สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการปราบปรามการทุจริต โดยขอเสนอให้จัดลำดับความสำคัญในการปราบปราม และเสนอสิ่งที่ควรทำหลังการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล โดยขอให้สร้างสํานักงานจัดซื้อจัดจ้างกลางและเรียนรู้จากประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบที่โปร่งใสและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องระบบการจัดซื้อจัดจ้างและการบริการภาครัฐ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการโปร่งใสและความเท่าเทียมกัน และหารือเรื่องการเสียภาษีสำหรับพลเมืองที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบและความเป็นเจ้าของประเทศ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ที่ ๗ นะครับ ต้องขอขอบคุณท่านประมนต์และคณะ แล้วก็เอกสารมีประโยชน์ยิ่งนะครับ แล้วก็ในแผนงานหรือที่ได้กล่าวมาโดยคุณประมนต์และคณะนั้นมี ๓ หัวข้อเรื่องนะครับ คือเรื่องการปลูกฝัง เรื่องการป้องกันและการปราบปราม แล้วก็ในแต่ละหัวข้อทั้ง ๓ นี้ ก็มีรายการที่จะพึงกระทํารวมแล้วก็เป็นร้อย คราวนี้ สปท. มีเวลาสมมุติว่า ๒๒ เดือน โดยประมาณหรือว่า ๒ ปี ก็คงจะต้องมีการจัดลําดับความสําคัญ เหมือนกับที่ว่า ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ฉันใดฉันนั้น ผมก็อยากจะเสนอไว้ ในที่ประชุมว่าเรื่องระบบการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันจะต้องมีแผนงานให้แล้วเสร็จ ก่อนการเลือกตั้ง คราวนี้ในหลาย ๆ ร้อยเรื่องหรือหลายรายการนั้นผมเองก็คิดว่า น่าจะมีการตกลงกันไว้สัก ๑๐ เรื่องหลักที่เป็นหัวใจ เป็นแก่นสารของการที่จะปราบปราม การทุจริตหรือว่าลดให้ได้ให้มากที่สุดในช่วงการปฏิรูป แล้วเมื่อมีการเลือกตั้งประเทศไทย จะได้เริ่มต้นใหม่ ผมก็อยากจะขอเสนอสัก ๗-๘ ประเด็นด้วยกันนะครับว่าจะต้องทําให้ได้ แล้วต้องมีข้อยุติโดยแม่น้ําทั้ง ๕ สายเป็นสําคัญ

อันแรกเลยก็คือผมได้เคยกล่าวไว้แล้ว แล้วก็เป็นสิ่งที่ทํากันในประเทศ ประชาธิปไตยทั่วโลก คือไม่ให้รัฐมนตรีมีอํานาจในการเซ็นการจัดซื้อจัดจ้าง อันนี้ก็รวมทั้ง ข้าราชการระดับสูงด้วย ผมได้ถามกับเพื่อน ๆ รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะคนยุโรปของแคนาดา ของสหรัฐอเมริกา เขาก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาไม่มีอํานาจหน้าที่ในการลงชื่อจัดซื้อจัดจ้าง เพราะฉะนั้นขจัดเอาเรื่องการเมืองออกไป ในการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็ให้มีสํานักงานกลางว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ในเมื่อเรามี สตง. มี ป.ป.ช. มี ปปง. ป.ป.ท. กรมบัญชีกลาง สํานักงบประมาณ แล้วก็มีรัฐสภาที่จะตรวจสอบแล้ว เราก็เพิ่มอีกสํานักงานให้เป็นสํานักงานจัดซื้อจัดจ้างกลาง แล้วก็ให้สํานักงานนี้เริ่มทําระบบ ของการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลที่จะใช้กับหน่วยงานกลางแล้วก็ในท้องถิ่นลงไปถึง อบจ. อบต. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะมาจากเลือกตั้งด้วย คราวนี้ระบบอันนี้จะเอามาจากไหน ผมก็เคยเรียนปรึกษาคุณประมนต์หลายโอกาสว่าที่องค์การระหว่างประเทศที่กรุงปารีส คือโออีซีดี (OECD) ซึ่งประเทศไทยเป็นคล้าย ๆ สมาชิกสมทบอยู่นั้น เราก็น่าจะ ขอความร่วมมือได้ หรือเราจะเชิญผู้ชํานาญการจากประเทศแคนาดา ฮ่องกง ประเทศฟินแลนด์ สแกนดิเนเวีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขามีระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ที่โปร่งใส การเมืองเข้ามาเกี่ยวไม่ได้ อันนี้เป็นสําคัญ แล้วก็อยู่ในวิสัยที่เราจะกระทําได้ แล้วก็เริ่มทํางานเขาให้เวลาตัวเราเอง ๖ เดือน ระบบการจัดซื้อจัดจ้างก็จะออกมา เป็นรูปเป็นร่างได้ แล้วก็เอาระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีไปทิ้งเสียก็แล้วกันนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือในระบบการจัดซื้อจัดจ้างนั้น การจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีพิเศษ วันที่ ๓๐ กันยายน วันสุดท้ายของปีงบประมาณต้องไม่ได้อยู่ในสารบบ จะต้อง ไม่มีคําว่า ดุลยพินิจ บนตารางนี้บอกว่าให้ลดดุลยพินิจ ไม่ครับ ต้องขจัดดุลยพินิจออกไปนะครับ แล้วก็คู่ขนานกันไปในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การบริการภาครัฐต้องโปร่งใส ที่กรุงจาการ์ตา เทศบาลของกรุงจาการ์ตาเดี๋ยวนี้เป็นอีกัฟเวอร์แนนซ์ (e-Governance) ประชาชนจะทํา อะไรเขาก็เปิดเว็บไซต์ (Web site) เข้าไปดู เขารู้เลยว่าจะปลูกบ้านสร้างบ้านอะไร อย่างนี้ มันมีกฎเกณฑ์แน่ชัดเราก็ไปทําตามนั้นเหมือนที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศอินโดนีเซีย มันก็ไม่ต้องวิ่งมาตามโต๊ะต่าง ๆ มันก็ไม่มีเรื่องดุลยพินิจต่าง ๆ เพราะประชาชนรู้ว่า จะขึ้นทะเบียนเปิดร้านอาหาร เปิดคาราโอเกะอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็พูดไว้ชัด ก็ทําไปตามนั้น ทําได้ก็แจ้งกลับมาว่าทําเสร็จแล้ว นาน ๆ ทีฝ่ายราชการก็ไปตรวจสอบว่าทําตามตรงสเปก (Spec) หรือไม่

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าแต่ละหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยเฉพาะต้องมีแผนงานการจัดใช้งบประมาณ เพราะเมื่อเราจะมีการกระจายอํานาจ ภาระหน้าที่ไป งบประมาณไป ก่อนจะใช้งบประมาณก็ต้องมีแผนงาน แล้วงบประมาณอันนี้ หรือแผนงานอันนี้ก็ต้องมีกติกาว่าไม่ใช่ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ สร้างที่ทําการใหม่นะครับ แล้วก็ ไปดูงาน จัดสัมมนา แล้วก็ญาติพี่น้องเข้ามารับงานต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องลงไปในการพัฒนา เพราะเราได้พูดกันไว้ว่าต้องเติมให้เต็มในส่วนที่ขาด แผนงานของทุกระดับมันจะต้องเติม ประเทศไทยให้เต็มไม่ให้มีความเหลื่อมล้ําในสังคม

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญมาก เราก็บอกเลยว่าจะเอาไว้ปลูกฝังจริยธรรม ผมว่าประเด็นคงจะไม่ใช่ทีเดียว เราต้องสอนเยาวชนของเราว่าถ้าเผื่อมันมีการโกงกินกัน ในทุกระดับแล้วมันกระทบต่อตัวเขา ครอบครัวเขา ชุมชนเขาอย่างไร อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญยิ่งนะครับ ต้องให้เห็นว่าผลเสียหายของการโกงกินนั้นไม่ดีอย่างไร

ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมก็อยากจะขอเสนอไว้ด้วยเพื่อให้มีความเป็น เจ้าของประเทศ แล้วไม่ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยหรือมีประชานิยม ผมขอเสนอให้ทุกคนอายุ ๑๘ ปี หรือ ๒๑ ปีไปแล้ว เมื่อเริ่มทํางานต้องเสียภาษีก่อน ส่วนเมื่อมีรายได้ต่ําต่อถัวเฉลี่ย รัฐบาลจะคืนเงินให้ทีหลังไม่เป็นไร แต่ต้องให้มีการเสียภาษีเพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละพลเมือง ต้องมีความรับผิดชอบ แล้วจะได้รู้ว่าเงินที่เสียไปโดยตรงเขามีความเป็นเจ้าของ เมื่อมีการจัดตั้งงบประมาณแล้วก็ใช้งบประมาณ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน