้นักการเมือง ทุกคนแสดงวิสัยทัศน์ด้านการต่อต้านการทุจริตออกมาเลยก่อนเข้ารับหรือก่อนสมัคร ท่านต้องมีตรงนี้นะครับ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน บัญชีเรื่องของการจ่ายภาษีต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านต้องมี อันนี้เรื่องของการเข้าสู่ตําแหน่งนะครับ ถัดมารวมทั้งกลไกของพรรคด้วยก็มี ความสําคัญ พรรคท่านต้องเป็นที่พึ่ง ท่านต้องเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นมาตรฐานทางจริยธรรม ให้กับนักการเมืองด้วย อันสุดท้ายคือกลไกการตรวจสอบ เราอยากให้นักการเมืองน้ําดี รวมกลุ่มกันเป็นกลไกการตรวจสอบที่เกิดขึ้นครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เป็นกลุ่มธุรกิจ ตอนนี้เขาเริ่มขยับแล้ว มีหน่วยงาน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน หรือแอคท์ (ACT) ก็เริ่ม สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ไอโอดี (IOD) เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งเหล่านี้ มีการขับเคลื่อนเริ่มขึ้น ธุรกิจเริ่มขยับตัว เราต้องสร้างจิตสํานึกไม่ใช่เพียงแต่กําไรสําหรับธุรกิจ เราต้องทําธุรกิจเพื่อสังคมด้วย ธุรกิจเพื่อสังคม กระแสตอนนี้ต่างประเทศเยอะแล้ว ประเทศไทย ก็เริ่มรับเข้ามาแล้ว การทําธุรกิจไม่ได้เน้นกําไรอย่างเดียวสังคมต้องอยู่รอดด้วยนะครับ

อีกอันหนึ่งคือกลไกของการบริหารวัฒนธรรมองค์กร สิ่งเหล่านี้เอกชนเขาทํา มานานแล้ว การมีกลไกจริยธรรมที่ดี การมีระบบการคุ้มครอง การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่ดี อันนี้ เอกชนก็ทํามานานแล้วแต่เรายังไม่มี แจ้งแล้วต้องรอด แจ้งแล้วต้องอยู่ได้

สุดท้ายคือกลไกของบรรษัทภิบาล อันนี้สําคัญยิ่งสําหรับทุกอันนะครับ กลไกนี้ เราต้องเน้นย้ําให้เกิดขึ้น มีนโยบายเรื่องของบรรษัทภิบาล รวมทั้งแนวร่วมในการต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชัน เอกชนต้องเริ่มต้องทํา แล้วเราต้องมีแรงจูงใจให้เขาด้วยเช่นมาตรการภาษี หรืออะไรที่เราสามารถช่วยได้เราจะได้ส่งเสริมกัน

สไลด์ (Slide) ต่อไป เรื่องของสื่อมวลชน กลุ่มนี้มีคณะของสื่อ พูดแล้ว ขอข้ามเป็นอีกกลุ่มหนึ่งนะครับ ประชาสังคมอันนี้ชื่อก็บอกแล้ว ประชาสังคม คือ องค์กรที่ทําเพื่อ ประชาสังคม ประชาชน แล้วก็ทําเพื่อสาธารณประโยชน์ไม่แสวงหาผลกําไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันมันมีอะไรหลายอย่างที่ทําให้องค์กรเหล่านี้ประสบเภทภัย ว่าอย่างนี้ดีกว่า เราต้องเน้น เราต้องกลับมาปลูกฝังใหม่ องค์กรนี้ต้องเน้นกลับไปที่จิตของตัวเองเรา เกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อประชาชน เพื่อแก้ไขสังคมที่มีจุดบกพร่อง มันถึงเกิดภาคประชาสังคมขึ้นมา เราต้องมีการรายงานความโปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ของทั้งผู้บริหาร คณะกรรมการที่อยู่ ในองค์กรประชาสังคม เหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญมาก รวมทั้งประชาสังคมเองก็ต้องมีหน่วยงานที่ ต้องไปเล่นเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันด้วย ท่านต้องช่วยกันส่งเสริม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสําคัญ

และกลุ่มสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยคือประชาชน อันนี้เป็นทั้งตัวขับเคลื่อนแล้วก็ เป็นทั้งเป้าหมายของเราด้วย วาทกรรมที่ว่าคนโกงได้ไม่เป็นอะไรแต่มีผลงานเกิดขึ้นได้ อย่างไร สิ่งเหล่านี้ใครเป็นคนสร้างขึ้นมา การสร้างมาตรฐานนี้ขึ้นมาเป็นสิ่งที่สังคมไม่น่าจะ ยอมรับ สิ่งที่บอกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์รับไม่ได้ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ล่ะครับ อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์อีก ที่เกิดขึ้นมันคืออะไรครับ สิ่งเหล่านี้เราเป็นคนสร้างมาตรฐานให้เกิดการยอมรับหรือครับ ประชาชนเขาโดนกรอกหูทุกวัน ข่าวบอกบ้างโพล (Poll) ต่าง ๆ ลงไปบ้าง สิ่งเหล่านี้ เป็นการหล่อหลอมอย่างหนึ่งที่ทําให้สังคมเราเป็นเช่นนี้ เราเลยอยากให้ ๓ กลไก

อันแรกเลยคือกลไกทางด้านตัวเร่งนะครับ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญมาก ตัวเร่งคือ อะไรครับ บุคคลที่เขาทําหน้าที่อย่างนี้อยู่แล้ว บุคคลที่เขาทําหน้าที่อย่างนี้อยู่แล้วเขามี เยอะแยะทั่วประเทศครับ ทั้งท้องถิ่นด้วย เราอยากให้บุคคลเหล่านี้รวมตัวกันเข้มแข็ง ท่านมี ช่องทางให้เขาสิครับ เขาจะทําอย่างไรได้บ้าง เขาจะได้สร้างกลุ่มขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเป็นกรณีที่ ปลูกฝังว่าอะไรครับ เขาร้องเรียนปุ๊บเขาตาย เขาเกิดเสียชีวิตขึ้น แล้วเป็นอย่างไรครับ ประชาชนก็โอเค (Okay) ตายจบปุ๊บ ไม่ทําอะไรแล้ว รู้ว่าคนที่เป็นตัวเร่งขนาดเข้ามามี ส่วนร่วมปุ๊บต้องเสียชีวิต เขาก็อยู่เฉย ๆ ไม่ดีกว่าหรือครับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นท่านต้อง ช่วยแก้นะครับ สิ่งเหล่านี้คือสร้างมาตรฐานอะไรบ้างขึ้นมาตัวเร่งถึงจะทํางานได้ดีขึ้น

อีกอันหนึ่งนะครับ การมีส่วนร่วมของประชาชน เราพูดกันเยอะมากนะครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ประชาชนยังไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมเลย รัฐธรรมนูญที่จะมาล่าสุด ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง

ตัวสุดท้ายคือสื่อรณรงค์ อันนี้ก็เน้นย้ําอยากให้สื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์ สิ่งดี ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วสังคมเราจะไปรอดนะครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก่อนที่คณะผู้นําเสนอจะนําเสนอต่อนะครับ ขออนุญาตที่จะกล่าวต้อนรับ แขกผู้มีเกียรติของเรานะครับ คณะบุคคลที่ขออนุญาตเข้าฟังการประชุมของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ เป็นคณะอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลครับ ทั้งหมด ๑๖ ท่านด้วยกัน เชิญผู้นําเสนอต่อครับ คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม วสันต์ ภัยหลีกลี้ ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประเทศไทยมีปัญหา เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันอย่างรุนแรงแล้วก็แพร่ขยายอย่างกว้างขวางนะครับ อย่างที่ ท่านประธานประมนต์ได้กล่าวไว้นะครับ คะแนนดัชนีความโปร่งใสของเราในช่วงที่ผ่านมา เรียกว่าไม่ดีเลย ไม่เคยเกิน ๓๘ คะแนน จาก ๑๐๐ คะแนนเต็ม ปีนี้เราดีขึ้นหน่อย ขึ้นมาที่อันดับ ๘๕ จาก ๑๗๕ ประเทศ แต่ในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) เราก็อยู่ในประเทศ ที่เรียกว่ากลาง ๆ นะครับ มีเรื่องที่เราจําเป็นจะต้องทําอีกเยอะมากเพื่อให้ประเทศของเรา ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็มีขีดความสามารถในการแข่งขัน แล้วทําให้คุณภาพ ชีวิตของประชาชนโดยรวมดีขึ้น สําหรับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันครับ ในช่วงที่ผ่านมาว่า กันว่าสร้างความเสียหายปีหนึ่งหลายแสนล้านบาทนะครับ ซึ่งเงินเหล่านี้ถ้านํามาใช้ ในการพัฒนาประเทศก็คงจะทําให้ประเทศของเราก้าวไปได้อีกไกลพอสมควรนะครับ ปัจจัยหลักที่ทําให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น ว่ากันว่าเกิดจากกฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการ ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาดําเนินการหรือว่างดเว้นการดําเนินการโดยปราศจาก การตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจังนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นอกจากนั้นครับ ก็เป็นเพราะทัศนคติของประชาชน ต่อความเสียหายอันเกิดจากคอร์รัปชัน มีน้อยนะครับ เพราะเห็นว่าการคอร์รัปชันเกิดขึ้น ในทุกรัฐบาล จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันเป็นประเภทไทยเฉย นอกจากนั้นนะครับ ฝ่ายการเมืองขาดเจตนารมณ์ขาดความแน่วแน่ที่จะขจัดปัญหา การทุจริตคอร์รัปชัน มิหนําซ้ําบางทียังเข้ามาถอนทุนหรือว่าเข้ามาทําธุรกิจการเมือง หวังความร่ํารวยจากความเดือดร้อนของประเทศชาติและประชาชนนะครับ ยุทธศาสตร์ ทางด้านการป้องกันนะครับ เราคิดว่าควรจะเน้นที่การปฏิรูปด้วยการสร้างเสริมสังคม ธรรมาภิบาลเพื่อเป็นระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันเสมือนกับการสร้างระบบภูมิต้านทาน แก่ทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน โดยทุกภาคส่วนจะต้องมีหลักธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วยหลักนิติธรรม ต้องมีการปฏิรูปกฎเกณฑ์ กติกาที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานขององค์กรให้มีความชัดเจน สร้างการยอมรับร่วมกัน แล้วก็สามารถบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพ ขอสไลด์ (Slide) หน้าถัดไปด้วยนะครับ นอกจากนั้นก็ต้องมีการสร้างความโปร่งใสในการกําหนดกฎเกณฑ์ กติกา กระบวนการ ขั้นตอนการดําเนินการเข้าถึงข้อมูล มีการเสริมสร้างกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การเปิดโอกาสให้ประชาชน ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและการดําเนินการของภาครัฐ การตั้งกองทุนเพื่อการทํางานของ ประชาชนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การลดการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ เช่น การกําหนดขั้นตอน กระบวนการ ระยะเวลาในการทํางาน ในการปฏิบัติงาน ในการให้บริการประชาชน การเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก็ความคุ้มค่าของ การให้บริการ การขจัดโอกาสการทุจริตด้วยการตรวจสอบ จับกุม ลงโทษอย่างเคร่งครัด แล้วก็จริงจัง ลดการแทรกแซงทางการเมือง เช่น การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจด้วยระบบคุณธรรมและจริยธรรม ยุทธศาสตร์การป้องกันการทุจริต และประพฤติมิชอบจะเน้นหนักในด้านของการอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่ให้มีช่องทาง ในการหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และลดเงื่อนไขในการเข้าแสวงหา ผลประโยชน์จากการให้บริการสาธารณะของรัฐได้โดยง่าย รวมทั้งการพยายามให้เกิด ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิบัติงาน จึงได้มีการกําหนด ให้มีการปฏิรูปดังนี้นะครับ

๑. การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพัสดุภาครัฐเพื่อให้เกิดระบบ ที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพต่อการจัดหาวัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง การมีกฎหมาย ที่ปิดช่องในการฉวยโอกาสของนักการเมืองในการนํางบประมาณแผ่นดินไปใช้ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ตนเองในเชิงของการหาเสียง การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารภาครัฐ รวมทั้งไม่ให้มีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ ส่วนรวมในขณะที่ดํารงตําแหน่งที่สามารถใช้อํานาจรัฐได้

๒. การปฏิรูปการมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านการทุจริต ก็ประกอบไปด้วยการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการต่อต้านการทุจริต การมีส่วนร่วม แล้วก็ ส่งเสริมให้ประชาชนเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและมีบทบาทในการต่อต้าน การทุจริต จําเป็นจะต้องมีกองทุนสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตเพื่อหนุนช่วยให้ภาคประชาสังคม ได้ดําเนินกิจกรรมรณรงค์แจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจนทําให้ นักการเมืองแล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจต้านทานกระแสของประชาชนได้ การคุ้มครอง พยานในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต ในการแจ้งเบาะแส การตรวจสอบการใช้งบประมาณ การเข้าร่วมสังเกตการณ์การจัดซื้อจัดจ้าง และเป็นพยานในศาล ก็จะต้องให้ความปลอดภัยกับพยานเหล่านั้น นอกจากนั้นก็สร้าง ให้หลักนิติธรรมเกิดผลในทางปฏิบัติและสังคมมีธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐแล้วก็ ภาคธุรกิจเอกชน โดยการปฏิรูปกฎหมายต่าง ๆ ที่จะไปเอื้อต่อการทุจริตเพื่อปิดช่องโหว่ ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมให้กฎหมายมีความชัดเจน มีสภาพบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงานพัสดุภาครัฐ มีมาตรการเชิงป้องกัน ของบุคคลที่สามในการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้ข้อตกลงคุณธรรมหรือว่าอินเทกริตีแพกท์ (Integrity Pact) มีโครงการแนวร่วมปฏิบัติภาคประชาชน การเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลโดยการสร้างมิติ ทางการบริหารที่มีความโปร่งใสและให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ก็เป็นสิ่งสําคัญ โดยใช้แนวทางรัฐบาลเปิดเผยหรือว่าโอเพินกัฟเวิร์นเมนท์ (Open government) หรือโอเพินดาตา (Open data) โดยการยกร่างปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐที่มีผลกระทบต่อทั้งสังคมแล้วก็ต่อตนเองได้ จะทําให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุลการทํางานของภาครัฐ แล้วก็เป็นการสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจในระบบบริหารภาครัฐได้อีกด้วยการลดการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยให้มีการกําหนดขั้นตอน ระยะเวลาแล้วเสร็จ เอกสารที่ใช้ในการขออนุญาต หรือว่าขออนุมัติจากทางราชการซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีที่พระราชบัญญัติอํานวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการได้ผ่านการพิจารณาของ สนช. แล้วก็มีผลบังคับใช้ไปแล้ว

ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายที่เราเห็นว่าควรจะต้องมีการปรับปรุงหรือว่า มีการตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ก็ได้มีการพูดคุยกัน แล้วก็นําเสนอให้มีการยกร่างกฎหมายใหม่นี้ อาทิเช่นร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เราเห็นว่าพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของทางราชการซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ สมควรแก่เวลาที่จะปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก รวดเร็วขึ้น เพื่อทําให้สังคมมีธรรมาภิบาลมากขึ้น เราเสนอให้มีร่างพระราชบัญญัติ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาการเบียดบังงบประมาณในส่วนนี้ ซึ่งปีหนึ่ง ๆ มีอยู่ประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นก็มีการนํางบโฆษณาส่วนนี้ ไปโฆษณาตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองและยังใช้ในการแทรกแซงสื่อด้วยนะครับ เราเสนอ ให้มีร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม อันนี้ก็เพื่อที่จะป้องกันปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์เพื่อที่จะ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้อํานาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการปรับปรุงจากกฎหมายเจ็ดชั่วโคตร ที่เคยมีการนําเสนอให้มีความเหมาะสมแล้วก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น แล้วก็จะมีส่วน ช่วยในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากนี้ก็ยังได้มีข้อเสนอแนะต่าง ๆ ทั้งต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ต่อรัฐบาลนี้นะครับ เช่นร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งเราได้ทํางานควบคู่ไปกับทางกรมบัญชีกลาง นอกจากนั้น ก็มีข้อเสนอแนวทางการดําเนินการยกร่างพระราชบัญญัติศุลกากรว่าด้วยการจัดตั้งคลังสินค้า ทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรเพื่อให้มีการแข่งขันไม่ให้มีการผูกขาด นอกจากนั้น ก็มีข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการด้วย เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่เวลามีกฎหมายออกมาแล้วบางทีไปเอื้อเอกชนทําให้รัฐเสียหาย ผลลัพธ์ที่เราหวังว่าจะเกิดขึ้นแล้วก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็มีหลายประการด้วยกัน ผมขออนุญาตสรุปดังนี้ อย่างเช่น มีการพัฒนาระบบกฎหมายที่เกี่ยวกับการต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชัน ทําให้การบริหารงานภาครัฐมีความโปร่งใส ลดการใช้ดุลยพินิจ ของเจ้าหน้าที่ที่อาจจะเป็นช่องทางในการเรียกรับอามิสสินจ้าง การเปิดโอกาสให้ประชาชน เข้าถึงข้อมูล การให้บริการภาครัฐ การบริหารสินทรัพย์หรือบริหารโครงการที่คุ้มค่า เราอยากเห็นผลลัพธ์ที่ประชาชน กลุ่มองค์กรภาคเอกชนมีความรู้ความเข้าใจแล้วก็ตระหนัก ถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต มีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส แล้วก็ ร่วมตรวจสอบกิจกรรมที่อาจจะเสี่ยงต่อการทุจริตในทุกระดับ ผู้แจ้งเบาะแส ผู้มีส่วนร่วม ได้รับการคุ้มครองกรณีที่ได้รับความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ทําหน้าที่พลเมืองดี อยากเห็นองค์กรอิสระ หน่วยงานของภาครัฐมีบุคลากรที่มีความสามารถ มีสมรรถนะ แล้วก็ ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รวดเร็ว มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติงาน การปฏิบัติงานขององค์กรอิสระสามารถบรรลุผลตามที่ตั้งใจได้ มีความเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกชี้นําจากฝ่ายบริหารหรือว่าข้าราชการการเมือง อย่างเช่น ป.ป.ท. เราก็เสนอว่าควรจะ ให้มีความเป็นอิสระไม่ได้อยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม เสนอให้มีศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ขึ้นเป็นศาลชํานัญพิเศษ ใช้ระบบไต่สวน ทําหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีข้าราชการ พนักงานราชการ แล้วก็ลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือว่าร่ํารวย ผิดปกตินะครับ อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมทําหน้าที่ได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถ เอาคนผิดมาลงโทษได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการป้องปรามทําให้คนที่คิดจะทุจริตนี้ต้องคิดมาก หรือว่าต้องคิดหนัก เราอยากเห็นองค์กรระหว่างประเทศ นักธุรกิจต่างชาติมีความพึงพอใจ ที่จะมาลงทุนหรือว่าใช้บริการในประเทศของเรานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน ด้านบริการ หรือว่าการเงิน การธนาคาร เราหวังว่าสถานการณ์ความโปร่งใสในประเทศไทย จะดีขึ้นนะครับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของเราจะดีขึ้นจากการที่เราช่วยกันป้องกันครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอาจารย์สังศิตครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมขออนุญาตท่านประธานและสมาชิกทุกท่านนะครับ ช่วยเปิดไปดูหน้า ๒๒ ผมจะอธิบาย ยุทธศาสตร์การปราบปรามการทุจริตในประเทศไทยด้วยชาร์ท (Chart) แผ่นเดียวก็คือ ชาร์ท (Chart) แผ่นที่ ๒๒ ครับ ท่านประธานครับ รายงานของธนาคารโลกได้ระบุว่าปัญหา ใหญ่ที่สุดของมนุษย์หรือว่าของทุกประเทศที่แก้ยากที่สุดมีอยู่ ๒ ปัญหา ปัญหาแรก ก็คือ ปัญหาเรื่องของการแก้ไขความยากจน แล้วปัญหาที่ ๒ ก็คือการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน ๒ เรื่องนี้เขาบอกว่ามนุษย์เราอาจจะเอาชนะไม่ได้เลยก็ได้เพราะว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราดูไปที่ชาร์ท (Chart) หน้า ๒๒ เราจะเห็นอย่างนี้ว่า ทางซ้ายมือ ตํารวจ อัยการ ศาล ก็จะเป็นภาคราชการ ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดต่อไปนะครับ ส่วนตรงกลางก็จะเห็นเป็นองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต แล้วส่วนที่ ๓ ทางขวามือก็คือบทบาทของภาคประชาสังคม เวลาที่เราดูเรื่องนี้นะครับ ตรงกลางเราจะเห็นว่า การทุจริตและประพฤติมิชอบมีตัวแสดงใหญ่ ๆ อยู่ ๓ ตัวเท่านั้น ตัวแรก ก็คือฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองก็คือการเมืองทั้งในระดับชาติ แล้วก็ในระดับท้องถิ่น ส่วนที่ ๒ ก็คือภาคราชการ ซึ่งก็ครอบคลุมถึงองค์กรรัฐวิสาหกิจ แล้วก็องค์กรภาครัฐที่จัดตั้งโดยมีอํานาจพิเศษจํานวนมาก แล้วส่วนที่ ๓ ก็คือภาคธุรกิจเอกชน เราจะจัดการกับปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างไร เราจะพบอย่างนี้ว่าแม้กระทั่งธนาคารโลกเองก็ไม่กล้าใช้คําว่าแอนไท (Anti) คอร์รัปชัน เขาไม่กล้าใช้คํานี้ เขาใช้คําว่าคอร์รัปชันคอนโทรล (Corruption control) เขาคิดว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะกวาดล้างการทุจริตให้มันหมด เขาบอกว่าสิ่งที่เราควรจะพยายามทําก็คือ ควบคุมไม่ให้มันโตได้เท่านั้นละ แต่มันจะไม่ตายหรอก เมื่อไรรัฐบาลเผลอก็จะโตได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราจะควบคุมการทุจริตนะครับ ผมคิดว่าอันแรกสุดสิ่งที่เราต้องคิดก็คือ ถ้าเราดูเวลานี้ทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศเราจะจัดสรรให้แก่ส่วนที่เป็นซ้ายมือคือ ส่วนที่เป็นรัฐ แล้วส่วนที่เป็นตรงกลางก็คือองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนทางขวามือ ก็คือภาคประชาสังคมจะไม่ค่อยได้งบประมาณ งบประมาณของเราทุ่มเทให้กับหน่วยราชการ แล้วก็องค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ในประเทศที่เจริญแล้วเราจะพบว่าทําไม ถึงมีการคอร์รัปชันต่ํา ไม่ใช่เป็นเพราะว่าภาคราชการหรือองค์กรอิสระเข้มแข็งหรอก ไม่ใช่เป็นเพราะว่าภาคราชการหรือองค์กรอิสระเข้มแข็งหรอก แต่ว่าเป็นภาคขวามือครับ ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเวลาเรามองกลยุทธ์ในการที่จะควบคุม การทุจริตต้องมองทั้งในระยะเฉพาะหน้า แล้วก็ในระยะยาว ในระยะยาวถ้าภาคประชาสังคม ไม่เข้มแข็งไม่มีทางควบคุมการทุจริตได้ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักการเมืองญี่ปุ่นคนหนึ่งที่สร้าง สนามโอลิมปิกด้วยการใช้เงินจํานวนมหาศาล ยังไม่ได้มีการทุจริตเลยครับ แต่ประชาชน ใช้โซเชียลแซงก์ชัน (Social sanction) ใช้การลงโทษทางสังคมบอกว่าไม่ยอม คุณใช้งบประมาณมากขนาดนี้พวกเราไม่ยอม เพราะเป็นภาษีอากรของเรา ผลก็คือรัฐมนตรี ท่านนี้ประกาศลาออกทันที ไม่ใช่เขาทุจริตนะครับ เขายังไม่ได้ตรวจสอบเลย เพียงแต่ประชาชน เขาบอกว่าผลประโยชน์ของประชาชนเสียหาย พวกเราไม่รับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เวลาที่เรามองเรื่องความหมายของการคอร์รัปชัน กับการทุจริตประพฤติมิชอบเราจําเป็น ที่จะต้องยกระดับความหมายของคําว่า ทุจริตประพฤติมิชอบให้เข้าไปใกล้เคียงกับ ความหมายของคอร์รัปชัน ให้มากขึ้นนะครับ ในประเทศที่ประสบความสําเร็จในการควบคุม การคอร์รัปชัน เรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลสาธารณะ แล้วก็เรื่อง ของผลประโยชน์ของประเทศ หรือประชาชน ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือพับลิกอินเทอเรสท์ (Public interest) เป็นเรื่องสําคัญที่สุด มอรัลลิตี (Morality) กับเรื่องของพับลิกอินเทอเรสท์ (Public interest) ถ้านักการเมืองหรือข้าราชการท่านไหนทําให้เกิดความเสียหาย ถือเป็นการคอร์รัปชันแล้วนะครับ ถ้าเราดูไปทางซ้ายมือจะพบอย่างนี้ว่า ถ้าเราจะควบคุม การทุจริตและประพฤติมิชอบในสังคมไทยได้ ความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบราชการ ให้เกิดธรรมาภิบาล มีความโปร่งใสก็เป็นเรื่องจําเป็น ขั้นตอนการทํางานลดลง แล้วก็สามารถที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน อันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ แต่องค์กรที่สําคัญ ๆ ที่จะช่วยทําให้การทุจริตลดลงได้มากในบรรดาหน่วยราชการทั้งหมด ก็คือตํารวจครับ ถัดลงมาก็คืออัยการ อัยการก็ต้องปฏิรูปครับ เพราะว่าอํานาจของอัยการ บางอย่างอยู่ที่อัยการสูงสุดท่านเดียวว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง เพราะฉะนั้นเวลาที่ถูกการเมืองแทรก ก็อาจจะทําให้คดีนั้นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักการนะครับ การปฏิรูป องค์กรทุกองค์กรที่เป็นของภาครัฐก็เป็นเรื่องที่สําคัญ แม้กระทั่งศาลยุติธรรมนะครับ กรรมาธิการก็ได้นําเสนอว่าควรจะมีศาลของ สตง. ด้วย เนื่องจากคดีที่คั่งค้างอยู่ใน ป.ป.ช. มีมากเกินไป เพราะฉะนั้นก็ต้องหาทางที่จะจัดท่อระบายคดีต่าง ๆ ออกไป ของ สตง. ก็ไปขึ้นเลยนะครับ ส่วนของ กกต. ก็ไปขึ้นศาลเหมือนกันเป็นศาลชํานัญพิเศษ ส่วนข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐก็ไปขึ้นศาลคดีต่อต้านการทุจริต ส่วนนักการเมืองก็ไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของนักการเมือง เพราะฉะนั้นการเปิดท่อหลายท่อไว้ก็จะเป็นการระบายคดีต่าง ๆ ไม่ให้คั่งค้าง มากจนเกินไป ในส่วนตรงกลางนะครับ การสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพ ขององค์กรตรวจสอบการทุจริต ท่านก็จะเห็นได้ว่าในชาร์ท (Chart) นี้มีอยู่ ๖ องค์กร ก็คือ อันแรกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็ กกต. คตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. แล้วก็ ปปง. บางองค์กร ก็เป็นองค์กรอิสระ บางองค์กรก็ยังไม่ค่อยเป็นอิสระครับ ยุทธศาสตร์ที่เราต้องทําก่อนก็คือ ทําให้องค์กรอิสระสามารถทํางานให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพราะฉะนั้นการแยกอํานาจ ระหว่างกรรมการกับฝ่ายบริหารออกจากกันจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญในการออกกฎหมาย เพื่อทําให้คดีความต่าง ๆ ที่อยู่ใน ป.ป.ช. อยู่ใน กกต. คตง. ทํางานได้รวดเร็วมากขึ้น แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ว่าคนที่จะมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐ เราก็เสนอว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ควรจะมาจากคนที่ทําหน้าที่ทางด้านกฎหมายเท่านั้น เพราะเหตุว่ามุมมองในการจัดการบริหารเรื่องคอร์รัปชัน มันไม่ใช่แค่กฎหมาย มันต้อง ใช้ความหลากหลายของการคิด เพราะฉะนั้นเราก็เห็นว่ากรรมการสรรหาก็ควรจะ มีความหลากหลายเช่นเดียวกันครับ กรรมการในองค์กรอิสระก็ต้องมีความหลากหลายด้วย เช่นเดียวกัน และที่สําคัญผู้ที่จะลงสมัครเป็นกรรมการสรรหานี้ควรจะมีการเปิดเผยชื่อ ประวัติทั้งหมดเลย ให้สาธารณชนทราบ ๓๐-๖๐ วันนี่นะครับ เพื่อประชาชนสามารถที่จะนําเสนอข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้สมัครไปถึงประธานคณะกรรมการสรรหาได้นะครับ ผมคิดว่าการตรวจสอบ การคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาเป็นเรื่องสําคัญ แต่ก็ควรให้ภาคสังคม ภาคประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย ส่วนองค์กรบางองค์กรที่สมควรที่จะมีการปรับปรุงก็คือ ป.ป.ท. แล้วก็ ปปง. ป.ป.ท. ตั้งแต่ตั้งมานี่นะครับไม่เคยได้ทํางานเลยอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะว่าเวลาจะทํางานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ย้ายเลขาธิการ ป.ป.ท. ทันที เพิ่งจะได้ ทํางานเป็นครั้งแรกก็สมัย พลเอก ประยุทธ์นี่ครับ มีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านนี้ที่ท่านอนุญาตให้ทํางานได้ งานมันก็ถึงได้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องคิดถึงในระยะของ การปฏิรูปคราวนี้ครับว่าจะออกแบบอย่างไรเมื่อรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์พ้นไปแล้ว องค์กร ป.ป.ท. ยังสามารถที่จะทํางานต่อไปได้นะครับ รวมทั้งของ ปปง. ก็เช่นเดียวกัน จะทําอย่างไรให้องค์กรนี้มีความเป็นอิสระ ในประเทศต่าง ๆ โดยทั่วไปเขาจะไม่ให้หน่วยงาน ที่ทําหน้าที่รวบรวมข่าวสารข้อมูลแล้วก็มีอํานาจปราบปรามไว้ในหน่วยงานเดียวกันครับ เขาก็จะแยก ๒ หน่วยงานนี้ออกไป คนที่รวบรวมข้อมูลนี้ก็ทําหน้าที่นี้ไปแล้วก็เสนอให้ ฝ่ายปราบปรามไปปราบปรามนะครับ ถ้าเอาอํานาจ ๒ อันนี้ไว้รวมกันก็เป็นเรื่องที่สังคม จะมีความเสี่ยงมากขึ้นนะครับ ในส่วนขวามือสุดนี้ก็คือส่วนของการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชน คําถามของเราก็คือจะทําให้ภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็งได้อย่างไร ผมคิดว่า เป็นยุทธศาสตร์ทั้งในระยะสั้นแล้วก็ระยะยาวของประเทศนี้ที่จะต้องทําให้เครือข่าย ของภาคประชาสังคมในการตรวจสอบนี้สามารถที่จะตรวจสอบบุคคลสาธารณะ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างเป็นจริง กฎหมายคุ้มครองพยานต่าง ๆ สําหรับผู้ที่มาแจ้ง เบาะแสนะครับ เราก็ใช้องค์กรของภาคเอกชนให้มากขึ้นเพื่อจะมาทํางานนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องสําคัญ ผมคิดว่าส่วนที่เป็นงานที่เป็นความรู้จากการวิจัยต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นฐานของ ปัญหาเมืองไทยก็เป็นเรื่องสําคัญครับ ผมคิดว่าเราได้ใช้มาตรการทุกอย่างแล้วของยูเอ็น (UN) ของประเทศต่าง ๆ มาใช้หมดแล้ว แต่ปัญหาทุจริตกลับเพิ่มขึ้นไม่หยุด นี่ก็แสดงว่าความรู้ ที่อยู่ในบริบทของสังคมตะวันตกเวลาเอามาใช้ในเมืองไทยมันทําหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าองค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตนี้ก็ควรจะมีหน้าที่อันหนึ่งก็คือ สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเรื่องของการควบคุมการทุจริตได้อย่างเป็นจริง ซึ่งเวลานี้งานวิจัย ส่วนใหญ่ทํายากเนื่องจากไม่มีใครเปิดเผยข้อมูลให้ เพราะฉะนั้นระยะยาวแล้วเราจะรู้เลยว่า ประเทศไหนเจริญหรือไม่เจริญก็ต้องดูจากภาคประชาสังคม ถ้าหากภาครัฐและองค์กรอิสระนี้ ยังเข้มแข็งแล้วภาคประชาสังคมอ่อนแอก็แสดงถึงความด้อยพัฒนาครับ แต่ถ้าเมื่อไร ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ภาคของรัฐจะเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็งไม่ค่อยสําคัญหรอกครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีผู้นําเสนออีกไหมครับ

นายประมนต์ สุธีวงศ์

ท่านประธานครับ ผู้นําเสนอหมดแล้ว ผมขอใช้เวลา อีกสัก ๕ นาที สรุปประเด็นที่มีความคืบหน้าเรื่องนี้หน่อยนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ 🔗

ท่านประธานครับ อยากจะรายงานว่าอย่างนี้ครับ ในส่วนที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทําไว้แล้วคณะของเราได้นําเสนอไปมีหลายเรื่อง ที่มีความคืบหน้าในช่วงปีที่ผ่านมา เพราะว่าในการทํางานนี้เราก็ได้ขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน ผมขอให้ท่านช่วยเปิดไปที่หน้า ๒๕ ถ้าจะขึ้นสไลด์ (Slide) ด้วยก็ได้นะครับ หน้า ๒๕ นี้ เป็นรายงานความคืบหน้า

เรื่องแรกเลย คือการสร้างการมีส่วนของภาคประชาชน ใน ๓ หัวข้อแรกคือ การใช้ข้อตกลงคุณธรรม ภาษาอังกฤษใช้ว่าอินเทกริตีแพกท์ (Integrity Pact)

อันที่ ๒ คือโครงการสร้างความโปร่งใสในการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือซีโอเอสที (CoST)

อันที่ ๓ คือโครงการสร้างความโปร่งใสในการสกัดทรัพยากรธรรมชาติ อันนี้เป็นเครื่องมือกระบวนการที่ทางรัฐบาลได้ยอมรับแล้ว และได้มอบหมายว่าในโครงการ ใหญ่ ๆ ของภาครัฐต่อไปในอนาคตในการจัดจ้างประมูลจะต้องมีภาคประชาชนคือกลุ่มของ บุคคลที่ ๓ ที่มีความรู้ มีความสามารถที่ได้รับการคัดสรรแล้วเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ก็หมายความว่าไปดูตั้งแต่ทีแรกเลยว่ากระบวนการเขียนทีโออาร์ (TOR) ถูกต้องไหม การเชิญประมูลเรียบร้อยหรือเปล่า ความโปร่งใสอะไรต่าง ๆ อันนี้ดําเนินการแล้ว แล้วก็ จะบรรจุอยู่ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างที่จะตามมา

ด้านที่ ๒ คือการปลูกจิตสํานึกอย่างเข้มแข็งโดยภาครัฐโดยการบรรจุ หลักสูตรโตไปไม่โกง อันนี้ ครม. ได้มีมติไปแล้วนะครับ ชั้นประถมศึกษาปีหน้าจะเริ่มต้น จะมีหลักสูตรโตไปไม่โกงนี้เข้าไป

มาตรการที่ ๓ ในหน้าต่อไปเป็นมาตรการเฉพาะด้าน ซึ่งไม่ใช่เป็นผลงาน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยตรง แต่เนื่องจากว่าทางคณะกรรมการที่พวกเรามีส่วนร่วมด้วย ได้ไปดูในเรื่องของรัฐวิสาหกิจด้วย แนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเช่นการตั้งโฮลดิงคัมพานี (Holding company) หลายท่านคงติดตามว่าอันนี้เป็นความต้องการในการที่ว่าถ้าสามารถ จะจัดเอาบริษัทรัฐวิสาหกิจหลายอันที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มารวมกันแล้วก็ควบคุมโดย บริษัทโฮลดิง (Holding) ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ การแทรกแซงทางการเมืองในการตั้งกรรมการต่าง ๆ ในบอร์ด (Board) ของรัฐวิสาหกิจก็จะลดน้อยลง เพราะว่านโยบายกํากับโดยกระทรวง แต่ว่าการบริหารราชการหรือการบริหารงานจะทําโดยโฮลดิงคัมพานี (Holding company) ฉบับนี้ การจัดตั้งแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอาญา อันนี้มีแล้วนะครับ เราเสนอให้ตั้งศาลทุจริต แต่ในชั้นต้นนี้ก็ได้มีการบอกว่าเอาว่าเป็นแผนกไปก่อนแล้วก็ ดําเนินการได้ทันที

เรื่องที่ ๔ การขับเคลื่อนให้มีกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชัน คุณวสันต์ ได้พูดถึง ๓-๔ เรื่อง ผมอยากจะรายงานว่าพระราชบัญญัติอํานวยความสะดวกในการพิจารณา การอนุญาตของราชการปี ๒๕๕๘ นี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีนี้นะครับ ขณะนี้ หน่วยงานราชการต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนว่าในการออกใบอนุญาตต่าง ๆ คุณต้องการอะไร ใช้เวลาเท่าไร และประชาชนมีสิทธิในการที่จะร้องเรียนถ้าเผื่อไม่ประสบความสําเร็จตามนั้น

ต่อไปครับ กฎหมายที่อยู่ระหว่างดําเนินการ อยากจะขอเรียนความคืบหน้าว่า อย่างนี้ครับ ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารภาครัฐ ซึ่งอันนี้จะครอบคลุม ส่วนภูมิภาคด้วย ปัจจุบันระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ใช้กันอยู่นี้ใช้เฉพาะส่วนกลาง แล้วก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านทางด้านของการตรวจสอบ ไปหมดแล้ว กฤษฎีกาให้ความเห็นชอบแล้ว จะกลับมาที่ ครม. และจะมาที่ สนช. ภายใน เดือนหน้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่เพียงแต่พูดถึงเรื่องว่าให้ครอบคลุมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่ได้บรรจุกระบวนการที่ผมได้พูดถึงว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วมไว้เป็นหนึ่งใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เลย กําหนดว่าต้องเป็นไปตามนั้น ร่าง พ.ร.บ. โฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ร่างพระราชบัญญัติเรื่องของข่าวสารที่คุณวสันต์พูดถึง ผ่าน ค.ร.ม. เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่าง ดําเนินการที่จะต้องให้กระทรวงต่าง ๆ ให้ความคิดเห็น อันนี้ก็เป็นรายงานความคืบหน้า ที่ผมอยากจะเรียนว่าความพยายามในการทํางานรอบปีที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์ ทีเดียวแต่ก็ได้มีความคืบหน้าไปพอสมควร มีเอกสารที่แนบอยู่ในเอกสารชุดนี้เรื่องบทบัญญัติ ต่าง ๆ ที่ประกอบรัฐธรรมนูญผมจะไม่พูดถึงนะครับ ท่านกรุณาไปอ่านดู เพราะว่าหลายข้อ ในนี้ได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วที่ตกไป ผมเชื่อว่าหลายส่วนจะถูกยกนํากลับมา ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่าเป็นมาตรการต่าง ๆ ที่ได้นําเสนอไว้ผ่านการกลั่นกรอง และจะเป็นส่วนหนึ่งของการที่เราจะต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประมนต์ สุธีวงศ์ นะครับ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ปัจจุบัน ท่านก็เป็นสมาชิก สปท. ด้วยนะครับ รวมทั้งท่าน พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ท่านดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธาน คณะกรรมาธิการ คนที่สอง ซึ่งทั้ง ๒ ท่านก็เป็น สปท. ด้วยนะครับ คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ เลขานุการคณะกรรมาธิการ และคุณคณิศร ทับทิม ที่ช่วยกรุณามาชี้แจง ท่านจะรับฟัง เพื่อที่จะมีโอกาสในตอนท้ายตอบข้อซักถามบางประการก็เชิญนะครับ หรือว่าถ้าไม่สะดวก ก็เชิญท่านสมาชิกครับ ตัวอย่างของการนําเสนอตรงนี้น่าสนใจตรงที่ว่าท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ได้รายงานความคืบหน้า ซึ่งก็สอดคล้องตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีดําริส่งมาถึง ท่านประธานทินพันธุ์ นาคะตะ ว่าในช่วงการทํางานของ สปท. ระหว่างการประชุมนั้น หากว่ามีความคืบหน้าในการดําเนินการของแม่น้ําทุกสายนะครับ โดยเฉพาะทางคณะรัฐมนตรี ก็ขอให้สมาชิกได้ทราบ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอบคุณท่านประมนต์นะครับที่ได้กรุณารายงาน ความคืบหน้า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดําเนินการมา ปีเศษแล้วครับ แล้วก็ไม่ใช่ว่าเมื่อมี สปช. แล้ว มีพิมพ์เขียวจึงจะเดินหน้าปฏิรูป หรือมี สปท. แล้วต้องรอพิมพ์เขียวแผนปฏิบัติการปฏิรูปของ สปท. แล้วจึงมีปฏิรูป ขณะนี้การปฏิรูป เดินหน้าทุกวันครับ ตัวอย่างในกรณีของทางด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบนะครับ ดังที่ท่านประธานประมนต์ได้รายงานนะครับ

ต่อไปท่านสมาชิกที่ได้แสดงความจํานงอภิปรายความคิดเห็นเพื่อเสนอ วิธีการปฏิรูปประเทศ โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาทีนะครับ ผมจะอ่านรายชื่อ ๓ ท่านแรก ๑. ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ถัดมาคือ ท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านที่ ๓ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ข้าราชการบํานาญ ตําแหน่งอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ลําปาง ซึ่งท่านได้ขออนุญาตที่จะนําถ้อยแถลงเป็นสําเนาแจกสมาชิก ก็ได้อนุญาตนะครับ แต่จะแจกหลังจากที่ท่านได้แสดงความเห็นแล้วนะครับ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ที่ ๗ นะครับ ต้องขอขอบคุณท่านประมนต์และคณะ แล้วก็เอกสารมีประโยชน์ยิ่งนะครับ แล้วก็ในแผนงานหรือที่ได้กล่าวมาโดยคุณประมนต์และคณะนั้นมี ๓ หัวข้อเรื่องนะครับ คือเรื่องการปลูกฝัง เรื่องการป้องกันและการปราบปราม แล้วก็ในแต่ละหัวข้อทั้ง ๓ นี้ ก็มีรายการที่จะพึงกระทํารวมแล้วก็เป็นร้อย คราวนี้ สปท. มีเวลาสมมุติว่า ๒๒ เดือน โดยประมาณหรือว่า ๒ ปี ก็คงจะต้องมีการจัดลําดับความสําคัญ เหมือนกับที่ว่า ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ฉันใดฉันนั้น ผมก็อยากจะเสนอไว้ ในที่ประชุมว่าเรื่องระบบการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันจะต้องมีแผนงานให้แล้วเสร็จ ก่อนการเลือกตั้ง คราวนี้ในหลาย ๆ ร้อยเรื่องหรือหลายรายการนั้นผมเองก็คิดว่า น่าจะมีการตกลงกันไว้สัก ๑๐ เรื่องหลักที่เป็นหัวใจ เป็นแก่นสารของการที่จะปราบปราม การทุจริตหรือว่าลดให้ได้ให้มากที่สุดในช่วงการปฏิรูป แล้วเมื่อมีการเลือกตั้งประเทศไทย จะได้เริ่มต้นใหม่ ผมก็อยากจะขอเสนอสัก ๗-๘ ประเด็นด้วยกันนะครับว่าจะต้องทําให้ได้ แล้วต้องมีข้อยุติโดยแม่น้ําทั้ง ๕ สายเป็นสําคัญ

อันแรกเลยก็คือผมได้เคยกล่าวไว้แล้ว แล้วก็เป็นสิ่งที่ทํากันในประเทศ ประชาธิปไตยทั่วโลก คือไม่ให้รัฐมนตรีมีอํานาจในการเซ็นการจัดซื้อจัดจ้าง อันนี้ก็รวมทั้ง ข้าราชการระดับสูงด้วย ผมได้ถามกับเพื่อน ๆ รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะคนยุโรปของแคนาดา ของสหรัฐอเมริกา เขาก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาไม่มีอํานาจหน้าที่ในการลงชื่อจัดซื้อจัดจ้าง เพราะฉะนั้นขจัดเอาเรื่องการเมืองออกไป ในการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็ให้มีสํานักงานกลางว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ในเมื่อเรามี สตง. มี ป.ป.ช. มี ปปง. ป.ป.ท. กรมบัญชีกลาง สํานักงบประมาณ แล้วก็มีรัฐสภาที่จะตรวจสอบแล้ว เราก็เพิ่มอีกสํานักงานให้เป็นสํานักงานจัดซื้อจัดจ้างกลาง แล้วก็ให้สํานักงานนี้เริ่มทําระบบ ของการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลที่จะใช้กับหน่วยงานกลางแล้วก็ในท้องถิ่นลงไปถึง อบจ. อบต. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะมาจากเลือกตั้งด้วย คราวนี้ระบบอันนี้จะเอามาจากไหน ผมก็เคยเรียนปรึกษาคุณประมนต์หลายโอกาสว่าที่องค์การระหว่างประเทศที่กรุงปารีส คือโออีซีดี (OECD) ซึ่งประเทศไทยเป็นคล้าย ๆ สมาชิกสมทบอยู่นั้น เราก็น่าจะ ขอความร่วมมือได้ หรือเราจะเชิญผู้ชํานาญการจากประเทศแคนาดา ฮ่องกง ประเทศฟินแลนด์ สแกนดิเนเวีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขามีระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ที่โปร่งใส การเมืองเข้ามาเกี่ยวไม่ได้ อันนี้เป็นสําคัญ แล้วก็อยู่ในวิสัยที่เราจะกระทําได้ แล้วก็เริ่มทํางานเขาให้เวลาตัวเราเอง ๖ เดือน ระบบการจัดซื้อจัดจ้างก็จะออกมา เป็นรูปเป็นร่างได้ แล้วก็เอาระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีไปทิ้งเสียก็แล้วกันนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือในระบบการจัดซื้อจัดจ้างนั้น การจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีพิเศษ วันที่ ๓๐ กันยายน วันสุดท้ายของปีงบประมาณต้องไม่ได้อยู่ในสารบบ จะต้อง ไม่มีคําว่า ดุลยพินิจ บนตารางนี้บอกว่าให้ลดดุลยพินิจ ไม่ครับ ต้องขจัดดุลยพินิจออกไปนะครับ แล้วก็คู่ขนานกันไปในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การบริการภาครัฐต้องโปร่งใส ที่กรุงจาการ์ตา เทศบาลของกรุงจาการ์ตาเดี๋ยวนี้เป็นอีกัฟเวอร์แนนซ์ (e-Governance) ประชาชนจะทํา อะไรเขาก็เปิดเว็บไซต์ (Web site) เข้าไปดู เขารู้เลยว่าจะปลูกบ้านสร้างบ้านอะไร อย่างนี้ มันมีกฎเกณฑ์แน่ชัดเราก็ไปทําตามนั้นเหมือนที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศอินโดนีเซีย มันก็ไม่ต้องวิ่งมาตามโต๊ะต่าง ๆ มันก็ไม่มีเรื่องดุลยพินิจต่าง ๆ เพราะประชาชนรู้ว่า จะขึ้นทะเบียนเปิดร้านอาหาร เปิดคาราโอเกะอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็พูดไว้ชัด ก็ทําไปตามนั้น ทําได้ก็แจ้งกลับมาว่าทําเสร็จแล้ว นาน ๆ ทีฝ่ายราชการก็ไปตรวจสอบว่าทําตามตรงสเปก (Spec) หรือไม่

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าแต่ละหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยเฉพาะต้องมีแผนงานการจัดใช้งบประมาณ เพราะเมื่อเราจะมีการกระจายอํานาจ ภาระหน้าที่ไป งบประมาณไป ก่อนจะใช้งบประมาณก็ต้องมีแผนงาน แล้วงบประมาณอันนี้ หรือแผนงานอันนี้ก็ต้องมีกติกาว่าไม่ใช่ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ สร้างที่ทําการใหม่นะครับ แล้วก็ ไปดูงาน จัดสัมมนา แล้วก็ญาติพี่น้องเข้ามารับงานต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องลงไปในการพัฒนา เพราะเราได้พูดกันไว้ว่าต้องเติมให้เต็มในส่วนที่ขาด แผนงานของทุกระดับมันจะต้องเติม ประเทศไทยให้เต็มไม่ให้มีความเหลื่อมล้ําในสังคม

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญมาก เราก็บอกเลยว่าจะเอาไว้ปลูกฝังจริยธรรม ผมว่าประเด็นคงจะไม่ใช่ทีเดียว เราต้องสอนเยาวชนของเราว่าถ้าเผื่อมันมีการโกงกินกัน ในทุกระดับแล้วมันกระทบต่อตัวเขา ครอบครัวเขา ชุมชนเขาอย่างไร อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญยิ่งนะครับ ต้องให้เห็นว่าผลเสียหายของการโกงกินนั้นไม่ดีอย่างไร

ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมก็อยากจะขอเสนอไว้ด้วยเพื่อให้มีความเป็น เจ้าของประเทศ แล้วไม่ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยหรือมีประชานิยม ผมขอเสนอให้ทุกคนอายุ ๑๘ ปี หรือ ๒๑ ปีไปแล้ว เมื่อเริ่มทํางานต้องเสียภาษีก่อน ส่วนเมื่อมีรายได้ต่ําต่อถัวเฉลี่ย รัฐบาลจะคืนเงินให้ทีหลังไม่เป็นไร แต่ต้องให้มีการเสียภาษีเพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละพลเมือง ต้องมีความรับผิดชอบ แล้วจะได้รู้ว่าเงินที่เสียไปโดยตรงเขามีความเป็นเจ้าของ เมื่อมีการจัดตั้งงบประมาณแล้วก็ใช้งบประมาณ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านวันชัย สอนศิริ วันนี้มาแบบพราหมณ์เลยชุดขาว

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะไปถึงแนวทางกระผมขอถอย ไปถึงสถานการณ์หรือเหตุการณ์ของการทุจริตคอร์รัปชันที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้เสนอไปแล้ว และผมขอเพิ่มเติมบางส่วน เหตุผลของการคอร์รัปชัน ที่ยังมีอยู่และมีมาก และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้น และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าแนวโน้มของการจัดการนั้น จะทําได้ง่ายหรือไม่ เพราะ

ประการที่ ๑ โกงแล้วรวยครับท่านประธาน เวลารวยแล้วคนมันก็นับหน้าถือตาครับ ได้รับการยกย่อง เชิดชูบูชา ลอยหน้าลอยตาในสังคมได้ ไม่เคยมีใครมาชี้หน้าว่าอ้ายนี่ขี้โกง กันแบบจริงจังเสียทีครับท่านประธาน

ประการที่ ๒ โกงแล้วประเทศไทยนี่อัศจรรย์มากครับ ไม่ติดคุก ติดก็น้อยมากครับ ถามท่านประธาน ป.ป.ช. นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทําอะไรได้ คุกตารางไม่มีความหมาย เอาเงิน ฟาดหัวได้ทุกระดับเวลามีเงินแล้ว

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ โกงแล้วรวยมีพวกเยอะท่านประธาน เวลาท่านประธานไม่รวยพวกน้อยนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นข้าราชการ ทหาร ตํารวจ ก็เป็นพวกหมด ไม่มีใครกล้าแตะ เวลาเรารวยแล้วมันกลายเป็นผู้มีอิทธิพลไปในตัว

ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ ความจริงผมอาจจะไม่ย้อนไปเยอะนัก แต่ให้รู้ว่า แล้วมันจะต้องแก้อย่างไรเท่านั้นละ โกงแล้ว รวยแล้ว เอาเงินมาเล่นการเมืองเหมือนที่ประธาน เล่นได้ครับ แต่ท่านประธานไม่ได้โกง หรือโกงหรือเปล่าอันนี้ไม่ได้ยืนยันเพราะไม่รู้จักกันมาก แต่เชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น เวลารวยแล้วเอาเงินมาเล่นการเมืองได้ครับ ฟอกตัวเองได้ ให้ลูกให้เมียมาเป็น ส.ส. มาเป็น ส.ว. มาเป็นนายก อบจ. คุ้มครองธุรกิจ คุ้มครองตัวเองได้ท่านประธาน

ประการที่ ๕ ค่านิยม รู้ทั้งรู้ว่าโกง แต่โกงแล้วไม่ติดคุก ไม่ถูกดําเนินคดี กลับถือว่าหมอนี่แน่ครับท่านประธาน เฮ้ยมันแน่โว้ยโกงแล้วไม่ติดคุก คนก็เลยอยากพึ่งบารมี ของคนนี้บ้าง

และสุดท้ายครับท่านประธาน หากมีคดีจริง ๆ ลองดึงไปดึงมาเผลอ ๆ ๒๐ ปี ก็ลอยนวลครับท่านประธาน มีหลายคดีถามท่านประธาน ป.ป.ช. นั่งอยู่ตรงนี้ บางที ก็ขาดอายุความโดยที่ไม่น่าจะขาด ดังนั้นผมมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากท่านประธานกรรมาธิการ และหลายท่านได้เสนอไปแล้ว ๑. หลายท่านพูดกันแล้ว ผมว่ารัฐธรรมนูญเขาก็พยายาม กฎหมายลูกก็พยายาม ขอย้ําอีกครั้งหนึ่ง คดีทุจริตต้องไม่มีอายุความ ให้คนทุจริตมันทุกข์ทรมาน จนกระทั่งตายไปนะครับท่านประธาน หนีไป ๒๐ ปีเดี๋ยวก็กลับมา มีพรรคพวกก็เอาตัวรอดได้ แต่ให้รู้ไว้เลยว่าคดีทุจริตตลอดชีวิตนี้ใครก็สามารถรื้อฟื้นขึ้นมาได้ ให้ทุกข์ทรมานไปจนกระทั่ง กว่าจะจากโลกนี้ไป แม้ไม่ติดคุกก็ผวาอยู่ร่ําไป ๒. โทษนั้นต้องรุนแรงครับท่านประธาน ในทางอาญาผมเชื่อว่า ป.ป.ช. นั้นแก้อยู่แล้ว แต่ผมอยากให้มีการดําเนินการชัดเจนแน่นอน โทษทางอาญาต้องจําคุก ๒๐ ปีถึงตลอดชีวิต ทางแพ่งครับ ต้องยึดทรัพย์ให้หมดตัว ติดคุก อย่างเดียวคนไม่กลัวครับท่านประธาน เหมือนคดีคุ้มครองผู้บริโภค ปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ติดคุกกันแค่ ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี โฆษณาเกินจริงต่าง ๆ ทั้งหมด ท่านประธาน รวยกันแป๊บเดียวโฆษณาทางทีวี (TV) ดาวเทียมรวยกันเป็นพัน ๆ ล้านบาท เพราะฉะนั้นพวกคุ้มครองผู้บริโภคคดีในลักษณะอย่างนี้ต้องยึดทรัพย์ให้หมดจากการเอาเปรียบ ผู้บริโภคเหมือนคดีคอร์รัปชัน

ประการต่อมา การตัดสินคดีนั้นต้องเร็ว ควรจะกําหนดไว้เลยชัดเจนครับ จะมีศาลพิเศษหรืออะไรก็ตามอย่างที่ประธานองคมนตรีบอกแล้ว รุนแรง และต้องรวดเร็ว รุนแรงนั้นไปตัดสิน อ้าวคดีธนาคารกรุงไทย เด็กรุ่นใหม่ยังไม่รู้เลยคดีอะไรกัน อธิบดีบางคน เพิ่งถูกยึดทรัพย์ อะไรกันนี่ เพราะฉะนั้นมันควรจะกําหนดไว้ได้ไหมว่า ๓ ปีไม่เกิน ๕ ปี อะไรในทํานองนี้มีศาลพิเศษ

และประการต่อมาซึ่งผมขอย้ําหลายครั้งหลายหนก็คือเรื่องการรณรงค์ให้ทุกคน มีความรู้สึกว่าให้เหล้าเท่ากับแช่ง ให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าใครก็ตามที่โกงที่ทุจริตนั้น เป็นบุคคลที่น่าขยะแขยง ท่านประธาน มันต้องรณรงค์กันให้ได้อย่างนี้เลยครับ สสส. ทําไมไม่ทํา ป.ป.ช. ทําอยู่แต่ไม่แรง พอดีท่านนั่งอยู่ผมเกรงใจ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ช่วยสรุปได้แล้วนะครับ

นายวันชัย สอนศิริ

อีกนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ขอให้ผมพูด สิ้นกระแสความเถอะครับ สุดท้ายผมว่าต้องแก้ที่การเมืองครับ มีโอกาสเมื่อวันสองวันได้คุย กับผู้บริหารระดับประเทศ คุณวันชัย เฮ้ยตําแหน่งโน้นก็ซื้อขายกันได้ ตําแหน่งนี้ก็ซื้อขายกันได้ อธิบดีนั่งกินตําแหน่งคนนั้นวิ่งเต้น ผมไม่อยากบอกว่ากระทรวงไหนนี่ตัวรัฐมนตรีพูดกับผมเอง ยังมีอยู่ในยุคนี้สมัยนี้ ผมว่าสรุปแล้วมันต้องแก้ที่การเมืองนั้นคือหัวใจ ถ้าการเมืองไม่สุจริต การเมืองยังเป็นสีเทาอยู่แก้ไม่ได้หรอกครับท่านประธาน การเมืองยังใช้เงินอยู่ในการซื้อสิทธิ ขายเสียง ทุจริตให้พูดกันเกือบเป็นเกือบตายแก้กฎหมายทั้งหมดเหมือนที่ผมว่าไม่มีทางทําได้ หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจะต้องแก้ที่ตัวการเมืองดังที่ผมได้เคยอภิปรายไปแล้ว แต่ในระยะเปลี่ยนผ่านการเมืองนั้นผมว่าต้องนิ่ง ต้องสร้างความมั่นคงให้ได้ท่านประธาน มั่นคงทั้งทางการเมือง มั่นคงทั้งความสงบเรียบร้อย และมั่นคงทั้งการปรองดองสมานฉันท์ ผมคิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญต้องก่อให้เกิดความพอดีใน ๓ เรื่องนี้ การเมืองจ๋า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนเดิมครับ เพราะฉะนั้นต้องหาความสมดุลมีเวลาจะอภิปรายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ ที่ผมพูดเสียยาวผมเคยเห็นท่านเป็น ส.ส. พูดยาวมากกว่าผมเยอะก็เลยเพื่อให้ท่าน ลองรําคาญเล่น

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงผมเป็นประธานตรวจสอบทุจริตมาในระยะ ๑๐ ปีนะครับ คดีล่าสุด เพิ่งชี้และลงโทษก็คือเรือขุดหัวสว่านนั่นละครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ แต่ว่าเพิ่งตัดสินลงโทษ ขั้นสุดท้ายเวลามันนานร่วม ๒๐ ปี อีกคดีที่ ป.ป.ช. ชี้อันนี้เป็นตัวอย่างนะครับ ก็คือคดี เรื่องของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super computer) ๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็ใช้เวลามาถึง ยังไม่เข้าคดีนะครับ เพียงแค่ ป.ป.ช. ชี้เกิน ๑๐ ปี ผมนี่โดนดําเนินคดีร่วม ๒๐ คดีครับ หมิ่นประมาท เพราะว่าเวลาตรวจสอบแล้วก็มีข่าวอ้างอิงกัน แต่นั่นก็คือสิ่งที่อยู่ในข้อเสนอว่า ต้องรวดเร็ว รุนแรง ไม่มีอายุความ แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานที่ทําการปราบปรามต้องรวดเร็ว มิฉะนั้นคนโกงไม่กลัว ไม่กลัวกฎหมายและรู้ว่าวิ่งเต้นได้หรือว่าซื้อง้างผีโม่แป้งได้ ยืดคดี จนหมดอายุความบ้าง หนีคดีบ้าง ถ้าอย่างนี้การควบคุมการคอร์รัปชันอย่างที่อาจารย์สังศิตพูด ก็คงจะทําได้ลําบาก ผมขออนุญาตอ่านล่วงหน้า ๓ ท่าน ก่อนที่ท่านผู้ว่าราชการธวัชชัย เทอดเผ่าไทย จะได้อภิปราย ก็คือท่านอดีตรัฐมนตรีนิกร จํานง ท่านคํานูณ สิทธิสมาน และท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ขอเชิญ ท่านมีเอกสารแจกในที่ประชุม จะแจกหลังจากท่านได้แถลงข้ออภิปราย เชิญครับ

นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๑ ขอเรียนว่า ประเด็นที่จะได้ร่วมอภิปรายในวันนี้นั้นมีความเกี่ยวพันกับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผมกําลังจะกล่าวถึงความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งแม้ว่าสังคมไทยนั้นเราจะตระหนักแล้วก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้มานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากเรามีความพยายามในเรื่องของการปฏิรูปเชิงสถาบัน เช่น การกําหนด ให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันขึ้น เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการตั้งสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปราม การทุจริตปี ๒๕๕๑ มีการกําหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลในชุดต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการริเริ่มของภาคเอกชน เช่นหอการค้าไทยในการก่อตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน แต่เหตุใดในปัจจุบันเรายังคงรับรู้อยู่เสมอว่าปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ได้ลดลงไปเลย ในทางตรงกันข้ามดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ผลจากการจัดลําดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจําปี ๒๕๕๗ ของประเทศไทยโดยทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษนะครับ ระบุว่าประเทศไทยได้ ๓๘ คะแนน จาก ๑๐๐ คะแนน อยู่ในลําดับที่ ๘๕ จาก ๑๗๕ ประเทศ แต่สิ่งที่น่ากังวลนั้นก็คือว่าการที่ประเทศไทย ได้คะแนนต่ํากว่าค่าเฉลี่ยดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ของโลกซึ่งอยู่ที่ ๔๓.๑๘ คะแนน ตัวชี้วัดนี้นํามาซึ่งความน่าเชื่อถือที่ลดลงในสายตาของนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลเสีย ต่อการพัฒนาประเทศตามมาด้วย และนี่เป็นสาเหตุสําคัญที่เราจะต้องกําหนดให้การขจัด ปัญหาคอร์รัปชันในเชิงรุกเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตที่จะนําเสนอว่าที่ผ่านมาประเทศเรานั้น ได้พบกับวิกฤติศรัทธาในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ในทุกระดับ ทั้งในระดับนโยบาย โดยภาคการเมือง ระดับปฏิบัติโดยภาครัฐซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาคเอกชนไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม ตลอดจนระดับการตรวจสอบซึ่งหมายถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป วิกฤติแห่งศรัทธาดังกล่าวสะท้อนผ่านการวางนโยบายที่ไม่ได้ถูกนําไป ปฏิบัติอย่างจริงจัง บทบัญญัติของกฎหมายที่มีช่องว่างและไม่ทันสมัย พฤติกรรมของ นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปากว่าตาขยิบ โครงสร้างและกลไกการตรวจสอบ ที่บิดเบี้ยว ความพยายามหลีกเลี่ยงภาษีและแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจโดยเกาะเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐของภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงพฤติกรรม ของประชาชนโดยทั่วไปที่แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าการคอร์รัปชัน นั้นเป็นเรื่องปกติ ในสังคมไทย เช่น การติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่ออํานวยความสะดวกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น

คําถามที่สําคัญก็คือเราจะสร้างศรัทธานี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งผมเห็นว่า รายงานการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบและชุดข้อเสนอ ต่าง ๆ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นสิ่งที่มีคุณูปการยิ่ง เนื่องจากได้ทําให้เราได้เห็นภาพ แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่ผมอยากเสนอเพิ่มเติมก็คือข้อเสนอทั้งหลาย ทั้งปวงที่จะต้องดําเนินการภายใต้ร่มใหญ่ ซึ่งหมายความถึงการกําหนดให้การขจัดปัญหา คอร์รัปชัน ในเชิงรุกเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็นกรอบดําเนินการของรัฐบาลทุกรัฐบาล กําหนดเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่ไปกับการกําหนดตัวชี้วัดที่สามารถ วัดผลได้ ในส่วนของนโยบายรองรับยุทธศาสตร์ชาตินั้นผมขออนุญาตได้อ้างอิงถึง แนวทางที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กรุณากล่าวถึงการแก้ไข ปัญหาคอร์รัปชัน ที่ยั่งยืนไว้ว่าต้องให้น้ําหนักกับการดําเนินการตามหลัก ๓ ป ไปพร้อม ๆ กันก็คือ ปลูกจิตสํานึก ป้องกัน และปราบปราม ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นกรอบ แนวนโยบายกว้างที่มีความครอบคลุมทั้งในแง่การจัดการด้านดีมานด์ไซด์ (Demand side) และซัพพลายไซด์ (Supply side) ซึ่งแต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อสารมวลชน ตลอดจนประชาชนทุกคนต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป สําหรับข้อเสนอเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการขจัดคอร์รัปชัน ในเชิงรุกนั้น ผมใคร่ขออนุญาตได้เสนอแนะแนวทางในภาพใหญ่ดังต่อไปนี้

ประการแรก ก็คือความจําเป็นในการปฏิรูปเชิงสถาบัน ในประเด็นนี้ ธนาคารโลกได้เคยมีข้อเสนอว่าหลักการบริหารอย่างโปร่งใสและการบริหารจัดการที่ดี หรือหลักธรรมาภิบาล เป็นเงื่อนไขสําคัญในการลดคอร์รัปชัน และนําไปสู่การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปเชิงสถาบันในที่นี้ครอบคลุมถึงการวางกรอบกฎ กติกาทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ให้มีกลไกในการตรวจสอบ ถ่วงดุลอํานาจ และการมีส่วนร่วม ในการบริหารพัฒนาในทุกระดับ มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายเพื่อเอื้อต่อ การสร้างเงื่อนไขไม่ให้นําไปสู่การทุจริตประพฤติมิชอบ หรือทําให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน อาทิ กฎหมายที่ยึดโยงกับหลักการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ มีการปฏิรูปด้านการคลัง และงบประมาณของทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นให้มีความโปร่งใส และประชาชนมีส่วนร่วม ตลอดจนส่งเสริมกระบวนการบริหารจัดการที่ดีในภาคเอกชน ให้มีระบบการตรวจสอบ ที่โปร่งใสและมีความรับผิดต่อลูกค้าผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เป็นต้น

ประการที่ ๒ การปฏิรูปเชิงสถาบันจะไร้ซึ่งความหมายหากไม่มีการบังคับใช้ กฎหมายโดยหลักนิติธรรม ซึ่งหมายถึงการใช้กฎหมายบังคับโดยเสมอหน้ากันด้วยมาตรฐาน เดียวกัน โดยต้องมีการดําเนินการมาตรการลงโทษทั้งทางวินัย ปกครอง แพ่ง อาญา และภาษีอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมแก่ผู้ทุจริตและผู้มีส่วนปกป้องผู้ทุจริต

ประการที่ ๓ การสร้างความเชื่อมั่นในการปราบปรามการทุจริต โดยเร่งรัด การไต่สวนและสรุปผลการพิจารณาให้แล้วเสร็จในระยะเวลาอันสมควร เพราะว่า ในข้อเท็จจริงนั้นปรากฏว่าคดีทุจริตใหญ่ ๆ หลายเรื่องใช้เวลานานนับ ๑๐ ปี จนมีคํากล่าวว่า ความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมคือความไม่ยุติธรรม ซึ่งควรจะมีการปรับปรุงกระบวนการ ยุติธรรมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการของ ป.ป.ช. ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ ในส่วนกลางจะรับคดีเฉพาะในคดีใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ หรือคดีที่มีผลกระทบในเชิงกว้าง ส่วนในระดับของการพิจารณาคดีหรือการไต่สวน อยู่ที่ระดับคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. หรือสํานักงาน ป.ป.ช. ประจําจังหวัด

ประการสุดท้าย ก็คือการสร้างศรัทธาแห่งคุณธรรม จิตสํานึก และการมีส่วนร่วม ในการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างจิตสํานึกให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องมีการบูรณาการความร่วมมือโดยอาศัยกลไกครอบครัว การศึกษา สื่อมวลชน การบริหารงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชนโดยทั่วไป เพื่อเปลี่ยนแปลง ค่านิยมและส่งเสริมวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบให้เกิดขึ้นในกลุ่มเยาวชน ของชาติ กระผมหวังว่าข้อเสนอในภาพกว้างที่ได้กล่าวมาจะช่วยเสริมในเรื่องวิธีการ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และทุกภาคส่วนจะได้หันมาร่วมกันในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไข ปัญหาดังกล่าวในฐานะที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับ วันนี้อาจจะต้องเตรียมความพร้อม ในการที่จะมีการประชุมยาวไปถึงเย็นและค่ํานะครับ แต่ว่าทางสภาก็จะจัดเตรียมอาหารเย็น ไว้ให้ เพราะว่าท่านประธานได้สั่งบรรจุวาระเพิ่มเติมนะครับ นอกจากว่าจะเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ในด้านหนึ่งแล้ว แล้วก็ด้านอื่น ๆ ซึ่งก็ประกอบไปด้วยด้านการกีฬา ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม มีวาระเพิ่มเติมก็คือด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจ เรียลเซกเตอร์ (Real sector) ก็คือพวกเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว บริการพวกนี้ เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องใช้เวลาวันนี้และวันพรุ่งนี้ด้วยนะครับ ก็เตรียมความพร้อมไว้ สําหรับท่านที่มีนัดหมายอะไรก็แล้วแต่ ก็กรุณาได้ทราบถึงการประชุมของเราใน ๒ วันนี้ เชิญท่านนิกร จํานง นะครับ ท่านเป็นนักการเมือง ผู้อํานวยการพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ ส.ส. ครับ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ กรณีที่มีการนําเสนอกัน ในวันนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชัน คํานี้เราใช้กันจนกระทั่งไม่รู้ว่าคําไทยเป็นอย่างไร แล้วเพราะว่าใช้ทับศัพท์กันไปนะครับ แต่ก็อยากจะเรียนว่าปัญหาเรื่องนี้ตามที่ คณะกรรมาธิการได้มานําเสนอเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่ระดับชาติ เราก็เลยใช้คํานี้กันไป ต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าในการประชุมเวิร์กชอป (Workshop) ของสภาแห่งนี้ทุกคณะมีการพูดถึงเรื่องนี้ กันหมดจนกระทั่งเราต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการเขียนข้อบังคับไว้เลยเพื่อจะได้ตอบรับ กับสภาพปัญหา ซึ่งก็คิดว่าถ้าเราแก้ปัญหานี้ไม่ได้ประเทศเราก็คงจะไปลําบาก ผมอยากจะ เรียนว่าในเมื่อเรายอมรับเรื่องนี้เป็นปัญหาหลักเป็นปัญหาที่สําคัญ เราก็คงต้องใช้ความเข้าใจกัน อย่างมากในการจะต่อสู้กับปัญหานี้ อาจจะใช้หลักของตําราพิชัยสงครามของซุนวูก็ได้ว่า คงจะต้องรู้เขารู้เราให้ชัดไม่อย่างนั้นสงครามนี้เราทําท่าจะลําบาก ผมเรียนว่าในประเด็นที่เรา มีการพูดถึงอ้างถึงเนื่องจากเป็นปัญหาของโลก ก็เลยมีระบบที่มีการเทียบเคียงกันว่าปีหนึ่ง ใครจะเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่เรานํามาพูดกันในขณะนี้คือเรามีว่าในส่วนที่เรารู้เขา เรารู้ว่า ประเทศสิงคโปร์มาเป็นอันดับต้น รู้ว่า ๕ ชาติแรกเป็นกลุ่มสแกนดิเนเวีย เป็นประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศสิงคโปร์เองได้รับคะแนนถึง ๘๔ จาก ๑๐๐ คะแนน ลําดับ ๗ ซึ่งเป็นการบริหารที่ดีแล้ว ก็ได้รับชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการแก้ไขปัญหาหรือควบคุมการคอร์รัปชันได้เป็นอย่างมาก มีการตั้งองค์กรขึ้นมาในนั้นหลายปีแล้ว ผมอยากจะเรียนว่าการที่รู้เขาให้จริงเราต้อง รู้ลึกเข้าไปว่าแล้วทําไมเป็นอย่างนั้น อยากจะเรียนว่าในปี ๑๙๘๙ มีการสรุปว่าประเทศสิงคโปร์ ข้าราชการระดับบริหารของเขาที่ถืออํานาจอยู่มีรายได้เป็นเงินเดือน ๒๑,๐๐๐ กว่าดอลลาร์ ต่อเดือน ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ๗,๐๐๐ กว่ายูเอสดอลลาร์ต่อเดือน ขณะนี้เดี๋ยวนี้ ข้าราชการระดับอธิบดีของประเทศสิงคโปร์ได้รับเงินเดือนต่อเดือน ๓๕,๐๐๐ สิงคโปร์ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย ๘๕๐,๐๐๐ บาท ตรงนี้เป็นนัยสําคัญที่เราจะต้องพิจารณาด้วย ถ้าเราจะยก ประเทศสิงคโปร์มาพูดว่าเขาเป็นอันดับ ๗ อยู่ชั้นหนึ่ง

ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับเรื่องเรามาดูประเทศสหรัฐอเมริกา ผมมีโอกาส ได้ไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเรื่องเกี่ยวกับระบบการเมือง ได้ศึกษาเรื่องคอร์รัปชัน อยู่ ๒ ปี เป็นคอร์ส (Course) ที่มีการศึกษาเปรียบเทียบ ในนั้นมีข้อสรุปว่าในประเทศ สหรัฐอเมริกาเองก่อนหน้านี้ก็มีคอร์รัปชัน การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาใช้วิธีทําให้จากขาวให้เป็นดํา คําว่า ขาวไม่ใช่โปร่งใส คําว่า ขาว คือมีการยอมรับในสังคมว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ประชาชนยอมรับ แล้วค่อยทําให้ดําขึ้น ๆ จนดําสนิท เขาแก้ปัญหาได้อย่างไรตรงนี้ ในลักษณะของการใช้ลักษณะโซเชียลไลซ์ (Socialize) ทั้งระบบที่ท่านวสันต์ได้นําเสนอ ถูกต้องแล้ว อยากจะเรียนว่าในส่วนนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาถูกต้องแล้วอยากจะเรียนว่า ในส่วนนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ๗๔ คะแนน เป็นลําดับที่ ๑๗ เท่ากับฮ่องกง ฮ่องกง ก็เหมือนกันได้ลําดับที่ ๑๗ ในอาเซียน (ASEAN) เขามีการให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ ๑๓ ขวบ มีการศึกษาเรื่องโทษของคอร์รัปชัน ตั้งแต่เด็ก แล้วก็ให้ความรู้มากขึ้น ๆ ดังนั้นเด็กในฮ่องกง พอโตขึ้นมาเขามองว่าคอร์รัปชันเป็นสีดํา มันก็หายไป มันก็น้อยลง ประเด็น ๒ ประเด็นนี้ ผมอยากจะนําเรียนว่าเราจะได้เข้าใจว่าที่เขาแก้กันได้ดีมันมีนัยอย่างไร ทั้งเรื่องการใช้สังคม เป็นตัวควบคุมทั้งระบบให้จากสีขาวที่คนยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไรมากลายเป็นสีดํา เรามาดูเปรียบเทียบประเทศเนปาล ประเทศเนปาลในบัญชีปีนี้ที่ผ่านมาอยู่ลําดับที่ ๑๒๖ จาก ๑๗๔ ประเทศ ได้ ๒๙ คะแนน อยู่หลังเราเยอะ ประเทศเนปาลเองมีปัญหาเรื่องนี้เยอะ จากข้อสรุปเมื่อหลายปีที่แล้วเดี๋ยวนี้เขาก็คงยังเป็นอยู่ ผู้ที่อยู่ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม คือผู้พิพากษาก็ดี อัยการก็ดี เกินครึ่งของประเทศอยู่บ้านเช่าเขาอยู่ด้วยลําบาก ตรงนี้คงจะ เป็นตัวชี้บางอย่างในการที่เราจะแก้ปัญหาด้วย ไม่ใช่ว่าเราจะหวังอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้มองลึกไปว่าในการรู้ เขาขอมารู้เราสักนิด ท่านประธานครับ ของเราเองอยู่ลําดับที่ ๘๕ ได้คะแนนแค่ ๓๘ เราชนะประเทศเนปาล อยากจะเรียนว่าผมเคยถามอาจารย์ที่ผมพูดถึงว่า แกเป็นอาจารย์ที่เก่งมากที่ผมเรียนวิชาคอร์รัปชัน ก็ถามว่าคอร์รัปชันในประเทศผม เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วมีเยอะจะเอาออกไปจากประเทศผมได้อย่างไร เขาหันมาถามว่าเขาศึกษาเปรียบเทียบเขาบอกว่าแล้วคุณจะเอาอะไรมาแทนวิถีไทยของคุณ เขาบอกว่าการคอร์รัปชัน เป็นวิถีไทย ผมถามว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้คนจากภายนอก มองเข้ามาคือ ของเรานี้เป็นสังคมที่มีน้ําใจเป็นเรื่องที่ดี วันแรกเราไปทําสมมุติว่าเรา ไปทําเรื่องที่ดิน เขาทําให้เราดีเราก็เอาปลาไปฝาก เราเป็นชาวประมง พอเอาปลาไปฝาก ไปทํา ๓-๔ แปลง พอวันหลังนี้เขาอาจจะอยากทานอย่างอื่นบ้างเราก็ไม่มี อยากจะกินไก่ ก็เอาสตางค์ ๑๐๐ บาทใส่ซองไปให้ สมมุติว่าพอวันหลังค่อย ๆ พัฒนาแต่เริ่มจากวิถีไทย ก็คือการมีน้ําใจ ตรงนี้เป็นรอยต่อที่ทําให้สังคมไทยนี้การคอร์รัปชัน งอกงามงอกไปจาก ความมีน้ําใจเท่านั้นเองตรงนี้ถ้าเราเข้าใจได้ถูกต้องเราจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ก็อยากจะ เรียนว่า

ในส่วนแรกตรงนี้ที่ผมพูดถึง ก็คือว่าการที่เราต้องรักษาวิถีไทยเอาไว้ แต่ว่าต้องนําเสนอว่าการคอร์รัปชัน มีอันตรายอย่างไรลงไปในสังคมด้วย ไม่ใช่จะบอก ให้สังคมนี้เป็นสังคมที่แล้งน้ําใจไม่อย่างนั้นเราจะเสียความเป็นไทยไปก็ไม่สมควร

ประเด็นที่ ๒ ข้าราชการของเราคงจะมีเงินเดือนเท่ากับประเทศสิงคโปร์ไม่ได้ ประเทศสิงคโปร์เดือนละ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ของเราจะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เราจะ ทําอย่างไรเขาคงจะต้องมีรายได้ระดับบริหารนี้เกินจากเส้นความจําเป็นพื้นฐานเข้าไปไม่ใช่ ให้อยู่อย่างลําบากแบบนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าเราก็คงเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ํารวยนัก เราก็คงจะต้องรณรงค์เรื่องความจําเป็นพื้นฐาน หมายถึงว่าความพอเพียง วิถีชีวิตแบบพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงตรงนี้จะช่วยได้ แล้วก็อีกอย่างก็คือว่าระบบของเรา อย่างเช่น ประเทศนิวซีแลนด์อยู่ระดับยอดแต่ว่าประเด็นของประเทศนิวซีแลนด์ก็คือว่าเขาใช้ ข้าราชการน้อยมากเขาใช้เอาท์ซอร์ส (Outsource) ไปหมด เพราะฉะนั้นเวลามีน้อย ก็ช่วยได้เยอะทําให้เราสามารถขยายเงินเดือนได้ แต่ขณะนี้เรามีข้าราชการเยอะมาก พอเยอะมากค่าเงินเดือนเราเข้าไปหลายเปอร์เซ็นต์แล้วก็จะมาให้แต่ละรายได้มาก ตามสมควรนี้ไม่ได้ ดังนั้น ๒-๓ ประเด็นนี้ ผมอยากจะฝากไว้ว่าที่เราเอาตัวอย่างมาเจาะไป ให้ลึกว่าเหตุผลคืออะไร แล้วก็รู้จักตัวเราว่าเราอยู่ในสถานะไหนจะได้แก้ปัญหาได้ถูกนําเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านอดีตรัฐมนตรีนิกร ท่านสมาชิกครับ ผมขอข้อมูลระหว่าง ท่านสมาชิกได้หยิบยกตัวเลขดัชนีทีไอ (TI) หรือว่าองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติให้ดูว่า ๔ ปีมานี้ล่าสุดนี้ดีที่สุดแล้วครับ ทั้งลําดับและคะแนน ปี ๒๕๕๔ อยู่อันดับที่ ๘๐ แต่คะแนนนี้ ๓๔ ปี ๒๕๕๕ หล่นไปลําดับที่ ๘๘ คะแนน ๓๗ ปี ๒๕๕๖ แชมป์ (Champ) เลย จากลําดับ ๘๘ หล่นไปทีเดียว ๑๐๒ คะแนนหล่นไปเหลือ ๓๕ แต่ปีล่าสุดที่มีการจัดก็ถือว่าดีที่สุด ใน ๔ ปี โดยเกณฑ์เฉลี่ย ก็คือจากอันดับ ๑๐๒ นี้เรากระโดดมาที่ ๘๕ แล้วคะแนนสูงสุด ในรอบ ๔ ปี ก็ถือว่าในช่วงที่ผ่านมานี้ได้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ก็หวังว่าปี ๒๕๕๘ น่าจะลําดับดีขึ้น แล้วคะแนนดีขึ้นก็เป็นความร่วมมือของแม่น้ํา ๕ สายแล้วก็พวกเรา ต่อไปเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน ครับ อดีตวุฒิสมาชิก อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็อดีต สปช. ครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเห็นด้วยกับที่ทุกท่านพูดมาทั้งข้างบน ทั้งข้างล่างครับ แต่กระผมเชื่อมั่นว่าที่ศึกษามาแล้วนี้ก็สุดยอด และที่จะพัฒนาต่อไป โดยสปท. นี้ก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่การทําของแม่น้ําทุกสายนี้ก็จะเป็นผลดียิ่งขึ้น กระผม ขอพูดประเด็นที่ไม่มีใครพูด แล้วก็อาจจะเป็นประเด็นที่แตกต่างไปกับหลายท่านบ้าง คือกระผมเห็นว่าเงื่อนปมสําคัญที่สุดในการป้องกันและการปราบปรามคอร์รัปชันก็คือ ระยะเวลาในการดําเนินคดีจากเริ่มต้นที่คดีเกิดขึ้นจนคดีถึงที่สุดประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ก็คือผลลัพธ์ของผู้ที่ถูกพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่า มีการกระทําความผิด การคอร์รัปชัน หลายท่านก็บอกว่าแก้ให้หมดไม่ได้หรอก แต่สิ่งสําคัญที่สุดก็คือการป้องปราม สังคมต้องเห็นครับ เด็ก เยาวชนต้องเห็นครับว่าผลลัพธ์ ของการกระทําความผิดนั้นเห็นทันตา ไม่ต้องถึงขนาดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรอก แต่สัก ๒ ปีจบได้ไหมครับ ไม่ใช่ ๑๐ ปี หรือบางคดี ๒๐ ปีนับจากเกิดเหตุขึ้น ท่านประธาน ได้กรุณาพูดถึงเรือขุดมา ข่าวล่าสุดพอออกมาคนจําไม่ได้แล้วว่าแรกเริ่มเรื่องมันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องระยะเวลานี้กระผมจะพูดในประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่าการคอร์รัปชันนะครับ ถ้าผู้มีตําแหน่งทางการเมืองไม่ลงมือกระทําการด้วยแล้วยากที่จะเกิดขึ้นได้ครับ เพราะฉะนั้น การลงโทษผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้เกิดผลทันตานั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุดครับ การปฏิรูปการเมืองของเกาหลีใต้สําเร็จประการหนึ่ง ก็คือว่าพอเขาปฏิรูปสําเร็จแล้วมีอดีตประธานาธิบดีถูกจําคุก ๒ คน มีอดีตประธานาธิบดี ฆ่าตัวตาย ๑ คน มีอดีตประธานาธิบดีออกมาสารภาพผิดอย่างน้อย ๒ คน การลงโทษ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นเราก็พูดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ หรือก่อนหน้านั้น ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนั้นแก้ปัญหาการดําเนินคดีที่ล่าช้า ในที่สุด เราก็ใช้ระบบให้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ให้มีศาลเดียว โดยให้มีองค์คณะเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีความรู้ความสามารถสูง ๙ คน ศาลเดียวจบครับ ไม่มีอุทธรณ์ ในขณะนั้นก็ได้รับความเห็นชอบพ้องกันของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แล้วก็ ได้ผลดีในระดับหนึ่ง แต่ต่อมาก็มีข้อกังวลว่าการมีศาลเดียวเป็นการขัดกับกติการะหว่างประเทศ ในที่นี้ก็คือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองหรือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ในข้อ ๑๔ วรรคห้า สิทธิในกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีอยู่หลายข้อที่เกี่ยวข้องก็คือสิทธิในการอุทธรณ์ ความผิดทางอาญาโดยคณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไป กระผมเน้นว่าเขาหมายถึงคดีอาญา โดยทั่วไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้แก้ไขโดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๘ เปิดให้มีการอุทธรณ์ได้ ในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งจะก่อให้เกิดข้อเท็จจริงใหม่ กระผมเห็นว่าเพียงนั้นก็น่าจะพอ แต่ปัจจุบันในระยะ ๑-๒ ปีที่ผ่านมาก็มีคนพูดกันมากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเขาเรียกว่า อุทธรณ์เทียม เพราะอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะมีหลักฐานใหม่ เราจะต้องแก้ไขให้เป็นอุทธรณ์แท้ ก็คือ อุทธรณ์ได้ในทุกกรณี กระผมเห็นว่าเป็นการเดินถอยหลังเข้าคลองครับ ขอเสนอให้คงรูปแบบ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เอาไว้ ก็คือเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีองค์คณะ ๙ คน และอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ ถามว่าแล้วขัดกับกติกา ระหว่างประเทศไหม กระผมมีข้อคิดดังนี้นะครับท่านประธาน ขอเวลาสักนิดหนึ่ง โดยหลักแล้ว กระผมเห็นว่าปัญหาคอร์รัปชัน ไปสํารวจที่ไหนในประเทศไทยทุกคนก็เห็นว่าเป็นปัญหาหลัก และเรื่องพวกนี้ก็พูดกันมานานแสนนานตั้งแต่ผมยังเล็ก ๆ ว่าการดําเนินคดีตามระบบปกติ ล่าช้า จนกระทั่งออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็แก้ไขให้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐

ในประการที่ ๒ นั้นแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นศาลเดียว อุทธรณ์ไปยังศาลสูงไม่ได้ แต่การออกแบบของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นให้กําเนิดระบบองค์กรอิสระ ป.ป.ช. นี้ เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ทั้งด้านบริหาร และในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่เป็นเสมือนองค์กร กึ่งตุลาการไปด้วย เพราะฉะนั้นการไต่สวนในชั้นของ ป.ป.ช. นั้นจะมีลักษณะคล้ายศาล เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาหาพยานหลักฐานมาดําเนินการ แล้วก็ใช้ระยะเวลานานไม่แพ้กันครับ เพราะฉะนั้นก็สมควรที่จะได้พิจารณา ที่สําคัญก็คือถ้าเราจะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตาม กติการะหว่างประเทศนั้นนี่นะครับ กระผมเห็นว่าอาจจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในมาตรา ๒๗ วรรคสอง และในมาตรา ๓๕ (๓) และ (๔) คีย์เวิร์ด (Keyword) ของมันก็คือเราต้องออกแบบกลไก ให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย และเราต้องออกแบบกลไกป้องกันและขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ

สุดท้ายครับ สุดท้ายของประเด็นนี้ก็คือว่า มีบางประเทศที่เป็นสมาชิก องค์การสหประชาชาติแล้วเขาก็รับกติการะหว่างประเทศทุกฉบับนะครับ แต่มีบางประเทศ เท่าที่กระผมค้นเจอเมื่อ ๒ ปีที่แล้วคือประเทศเนเธอร์แลนด์ครับ เขาก็ได้ขอสงวนสิทธิที่จะ ยังไม่ปฏิบัติตามไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ข้อ ๑๔ วรรคห้า โดยขอสงวนสิทธิว่าราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ขอสงวนสิทธิให้ศาลฎีกามีอํานาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินคดี ที่เกี่ยวข้องกับการทําผิดของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กระผมขอยืนยันเสนอประการเดียว อย่างเด็ดขาดว่าไม่ควรปรับให้กระบวนการคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น อยู่ใน ๒ ศาล ควรจะยืนตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นหลัก เพราะถ้าปรับไปแล้วจะมีปัญหา เรื่องระยะเวลา แล้วจะมีปัญหาเรื่องบางประการที่ตามมาอีกเยอะ ซึ่งกระผมไม่มีเวลาจะอธิบาย จะขออนุญาตไปชี้แจงในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นต่อไป

อีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานคงจะไม่อนุญาตนะครับ ขอสัก ๑ นาทีก็แล้วกัน ผมพูดถึงประเด็นแรก

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

รู้ได้อย่างไรว่าไม่อนุญาต แล้วบอกขอ ๑ นาที เชิญครับ ๓๐ วินาทีก็แล้วกัน

นายคํานูณ สิทธิสมาน

ท่านประธานกรุณาต่อ ๓๐ วินาทีก็เอานะครับ ท่านประธานครับ ผมพูดถึงระยะเวลาที่มันต้องรวดเร็วถึงจะเป็นตัวอย่าง อีกประการหนึ่ง ก็คือผลของผู้ที่ถูกพิพากษา กระผมเชื่อว่าจะต้องดําเนินการตามบัญญัติ ๑๐ ประการ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ (๔) อย่างเคร่งครัดครับ ไม่อ่านนะครับ ความจริง มีรูปธรรมนะครับ อยากจะเสนอรูปธรรมว่าควรจะต้องกําหนดลักษณะของบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตลอดไปหรือตลอดชีวิตเพิ่มขึ้นจากเดิม ไม่ได้พุ่ง แต่เฉพาะ ส.ส. ครับ เพราะว่าคุณสมบัติในการสมัคร ส.ส. นี่เป็นฐานของคุณสมบัติของ ส.ว. ของรัฐมนตรีและของตําแหน่งอื่น เดิมกําหนดลักษณะต้องห้ามตลอดชีวิตไว้เพียง ๒ ประการ คือคงไม่ต้องอ่าน ขอเพิ่มขึ้นอีก ๓ ประการครับ อันนี้ต้องขออนุญาตอ่านนิดหนึ่งครับ คือ ๑. เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ๒. เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการอันทําให้การเลือกตั้ง ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม และสุดท้ายครับ เคยถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง เพราะเหตุที่มี พฤติกรรมรวม ๔ ประการด้วยกันนะครับ คือ ๑. ร่ํารวยผิดปกติ ๒. ส่อไปในทางทุจริต ต่อหน้าที่ ๓. ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ และ ๔. ส่อว่ากระทําผิด ต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ทั้ง ๔ ประการนี้ถ้าถูกถอดถอนไม่ว่าจะโดยวุฒิสภา หรือถ้าจะเปลี่ยนแปลงเป็นโดย ป.ป.ช. หรือโดยศาลฎีกานั้นต้องห้ามสมัครตลอดชีวิตครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ก่อนที่ท่านเสรีจะอภิปรายนะครับ ผมขออ่านรายชื่อ ๓ ท่าน ต่อไปนะครับ คือท่านนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และอดีตสมาชิก สปช. นะครับ และอดีตคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถัดไปคือท่านบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าสํานักงานกฎหมาย อีกท่านหนึ่งเป็นรายชื่อ สุดท้าย ณ ขณะนี้คือท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สปท. เสรี สุวรรณภานนท์ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเดิม หรือท่านประมนต์และคณะที่ได้รายงานกับที่ประชุม รวมถึงท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้ว หลายส่วน สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือหลาย ๆ กรณีดังกล่าวจะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้น จะทําอย่างไร คอร์รัปชัน นั้นเกิดจากการแสวงหาอํานาจและผลประโยชน์ การเมือง เป็นปัญหาสําคัญที่ยิ่งใหญ่ของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การเมืองดังกล่าวนี้ถือว่า เป็นการลงทุนน้อยได้กําไรมาก จึงได้มีเริ่มตั้งแต่โกงการเลือกตั้งเข้ามา มีการลงทุนเกี่ยวกับ การเลือกตั้งแล้วก็กลับเข้ามาถอนทุนอย่างที่พูดถึงกันเมื่อการเมืองเข้ามาแล้วนะครับ สิ่งที่ การเมืองจะต้องถอนทุนหรือเข้ามาทุจริตคอร์รัปชันก็จะผูกไปด้วยกับระบบงานราชการ คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ แล้วก็การเมืองท้องถิ่นเป็นสําคัญ ระบบงานราชการที่มีส่วนร่วม ในการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเริ่มตั้งแต่มีการวิ่งเต้นเข้าหาตําแหน่งสําคัญ ๆ การหาผลประโยชน์ จากการทําหน้าที่ของระบบหรือเจ้าหน้าที่รัฐในระบบงานราชการ คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจถือว่า เป็นส่วนสําคัญยิ่งที่จะต้องให้ความสําคัญ เพราะว่าเราตั้งกรรมการขึ้นเพื่อที่จะเข้ามา บริหารงานเป็นตัวแทนของฝ่ายบริหารที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ให้แผ่นดิน แต่กลับกลายเป็นว่า คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นถูกตั้งขึ้นมาด้วยการเข้ามารักษาผลประโยชน์ของนักการเมือง ที่แต่งตั้งเข้าไป จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการเหล่านั้นจะเข้ามาอยู่ในช่วงระยะเวลาที่การเมืองฝ่ายนั้น มีอํานาจพอเปลี่ยนอํานาจทางการเมือง อํานาจรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นของคณะกรรมการเหล่านั้น ก็จะถูกเปลี่ยนไป นี่ย่อมแสดงให้เห็นความชัดเจนครับว่ารัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นผลประโยชน์ รายได้ของประเทศมหาศาลย่อมมีการบริหารจัดการถูกฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง โดยใช้กรรมการเหล่านี้ ดังนั้นในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านขณะนี้ ถ้าหากจะมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจในส่วนของหน่วยงานใดก็ตามจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนให้ละเอียด รอบคอบแล้วก็ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยผ่านคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดังกล่าว สิ่งสําคัญ ก็คือจะต้องตั้งคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจทั้งหลายเหล่านี้อย่างเป็นระบบ อย่างยั่งยืน อย่างหาคนที่ดีมีคุณธรรมเข้ามาบริหารจัดการองค์กรส่วนการเมืองท้องถิ่นนั้น ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าสิ่งที่ผ่านมานั้นเราพยายามที่จะกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น แต่ปรากฏว่า ระยะเวลาที่ผ่านมาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นักการเมืองท้องถิ่นแสวงหาผลประโยชน์กันมหาศาล ใกล้ชิดกับประชาชน รีดไถหาผลประโยชน์จากพี่น้องประชาชนทําให้เห็นถึงปัญหาที่เป็นอยู่ เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ดังนั้นควรต้องทบทวนครับว่าการเมืองท้องถิ่นจะให้เป็นแบบเก่า ระบบเก่าหรือไม่ เราต้องการให้มีการกระจายอํานาจสู้ท้องถิ่นเพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ ประชาชน แต่กลับกลายเป็นว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากนักการเมืองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ราชการในระดับท้องถิ่นเองก็แสวงหาผลประโยชน์จากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เราพยายาม จะออกกฎหมายมาคุ้มครองประชาชน ยกตัวอย่าง เช่น เราออกกฎหมายเรื่องให้ความยินยอม เรื่องการดูแลพี่น้องประชาชนให้ความสะดวก แต่ปรากฏว่าหน่วยงานราชการเหล่านี้ กลับกลายเป็นสร้างเงื่อนไขให้กับประชาชน กฎหมายออกมาเพื่อจะอํานวยความสะดวก ให้กับประชาชน แต่กลับกลายเป็นว่าถูกเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพิ่มเติมแล้วก็หาช่องทาง เป็นเงื่อนไขรีดนาทาเร้นรีดไถกับพี่น้องประชาชน อันนี้ก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่ง จะต้องเป็นประเด็นสําคัญเรื่องการแก้ปัญหาก็คือระบบกฎหมาย จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมานั้น กฎหมายมีปัญหา กฎหมายถูกสร้างขึ้นมาแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าสิ่งที่ กฎหมายบัญญัติไว้คนให้สินบนก็ผิด คนรับสินบนก็ผิด พอผิดทั้งคู่ก็เลยไม่มีใครกล้าที่จะเปิดเผย ไม่สามารถนําพยานหลักฐานมาเอาผิดเอาโทษคนที่กระทําความผิดได้ ดังนั้นกฎหมายต้อง ปรับปรุงอย่างจริงจัง ปรับปรุงให้เด่นชัด แล้วก็เปิดช่องทางให้นําพยานหลักฐานมาพิสูจน์ได้ โดยง่าย สิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่ากฎหมายนั้นคือตัวแก้ปัญหาสําคัญของ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน หลายท่านก็พูดไปแล้วครับ การลงโทษต้องรุนแรง ต้องไม่มีการรอ ลงอาญา มีโทษขั้นต่ําให้จําคุก คดีไม่มีอายุความ แล้วก็ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กลั่นแกล้ง สร้างพยานหลักฐานเป็น ๒ เท่า หรือ ๓ เท่า นี่คือสิ่งที่กราบเรียนท่านประธานว่าเราแก้ไข ต้องแก้ไขทั้งระบบ การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยานของเจ้าหน้าที่ ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็พร้อมที่จะทําความผิดกฎหมายเพราะได้ผลประโยชน์ด้วย ดังนั้นระบบของการแก้ไข ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้ชัดเจนและดีที่สุดก็คือเราต้องมาทบทวนบทบัญญัติของกฎหมายกันใหม่ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ นั้นท่านสมาชิกและกรรมาธิการท่านก็ได้รายงานแจ้งไปแล้ว ผมว่า เอาหลาย ๆ ส่วนเหล่านี้ผสมผสานกันก็จะสามารถแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้ดีขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเสรีครับ ทําเวลาได้ดีมาก ต่อไปท่านบัญชา ปรมีศณาภรณ์ นะครับ

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกที่เคารพ ผม นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิก สปท. อันดับ ๘๓ นะครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกว่าผมเห็นสมควรปรับปรุงกลไกในการปราบปรามการทุจริตให้สัมฤทธิผล อย่างจริงจัง

โดยขอเสนอประการแรกนะครับ ผู้ถูกกล่าวหาเมื่อหลบหนีคดีในระหว่าง การไต่สวนจะไม่นับอายุความ เจตนารมณ์คือต้องการให้ผู้กระทําความผิดมารับโทษ ตามกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อให้เข็ดหลาบ ประเด็นนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ผมขอกราบเรียน เสนอท่านประธานและท่านสมาชิกว่าสมควรจะต้องกําหนดองค์ประกอบว่าการที่หลบหนี ไม่นับอายุความ ป.ป.ช. จะต้องไต่สวนสํานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้มีพยานบุคคล และพยานหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เพื่อป้องกันการช่วยเหลือผู้กระทํา ความผิดให้พ้นผิด ด้วยเหตุผลที่ว่าหากไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอในการไต่สวน อายุความไม่นับ ผมเชื่อว่าการทํางานของ ป.ป.ช. อาจจะไม่ไต่สวนข้อเท็จจริงเท่าที่ควร หรือหยุดการไต่สวน ข้อเท็จจริงก็เป็นได้ เพราะว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีการขาดอายุความ ดังนั้นผมสมมุติว่าถ้าผู้ต้องหา รายใดได้หลบหนีและผ่านพ้นไปเป็นเวลาหลายปี ๑๐ ปี ๑๕ ปีก็แล้วแต่นะครับ ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาถูกจับหรืออาจจะเจตนาให้จับก็ได้เพราะเป็นช่องทางในการต่อสู้คดี แต่ปรากฏว่า สํานวนการไต่สวนไม่มีพยานบุคคลและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของ ผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้นเมื่อมีการจับผู้กระทําความผิดแล้ว พยานบุคคล พยานหลักฐาน ผมเชื่อ ว่าคงจะนํามาไต่สวนยากเนื่องจากว่าพยานบุคคลก็เกษียณไป บางท่านก็ไม่ได้เกี่ยวข้องแล้ว บางท่านก็ถึงแก่กรรม ส่วนพยานหลักฐานอาจจะถูกการยักย้ายถ่ายเทด้วยประการใด ๆ ในระหว่างหลบหนีก็เป็นไปได้ เมื่อสํานวนการสอบสวนมีความไม่ละเอียดเพียงพอที่จะกระทํา ความผิดที่จะเอามาลงโทษได้ ผมเชื่อว่าเมื่อสํานวนส่งมายังพนักงานอัยการ หรือ ป.ป.ช. จะฟ้องเองก็แล้วแต่นะครับ ผมเชื่อว่าก็ไม่สามารถที่จะให้ศาลลงโทษได้เนื่องจากพยานหลักฐาน ไม่เพียงพอ ดังนั้นการที่ไม่นับอายุความจะต้องให้การไต่สวนของ ป.ป.ช. ดําเนินการในการไต่สวน พยานบุคคล พยานหลักฐานให้เพียงพอมีเหตุอันควรเชื่อว่ากระทําความผิดเพื่อรองรับการจับกุม ในอนาคตนะครับ

ส่วนประการที่ ๒ การที่จะเอาผู้กระทําความผิดมารับโทษก็มี จะต้องมีเงื่อนไข ว่าให้ ป.ป.ช. ต้องกําหนดระยะเวลาในการไต่สวนข้อเท็จจริงให้เหมาะสม แก่ความยากง่ายของแต่ละคดีนะครับ ป.ป.ช. ต้องกําหนดว่าคดีนี้จะไต่สวนและชี้มูลให้เสร็จ ภายใน ๒ ปี ๓ ปี ๕ ปีนะครับ เพราะอายุความ ๑๐-๒๐ ปีอย่างไรมันนานเกินไป อาจจะ กําหนดให้ ๕ ปี หรือ ๒ ปีก็แล้วแต่นะครับ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ผู้ที่กล่าวหาว่าบุคคลใด กระทําความผิดจะได้มีโอกาสติดตามสอบถามความคืบหน้าในการไต่สวนของ ป.ป.ช. ว่า คดีที่ตนร้องนี่นะครับ ถ้าหาก ป.ป.ช. กําหนดว่าการไต่สวนให้เสร็จภายใน ๒ ปี ปรากฏว่า ๒ ปีไม่คืบหน้า ผู้ร้องเขาก็สามารถที่จะสอบถามว่าเหตุใดจึงไม่คืบหน้า ถ้าไม่มีความจําเป็น หรือมีพยานหลักฐานซับซ้อนต่าง ๆ ก็คงไม่น่ามีปัญหา เพียงแต่ว่าให้ผู้ถูกกล่าวหาเชื่อว่า ป.ป.ช. ทําหน้าที่โดยสุจริตและทํางานอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนกรอบเวลาจะขยายบ้างก็เป็นสิ่งที่ สามารถจะกระทําได้ ให้มีเหตุมีผล ดังนั้นครับ ถ้าหากมีการกําหนดระยะเวลาแน่นอน การไต่สวนก็จะสัมฤทธิผลและสามารถนําตัวผู้ที่กระทําความผิดมาฟ้องร้องต่อศาลภายใน กําหนดเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งประชาชนผมว่าก็น่าจะตอบสนองรับนะครับ ประการกลับกันนะครับ ถ้าหากว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อถูกดําเนินคดีแล้วหากคดีเนิ่นนาน ๑๐ ปี ๒๐ ปี ผู้บริสุทธิ์ไม่สามารถได้รับการเยียวยาจาก ป.ป.ช. ซึ่งถ้าหากเป็นข้าราชการ แล้วก็จะต้อง สูญเสียอนาคตเลยครับ เพราะว่าเกษียณแล้วครอบครัวได้รับความเสียหายอับอายนะครับ ดังนั้นที่ผมเสนอ ๒ ประการนี้ครับ ผมก็กราบเรียนขอได้โปรดให้ท่านประธานได้โปรด พิจารณาเพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามผู้กระทําความผิดให้มาได้รับโทษ ในระยะเวลาที่มีกรอบเป็นที่แน่นอนครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปคุณหมอณรงค์ สหเมธาพัฒน์ แล้วก็ต่อด้วยท่านอดีต รัฐมนตรีวิทยา แก้วภราดัย นะครับ เชิญครับ

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ สปท. หมายเลข ๔๘ ครับ ก็จะขออภิปรายในฐานะ ที่เป็นอดีตข้าราชการนะครับ คงจะโฟกัสอยู่ที่กลุ่มข้าราชการ แล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐนะครับ คงอภิปรายในส่วน ๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ผมคิดว่าในส่วนของข้าราชการนะครับ ผมยังมีความเชื่อว่า เป็นเสาหลักของการที่จะปฏิรูปแล้วก็การทํางานเพื่อบ้านเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วง เวลาที่มีวิกฤติหรือว่ามีสุญญากาศนะครับ ข้าราชการจะเป็นหลักในการทํางานเพื่อบ้านเมือง แต่อย่างไรก็ตามก็ถูกประณามแล้วก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของการทุจริตคอร์รัปชัน เช่นเดียวกัน ผมขออนุญาตเรียนว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเอง ต้องขออนุญาตเอ่ยถึงนะครับ ในช่วงที่มีประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง เราได้เห็นว่า จริง ๆ แล้วมีข้าราชการจํานวนมากที่ไม่อยากเห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามที่จะเกิดขึ้นในประเทศ แต่ไม่มีกลไกที่จะทําให้เขาเข้ามารวมตัวกันเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็น ช่วงนั้นในการเคลื่อนไหว ในช่วงหนึ่งมีข้าราชการเกือบจะทุกกระทรวงนะครับ ทั้งข้าราชการระดับสูง แล้วก็ระดับ ปฏิบัติการที่ประสานงานผ่านทางกระทรวงสาธารณสุขว่าจะทําอย่างไรให้มีการรวมตัวกันเพื่อที่ จะได้แสดงความคิดเห็น แล้วก็มีข้อคิดเห็นต่อบ้านเมือง ซึ่งในช่วงนั้น กระทรวงสาธารณสุข กับสภาวิชาชีพกับกระทรวงต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเป็นประชาคม ขยายจากประชาคม สาธารณสุขกลายเป็นประชาคมของข้าราชการพลเรือน ซึ่งมีความเข้มแข็งอยู่พอสมควร มีการใช้ข้อมูลทางวิชาการ เพื่อที่จะหาปัญหาแล้วก็เสนอยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในการที่จะเคลื่อนไหว ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวอันนั้นตามมา ด้วยการที่มีผลกระทบมากมาย การข่มขู่ทั้งเรื่องของความปลอดภัยของร่างกาย การข่มขู่ทั้ง เรื่องความมั่นคงของตําแหน่งข้าราชการ การตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง การมีผู้บังคับบัญชาระดับกลาง ๆ ข่มขู่ไม่ให้ออกมาแสดงความคิดเห็น ผมคิดว่าอันนี้คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าข้อแรกที่อยากจะเสนอคือกลไกการตรวจสอบ แล้วก็ ถ่วงดุลของภาครัฐ ผมคิดว่าเป็นประเด็นสําคัญ จะทําอย่างไรให้มีการรวมตัวกันแล้ว ก็มีการปกป้องให้สามารถทําหน้าที่นี้ได้ ถึงแม้ว่ามีมาตรา ๔๓ ของระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้มีการรวมตัวกัน แต่ก็เป็นการรวมตัวกันในเรื่องของสิทธิประโยชน์ แต่ประเด็นนี้ผมคิดว่า น่าจะมีการรวมตัวกันในการที่จะเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุล อันนี้น่าจะเป็นประเด็นสําคัญ ประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ คือผมคิดว่าการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงคงไม่ใช่หมายถึงตําแหน่ง ปลัดกระทรวงและอธิบดี คงจะเลยไปถึงตําแหน่งผู้บริหารที่ระดับจังหวัดด้วย ซึ่งผมคิดว่า นี่เป็นประเด็นสําคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมือง ดุลอํานาจต่าง ๆ ตรงนี้จะทําอย่างไร ให้การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงสามารถที่จะมีธรรมาภิบาลทําให้การแต่งตั้งนี้ได้คนที่มีคุณภาพ จริง ๆ ผมอยากจะเลยไปถึงระดับจังหวัดด้วยนะครับ การที่ถูกผู้มีอิทธิพล ถูกนักการเมือง ระดับจังหวัดเข้ามาทําให้การแต่งตั้งผู้บริหารระดับจังหวัด คงเห็นปรากฏการณ์หลายอย่าง ที่จะต้องไปนั่งเฝ้านักการเมืองประจําท้องถิ่นเพื่อที่จะให้ได้ตําแหน่งมา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ผมคิดว่าคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการและระเบียบบริหารราชการแผ่นดินน่าจะมอง เรื่องนี้ให้ชัดเจนนะครับ ฉะนั้นกลไกที่ผมพูดในข้อ ๑ ก็จะสามารถกลับมาช่วยกันปกป้อง ช่วยกันดูแลระบบทั้งระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่ก็น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องของจริยธรรมคงไม่ใช่หมายความในเรื่อง ของการนุ่งขาวห่มขาว การนั่งสมาธิ แต่เป็นประเด็นที่จะต้องทําอย่างไรให้เกิดการทํางาน ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมจริง ๆ ผมคิดว่ารูปธรรมเรื่องนี้ศูนย์คุณธรรมที่เป็นองค์การมหาชน กระทรวงวัฒนธรรมกําลังเดินอยู่ แล้วก็มีรูปธรรมเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน คุณธรรม โรงพยาบาลคุณธรรม ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้คงฝากท่านกรรมาธิการวิสามัญที่จะเดิน ต่อนะครับ ฉะนั้นก็คงเป็น ๓ ประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตมีข้อเสนอแนะในตอนนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านปลัดกระทรวงพูดแล้ว ขอเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านวิทยา แก้วภราดัย

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๔๒ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาเป็นผู้อภิปรายต่อเนื่อง จากท่านอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งวันที่ท่านดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องขออนุญาตชื่นชมเลยครับ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้ต้องไปดูบทเรียน จากท่านครับ เป็นยุคแรกที่ปลัดกระทรวงกล้าขึ้นป้ายบนกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ โรงพยาบาลทั่วประเทศว่ากระทรวงนี้ไม่เอาคนโกง ขึ้นอย่างสง่างามด้วยครับ ผลสุดท้าย ของการขึ้นป้ายครับ คณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้นะครับ ท่านปลัดกระทรวงคนนี้ โดนขว้างระเบิดที่บ้าน และเมื่อเสร็จสถานการณ์ต่าง ๆ หมดแล้วท่านก็ถูกย้ายมาประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี กว่าจะคืนบําเหน็จให้ท่านก็ ๖ เดือนเต็ม ๆ ครับ จากคนที่อาศัย สภาพความขัดแย้งภายในกระทรวงสาธารณสุขเอาท่านออกไปอยู่ข้างนอก แล้ววันนี้ท่านมีโอกาส มาพูดปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไว้ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการ ที่ศึกษาครับ เรื่องทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ มันเป็นเรื่องของผู้มีอํานาจ การทุจริต เกิดมาตั้งแต่โบราณกาล ฮ่องเต้ก็มีข้าราชการกังฉิน ขุนนางกังฉิน มีขันที มันเป็นพัฒนาการ ทางสังคมแล้วแต่ยุคสมัยของการปกครอง ยุคหนึ่งครับพ่อค้าเขาวิ่งหาพระยาเลี้ยง ใครอยาก เป็นพ่อค้าที่ร่ํารวยก็ต้องวิ่งเข้าหาอํานาจ วันที่อํานาจอยู่ที่ขุนนางพ่อค้าก็วิ่งเข้าหาขุนนาง วันที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง นักธุรกิจก็เริ่มวิ่งเข้าหาคนที่มีอํานาจ บ้านเมืองเป็นเผด็จการครับ บ้านทหารก็เต็มไปหมด ทั้งพ่อค้า ทั้งคนที่หาประโยชน์วิ่งเข้าหาอํานาจที่นั่นครับ วันหนึ่ง ที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ปรับเปลี่ยนอํานาจการปกครองทั้งหมด บ้านนักการเมืองก็เป็นที่ซ่องสุมของบรรดานักธุรกิจ แล้ววันหนึ่งที่นักธุรกิจตั้งตัวได้ว่าจะ ส่งลูกตัวเองไปเป็นข้าราชการใหญ่ขึ้นเป็นขุนนางลําบาก แต่มีเส้นทางหนึ่งเส้นทางการทําเงิน เปิดช่องให้กับคนทําธุรกิจ เมื่อสังคมพัฒนาจากระบบขุนนาง ระบบศักดินามาสู่ระบบทุนนิยม และพัฒนาประชาธิปไตยเป็นทุนนิยมสามานย์ เราก็เห็นทุนขนาดใหญ่ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบ คนอื่นทั้งหมด เหมือนธรรมดาครับ ก็เอาเปรียบเหมือนในยุคขุนนางนะครับ เอาเปรียบเหมือน ในยุคเผด็จการ วิ่งเข้าหาคนมีอํานาจแล้วก็หาประโยชน์เข้าตัวเอง แต่วันหนึ่งที่ทุนพัฒนาหนัก ๆ เขาไม่จําเป็นต้องวิ่งหานักการเมืองแล้ว เขาเปลี่ยนระบบทุนเป็นการเมืองเสียเอง แล้วเมื่อทุน เป็นการเมืองเสียเองการทุจริตก็ยิ่งมโหฬารขึ้นไปใหญ่ เมื่อสามารถทุจริตเชิงนโยบายสําเร็จ คราวนี้ พูดไม่ได้ครับ มันเป็นนโยบายของรัฐ แต่ขนาดเป็นนโยบายของรัฐพ่อค้าเหล่านั้นได้ประโยชน์ มหาศาลยิ่งกว่าวิ่งกับทหาร ยิ่งกว่าวิ่งกับขุนนาง แล้วสุดท้ายครับ บ้านเมืองเราแปลคําว่าทุจริต กลายเป็นเรื่องวัฒนธรรม สิ่งนี้ที่ผมคิดว่ามันรุนแรงที่สุดแล้วเพราะสังคมไทยกล้ายอมรับว่า ทุจริตเป็นวัฒนธรรมของสังคม เราเริ่มต้นที่อื่นไม่ได้ ต้องเริ่มต้นที่การปราบปรามเลยครับ เริ่มต้นที่จะให้การอบรมศึกษาเด็ก เยาวชนทําได้ แต่ผมคิดว่าการปราบปรามเป็นมาตรการ ที่ต้องใช้ เพื่อนสมาชิกหลายคนได้เสนอกระบวนการในการปราบปรามตั้งแต่เรื่องอายุความก็ดี ตั้งแต่เรื่องการขยายสิทธิในการปราบปรามให้กับหน่วยงานก็ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไป ท่านที่จะทําในเรื่องของการปฏิรูปเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันท่านช่วยดูองค์กร ทั้งหมดที่มีอยู่ องค์กรที่ทําหน้าที่ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่า กกต. นะครับ จะพูดเป็นต้นน้ําก็ต้นน้ํา ที่ป้องกันนักการเมือง ธุรกิจการเมือง เข้าสู่ระบบ คตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. ทั้ง ๕ องค์กรที่ทําหน้าที่เหล่านี้มีเรื่องค้างกันอยู่ทั้งหมดเท่าไร ถ้าดูตัวเลข ที่ค้างแล้วผมคิดว่าอายุความหมดก็ยังไม่หมดเรื่องนะครับ ๒๐ ปีที่ตั้งไว้ไม่มีทางหมดหรอก เผลอ ๆ ผู้ต้องหาตายเกือบหมดแล้วคดียังไม่เสร็จหมดครับ เพราะฉะนั้นหาทาง ปฏิรูปองค์กรเหล่านี้ได้ไหมครับ ป.ป.ช. ที่ค้างอยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าเรื่องทําอย่างไรให้หมดเสียบ้าง ป.ป.ท. ที่เกิดขึ้นมาใหม่เริ่มสะสมคดีขึ้นมาแล้วเอาอย่างไร กกต. ไม่เลือกตั้งกันมาปีกว่า ๆ แล้วยังมีเรื่องค้างกี่เรื่อง ฟ้องเขาไปเสร็จแล้ว ศาลตัดสินแล้วต้องไปเรียกค่าเสียหายจาก การเลือกตั้งทํากี่เรื่อง ผมคิดว่าปฏิรูปองค์กรเหล่านี้เสียก่อน คนชั่วมันจะได้เริ่มกลัวเสียบ้าง แต่ถ้าปฏิรูปองค์กรเหล่านี้ไม่ได้ บรรยากาศยังมืดมน ปฏิรูปองค์กรเหล่านี้ได้ก็หันกลับไป หาสร้างคนรุ่นใหม่เถอะครับ เอาองค์กรเหล่านี้ปฏิรูปให้เสร็จแล้วปราบนักการเมือง หรือข้าราชการชั่วเหล่านี้ ยิ่งองค์กรไหนมีอํานาจมากทุจริตยิ่งมาก องค์กรที่ชื่อโบราณที่สุด ที่มีเจ้าพนักงานอยู่ในระดับจังหวัดก็คือองค์กรกรมที่ดิน เขายังเรียกว่าเจ้าครับ พอยิ่งเจ้า มีอํานาจมากครับ เมื่อ ๒ เดือนที่แล้วผมเข้าใจว่ามีการถอดแล้วก็คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไป ๑๖ ราย แล้วก็เป็นหน่วยงานที่มีปัญหามากอยู่ในทุกอําเภอครับ ที่ดินเป็นเรื่องเก่าแก่ โบราณจากยุคศักดินา คนที่เป็นหัวหน้าที่ดินจังหวัดยังเป็นเจ้าครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ ต้องปรับทัศนคติคนในประเทศทั้งหมด สร้างคนรุ่นใหม่เถอะครับ ปราบคนรุ่นเก่าที่มันโกงกัน เก่งนักให้จบแล้วสร้างคนรุ่นใหม่ วิธีสร้างคนรุ่นใหม่ไม่ได้มุ่งที่เด็ก วันนี้การปฏิรูปทั้งหมด ต้องไปเริ่มที่คนสอนเด็ก ถามว่าเราสร้างบุคลากรสอนเด็กพร้อมหรือยังที่จะเป็นตัวอย่างให้กับเด็กได้ ท่านประธานเริ่มกดแดงแล้วผมคิดว่า คือถ้าท่านจะให้หยุดผมก็หยุดเลยนะครับ แต่ถ้าท่าน เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการที่จะทําบ้านเมืองต่อไปก็เสียเวลาสักนิดครับ เพราะ ๕ นาที ของสภานี้ผมคิดว่าในสภาเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้นครับ ไม่ใช่มีเด็กเหลวไหลหลงเข้ามาแล้วครับ ปีนี้ผมก็อยู่ในการเมืองมาจนถึงอายุ ๖๐ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องเหลวไหลคงไม่เอามากล่าว แล้วทุกคนที่กล่าวในที่นี้ผมเชื่อว่ามีเหตุมีผล เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานจะยึด ๕ นาทีแล้ว เอาเป็นกติกาผมก็จะเคารพครับ แต่ถ้าท่านเห็นว่าเป็นเหตุเป็นผลของ สปท. ผมก็จะอภิปรายต่อ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สรุปใน ๒ นาทีแล้วกันนะครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ผมได้มากกว่าคุณคํานูณนาทีครึ่งนะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องปรับปรุงในกระบวนการสอนเยาวชน ก็คือการปรับปรุงพัฒนาเรื่องครูครับ เรามักจะได้ยินครับว่าครูเป็นอาชีพที่น่าสงสาร ครูเป็น เรือจ้าง ครูเป็นอาชีพที่มีหนี้สินมาก และครูก็เป็นอาชีพที่ฉลาดที่สุดครับ เพราะอยู่กับคนที่ ตัวเองต้องสอนตลอด แต่จากผลการวิจัยนะครับ ไม่น่าอายครับ อาชีพที่อ่านหนังสือน้อยที่สุด มีอยู่ ๒ อาชีพครับ คนฉลาดที่สุดทั้งคู่คืออาชีพหมอกับอาชีพครูครับ พัฒนาการช้าที่สุดครับ ทั้ง ๒ อาชีพนี้และเป็นผู้ทรงภูมิทั้งคู่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ต้องทําการปฏิรูปเรื่องหลัก สําหรับการสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ปฏิรูปครูครับ วันนี้ครูไม่ได้ลําบากครับ ครูบ้านผม นักเรียน ๖๐ คน ครูเป็นผู้อํานวยการ ซี ๘ ครับ เงินเดือนเท่านายอําเภอมากกว่าผู้กํากับ ด้วยซ้ําไป ๒ คน ผัวครู เมียครู ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทครับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่อาชีพที่ลําบาก เพียงแต่วัฒนธรรมเหล่านี้มันหล่อหลอมครูให้ผิดทิศทาง ถ้าครูผิดทิศทางอย่าหวังฝากไว้กับ เด็กครับ ถ้าครูยังไม่รู้จักเข้าแถวตัวเองในการที่จะเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ยังต้องจ้างเพื่อน ทํารายงานเพื่อยกวิทยฐานะ ยากครับ ครูทําแต่รายงานกันทั้งปีเด็กขณะนี้ยังไม่รู้จักการเข้าแถวเลย ถ้าปรับระบบครูสักนิดหนึ่งแล้วก็กลับไปสอนเด็กครับ ไปดูประเทศญี่ปุ่น ไปดูประเทศไต้หวัน ไปดูประเทศเกาหลี ที่เขาพัฒนาบุคลากรเขา เขาเริ่มง่าย ๆ สอนให้เด็กรู้จักเข้าแถว สอนเด็ก รู้จักมีวินัย สอนให้เด็กเคารพสิทธิคนอื่น และสอนให้เด็กไม่ยอมให้คนอื่นละเมิดสิทธิตัวเอง ไม่นานครับ เราสอนตั้งแต่วันนี้เด็ก ป. ๑ ป. ๒ ครับ อีก ๑๐ ปีข้างหน้าคนเหล่านี้เป็นวัยรุ่น อีก ๒๐ ปีข้างหน้าเขาเป็นคนที่รับราชการกันแล้วครับ แป๊บเดียวครับ พวกเรายังไม่ทันตายเลย เราสร้างคนรุ่นใหม่เสร็จ แต่ก่อนจะสร้างคนรุ่นใหม่ผมฝากว่าปฏิรูประบบการศึกษา หนีไม่พ้นปฏิรูปครูครับ สอนให้ครูเป็นคนรับผิดชอบมากกว่านี้ และสังคมจะเดินไปข้างหน้า ครูไม่ได้ต้อยต่ํานะครับ วันนี้เป็นอาชีพที่น่าเป็นกว่าข้าราชการอื่น ๆ เยอะมากครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านวิทยา เหลือ ๒ ท่านนะครับ น่าจะเป็น ๒ ท่านสุดท้ายในรอบนี้ ก็คือหมอชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชิญครับ ขออนุญาตครับ ท่านมีเอกสารแจกนะครับ แล้วก็ผมอนุญาตและให้สําเนาแจกสมาชิกครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ในฐานะที่เคยเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป ผมจะเสนอเฉพาะประเด็นที่ควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังร่าง ผมเรียกว่า บัญญัติ ๑๐ ประการ อาจจะมีมากกว่านี้แต่ว่าสกัดเฉพาะที่เป็นหัวใจที่สําคัญเพื่อให้สังคม ประชาชนที่เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนใหญ่ในบ้านเมือง มีความมั่นใจว่ามีเครื่องมือ ในการที่จะควบคุมและขจัดคอร์รัปชันให้เหลือน้อยลงที่สุดเท่าที่จะทําได้นะครับ ท่านประธาน หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยพูดกลายเป็นอมตะวาจาไปแล้วว่า ถ้านักการเมืองไทยหยุดโกงเพียง ๒ ปี ถนนประเทศไทยจะปูด้วยทองคําก็ยังได้ อันที่จริง ผมไม่อยากใช้คําว่านักการเมืองหรอก ถ้าใช้คําว่านักเลือกตั้งน่าจะถูก เพราะว่านักการเมือง เขายังรู้ร้อนรู้หนาวต่อความทุกข์ยากของประชาชนและบ้านเมือง นักเลือกตั้งเขาทําในทิศทาง ที่ตรงข้าม ท่านประธานครับ บัญญัติ ๑๐ ประการที่ผมอยากจะเรียนโดยย่อเอกสารได้แจกแล้ว

ประเด็นที่ ๑ ให้จัดตั้งศาลคดีทุจริตในศาลอาญาภายใน ๔ ปีครับ ขณะนี้ เรามีแผนกคดีทุจริตแล้วนะครับ แต่ว่าการบัญญัติในบทเฉพาะกาลว่า ๔ ปีข้างหน้า จะมีการประเมินว่าจํานวนคดีเท่าไร ทํางานมีผลงานดีไหม แล้วการยกระดับศาลคดีทุจริต เพื่อเป็นศาลชํานัญพิเศษเป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศ แล้วจะเป็นการสื่อสัญญาณ ถึงสังคมไทยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่จะต้องดําเนินการนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ให้จัดตั้งแผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณในศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด อันนี้ยังไม่ได้จัดตั้งนะครับ การจัดตั้งก็จะแก้ปัญหาการใช้งบประมาณ อย่างเอาใจชาวบ้านอย่างไม่รับผิดชอบ ประเด็นที่ผ่านมา สตง. ได้เคยทําจดหมายเตือนตั้ง ๕-๖ ครั้งแต่ก็ไม่หยุด ประเทศสูญเสียงบประมาณไปจํานวนหลายแสนล้านบาท ผมคงไม่ต้อง เอ่ยว่านโยบายอะไร แต่ถ้ามีแผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณ คตง. หรือว่า ป.ป.ช. สามารถที่จะรวบรวมหลักฐานที่พอเชื่อได้ว่าเสนอให้ศาลพิจารณาดําเนินการทันที ถ้าศาลชี้มูล ก็ต้องหยุดในการที่จะใช้งบประมาณในการผลาญโดยที่ไม่รับผิดชอบ

ประเด็นที่ ๓ เสนอให้ ป.ป.ช. แก้ปัญหาคดีล้น ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบทุจริต เฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและหัวหน้าส่วนราชการเท่านั้นนะครับ หัวหน้าส่วนราชการ ก็เน้นไปที่ปลัดกระทรวงและอธิบดีเพราะเป็นตําแหน่งที่มีอํานาจสั่งการโดยตรง อันนี้ ผมอยากจะเรียนว่ารวมถึงการไต่สวนวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน การกระทําผิดดังกล่าวด้วย เพราะฉะนั้นข้าราชการระดับรองลงมาหรือเอกชนที่เป็นตัวการ หรือร่วมมือก็ไม่พ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ

ประเด็นที่ ๔ ให้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมาตรการฝ่ายบริหารในการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต เช่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เป็นอิสระ ที่ท่านอาจารย์สังศิตได้พูดเป็นหัวใจสําคัญ ไม่เป็นอิสระนี่ขึ้นอยู่กับนักการเมือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ลําบาก แล้วก็จะได้ทํางานคู่กับ ป.ป.ช. ไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปนะครับ

ประเด็นที่ ๕ ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้เข้ารับการสรรหาเพื่อดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองทุกประเภท ทุกระดับ รวมทั้งสรรหาเข้าไปอยู่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะต้อง แสดงสําเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลังเป็นเวลา ๓ ปี หากไม่แสดงหรือแสดง เป็นเท็จก็สิ้นสุดสมาชิกภาพและความเป็นรัฐมนตรีทันทีเหมือนกันนะครับ การแสดงบัญชี รายการทรัพย์สินหรือหนี้สิน และสําเนาแสดงภาษีเงินได้ต้องเปิดเผยให้สาธารณะทราบ โดยเร็วนะครับ

ประเด็นที่ ๖ ห้ามบุคคลที่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ว่าทุจริตหรือเคยถูกถอดถอนว่าด้วยประเด็นส่อไปในทางทุจริตห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งครับ

ประเด็นที่ ๗ ห้าม ส.ส. นํางบประมาณที่ลดหรือตัดทอนจากการแปรญัตติ ไปจัดสรรเป็นงบ ส.ส. ปีหนึ่งจะประหยัดไปหลายหมื่นล้านบาททันทีนะครับ

ประเด็นที่ ๘ เอกสิทธิ์คุ้มกันของสมาชิกรัฐสภาในระหว่างสมัยประชุมไม่คุ้มกัน ในกรณีทุจริตครับ

ประเด็นที่ ๙ อัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือไม่ได้เป็นที่ปรึกษา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง รวมทั้งการปฏิรูปกลไกมาตรการในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

ประเด็นที่ ๑๐ สําคัญที่สุดที่ท่านอาจารย์สังศิตได้พูดคือการมีส่วนร่วม ของประชาชน ควรจะต้องบัญญัติให้มีกลไกมาตรการในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของชุมชนและสังคม อันนี้จะเป็นตัวชี้วัดและจะเป็นเครื่องมือที่สําคัญที่จะพิสูจน์ว่า เรามีความจริงใจในการปฏิรูประบบควบคุมและขจัดคอร์รัปชัน ให้เหลือน้อยที่สุดในแผ่นดินนี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล นะครับ ผู้อํานวยการ สํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชิญครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สิ่งที่ยากที่สุดแล้วกฎหมายเอาผิดได้ยากก็คือเรื่องของโจราธิปไตยหรือเคลปโตเครซี (Kleptocracy) ซึ่งเป็นการปกครองโดยผู้ปกครองที่ทําหน้าที่เป็นโจรเสียเองร่วมกับข้าราชการโดยทํานโยบาย เพื่อประโยชน์ของตนแล้วก็ปล้นทรัพยากรของชาติมาเป็นของตนและพวก ซึ่งตรงนี้มีรายละเอียด มากมาย แต่ว่ามาตรการทั้งหลายที่เราพูดกันดูจะจัดการกับระบบนี้ได้ยากตั้งแต่ในอดีต จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร ดิฉันได้ทําการศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนกระทั่งถึงปีนี้นะคะ พบว่าเมื่อเราศึกษาทัศนคติของประชาชนว่าคอร์รัปชัน ถามว่า คอร์รัปชัน เป็นสิ่งจําเป็นไหม ถ้าจะทําให้งานสําเร็จลุล่วงจําเป็นจะต้องมีคอร์รัปชันหรือไม่ ในปี ๒๕๔๘ ประชาชนร้อยละ ๒๐.๓ ตอบว่าจําเป็นในปี ๒๕๕๓ ประชาชนร้อยละ ๑๓.๓๓ คือลดลงบ้างเพราะว่าช่วงนั้นเรามีการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนักการเมืองที่ทุจริตมากมาย แล้วเมื่อกลางปีนี้เองดิฉันทําการสํารวจอีกครั้งหนึ่งตามความน่าจะเป็นนะคะ ตามหลักสถิติ ร้อยละ ๑๑.๔ ของประชาชนเห็นด้วย เพราะฉะนั้นก็เอาง่าย ๆ ๑๐ คนก็มี ๑ คนบอกว่า เห็นด้วยกับการทุจริตว่าเป็นสิ่งจําเป็น ถ้าไม่มีโครงการต่าง ๆ ก็คงจะไม่สําเร็จลุล่วง อย่างน้อยก็เห็นอะไรขึ้นมาบ้างอะไรประมาณนั้นนะคะ แล้วนอกจากนี้สิ่งที่เป็นกังวล อีกเรื่องหนึ่งก็คือการไม่รู้ร้อนรู้หนาว คือจะมีประชาชนบางส่วนบอกว่าอย่างไรก็ได้ จะทุจริต ก็ได้ หรือไม่ทุจริตก็ได้ เมื่อปี ๒๕๔๘ ร้อยละ ๑๒ เท่านั้นที่ไม่รู้สึกว่าอย่างไรก็ตาม แต่พอ ปี ๒๕๕๓ นี่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์บอกว่าไม่สนใจ จะทุจริตก็ไม่สนใจ พอปี ๒๕๕๘ ปีนี้เอง ก็เป็น ๑๕.๙ เปอร์เซ็นต์ คือก็มีส่วนหนึ่งที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวมารวมกับพวกที่เห็นว่า คอร์รัปชันเป็นสิ่งจําเป็นก็เยอะพอสมควรเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติกัน แล้วที่สําคัญก็คือถ้าเรา มีเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งทําอย่างไรถึงจะไม่ให้เข้าไปอยู่ในวงของโจราธิปไตยหรือเคลปโตเครซี (Kleptocracy) ซึ่งเป็นเรื่องที่ห่วงกังวลมากในนานาสากล เพราะฉะนั้นดิฉันก็มีมาตรการ ที่จะเสนอนะคะ เรื่องแรก ความจริงดิฉันก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกหลายท่าน แล้วก็มีประเด็น ที่จะเพิ่มเติมก็คือ

ประเด็นแรก คือเรื่องของปรับปรุงระบบกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายคือ รูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) ที่ต้องมีมาตรการที่เข้มแข็ง ที่สําคัญคือเรื่องของจริยธรรม นักการเมือง และจริยธรรมของข้าราชการทั้งหลายจะทําอย่างไรให้เป็นจริง แล้วที่สําคัญที่สุด ก็คือทําอย่างไรมาตรการถอดถอนโดยระบบรัฐสภาจะทําให้เป็นจริงได้

ประเด็นที่ ๒ ก็คือภาคประชาชน ทําอย่างไรถึงจะมีการปรับทัศนคติ และมีค่านิยมใหม่ มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ยอมรับการทุจริต ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทํา ซีวิกเอดูเคชัน (Civic education) การศึกษาของพลเมืองกันอย่างกว้างขวางนะคะ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของประชาสังคมที่ต้องมีความเข้มแข็ง ต้องมีพื้นที่ เปิดให้พวกเขา แล้วต้องมีข้อมูลข่าวสารที่จะให้เขาสามารถที่จะตรวจสอบการทํางาน ของนักการเมืองและข้าราชการได้ ซึ่งตรงนี้คงต้องมีมาตรการเสริมสําหรับภาคประชาสังคม แล้วก็ต้องมีมาตรการคุ้มครองพยานด้วย

ส่วนประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องของสื่อสารมวลชน ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ ที่สุด อยากจะให้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําว่านักการเมืองต้องไม่เป็นเจ้าของสื่อสารมวลชน ห้ามเลยนะคะ เพราะมิเช่นนั้นก็จะใช้มาตรการในการเป็นเจ้าของสื่อหาค่านิยมเข้าหาตัวเอง รวมทั้งไม่ให้ประชาสัมพันธ์ หรือไม่ให้ให้ข้อมูลกับสาธารณชนในประเด็นที่มองว่าตัวเอง เป็นคนไม่ดี เพราะฉะนั้นก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้ต้องทําให้เป็นจริงค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ บัดนี้สมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อเสนอวิธีการ ปฏิรูปประเทศนะครับ ในวาระอื่น ๆ ด้านที่ ๑ คือด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ทั้งสิ้น ๑๑ ท่าน เป็นที่เรียบร้อย ผมจะถามทางท่านกรรมาธิการปฏิรูป การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของ สปช. จะมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขอเพิ่มเติม)

ถ้าไม่มีก็ขอบคุณ ขอเชิญท่าน พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป ครับ

พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป

สวัสดีครับ ผม พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป นะครับ สปท. หมายเลข ๑๐๘ แล้วก็เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งที่จะกราบเรียนให้สมาชิก สปท. ได้ทราบในส่วนที่เราทําไปแล้วก็ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แล้วก็เป็นสิ่งที่บางท่านได้พูดขึ้นมาก็คือเรื่องของ สิ่งที่เราทํามาแล้วก็ได้คิดว่าจะมีผลเกิดขึ้นมาในเร็ว ๆ นี้ก็คือเราได้ทําหนังสือร้องเรียนไปที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องที่เรามีความเชื่อว่าข้าราชการ ป.ป.ช. ประพฤติไม่ถูกต้องนะครับ ซึ่งทางผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้วคิดว่าไม่นานเรื่องนี้ คงจะเปิดเผยขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลดีก็คือจะทําให้องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบได้ทําในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็จะมีผลต่ออีกหลายคดี แล้วนอกจากนั้นผมก็ยังทําหนังสือสอบถามทาง ป.ป.ช. ไปว่า คดีที่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อครั้งสุดท้ายทําไมถึงหายไป และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็น สนช. สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องบ่งบอกหรือเป็นสิ่งที่บังคับให้ผู้ที่มี อํานาจจะต้องทําในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าคนที่มีความผิดหรือถูกตรวจสอบแล้วว่าทําอะไรไม่ถูกต้อง ยังมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สิ่งที่ท่านทั้งหลายเป็นห่วงว่าคนที่มีความผิดแล้วยังยืน อยู่บนสังคมได้ ถ้าเรื่องนี้ออกขึ้นมาได้เปิดเผยขึ้นมาแล้วผมคิดว่าคําพูดที่ว่าคนที่มีความผิด แล้วยังเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานจะหมดไปครับ ขอให้สบายใจเรื่องนี้คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปของเราได้ทําเรื่องนี้ในทางลับแล้วคิดว่าไม่นานนี้ผลคงจะออกมา แล้วผมคิดว่าส่วนหนึ่ง ที่จะแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้ก็คือเราพยายามเร่งหรือกดดันให้ ป.ป.ช. ได้ทํางาน ในส่วนเฉพาะเรื่องที่ยังอยู่ใน ป.ป.ช. ให้ผลิตออกมาให้ได้มากที่สุด เราพยายามจะสร้างทํา กฎหมายเรื่องให้ประชาชนมีอํานาจฟ้องร้องได้เอง ในส่วนของศาลได้เห็นด้วยกับเราแล้ว ผมคิดว่าในรายละเอียดเราคงจะได้มาทําในคณะ สปท. นี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต้องขอขอบคุณ ทางท่านประธานมีอะไรเพิ่มเติม

นายประมนต์ สุธีวงศ์

ท่านประธานครับ ขออนุญาตขอบคุณท่านสมาชิก ที่ได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมมีความหลากหลาย หลายท่านที่ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายก็คงจะมา มีส่วนร่วมในกรรมาธิการชุดใหม่ที่กําลังจะตั้งขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลังจากวันนี้แล้ว เราจะรีบดําเนินการขับเคลื่อนต่อไปครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ น่าจะเป็นวันพรุ่งนี้นะครับที่ท่านประธานจะนําเข้าสภา ในคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็ขอบคุณท่านอดีตคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของ สปช. ทุกท่านนะครับ

ต่อไปเป็นการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านอื่น ๆ ด้านที่ ๒ นะครับ คือด้านการกีฬา ผมได้เชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธาน กรรมาธิการของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าร่วมนําเสนอภาพรวม ของด้านการกีฬา แล้วก็ขอเชิญครับ เข้าประจําที่คณะกรรมาธิการนะครับ

(ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าชี้แจงต่อ ที่ประชุม)

แล้วก็ขอเชิญท่านสมาชิกที่แสดงความจํานงในการที่จะอภิปรายด้านนี้ก็ได้แจ้ง ความจํานงนะครับ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้ขออนุญาตที่จะนําเสนอภาพ ที่เป็นเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องข้อเสนอการปฏิรูป ในด้านนี้ ก็อนุญาตเรียบร้อยแล้วนะครับ เชิญครับท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ครับ

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ใคร่ขอเรียนเสนอต่อที่ประชุมให้ทราบถึงวิธีการปฏิรูปประเทศในวาระการปฏิรูปประเทศ ด้านการกีฬา ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ด้านอื่น ๆ ซึ่งก่อนที่กระผมจะนําเสนอวาระการปฏิรูปการกีฬา ต่อที่ประชุม กระผมใคร่ขอเรียนเชิญท่านสมาชิกทุกท่านได้กรุณาชมวีทีอาร์ (VTR) ใช้เวลาประมาณ ๔ นาที ขอเชิญชมครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดวีทีอาร์ (VTR))

ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ เสียงประชาชนคือเสียงปฏิรูปการกีฬา เพื่อพัฒนาความมั่นคง เสริมส่งความมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่าการกีฬา ถือเป็นหลักพื้นฐานของชีวิตคน มีผลต่อการสร้างวินัย จิตสํานึก ความสามัคคี น้ําใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ตลอดจนสร้างสุขภาพ คุณค่า และคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน การกีฬา จึงมีส่วนสําคัญในการดําเนินกิจกรรมของประชาชนในสังคม และเป็นเครื่องมือสําคัญในการ ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ อาจกล่าวได้ว่าการกีฬาคือรากฐานสําคัญ ทางสังคมและมีส่วนสําคัญต่อชีวิตของมวลมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่ง มีความเกี่ยวข้องกับชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยรัฐบาลของนานาชาติต่างให้ความสําคัญต่อการส่งเสริมการกีฬา และมีนโยบายด้านการพัฒนาการกีฬาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้กีฬายังมีประโยชน์ในการสร้าง ภาพลักษณ์ สร้างความสัมพันธ์อันดีงามของคนในประเทศและระหว่างประเทศ การพัฒนาการกีฬา เพื่อความเป็นเลิศยังเป็นการยกระดับความเป็นชาตินิยมและเกียรติภูมิของประเทศ เพื่อสร้าง ความภาคภูมิใจร่วมกันของคนในชาติ อันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาความมั่นคง ความสามัคคี ปรองดองของประเทศ และยังเป็นพื้นฐานสําคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง กับการกีฬา ดังนั้นการพัฒนาการกีฬาจึงถือเป็นกลไกสําคัญประการหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ กระผมจึงใคร่ขอเรียนให้ที่ประชุมได้กรุณาทราบเสียก่อนว่าการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องที่ สําคัญยิ่ง และไม่ใช่จะเป็นเรื่องที่กระทําได้โดยง่าย การปฏิรูปนั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ขนานใหญ่ เพื่อให้เราสามารถที่จะก้าวทันการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของประเทศต่าง ๆ ในโลก ซึ่งในประเทศไทยมีการปฏิรูปครั้งแรกคือการปฏิรูประบบราชการไทยในรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของไทยสามารถที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ ถือได้ว่าเป็นรากฐานของการปฏิรูปประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรัชสมัยรัตนโกสินทร์

สําหรับวาระการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูป การกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ รับผิดชอบนั้น ถือเป็นเรื่องสําคัญต่อประชาชนของประเทศ เป็นอย่างยิ่ง เพราะการกีฬาคือรากฐานสําคัญทางสังคมของมวลมนุษยชาติในการสร้าง สุขภาพพลานามัยทางร่างกายและจิตใจ มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายดังที่กระผม ได้กล่าวมาแล้ว จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าการพัฒนาและการปฏิรูปการกีฬาจึงเป็นกลไกสําคัญ ประการหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ภารกิจสําคัญที่จะต้องเร่งดําเนินการ เพื่อวางรากฐานในการสร้างความแข็งแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้ประชาชนในประเทศ ก็คือการปฏิรูปการกีฬาให้เป็นรูปธรรม และเป็นสัญญาประชาคม ที่ทุกรัฐบาลจะต้องดําเนินการเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปการกีฬาอย่างจริงจังและเป็นระบบ ซึ่งหากการปฏิรูป การกีฬาของประเทศได้เป็นผลสําเร็จ สิ่งสําคัญที่เกิดตามมาก็คือความมั่นคงของชาติ

- ๓๖/๑   ซึ่งรวมทั้งด้านสังคมและด้านเศรษฐกิจด้วย ในเวลาต่อมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ได้แต่งตั้งคณะทํางานเตรียมการ ปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติ เพื่อศึกษาปัญหาเรื่องการกีฬาแล้วก็พบว่ามีปัญหา เรื่องโครงสร้างองค์กรกีฬาและการบริหารจัดการยังไม่มีประสิทธิภาพ ทําให้การกีฬา ไม่ได้ช่วยพัฒนาคน ไม่ช่วยสร้างความสามัคคีเท่าที่ควร ไม่สร้างโอกาสและรายได้ จึงได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้ ๖ หลัก กล่าวคือ

ด้านที่ ๑ ต้องแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ด้านที่ ๒ พิจารณาตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ

ด้านที่ ๓ ปรับปรุงกฎหมายกีฬา

ด้านที่ ๔ ผลักดันแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ

ด้านที่ ๕ ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านการกีฬา

ด้านที่ ๖ ส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา

ในการดําเนินการตามโรดแมป (Road map) ที่ได้รับมาทั้ง ๖ แนวทางหลักเหล่านี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาจึงได้น้อมนํากระแสพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาเป็นหัวใจสําคัญในการปฏิรูปการกีฬาของประเทศ กล่าวคือ เข้าใจก็คือการสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการปฏิรูปการกีฬา เข้าถึง ก็คือการสร้างความคิดร่วม และการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปของทุกภาคส่วน และการพัฒนา ก็คือการดําเนินการปฏิรูปทําให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อรับผิดชอบในการวางแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามวาระการปฏิรูปการกีฬา ให้ครอบคลุมในทุกมิติและบรรลุผลตามเป้าหมายตามที่ได้กําหนดไว้ รวม ๘ คณะ โดยมีรายละเอียดตามภาพฉาย ซึ่งประกอบด้วย

คณะที่ ๑ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาโครงสร้างทางการกีฬา

คณะที่ ๒ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมายการกีฬา

คณะที่ ๓ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการพัฒนาการกีฬา

คณะที่ ๔ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการด้านการกีฬา

คณะที่ ๕ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณายกร่างถ้อยคําเรื่องการกีฬาไว้ ในรัฐธรรมนูญ

คณะที่ ๖ คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนด้านปฏิรูปการกีฬา

คณะที่ ๗ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางในการใช้การกีฬาเพื่อ สร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะที่ ๘ คณะอนุกรรมาธิการประสานการจัดทําและขับเคลื่อนแผนการปฏิรูป การกีฬาแห่งชาติ ตลอดจนได้จัดการประชุมและจัดการสัมมนาเพื่อการมีส่วนร่วม และรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศ รวมทั้งบุคลากรทางการกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการกีฬา สามารถสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศได้รวม ๙ ประการ กล่าวคือ

ประการแรก จะต้องมีการบรรจุบัญญัติเรื่องการกีฬาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๒ สมควรตั้งกระทรวงกีฬาขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อรับผิดชอบงาน ด้านกีฬาของประเทศ

ประการที่ ๓ สมควรตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ

ประการที่ ๔ สมควรบัญญัติให้มีกฎหมายเฉพาะการกีฬาที่มีความชัดเจน และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ให้ครอบคลุมถึงการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม รวมทั้งรองรับ หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นในการสนับสนุนการกีฬาให้ชัดเจน

ประการที่ ๕ เห็นว่าแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติมีความเหมาะสมดี แต่ควร ขับเคลื่อนกลไกซึ่งทําให้เกิดผลในการปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๖ รัฐจะต้องสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการกีฬา ให้ครอบคลุมไปถึงการส่งเสริมการออกกําลังกายและการเล่นกีฬาอย่างทั่วถึง

ประการที่ ๗ ภาครัฐควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม กีฬาของประเทศ โดยกําหนดสิทธิประโยชน์และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ

ประการที่ ๘ สมควรมีสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาในระดับชาติที่เป็นระบบ อย่างครบวงจร

ประการที่ ๙ สมควรให้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาการกีฬาคนพิการเพื่อเป็น การส่งเสริมด้านคุณภาพ สุขภาพ และอาชีพของคนพิการ

หลังจากนั้นจึงนําข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และมาสรุปเพื่อจัดทํา เป็นแผนปฏิรูปการกีฬาต่อไป สามารถกําหนดเป็นแนวทางตามวาระการปฏิรูปการกีฬา โดยมุ่งเน้นการกีฬาเป็นกลไกในมิติด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้ง การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ระดับท้องถิ่นสู่สากลอย่างยั่งยื่น โดยขจัดความเหลื่อมล้ํา สร้างสันติสุข พัฒนาสัมพันธ์ที่ดี สร้างเกียรติภูมิและความมีน้ําหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ โดยผลงานชิ้นแรกคือการเสนอบรรจุคําว่า กีฬา ในรัฐธรรมนูญ โดยบัญญัติให้เป็นเรื่องที่ เราจะต้องปฏิบัติไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยมีรายละเอียดตามภาพฉายนะครับ

“มาตรา ๙๔ รัฐต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน และต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ในทุกระดับ รวมทั้งจัดให้มีการบริหารจัดการด้านการกีฬาที่เป็นระบบ ทันสมัย และมี มาตรฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งนี้ โดยจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการตามมาตรานี้”

จึงนับว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การกีฬาไทย กล่าวได้ว่า ตลอดระยะเวลา ๘๓ ปีภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ประเทศไทย มีรัฐธรรมนูญรวม ๑๙ ฉบับ และยังไม่เคยมีการบรรจุเนื้อหาและสาระสําคัญที่เกี่ยวข้องกับ การกีฬาไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแม้แต่ฉบับเดียว จึงส่งผลให้ที่ยืน ของการกีฬาของประเทศไทยในเวลาที่ผ่านมาอยู่ในภาวะที่ย่ําอยู่กับที่ ไม่สามารถพัฒนา ศักยภาพประชาชนของประเทศได้อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพ สําหรับผลงาน ชิ้นสําคัญของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาคือการจัดทําแผนปฏิบัติการกีฬา โดยบรรจุไว้ ในวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา ประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ๓๗ แนวทาง ๑๐๐ โครงการ พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติรวม ๓ ฉบับ กล่าวคือ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวมถึงการจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูป แห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ โดยทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์มีรายละเอียดตามภาพฉายนะครับ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และวินัยของพลเมือง ด้วยการกีฬา ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การมีส่วนร่วมและการบริการสาธารณะของชุมชนท้องถิ่น ทางการกีฬา ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจทางการกีฬา ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การปฏิรูปนโยบายและโครงสร้างเพื่อพัฒนาระบบการขับเคลื่อนการกีฬา ของชาติ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การปฏิรูปและการพัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ และยุทธศาสตร์ที่ ๖ การสร้างสัมพันธภาพและแสดงศักยภาพทางการกีฬาของประเทศไทย ในระดับสากล

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬายังได้กําหนดให้มีการปฏิรูปเร็ว หรือควิกวิน (Quick win) เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่บางเรื่องอาจถูกจํากัดด้วย ปัจจัยเวลา คือต้องทําให้เสร็จภายในเวลาที่กําหนด โดยเรื่องของการปฏิรูปเร็วนั้นสามารถ ดําเนินการได้ทันที ใช้ระยะเวลาไม่มาก ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และสามารถดําเนินการได้ เป็นการเฉพาะเรื่อง ทั้งนี้ เรื่องการปฏิรูปเร็วที่ได้ดําเนินการมาแล้วมีทั้งหมดจํานวน ๗ เรื่อง โดยมีรายละเอียดตามภาพฉายนะครับ ซึ่งประกอบด้วย เรื่องแรก การปรับปรุง มาตรการลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้สนับสนุนกีฬา เรื่องที่ ๒ การจัดทําวีดิทัศน์การฝึกสอนทักษะ การเล่นฟุตบอลแจกจ่ายแก่เยาวชนไทยโดยทีมผู้ฝึกสอนสโมสรฟุตบอลเชลซี เรื่องที่ ๓ การฝึกสอนอบรม การฝึกสอนทักษะการเล่นฟุตบอลแก่เยาวชนไทยโดยทีมผู้ฝึกสอน และนักฟุตบอลจากสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรื่องที่ ๔ การจัดโครงการกีฬา เพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับกองทัพภาคที่ ๔ กองอํานวยการรักษา ความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า ซึ่งท่าน สปท. พลเอก ปราการ ชลยุทธ เป็นแม่ทัพ และเป็นผู้อํานวยการรักษาความมั่นคงภายในอยู่ในขณะนั้น และทําร่วมกับสมาคมฟุตบอล แห่งประเทศไทยด้วย เรื่องที่ ๕ การจัดตั้งสํานักงานยูไนเต็ด เนชัน ออน สปอร์ต ฟอร์ ดีวิลอปเมนท์ แอนด์ พีซ (United Nations on Sport for Development and Peace) หรือยูเอ็นโอเอสดีพี (UNOSDP) ขึ้นในประเทศไทย เรื่องที่ ๖ การเปลี่ยนแปลง การจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติเป็นประจําทุกปี และเรื่องที่ ๗ การทบทวนการถ่ายโอนภารกิจ ในการดูแลสนามกีฬาระดับจังหวัดให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ รายละเอียด ของโครงการและความสําเร็จกระผมจะขอมอบให้ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ จะได้นําเสนอต่อไป โดยกระผมจะขอกล่าวถึงตัวอย่างของความสําเร็จ ในโครงการปฏิรูปเร็ว ๑ เรื่อง กล่าวคือ เรื่องการปรับปรุงมาตรการลดหย่อนภาษีให้แก่ ผู้สนับสนุนกีฬา สําหรับเรื่องนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้มีหนังสือไปยัง หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพิจารณา ดําเนินการต่ออายุพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้น รัษฎากร ฉบับที่ ๕๕๙ พุทธศักราช ๒๕๕๖ ที่กําลังจะสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ นี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรี

- ๓๙/๑   ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ให้ต่ออายุพระราชกฤษฎีกาออกไปอีก ๓ ปี จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงนับว่าเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม อีกชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้เพื่อให้การดําเนินการตามแผนปฏิรูปกีฬาบังเกิดผลเป็นรูปธรรม จึงได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการประสานงานการจัดทําและขับเคลื่อนแผนปฏิรูป การกีฬาแห่งชาติ เพื่อร่วมประชุมพิจารณารายละเอียดของโครงการร่วมกันระหว่าง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาผู้กําหนดแผนกับส่วนราชการผู้ปฏิบัติ ซึ่งได้ข้อยุติร่วมกันว่า ควรจะต้องขับเคลื่อนแผนไปสู่ความสําเร็จในการปฏิบัติ ในการปฏิรูปการกีฬาของประเทศ โดยท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์จะได้นําเสนอรายละเอียดของการดําเนินการและผลสําเร็จ ในเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามจากการที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอวาระ การปฏิรูปการกีฬาต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ ต่อมา ในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแผนการปฏิรูปการกีฬา และร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ และได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานหลัก เพื่อรับไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วรายงานผลให้ คณะรัฐมนตรีทราบ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องรวม ๑๔ หน่วยงาน เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ สามารถสรุปข้อยุติ ในภาพรวมว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะการปฏิรูปการกีฬา และกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาจะนําไปใช้ในการกําหนดแผนพัฒนาการกีฬาของชาติ (ฉบับที่ ๖) ต่อไป และเห็นด้วยกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ โดยอาจพิจารณาขอปรับปรุง ในรายละเอียดปลีกย่อยต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของแนวทางการขับเคลื่อน การปฏิรูปการกีฬานั้นได้กําหนดกรอบการทํางานโดยพิจารณาความสําคัญเร่งด่วน และความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๙/๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ โดยเริ่มต้นด้วยการจัด ลําดับความสําคัญเร่งด่วนของงานที่จะต้องดําเนินงานออกเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วน ลําดับแรก ได้แก่ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การจัดตั้งสภาการกีฬาแห่งชาติ การตราพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ ฉบับ และการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แห่งประเทศไทย

เรื่องที่มีความเร่งด่วนลําดับต่อไป ได้แก่ การจัดทําแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านการกีฬา การส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา และการบรรจุ โครงการที่เหลือประมาณ ๙๐ โครงการให้อยู่ในนโยบายและแผนแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนา การกีฬา ทั้งนี้ จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาการกีฬาแห่งชาติ เพื่อให้ทุกส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องนําไปดําเนินการต่อไป สําหรับเรื่องที่ใช้ระยะเวลาดําเนินการนานกว่าอายุสภา แห่งนี้ จะต้องส่งมอบให้รัฐบาลต่อไปรับไปดําเนินการ คือการจัดตั้งกระทรวงการกีฬานั้น ก็จะได้วางแผนการปฏิบัติให้เกิดความชัดเจน สามารถดําเนินการต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เพราะการจัดตั้งกระทรวงกีฬานั้นเปรียบเสมือนฝาชีบนโต๊ะอาหาร จึงจําเป็นจะต้อง ดําเนินการเรื่องที่มีความสําคัญเร่งด่วนต่าง ๆ ที่เปรียบเสมือนการจัดวางจานอาหาร ไว้บนโต๊ะให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงจะจัดให้มีกระทรวงกีฬาที่รับผิดชอบมากํากับดูแล ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการครอบฝาชีนั่นเองครับ สําหรับวิธีการดําเนินการจะแบ่งมอบภารกิจ ในการขับเคลื่อนปฏิรูปการกีฬาให้แก่คณะอนุกรรมาธิการ ๒ คณะ กล่าวคือ

คณะแรก คือคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนโครงสร้างการกีฬา จะรับผิดชอบ ดําเนินการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การจัดตั้งสภาการกีฬาแห่งชาติ การตรา พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ ฉบับ และการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แห่งประเทศไทย รวมทั้งการจัดทําแนวทางจัดตั้งกระทรวงกีฬาอีกด้วย

คณะที่ ๒ คือคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านการกีฬา จะรับผิดชอบดําเนินการบรรจุโครงการที่เหลือทั้งหมดให้อยู่ในนโยบายและแผนการปฏิรูป ประเทศว่าด้วยการพัฒนาการกีฬา รวมทั้งการนําไปสู่ความสําเร็จของงาน คือการ ประสานงานกับหน่วยราชการต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้แปลงแผนปฏิรูปการกีฬาไปสู่แผนปฏิบัติการ ของส่วนราชการ ให้บรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีข้าราชการบางส่วนราชการ มาร่วมเป็นอนุกรรมาธิการด้วย ทั้งนี้จะเป็นการดําเนินการในลักษณะต่อยอดจาก คณะอนุกรรมาธิการประสานงานการจัดทําและขับเคลื่อนแผนปฏิรูปการกีฬาแห่งชาติ ที่ได้จัดทําตารางความสําคัญและความเร่งด่วนของโครงการตามแผนปฏิรูปการกีฬา ซึ่งได้รับ ความเห็นร่วมของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังปรากฏเอกสารที่อยู่ในมือของ ทุก ๆ ท่านแล้วนะครับ โดยแต่ละคณะอนุกรรมาธิการจะรับผิดชอบในบทบาทการร่วมคิด การร่วมหารือ การประสานงานร่วม ขับเคลื่อนผลักดัน และทําหน้าที่เป็นผู้กํากับดูแล ในการขับเคลื่อนแผนปฏิรูปการกีฬาให้สัมฤทธิผล สําหรับรายละเอียดในเรื่อง ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการกีฬา ด้วยการตราพระราชบัญญัตินั้นท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ จะได้นําเสนอต่อที่ประชุม และในเรื่องของการดําเนินการให้บรรลุผลสําเร็จ แผนปฏิรูปการกีฬานั้นท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน จะเป็นผู้นําเสนอต่อที่ประชุมตามลําดับต่อไป กระผมขอเรียนต่อที่ประชุมและสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่า จากเหตุผลความสําคัญ ในการปฏิรูปการกีฬาและการดําเนินงานตามที่ผ่านมาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ดังที่กระผมได้เรียนให้ทราบในเบื้องต้นนั้นเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนต่างตั้งความหวัง ไว้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติที่สืบเนื่องถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีเป้าประสงค์ หลักคือการสร้างความสมบูรณ์พรั่งพร้อมในด้านร่างกายและจิตใจของประชาชน และต่อยอดไปสู่การสร้างครอบครัวให้มีความสุข ร่วมเสริมสร้างสังคมที่ดี พัฒนาไปสู่ ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติอย่างยั่งยืน และในลําดับต่อไปผมขอเรียน เชิญท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ต่อจากผมครับ

พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ขอนําเสนอข้อมูล ต่อท่านประธานเรื่องการปฏิรูปการกีฬา ซึ่งเป็นเรื่องเพิ่มเติมจากที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้กรุณาชี้แจงต่อที่ประชุมไปก่อนหน้านี้ โดยจะขอขยายความในประเด็นที่กระผม ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา รวม ๒ ประเด็นด้วยกัน กล่าวคือ

ประเด็นแรก การปฏิรูปเร็วหรือควิกวิน (Quick win) สําหรับประเด็นนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้จัดทําขึ้น ๗ เรื่องด้วยกัน ซึ่งเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษี ให้แก่ผู้สนับสนุนกีฬาดังตัวอย่างที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้กรุณายกตัวอย่าง ความสําเร็จเป็นรูปธรรมไปแล้วนั้น ในส่วนการปฏิรูปเร็วอีก ๖ เรื่องที่เหลือก็มีบางเรื่อง ที่บรรลุผลสําเร็จ มีบางเรื่องที่มีความคืบหน้าเป็นอย่างมากและสามารถนํามาขับเคลื่อนต่อเนื่อง ให้สัมฤทธิผลได้ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ โดยเรื่องที่กระผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ถือว่ามีความสําเร็จเป็นอย่างดี

เรื่องแรก คือเรื่องโครงการกีฬาเพื่อสร้างสรรค์สันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการจัดกิจกรรมกีฬาบางประเภท อาทิ ฟุตบอล มวย ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะเวลาที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน เป็นอย่างมาก เห็นได้ว่าประชาชนมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้รับการเอาใจใส่ดูแล เรื่องการกีฬาจากรัฐบาลมาสู่พื้นที่ของเขา จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าการกีฬาคือกุญแจสําคัญ ที่นําพาซึ่งสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือ กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบลูกฟุตบอลจํานวน ๓,๐๐๐ ลูก เพื่อใช้จัดกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอลในพื้นที่ โดยกระทําพิธีมอบลูกฟุตบอลดังกล่าวในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๘ ณ อาคารรัฐสภาแห่งนี้

สําหรับอีก ๒ เรื่องที่บรรลุภารกิจ ประกอบด้วยเรื่องการจัดทําวีดิทัศน์ การฝึกสอนทักษะการเล่นฟุตบอลเพื่อแจกจ่ายแก่เยาวชนไทย โดยทีมผู้ฝึกสอนของ สโมสรฟุตบอลเชลซี และเรื่องการฝึกอบรมการฝึกสอนทักษะการเล่นฟุตบอลแก่เยาวชนไทย โดยทีมผู้ฝึกสอนและนักฟุตบอลจากสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ดําเนินการ จนเสร็จสิ้นแล้วทั้ง ๒ เรื่อง เป็นเรื่องที่ได้รับกระแสตอบรับจากสังคมเป็นอย่างดี และมีเสียง เรียกร้องให้ดําเนินกิจกรรมเช่นนี้อีก

นอกจากนี้ยังมีอีก ๒ เรื่องที่ได้ข้อยุติในการดําเนินการแล้ว คือการทบทวน การจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติที่มีการเสนอ ๒ ปีต่อ ๑ ครั้ง มาเป็นปีละครั้ง และเรื่อง การทบทวนการถ่ายโอนภารกิจในการดูแลสนามกีฬาระดับจังหวัดให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทยจนได้ข้อสรุป จนเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิบัติงาน โดยท่านผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยจะได้นําทั้ง ๒ เรื่องไปพิจารณา ในรายละเอียด และจะได้นําเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในอนาคตต่อไป ทั้งนี้ ได้มีการแถลงข่าวร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาและผู้ว่าการการกีฬา แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ ณ อาคารรัฐสภาแห่งนี้ จึงกล่าวได้ว่า การปฏิรูปเร็วของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาสามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องของการกีฬา การพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิต รวมทั้งเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหา ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในประเด็นที่ ๒ การขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปการกีฬา กระผมขอเรียนว่า คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาตระหนักถึงความสําคัญที่จะทําให้การขับเคลื่อนแผน การปฏิรูปการกีฬาบังเกิดผลเป็นรูปธรรม จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการประสานการจัดทํา และขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปการกีฬาแห่งชาติ โดยมอบหมายให้กระผมเป็นประธาน อนุกรรมาธิการเพื่อร่วมประชุมพิจารณารายละเอียดของโครงการร่วมกันกับส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และสํานักงานสถิติแห่งชาติ โดยเน้นการพิจารณาจําแนกรายละเอียดของโครงการทั้ง ๑๐๐ โครงการ และจัดทําสรุปผล เป็นตารางความสําคัญและความเร่งด่วนของโครงการตามแผนปฏิรูปการกีฬาที่ได้นําเสนอ เป็นเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าท่าน ณ เวลานี้ซึ่งมีรายละเอียดกล่าวได้คือการระบุ หน่วยรับผิดชอบหลักและหน่วยรับผิดชอบร่วมการจัดลําดับความเร่งด่วนแบ่งเป็นระยะสั้น ภายใน ๑ ปี ระยะกลางระหว่าง ๑-๓ ปี และระยะยาวมากกว่า ๓ ปีขึ้นไป กรอบการดําเนินการ รายละเอียดของกิจกรรมตามลักษณะของแผนงานประกอบกับการประมวลข้อมูลที่ได้รับ จากส่วนราชการต่าง ๆ และงบประมาณโดยสังเขป ผลปรากฏว่าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ต่างเห็นความสําคัญของแผนปฏิรูปการกีฬาและมีความคิดร่วมกันว่าควรจะต้องขับเคลื่อน แผนไปสู่การปฏิรูปการกีฬาของประเทศ โดยจะต้องดําเนินการและบรรจุโครงการต่าง ๆ ไว้ในแผนงานและแผนงบประมาณประจําปีของส่วนราชการ โดยจะเร่งดําเนินการให้บรรลุ ภายในช่วงเวลาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป กระผมมีเรื่องที่จะนําเสนอที่ประชุม เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญเลยค่ะท่าน

พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมขออนุญาตนําเสนอขยายความจากท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ในเรื่องที่ผมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาให้รับผิดชอบ ในการจัดทําร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการกีฬารวม ๓ ฉบับ กฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับที่ สปช. นําเสนอคณะรัฐมนตรีไปนั้น คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะ แล้วก็มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน่วยงานหลักรับไปพิจารณาร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะ และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งกระทรวงก็ได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งหมด ๑๔ หน่วยงาน เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคมที่ผ่านมา สรุปผลการพิจารณาของทั้ง ๑๔ หน่วยงานที่ผมรับผิดชอบ

เรื่องแรกนะครับ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... ทาง สปช. ได้เสนอให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นแหล่งผลิตบุคลากร ทางการกีฬาเป็นการเฉพาะทาง รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญและศาสตร์ทางด้านการกีฬาต่าง ๆ เพื่อรองรับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้เสนอให้ปรับเปลี่ยนสถานะสถาบันการพลศึกษา เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติในสังกัดกระทรวงกีฬา จัดตั้งวิทยาเขตโดยเลือก วิทยาเขตใดวิทยาเขตหนึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย มีวิทยาเขตทั้งหมด ๑๖ แห่ง และโรงเรียนกีฬา ๑๓ แห่ง โดยมีการจัดการเรียนสอนไม่เฉพาะแต่เพียงฟุตบอล บาสเก็ตบอล ว่ายน้ํา และอื่น ๆ นะครับ ก็ยังมีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะเทคโนโลยีการกีฬา คณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการ แล้วก็คณะสังคมวิทยาการกีฬาและการสื่อสาร วิทยาลัยการฝึกสอนกีฬา วิทยาลัยกีฬานานาชาติ รวมทั้งโรงเรียนกีฬาด้วย ความเห็นของ ที่ประชุม ๑๔ องค์กรมีความเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะ ทั้งนี้กระทรวงอยู่ในระหว่างการศึกษา ความเหมาะสมในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงได้มีการแต่งตั้งคณะทํางานเพื่อศึกษา วิเคราะห์ แล้วก็เตรียมการเกี่ยวกับ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยปรับบทบาท ภารกิจ เพิ่มศักยภาพ และขีดสมรรถนะสถาบันการพลศึกษา และเห็นควรให้มีการนําร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่ สปช. นําเสนอไปพิจารณาร่วมกับการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติในคราวเดียวกัน

๒. ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสภาการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... ไปนะครับ สปช. ก็ได้เสนอให้มีการจัดตั้งสภาการกีฬาแห่งชาติในลักษณะคณะกรรมการกําหนดนโยบาย และกํากับดูแลด้านการกีฬาของประเทศ โดยจําแนกรายละเอียดการดําเนินการกีฬา ขั้นพื้นฐาน กีฬาเพื่อมวลชนนันทนาการ การกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ การกีฬาเพื่อการอาชีพ การกีฬาเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ําและการสร้างสันติสุขของคนในสังคม และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการกีฬา รวมถึงแนวทางการประกอบการด้านธุรกิจ อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการบริการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาที่เราเสนอไป แล้วก็สภาการกีฬาแห่งชาติมีอํานาจ หน้าที่เสนอแนะในการจัดทํา ให้ความเห็นชอบ กํากับดูแล และจัดให้มีการประเมินผล การดําเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และพิจารณาแผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณด้านการกีฬาด้วยนะครับ ความเห็นของ ที่ประชุม ๑๔ องค์กรเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะแต่ควรให้มีร่างพระราชบัญญัตินโยบาย การกีฬาแห่งชาติ อันจะเป็นกลไกให้เกิดการบูรณาการการขับเคลื่อนการกีฬาของประเทศ ให้ไปสู่เป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่การกีฬาประกอบด้วยหลายภาคส่วนที่เข้ามาร่วม ดําเนินการให้ครอบคลุมทุกมิติแล้วก็สอดคล้องกับแนวทางของแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่ประชุมยังเห็นด้วยกับการกําหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติในการขับเคลื่อนกีฬาของ ประเทศด้วยในลักษณะเดียวกับสภาการกีฬาแห่งชาติ แต่ใช้ชื่อว่าคณะกรรมการนโยบาย การกีฬาแห่งชาติขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การกีฬาการพัฒนา แห่งชาติ ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะทําให้เกิดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานโดยไม่ส่งผลต่อ งบประมาณและบุคลากรที่มีอยู่ ทางกระทรวงก็รับเป็นหน่วยงานในการจัดทํา ร่างพระราชบัญญัตินโยบายการกีฬาแห่งชาติไปแล้ว ให้ร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเสนอองค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ด้วย

ร่างกฎหมายฉบับที่ ๓ คือร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เราให้มีโครงสร้างคือ สปช. ได้เสนอให้มีการตั้งกระทรวงกีฬา โดยมีหน่วยงานในสังกัดพอสังเขปดังนี้ กรมพลศึกษาและนันทนาการ กรมส่งเสริมการกีฬา และสิทธิประโยชน์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นต้น ความเห็นของที่ประชุม ๑๔ องค์กร การจัดตั้งกระทรวงกีฬามีความจําเป็นต้องศึกษาในรายละเอียดและผลกระทบ ข้อดี ข้อเสีย ที่จะเกิดขึ้น โดยต้องพิจารณาโครงสร้างส่วนราชการในภาพรวมของประเทศและแนวทาง นโยบายของรัฐบาล ซึ่งควรให้สํานักงาน ก.พ.ร. มีการศึกษาทบทวนร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต่อไป สําหรับสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นที่ประชุมก็เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะ และกระทรวงก็จะรับไปดําเนินการศึกษารูปแบบวิธีการที่เหมาะสมต่อไป กระผมจึง ใคร่ขอเรียนต่อที่ประชุมว่าเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวสามารถประกาศใช้แล้วจะทําให้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดําเนินการ ตลอดจนให้การสนับสนุนการปฏิรูปการกีฬา และพัฒนาการกีฬาของชาติให้บรรลุผล แล้วก็สอดรับกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา เพื่อพัฒนาความแข็งแรงทั้งสุขภาพใจ สุขภาพกาย และคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่ประชาชน ซ้ํายังจะสร้างชื่อเสียงเกียรติภูมิให้กับประเทศไทย รวมทั้งสร้างความสมัครสมาน สามัคคีปรองดองของคนในชาติอย่างยั่งยืนอีกด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ค่ะ

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ ผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ส่งกําลังใจส่งแรงเชียร์เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ที่ผ่านมาทําให้ฟุตบอล ไทยชนะไต้หวันไปด้วยประตู ๔ : ๒ นะครับ มีความสุขกันทุก ๆ ท่านถ้วนหน้า แล้วก็ เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างจะน้อยนิดแต่ได้ความสําเร็จของคนทั้งชาติ เราเหลือแมตช์ (Match) แข่งขันอีก ๑ แมตช์ (Match) ที่จะเล่นกับประเทศอิรัก ขออนุญาตชี้แจงนิดหนึ่งเผื่อที่สมาชิก หลาย ๆ ท่านได้มากราบเรียนถามกระผมในฐานะที่อยู่กับวงการกีฬาว่า เราจะเข้ารอบฟุตบอลโลกเลยหรือเปล่าเมื่อชนะอิรักนะครับ เราเข้าครับ แต่เข้ารอบ ๑๒ ทีม ในกลุ่มเอเชียนะครับ เมื่อเราได้ ๑๒ ทีมแล้วจะไปแบ่งเป็น ๒ สายนะครับ สายละ ๖ ทีม เพื่อที่จะได้โควตาเอเชียคือ ๔ ทีมบวกกับอีก ๑ ทีม ๔ ทีมนี่ได้อัตโนมัติ หมายถึงอันดับ ๑ อันดับ ๒ ของแต่ละกลุ่มทั้ง ๒ สายเป็น ๔ ทีมได้เข้ารอบโดยอัตโนมัติ ส่วนที่ ๕ คือเอาอันดับ ๓ ของแต่ละกลุ่มมาเตะเพลย์ออฟ (Play off) กัน ทีมไหนชนะเลิศต้องรอเพลย์ออฟ (Play off) กับทวีปอเมริกาใต้อีก ๑ ทีม เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศ ที่อยากเห็นฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลกนะครับ แต่ฟุตบอลหญิงเราไปมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือส่วนหนึ่งทําไมประเทศไทยถึงต้องปฏิรูปการกีฬา ทั้ง ๓ ท่านได้กล่าวไปแล้ว ทั้งบริบท ทั้งหลักการ เหตุผล ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวออกมานั้น สิ่งที่กระผมเองในฐานะ คนกีฬาตั้งแต่เป็นนักกีฬา เป็นครูสอนกีฬา เป็นโค้ช (Coach) แล้วก็เป็นผู้บริหารในระดับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยากจะกราบเรียนว่าความสําคัญของการปฏิรูปกีฬานั้น ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านใด ๆ ที่เรากล่าวมาทั้ง ๑๑ ด้าน ถึงแม้ว่าการกีฬาจะถูกบรรจุ อยู่ในด้านอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมองไม่เห็นความสําคัญมากนัก แต่การกีฬานั้นผมเชื่อว่า อยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนทั่วโลก และเป็นจิตวิญญาณที่ถ่ายทอดออกมาที่ทุกคน ถามหาคือสปิริต (Spirit) รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักการขอโทษก่อนที่จะรู้จักการให้อภัย นี่คือจิตวิญญาณของคนทั้งโลกที่ถามหาสปิริต (Spirit) ทางด้านการกีฬากัน ไม่ว่าท่านจะอยู่ ในกลุ่มงานไหน ทํางานด้านไหน ทุกท่านถามหาสปิริต (Spirit) ทางการกีฬากันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการกีฬาของชาตินับว่าสําคัญมากด้านหนึ่งอย่างที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้ว เราอาจจะถูกบรรจุอยู่ด้านอื่น ๆ แต่เชื่อว่าทุกท่านเห็นความสําคัญของการปฏิรูป การกีฬาเช่นเดียวกัน สิ่งแรกเลยที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้เห็นความสําคัญ และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด ทําอย่างไรที่การกีฬาของประเทศ ๘๓ ปีที่จะบรรลุความสําเร็จ และเห็นชัด เห็นเป็นรูปธรรมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาของชาติ นั่นคือ การบรรจุคําว่า การกีฬา อยู่ในมาตราใดมาตราหนึ่งในร่างรัฐธรรมนูญครับ อันนี้ เป็นประเด็นแรกเลย เพราะว่า ๘๓ ปีที่ผ่านมาผมยังไม่เกิดเลยครับ จนกระทั่งผมเลิกเล่น จนกระทั่งผมมาเป็นโค้ช (Coach) จนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เห็นเลยครับ การกีฬาถูกบรรจุ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นขอการปฏิรูปครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่บรรจุ คําว่า การกีฬา ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นการขับเคลื่อนเร่งด่วนทําอย่างไรที่จะทําให้นักกีฬา ที่อยู่ในประเทศทั้งระบบ ไม่ว่าตั้งแต่ระดับเด็ก จนกระทั่งประชาชน เยาวชน เล่นในนามทีมชาติ หรือเล่นในนามเขต ในนามจังหวัด ในนามองค์กรในนามหน่วยงานต่าง ๆ เขาได้มีความสุข กับการเรียนแล้วก็การเล่นด้วย นั่นคือเรื่องเร่งด่วนที่ทาง คสช. รัฐบาลผลักดัน ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้น สิ่งนี้ละครับจะเป็นการตอบโจทย์อีกแนวทางหนึ่งซึ่งทําให้ กลุ่มนักกีฬา นักเรียน นักศึกษา ได้มีตัวเลือกครับ มีสถานที่เลือกที่เขาจะไปเรียนในส่วน ที่เขาถนัดและเขาชื่นชอบมากที่สุด พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนได้มาหารือกับผม อาจารย์ครับ ตอนนี้จะทําอย่างไรให้ลูกได้มาออกกําลังกายมาเล่นกีฬาบ้าง เด็กส่วนใหญ่กลับบ้านตอนนี้ ติดเกมก็มีครับ มั่วสุมก็มีครับ อายุ ๑๗-๑๘ ปีแล้ว ผมก็เรียนไปแล้วว่าโอกาสที่จะดึงออกมาจาก แหล่งมั่วสุมอย่างนั้นค่อนข้างจะยาก แต่ถ้าเราปูพื้นฐานเขาตั้งแต่เด็ก ๆ นะครับ ณ วันนี้สิ่งที่ น่าเป็นห่วงครับวัฒนธรรม ท่านลองถามตัวเองครับ ครอบครัวทุกวันนี้วันเสาร์ วันอาทิตย์ เราพาลูกหลานเราไปไหนครับ ไปเล่นกีฬาไหมครับ ไปออกกําลังกายไหมครับ ไปสถานที่ ท่องเที่ยวไหมครับ ส่วนใหญ่เข้าห้างครับตอนนี้ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมตรงนี้น่าห่วงครับ หลาย ๆ หน่วยงาน หลาย ๆ ศูนย์การค้าท่านจะ เห็นเลยครับ จัดการแข่งขันกีฬาแล้วครับ เอากีฬาเข้าห้างไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรม ตรงนี้น่าห่วงนะครับในอนาคต เด็ก ๆ แทนที่จะไปออกกําลังกายเหมือนกับทางทวีปยุโรป ทางทวีปอเมริกาใต้ หรือทางประเทศสหรัฐอเมริกา หรือทางประเทศออสเตรเลีย หรือประเทศที่เขาพัฒนาแล้วจะเห็นเลยว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์ พ่อแม่ ผู้ปกครองพาเด็กไปไหน ไปสนามกีฬาครับ ไปเที่ยวครับ ไปท่องเที่ยว ไปเรครีเอชัน (Recreation) ไปสันทนาการ ไปนันทนาการ ไปออกกําลังกายเพื่อสุขภาพครับ เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งที่ผมจะโยงกลับมาว่า ทําไมถึงต้องจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้น สิ่งนี้ละครับจะตอบโจทย์เด็กอีกกลุ่มหนึ่ง ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจและเห็นความสําคัญของการกีฬา ส่วนรายละเอียดทั้ง ๓ ท่าน ได้พูดไปแล้ว ผมจะมาเน้นถึงความสําเร็จว่าถ้าอนาคตเรามีมหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้นมาได้ เด็กคนหนึ่งหรือเด็กหลาย ๆ คนที่สนใจกีฬา ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ไปสู่กีฬาอาชีพได้ และเป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่งซึ่งมีรายได้มหาศาล นักกอล์ฟคนหนึ่งปัจจุบันนี้รายได้ปีละเกือบ ๖๐ ล้านบาท นักฟุตบอลเราที่เตะกันอยู่ทุกวันนี้ขั้นต่ําเด็กอายุ ๑๘ ปี จบ ม. ๖ ที่เราเรียกว่า มัธยมศึกษาปีที่ ๖ เข้าอะคาเดมี (Academy) ของสโมสรดัง ๆ มีเงินเดือนแล้วนะครับ เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป บางคนค่าตัว ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทแล้ว เพราะฉะนั้นอาชีพ อีกอาชีพหนึ่งนอกจากวิศวกร นอกจากแพทย์ นอกจากอาชีพอื่น ๆ แล้วอาชีพนักกีฬาครับ ท่านครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีมหาวิทยาลัยการกีฬาอะไรเกิดขึ้นครับ เด็กจะได้ไม่ต้องไปเครียด กับการเรียนครับ เราจะมีหลักสูตรของเราเองเป็นที่ยอมรับของสังคม จบออกมาแล้วอาจจะ มีคณะที่รองรับครับ เช่น คณะผู้ฝึกสอน คณะผู้ตัดสิน คณะบริหารจัดการกีฬา คณะกายภาพ สิ่งหนึ่งซึ่งผมขออนุญาตยกตัวอย่างแล้วก็เป็นปัจจุบัน ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นนักกายภาพ ที่ดูแลทีมชาติไทยอยู่ทุกวันนี้เงินเดือนเขา ๔๐๐,๐๐๐ บาท ที่มาช่วยแค่เป็นผู้ช่วยโค้ช (Coach) ของเราที่ตัวใหญ่ ๆ ที่ท่านเห็นในการถ่ายทอดสด เขาสามารถวินิจฉัยได้เลยครับว่า นักฟุตบอลคนนี้แค่ข้อเท้าพลิก ผมยกตัวอย่างนะครับ ธีรศิลป์ แดงดา ๒ วันไม่ได้เล่น ไม่ได้ซ้อมเลย เมสซีเจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ไม่ได้ซ้อมเลย เขาให้โปรแกรมวางแผนไว้ว่า วันแข่งขันจริงจะลงได้ เพราะฉะนั้นนี่คือจุดหนึ่งถ้าเราเปิดมหาวิทยาลัยกีฬาแล้วมีคณะที่เป็น เฉพาะทางเหล่านี้จะเป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งทําให้นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ ทางการกีฬา สปอร์ตเมดิซิน (Sport medicine) ของเราพัฒนาก้าวไกลเทียบเท่า ในระดับเอเชีย ระดับยุโรป แล้วก็ระดับโลกในอนาคตครับ ย้อนกลับมาตรงที่มหาวิทยาลัย การกีฬา ถ้าเรามีคณะเหล่านี้อะไรเกิดขึ้นครับ อย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่านักกีฬาทุกคนบอกว่า เมื่อเลิกเล่นแล้วเหมือนหมาล่าเนื้อ ขออนุญาตครับ บางคนเจ็บเล่นต่อไม่ได้ในระดับชาติ ในระดับจังหวัด ระดับไหนก็แล้วแต่ เขาสามารถเป็นโค้ช (Coach) ได้ครับ เขาสามารถ เป็นผู้ตัดสินได้ เขาสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับนักบริหารจัดการกีฬาได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามีมหาวิทยาลัยการกีฬา นี่คือสิ่งที่จะตอบโจทย์ต่อไปในอนาคตในการปฏิรูปกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรจะแยกงานกีฬาออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อาจจะมาตั้งเป็นกระทรวงใหม่หรืออาจจะไปควบรวมกับหน่วยงานอื่น ๆ ผมจําได้ว่าร่างแรก ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก่อนที่จะมาอยู่ร่วมกันนั้น ร่างแรกเป็นกระทรวงกีฬา และกิจการเยาวชนครับ อันนี้จําแม่นเลยเพราะผมอยู่ในคณะที่ทํางานอยู่ด้วย แต่พอเอาเข้ามา ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จึงกลายเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไป แต่ไม่ได้ หมายความว่าทํางานร่วมกันไม่ได้ แต่ว่าคาบเกี่ยวกันอยู่นิดเดียว สปอร์ต แอนด์ ทัวริสซึม (Sport and tourism) เป็นยุทธศาสตร์ที่คาบเกี่ยวกันอยู่ยุทธศาสตร์เดียว นอกจากนั้น ภารกิจงานค่อนข้างที่จะแยกกันโดยสิ้นเชิง ตัวที่ ๓ ถ้าเราสามารถจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ ณ วันนี้วิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่ได้ดูแลเฉพาะนักกีฬา ดูแลประชาชนทั่วไปตั้งแต่ระดับตําบล อําเภอ จังหวัด จนมาถึง ระดับชาติ ความหมายคืออะไรครับ สุขภาพพลานามัย การพักผ่อน การออกกําลังกาย การรับประทานอาหาร ขออนุญาตเรียนให้ที่ประชุมทราบเพิ่งไปฟุตบอลหญิงชิงแชมป์ (Champ) โลก ที่ประเทศแคนาดากลับมา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงแล้วก็ทําให้วงการกีฬาเปลี่ยนไปเยอะมาก ก็คือประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ประเทศเยอรมนีนํานักโภชนาการติดตามไปด้วย ๓๐ กว่าคน ขออนุญาตเล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่า ณ วันนี้วิทยาศาสตร์การกีฬาเจริญก้าวหน้าไปไกลมาก ฟุตบอล ๑๑ ตําแหน่ง เขามีนักโภชนาการดูแลทั้ง ๑๑ ตําแหน่งเลยครับท่าน ผู้รักษาประตู ควรจะกินอาหารประเภทไหน แคลอรี่เท่าไร ใช้พลังงานเท่าไร เหลือเท่าไร วันต่อไปจะกินอะไร เขามีคอนโทรล (Control) หมดครับ ฟิตเนส (Fitness) นักฟิตเนส (Fitness) ของฟุตบอล ฟิตเนส (Fitness) ของวอลเลย์บอล ฟิตเนต (Fitness) ของบาสเกตบอล ท่านเชื่อไหมครับ แยกกันโดยสิ้นเชิง แต่ ณ วันนี้ของเรายังรวมกัน แบบทดสอบสมรรถภาพรวมกันครับ ท่านประธานคณะกรรมการโอลิมปิก ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ท่านนั่งอยู่ที่นี่ท่านทราบดีครับ ๒๐-๓๐ ปี เราใช้แบบทดสอบแบบเดียวทดสอบมาตรฐาน นักกีฬาทุกชนิดท่าน ซึ่ง ณ วันนี้เป็นไปไม่ได้แล้วครับ เราต้องมีงานวิจัยที่ซัพพอร์ต (Support) รองรับครับ ฟิตเนส (Fitness) โภชนาการ แบบทดสอบสมรรถภาพของกีฬาแต่ละชนิด ต้องแยกครับท่าน เพราะฉะนั้นนี่คือจุดหนึ่งที่เราจะต้องการความสําเร็จในระดับโลก ท่านเห็นไหมครับ น้องเมย์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ นักแบดมินตันเรา ๑๕ นาทีสุดท้ายทําไม ถึงอ่อนแรง นักฟุตบอลเราเมื่อก่อนนี้ทุกท่านบอกว่า ๑๕ นาทีสุดท้ายเดี๋ยวก็โดนเขายิงอีกแล้ว แต่ ณ วันนี้ไม่ใช่แล้ว ๑๕ นาทีสุดท้ายเรายิงเขาครับเกือบทุกแมตช์ (Match) ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นนี่คือความสําคัญที่เราจะต้องจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แยกชนิดกีฬา ทํางานวิจัยอาร์แอนด์ดี (R&D) ออกมาครับ เพราะมิฉะนั้นแล้วเราก้าวสู่ระดับโลกต่อไปไม่ได้ โครงการทั้งหมดแผนงานต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้จัดทําไว้ ๖ ยุทธศาสตร์ ๓๗ แนวทาง แล้วก็ ๑๐๐ โครงการต้องนํามาขับเคลื่อน ต้องนํามาปฏิรูป กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังทุกท่านนะครับ ช่วยกันผลักดันแล้วก็ปฏิรูปการกีฬาของชาติเพื่อความสุขของคน ทั้งประเทศต่อไปในอนาคตครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ขอบคุณมากนะคะท่านชาญวิทย์ คณะกรรมาธิการของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ให้รายละเอียดเรามาประมาณ ๑ ชั่วโมง ดิฉัน มีผู้ที่ขออภิปรายเพียงท่านเดียว คือท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ค่ะ ท่านอื่นจะอภิปรายก็เชิญ ส่งชื่อได้ เรียนเชิญท่านรัฐมนตรีค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณนะครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ค่อนข้างจะแปลกใจอยากจะให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้ช่วยกันพูดด้วย เพราะว่า คงไม่เป็นที่สงสัยเรื่องกีฬาเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งของประเทศชาติ ผมเองก็ขอพูดได้ เพราะว่าตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็เล่นให้กับทีมมหาวิทยาลัยทั้งรักบี้แล้วก็ฟุตบอล แต่คราวนี้ การรู้จักว่าเล่นกีฬาอะไรนี่เริ่มที่โรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา แล้วก็ที่ท่านทั้งหลาย ได้กรุณาชี้แจงมายังไม่ได้กล่าวความโยงใยของเอกสารที่ได้แจกและที่ท่านได้เสนอ แล้วก็ ร่างกฎหมาย แล้วก็สถาบันต่าง ๆ นั้นโยงกับเด็กนักเรียน กับเยาวชน ณ โรงเรียน แล้วก็ ที่กระทรวงศึกษาธิการอย่างไร แล้วผมก็เห็นด้วยกับที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ได้กรุณาขึ้นจอไว้ ว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๔ ใช่ไหมครับ แล้วก็ประโยคแรกเลย ๒ บรรทัดแรก ก็ระบุว่า กีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพแล้วก็คุณภาพชีวิต ท่านเอาเรื่องที่สําคัญที่สุดมาอยู่ตอนท้าย แต่ที่ ท่านได้พูดมา ๓๐-๔๐ นาทีนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างการออกกฎหมายการจัดตั้งสถาบัน ก็เลยยังไม่เห็นว่าสิ่งที่ได้พูดมา ๓๐ นาทีแรกนั้นมาโยงกับ ๒ ประโยคแรกของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๔ อย่างไร แล้วก็ไปโยงกับ ๒ เรื่องนะครับ อันแรกที่ผมได้พูดไว้คือกับเยาวชน กับโรงเรียน กับวิทยาลัยอาชีวศึกษา แล้วก็บรรดามหาวิทยาลัยทั้งหมด และการส่งเสริมกีฬา ใน ๓ องค์กรทางด้านการศึกษานั้นเป็นเรื่องของส่งเสริมสุขภาพ แล้วก็เป็นมือสมัครเล่น เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง เป็นพลเมืองที่ดี รู้แพ้ รู้ชนะต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ว่าส่วนที่ ๒ ที่ภาพมันไม่แน่ชัดเพราะท่านใช้คําว่า อุตสาหกรรมการกีฬา พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ กีฬาอาชีพ มันจะโยงกันอย่างไรครับ และท่านแก้ประเด็นปัญหาว่ามีเหลือบเข้าไปเกาะกิน สมาคมกีฬาอาชีพของไทยอย่างมากมาย ระดับโลกก็เห็นแล้ว ๒ หน่วยงานใช่ไหมครับ ฟีฟ่า (FIFA) ที่นครซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โกงกันมา ๒๐-๓๐ ปีแล้ว กําลังเดินทยอย เข้าคุก แล้วล่าสุดก็คือสมาคมกีฬาทางด้านลู่และลานระดับโลก ก็เริ่มทยอยกันที่จะไปขึ้นศาล แล้วก็ประเทศรัสเซียทั้งประเทศก็ถูกห้ามไม่ให้แข่งขันกีฬาลู่และลาน ประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งภายในแล้วก็ระหว่างประเทศที่ท่านคิดค้นกันมานั้นจะแก้ปัญหาอย่างไรในแวดวง ของกีฬาอาชีพ และที่สําคัญก็คือเรามีสมาคมฟุตบอลกีฬาอาชีพต่าง ๆ ของสโมสรต่าง ๆ แล้วแต่ละกีฬาจะเป็นแบดมินตัน จะเป็นปิงปองก็ดี มันก็เป็นอาชีพกันทั้งนั้น และกฎหมาย ต่าง ๆ สถาบันกีฬา มหาวิทยาลัยกีฬาต่าง ๆ เหล่านี้ หน่วยงานวิทยาศาสตร์ทางการกีฬา จะโยงกันอย่างไร ณ จุดไหน แล้วรัฐมีหน้าที่อย่างไรในการที่จะส่งเสริมสมาคมกีฬาอาชีพ หรือไม่ต้องไปส่งเสริม เพราะว่าได้ทําแล้วช่วงที่เป็นเด็กนักเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือว่าในโรงเรียน แต่เมื่อเป็นสมาคมอาชีพแล้วเขาก็ต้องดูแลตนเอง รับผิดชอบตนเอง แล้วเขาก็ไปเป็นสมาคมอาชีพสากลด้วย ก็จะมีรายได้เฉลี่ยกันไปต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งในระดับ เอเชียหรือว่าในระดับโลก หรือว่าในระดับกีฬาโอลิมปิก ภาพนี้มันไม่ชัดครับ การโยงใย กับสิ่งที่เราพยายามที่จะทําส่งเสริมสุขภาพ กับอันที่ ๒ ส่งเสริมความเป็นอาชีพ อันนี้ผมคิดว่า น่าจะได้มีการทบทวนแล้วก็ให้ภาพมันชัดยิ่งขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในการปฏิรูปนั้นเราก็คงไม่อยากที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ จะเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ จะเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ อะไรพวกนี้ ก็ยังอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ก็อาจจะมีได้แต่ทําไมเราจะเปิดโอกาสให้ทุกมหาวิทยาลัยของหลวง แล้วก็เอกชน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏนั้น ให้มีคณะกีฬา ให้มีคณะวิทยาศาสตร์ ทางการกีฬาได้หรือไม่ ต่าง ๆ เหล่านี้ นั่นก็เรื่องหนึ่ง

ส่วนประเด็นสุดท้ายเพื่อไม่ให้เสียเวลามาก อุตสาหกรรมกีฬา ณ ที่นี้ก็คือ หมายความว่าเราจะต้องผลิตลูกฟุตบอลให้ได้ แล้วก็เครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหมดที่เกี่ยวกับ การกีฬาในประเทศไทยจะให้มีการส่งเสริม มีบีโอไอ (BOI) อย่างไร ทีมเศรษฐกิจของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ดอกเตอร์สมคิดก็บอกว่าจะให้มีคลัสเตอร์ (Cluster) อุตสาหกรรม ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้ง ๙ จังหวัดก็มีคลัสเตอร์ (Cluster) ทางด้านกีฬาที่เมืองหนึ่งได้ไหมครับ จะเป็นจังหวัดพิษณุโลก หรือจะเป็นที่จังหวัดมุกดาหาร ต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าที่จะเริ่มคิดกัน เพื่อที่เราจะได้เป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องมือกีฬาแล้วก็อุปกรณ์ทางด้านกีฬา แล้วก็รวมทั้ง รักษาโรคต่าง ๆ ด้วยในยามเจ็บป่วยต่าง ๆ เหล่านี้ ยาถู ยาทา ยาวัคซีน เราจะผลิตได้ไหม มันก็ต้องไปโยงใยกับงานของกระทรวงสาธารณสุขเป็นสําคัญ ผมก็คิดว่าเอกสารนี้ทํามาได้ ดีแล้วแล้วก็ครอบคลุมมาก แต่คิดว่าประเด็นที่ผมได้กล่าวมานี้น่าจะได้รับการเสริมโดย สปท. โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรมต่อไป แต่ผมอยากจะเอาคําว่า สุขภาพ มาเป็นตัวตั้ง กีฬามาเป็นตัวรอง ไม่ใช่เอากีฬามาเป็นตัวตั้งแล้วมาพูดถึงสุขภาพ แล้วเราก็ต้องส่งเสริมเยาวชนของเราทั้งหมด ให้แข็งแรง แล้วเราจะได้ฝึกให้มีมืออาชีพตามแขนงวิชาต่าง ๆ มีอะคาเดมี (Academy) เฉพาะ เพื่อที่จะช่วยส่งเสริมแล้วก็ทํางานอย่างใกล้ชิดกับพวกสมาคมกีฬาอาชีพต่าง ๆ ก็ขอใช้เวลา แค่นี้ครับ ขอขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันคิดว่าทั้ง ๔ ท่าน ก็คงอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป การกีฬาด้วยใช่ไหมคะ ท่านชาญวิทย์จะตอบท่านกษิตไหมคะ ขอ ๕ นาทีค่ะ

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน 🔗

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตร้อยเรียงให้ท่านสมาชิกได้เห็นภาพรวมนะครับ จริง ๆ แล้วยุทธศาสตร์เรามี ทั้งหมด ๖ ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็คือกีฬามวลชน ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือกีฬาพื้นฐาน ตัวนี้ครับไปตอบโจทย์สําหรับเด็ก เยาวชนในระดับรากหญ้า แล้วก็เรื่องของสุขภาพ พลานามัยของคนทั้งประเทศนะครับ จริง ๆ แล้ว ๓๐ บาทรักษาทุกโรคนี่ ผมยังอยากจะ เปลี่ยนเป็น ๓๐ บาทป้องกันทุกโรคเลยครับ เพื่ออะไรครับ เอา ๓๐ บาทนี่ครับมาให้เด็ก ออกกําลังกายดูแลรักษาสุขภาพตัวเองในอนาคตนะครับ ตอนนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาได้หารือกับกระทรวงศึกษาธิการเรียบร้อยแล้ว จะมีการบรรจุชั่วโมงพลศึกษากลับเข้าไป ในโรงเรียนทั้งระบบ ทั้ง สพฐ. ทั้งระบบ ทั้งอาชีวศึกษา เพื่อให้เด็กได้มีสุขภาพพลานามัย ได้ออกกําลังกายเล่นกีฬา ทั้งด้านกีฬาแล้วก็นันทนาการครับ ไม่ใช่ร่างกายอย่างเดียว สุขภาพจิตใจด้วย เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ ๒ ตัวแรก ก็คือพื้นฐานกับมวลชน อันนี้ตอบโจทย์ได้ ถ้าหากว่าเด็กเหล่านั้นได้มีโค้ช (Coach) ได้มีครู ได้มีการฝึกสอนที่ดี เขาจะมีอะคาเดมี (Academy) อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึง จะถูกคัดเลือก จะถูกกลั่นกรองเข้าไปสู่โรงเรียน ที่มีทุนครับ เขามีทุนกีฬา ที่เราได้ยินเสมอว่าโครงการช้างเผือก ไม่ว่าจะเป็นระดับโรงเรียน หรือระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้หลาย ๆ แห่ง ที่เข้าไปเรียนแล้วเข้าไปศึกษา แล้วประสบทั้งความสําเร็จทั้งด้านการเล่นแล้วก็การเรียน นักกีฬาหลาย ๆ ท่านในปัจจุบันนี้ สามารถก้าวจากพื้นฐานจากมวลชนไปสู่ความเป็นเลิศ ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือเป็นมืออาชีพ รายได้ที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้แล้วนะครับ ผ่านทางสภาแห่งนี้ รายได้นักกีฬาสมัยนี้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนนะครับ สมัยผมเล่นทีมชาติได้ ๕๐๐ บาท เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มีตั้งแต่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป อันนั้นคือจุดหนึ่งซึ่งจะพัฒนายุทธศาสตร์ทั้งระบบ ทั้งพื้นฐาน มวลชน ความเป็นเลิศ แล้วก็อาชีพครับ มันจะเป็นสเต็ป (Step) ของมันเอง เพราะฉะนั้นถ้าเรา ร้อยเรียงแล้วจะเห็นได้ว่าถ้าจากโรงเรียนเราสามารถขับเคลื่อนได้ทั้ง ๓๘,๐๐๐ กว่าโรงเรียน มีครู มีโค้ช (Coach) มีอาจารย์ที่สอนดี ๆ ดูแลสุขภาพพลานามัยโดยใช้กีฬาเป็นสื่อครับ เรายังไม่ต้องไปเน้นกีฬาเพื่อความเป็นเลิศตั้งแต่ระดับเด็ก ๆ เลย จริง ๆ ไม่จําเป็นครับ กีฬาเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อพื้นฐาน ที่ผมบอกตรงนี้ละครับ ๓๐ บาทป้องกันทุกโรค ถ้าเราทําได้ ร้านยา ณ ที่นี้ร้านสะดวกซื้อมีหมดเลย ทุกหัวระแหง ทุกมุม ทุกหย่อมหญ้าของประเทศไทย ก็ว่าได้ ณ วันนี้เราหาซื้อยาได้แล้วครับท่าน ทําไมเราไม่ป้องกันก่อนล่ะครับ ผมขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านอสัญกรรมไปแล้ว ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดอกเตอร์บุญสม มาร์ติน ท่านบอกเลยครับ ขอกลับมาเป็นอธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก ท่านไม่ต้องการรักษาครับ ท่านต้องการป้องกันครับ ท่านถึงจัดตั้งวิทยาลัยพลศึกษาทั่วประเทศ ๑๗ แห่ง และท่าน ผลิตครูพลศึกษา เพื่อที่จะไปอะไรครับ เป็นแม่ไก่ครับ รณรงค์ให้คนทั้งประเทศหันมาสนใจ ออกกําลังกาย ดูแลรักษาสุขภาพครับ ส่วนความเป็นเลิศกับอาชีพอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าว ไปแล้วนั้น นั่นคือผลพลอยได้จริง ๆ ครับท่าน ท่านลองหลับตานึกนะครับ ถ้าคนไทย ทั้งประเทศ ๖๐ กว่าล้านคนมีสุขภาพพลานามัยดี สมบูรณ์ แข็งแรง อะไรจะเกิดขึ้นครับ เราไม่ต้องมี ๓๐ บาทรักษาทุกโรคครับ หลาย ๆ ประเทศที่เจริญแล้ว หลาย ๆ ประเทศ ที่ก้าวหน้าไปแล้ว ท่านจะเห็นเลยว่าเราไปประเทศเขาไปหาซื้อยาเจอไหมครับ ร้านยา ทุกตรอกซอกซอย เราเจอไหมครับ ทุกวันนี้เราใช้ร่างกายเราแลกเพื่อเอาเงินมาครับ ใช้ทุกส่วน ใช้ทุกสิ่ง ร่างกาย จิตใจ ทุกอย่าง สุดท้ายเราต้องเอาเงินไปซื้อสุขภาพเรากลับมาเช่นเดียวกัน ทําไมเราไม่ป้องกันก่อนครับ จุดเรื่องของอุตสาหกรรมทางการกีฬา อย่างที่ท่านสมาชิก ได้แนะนํา ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เป็นเรื่องที่คนในวงการกีฬากําลังดําเนินการครับ นี่ละครับสิ่งที่เราจะต้องปฏิรูปการกีฬา ณ วันนี้มูลค่าของ ขออนุญาตนะครับ ก่อนที่จะจบ มูลค่าของฟุตบอลไทยนะครับ ผมใช้คําว่า ฟุตบอลไทย ที่เราเห็นเด็ก ๆ เล่นกันตามสนามวัด เล่นกันตามโรงเรียน เล่นกัน ตามชนบท ตอนนี้มูลค่า ๔,๒๐๐ ล้านบาทครับ บริษัทบริษัทหนึ่งประมูลในการถ่ายทอดครับ มูลค่าใกล้เคียงกับพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษแล้วครับ เพราะฉะนั้นนี่คือความภูมิใจของ คนไทยครับ อุตสาหกรรมกีฬาของไทย ฟุตบอลผลิตส่งออกนอก หลาย ๆ ยี่ห้อดัง ๆ ทั่วโลก ใช้บริการจากโรงงานของคนไทยครับ อุปกรณ์กีฬา รองเท้า เสื้อผ้า เกือบทุกสิ่งทุกอย่างครับ ผลิตจากคนไทยส่งออกไปข้างนอกครับ ขออนุญาตสั้น ๆ แค่นี้ก่อนครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ฟังแล้วก็หายเป็นห่วงนะคะ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปกีฬานี้ ก็จะเน้นทางด้านสุขภาพประชาชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะความเป็นเลิศนะคะ ลําดับต่อไป ดิฉันมีท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช อยู่ในโพยนะคะ ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กราบเรียนเชิญท่านเลิศรัตน์ค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นในเรื่องของการพัฒนากีฬานะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบเรียน ผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกีฬานะครับ ตั้งแต่ท่านอยู่ สปช. ปัจจุบันท่านก็มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านกีฬาของ สปท. เรา คือท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน แล้วก็ทีมงานของท่าน อีกหลายคนที่เป็นกําลังสําคัญในการผลักดันให้คําว่า กีฬา ได้เกิดความสําคัญขึ้นในกลุ่ม ของพวกเราแล้วก็ในชาติ ตัวท่านประธานเองก็ได้ทํางานในด้านนี้มาโดยดํารงตําแหน่งที่สําคัญ สูงสุดของด้านการกีฬาของประเทศ แล้วจนกระทั่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่แล้วก็ได้บัญญัติคําว่า กีฬา ไว้ แล้วพูดถึงการพัฒนากีฬา การปฏิรูปกีฬาในอนาคตไว้ อย่างค่อนข้างจะชัดเจน สําหรับเรื่องกีฬาผมคิดว่าทุกคนก็คงจะได้ยินได้ฟังแล้วก็คุ้นเคย ในมุมต่าง ๆ ผมเองก็เคยเป็นผู้บริหารสมาคมกีฬา คือสมาคมกรีฑาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์กว่า ๒๐ ปี ก็ได้เห็นการทํางาน เห็นพัฒนาการของการสร้างนักกีฬา ของการสร้างความหวังให้กับประเทศที่จะได้ชัยชนะในการแข่งขันกีฬาระดับชาติต่าง ๆ ถ้าเราพูดถึงกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ปัจจุบันนี้อย่างที่ท่านชาญวิทย์ได้กรุณาให้ความรู้แก่เรา เรื่องของฟุตบอลนี้นะครับ ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นกระแสที่แรงมาก ผมคุยกับผู้ดูแลทีม ไม่ได้อยู่ใน พรีเมียร์ของไทยด้วย ระดับดิวิชัน (Division) เฉย ๆ ต้องใช้เงินกว่า ๑๐๐ ล้านบาทต่อปี ในการที่จะสร้างทีม หานักกีฬา ดูแลทีมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นมูลค่าที่ใช้ในเรื่องของฟุตบอล ในบ้านเราขณะนี้ปีหนึ่งผมว่ากว่าหมื่นล้านบาทแน่นอน แต่ความโด่งดัง ความเป็นที่นิยมของ ฟุตบอล แล้วก็ประสบกับว่าเรากําลังมีชัยชนะที่มีโอกาสไปถึงกับบอลโลกประเภทชายทําให้ มันกลบกลืนกีฬาอื่น ๆ ไปพอสมควร กีฬาอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงตอนนี้ถ้าจะมีก็มีกอล์ฟ ซึ่งผมก็จะ เปิดดูผลการแข่งขันกอล์ฟทุกวีคเอนด์ (Weekend) ทั้งหญิงและชายเพื่อความภูมิใจในเขา เหล่านั้น แต่นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาไปพัฒนาตนเอง ฝึกฝนตนเอง เสียสละจนกระทั่ง สามารถขึ้นมาเป็นนักกอล์ฟระดับโลกได้หลายท่านทั้งหญิงและชาย แต่ผมคิดว่ากีฬา หลาย ๆ อย่างของเรานี้ถ้าได้รับการพัฒนาอย่างถูกที่ถูกทางน่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับ ประเทศได้มากกว่านี้ เราเคยติดอันดับต้น ๆ ในเอเชียนเกมส์ ทุกวันนี้ถ้าเราไปดูกีฬา เอเชียนเกมส์แล้วผลการแข่งขันของเราผมคิดว่าด้อยลง เปรียบเทียบเป็นสัดส่วนกว่าสมัยเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว ก็อย่างที่หลาย ๆ คนบอก ถ้าเราไม่พัฒนาก็เท่ากับเราถอยหลังนั่นเอง แต่ละประเทศเขามีวิธีทํากีฬาเพื่อความเป็นเลิศค่อนข้างจะวิธีการมากมายอย่างที่ ท่านชาญวิทย์ก็ได้พูดถึง แม้แต่การดูแลเรื่องโภชนาการต้องดูแลแต่ละคนแต่ละตําแหน่ง นี่ของเราดูแลทั้งทีมชาติไทยเลยนะครับ มีโภชนาการไม่กี่คน มีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่กี่คน มีหมอนวดไม่กี่คน เวลาไปแข่งกีฬาในต่างประเทศนักกีฬาไป ๓๐๐ คน ๔๐๐ คน ๕๐๐ คน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะฝากให้ความสําคัญการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งเรามีสมาคมกีฬาสมัครเล่นอยู่กว่า ๓๐ สมาคม แต่ว่าแต่ละสมาคมจะมีความแข็งแรง แข็งแกร่งไม่เท่ากัน อยู่ที่ความทุ่มเทของผู้บริหารซึ่งก็เป็นผู้ที่อาสาสมัครเข้ามาทํากีฬา ผมเชื่อว่าทุกท่านที่นั่งอยู่บนโพเดียม (Podium) ได้เคยเห็น ได้เคยไปดูงานด้านการพัฒนากีฬา ที่ผมประทับใจที่สุดก็คงจะเป็นประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในอัตราส่วนของประชากรที่เขามีน้อยนิด ๑๐ กว่าล้านคนเขาจะได้เหรียญโอลิมปิกมากกว่าเพื่อนถ้าคิดเป็นอัตราส่วนของเหรียญต่อคน เราจะเห็นว่าเขามีค่าย มีศูนย์ฝึกนักกีฬาทีมชาติอยู่ ๓-๔ แห่ง ใน ๓-๔ เมือง แต่ละศูนย์ จะมีครบวงจร มีทั้งผู้บริหาร มีโค้ช (Coach) มีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ แล้วก็มีนักกีฬาทีมชาติ ของแต่ละสมาคมที่เข้าไปเก็บตัวไว้ เราเคยใฝ่ฝันในเรื่องนี้ เราพูดถึงเรื่องนี้กันมานาน แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถจะสร้างศูนย์เก็บตัวนักกีฬาทีมชาติ ถ้าสร้างได้สําเร็จจริง ๆ มันเป็นอาชีพให้กับคนเหล่านั้นด้วยนะครับ นักโภชนาการเขาก็มีอาชีพ มีตําแหน่งหน้าที่ พวกโค้ช (Coach) ต่าง ๆ เขาก็จะมีเงินเดือนเหมือนกับเป็นข้าราชการคนหนึ่ง แล้วนักกีฬาเอง ก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยง ได้รับการดูแลในเรื่องการเรียน การศึกษาจนจบมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ แล้วในสถาบันเหล่านั้นก็จะเป็นอาชีพ ผมกลับมองเรื่องศูนย์ฝึกนักกีฬาระดับชาติซึ่งเราคิดกัน มานานแล้วก็ยังไม่ค่อยสําเร็จสักที มีความสําคัญกว่าการมุ่งไปสู่การตั้งมหาวิทยาลัยกีฬา ของประเทศ เพราะการตั้งมหาวิทยาลัยกีฬานั้นจะเรียกวิทยาลัยเรียกมหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้ ต่างกันมาก แต่คงไม่สามารถจะมาส่งเสริมการสร้างนักกีฬาทีมชาติเพื่อความเป็นเลิศไปแข่ง กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็เป็นเรื่องที่แต่ละประเทศให้ความสําคัญอย่างยิ่ง ก็จึงอยากฝาก คณะกรรมาธิการไว้ว่าจะมีหนทางใดที่จะทําให้การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศมีความเป็นระบบ แล้วรัฐบาลหรือทางเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปช่วยดูแลสมาคมต่าง ๆ ให้เพิ่มมากขึ้นกว่าการที่จะ อาศัยแค่ผู้บริหารซึ่งเป็นมือสมัครเล่นเข้ามาทํางานอยู่ทุกวันนี้ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ไม่มีสมาชิกขออภิปรายในเรื่องด้านการกีฬาอีกแล้วนะคะ ดิฉันกราบเรียนเชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ กราบเรียนเชิญท่านกล่าวอะไรกับสมาชิก หน่อยค่ะ

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา

กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพนะครับ ผมใคร่ขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะท่านกษิต ภิรมย์ กับท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ กระผม และคณะกรรมาธิการจะได้นําข้อสังเกต ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ อันเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งและมีคุณค่าอย่างมากในทุกประเด็นที่ให้มาในวันนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแนวทาง การขับเคลื่อนและการปฏิรูปการกีฬาให้เกิดความเหมาะสมและให้เกิดประโยชน์ แก่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

กราบขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการของเรานะคะ ท่านยังคงเป็น ประธานคณะกรรมาธิการของเราอยู่ ก็ขอบพระคุณท่านที่กรุณามาให้ความรู้กับเราค่ะ ขอบคุณค่ะ

ต่อไปก็เป็นการดําเนินการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีปฏิรูปประเทศ ด้านศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา โดยดิฉันได้เรียนเชิญให้ผู้แทนของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ของ สปช. มา ๒ ท่านนะคะ ท่านแรกคือ ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานกรรมาธิการ อีกท่านหนึ่ง คือท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง เดี๋ยวอีกสักครู่ ขอเรียนเชิญคณะผู้ชี้แจงนะคะ วันนี้ตามที่ท่านรองประธานอลงกรณ์ได้เรียนไว้ว่า ตอนเย็นนี้ให้ท่านเตรียมตัว เราจะมีอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจ ประเดี๋ยวจบวาระนี้แล้ว ดิฉันจะขอหารือ คือมีเหตุจะขอเลื่อนไปวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้จะไม่เลิกเย็นนะคะ ก็ต้องหารือที่ประชุมด้วยว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ หรือไม่ หรือมีสมาชิกเสนอขึ้นมา มันมีความไม่พร้อมบางประการก็คงจะต้องเลื่อนไป เดี๋ยวหลังจากนี้จะหารือที่ประชุมค่ะ เชิญคณะท่านผู้แทนมาหรือยังคะ เชิญเลยค่ะ ก็ขอเรียนเชิญท่านผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ของ สปช. นะคะ ช่วยกรุณานําเสนอภาพรวมด้านศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ท่านมีเวลาประมาณ ๔๕ นาทีนะคะ กราบเรียนเชิญค่ะ

(ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะนําเสนอเป็นภาพฉายประกอบการพูด แล้วก็ ขอแจกเอกสาร ๒ ชิ้น เอกสารที่เกี่ยวกับภาพฉายกับ อีกเรื่องหนึ่งเป็นบทความเรื่อง แนววัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบความเข้าใจ เนื่องจากเวลาเรามีไม่มากนัก ก็ขอเกริ่นกล่าวถ้อยคําสําคัญในภาพที่จะปรากฏนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ก่อนอื่นขอบอกว่างานที่เราทํามาตลอดทั้งปี ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนานั้นได้ข้อมูล และประสบการณ์อันมากมาย คิดว่าเรื่องที่เราทําประมวลไว้เรียบร้อยก็จะมานําเสนอ ให้สมาชิก สปท. ช่วยกันขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม พวกเรายินดีที่จะให้ความร่วมมือ ทุกประการครับ มีคําสําคัญที่อยากจะอ่านให้ฟังว่าก่อนที่เราจะคิดเป็นอะไรต้องรู้ให้ได้ ก่อนว่าอะไรที่ทําให้เราเป็นเรา คือก่อนที่เราคิดจะเป็นอะไรในโลกนี้ เราต้องถามตัวเอง ให้ได้ก่อนว่าอะไรที่ทําให้เราเป็นเราอยู่ทุกวันนี้ คําตอบก็คือวัฒนธรรมครับ วัฒนธรรมทําให้ เราเป็นเราอยู่ทุกวันนี้ บางทีเราก็ลืมหรือไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร เหมือนกับเรามีลมหายใจ แต่เรามักไม่ค่อยจะให้ความสนใจกับลมหายใจเท่าไร ไม่เชื่อท่านลองหายใจลึก ๆ หายใจลึก ๆ เมื่อนึกได้ท่านจะอยู่กับตัวเองตลอดเวลา งานวัฒนธรรมก็เช่นกันครับ แล้วก็ความหมายโดยรวมนะครับ วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิตครับ วิถีชีวิต ขอลงลึก ในเรื่องศัพท์แสงหน่อย เพราะว่าภาษาไทยของเรามีภาษาของต่างชาติเข้ามาปนเยอะ เพราะฉะนั้นการทําความเข้าใจกันจะต้องตกลงในเรื่องถ้อยคําภาษาให้ชัดเจนก่อนครับ อย่างวัฒนธรรมนี่ ผมคิดว่าหลายคนก็เข้าใจไปคนละทางกันได้ ที่จริงวัฒนธรรมมันมาจาก ศัพท์ที่ว่า วัฒนะ กับ ธรรมะ วัฒนะ แปลว่า งอกเงยขึ้นนะครับ ไม่ได้แปลว่าเจริญครับ งอกเงย กรมพระวชิรญาณวงศ์ท่านแปลศัพท์บาลีว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน โลก วฑฺฒโน ตรงนี้ ท่านแปลว่า รกโลก น สิยา โลกวฑฺฒโน ไม่พึงเป็นคนรกโลก ฉะนั้น วฑฺฒโน วัฒนะ ตรงนี้รกก็ได้ ฉะนั้นวัฒนะแปลว่างอกเงยเฉย ๆ ครับ ถ้างอกงามมันก็ดี ถ้างอกไม่งามคือ งอกง่อยมันก็ไม่ดีใช่ไหมครับ งอกเงยเท่านั้น แล้วก็ธรรมะ แปลว่า การทรงไว้ซึ่งความเป็น เช่นนั้น มาจากคําว่า ธ กับ ร ธะระ หรือ ธร ถ้าภาษาอังกฤษก็คือซัชเนส (Suchness) ความเป็นเช่นนั้น วัฒนธรรมก็คือสิ่งที่มันงอกเงยขึ้น งอกเงยขึ้น หมายความว่า เป็นสิ่งที่ คนทําขึ้น ภูเขา ทะเล ท้องฟ้า ไม่ใช่วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่สิ่งที่คนทําขึ้นนี่ละครับคือวัฒนธรรม เพื่ออะไรครับ เพื่อประโยชน์ในการเป็นอยู่ เป็นสุข ทั้งของตัวเองและส่วนรวม สังคม หรือมนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมในความหมายกว้างที่สุดอย่างที่นิยามก็คือวิถีชีวิต นั่นเอง สิ่งที่เราพูดนั้นเป็นเรื่องสําคัญมากครับ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเราจะต้องดูว่า เราทําอะไร แล้วงานวัฒนธรรมเป็นงานพัฒนาคุณภาพคนครับ ทุกสิ่งอาจจะล่มสลายหรือว่า พัฒนาเติบโตได้ แต่วัฒนธรรมเป็นต้นทุนที่เรามีอยู่แล้ว เราเพียงแต่ขาดความเอาใจใส่ เท่านั้นเอง ทําให้มันงอกเงยขึ้นในทางที่ดี วัฒนธรรมถ้าพัฒนาไปในทางที่ดีก็เป็น อารยธรรมครับ ถ้าพัฒนาไปในทางที่ไม่ดีก็เป็นหายนะธรรม ฉะนั้นวัฒนธรรมเป็น คํากลาง ๆ ครับ สําคัญก็คือว่าวัฒนธรรมเป็นผลผลิตของสังคม แล้วสังคมก็ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของเศรษฐกิจ แล้วก็ตั้งอยู่ใต้ร่มของการเมือง เพราะฉะนั้นเวลาเราจะพูดว่าสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม จะพูดรวม ๆ กันไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง แต่วัฒนธรรมนี่แทรกอยู่ ในทุกเรื่อง อย่างมาตรา ๙๓ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่เราร่างไว้ มาตรา ๙๓ ว่า รัฐต้องส่งเสริม วัฒนธรรมและศิลปะ โดยคํานึงถึงวัฒนธรรมในทุกมิติ วัฒนธรรมในทุกมิตินี้หมายความว่า ทุกเรื่องเป็นวัฒนธรรมได้หมดนะครับ การเมืองก็เป็นวัฒนธรรม เศรษฐกิจก็เป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทางการเมือง วัฒนธรรมทั้งหลายเป็นวัฒนธรรมได้หมด ความหมายที่ครอบคลุมว่าวัฒนธรรมในทุกมิติ เพื่อให้เป็นรากฐานเอกลักษณ์ของชาติ และท้องถิ่น บริหารจัดการวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างมีดุลยภาพ และเปิดพื้นที่สาธารณะสําหรับกิจกรรมด้านศิลปะ วัฒนธรรม ทั้งนี้ โดยต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่นเข้ามา มีส่วนร่วมในการดําเนินการตามมาตรานี้ นี่เป็นเรื่องสําคัญครับ แล้วก็ควรจะได้รับการดูแล บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยครับ เพราะว่าเวลานี้โลกกําลังต่อสู้กันด้วยการใช้อาวุธ ทางวัฒนธรรม อย่างประเทศเกาหลีทุกวันนี้ ร้านอาหารเกาหลี ขวัญใจวัยรุ่นดาราเกาหลี เพราะอะไรครับ เพราะเขาพัฒนาเร่งวัฒนธรรมจนกลายเป็นอาวุธทางวัฒนธรรม เมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนมีการสัมมนาที่กรุงโซล ผมมีโอกาสได้ไปร่วม เชื่อไหมครับ เฉพาะกรุงโซล มีโรงละครร่วมสมัยถึง ๖๐ โรง ถามว่าเขาอยู่ได้อย่างไร เขาบอกว่ารัฐบาลช่วยงบประมาณ ครึ่งหนึ่งทุกโรงครับ เพราะฉะนั้นไม่น่าประหลาดใจที่ ๓๐ ปีต่อมาแดจังกึมถึงตีตลาด ละครไทย ตีตลาดละครโลก ท่านเชื่อไหมครับว่าละครแดจังกึมเรื่องเดียวทํารายได้ให้ ประเทศเกาหลีเป็นหมื่นล้านบาท หนังเกาหลีจะจับเรื่องอะไรก็สามารถตีตลาดฮอลลีวูดได้ เพราะอะไรครับ เพราะเขามีพัฒนาการครับ พัฒนาการเรื่องการแสดง การเขียนบท เรื่องดนตรี ทั้งผู้สร้าง ทั้งผู้เสพมาพร้อมกัน ฉะนั้นเขาจึงใช้งานวัฒนธรรมเป็นอาวุธทาง วัฒนธรรมไปแล้ว ขณะที่เรายังกระจัดกระจายเรี่ยราดมาก เราจึงเห็นความสําคัญว่าจะต้อง ใช้งานวัฒนธรรมมาเป็นฐานเพื่อให้เป็นคุณค่าเยียวยาสังคม แล้วก็แปรเป็นมูลค่าในทาง เศรษฐกิจได้ด้วย เราถึงได้เสนอปฏิรูปในหมวดปฏิรูปของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ (๔) จุดนี้ จะเป็นคานงัดเรื่องวัฒนธรรมในประเทศของเรา คือสนับสนุนให้มีสมัชชาศิลปะ วัฒนธรรม ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น รวมทั้งจัดให้มีระบบดูแลทุนทางวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมประชาชนและชุมชนในการสร้างเสริมศิลปะ วัฒนธรรม เราได้เสนอเป็น แนวนโยบายไว้ ๖ ข้อ ซึ่ง ๖ ข้อนี้ได้ผ่าน ครม. ไปแล้ว แล้วทาง ครม. คณะรัฐมนตรีก็ผ่านไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อจะให้พิจารณาร่วมกันไปแล้ว ผมขอชี้แจง ๖ ข้อที่ว่าสําคัญนี้ก็คือ

ข้อ ๑ ก็คือการสร้างอํานาจและบริหารจัดการเรื่องวัฒนธรรมอย่างมีดุลยภาพ ดุลยภาพในที่นี้หมายถึง ๓ ส่วนสําคัญ คือ ราชการ เอกชน เอกชนก็คือธุรกิจ แล้วก็ ภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมหมายถึงสมาคม องค์กร ชุมชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ งานวัฒนธรรม ตอนนี้มีนิมิตหมายอันดี เรื่องของวรรณกรรมกําลังจะรวมตัวขึ้นเป็นสถาบัน วรรณกรรมแห่งชาติ หรือกับที่ประเทศมาเลเซียเขามีเดวัน บาฮาซา (Dawan Bahasa) เราได้ประชุมกันแล้วระหว่างสมาคมนักแปล สมาคมภาษา สมาคมนักเขียน สมาคมนักกลอน และสมาคมการละเล่นต่าง ๆ จะมารวมตัวกันเป็นสถาบัน แล้วก็ต้องการการเสริมพลัง สานพลังร่วมกันระหว่างราชการ เอกชน และภาคประชาสังคม งาน ๓ อย่างนี้จะเป็นการทํา ให้งานของงานวัฒนธรรมมีพลังร่วมกันไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายเดียว ที่แล้วมางานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นของประชาชนนี่ละครับ แต่ว่าถูกกําหนดแค่ ๒ ภาคเท่านั้นก็คือราชการกับเอกชน ส่วนประชาชนที่เป็นศิลปินก็ดี เป็นสมาคมต่าง ๆ ถ้าไม่สั่งมาเขาก็ไม่ทํา เราเห็นว่าสภาพนี้ อยู่ไปไม่ได้สถานการณ์โลกที่กําลังใช้วัฒนธรรมเป็นอาวุธ เราจะต้องรวมกันให้เข้มแข็ง สานพลังร่วมกันให้ได้ เพราะฉะนั้นข้อที่ ๑ สําคัญมากคือการจัดการหน่วยงานวัฒนธรรม อย่างมีดุลยภาพ ๓ ส่วนต้องเป็นพลังร่วมกัน

ประการที่ ๒ ก็คือจะต้องมีองค์กรมารองรับดุลยภาพนี้ นั่นก็คือสมัชชาศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ สปช. ได้ร่างเป็นพระราชบัญญัติเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่การแก้ไขอีกนิดหน่อย แล้วก็ผลักดันให้เป็นกฎหมายขึ้นมา นั่นก็คือการรวมตัวของ ๓ ภาคส่วนที่ว่านี้ขึ้นมาในรูปของสมัชชา

ประการที่ ๓ ก็คือสมัชชาที่เป็นตัวสานพลัง ๓ ภาคส่วนจะช่วยกันวางแผน แม่บททางงานวัฒนธรรมของชาติขึ้นมา แผนแม่บทในที่นี้หมายถึงว่าท่านสมัชชาระดับพื้นที่ หรือสมัชชาเชิงประเด็นซึ่งควรจะกําหนดร่วมกันขึ้นมาให้เป็นวาระของชาติ นี่คือประการที่ ๓

ประการที่ ๔ ก็คือการเปิดพื้นที่ เปิดพื้นที่หมายความว่าทุกจังหวัด ทุกชุมชน ด้วยซ้ําไปควรจะมีเวทีวัฒนธรรม ซึ่งเวลานี้หลายจังหวัดเริ่มทําแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชูชาติ อินสว่าง ซึ่งเป็นกรรมาธิการใน สปช. ของเรา ท่านก็เปิดพื้นที่ที่จังหวัดของท่าน การเปิดพื้นที่นอกจากช่วยให้เยาวชน เหมือนกับที่ทางกีฬาท่านอภิปรายไปเมื่อที่ผ่านมา ชุมชนเขาจะได้มีที่พักผ่อนหย่อนใจของเขา โดยเฉพาะลานวัฒนธรรม แล้วก็สิ่งดี ๆ ทั้งหลาย ที่เราควรจะให้เยาวชนได้รับรู้ เรียนรู้ เช่น ดนตรีไทย หรือดนตรีพื้นบ้าน หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เด็กเขาจะได้มีโอกาสมาแสดงความสามารถของเขา ชุมชนก็จะได้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ จะเกิดลักษณะที่เรียกว่าของเก่าก็ไม่หาย ของใหม่ก็ไม่หด ทุกวันนี้ถ้าเราปล่อยให้เป็นสภาพ อย่างนี้ของเก่าก็หาย ของใหม่ก็หด เราได้แต่โหนห้อยต้อยตามไปกับอิทธิพลของวัฒนธรรม ที่เขาแข็งแรงกว่า ทั้งที่จริงเรามีรากวัฒนธรรมที่แข็งแรงมากครับ แต่ว่าเราขาดการสานพลัง นี่ละครับในการเปิดพื้นที่สําคัญมาก ๆ แล้วชาวบ้านเราทุกวันนี้ถ้าไม่มีพื้นที่ที่ไปพักผ่อนหย่อนใจ อย่างนี้ ผมใช้คําพูดว่ากลางวันก็เดินห้าง กลางคืนก็นั่งเฝ้าจอแล้วก็นอนรอถูกหวยกัน เท่านั้นเอง นี่คือสภาพที่เป็นจริงนะครับ ถ้าหากว่าเราไม่บูรณาการในเรื่องวัฒนธรรม ร่วมกันให้เห็นจริง ๆ มันจะเกิดสภาพนั้นขึ้นจริง ๆ แล้วเราก็จะตกเป็นเหยื่อของวัฒนธรรม ของชาติที่เขาแข็งแรงกว่า ยิ่งอาเซียน (ASEAN) จะมาด้วยแล้ว เรากําลังค้นหารากเราไม่เจอ อันตรายมากครับ อันนี้คือข้อที่ ๔ ที่เราขับเคลื่อนพยายามที่จะให้เป็นพิมพ์เขียวว่าอย่างนั้นเถอะ

ข้อ ๕ ก็คือทุนทางวัฒนธรรมครับ เรามีทุนของทางวัฒนธรรมอยู่แล้วแต่ว่า ขาดการจัดตั้งขึ้นมาเป็นกองทุน กระทรวงวัฒนธรรมก็มีทุนอยู่มากมายหลายทุนครับ แต่ว่าไม่มีพลังพอ ทีนี้ทุนทางวัฒนธรรมที่ว่านี้จะต้องมาสนับสนุนเรื่องสมัชชาถึงจะเป็น การประสานพลังทั้ง ๓ ส่วน คณะกรรมาธิการของเราดําริเรื่องนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ปรีชา เถาทอง ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ท่านแสดงภาพ มีคนซื้อภาพได้เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านให้เป็นสํารองกองทุนทางวัฒนธรรมซึ่งมีเงินรองรังอยู่แล้ว ลักษณะนี้ เราสามารถจะทําได้ให้เป็นทุนทางวัฒนธรรมของสมัชชาอันนี้ อันนี้คือประการที่ ๕

ประการที่ ๖ สุดท้ายคือสิทธิในการเข้าถึงงานศิลปะ วัฒนธรรม และงาน ศิลปะ วัฒนธรรมก็ควรจะเข้าถึงประชาชนด้วย ผมยกตัวอย่างไว้อย่างหนึ่งก็คือเรื่องสิทธิของ ประชาชนในการเข้าถึง เช่นยกตัวอย่างไว้ว่าชาวเชียงใหม่ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นมาเขาเห็นดอยสุเทพ วันหนึ่งเกิดมีตึกขึ้นมาระฟ้าทําให้เขามองไม่เห็น เขามีสิทธิที่จะคัดค้าน มีสิทธิที่จะเรียกร้อง การได้เห็นดอยสุเทพของเขา นี่เป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่ประชาชนควรจะได้เข้าถึง งานศิลปะ วัฒนธรรม

อีกประการหนึ่ง โครงการที่ผมตั้งไว้คือคําว่าภาพประดับเมือง เพราะเวลานี้ เราว่าเห็นโปสเตอร์ (Poster) ทั้งหลายเป็นเรื่องของธุรกิจขายของทั้งนั้น ทําไมเราจึงไม่มีภาพ ที่มันดี ๆ ที่ประชาชนควรจะได้เห็นปรากฏอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน รถไฟฟ้า บนทางด่วนบ้าง ศิลปินเอก ๆ ที่เสียชีวิตไปผมเสียดาย เช่น ถวัลย์ ดัชนี ก็ดี อาจารย์ประหยัด พงษ์ดํา ก็ดี ภาพเหล่านี้ประชาชนควรจะได้เห็น ไม่ใช่ได้ยินเฉพาะชื่อหรือข่าวคราวการล่วงลับไปของ ท่านเท่านั้น ภาพเหล่านี้ควรจะมีด้วย นี่คือพื้นที่เรื่องภาพประดับเมืองที่ยกตัวอย่างไว้ อันนี้ คือเป็นอย่างหนึ่งในสิทธิที่ประชาชนควรจะได้เห็นงานศิลปะ วัฒนธรรมดี ๆ มิฉะนั้นจะถูก กําหนดโดยภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น อันนี้ก็คืองานวัฒนธรรมที่กว้าง ๆ รวม ๆ ซึ่งคิดว่า เราไม่ควรจะพูดกันในสภานี้เท่านั้น เราควรจะผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นจริง สปช. ได้ทํามาแล้ว เป็นลักษณะเหมือนกับพิมพ์เขียวร่างไว้แล้ว ฝากแต่พวกท่านช่วยขับเคลื่อนให้เป็นจริง ขับเคลื่อน ๔ ล้อได้ไหมครับ ช่วยกันเป็นพลัง ช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม ผมหวังว่าโอกาสอย่างนี้เป็นโอกาสที่ดีที่งานด้านศิลปะ วัฒนธรรมจะได้รับการเอาใจใส่ และขับเคลื่อนอีกภาคหนึ่งที่จะขอให้พูดต่อไปเพราะงานของ สปช. ปฏิรูปของเรามีค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ซึ่งสําคัญมากเรื่องการศาสนา ก็ขออนุญาต ให้ท่านเอกชัย ศรีวิลาศ ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการเรื่องศาสนาได้รายงานต่อไป ขอบคุณครับ

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ 🔗

เรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา แล้วก็ทําหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการศาสนาด้วย ในเรื่อง ศาสนานั้นก็เป็นเรื่องสําคัญ แล้วในเรื่องศาสนาทางคณะเราก็ไม่นําคําว่าปฏิรูปมาใช้ในศาสนา เหตุว่าหลักทางศาสนาไม่ว่าจะศาสนาใดก็แล้วแต่ก็ได้จบสิ้นไปแล้วเมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปี ๑,๐๐๐ กว่าปีนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะใช้วาระการปฏิรูปในลําดับที่ ๓๖ ว่าส่งเสริม ความเข้มแข็งของสถาบันศาสนาเพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม และเราได้พิจารณา และดูประกอบกับมีตัวเลขข้อมูลต่าง ๆ ที่มีนักวิชาการได้ทํางานวิจัยเอาไว้เรื่องศาสนาโดยเฉพาะในศาสนาพุทธ เพราะว่าศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนาหลักของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และถือว่าศาสนาเป็นเสาหลักของประเทศ ถ้าเผื่อมองถึงเอกลักษณ์ของชาติเราถือว่ามีเสาหลัก ๔ เสา คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาสนาพุทธ ก็เป็นศาสนาที่ชาวไทยนับถือมานาน แล้วตามตัวเลขของสํานักงานสถิติแห่งชาติในปี ๒๕๕๔ ได้สํารวจประชากรอายุ ๑๓ ปีขึ้นไป พบว่าคนไทยนับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๙๔.๖ ศาสนาอิสลามร้อยละ ๔.๖ ศาสนาคริสต์ร้อยละ ๐.๗ ที่เหลือไม่มีศาสนาหรือศาสนาอื่น ๆ ในระยะเวลาที่ผ่านมาศาสนามีความผสมกลมกลืนกันอย่างมากแล้วก็สอดแทรกอยู่ในศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนทั้งหมด อันนี้ถือว่าเป็นการหลอมรวมอัตลักษณ์ แห่งความเป็นพลเมืองของผู้ที่มีจิตใจอันงดงามแล้วก็มีสิ่งที่รักสันติมาอย่างยาวนาน สภาพสังคมไทยในปัจจุบันนั้นมีการพัฒนาด้านวัตถุอย่างมากตามที่เราได้เห็นกันทั่วไป แล้วก็ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรม แล้วก็การนําหลักศาสนธรรมไปปฏิบัติในหมู่ชนส่วนใหญ่ ซึ่งเห็นได้จากข่าวสารผ่าน สื่อมวลชนต่าง ๆ มากมาย บางครั้งก็เป็นข่าวสารที่นําไปสู่การโจมตีกันระหว่างศาสนาก็มี สะท้อนให้เห็นว่าสภาพผู้คนที่ขาดศีลธรรมแล้วก็หลงใหลในวัตถุ นิยมความฟุ่มเฟือย นิยม แหล่งอบายมุข ขาดจิตสํานึกในหลักศาสนา มีพฤติกรรมทุจริตแล้วก็ประพฤติมิชอบ อย่างแพร่หลายเพราะว่าไม่มีศาสนากล่อมเกลาจิตใจ ขาดความละอาย ก็เกือบจะทุกมิติ ในสังคมที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นภาคประชาสังคมไทยก็ประสบความล้มเหลว ตลอดจนโลกาภิวัฒน์ก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทําให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้มีการกระทบอย่างมหาศาล รวมไปถึงระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ก่อให้เกิดการแย่งชิงกันแข่งขันกันอย่างสูง ทําให้คนไทยหลงใหลในวัตถุนิยม ไม่ยึดหลัก ความพอเพียงในชีวิต เกิดความเสื่อมถอยและวิกฤติศรัทธาในหมู่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลที่เราได้รับมาในระหว่างที่เราศึกษาโดยเฉพาะเราได้ศึกษาดูในสถานที่ต่าง ๆ เนื่องจากว่าเราศึกษาศาสนาหลัก ๆ ก็คือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม แล้วก็ศาสนาคริสต์ แล้วเราก็ได้เชิญตัวแทนมาพูดคุยด้วย สําหรับตัวเลขที่น่าสนใจในศาสนาของพุทธศาสนา ในพุทธศาสนาถ้าเผื่อพูดถึงจํานวนองค์กรไม่แสวงหากําไรในประเทศไทย มีองค์กร ทางศาสนาในปี ๒๕๔๔ มี ๓๔,๒๕๔ องค์กร ในปี ๒๕๔๙ เพิ่มมาอีก ๕ ปี เพิ่มมาถึง ๔๑,๓๗๑ องค์กร นี่แสดงว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณพอสมควร สําหรับวัดในประเทศไทยนั้น วัดที่มีพระสงฆ์ทั่วประเทศอยู่ ๓๗,๐๗๕ วัด แล้วก็เป็นพระอารามหลวง ๒๙๐ วัด แล้วก็เป็น วัดราษฎร์ ๓๖,๗๘๕ วัด มีวัดร้างที่เกิดขึ้น อันนี้ก็มีผลจากการที่ได้ไปลงพื้นที่และได้พูดคุย วัดร้างที่มีถึง ๕,๙๒๔ วัด หลาย ๆ วัดก็ถูกบุกรุก หลาย ๆ วัดจํานวนมากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือว่าทํานิติกรรมให้เป็นธรณีสงฆ์ สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าเมื่อดูจากงานวิจัยของอาจารย์ณดา จันทร์สม จากนิด้า มีเรื่องการบริหารจัดการภายในวัด ก็ดูจากที่อาจารย์ได้เสนอมาว่า มีการแต่งตั้งไวยาวัจกรถึง ๙๒.๔ เปอร์เซ็นต์ที่มี อันนี้ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีนะครับ แต่ว่าการคัดเลือกผู้ที่จะทําหน้าที่เป็นไวยาวัจกรก็มาจากเจ้าอาวาสแต่งตั้งเสีย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะมีคณะกรรมการวัดจํานวนมาก ๙๑.๗ เปอร์เซ็นต์ที่มีกรรมการวัดในการบริหาร จัดการวัด วิธีการคัดเลือกกรรมการวัดก็เจ้าอาวาสเป็นผู้คัดเลือก ๕๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ตัวเลข ดูแล้วก็น่าสนใจ เพราะสาเหตุว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องธรรมาภิบาลต่าง ๆ พวกนี้นะครับ มีการบันทึกรายรับรายจ่ายของวัดที่ดําเนินการทุกวัน ๗๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วมีการรายงานการเงินของวัดทุกปี ๖๐ เปอร์เซ็นต์ มีการตรวจสอบบัญชี ด้วยนะครับ เพราะว่าวัดเดี๋ยวนี้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายใหม่ มีการตรวจสอบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการเปิดเผยรายงานการเงินของวัดให้แก่สาธารณชน ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นตัวเลข ที่ดีทั้งนั้นเลยครับ แล้วนอกจากนั้นก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับรายรับ รายจ่าย วิธีดําเนินการอะไร ต่าง ๆ พวกนี้ ก็มีตัวเลขประกอบซึ่งอยู่ในผนวกเอกสารที่แจกจ่ายไปนะครับ เมื่อเรา มาดูรายละเอียดทั้งหมดแล้วในคณะของเราก็เลยคิดว่าเราควรจะสร้างความเข้มแข็ง ของสถาบันศาสนาเพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม แล้วก็เพื่อที่จะลดความขัดแย้ง ให้เกิดความกลมกลืนมากขึ้น เราเสนอไว้เป็น ๕ ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน

ยุทธศาสตร์แรก เรามองไปที่องค์กรและบุคลากรทางศาสนา อันนี้ไม่ใช่เป็นที่ พระสงฆ์องค์เจ้านะครับ เราจะเห็นว่ามีองค์กรตามศาสนาเกิดขึ้นมาถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าองค์กร ในการอภิปรายก็มีการพูดคุยว่ามีพระปลอม แต่ก็ได้บอกว่าไม่ใช่พระปลอมหรอก มีฆราวาส นี่ละปลอมเป็นพระแล้วก็ไปหากิน อันนี้คือเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน สิ่งที่เราเสนอไป ทราบว่าทางรัฐบาลได้ให้ทางสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปดําเนินการส่วนหนึ่ง แล้วผมก็ได้พบกับท่านเจ้าประคุณในมหาเถรสมาคม บางท่านก็ได้บอกกับผมว่าได้รับ เอกสารแล้ว แล้วก็กําลังดําเนินการอยู่ แล้วท่านก็ไปเปิดเวทีพื้นที่มา ๕ พื้นที่แล้วทั่วประเทศ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการขับเคลื่อนไปแล้วส่วนหนึ่งนะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ นั้นเราต้องการสร้างให้องค์กรและบุคลากรทางศาสนา มีความเข้มแข็งนั้น เราได้กําหนดว่าให้มีมาตรการสร้างเสริมความรู้ความสามารถในการ บริหารจัดการ และสร้างเสริมธรรมาภิบาลให้กับผู้บริหาร บุคลากรทางศาสนา อันนี้ ก็มีองค์กรต่าง ๆ เริ่มทําอยู่แล้ว เช่น นําพระสงฆ์องค์เจ้าที่จะต้องเป็นนักเทศน์ หรือสอนศาสนาก็จะนําไปที่อินเดียเพื่อไปศึกษาธรรมอย่างแท้จริงเพื่อกลับมาสอนศาสนา แล้วก็ทําโดยหางบจากองค์กรเอกชนมาร่วมในการที่จะดําเนินการตรงนี้ด้วยส่วนตัว แล้วก็ยังมีอีกหลายที่ โดยเฉพาะโรงเรียนต่าง ๆ ที่มีการใช้หลักธรรมมาใช้ในการบริหาร จัดการในโรงเรียน มาตรการที่ ๒ ให้กําหนดมาตรฐานการบริหารจัดการศาสนสถาน ให้มีมาตรฐาน และองค์กรศาสนามีระบบและโครงสร้างที่เข้มแข็ง อันนี้ก็สําคัญมากเลย เพราะว่าถ้าเผื่อไม่มีมาตรฐานแล้วก็ไม่มีสิ่งที่จะต้องกําหนดว่ามาตรฐานคืออย่างไร ก็อยู่ในธรรมาภิบาลแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมีบริหารจัดการตามอิสระหรือตามอัธยาศัย ที่ดําเนินการเราก็คิดว่าน่าจะสร้างมาตรฐานตรงนี้ แล้วเป็นส่วนดีอย่างหนึ่งก็คือผมมีโอกาส ไปร่วมกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จเมื่อสัก ๓ ปีเศษมาแล้ว ให้ช่วยเขียนเป็นหลักสูตรที่จะ ให้พระที่จะเป็นผู้บริหารของวัดควรจะรู้ในเรื่อง ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ๑. ก็คือเรื่องหลักธรรม ๒. เรื่องการบริหารจัดการ และ ๓. คือบริหารคน และบริหารทรัพย์สิน อันนี้ถือว่า ท่านพระคุณเจ้าก็ได้เริ่มดําเนินการที่จะทํา คิดจะทําตรงนี้อยู่แล้วนะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ นั้นเราได้กําหนดให้การนําหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติ ในชีวิตประจําวัน ทั้งระดับบุคคล องค์กร เพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน อันนี้เราได้เห็นส่วนดี ของศาสนา ไม่ว่าศาสนาใด ขณะนี้ก็มีการทํากิจกรรมโดยเฉพาะในศาสนาพุทธผมเห็นตาม ในห้างสรรพสินค้าบางทีก็ยกวัดมาไว้ที่ห้างสรรพสินค้าก็มี พูดง่าย ๆ ว่ายกศาสนา เข้ามาใกล้กับฆราวาสต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ก็เป็นส่วนที่ดีเหมือนกันนะครับอันนี้ เราได้เสนอมาตรการเอาไว้ในการที่จะให้ไปสู่ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ ด้วย ๔ มาตรการ

มาตรการแรก คือส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทํางาน ชุมชน อันนี้ก็มีคนทํากิจกรรมมาแล้ว เช่น มีคู่มือของคุณธรรมจริยธรรม แล้วก็ให้ครอบครัวพ่อแม่ไป แล้วก็มีการสัมภาษณ์เวลาจะเข้าโรงเรียนสัมภาษณ์สอบถามว่า ได้บริหารจัดการ ได้คุยกันเรื่องกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ให้ไปไหม ถ้าเผื่อใครสามารถดําเนินการได้ ก็จะให้เข้าสู่โรงเรียนต่อไป แล้วก็ให้โรงเรียนได้นําเอาหลักธรรมตรงนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในโรงเรียนด้วย

มาตรการที่ ๒ สังคมนําหลักธรรม ศาสนธรรม คุณธรรม ประเพณี และวัฒนธรรมไทยอันดีงามมาปฏิบัติในชีวิตประจําวันในการทํางานอย่างแท้จริง อันนี้ เราได้เห็นแล้วว่าองค์กรต่าง ๆ ที่นําเอาหลักธรรมมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร มีการสอนนั่งสมาธิภายในองค์กรของตัวเองก็จะมีเยอะ แล้วก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเวลา ณ ปัจจุบันหรือเวลาที่ผ่านมา

มาตรการที่ ๓ คือสร้างแรงจูงใจให้องค์กรและภาคประชาชนเข้ารับการอบรม หลักสูตรทางศาสนาและการฝึกการปฏิบัติธรรม อันนี้สถาบันพระปกเกล้าเองขณะนี้ก็มี หลักสูตรวิทันตสาสมาธิสอนอยู่ในที่สถาบันพระปกเกล้า ก็มีคนมาอบรมแล้วก็มานั่งวิปัสสนา กรรมฐานจํานวนมากพอสมควรเหมือนกัน แล้วเราจะเห็นหลักสูตรอย่างนี้มีเกิดกระจายขึ้น ทั่วไป เราอยากให้มีการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

มาตรการที่ ๔ นั้น นําหลักศาสนาไปดําเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ อันนี้อาจารย์วินัย ดะห์ลัน ซึ่งอยู่ใน สปท. ด้วยคงจะช่วยขยายตรงนี้ให้อย่าง ชัดเจนว่าเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างไร โดยเฉพาะในศาสนาอิสลามที่ทําเรื่องเกี่ยวกับ อาหารฮาลาล และการจัดการพื้นที่สําหรับการศึกษา การเรียนรู้ การประกอบพิธีทางศาสนา ต่าง ๆ ในสถานศึกษาหน่วยงานและสถานประกอบการ อันนี้เราคิดว่าต้องเปิดพื้นที่ ทางศาสนาให้มากขึ้น มิใช่อยู่เฉพาะในวัด สถานที่สาธารณะ สถานที่ที่เป็นคนพลุกพล่าน อะไรต่าง ๆ พวกนี้ก็สามารถที่จะจัดเป็นพื้นที่สนับสนุนให้เกิดการทํากิจกรรมทางศาสนาได้

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชนของ ทุกศาสนา อันนี้เรามองแล้วว่าทุกศาสนามีหลักยึดเหนี่ยวที่จะทําให้คนเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราน่าจะมีกิจกรรมที่ให้ทุกศาสนาโดยเฉพาะศาสนา หลัก ๆ ในประเทศไทย ๕ ศาสนาเข้ามาร่วมกันในการทํากิจการศาสนสัมพันธ์ อย่างน้อย ปีละ ๑ ครั้งจะที่ไหนก็แล้วแต่ อาจจะทําทั่วประเทศหรือทําส่วนกลางที่ท้องสนามหลวงก็ได้ เพื่อให้เรียนรู้หลักศาสนาของแต่ละศาสนาร่วมกัน และทํากิจกรรมร่วมกันในส่วนนี้ เป็นการส่งเสริมให้เคารพสิทธิเสรีภาพในการดํารงชีวิตตามหลักคําสอนของศาสนาระหว่างกัน และทําความเข้าใจระหว่างกันด้วย มิใช่นําเอาหลักศาสนามาใช้สําหรับการโจมตีซึ่งกันและกัน

มาตรการที่ ๒ นั้นส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างศาสนาและสร้างความร่วมมือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่สําคัญร่วมกันอย่างจริงจัง อันนี้ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็สามารถ ที่ใช้หลักธรรมทางศาสนามาช่วยร่วมกันและแก้ปัญหาได้ อันนี้ผมเห็นพื้นที่ที่เกิดขึ้นแล้วก็ มีความสวยงามมากคือจังหวัดสตูล มีโอกาสไปตรวจเขาหลายครั้ง เขาได้นําเอาหลักศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนามุสลิม มาทําร่วมกัน ทําแยกกัน แล้วในปีหนึ่งก็จะมีทํา ร่วมกันด้วย ที่ไหนไม่มีศาสนสถานก็สามารถใช้พื้นที่ร่วมกันก็ได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี

มาตรการที่ ๓ จัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศาสนิกระดับชาติ อันนี้ เป็นสิ่งสําคัญมากเพราะว่าเราจะเปิดอาเซียน (ASEAN) ในอาเซียน (ASEAN) มีศาสนาทั้งหมด ที่หลากหลายมากศาสนาที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศที่มีความเข้มแข็งทางศาสนาอิสลาม เป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็คือประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่เป็นคาทอลิกที่ใหญ่ ระดับโลกก็คือประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศพุทธที่ใหญ่ระดับโลกก็คือประเทศไทย ประเทศเมียนมา และ สปป. ลาว เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดอาเซียน (ASEAN) เรื่องศาสนาเป็นสิ่งสําคัญมากที่ต้อง ให้เกิดศาสนสัมพันธ์ตรงนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะเกิดปัญหาได้ในอนาคต

มาตรการที่ ๔ นั้นคือส่งเสริมประเทศไทยเป็นศูนย์รวมในการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือศาสนาของประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เพราะประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราน่าจะตั้งตรงนี้เป็นศูนย์กลางเครือข่ายในการสร้าง ความร่วมมือเกี่ยวกับศาสนาทั้งหมด

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษาในการบูรณาการ หลักศาสนาธรรมในการจัดการศึกษาทุกระดับ อันนี้เรามีมาตรการที่จะดําเนินการอยู่ ๓ มาตรการ คือ

มาตรการแรก ส่งเสริมและผลักดันคณะทํางานพัฒนาศักยภาพสถานศึกษา ในการบูรณาการหลักศาสนธรรมในการจัดการศึกษาทุกระดับ ก็มีการแทรกซึ่งเดิม ก็มีโรงเรียนอยู่ในศาสนสถานอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการเอาโรงเรียนออกมานอกศาสนสถาน ทําให้หลักธรรมต่าง ๆ ก็ไม่ได้ถูกซึมซาบเข้าไปอยู่ในเด็กนักเรียน เราอยากจะให้ฟื้นตรงนี้ กลับคืนมา

มาตรการที่ ๒ พัฒนาระบบการผลิตครู การต่อใบอนุญาตวิชาชีพครู การเลื่อนวิทยฐานะให้มีเกณฑ์มาตรฐานเรื่องศีลธรรม เรื่องคุณธรรมจริยธรรม แล้วก็การสอน หลักธรรมตามแบบบูรณาการ อันนี้คิดว่าน่าจะเสริมสร้างทําให้เกิดครูที่มาสอนเรื่องศาสนา ให้เด็กนักเรียนได้ เพราะว่าจะไปหวังให้พระมาสอนในศาสนาเอง ไม่ใช่เฉพาะเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์เองเท่าที่ถามก็มีคนบวชน้อยลงเช่นเดียวกัน

มาตรการที่ ๓ ส่งเสริมและผลักดันให้สถานศึกษาทุกแห่งมีหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนที่เน้นนําหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจําวัน เพื่อสร้างนิสัยดีพื้นฐาน หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม ตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงระดับอุดมศึกษา อันนี้สามารถดูตัวแบบได้ มีหลาย ๆ โรงเรียนที่นําเอาหลักธรรมตรงนี้ มาเป็นหลักพื้นฐานขั้นต้นเลยในการสอนในโรงเรียน

ยุทธศาสตร์สุดท้าย เป็นการส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะช่วยทําให้ศาสนาได้เผยแพร่ผ่านทางสื่อ แล้วก็ลดการใช้คํารุนแรง วาจาจาบจ้วงอะไรต่าง ๆ ในการใช้สื่อให้ลดเบาลง ให้สื่อนี้เป็นตัวแบบแล้วก็เป็นตัวแทน ที่จะเป็นสื่อส่วนกลางที่จะนําเอาศาสนานี้เข้ามาอยู่ในสื่อต่าง ๆ ทั้งระดับที่จะนําเอาหลักศาสนา มาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือมีโรงเรียน องค์กรอะไรทําเรื่องศาสนาหลักธรรมดี ๆ ก็นํามา เผยแพร่ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ได้รับรู้รับทราบด้วย ในการนําเสนอของผมมีเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ต่อไปก็เป็นรายการที่สมาชิก จะอภิปราย ดิฉันมีรายชื่ออยู่ ๔ รายชื่อ จะขออ่านทั้งหมด ๔ รายชื่อเลยค่ะ ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านถวิลวดี บุรีกุล พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อุทัย เลาหวิเชียร กราบเรียนเชิญท่านแรก ท่านกษิต ภิรมย์ ค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ขอขอบคุณท่านอาจารย์เนาวรัตน์ แล้วก็ท่าน พลเอก เอกชัยที่ได้ให้ข้อมูล แล้วก็ ทิศทางในการที่จะรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของไทย แล้วก็ในการที่จะส่งเสริมให้ศาสนา เป็นตัวเชื่อมของผู้ต่างศาสนา ความเชื่อถือ แล้วก็ปฏิบัติเป็นสิ่งที่ดี ในเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมนั้น ผมก็เห็นด้วยในการที่จะมีองค์กรระดับชาติ แต่อยากจะเน้นว่าต้องเป็นของภาคประชาชน เป็นสําคัญ แล้วก็ไม่ใช่เป็นอีก ๑ หน่วยงานของราชการที่มีนักการเมืองหรือราชการเข้าไป เกี่ยวข้อง เรื่องวัฒนธรรมน่าจะเป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งในระดับชาติ ตรงกลาง แล้วก็ในท้องถิ่น เป็นผู้ที่นําพา เพราะเขาอยู่กับชีวิตของเขาในเรื่องวัฒนธรรม วัดวาอาราม ประเพณี แม้กระทั่งอาหาร ดนตรี ฟ้อนรําทั้งหลาย บทกวีก็เป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว แล้วทําไมเราจะต้องรักษาวัฒนธรรม ก็เพราะว่าเป็นศูนย์รวมของความดีงามของชาติ เป็นการสร้างความภูมิใจแล้วก็เกียรติภูมิทําให้คนเข้าหามาได้ เยาวชนต้องรู้วัฒนธรรมที่ดีงาม เป็นตัวชูโรง แล้วก็เป็นตัวนําพา เพราะฉะนั้นก็เป็นความรับผิดชอบของคนในชาติ ทั้งส่วนกลางแล้วก็ท้องถิ่นที่จะต้องรักษา ฟื้นฟู แล้วก็พัฒนาวัฒนธรรมให้มีความก้าวหน้า แล้วก็มีความยั่งยืนเพื่อผนึกความเป็นชาติเป็นหนึ่งเดียวกันของชาติไทย แต่ต้องพึงระวังว่าจะต้องไม่ให้มีการใช้วัฒนธรรมใด ๆ มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองแล้วก็นําไปสู่ การคลั่งชาติ และมันก็สร้างซึ่งความแตกแยก เอาเรื่องความแตกแยกมาเป็นเรื่องที่จะ ประหัตประหารกันที่เราได้เห็นกันอยู่ดาษดื่น ณ วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ประเพณี วัฒนธรรม แล้วก็การนับถือศาสนาต่าง ๆ เอาความต่างเป็นจุดร่วมเพราะเราอยู่กันในสังคม พหุวัฒนธรรมเป็นสําคัญนะครับ แล้วรัฐก็มีหน้าที่ที่จะต้องส่งเสริมให้คนที่ต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างชาติพันธุ์นั้นต้องอยู่ด้วยกัน ทีนี้ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู แล้วก็พัฒนานั้น ก็อยากจะให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นแค่แม่งาน วางกฎเกณฑ์ กติกาในการบูรณปฏิสังขรณ์ ต่าง ๆ แล้วก็สนับสนุนท้องถิ่นเป็นสําคัญ แล้วจุดแรกก็คือการฝึกอบรมผู้ปกครองท้องถิ่น ระดับ อบจ. อบต. เทศบาล กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าอาวาสวัด แล้วก็จะเป็นบาทหลวงก็ดี จะเป็นผู้สอนศาสนาทางอิสลามก็ดี ว่าทําไมถึงต้องอนุรักษ์โบราณสถานต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญในเรื่องของตัวสถานที่นะครับ แล้วก็ท้องถิ่นจะต้องเข้ามารับผิดชอบให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ผมไม่เห็นมีความจําเป็นที่จะต้องมีผู้แทนหรือว่าเจ้าหน้าที่จากกระทรวงวัฒนธรรม ไปอยู่ในจังหวัดสงขลา ผมคิดว่าจังหวัดสงขลาโดยท้องถิ่นสามารถที่จะมีเจ้าหน้าที่วัฒนธรรม ดูแลได้ แต่แน่นอนกระทรวงวัฒนธรรมก็สามารถที่จะมีแผนแม่บทออกไปว่าจะต้องดูแล อย่างไรในแง่วิชาการ ในเรื่องของการกํากับ แต่ว่าการดูแลประจําวันนั้นจะต้องให้เป็น เรื่องท้องถิ่น ทุกคนในท้องถิ่นจะต้องมีส่วนร่วมในการที่จะรักษาแล้วก็หวงแหนสิ่งที่ บรรพบุรุษของเขาได้ให้มา แล้วก็จะได้ส่งเสริมอัตลักษณ์ประจําท้องถิ่นด้วยที่เกี่ยวกับ วัฒนธรรมทั้งหมดนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญของการกระจายอํานาจและมอบให้ท้องถิ่นดูแล ให้มากที่สุด โดยกระทรวงวัฒนธรรมหรือกระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นเพียงแค่แม่งาน แล้วก็ ทําแม่บท แล้วก็ช่วยในการที่จะพัฒนาบุคลากรนะครับ ผลพลอยได้นอกจากเรื่องของ ความรักชาติ ความหวงแหนถิ่นฐานแล้ว ก็จะมีผลพลอยได้ในเรื่องของธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นสําคัญ เพราะฉะนั้นจะต้องเอาการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานเป็นตัวตั้ง งบประมาณ อันนี้ก็ต้องอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม แล้วก็อยู่ที่ท้องถิ่น ไม่ควรจะไปกระจุกอยู่ที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มันก็หัวมังกุท้ายมังกร ต้องเอากระทรวงวัฒนธรรม เป็นตัวตั้งแล้วก็กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นตัวรองและเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่ เอากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามาเป็นตัวตั้งแล้วก็ต้องให้ทางฝ่ายกระทรวงวัฒนธรรม ไปขอเงินจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อันนี้ก็ต้องไปดูในเรื่องของการปฏิรูป ระบบบริหารราชการแผ่นดินว่าเราจะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง ผมก็อยากจะยกตัวอย่างของ หลาย ๆ ประเทศที่เขาเอาเรื่องวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมเชิงการทูตมาเป็นเรื่องนําพานะครับ ในอดีตเราก็บอกว่ามียูเซด (USAID) มีอาลิยองฟรองเซส์ (Alliance Francaise) มีบริติชเคาน์ซิล (British Council) เขาส่งออกในเรื่องวัฒนธรรมทั้งนั้น ล่าสุดประเทศที่ ประสบความสําเร็จสูงสุดในการส่งออกวัฒนธรรมคือเกาหลีใต้ฉันใดฉันนั้นทําไมเราถึงจะไม่ใช้ เรื่องวัฒนธรรมในการที่จะฟื้นฟูดึงคนมาท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันเราก็ส่งความดีงามของเร เพื่อเสริมสร้างความเข้าอกเข้าใจแล้วก็ความเคารพนับถือต่อประเทศไทยว่ามีวัฒนธรรม อันสูงส่ง อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญที่เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมนะครับ

ส่วนอันที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับศาสนา ก็เห็นกันแล้วครับ เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ก็ระเบิดกันทั่วกรุงปารีส ผมเลยอยากจะขอเชิญชวนให้ผู้นําศาสนาผ่านท่านประธานนะครับ ให้ช่วยกันออกมาว่าศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาฮินดู ศาสนายิว เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ แล้วก็ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น พระพุทธเจ้า พระเยซูเจ้า พระนบีมูฮัมหมัด ไม่ได้สอนให้คนประหัตประหาร แล้วก็อ้างพระเจ้า อ้างศาสดา แล้วก็เอาไปประหารกัน ผมอยากจะขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะ ท่านจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามออกมาพูดเสียให้ชัดนะครับว่าศาสนาอิสลาม ตามคําสั่งสอนของพระนบีมูฮัมหมัดนั้นเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ แล้วก็อุมมะฮ์เป็นเรื่องที่ ชนทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน พระนบีมูฮัมหมัดหนีภัยไปครั้งแรกไปอยู่กับคนยิวนะครับ แล้วก็ คนคริสเตียนที่ให้ปกป้องคุ้มครองอยู่ และ ณ วันนี้จะปล่อยให้ลูกหลานมาฆ่าฟันกันทําไม แต่ว่าผู้นําทางศาสนาอิสลามที่ประเทศไทยต้องกล้าหาญในการที่จะออกมาว่าศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ในขณะเดียวกันเถรสมาคมก็ต้องไม่ปล่อยให้ภิกษุสงฆ์กระทําตัว เหมือนพระที่พม่าว่าโรฮีนจานั้นไม่ใช่มนุษย์ แล้วก็โรฮีนจานั้นฆ่าได้ พูดมาได้อย่างไรครับ จากภิกษุสงฆ์ที่นับถือศาสนา แล้วก็เริ่มที่จะมีภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย ชักจะคล้อยตามไปว่ามุสลิมในประเทศไทยไม่ใช่คนไทย จะต้องประหัตประหารกัน หรือเปล่า เหตุการณ์ที่ปารีสไม่เพียงพอหรือครับ หรือว่าที่ประเทศเลบานอน หรือว่า ที่ประเทศซีเรีย หรือว่าที่ประเทศตุรกี จะอยู่กันอย่างนั้นหรือเปล่า ประเทศมาเลเซียก็คงจะไป ไม่ไหวแล้วถ้ามีเรื่องเชื้อชาติศาสนามาก็เห็นกันอยู่ มีการประท้วง มีการเผชิญหน้ากัน คนต่างศาสนา ต่างเชื้อชาติ ก็ควรจะต้องปฏิเสธแบบอย่างเหล่านี้นะครับ ผมเห็นด้วยกับ ท่าน พลเอก เอกชัยเรื่องการเสวนาข้ามศาสนา อันนี้ต้องทําต่อเนื่องครับ ผู้ที่ริเริ่มเรื่องนี้คือ จากสํานักวาติกันได้พูดกับกระผมเองที่กรุงโรมช่วงเป็นรัฐมนตรีว่าให้ช่วยมาจัด เราก็ได้จัด ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าอยากจะให้มีการเสวนา แล้วก็เอาคําสั่งสอนที่เป็นสันติภาพที่ดีงามนั้น เอาไปเป็นคําสั่งสอนกลางเพื่อจะให้ลูกหลานเราจะนับถือศาสนาใดนั้นได้อยู่ร่วมกัน ได้ท่ามกลางความต่าง อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ในขณะเดียวกันเถรสมาคมนิ่งเฉยไม่ได้ครับ เพราะตอนนี้มีนิกายทางพุทธศาสนาหรืออ้างศาสนา แม้กระทั่งถึงการไปสั่งสอนว่า อัตตานั้นมีจริง มันตรงกันข้ามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้สั่งสอนไว้ และปล่อยให้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างไร แล้วท่านก็ต้องเน้นในเรื่องของ หรือเราต่อไปนี้ สปท. เน้นในเรื่องของอะไรครับ พุทธพาณิชย์ เมื่อสักครู่นี้ผมก็ดีใจว่า ๖๗ เปอร์เซ็นต์ทํารายงาน แต่ว่าที่ไปที่มาของรายได้ของแต่ละวัดมันต้องโปร่งใสให้ประชาชนเข้าถึงด้วย แล้วเอาไปทํา อะไร เงินที่วัดได้บริจาคมาต้องกลับไปในการที่จะทํานุบํารุงศาสนา แล้วก็ช่วยชุมชน ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี ไปทําอย่างอื่นไม่ได้ครับ จะไปจัดการท่องเที่ยว หรือว่า รื้อโบราณสถานสร้างใหม่ ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้

อีกอันที่เถรสมาคมร่วมกับสํานักส่งเสริมพระพุทธศาสนา กรมการศาสนา คือการฝึกอบรมเจ้าอาวาสในเรื่องของการดูแลสถานที่ ทบทวนคําสั่งสอน แล้วก็อาจจะ ถึงเวลาที่เราจะต้องชําระคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้ากันเสียทีครับ เพราะตอนนี้สับสนกัน ไปหมดทั้งประเทศว่าเป็นอะไรกันแน่พุทธศาสนาที่ประเทศไทย แล้วก็ต้องการความกล้าหาญ จากผู้บริหารเถรสมาคม แล้วก็ข้าราชการในกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องออกมายืนหยัดกับสิ่งที่ถูกต้อง เราได้ปล่อยให้สิ่งที่ไม่ดีงามลึกเข้ามาในศาสนา แล้วเราจะมาบอกว่าเราจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างไร ในเมื่อเยาวชน เราบอกว่าโกงหน่อยก็ไม่เป็นไรตราบใดที่เอาถนนมาไว้ที่หน้าบ้านของผม ค่านิยมมันสัปดน กลับหัวกลับหางไปหมด

ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับ ก็ขอเชิญชวนให้ทุกคนทําตามที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวท่านได้ทําพระองค์เป็นตัวอย่างทศพิธราชธรรม แล้วเราก็บอกว่าเรารักเคารพ ในหลวง ถึงเวลาแล้วทั้งหมดนะครับ ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องทฤษฎี เราจะต้องปฏิบัติกัน ทั้งประเทศ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ประธานสภา ข้าราชการชั้นสูงมาก็ต้องปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม ให้เป็นแบบอย่าง ดํารงชีวิตให้พอเพียงเป็นแบบอย่าง แล้วก็เมื่อเป็นนักการเมือง หรือเป็น ผู้มีอํานาจใด ๆ ก็มักจะพูดอะไรที่ไม่ตรง ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ก็ไม่ตรงกับความจริง เราก็เห็นกันทุกวงการตลอดเวลาแทบจะทุกวัน เราก็ต้องมาบอกกับตัวเราเองว่าต่อไปนี้ เราพูดกันความจริงนะครับ อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง อย่าทําตัวเป็นศรีธนญชัยกันทั้งประเทศ ถ้าเผื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมรวมทั้งสื่อด้วย ที่เราก็ได้อภิปรายกันเมื่อสัก ๑๐ กว่าวันมาแล้ว ก็จะต้องทําตัวกันเป็นแบบอย่าง เราเริ่มปฏิบัติกันเราจะได้เป็นแบบอย่างให้แก่เยาวชน ให้กับ ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปได้ ผู้นําในประเทศที่มีตําแหน่งสําคัญ ๆ ในประเทศไทยก็มีไม่เกิน ๒,๐๐๐ ตําแหน่งครับ แล้วถ้าเผื่อ ๒,๐๐๐ ตําแหน่งนี้ส่วนใหญ่โฉเฉ ไม่พูดจริง ทําจริง บ่ายเบี่ยง อาจจะโกหกพกลม แล้วก็ปกป้องพรรคพวกตัวเอง แล้วจะมาพูดกันในเรื่องวัฒนธรรม แล้วก็ ศีลธรรม แล้วก็ศาสนาได้อย่างไร ถ้าพวกเราทั้งหมดที่เป็นแกนนําของสังคมมีไม่กี่ร้อยชีวิต กี่พันชีวิตนั้นไม่ได้เริ่มปฏิบัติตนเสียทีครับ ก็ขอเชิญชวนให้มีการปฏิบัติกัน รักษาวัฒนธรรม แล้วก็เป็นคนที่มีการนับถือ แล้วก็ปฏิบัติตามคําสั่งสอนของศาสดาทั้งหลายอย่างจริงจัง ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านกษิตค่ะ ตอนนี้ดิฉันไม่ได้ให้จับเวลา ๕ นาทีนะคะ เพราะเห็นว่า มีประมาณ ๔ ท่าน แล้วเดี๋ยวเพิ่มมาอีก ๒ ท่าน เป็น ๖ ท่าน ก็ให้อยู่ในเวลาช่วงท่านละ ประมาณ ๕ นาที ถึง ๑๐ นาที ต่อไปเชิญท่านผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบัน พระปกเกล้า ท่านถวิลวดี บุรีกุล ค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล นะคะ ดิฉันมีประเด็นเล็กน้อยที่จะฝากไว้เป็นข้อสังเกตสําหรับการปฏิรูปศิลปะ วัฒนธรรม ดิฉันมีความกังวลเล็กน้อยเพราะว่าในเรื่องศิลปะ วัฒนธรรมนี่ไปรวมอยู่ในกรรมาธิการร่วมกับ กีฬาแล้วก็ศาสนาด้วยนะคะ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากแล้วก็เป็นเรื่องที่ ยิ่งใหญ่มากเพราะว่าวัฒนธรรมเป็นเรื่องของสิ่งที่ดีงามที่ควรจะยึดถือกันไว้ แล้วก็มีประเด็น เรื่องวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย เป็นเรื่องของการจัดระเบียบในสังคมด้วย เป็นเรื่องหล่อหลอมบุคลิกภาพให้กับคนไทยแล้วก็ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมทั้งวัฒนธรรมนี้ทําให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ แต่ทีนี้ถ้าเราถามว่าอะไรคือค่านิยมของ คนไทย อะไรคือวัฒนธรรมของไทย อะไรคือสิ่งที่ท่านภูมิใจที่สุด อะไรคืออัตลักษณ์ของ ความเป็นไทย ถ้าจะให้ตอบตรงกันก็คงไม่มีใครตอบตรงกันเพราะว่าเราไม่มีการสื่อสาร วัฒนธรรม เพราะฉะนั้นประเด็นที่สําคัญที่สุดคือการสื่อสารทางวัฒนธรรมที่เราไม่สามารถ ที่จะทําให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรม ค่านิยม ประเพณี ได้อย่างถ่องแท้ เราไม่ได้เรียนรู้ทางศิลปะ วัฒนธรรม เพราะว่าคนที่เรียนรู้เรื่องนี้ก็มักจะอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าไม่ได้อยู่เลยเราจะเข้าใจยากแล้วก็เข้าใจต่างกันแล้วเรา ไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันด้วย รวมทั้งไม่ให้เกียรติกันและกันสําหรับผู้ที่มีวัฒนธรรม หรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างจากเรา เพราะฉะนั้นในเรื่องของธรรมาภิบาลในการจัดการ ทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งจําเป็นมาก

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการกระจายอํานาจให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้กับประชาสังคมต่าง ๆ สมาคม ชมรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะ วัฒนธรรม รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นได้เข้ามาดูแลแล้วก็อนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมของพวกเขา รักษาอัตลักษณ์ของพวกเขา และคงคุณงามความดีของสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้ ซึ่งตรงนี้ ไม่จําเป็นที่จะต้องรอให้กรมศิลปากรหรือหน่วยงานของรัฐมาดูแลเอง แต่ว่าน่าจะให้ ชุมชนเหล่านั้น ท้องถิ่นเหล่านั้น ประชาชนเหล่านั้น สามารถที่จะร่วมกันดูแลได้ภายใต้ การให้การศึกษา ให้ความรู้ แนะนําจากฝ่ายรัฐ มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ที่อยากจะดูแลโบราณสถานที่อยู่ในพื้นที่ของตนแต่ไม่สามารถจะทําได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาพร้อมแต่เขาก็อาจจะไม่มีความรู้ที่เพียงพอแล้วก็กฎหมายไม่ได้เปิดโอกาสตรงนั้น เพราะฉะนั้นทําอย่างไรให้เกิดการรับรู้เกิดการริเริ่มที่จะดูแลอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมของตน ทําอย่างไรจะให้มีการปรึกษาหารือในการที่จะช่วยเหลือกันในการดูแลตรงนั้น รวมทั้ง มีการดูแลและเฝ้าระวัง เพราะว่าถ้าไม่มีประชาชนคอยเฝ้าระวัง ดิฉันคิดว่าโบราณสถาน หลายแห่งก็คงจะถูกทําลายไป แม้กระทั่งเจ้าอาวาสก็ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของการอนุรักษ์ รวมทั้งเรื่องของการติดตามตรวจสอบด้วย ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ

ประเด็นที่ ๓ คือการปฏิรูปในเรื่องของการจัดการวัฒนธรรม ศิลปะ ค่านิยมต่าง ๆ วัฒนธรรมคงไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องของสิ่งที่เราเห็นอยู่เป็นประจํา แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่แฝงไว้ และไม่มีการพูดถึงคือวัฒนธรรมการเมือง ดิฉันไม่ทราบว่าเราได้พูดถึงวัฒนธรรมการเมือง กันมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเราจะเอาไปไว้ตรงไหน แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สําคัญเพราะว่า จะหล่อหลอมในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งวัฒนธรรมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นวัฒนธรรมในทางการเมืองที่เป็นอีกด้านหนึ่ง แล้วสุดท้ายทําให้เกิดปัญหา แล้วก็ไม่มีการยอมรับความคิดที่แตกต่าง เราจะสร้างค่านิยมตรงนี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้สิ่งสุดท้ายที่ดิฉันพยายามที่จะพูดย้ํามากที่สุดคือเรื่องของ ธรรมาภิบาลในการจัดการวัฒนธรรม ซึ่งท่านอาจารย์เนาวรัตน์ได้พูดถึงเรื่องของการอนุมัติ อนุญาตโครงการให้สร้างอะไรก็ตาม แล้วสุดท้ายไปบดบังการที่แต่ละคนเขามีสิทธิที่จะเข้าถึง วัฒนธรรม ซึ่งตรงนี้ก็คงจะพ่วงไปกับในเรื่องของชุดในเรื่องของสิ่งแวดล้อม การดูแลอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการอนุมัติ อนุญาตโครงการที่จะทําอะไรก็ตาม ที่ไปทําลายโบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือว่าไปทําลายขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมเหล่านั้น อาจจะต้องเอามาคิดให้ถ่องแท้แล้วก็ดูให้ชัด เพราะฉะนั้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ควร จะต้องดูเรื่องของอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม หรือว่าการพัฒนาเมืองต่าง ๆ ก็ต้องดูเรื่องศิลปะ วัฒนธรรมไปด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบคุณมากค่ะ ท่านทําเวลาน้อยกว่าที่ดิฉันให้ไว้ตั้งเยอะ ต่อไปนะคะ เชิญท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ท่านเป็นอดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เชิญค่ะ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๒๔ ครับ กระผมเองนั้นได้เคยเรียนให้ทราบว่าทั้งเรียนมา แล้วก็ทํางานทั้งชีวิตอยู่กับของแข็ง ๆ แต่มาวันนี้ผมได้นั่งฟังเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูป ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ผมเองก็คิดว่าควรจะต้องหันกลับมาดูสิ่งที่เย็น ๆ สิ่งที่อ่อน นําไปสู่ความเยือกเย็นและนําไปสู่สิ่งที่ทําให้เราเป็นเราและเป็นอัตลักษณ์วิถีไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ แท้แน่นอน แล้วของเก่า ๆ เราเองก็มีอยู่เยอะ สมัยผมเด็ก ๆ ก็ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับนิยาย เรื่องกฎแห่งกรรม ของ ท. เลียงพิบูลย์ หรือนิทานอีสป หรือได้เรียนวิชาหน้าที่ศีลธรรม พลเมืองที่ดี ผมอยู่บ้านนอกต่างจังหวัด วันศุกร์ก็จะมีพระมาเทศน์ที่ศาลาการเปรียญ สิ่งเหล่านี้ยังซึมซับในชีวิตผมจนกระทั่งผมดํารงตําแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แล้วก็ได้พ้นตําแหน่งมาที่นี่ ทุกวันนี้ผมคิดว่าสังคมไทยนี้นะครับ สถาบันที่เราเคยพึ่งและคงเคย ได้ยินบ่อย ๆ คือ บวร ที่เราได้ยินสามัญทั่วไป บ้าน วัด โรงเรียน ก็มีคําถามว่าตรงนี้ เราพอจะเป็นเกราะที่แกร่ง หรือเป็นสิ่งยึดมั่นให้กับเยาวชนหรือคนในสังคมได้เพียงใด คงเป็นทิ้งคําถามไว้ แต่เรามาดูตัวเลขที่เป็นจริงเป็นจังที่เพื่อนผมอยู่กระทรวงแรงงานบอกว่า ขณะนี้คนไทยประมาณ ๖๕-๖๖ ล้านคน เราพบว่ามีผู้มีงานทําก็คือเป็นตัวตนที่เป็น หลักแหล่งว่า ๓๘ ล้านคน แล้วก็เป็นระดับประถมศึกษา แค่เพียงประถมศึกษานะครับ ๑๘ ล้านคน จากมีงานทํา ๓๘ ล้านคน เป็นประถมศึกษา ๑๘ ล้านคน แล้วก็ ม. ต้นไม่เกิน ม. ๓ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ป. ตรี เพียง ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่ผมนําเสนอตัวเลขนี้จะเห็นว่า โดยคร่าว ๆ คนเราส่วนใหญ่พี่น้องชาวไทยเรา ลูกหลานเราก็อยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยจะร่ํารวย มากนัก อยู่ในขั้นที่ก็พอมีพอกินหรือขั้นยากจน การศึกษาก็น้อย สิ่งเหล่านี้ได้บ่มเพาะในสิ่งที่ เรียกว่า ในส่วนที่อาจารย์ไพบูลย์ท่านได้พูดไว้เมื่อสักครู่ว่ากลางวันเดินห้าง กลางคืนนั่งเฝ้าจอ หรือว่าเราเป็นสังคมก้มหน้า ต่าง ๆ เหล่านี้ นั่งเฝ้าจอก็คือว่า เช่นยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า เราอาจจะดูละคร ละครอะไร ละครหลังข่าวก็จะดูกันเยอะ ผมว่าดูทุกคน ผมเพิ่งกลับจาก ประเทศในโซน (Zone) เซาต์อีสต์เอเชีย (South East Asia) ต่างประเทศก็ดู แล้วก็ดูละคร ของเราด้วยส่วนหนึ่ง แต่แก่นแท้หรือสาระคอนเทนต์ (Content) ของที่ดูคือดูอะไรนะครับ ทีนี้ในส่วนนี้ที่ผมอภิปรายลึกลงมาในส่วนของพวกสื่อสารมวลชนแล้วก็ในส่วนของการละคร อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นเรื่องราวที่ฝังเข้าไปในจิตสํานึกของคนไทยเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะหาวิธีหนึ่งในการปฏิรูปสังคมไทยในเรื่องของการสร้างเสริมลักษณะ ของปลุกจิตวิญญาณใช้สื่อบันเทิง พอผมพูดคําว่า สื่อบันเทิง ก็อาจจะมีปฏิกิริยาว่ามันจะเป็น เทา ๆ ดํา ๆ หรือเปล่า อย่างนี้เราก็ต้องเน้นขาว ๆ สังคมเรา แต่บางครั้งเมื่อเช้าเราพูด เรื่องบางส่วนเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน บางครั้งเรายังต้องพูดถึงในส่วนที่จากดําไปสู่ขาว หรือขาวไปสู่ดํา สื่อบันเทิงเหล่านี้บางทีถ้าในสิ่งที่ดีก็สร้างคนเพื่อให้การเรียนรู้ เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนความเชื่อ แล้วท้ายที่สุดก็เปลี่ยนพฤติกรรม ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือเท่าที่ผมทราบ ประเทศหลาย ๆ ประเทศ ยกตัวอย่างเช่นประเทศเม็กซิโกอยู่ในช่วงหนึ่งประชากรเขาไม่ชอบ เรียนหนังสือ เขาก็ทําให้คนสนใจโดยรัฐได้ออกเป็นเรื่องราวลักษณะกึ่ง ๆ ละครนะครับ สร้างตัวพระเอกขึ้นมาว่าไม่สนใจเรียนหนังสือแล้วตกระกําลําบากอย่างไร ชีวิตลําบาก จนกระทั่งหันเหมาเรียนหนังสือทําให้วิถีชีวิตเขาดีขึ้นอย่างไรนะครับ ก็เป็นพระเอกในดวงใจ ของคน ก็คือต้องเรียนหนังสือ คือการปลุกเร้า หรืออย่างในประเทศเวเนซุเอลาประชากร ไม่มีงานทํา เขาก็ปลุกระดม ปลุกเร้า โดยการให้มีนางเอกจากหญิงบ้านนอกคนหนึ่งมาฝึกเย็บจักร แล้วก็เป็นฝีมือแรงงานขึ้นมา เย็บจักร เย็บผ้า เป็นคนดีด้วยนายจ้างก็ส่งเสริมจนกระทั่ง เป็นผู้มีฝีมือระดับประเทศ แล้วก็เป็นที่เกรียงไกร คนทั้งประเทศก็สนใจว่าต้องหมั่นหางานทํา เรื่องจักรเย็บผ้าก็เป็นที่รู้จัก หรือแม้แต่ประเทศใกล้เคียง ขออนุญาตเอ่ยนามเลยก็ได้ครับ ผมเพิ่งไปประเทศจีนมา ถามเขาทุกคนตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟจนกระทั่งคนที่มีฐานะ ถามว่า อยากไปเมืองไทยไหม เพราะเขารู้ว่ามาจากเมืองไทย

- ๖๓/๑   เขาบอกอยากไป อยากไปที่ไหน อยากไปเชียงใหม่ ผมก็สงสัยทําไมไปเชียงใหม่ เพราะว่า ประเทศจีนกับเชียงใหม่พื้นที่ก็หนาว ๆ เย็น ๆ เหมือนกัน ผมก็ค่อย ๆ ถามเขาไปตรงกันว่า เขาดูภาพยนตร์ซึ่งถ้าจําไม่ผิดก็เป็น ลอส อิน ไทยแลนด์ (Lost in Thailand) ที่มาถ่ายส่วนหนึ่ง ก็ที่เชียงใหม่อะไรอย่างนี้นะครับ ก็ซึมซับเข้าไป หรือแม้เมื่อสักครู่ที่ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พูดถึงแดจังกึม บางส่วนเขาไม่มีหรอกครับ แต่ของไทยเรามีของจริง อย่างเมื่อคืนนี้ผมไปเดิน ที่เยาวราชจะพบว่าแต่ละส่วนแต่ละแห่งของเราไชน่าทาวน์ (China town) ผมเชื่อว่า ติดอันดับโลกเลยนะครับ ที่ผมไปมาหลาย ๆ แห่งนี่ยังเป็นของที่เมค (Make) ขึ้นมา ทําขึ้นมา แต่ของไทยเรานี่เมด อิน ไทยแลนด์ (Made in Thailand) ในโลกคือของเดิมออริจินัล (Original) จริง ๆ เลยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ของดีเรามีอยู่ เรามีเยอะ เรามีเยอะมาก ผมก็บอกว่า อยากจะให้ทําเอนเทอร์เทนเมนต์เอดูเคชัน (Entertainment Education) เอนเทอร์เทนเมนต์ เอดูเคชัน (Entertainment Education) ๒ อี (2E) ที่ว่านี่ เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะสร้างสตอรี่ (Story) เรื่องราว แต่ต้องหาผู้มีฝีมือ อย่างผมทราบว่า เอ่ยนามก็ได้สถาบันที่มีชื่ออย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสอนคณิตศาสตร์ยาก ๆ โดยผ่านงานดนตรีเหล่านี้ประยุกต์แอพพลาย (Apply) ได้นะครับ เราคนไทยนี่เก่ง ๆ เก่งเยอะ เก่งเป็นอันดับโลกเลยนะครับ เพราะฉะนั้น เรามาสร้างเรื่องราวนี้ เพราะมันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลุกจิตวิญญาณก็คือลักษณะ เหมือนกับทําให้ตื่นรู้ ฉุกคิด ฉุกคิดนี่เป็นภาษาทางด้านของครูบาอาจารย์ทางด้านการศึกษา ต้องฉุกคิดโดยธรรมชาติ ถึงแม้ว่าจะเป็นสังคมก้มหน้าเฝ้าจอทั้งวัน เฝ้าจอดูละคร แต่ละคร ต้องแทรกลงไปครับ ที่ผมพูดนี่บางทีอาจจะทํายาก แต่มันไม่พ้นวิสัยเราที่เราจะทําได้ ทําไม ทั่วโลกเขายังทําละคร หรือทําอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เอนเทอร์เทน (Entertain) เหล่านี้โดยมีแก่น สาระแทรกลงไปได้นะครับ ผมเชื่อมั่นคนไทยนี่เก่งที่สุดในโลกแล้วครับ ผมเองก็รักวิชา ผมเป็นตํารวจ เรียนเรื่องกฎหมาย เรียนเรื่องเทคโนโลยีตํารวจ แต่ว่าง ๆ ผมก็ทํางานศิลปะ แล้วผมชอบอันนี้มาก ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ทําให้สังคมไทยจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ดีอยู่แล้วแล้วจะดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจะเดินก้าวไปสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขโดยแท้จริง ผมเชื่อมั่นเช่นนั้น ผมก็คงขออภิปราย เพียงย่อ ๆ แค่นี้ แล้วก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้เราคงต้องจัดอันดับองค์ความรู้ เป็นโมเดลโนว์เลดจ์ (Model knowledge) ใส่เข้าไปในเรื่องราวเก่า ๆ ซึ่งมันมีดีอยู่แล้ว แล้วก็มีหน่วยต่าง ๆ ที่มาร่วมมือกัน ซึ่งหน่วยต่าง ๆ เขาเป็นเมคะนิสซึม (Mechanism) เป็นกลไกที่เขาขับเคลื่อน เขาเดินอยู่แล้วนะครับ เรามาบูรณาการออก แล้วก็หาช่องทางที่นําเสนอไปสู่ภาคประชาชน ที่เรามีทั้งภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจ และภาคประชาสังคม กราบขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุม ต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อุทัย เลาหวิเชียร ท่านอดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า (NIDA) เชิญครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูไมโครโฟนนะครับ ผมถือโอกาสนี้ขออนุญาตประกาศอีก ๓ ท่านนะครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภานะครับ ท่านชูชาติ อินสว่าง อดีต สปช. และประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย และสุดท้ายคือ รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน อดีตสมาชิก สปช. และเป็นผู้อํานวยการ และผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญท่านอาจารย์อุทัยครับ

นายอุทัย เลาหวิเชียร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอุทัย เลาหวิเชียร สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๙๙ เรื่องที่ผมจะเรียนเพื่ออภิปรายในบ่ายนี้ ก็คือเรื่องของจริยธรรมในองค์การภาครัฐนะครับ ซึ่งเรื่องนี้อยากจะพูดเพื่อที่จะใช้เป็น ประเด็นเพื่อนําไปมีการปฏิรูปในคราวนี้นะครับ กระผมจะขอพูดเรื่องจริยธรรมเป็น ๔ หัวข้อ

หัวข้อแรก ก็คือความสําคัญของจริยธรรมที่มีต่อการบริหารรัฐกิจ

ข้อที่ ๒ คือเราจะพูดถึงกฎเกณฑ์ในการที่นักบริหารหรือคนทั่ว ๆ ไป จะทราบได้อย่างไรว่าเราทําอะไรที่ถูกจริยธรรมหรือผิดจริยธรรมนะครับ

ข้อที่ ๓ ผมจะชี้ให้เห็นว่าการบริหารรัฐกิจ หรือการบริหารงานภาครัฐ ในปัจจุบันนี้เราต้องใช้จริยธรรมเข้ามาช่วยในหลายประเด็น

ประการสุดท้าย คือผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเราเห็นว่าจริยธรรมสําคัญ เราจะพัฒนาและนําไปปฏิบัติอย่างไร

ผมจะขอนําโดยกล่าวนําว่าจริยธรรมในบ้านเรานี้เราพูดกันมานานนะครับ แต่เป็นการพูดให้ฟังไพเราะ ไม่ได้จริงจังอะไรนะครับ ถึงเวลาก็จะไม่มีใครเอาจริยธรรม ไปปฏิบัติ ส่วนใหญ่เราจะดูกฎหมายครับ ข้าราชการเวลาทํางานนั้นจะดูว่าผิดกฎหมายไหม ถ้าผิดกฎหมายถึงจะหลีกเลี่ยงโดยทั่ว ๆ ไปนะครับ แต่จะไม่ดูจริยธรรม เพราะว่าจริยธรรม เป็นสิ่งที่ถ้าผิดแล้วไม่มีบทลงโทษนะครับ มีแต่แซงก์ชัน (Sanction) แซงก์ชัน (Sanction) ในที่นี้หมายถึงว่าถ้าใครทําผิดแล้วก็ไม่คบค้าสมาคมด้วย หรือบางคนก็ดูหมิ่นดูถูก แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มักไม่ค่อยเกิดในเมืองไทยครับ เพราะฉะนั้นจริยธรรมก็เลยเป็นคําพูด พูดให้โก้ พูดในที่ประชุม แต่ว่าหลังจากนั้นก็จะไม่มีใครปฏิบัติ อันที่จริงผมอยากจะเรียน ให้เห็นว่าสังคมมนุษย์เรา หรือโดยเฉพาะในกระทรวง ทบวง กรม เราไม่สามารถจะดํารงชีวิต ในการทํางานโดยอาศัยแต่กฎหมาย เพราะว่ากฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรไม่สามารถ จะอธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างดี เพราะฉะนั้นในการทํางานอะไรต่าง ๆ มันมีความละเอียดอ่อนมากเราจึงต้องอาศัยจริยธรรมควบคู่กับกฎหมาย เพื่อทําให้เรา สามารถบริหารบ้านเมืองได้ โดยทั่ว ๆ ไปคนที่เป็นผู้บริหารเราก็ต้องทําอะไรให้ถูกกฎหมาย เสร็จแล้วก็จะให้ถูกจริยธรรมด้วย ถ้าถูกทั้ง ๒ อย่างเราก็สามารถที่จะดําเนินการทํางาน หรือมีชีวิตในการปฏิบัติงานต่อไปได้ ถ้าหากว่าเราผิดกฎหมายเราก็อาจจะโดนอาญา หรือโดนแพ่งใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือบางคนอาจจะโดนทั้งแพ่งและอาญา แต่ก็ยังดูดีกว่า คนผิดจริยธรรม เพราะผิดจริยธรรมนั้นหมายถึงว่าเขาหมดความเป็นมนุษย์โดยประเทศ ที่พัฒนาแล้วเขามักจะคิดเรื่องนี้ ตัวอย่างที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกาคนหนึ่งเขาทําความดีให้กับประเทศมหาศาล เปิดประตูไปค้าขายกับประเทศจีนทําให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถระบายสินค้า ไปขายให้คนเป็นพันล้านนะครับ แล้วในที่สุดเขาก็ไปฟังความลับของฝ่ายค้านเขาก็เลย ต้องลาออกครับ ภายหลังจากที่เขาลาออกแล้วก็ไม่เคยมีใครให้อภัยเขานะครับ ซึ่งความดีเขามีเยอะแยะมาก แล้วก็มาทําผิดเรื่องเดียวเขาก็ต้องลาออกเพราะเป็นเรื่องจริยธรรม ถ้าเป็นประเทศที่สาม ประเทศที่สี่คนอาจจะมาหักกลบลบหนี้ แล้วก็ถือว่าคนคนนี้ยังเป็น ประธานาธิบดีที่ดี แต่ในประเทศที่พัฒนานั้นคนทําดี ๑,๐๐๐ ครั้ง ถ้าทําผิดครั้งเดียวถือว่า ไม่ต้องเกิดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือความสําคัญของจริยธรรม

ข้อที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่า เราทําอะไรถูกจริยธรรมหรือผิด ซึ่งก็มีเกณฑ์อยู่ ๓ ข้อนะครับ

ข้อแรก ก็คือว่าเราใช้หลักของยูทิลิทาเรียนิสซึม (Utilitarianism) ก็คือว่า การตัดสินใจของเราก็ดี การกระทําของเราก็ดี ถ้าว่าไม่ไปกระทบกระเทือนต่อผู้อื่น หรือไม่ทําให้ ผู้อื่นเสียหาย เราถือว่าถูกจริยธรรม สมมุติว่าผมยื่นแขนออกไปข้าง ๆ นี่นะครับ ถ้าไม่ถูกใคร ก็คือถูกจริยธรรม แต่ถ้าการยื่นแขนของผมไปถูกแก้มของใครคนใดคนหนึ่งแล้วทําให้เขาเจ็บ นั่นก็คือผมผิดจริยธรรม มันอาจจะไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดจริยธรรม เพราะฉะนั้นในหลัก ยูทิลิทาเรียนิสซึม (Utilitarianism) สามารถบอกได้เลยว่าขณะนี้เราทําถูกจริยธรรมหรือผิด

ข้อ ๒ ก็คือว่ามีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคมในโลกที่เขาถือปฏิบัติมา หลักเกณฑ์พวกนี้ เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความชอบธรรม ความยุติธรรม หรือผมอาจจะ ยกตัวอย่างว่า อย่างเราไปขโมยเงินแม่ ๒๐ บาทเพราะถือว่าเป็นแม่เขาก็ผิด ถือว่าผิดจริยธรรม การพูดปด จบปริญญาอย่างหนึ่งไปบอกว่าจบอีกอย่างหนึ่ง จบมหาวิทยาลัยไม่มีชื่อเสียง ไปบอกว่าอยู่ในรัฐของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อย่างนี้ถือว่าไม่มีจริยธรรม

อีกข้อหนึ่ง คือเรื่องของอินเทกริตี (Integrity) ผมไม่สามารถจะแปลอินเทกริตี (Integrity) เป็นภาษาไทยได้ แต่มันเป็นความหมายของคําที่ว่าคนที่มีอินเทกริตี (Integrity) คือคนที่มีเกียรติยศ มีเกียรติศักดิ์ เป็นคนที่เราไว้เนื้อเชื่อใจได้ เป็นคนที่พูดง่าย ๆ ว่าเรา เชื่อถือเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นคําพูดหรือการกระทํา เพราะฉะนั้นคนที่มีอินเทกริตี (Integrity) ก็คือคนที่พูดจาวางตัวหรืออะไรก็ตามเป็นที่ยอมรับของคน เราก็ถือว่าคนคนนั้นมีจริยธรรม มีอยู่ ๓ ข้อนี้ที่เราถือเป็นหลักนะครับ

คราวนี้ผมจะเรียนต่อไปในข้อ ๓ ว่าการบริการรัฐกิจในประเทศไทย หรือในโลกเราขณะนี้เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าในอดีตมาก เดิมทีเรามักจะบริหารราชการ โดยคํานึงถึงกฎหมาย พูดง่าย ๆ ว่าเราบริหารด้วยกฎหมาย กฎหมายมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความเสียหายของกฎหมายคือทําให้เกิดความล่าช้าแล้วก็ปรับเปลี่ยน ปรับตัวอะไรไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนได้ช้ามาก แล้วกฎหมายบางทีก็บอกเราไม่ได้ทุกอย่าง เช่นเราบอกว่า คนคนนี้เป็นผู้ชาย เพราะอะไรครับ เพราะกฎหมายบอกว่าเป็นผู้ชาย มีอวัยวะเป็นผู้ชาย แต่ว่า สังคมศาสตร์เขาไม่ถืออย่างนั้น เขาจะดูว่าใครเป็นผู้ชายหรือเปล่าต้องดูการกระทํา คือดู ทั้งโครงสร้างด้วย และดูการกระทํา การกระทําเขากลางคืนเป็นผู้หญิงครับ เพราะฉะนั้นคนคนนี้ ต้องเป็นกระเทย ไม่ใช่เป็นผู้ชาย เหตุที่ผมกล่าวมาอย่างนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าการที่เราจะดู อะไรก็ตามจะต้องดูทั้งโครงสร้างและดูทั้งหน้าที่ เพราะฉะนั้นกฎหมายบางครั้งก็อาจจะใช้ ไม่ได้หมด

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมกําลังพูดอยู่ก็คือว่าเพราะฉะนั้นการบริหารงานภาครัฐ ในทุกวันนี้เราเปลี่ยนไปเยอะ เดิมทีเราบริหารด้วยกฎหมาย แต่ในขณะนี้คําว่าสาธารณะ ที่แปลว่าพับลิก (Public) แล้วไม่ได้กินความเฉพาะระบบราชการ เราขยายเป็นรัฐวิสาหกิจ ขยายเป็นองค์การของรัฐ แล้วเรายังมุ่งไปที่บริษัทเอกชนที่มารับงานให้ภาครัฐ สมมุติว่า บริษัท ช. การช่าง จํากัด (มหาชน) มารับงานให้กับจังหวัดสุราษฎร์ธานีทําการสร้างทาง ๑๐ ปี หรือ ๕ ปี ระหว่างนั้นคนของบริษัท ช. การช่าง จํากัด (มหาชน) ซึ่งกินเงินเดือน มาจากงบประมาณแผ่นดินถือปฏิบัติตามหลักราชการ เราถือว่าอยู่ในภาครัฐด้วย เพราะฉะนั้น คําว่าสาธารณะทุกวันนี้มันขยายกว้าง เราดึงเอาเอกชนเข้ามาทํางานในลักษณะไพรเวไทเซชัน (Privatization) ก็คือว่าภาครัฐไม่มีงบประมาณพอจะทํางาน ไม่มีความพร้อมเพราะว่า ประชาชนมีความพร้อมที่จะเรียกร้องอะไรต่าง ๆ เยอะ รัฐก็จะต้องจ้างเอกชนมาทํา การที่จ้างเอกชนมาทําก็จะมีวิธีการทํางานที่ไม่เหมือนกับรัฐทําเอง มีรายละเอียดเยอะแยะ ซึ่งผมไม่สามารถจะมากล่าวเรียนในที่นี้ได้ ถ้าคนดูแลเรื่องไพรเวไทเซชัน (Privatization) ในแง่ของเอาท์ซอร์สซิง (Outsourcing) หรือคอนแทรกติงเอาท์ (Contracting out) ถ้าไม่มีลักษณะจริงใจก็จะทําความเสียหายให้กับรัฐ นอกจากนี้แล้วในแนวความคิดบางอย่าง เช่นเรื่องกัฟเวอร์แนนซ์ (Governance) ในขณะนี้มีรายละเอียดมากมายซึ่งในเมืองไทยเราถือว่าเป็นการบริหารงานที่ดี แต่ทุกวันนี้ มันมีนิว พับลิก กัฟเวอร์แนนซ์ (New public governance) ก็คือว่านอกจากจะบริหาร บ้านเมืองด้วยดียังขยายถึงเรื่องเครือข่าย เรื่องกระจายอํานาจไปอีกเยอะแยะ หลาย ๆ อย่าง ของการบริหารรัฐกิจที่เปลี่ยนไปนี่นะครับ ทําให้คนที่เป็นข้าราชการหรือผู้บริหารมีโอกาส จะทําผิดเยอะ มีโอกาสจะเพลี่ยงพล้ําที่จะทําความผิดเยอะ เพราะฉะนั้นเราก็มีจริยธรรม ที่จะทําให้การทํางานมีความกลมกลืน มีรายละเอียดเยอะ ผมไม่มีเวลาจะพูดนะครับว่า ทําอย่างไรให้มีความกลมกลืน มีจริยธรรมที่ทําให้เราต้องกล้าพูด ถ้าเราเห็นว่าใครทําผิด ในที่ทํางานเราต้องกล้าพูด เขาเรียกว่า มอรัลเคอเรจ (Moral courage) ถ้าเราไม่กล้าพูด ไม่มีประโยชน์ เรียนสูงอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ เราต้องกล้าทําอะไรบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกต้อง

ท้ายสุดข้อสุดท้าย ผมคิดว่าจริยธรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนแล้วก็เป็นเรื่อง นามธรรมมาก เราสามารถจะพูดเป็นปีเป็นวันอะไรได้ แต่การนําไปปฏิบัตินั้นยากมากครับ เพราะว่าการจะนําไปปฏิบัติ กระทรวง ทบวง กรม จะต้องมีโครงการอย่างจริงจังที่จะพูดให้ คนในกรมทราบว่าให้เขาตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าเขาจะต้องทําอะไรที่ถูกกฎหมาย และถูกจริยธรรม แล้วถ้าอะไรที่ถูกจริยธรรมเราต้องประกาศ เราต้องประกาศว่าคนคนนี้ ทําถูกจริยธรรม เช่นคนเก็บเงินได้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเอาไปคืน ไม่ใช่ให้เขา ๕๐๐ บาท ต้องประกาศ ประกาศความดีความชอบ ประกาศให้เขาได้หน้าตา ผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องทําเป็นตัวอย่าง อันนี้เป็นสิ่งที่จะช่วยในระยะใกล้ ๆ ในการแก้ไขที่รวดเร็ว ในระยะยาวเราต้องปลูกฝัง ให้คนในองค์การในสังคมเราเป็นคนมีจริยธรรม มีการสอน การสอนก็ต้องสอนในหลาย ๆ วิชา เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าเขาถูกสอน คือเรียกว่าแอบสอน แอบสอนจริยธรรมทุก ๆ วิชา มีโอกาสพูด ก็สอดแทรกเข้าไป ในเรื่องของการเรียนรู้ต่าง ๆ ในสังคมตั้งแต่พ่อแม่ ครูในโรงเรียนประชาบาล ขึ้นไปจนกระทั่งชั้นมัธยม อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องสนใจเรื่องพวกนี้แล้วก็ถือปฏิบัติ ผมคิดว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้จะสําเร็จไม่ได้ถ้าหากว่าผู้ใหญ่ในกระทรวง ทบวง กรม ไม่ถือเป็น นโยบายที่จะนําไปปฏิบัติ แต่ถ้าเราทําอย่างนี้ช่วงเวลาอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี เราก็จะมีคนโกงน้อยลง มีคนเอารัดเอาเปรียบภาครัฐน้อยลง จะมีคนที่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ถือประโยชน์ ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านอดุลย์ ต่อไปเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ สปท. เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ก็มีเวลาพอที่จะเติมเต็มสิ่งที่ทาง คณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ผมรู้ชื่อสั้น ๆ ตรงนี้ ชื่อยาวของท่านมี มีสิ่งที่ผม ขออนุญาตเติมเต็มแล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก็แล้วกัน สืบเนื่องจากสด ๆ ร้อน ๆ คือเมื่อวานนี้เองก็ได้มีโอกาสผ่านไปแถวสนามหลวง แถวนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย นักท่องเที่ยวต่างชาติจุดมุ่งหมายที่ไปแถวนั้นก็คือไปพระบรมมหาราชวัง ไปวัดพระแก้ว แต่อะไรเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือไกด์ (Guide) หรือทัวร์ (Tour) ที่เข้าไปบริเวณ แถวนั้น เขาพลาดหรือขาดสิ่งสําคัญที่อยู่ในบริเวณนั้นไปได้อย่างไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ขออนุญาต แลกเปลี่ยนเติมเต็มเพื่อให้เกิดการปฏิรูป ท่านประธานครับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เนชันนัลมิวเซียม (National museum) อยู่บริเวณนั้นนะครับ รถทัวร์ (Tour) คันแล้วคันเล่า ที่พานักท่องเที่ยวมาชมบริเวณวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง เมื่อเสร็จจากการท่องเที่ยวผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไปอย่างหน้าตาเฉย ผมเห็นแล้วเศร้าใจ เพราะมันช่างตรงกันข้ามกับเวลาที่เราหรือนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไปท่องเที่ยวยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเมืองหลวงแล้วก็จะมีเนชันนัลมิวเซียม (National museum) ของประเทศนั้น ๆ อยู่เดสทิเนชัน (Destination) ปลายทางที่ต้องไปเลยคือพิพิธภัณฑ์ครับ แต่เกิดอะไรขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ของประเทศไทย ช่างน่าเศร้าใจและเป็นสิ่งที่น่าหดหู่เป็นอย่างยิ่ง ทําให้ผมนึกขึ้นได้สมัยที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ของวุฒิสภา ได้เคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ แต่ก่อนหน้านั้นก็เคยไปได้มีโอกาสพูดคุยกับข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกือบจะทุกคนบอกด้วยความเศร้าใจว่า เขาท้อถอย ท้อแท้ อยู่แบบไปวัน ๆ เขาไม่ทราบจะพัฒนาอย่างไร งบประมาณก็ได้น้อย เจ้าหน้าที่บุคลากรก็มีน้อย รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าเข้ามาไม่ว่ารัฐบาลไหนพรรคไหนต่างก็ทอดทิ้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้ง ๆ ที่เป็นหัวใจของความเป็นชาติ ความเป็นสยามประเทศ สิ่งของ สําคัญต่าง ๆ มากมาย ล้วนเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผมนึกขึ้นได้ผมเคยคุยกับเยาวชน เด็กกลุ่มหนึ่งเขาเคยไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เขาได้ไปเห็นสิ่งที่มีคุณค่าและเขาก็มาถามได้มีโอกาส พูดคุยกัน เขาไปเห็นพระมาลาเบี่ยง เขาไปเห็นพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ําสะโตง เขาไปเห็น พระแสงดาบคาบค่าย เขาไปเห็นพระแสงของ้าวเจ้าพระยาปราบแสนพลพ่าย สิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของที่มีคุณค่ากับประวัติศาสตร์ความเป็นชาติไทยทั้งสิ้น แม้จะไม่ใช้องค์จริง เป็นองค์จําลองที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑ ท่านได้ทรงให้จําลองสร้างขึ้นและได้มีการเก็บไว้ สืบต่อมา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ท่านประธานเชื่อไหมครับ มีเด็กกลุ่มหนึ่งด้วยซ้ํา เขาถามผมว่าเรื่องพระนเรศวรนี่เรื่องจริงหรือ เขานึกว่าเป็นเรื่องที่ท่านมุ้ยท่านทรงแต่งขึ้น ผมพูดว่าเรื่องจริงครับ เศร้าเลยครับ เด็ก ป. ๔ ป. ๕ เขาไม่รู้ว่าพระนเรศวรมีพระองค์จริง จนได้ไปเห็นพระแสงของ้าวองค์จําลองที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่พ่อแม่เขาพาไปเที่ยว นี่คือสิ่งที่สมควรจะปฏิรูปไหมครับ ปฏิรูปการเรียนรู้ ปฏิรูปความนิยม คตินิยม ศิลปะ วัฒนธรรม ความเป็นชาติ ไม่ใช่ปฏิรูปให้คลั่งชาติ ปฏิรูปเพียงแค่ว่าให้รู้ว่าชาติของเรามีประวัติความเป็นมา อย่างไร ขอเพียงแค่นี้กระทรวงศึกษาธิการทําได้ไหมครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าว บรรยายมานี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปและบูรณาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม อย่าให้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นทางผ่านของข้าราชการไปสู่ตําแหน่งอื่นในซีที่สูงขึ้น มันต้องเป็น อะไรที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นชาติ ปฏิรูปอะไรถ้าไม่ปฏิรูปความเป็นคตินิยม ความที่จะทําให้เยาวชนของชาติได้รู้รากเหง้าของความเป็นชาติว่าเรามีความเป็นมาอย่างไร ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์มากมายโอกาสที่จะได้เรียนรู้นั้นมากมาย ตอนนี้ กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายลดการเรียนในห้องเรียนคือเรียนน้อยแต่ให้รู้มาก ขอได้ไหมครับ ปฏิรูปตรงนี้เพิ่มขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ช่วยจัดงบประมาณให้เพราะนี่คืออุปสรรคสําคัญ ผมเคยถาม ครูโรงเรียนหนึ่งของรัฐบาลเขาบอกว่าเขาก็อยากจะไป อยากจะพานักเรียนไปเที่ยว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แต่ไม่มีค่ารถ ค่าน้ํามัน เขาบอกว่าโรงเรียนต้องจัดกันเอง ผู้ปกครอง ต้องลงขันกันเอง แล้วเราจะมาปฏิรูปอะไรถ้าเราไม่ปฏิรูปเรื่องพวกนี้ นี่จึงเป็นนิมิตหมายที่ดี ถ้า สปท. จะช่วยกรุณาหยิบเรื่องนี้เป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เล็ก ๆ ใส่เข้าไปไว้ในการปฏิรูป ทางด้านคตินิยม ศิลปะ วัฒนธรรม ให้เยาวชนของชาติเขาเติบใหญ่ขึ้นมาแล้วเขารู้ว่ารากเหง้าของเขาเป็นอะไร เดิมทีไม่ได้ตั้งใจ จะอภิปราย แต่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญสด ๆ ร้อน ๆ ผ่านมาเมื่อวาน ก็เลยถือโอกาส ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาทีตรงนี้อภิปราย ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง ครับ อดีตสมาชิก สปช. แล้วก็ เป็นประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย

นายชูชาติ อินสว่าง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ในส่วนของกรรมาธิการศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา อยู่กับท่านอาจารย์เนาวรัตน์ด้วย ผมดีใจที่ผมมาเป็น สปช. แล้วก็ได้มาอยู่ในคณะนี้ แล้วทันทีที่ได้ร่วมวงหรือว่าร่วมกิจกรรมกับคณะนี้ ผมได้นํา นโยบายไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการขยายพื้นที่ศิลปะ วัฒนธรรมให้กับเด็ก และเยาวชน แล้วก็วัยรุ่นทั้งหลาย ผมเป็นประธานสภาวัฒนธรรมของอําเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่มีกิจกรรมอะไรมากมาย พอถึงเดือนก็ประชุมกัน บางเดือนก็ไม่ได้ประชุม พอมาเป็นกรรมาธิการชุดของ สปช. ก็นํานโยบายเรื่องการเปิดพื้นที่การทําวัฒนธรรม ระดับอําเภอให้เขาเห็น และบัดนี้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนขึ้นมาถึงเดือนนี้ เดือนพฤศจิกายน ก็เป็นครั้งที่ ๙ อีกเดือนหนึ่งก็จะเป็นเดือนธันวาคมก็เป็นครั้งที่ ๑๐ ท่านประธานที่เคารพครับ วัฒนธรรมต้องเกิดที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ของวัฒนธรรมครอบครัวเป็นคนดี ลูกก็จะเป็นคนดีไปด้วย ผมเชื่ออย่างนั้น วัฒนธรรมต้องเกิดที่โรงเรียน ถ้าครูบาอาจารย์ หมั่นขยันตั้งใจสอนเด็กนักเรียน ผมเชื่อแน่ว่าเด็กนักเรียนก็จะเป็นคนดีไปด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลายโรงเรียนในจังหวัดบ้านผม ๖ โมงกว่า ๆ ตอนเช้าครูมายืนที่หน้าโรงเรียน แล้วครับ ไม่ใช่ให้เด็กคอยไหว้นะครับ คอยสังเกตเด็กว่าเด็กวันนี้ใครไม่มาบ้าง บางคนหายไป ๒ วัน เอ๊ะหายไปไหน ครูยังรู้เลยครับว่าเด็กคนนั้นถูกงูกัด แล้ววัฒนธรรมของโรงเรียนก็เกิดขึ้น ก็คือไปเยี่ยมเด็กนักเรียนที่โรงเรียน อันนี้คือความใกล้ชิดระหว่างครูกับผู้ปกครอง ครูกับเครือข่าย ที่เกิดขึ้นเป็นวัฒนธรรม ผมไปอยู่ในที่ทํางานผม ไอเด็นทิตี (Identity) หรือว่าเอกลักษณ์ ของสหกรณ์ผม ที่ทํางานผมก็คือยิ้มง่าย ไหว้เป็น เพราะฉะนั้นเจอกันทุกเช้าต้องไหว้กันนะครับ แล้วต้องยิ้มให้กันและกัน เมื่อเป็นอย่างนี้ปุ๊บก็กลายเป็นวัฒนธรรมที่ดี เพราะผมถือว่าบ้านเรา เป็นสยามเมืองยิ้มที่หน้าที่ทํางานไม่ใช่สักว่าแต่เขียนอย่างเดียว นําไปปฏิบัติอีกด้วย ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีธุระถามไถ่ สอบถามเรื่องใด เต็มใจบริการ ทุกคนต้องยิ้ม ทุกคนต้องถามไถ่ ทุกคนต้อง เต็มใจบริการ นั่นคือวัฒนธรรมขององค์กร อีกเรื่องหนึ่งที่อยากกราบเรียนให้ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจัดลานสภาวัฒนธรรมของอําเภอที่หน้าบ้านเจ้าคุณท่าน ป.อ. ประยุทธ์ ปยุตฺโต ทุกวันศุกร์ที่ ๓ ของเดือน มีโรงเรียนให้ความอนุเคราะห์จัดเป็นกลุ่มของโรงเรียนแต่ละอําเภอ ๆ มา มาแสดงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเพลงอีแซว การเล่นโปงลาง การรําวงย้อนยุค แม้แต่การเล่านิทาน การร้องเพลงประกวดกัน จัดคิวแทบไม่หวาดไม่ไหวเลยครับ แต่คนที่มาดูล่ะครับ ใครครับ ก็คือผู้ปกครอง นักเรียนที่มา คนที่มาดูก็คือใครล่ะครับ ก็คือคนที่เอาของมาขายในกิจกรรม ตรงนั้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น มากเท่าไรนัก เพราะไม่มีผลประโยชน์เข้ามาอยู่ในส่วนของตรงนี้เลย มีแต่วัฒนธรรมที่จะทําให้ เด็กเกิดความรักใคร่ ปรองดอง เกิดการแสดงออก ใครจะไปรู้นะครับว่าผมจัดการแสดง วัฒนธรรม ๑๐ ครั้ง มีหลายคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเข้ามาสู่เวทีไมค์ทองคํา เข้ามาสู่เวทีชิงช้าสวรรค์ แล้วครับ นี่คือการเปิดเวทีของผมในวันนั้น ผมกราบเรียนนะครับว่าวันนี้คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนามาถูกทางแล้วครับ

- ๖๙/๑   เราจะดําเนินการต่อไปในเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าขณะนี้ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ผมกลัวว่ามันจะหดหายไปเสียด้วยซ้ํา คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปตามมาตรา ๓๑ โดยมีข้อเสนอปฏิรูป ดังต่อไปนี้ สร้างดุลยภาพแห่งอํานาจการจัดการด้านศิลปะและวัฒนธรรม จัดตั้งองค์กร สมัชชาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ จัดให้มีบริหารแม่บทระดับชาติว่าด้วยศิลปะและวัฒนธรรม เปิดพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่สื่อทุกรูปแบบ จัดตั้งกองทุนทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ส่งเสริม สนับสนุนให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการเรียนรู้และเข้าถึงศิลปะ วัฒนธรรม ค่านิยมและจริยธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใส่ไว้ในไอแพด (iPad) ผมและผมนั่งภาวนาทุกคืนอย่าให้ ผ่านเลยไปจะเสียดายมากเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ขอร่วมมือจากส่วนท้องถิ่นแล้ว ผมอยากจะขอร่วมมือจากองค์กรระดับต่าง ๆ ขณะนี้ไม่ต้องรอเงินสนับสนุนจากรัฐบาล มากมายครับ แต่องค์กรระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรซึ่งบริษัทห้างร้านก็แล้วแต่ถ้าท่านมี ศรัทธาที่จะมาช่วยกัน เปิดสภาวัฒนธรรม เปิดลานสภาวัฒนธรรมให้เด็กของเรายิ้ม ให้เด็ก ของเรารู้วิธีการไหว้ที่ถูกต้อง เราสอนการจัดสภาวัฒนธรรมของผม ๑. ต้องมีการแสดง ๒. ต้องมีการจัดนิทรรศการว่าอําเภอนี้ ตําบลนี้ มีอะไรที่เกิดขึ้นในท้องที่ของเขาบ้าง ๓. มีโอทอป (OTOP) มาขายว่าในท้องที่ของเราในอําเภอเรามีอะไรที่เป็นจุดเด่น อันนี้ ขออนุญาตนะครับ เวลาที่เหลืออยู่ผมขอให้การศาสนาสักนิดเถอะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรากําลังแย่ครับ เหตุผลที่แย่ไม่ใช่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทําให้แย่หรอกครับ ผู้คน ที่มาอยู่ปฏิบัติกันกําลังแย่ ถ้าถามว่าแล้วเราจะปรับปรุงอย่างไร ผมอยากจะกราบเรียน ถ้าเรานํานโยบายไปปฏิบัติให้เห็นชัดในเรื่องของ ๑. วัดต้องมีคณะกรรมการวัด บางวัดไม่มี กรรมการวัดเลยครับ จะทําอะไรก็ทําได้ อยู่ ๆ ไปนึกว่าวัดข้า จริง ๆ ไม่ใช่เลยครับ วัดของ ประชาชน อันที่ ๒ วัดต้องมีมัคนายกครับ เพื่อเรียนรู้อาราธนาศีลอย่างไร อาราธนาธรรมอย่างไร เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับคนที่จะไปอยู่เป็นมัคนายกแก่ ๆ วัยรุ่นรุ่นใหม่ไม่มีเลยครับ ถามว่าจะเอาวัยรุ่น รุ่นใหม่ไปทําได้ไหมครับ ทําได้ครับ แต่ไม่มีแรงจูงใจเลย ไม่มีค่าตอบแทนให้เขาเลย เดี๋ยวนี้ สัปเหร่อยังหาไม่ค่อยจะได้เลย ผมเรียนท่านประธาน ๑. กรรมการ ๒. มัคนายก ๓. ไวยาวัจกร ต้องดูแลทรัพย์สิน ต้องดูแลเรื่องเงินเรื่องทองของวัด แต่ละวัดไม่มีเลย เมื่อไม่มีมันก็เป็นทางเสื่อม ของศาสนาทางหนึ่งเหมือนกัน ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ฝากไว้ ในเรื่องของศาสนามีเท่านี้ละครับ แต่อย่าลืมนะครับว่าศิลปะและวัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนาเป็นเรื่องใหญ่ พูดกันทั้งวันไม่มีทางจบจักสิ้นหรอกครับ เริ่มต้นที่บ้านแล้วไปเรียนรู้ ที่โรงเรียนครับ เสร็จเรียบร้อยก็ต้องไปให้พุทธศาสนาขัดเกลาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ครับ ท่านเป็นอดีต สปช. แล้วก็เป็นผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญท่านอาจารย์วินัยครับ

นายวินัย ดะห์ลัน 🔗

ขอบคุณครับ เรียนท่านประธาน เรียนท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้มานําเสนอเรื่องงานของอดีตคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม ผมขอเรียนอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตพูดใน ๒ เรื่อง อาจจะ เพิ่มอีก ๑ เรื่อง ก็คือเรื่องของทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งท่าน พลเอก เอกชัยได้ให้ความกรุณา เอ่ยถึงเรื่องของฮาลาล ผมก็ขออนุญาตที่จะชี้แจงให้เรื่องนี้สักเล็กน้อย

อีกเรื่องหนึ่งก็อย่างที่ท่านอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้กล่าวถึงเรื่องของประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงปารีส แล้วก็มีส่วนหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาอิสลาม

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตพูดถึง ก็คือเรื่องของทุนทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ ของประเทศไทยเท่านั้นของโลก แล้วก็แนวโน้มในเรื่องของการใช้ทุนทางวัฒนธรรม ในเรื่อง ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในที่ต่าง ๆ ขออนุญาตเรื่องของทุนทางวัฒนธรรมก่อน อยากจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่งกับเรื่องของทุนในอนาคต เมื่อวันที่ ๒๗ เดือนพฤษภาคม ปี ๒๐๑๔ ที่เซ็นทรัล ลอนดอน ในแมนชันเฮาส์ (Mansion house) แล้วก็ เกียร์คอร์ของกรุงลอนดอนมีการประชุมที่สําคัญอย่างยิ่ง การประชุมหนึ่งซึ่งพวกเรายังไม่ได้ข่าว เป็นเรื่องของคอนเฟอเรนซ์ ออน อินคลูซีฟ แคพิตาลิซึม (Conference on inclusive capitalism) ภาษาไทยเขาใช้คําว่าทุนที่มีส่วนร่วม เรื่องของทุนที่มีส่วนร่วมนั้นผู้จัดเขาได้เชิญแขกต่าง ๆ เข้ามาเป็นสปีกเกอร์ (Speaker) ที่สําคัญก็อย่างเช่น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ของประเทศอังกฤษ แล้วก็อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน แล้วก็ยังมีผู้ว่าการธนาคารไอเอ็มเอฟ (IMF) นอกจากนั้นแล้ว ยังมีบุคคลอื่น ๆ ที่มีความสําคัญ รวมกันทั้งสิ้น ๒๕๐ คน ในการประชุมครั้งนี้มีบริษัทต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามาร่วมประชุม ๓๕ บริษัท เป็นบริษัทข้ามชาติมีประเทศเข้าร่วมประชุม ๓๗ ประเทศ ดูแล้วก็ไม่มาก ๓๗ บริษัท ๓๗ ประเทศ แต่ว่าที่น่าสนใจเลยก็คือบริษัทเหล่านั้นครอบครอง กองทุนรวมทั้งสิ้น ๓๐ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นกองทุน ๑ ใน ๓ ของกองทุนในโลก อันนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนกรอบแนวคิดในเรื่องของทุน เดิมทีนั้น เรื่องของทุนเขามองกันที่เรื่องของเงิน คุณค่าของเงินและค้าขายกันได้กําไรอย่างไรนั้น ดูกันที่การลงทุนในรูปของเม็ดเงิน แต่อย่างไรก็ตามทางกองทุนนิยมเขามองว่าเรื่องของทุนนั้น เปลี่ยนแปลงไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๐๐๙ เมื่อมีการถดถอยของประเทศ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี อย่างยุโรปก็ดี เรื่องของแนวคิดในเรื่องของทุนนั้นเปลี่ยนแปลงไปจําเป็นที่จะต้องเอาส่วนต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมนํามาคิดกําหนดในเรื่องของทุนด้วย เขามองไปในเรื่องของ ๔ ส่วน

ส่วนที่ ๑ ก็คือเรื่องของเงินอันนี้เราทราบดีกันอยู่แล้ว

ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของมนุษย์ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เราจะเห็นเลยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้นเรื่องของทุนเราจะเห็นชัดเจน อย่างกรณีของประเทศไทยวันนี้เขาถามว่า สินค้าของประเทศไทยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศักดิ์ศรีของมนุษย์หรือไม่ เวลาเรา ซื้อปลากระป๋องที่ในต่างประเทศนั้นถ้ามาจากประเทศไทยมีการใช้เรื่องของแรงงานทาสหรือไม่ ผมไปที่ประเทศบราซิลครับ ไปดูงานเรื่องของฮาลาล น่าแปลกฮาลาลของประเทศบราซิลนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศมุสลิมแต่ขายผลิตภัณฑ์ฮาลาลอันดับ ๑ ของโลก แล้วก็การตรวจฮาลาล ของประเทศบราซิลซึ่งเราก็คงจะต้องนํามาใช้พัฒนาในเรื่องของการตรวจรับรองฮาลาล ของประเทศไทยเช่นเดียวกัน รัฐบาลขอให้องค์กรศาสนาอิสลามในประเทศบราซิลซึ่งมีไม่มาก แต่ว่ามีความเข้มแข็งมากช่วยดูเรื่องของแรงงานทาสด้วยว่าการใช้แรงงานในโรงงานที่มา ขอการรับรองฮาลาลนั้นมีการใช้แรงงานที่ผิดศีลธรรม ผิดจรรยาบรรณหรือไม่ ผมคิดว่า เรื่องนี้น่าสนใจ เนื่องจากว่าฮาลาลนั้นต่อไปจําเป็นที่จะต้องมีการควบคุมในเรื่องของ จริยธรรมด้วย

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของทุนทางด้านสิ่งแวดล้อม เราจะเห็นว่าในยุโรป ถ้าสมมุติว่าการลงทุนแล้วมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นทางด้านสิ่งแวดล้อม เราจะเห็น นะครับว่าในยุโรปถ้าสมมุติว่าการลงทุนแล้วมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นจะมีปัญหาอย่างยิ่ง บริษัทที่ทําให้น้ําเสียผู้บริโภคก็จะไม่ซื้อสินค้าจากบริษัทเหล่านั้น ถ้าเราดูในกรณีของ ประเทศเยอรมนี รถยนต์ยี่ห้อหนึ่งนั้นมีปัญหาในเรื่องของการปกปิดข้อมูล หรือว่าการเบี่ยงเบน ข้อมูลที่ออกมาจากทางด้านคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม อันนั้นก็ทําให้ บริษัทเกิดปัญหาในเรื่องของยอดขาย รวมทั้งเรื่องของการโดนค่าปรับต่าง ๆ นะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นส่วนของทุนก็คือเรื่องของทุนวัฒนธรรม ๑ ใน ๔ ส่วน ที่ทางอินคลูซีฟแคพิตาลิซึม (Inclusive capitalism) ได้กําหนดแล้วก็มีส่วนอย่างสําคัญ ในการกําหนดทุนในอนาคตก็คือเรื่องของทุนทางด้านวัฒนธรรม เป็นทุนที่มีขนาดใหญ่โต มากขึ้น เติบโตเร็วที่สุดในบรรดาทั้ง ๔ ทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงิน เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของมนุษย์ ปรากฏว่าทุนทางวัฒนธรรมเติบโตเร็วที่สุด ต่อไปในเรื่องของการกําหนด ราคาจําเป็นที่จะต้องเอาเรื่องของวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เอาเรื่องของศาสนา เรื่องของ ความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าในอนาคตเราจะมองเรื่องของวัฒนธรรม เป็นเพียงแค่ทุนโดยที่ไม่มีมูลค่าของเงินมาพิจารณาเลยไม่ได้นะครับ ดังนั้นกรณีของ ประเทศไทยในอนาคตในฐานะที่เราเป็นประเทศที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม คุณค่าทางศาสนา มีมูลค่าสูง กรณีอย่างนี้นั้นผมคิดว่าในต่างประเทศเริ่มที่จะเอาเรื่องของทุนทางวัฒนธรรม มากําหนดราคาในเรื่องของสินค้าแล้วนะครับ เรื่องนี้นั้นปรากฏว่าคนที่นําเอาเรื่องนี้มาคิด กลายเป็นเจ้าของธนาคารรอทส์ไชลด์ (Rothschild) ก็คือพวกยิว ซึ่งแต่เดิมนั้นคิดแต่เรื่องเงิน อย่างเดียว วันนี้ยิวเองได้มองเห็นแล้วนะครับว่าทุนในอนาคตนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นเรื่องที่เราจําเป็นจะต้องเอาเรื่องของศาสนา เรื่องของวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยมีความร่ํารวยในเรื่องของวัฒนธรรมในการที่จะผลักดันขับเคลื่อนเรื่องของ เศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ตรงนี้นะครับก็คิดว่าถ้าสมมุติว่าเรามีความเข้าใจในเรื่องของ การพิจารณาทุนในเรื่องของการสร้างมูลค่าเพิ่ม กรณีของเกาหลีนั้นเป็นตัวอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็คิดว่ากรณีของประเทศไทยนั้นสามารถที่จะนําเอาไปใช้เป็นตัวอย่างในหลาย ๆ เรื่อง สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อได้เปรียบของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศเกาหลี ประเทศเกาหลี เขาเป็นลักษณะของวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว แต่กรณีของประเทศไทยนั้นมีสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง ความเป็นพหุวัฒนธรรมอย่างหลากหลายแล้วก็รอบด้าน ผมอยากจะชี้ ซึ่งผมเคยพูดเรื่องนี้ ในที่นี้มาแล้วก็คือเรื่องของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าของ ผมคิดว่า เราควรจะต้องนําเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้เป็นประโยชน์ ผมยกตัวอย่าง ผมเคยคุยกับ อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ ซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพม่า เราเป็นเพื่อนกัน คุยกัน ก็ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ท่านอาจารย์สุเนตรบอกเลยนะครับว่าเรื่องของล้านนา เรื่องของวัฒนธรรมพม่าส่วนหนึ่งนั้นมีศูนย์กลางอยู่ในบ้านเราเอง การที่เราสามารถจะนําเอา เรื่องของความเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม อารยธรรมของพุกามก็ดี ของพม่าก็ดี ของเชียงใหม่ ของล้านนา มาใช้เป็นวัฒนธรรมซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในบ้านเรา เป็นต้นแบบในการที่จะนําเอา เรื่องของวัฒนธรรมนั้นออกมาเป็นสินค้าหรือว่าทุนในเชิงวัฒนธรรมนั้นจะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งในการที่จะสร้างมูลค่าของประเทศไทย เรื่องของความเกี่ยวข้องกับเรื่องของจีนฮ่อ ซึ่งเป็นมุสลิมมีอยู่หลายส่วน ถ้าเราไปที่เชียงใหม่ คนมุสลิมที่อยู่ในเชียงใหม่เป็นคนจีนครับ ด้วยของอารยธรรมเหล่านี้นั้นมีความสําคัญอย่างยิ่งในการที่เราจะนํามาใช้ในการขับเคลื่อน ในทางเศรษฐกิจ เรื่องของมลายู เรื่องของภูไท เป็นวัฒนธรรมที่เป็นพหุ เราสามารถที่จะ นําเอามาใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างมากนะครับ ในกรณีของมุสลิม ประเทศไทยมีมุสลิม อยู่ประมาณ ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ คนเหล่านั้นเป็นคนไทยครับ อยู่ในพื้นที่ประเทศไทย มาเป็นพันปีนะครับ

- ๗๒/๑   เพราะฉะนั้นเราน่าจะได้นําเอาวัฒนธรรม อารยธรรม ความสวยงามของอารยธรรมเหล่านั้น มาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนส่วนหนึ่ง เราใช้พลังทางด้านความเป็นพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย ในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่าพยายามใช้เรื่องของวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว ในขณะที่ประเทศไทยมีความร่ํารวยทางพหุวัฒนธรรมอย่างเต็มที่นะครับ ในเรื่องของฮาลาล วันนี้เรามีความได้เปรียบอย่างมากในการที่จะนําเอาเรื่องของฮาลาลออกไปผลักดันขับเคลื่อน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในฐานะที่มุสลิมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของเรา เรามีการใช้ วิทยาศาสตร์ในเรื่องของฮาลาล มีการนําเสนอในเรื่องของไดมอนด์ฮาลาล (Diamond Halal) ซึ่งมติของ ครม. ในวันที่ ๒ สิงหาคม ได้มีการนําเสนอเรื่องของการใช้ฮาลาลเพชรหรือ ไดมอนด์ฮาลาล (Diamond Halal) ในการที่จะขับเคลื่อนศักยภาพฮาลาลของประเทศไทย อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอิสลามที่จะมีประโยชน์ แล้วก็สามารถที่จะนํามาใช้เป็นทุน ทางวัฒนธรรมของประเทศได้ไม่จําเป็นว่าจะต้องเป็นประเทศมุสลิม ประเทศบราซิลเขาก็ใช้ ประเทศอาร์เจนตินาเขาก็ใช้ ยุโรปในหลายประเทศเขาก็ใช้ ในขณะเดียวกันเรื่องของฮาลาล มีเรื่องที่น่าสนใจก็คือขณะนี้ตลาดฮาลาลส่วนใหญ่ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ในโลกไม่ใช่มุสลิมครับ นั่นหมายความว่าตลาดฮาลาลนั้นขณะนี้กลายเป็นตลาดที่โดดเด่นสําหรับตลาดที่ไม่ใช่มุสลิม ในยุโรปคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ฮาลาลกลายเป็นคนที่ไม่ใช่มุสลิม ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็น เช่นเดียวกันนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะได้กล่าวถึง ก็คือเรื่องของพลังในความแตกต่าง ในเรื่องนี้นะครับ เรื่องของฮาลาล เรื่องของวัฒนธรรมในประเทศไทยนั้นเป็นพลัง เวลาเรา นั่งเครื่องบิน เวลาผมนั่งเครื่องผมค่อนข้างจะมีความรู้สึกแปลกใจว่าเครื่องบินลําใหญ่ ขนาดนั้นมันขึ้นไปลอยอยู่บนฟ้าได้อย่างไร จริง ๆ แล้วถ้าเราดูทฤษฎีทางฟิสิกส์ เรื่องนี้ เป็นเรื่องของความแตกต่างครับ เป็นพลังที่เกิดขึ้นจากความแตกต่าง บางทีเราลืมนึกถึง ความแตกต่างนั้นคือพลังลมที่อยู่ทางใต้ปีกกับเรื่องของเหนือปีก ความแตกต่างที่เกิดขึ้น อย่างมหาศาลในความแตกต่างนั้นนะครับ เมื่อมันรวมกันที่ปลายปีกที่อีกด้านหนึ่งของปีกนั้น พลังของความแตกต่างที่รวมกันนั้นในที่สุดสามารถที่จะสร้างพลังยกเครื่องบินทั้งลํานั้น ให้ลอยขึ้นไปได้ พลังของความแตกต่างนี้ฟิสิกส์ได้นําเสนอให้เห็นเป็นข้อเท็จจริงแล้ว เรื่องของน้ําตกก็เป็นเช่นเดียวกันนะครับ เป็นพลังของความต่างศักย์ เรื่องของไฟฟ้า เรื่องอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน เรื่องของวัฒนธรรมก็ไม่ได้แตกต่างครับ ความแตกต่างทางพหุสังคมนั้น ในที่สุดนําไปสู่พลัง เพียงแต่ว่าเราต้องสามารถที่จะรวมเอาความแตกต่างเหล่านั้นเข้ามาเป็น พลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจให้ได้นะครับ เรื่องนี้แสดงให้เห็นในเชิงฟิสิกส์แล้วในเรื่องของ การที่เราจะขับเคลื่อนสังคมด้วยใช้พลังของความแตกต่างนั้นเราสามารถทําได้ เราทําได้ดีกว่า ที่ประเทศเกาหลีหรือประเทศญี่ปุ่นทําด้วยซ้ํา เพราะเรามีพลังของความแตกต่างเหล่านี้ เพียงแต่เราต้องรู้จักการใช้พลังของความแตกต่างในการที่จะขับเคลื่อน

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะได้นําเสนอในฐานะที่ผมเป็นมุสลิม ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า กรณีของศาสนาอิสลาม อิสลาม แปลว่า สันติ เหมือนพระผู้เป็นเจ้าจะทรงรับทราบว่าในอนาคต อีก ๑,๔๐๐ ปีหลังจากการกําเนิดของท่านศาสดานบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะมีประเด็นในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม อิสลาม แปลว่า สันติ ศาสนาแห่งความสันติ มีคําสอนของท่านศาสดาบอกไว้ชัดเจน บางทีเราก็ไม่ค่อยได้เอามาใช้กัน ท่านศาสดาบอกว่า ถ้าเราจะต้องดูแลใครสักคนหนึ่งนั้นให้ดูแลคนที่อยู่ใกล้บ้านเราที่สุด แม้ว่าคนเหล่านั้น จะไม่ใช่มุสลิม มีเรื่องราวต่าง ๆ ของท่าน ที่แสดงให้เห็นว่าท่านได้เอื้อเฟื้อกับคนที่ไม่ใช่มุสลิม อย่างมากมาย ครั้งหนึ่งมีการแบกศพของคนที่เป็นคนยิวผ่านมายังท่าน ท่านนั่งอยู่ ท่านยืนขึ้น มีคนที่ติดตามท่านบอกว่านั่นเป็นศพที่ไม่ใช่ศพของมุสลิม ท่านบอกว่า เมื่อเราเห็นศพไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหนก็แล้วแต่ต้องให้เกียรติ อิสลามนั้นสอนให้ให้เกียรติ แก่คนอื่น สิ่งหนึ่งที่พ่อผมสอนผม พ่อผมเป็นนักการศาสนาท่านสอนเลยว่า ท่านศาสดา บอกว่าเราเกิดที่ไหนให้รักในแผ่นดินนั้น ผมเชื่อมั่นครับว่าคนไทยที่เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย แม้นว่าจะเป็นมุสลิมเขามีความจงรักภักดีต่อสังคมนี้ ผมเป็นมุสลิมรักประเทศไทย แล้วก็ สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้พวกเราได้รับทราบร่วมกันนั้น ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีกฎหมายที่ระบุถึงองค์กรศาสนาอิสลามในการที่จะดูแลกิจการในศาสนาอิสลาม และส่วนหนึ่ง ของกิจการในศาสนาอิสลามก็คือเรื่องของการดูแลในเรื่องของฮาลาลเป็นประเทศเดียว ประเทศอื่นไม่มี ขณะนี้ประเทศอินโดนีเซียกําลังจะทํากฎหมายเช่นเดียวกับประเทศไทย เป็นพระราชบัญญัติบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ก็อยากจะขอให้พวกเราได้มีความเข้าใจ ขอให้มีความเห็นใจ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส มุสลิม ๑,๕๐๐-๑,๖๐๐ ล้านคนทั่วโลก เจ็บปวดเช่นเดียวกับที่คนฝรั่งเศสเจ็บปวดเศร้าใจเช่นเดียวกัน ผมในฐานะที่เป็นรองประธาน คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ก็ขออนุญาตพูดในฐานะของผู้แทน ของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่ามุสลิมในประเทศไทยมีความรู้สึกเศร้าใจ เสียใจกับการสูญเสียของคนในประเทศฝรั่งเศส แล้วก็เสียใจที่คนที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กับความเสียหายต่าง ๆ เหล่านั้นอ้างความเป็นมุสลิม อ้างความเป็นอิสลาม ซึ่งเรายืนยันว่า ศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาของความสันติ แล้วเราไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมขออนุญาตชี้แจงเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ญาซากัลลอฮุคอยรอน ขอบคุณครับดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน เคยร่วมงานกัน ในการขับเคลื่อนผลักดันเรื่องอุตสาหกรรมฮาลาลโดยความร่วมมือกับหลายประเทศ ท่านเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ (Brand Ambassador) ของฮาลาลแล้วก็มุสลิมรักสันติ ก็ขอบคุณอย่างยิ่งทีเดียว ท่านสมาชิกครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้มีการอภิปรายทั่วไป เพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนาแล้ว เผอิญท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา คือท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รวมทั้งท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง คือ พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ จะมีการชี้แจงหรือสรุปเพิ่มเติมอะไรไหมครับ เชิญครับ

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ขอบคุณท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านที่ให้ความเห็น กระผมคิดว่าความเห็นเหล่านี้ น่าจะมีการบันทึกเพื่อจะได้ขับเคลื่อนงานปฏิรูปด้านวัฒนธรรมต่อไป ผมมีความเห็นเน้น ๆ ที่แต่ละท่านได้กล่าวอภิปรายไปท่านละนิดหน่อยนะครับ เช่นท่านกษิตท่านบอกว่า งานวัฒนธรรมนั้นอย่าให้ตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่าล้าหลังคลั่งชาติ เราเห็นด้วยครับ เพราะเราคิดว่าลักษณะของวัฒนธรรมโดยเฉพาะของประเทศไทยนั้นเราควรจะต้อง มีสร้างจิตสํานึกที่เรียกว่าวิญญาณไทยใจสากลครับ ไม่ใช่ล้าหลังคลั่งชาตินะครับ

แล้วอีกประเด็นหนึ่งซึ่งท่านถวิลวดีพูด รู้สึกนัยจะตรงกันกับเรื่องของท้องถิ่น ที่จะดูแลตัวเองในด้านวัฒนธรรม เช่นการเปิดพื้นที่หรืออะไรก็ตาม อันนี้มีตัวอย่างครับ คณะกรรมาธิการของ สปช. เราได้ลงพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ได้ไปเห็น ตัวอย่างชุมชนที่เป็นต้นแบบร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ภาคประชาชน ชาวบ้านด้วย เช่นที่เวียงท่ากานเป็นต้น มีโบราณสถานมากมายอยู่ในลักษณะที่ดีซึ่งทาง กรมศิลปากรก็ไปดูแล แล้วชาวบ้านเขาก็หวงแหนเป็นสมบัติของเขาด้วย ผมว่าลักษณะเหล่านี้ เกิดขึ้นมีขึ้น แล้วถ้าสํารวจให้จริง ๆ ก็จะมีตัวอย่างเหล่านี้มากมายเต็มไปหมด เพราะอย่างไร เหล่านี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเราน่าจะมาจัดเป็นภูมิสถานแล้วก็รวมประมวลเป็นศูนย์รวม ถ้าใครต้องการไปที่เหล่านี้ ก็สามารถจะหาดูได้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญและเป็นมิติใหม่ ที่เราจะใช้เป็นอาวุธวัฒนธรรมได้ครับ

ท่านเรืองศักดิ์ จริตเอก ท่านพูดเรื่องของศิลปิน เรื่องการสร้างต้นทุน ทางวัฒนธรรมที่เรามีอุดมสมบูรณ์ ผมก็เลยเฉลียวนึกไปถึงคําพูดในหนัง ไม่ใช่หนังตะลุงนะครับ ภาพยนตร์เรื่องวี ฟอร์ เวนเดตต้า (V For Vendetta) ที่เขามีหน้ากากขาว เขาบอกว่า ศิลปินนั้นสร้างเรื่องโกหกเพื่อเปิดเผยความจริง แล้วอีกประโยคหนึ่งว่าขณะที่นักการเมืองนั้น สร้างเรื่องโกหกเพื่อปกปิดความจริง อันนี้ก็ฝากไว้นะครับว่าศิลปินทั้งหลายสร้างเรื่องขึ้นมา ก็เพื่อจะเปิดเผยความจริงเพื่อจะได้สร้างสรรค์และพัฒนาต่อไปให้เป็นอารยธรรมให้ได้นะครับ

ท่านอุทัย เลาหวิเชียร ท่านวิตกเรื่องจริยธรรม อันนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะในเอกสารที่แจกไปนั้นเราพูดไว้ว่าสังคมเหมือนกับต้นไม้ แล้วก็รากเหมือนเศรษฐกิจ การเมืองนั้นเป็นเรือนยอด คือ กิ่ง ก้าน สาขา ใบ และดอกผล และลําต้นที่เป็นสังคม ประกอบด้วยหลัก ๆ อยู่ ๓-๔ ส่วน คือ ๑. แก่นของต้นไม้ต้นนี้ นั่นคือศาสนา ศาสนา เป็นหลัก เป็นแก่น แล้วไม้ต้นนี้นอกจากมีแก่นแล้วก็มีเนื้อไม้ เนื้อไม้นั่นละครับคือจริยธรรม จริยธรรมเราดูได้จากเนื้อไม้ ส่วนค่านิยมนั้นเปรียบเหมือนเปลือกไม้ เพราะฉะนั้นต้นไม้ ที่สมบูรณ์จะต้องประกอบเป็น ๓ ส่วน แก่นไม้ เนื้อไม้ แล้วก็เปลือกไม้ แต่ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับรากแล้วก็เรือนยอด นั่นคือเศรษฐกิจและการเมือง แล้วการพัฒนาของสังคมนี้ จากวัฒนธรรมต้องไปสู่อารยธรรมครับ

ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านพูดเรื่องของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งผม ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะว่าเวลานี้พิพิธภัณฑ์เราขาดชีวิตชีวา ผมอยากจะให้มีลักษณะ ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของความคร่ําครึแบบพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ควรจะมีอยู่ แต่ว่าต่อไปนี้ ทุกชุมชน ทุกจังหวัด ทุกอําเภอ เพราะทุกชุมชน ทุกอําเภอ ทุกจังหวัด เขามีเรื่องราวของเขา เขาน่าจะมีสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของเขาในลักษณะที่ผมใช้คําว่าภูมิบ้านภูมิเมือง เป็นภูมิบ้านภูมิเมืองให้ลูกหลานในท้องถิ่นได้ภูมิใจในพื้นถิ่นของเขา แล้วคนนอกสถานที่ เข้าไปก็ต้องไปเรียนรู้เสียก่อนจะได้รู้จักภูมิบ้านภูมิเมืองของเขา ลักษณะนี้จะต้องเกิดขึ้น ที่เราก็กําหนดไว้ในสมัชชาศิลปวัฒนธรรมด้วยครับ

แล้วท่านชูชาติ อินสว่าง ผมก็ขอขอบคุณครับ แล้วผมจะใช้คําของท่าน ไปใช้ด้วย เช่นว่า ยิ้มง่าย ไหว้เป็น นะครับ

ส่วนท่านวินัย ดะห์ลัน ผมจําชื่อวินัยแล้วฮาลาลทุกทีเลยนะครับ เพราะว่า วินัยท่านเป็น ๑ ในเรื่องฮาลาล และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าประเทศไทยมีลักษณะ พหุวัฒนธรรม เราควรจะใช้ลักษณะพหุวัฒนธรรมเป็นพลังทางวัฒนธรรม เป็นทุน ทางวัฒนธรรมที่สามารถจะพัฒนาประเทศของเราไปได้อย่างดีครับ

คณะกรรมาธิการเกี่ยวกับปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา ที่เป็นสมาชิกอยู่ใน สปท. ของเรามีอยู่ถึง ๖ ท่าน แล้วก็ ๑ ท่าน อยู่ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านสงสัยอะไรเรียนถามท่านเหล่านี้ได้นะครับ ๑. ท่าน พลเอก วิชิต ยาทิพย์ ๒. ท่าน พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ ๓. ท่านชูชาติ อินสว่าง ๔. ท่านอาจารย์วินัย ดะห์ลัน แล้วก็ท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ แล้วก็ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร แล้วก็กรรมการร่างรัฐธรรมนูญคือท่านอาจารย์จุรี วิจิตรวาทการ ท่านอยู่ใน คณะกรรมการที่เราคุยกันเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ท่านมีข้อมูลที่จะให้พวกเราช่วยกัน ขับเคลื่อนได้ครับ ท่านเอกชัยจะมีอะไรพูดไหมครับ ไม่มีนะครับ เพราะว่าเรื่องศาสนาเราเข้าใจกันอยู่แล้ว เพราะเรื่องศาสนาผมขอสรุปสั้น ๆ ว่าคําของท่านอาจารย์พุทธทาสนี่สรุปได้ดีที่สุด บอกว่าหวังให้ศาสนิกชนทุกศาสนาทําความเข้าใจและเข้าถึงหัวใจของศาสนาตน พร้อมกับ ทําความเข้าใจหัวใจของศาสนาอื่นด้วย ก็จะไม่มีปัญหาครับ ผมขอจบด้วยบทกลอนบทนี้ แล้วกันนะครับว่า วัฒนธรรมคือวิถีแห่งชีวิต ของคนคิดคนทําคนสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ เป็นอยู่รู้แบ่งปัน ไปตามขั้นครรลองของชีวิต ศิลปะนั้นเป็นความเจนจัด ของการปฏิบัติการงาน การประดิษฐ์ ศิลปวัฒนธรรมจึงนําคิด ให้รู้ทิศรู้ทางรู้ย่างเท้า พื้นฐานบ้านเราคือชาวบ้าน ทํางานไร่นามาก่อนเก่า เป็นปู่เป็นย่าตายายเรา ปลูกเหย้าแปลงย่านเป็นบ้านเมือง เป็นเมือง เรืองรุ่งเป็นกรุงไกร ลูกไทยหลานไทยได้ฟูเฟื่อง น้ําใจไมตรีมีนองเนือง จากเบื้องบรรพกาล ถึงวันนี้ ศิลปวัฒนธรรมประจําชาติ เอกราชเอกลักษณ์เอกศักดิ์ศรี เป็นคันฉ่องส่องความงาม และความดี เป็นโคมฉายช่วยชี้วิถีชน เป็นแท่นธงอารยธรรมล้ําเลอคุณ เป็นต้นทุนวัฒนธรรม สัมฤทธิผล ร่วมสรรค์สร้างสังคมสมค่าคน ต้องตั้งต้นปฏิรูปเป็นรูปธรรม ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบพระคุณท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นะครับ แล้วก็ท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ อีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่กรุณามานําเสนอตัวพิมพ์เขียวรายงาน การปฏิรูปด้านค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ซึ่ง สปท. เราก็จะไป ต่อยอดเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม สัมฤทธิผลโดยเร็วที่สุดนะครับ สําหรับคณะนี้นั้น ต้องเรียนว่าโดยแท้ที่จริงสําคัญที่สุดในทุกการปฏิรูป ดังที่ท่านอาจารย์ดอกเตอร์อุทัย เลาหวิเชียร ได้ชี้ให้เห็นนะครับระหว่างกฎหมายกับจริยธรรม เราพูดถึงข้อเสนอ การปฏิรูปในหน้าที่ของ สปท. จะมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือตัวรายงานปฏิรูป กับส่วนที่ ๒ คือร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูป แต่โดยแท้ที่จริงแล้วพื้นฐานสําคัญก็คือหากว่าคน หากว่า สังคมมีจริยธรรม มีศาสนาเป็นแก่นของชีวิต ไม่ว่าระบบออกแบบมาอย่างไรคนปฏิบัติหมด และปฏิบัติดีด้วย แต่ถ้าคนขาดซึ่งจริยธรรม ขาดซึ่งศาสนา เป็นเข็มชีวิต แก่นของชีวิต ต่อให้มีระบบ มีกฎหมายมากมายเพียงใดก็ไร้ซึ่งความหมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะทําให้เราได้เห็นว่าข้อเสนอภายใน ๓๐ วันจากนี้ไปคงต้องรบกวนทํางานร่วมกัน ในส่วนของท่านอดีต สปช. แล้วก็ในส่วนของ สปท. เพราะว่าเป็นภารกิจเจตนารมณ์ ร่วมกัน ที่สําคัญคือมิติของจริยธรรม คุณธรรม ศาสนาและค่านิยม ล้วนแล้วแต่เป็นมิติ ที่ครอบคลุมทุกด้านครับ ได้มีการพูดถึงเรื่องของวัฒนธรรมอุตสาหกรรม หรือว่าคัลเจอร์ อินดัสทรีส์ (Culture industries) หรือครีเอทีฟอินดัสทรีส์ (Creative industries) นั่นเอง ก็ ใช้กันมานาน ตั้งแต่ทางยุโรปนะครับ จอห์น ฮอปกินส์ เขียนในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็ถือว่าเป็นบิดาคนหนึ่งของด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็พลิกจากประเทศที่ขุดถ่านหิน ถลุงเหล็ก คนงานโรงงานอย่างคนอังกฤษ มาสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ มาสู่โมเดล (Model) เศรษฐกิจใหม่ที่ใช้ปัญญา ใช้ทุนวัฒนธรรมทุกอย่าง ในที่สุดก็สร้างประเทศขึ้นมาบนฐานใหม่ แต่ว่าโดยแก่นเดิมทั้งสิ้น ประเทศเกาหลีโดยค็อกกา (KOCCA) ที่เป็นหน่วยงานตั้งขึ้นมา ท่านก็ว่ามีแดจังกึมใช่ไหมครับ จนคนไทยก็ไปหาแดจังกึมถึงประเทศเกาหลี ตอนนี้ก็มีดนตรี มีเพลง มีอะไรสารพัดอย่าง นอกจากอาหารแล้วก็เป็นมิติทางเศรษฐกิจ ของวัฒนธรรม ประเทศจีนก็รุกมากเรื่องนี้ ประเทศญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ก็แน่นอนครับ ใช้วัฒนธรรม พื้นฐานพื้นถิ่น สภาพของท้องถิ่นแต่ละเมือง เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปแค่โอซะกะ โตเกียว ซัปโปะโระ หรือไปฟุกุโอะกะ เดี๋ยวนี้เจาะเข้าไปเมืองโทยะมะ ไปยังซาวะ อะไรเหล่านี้เป็นต้น หรือเบปปุ นั่นก็คือการลงไป แต่สิ่งที่เราได้คืออะไรรู้ไหมครับ คือการที่เราได้สัมผัสพหุวัฒนธรรม และความหลากหลายของประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต วันนี้ผมคิดว่าเรากําลังพูดถึงสิ่งที่เป็น ความร่วมกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คือการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน นั่นก็คืออารยธรรม สุวรรณภูมิ เป็นอารยธรรมสุวรรณภูมินะครับ ซึ่งแน่นอนก็คงเป็นมิติใหม่ต่อข้อเสนอของเรา ต่อไปนะครับ สําหรับวันนี้ก็ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ท่านสมาชิกครับ เป็นอันว่าที่ประชุม ได้มีการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศในด้านอื่น ๆ ทั้ง ๓ ด้านแล้วนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน เรื่องที่ ๒ คือการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอ วิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ด้านเศรษฐกิจ คือด้านเรียลเซกเตอร์ (Real sector) แต่ว่าอย่างไรก็ตามเนื่องจากที่ประชุมได้มีการบรรจุระเบียบวาระดังกล่าวไว้ในวันนี้ แต่ผู้นําเสนอ ติดภารกิจสําคัญไม่สามารถมาเข้าร่วมประชุมเพื่อนําเสนอภาพรวมของด้านเศรษฐกิจ เรียลเซกเตอร์ (Real sector) ได้ ผมจึงขอปรึกษาที่ประชุมโดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๓๐ และข้อ ๒๗ เพื่อขอเลื่อนการอภิปรายทั่วไป เพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ไปพิจารณาเป็นวาระของวันพรุ่งนี้ คือวันอังคารที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ จะมีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามที่ผมขอปรึกษาหารือนะครับ ทั้งนี้ ผมได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารประกอบการพิจารณาด้านเศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) ให้ท่านสมาชิกได้ไปศึกษาล่วงหน้าแล้วนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วครับ ขอขอบคุณสมาชิกและเจ้าหน้าที่ ทุกคนที่มาประชุม แล้วก็ทําให้การประชุมเป็นไปโดยเรียบร้อย ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๕๐ นาฬิกา