สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

นิกร จํานง หารือเรื่องคอร์รัปชัน และเรียกร้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยอ้างถึงประเทศสิงคโปร์ที่มีการควบคุมการคอร์รัปชันได้ดี นอกจากนี้เขายังพูดถึงความแตกต่างในเงินเดือนของข้าราชการในประเทศสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา และเสนอว่าประเทศไทยควรนำเอาประสบการณ์การศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าใกล้ประเทศที่มีคอร์รัปชันน้อยลงได้

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ กรณีที่มีการนําเสนอกัน ในวันนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชัน คํานี้เราใช้กันจนกระทั่งไม่รู้ว่าคําไทยเป็นอย่างไร แล้วเพราะว่าใช้ทับศัพท์กันไปนะครับ แต่ก็อยากจะเรียนว่าปัญหาเรื่องนี้ตามที่ คณะกรรมาธิการได้มานําเสนอเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่ระดับชาติ เราก็เลยใช้คํานี้กันไป ต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าในการประชุมเวิร์กชอป (Workshop) ของสภาแห่งนี้ทุกคณะมีการพูดถึงเรื่องนี้ กันหมดจนกระทั่งเราต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการเขียนข้อบังคับไว้เลยเพื่อจะได้ตอบรับ กับสภาพปัญหา ซึ่งก็คิดว่าถ้าเราแก้ปัญหานี้ไม่ได้ประเทศเราก็คงจะไปลําบาก ผมอยากจะ เรียนว่าในเมื่อเรายอมรับเรื่องนี้เป็นปัญหาหลักเป็นปัญหาที่สําคัญ เราก็คงต้องใช้ความเข้าใจกัน อย่างมากในการจะต่อสู้กับปัญหานี้ อาจจะใช้หลักของตําราพิชัยสงครามของซุนวูก็ได้ว่า คงจะต้องรู้เขารู้เราให้ชัดไม่อย่างนั้นสงครามนี้เราทําท่าจะลําบาก ผมเรียนว่าในประเด็นที่เรา มีการพูดถึงอ้างถึงเนื่องจากเป็นปัญหาของโลก ก็เลยมีระบบที่มีการเทียบเคียงกันว่าปีหนึ่ง ใครจะเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่เรานํามาพูดกันในขณะนี้คือเรามีว่าในส่วนที่เรารู้เขา เรารู้ว่า ประเทศสิงคโปร์มาเป็นอันดับต้น รู้ว่า ๕ ชาติแรกเป็นกลุ่มสแกนดิเนเวีย เป็นประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศสิงคโปร์เองได้รับคะแนนถึง ๘๔ จาก ๑๐๐ คะแนน ลําดับ ๗ ซึ่งเป็นการบริหารที่ดีแล้ว ก็ได้รับชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการแก้ไขปัญหาหรือควบคุมการคอร์รัปชันได้เป็นอย่างมาก มีการตั้งองค์กรขึ้นมาในนั้นหลายปีแล้ว ผมอยากจะเรียนว่าการที่รู้เขาให้จริงเราต้อง รู้ลึกเข้าไปว่าแล้วทําไมเป็นอย่างนั้น อยากจะเรียนว่าในปี ๑๙๘๙ มีการสรุปว่าประเทศสิงคโปร์ ข้าราชการระดับบริหารของเขาที่ถืออํานาจอยู่มีรายได้เป็นเงินเดือน ๒๑,๐๐๐ กว่าดอลลาร์ ต่อเดือน ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ๗,๐๐๐ กว่ายูเอสดอลลาร์ต่อเดือน ขณะนี้เดี๋ยวนี้ ข้าราชการระดับอธิบดีของประเทศสิงคโปร์ได้รับเงินเดือนต่อเดือน ๓๕,๐๐๐ สิงคโปร์ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย ๘๕๐,๐๐๐ บาท ตรงนี้เป็นนัยสําคัญที่เราจะต้องพิจารณาด้วย ถ้าเราจะยก ประเทศสิงคโปร์มาพูดว่าเขาเป็นอันดับ ๗ อยู่ชั้นหนึ่ง

ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับเรื่องเรามาดูประเทศสหรัฐอเมริกา ผมมีโอกาส ได้ไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเรื่องเกี่ยวกับระบบการเมือง ได้ศึกษาเรื่องคอร์รัปชัน อยู่ ๒ ปี เป็นคอร์ส (Course) ที่มีการศึกษาเปรียบเทียบ ในนั้นมีข้อสรุปว่าในประเทศ สหรัฐอเมริกาเองก่อนหน้านี้ก็มีคอร์รัปชัน การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาใช้วิธีทําให้จากขาวให้เป็นดํา คําว่า ขาวไม่ใช่โปร่งใส คําว่า ขาว คือมีการยอมรับในสังคมว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ประชาชนยอมรับ แล้วค่อยทําให้ดําขึ้น ๆ จนดําสนิท เขาแก้ปัญหาได้อย่างไรตรงนี้ ในลักษณะของการใช้ลักษณะโซเชียลไลซ์ (Socialize) ทั้งระบบที่ท่านวสันต์ได้นําเสนอ ถูกต้องแล้ว อยากจะเรียนว่าในส่วนนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาถูกต้องแล้วอยากจะเรียนว่า ในส่วนนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ๗๔ คะแนน เป็นลําดับที่ ๑๗ เท่ากับฮ่องกง ฮ่องกง ก็เหมือนกันได้ลําดับที่ ๑๗ ในอาเซียน (ASEAN) เขามีการให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ ๑๓ ขวบ มีการศึกษาเรื่องโทษของคอร์รัปชัน ตั้งแต่เด็ก แล้วก็ให้ความรู้มากขึ้น ๆ ดังนั้นเด็กในฮ่องกง พอโตขึ้นมาเขามองว่าคอร์รัปชันเป็นสีดํา มันก็หายไป มันก็น้อยลง ประเด็น ๒ ประเด็นนี้ ผมอยากจะนําเรียนว่าเราจะได้เข้าใจว่าที่เขาแก้กันได้ดีมันมีนัยอย่างไร ทั้งเรื่องการใช้สังคม เป็นตัวควบคุมทั้งระบบให้จากสีขาวที่คนยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไรมากลายเป็นสีดํา เรามาดูเปรียบเทียบประเทศเนปาล ประเทศเนปาลในบัญชีปีนี้ที่ผ่านมาอยู่ลําดับที่ ๑๒๖ จาก ๑๗๔ ประเทศ ได้ ๒๙ คะแนน อยู่หลังเราเยอะ ประเทศเนปาลเองมีปัญหาเรื่องนี้เยอะ จากข้อสรุปเมื่อหลายปีที่แล้วเดี๋ยวนี้เขาก็คงยังเป็นอยู่ ผู้ที่อยู่ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม คือผู้พิพากษาก็ดี อัยการก็ดี เกินครึ่งของประเทศอยู่บ้านเช่าเขาอยู่ด้วยลําบาก ตรงนี้คงจะ เป็นตัวชี้บางอย่างในการที่เราจะแก้ปัญหาด้วย ไม่ใช่ว่าเราจะหวังอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้มองลึกไปว่าในการรู้ เขาขอมารู้เราสักนิด ท่านประธานครับ ของเราเองอยู่ลําดับที่ ๘๕ ได้คะแนนแค่ ๓๘ เราชนะประเทศเนปาล อยากจะเรียนว่าผมเคยถามอาจารย์ที่ผมพูดถึงว่า แกเป็นอาจารย์ที่เก่งมากที่ผมเรียนวิชาคอร์รัปชัน ก็ถามว่าคอร์รัปชันในประเทศผม เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วมีเยอะจะเอาออกไปจากประเทศผมได้อย่างไร เขาหันมาถามว่าเขาศึกษาเปรียบเทียบเขาบอกว่าแล้วคุณจะเอาอะไรมาแทนวิถีไทยของคุณ เขาบอกว่าการคอร์รัปชัน เป็นวิถีไทย ผมถามว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้คนจากภายนอก มองเข้ามาคือ ของเรานี้เป็นสังคมที่มีน้ําใจเป็นเรื่องที่ดี วันแรกเราไปทําสมมุติว่าเรา ไปทําเรื่องที่ดิน เขาทําให้เราดีเราก็เอาปลาไปฝาก เราเป็นชาวประมง พอเอาปลาไปฝาก ไปทํา ๓-๔ แปลง พอวันหลังนี้เขาอาจจะอยากทานอย่างอื่นบ้างเราก็ไม่มี อยากจะกินไก่ ก็เอาสตางค์ ๑๐๐ บาทใส่ซองไปให้ สมมุติว่าพอวันหลังค่อย ๆ พัฒนาแต่เริ่มจากวิถีไทย ก็คือการมีน้ําใจ ตรงนี้เป็นรอยต่อที่ทําให้สังคมไทยนี้การคอร์รัปชัน งอกงามงอกไปจาก ความมีน้ําใจเท่านั้นเองตรงนี้ถ้าเราเข้าใจได้ถูกต้องเราจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ก็อยากจะ เรียนว่า

ในส่วนแรกตรงนี้ที่ผมพูดถึง ก็คือว่าการที่เราต้องรักษาวิถีไทยเอาไว้ แต่ว่าต้องนําเสนอว่าการคอร์รัปชัน มีอันตรายอย่างไรลงไปในสังคมด้วย ไม่ใช่จะบอก ให้สังคมนี้เป็นสังคมที่แล้งน้ําใจไม่อย่างนั้นเราจะเสียความเป็นไทยไปก็ไม่สมควร

ประเด็นที่ ๒ ข้าราชการของเราคงจะมีเงินเดือนเท่ากับประเทศสิงคโปร์ไม่ได้ ประเทศสิงคโปร์เดือนละ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ของเราจะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เราจะ ทําอย่างไรเขาคงจะต้องมีรายได้ระดับบริหารนี้เกินจากเส้นความจําเป็นพื้นฐานเข้าไปไม่ใช่ ให้อยู่อย่างลําบากแบบนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าเราก็คงเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ํารวยนัก เราก็คงจะต้องรณรงค์เรื่องความจําเป็นพื้นฐาน หมายถึงว่าความพอเพียง วิถีชีวิตแบบพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงตรงนี้จะช่วยได้ แล้วก็อีกอย่างก็คือว่าระบบของเรา อย่างเช่น ประเทศนิวซีแลนด์อยู่ระดับยอดแต่ว่าประเด็นของประเทศนิวซีแลนด์ก็คือว่าเขาใช้ ข้าราชการน้อยมากเขาใช้เอาท์ซอร์ส (Outsource) ไปหมด เพราะฉะนั้นเวลามีน้อย ก็ช่วยได้เยอะทําให้เราสามารถขยายเงินเดือนได้ แต่ขณะนี้เรามีข้าราชการเยอะมาก พอเยอะมากค่าเงินเดือนเราเข้าไปหลายเปอร์เซ็นต์แล้วก็จะมาให้แต่ละรายได้มาก ตามสมควรนี้ไม่ได้ ดังนั้น ๒-๓ ประเด็นนี้ ผมอยากจะฝากไว้ว่าที่เราเอาตัวอย่างมาเจาะไป ให้ลึกว่าเหตุผลคืออะไร แล้วก็รู้จักตัวเราว่าเราอยู่ในสถานะไหนจะได้แก้ปัญหาได้ถูกนําเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณครับ