สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศเพื่อกำจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเชิงรุกและเป็นยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีหลักการ 3 ป คือ ปลูกจิตสํานึก ป้องกัน และปราบปราม และเน้นการสร้างศรัทธาแห่งคุณธรรม จิตสํานึก และการมีส่วนร่วม ในการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ

นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๑ ขอเรียนว่า ประเด็นที่จะได้ร่วมอภิปรายในวันนี้นั้นมีความเกี่ยวพันกับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผมกําลังจะกล่าวถึงความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งแม้ว่าสังคมไทยนั้นเราจะตระหนักแล้วก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้มานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากเรามีความพยายามในเรื่องของการปฏิรูปเชิงสถาบัน เช่น การกําหนด ให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันขึ้น เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการตั้งสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปราม การทุจริตปี ๒๕๕๑ มีการกําหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลในชุดต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการริเริ่มของภาคเอกชน เช่นหอการค้าไทยในการก่อตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน แต่เหตุใดในปัจจุบันเรายังคงรับรู้อยู่เสมอว่าปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ได้ลดลงไปเลย ในทางตรงกันข้ามดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ผลจากการจัดลําดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจําปี ๒๕๕๗ ของประเทศไทยโดยทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษนะครับ ระบุว่าประเทศไทยได้ ๓๘ คะแนน จาก ๑๐๐ คะแนน อยู่ในลําดับที่ ๘๕ จาก ๑๗๕ ประเทศ แต่สิ่งที่น่ากังวลนั้นก็คือว่าการที่ประเทศไทย ได้คะแนนต่ํากว่าค่าเฉลี่ยดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ของโลกซึ่งอยู่ที่ ๔๓.๑๘ คะแนน ตัวชี้วัดนี้นํามาซึ่งความน่าเชื่อถือที่ลดลงในสายตาของนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลเสีย ต่อการพัฒนาประเทศตามมาด้วย และนี่เป็นสาเหตุสําคัญที่เราจะต้องกําหนดให้การขจัด ปัญหาคอร์รัปชันในเชิงรุกเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตที่จะนําเสนอว่าที่ผ่านมาประเทศเรานั้น ได้พบกับวิกฤติศรัทธาในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ในทุกระดับ ทั้งในระดับนโยบาย โดยภาคการเมือง ระดับปฏิบัติโดยภาครัฐซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาคเอกชนไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม ตลอดจนระดับการตรวจสอบซึ่งหมายถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป วิกฤติแห่งศรัทธาดังกล่าวสะท้อนผ่านการวางนโยบายที่ไม่ได้ถูกนําไป ปฏิบัติอย่างจริงจัง บทบัญญัติของกฎหมายที่มีช่องว่างและไม่ทันสมัย พฤติกรรมของ นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปากว่าตาขยิบ โครงสร้างและกลไกการตรวจสอบ ที่บิดเบี้ยว ความพยายามหลีกเลี่ยงภาษีและแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจโดยเกาะเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐของภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงพฤติกรรม ของประชาชนโดยทั่วไปที่แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าการคอร์รัปชัน นั้นเป็นเรื่องปกติ ในสังคมไทย เช่น การติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่ออํานวยความสะดวกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น

คําถามที่สําคัญก็คือเราจะสร้างศรัทธานี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งผมเห็นว่า รายงานการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบและชุดข้อเสนอ ต่าง ๆ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นสิ่งที่มีคุณูปการยิ่ง เนื่องจากได้ทําให้เราได้เห็นภาพ แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่ผมอยากเสนอเพิ่มเติมก็คือข้อเสนอทั้งหลาย ทั้งปวงที่จะต้องดําเนินการภายใต้ร่มใหญ่ ซึ่งหมายความถึงการกําหนดให้การขจัดปัญหา คอร์รัปชัน ในเชิงรุกเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็นกรอบดําเนินการของรัฐบาลทุกรัฐบาล กําหนดเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่ไปกับการกําหนดตัวชี้วัดที่สามารถ วัดผลได้ ในส่วนของนโยบายรองรับยุทธศาสตร์ชาตินั้นผมขออนุญาตได้อ้างอิงถึง แนวทางที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กรุณากล่าวถึงการแก้ไข ปัญหาคอร์รัปชัน ที่ยั่งยืนไว้ว่าต้องให้น้ําหนักกับการดําเนินการตามหลัก ๓ ป ไปพร้อม ๆ กันก็คือ ปลูกจิตสํานึก ป้องกัน และปราบปราม ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นกรอบ แนวนโยบายกว้างที่มีความครอบคลุมทั้งในแง่การจัดการด้านดีมานด์ไซด์ (Demand side) และซัพพลายไซด์ (Supply side) ซึ่งแต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อสารมวลชน ตลอดจนประชาชนทุกคนต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป สําหรับข้อเสนอเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการขจัดคอร์รัปชัน ในเชิงรุกนั้น ผมใคร่ขออนุญาตได้เสนอแนะแนวทางในภาพใหญ่ดังต่อไปนี้

ประการแรก ก็คือความจําเป็นในการปฏิรูปเชิงสถาบัน ในประเด็นนี้ ธนาคารโลกได้เคยมีข้อเสนอว่าหลักการบริหารอย่างโปร่งใสและการบริหารจัดการที่ดี หรือหลักธรรมาภิบาล เป็นเงื่อนไขสําคัญในการลดคอร์รัปชัน และนําไปสู่การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปเชิงสถาบันในที่นี้ครอบคลุมถึงการวางกรอบกฎ กติกาทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ให้มีกลไกในการตรวจสอบ ถ่วงดุลอํานาจ และการมีส่วนร่วม ในการบริหารพัฒนาในทุกระดับ มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายเพื่อเอื้อต่อ การสร้างเงื่อนไขไม่ให้นําไปสู่การทุจริตประพฤติมิชอบ หรือทําให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน อาทิ กฎหมายที่ยึดโยงกับหลักการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ มีการปฏิรูปด้านการคลัง และงบประมาณของทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นให้มีความโปร่งใส และประชาชนมีส่วนร่วม ตลอดจนส่งเสริมกระบวนการบริหารจัดการที่ดีในภาคเอกชน ให้มีระบบการตรวจสอบ ที่โปร่งใสและมีความรับผิดต่อลูกค้าผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เป็นต้น

ประการที่ ๒ การปฏิรูปเชิงสถาบันจะไร้ซึ่งความหมายหากไม่มีการบังคับใช้ กฎหมายโดยหลักนิติธรรม ซึ่งหมายถึงการใช้กฎหมายบังคับโดยเสมอหน้ากันด้วยมาตรฐาน เดียวกัน โดยต้องมีการดําเนินการมาตรการลงโทษทั้งทางวินัย ปกครอง แพ่ง อาญา และภาษีอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมแก่ผู้ทุจริตและผู้มีส่วนปกป้องผู้ทุจริต

ประการที่ ๓ การสร้างความเชื่อมั่นในการปราบปรามการทุจริต โดยเร่งรัด การไต่สวนและสรุปผลการพิจารณาให้แล้วเสร็จในระยะเวลาอันสมควร เพราะว่า ในข้อเท็จจริงนั้นปรากฏว่าคดีทุจริตใหญ่ ๆ หลายเรื่องใช้เวลานานนับ ๑๐ ปี จนมีคํากล่าวว่า ความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมคือความไม่ยุติธรรม ซึ่งควรจะมีการปรับปรุงกระบวนการ ยุติธรรมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการของ ป.ป.ช. ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ ในส่วนกลางจะรับคดีเฉพาะในคดีใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ หรือคดีที่มีผลกระทบในเชิงกว้าง ส่วนในระดับของการพิจารณาคดีหรือการไต่สวน อยู่ที่ระดับคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. หรือสํานักงาน ป.ป.ช. ประจําจังหวัด

ประการสุดท้าย ก็คือการสร้างศรัทธาแห่งคุณธรรม จิตสํานึก และการมีส่วนร่วม ในการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างจิตสํานึกให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องมีการบูรณาการความร่วมมือโดยอาศัยกลไกครอบครัว การศึกษา สื่อมวลชน การบริหารงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชนโดยทั่วไป เพื่อเปลี่ยนแปลง ค่านิยมและส่งเสริมวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบให้เกิดขึ้นในกลุ่มเยาวชน ของชาติ กระผมหวังว่าข้อเสนอในภาพกว้างที่ได้กล่าวมาจะช่วยเสริมในเรื่องวิธีการ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และทุกภาคส่วนจะได้หันมาร่วมกันในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไข ปัญหาดังกล่าวในฐานะที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ขอบคุณครับ