คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตและการปฏิบัติมิชอบ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการออกแบบกลไกที่เหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย และการป้องกันและขจัดการทุจริตและปฏิบัติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังอ้างถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ได้ขอสงวนสิทธิ์ไม่ปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการทําผิดของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการดําเนินคดีที่ล่าช้า และการลงโทษผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเห็นด้วยกับที่ทุกท่านพูดมาทั้งข้างบน ทั้งข้างล่างครับ แต่กระผมเชื่อมั่นว่าที่ศึกษามาแล้วนี้ก็สุดยอด และที่จะพัฒนาต่อไป โดยสปท. นี้ก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่การทําของแม่น้ําทุกสายนี้ก็จะเป็นผลดียิ่งขึ้น กระผม ขอพูดประเด็นที่ไม่มีใครพูด แล้วก็อาจจะเป็นประเด็นที่แตกต่างไปกับหลายท่านบ้าง คือกระผมเห็นว่าเงื่อนปมสําคัญที่สุดในการป้องกันและการปราบปรามคอร์รัปชันก็คือ ระยะเวลาในการดําเนินคดีจากเริ่มต้นที่คดีเกิดขึ้นจนคดีถึงที่สุดประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ก็คือผลลัพธ์ของผู้ที่ถูกพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่า มีการกระทําความผิด การคอร์รัปชัน หลายท่านก็บอกว่าแก้ให้หมดไม่ได้หรอก แต่สิ่งสําคัญที่สุดก็คือการป้องปราม สังคมต้องเห็นครับ เด็ก เยาวชนต้องเห็นครับว่าผลลัพธ์ ของการกระทําความผิดนั้นเห็นทันตา ไม่ต้องถึงขนาดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรอก แต่สัก ๒ ปีจบได้ไหมครับ ไม่ใช่ ๑๐ ปี หรือบางคดี ๒๐ ปีนับจากเกิดเหตุขึ้น ท่านประธาน ได้กรุณาพูดถึงเรือขุดมา ข่าวล่าสุดพอออกมาคนจําไม่ได้แล้วว่าแรกเริ่มเรื่องมันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องระยะเวลานี้กระผมจะพูดในประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่าการคอร์รัปชันนะครับ ถ้าผู้มีตําแหน่งทางการเมืองไม่ลงมือกระทําการด้วยแล้วยากที่จะเกิดขึ้นได้ครับ เพราะฉะนั้น การลงโทษผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้เกิดผลทันตานั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุดครับ การปฏิรูปการเมืองของเกาหลีใต้สําเร็จประการหนึ่ง ก็คือว่าพอเขาปฏิรูปสําเร็จแล้วมีอดีตประธานาธิบดีถูกจําคุก ๒ คน มีอดีตประธานาธิบดี ฆ่าตัวตาย ๑ คน มีอดีตประธานาธิบดีออกมาสารภาพผิดอย่างน้อย ๒ คน การลงโทษ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นเราก็พูดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ หรือก่อนหน้านั้น ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนั้นแก้ปัญหาการดําเนินคดีที่ล่าช้า ในที่สุด เราก็ใช้ระบบให้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ให้มีศาลเดียว โดยให้มีองค์คณะเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีความรู้ความสามารถสูง ๙ คน ศาลเดียวจบครับ ไม่มีอุทธรณ์ ในขณะนั้นก็ได้รับความเห็นชอบพ้องกันของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แล้วก็ ได้ผลดีในระดับหนึ่ง แต่ต่อมาก็มีข้อกังวลว่าการมีศาลเดียวเป็นการขัดกับกติการะหว่างประเทศ ในที่นี้ก็คือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองหรือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ในข้อ ๑๔ วรรคห้า สิทธิในกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีอยู่หลายข้อที่เกี่ยวข้องก็คือสิทธิในการอุทธรณ์ ความผิดทางอาญาโดยคณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไป กระผมเน้นว่าเขาหมายถึงคดีอาญา โดยทั่วไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้แก้ไขโดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๘ เปิดให้มีการอุทธรณ์ได้ ในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งจะก่อให้เกิดข้อเท็จจริงใหม่ กระผมเห็นว่าเพียงนั้นก็น่าจะพอ แต่ปัจจุบันในระยะ ๑-๒ ปีที่ผ่านมาก็มีคนพูดกันมากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเขาเรียกว่า อุทธรณ์เทียม เพราะอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะมีหลักฐานใหม่ เราจะต้องแก้ไขให้เป็นอุทธรณ์แท้ ก็คือ อุทธรณ์ได้ในทุกกรณี กระผมเห็นว่าเป็นการเดินถอยหลังเข้าคลองครับ ขอเสนอให้คงรูปแบบ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เอาไว้ ก็คือเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีองค์คณะ ๙ คน และอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ ถามว่าแล้วขัดกับกติกา ระหว่างประเทศไหม กระผมมีข้อคิดดังนี้นะครับท่านประธาน ขอเวลาสักนิดหนึ่ง โดยหลักแล้ว กระผมเห็นว่าปัญหาคอร์รัปชัน ไปสํารวจที่ไหนในประเทศไทยทุกคนก็เห็นว่าเป็นปัญหาหลัก และเรื่องพวกนี้ก็พูดกันมานานแสนนานตั้งแต่ผมยังเล็ก ๆ ว่าการดําเนินคดีตามระบบปกติ ล่าช้า จนกระทั่งออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็แก้ไขให้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐
ในประการที่ ๒ นั้นแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นศาลเดียว อุทธรณ์ไปยังศาลสูงไม่ได้ แต่การออกแบบของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นให้กําเนิดระบบองค์กรอิสระ ป.ป.ช. นี้ เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ทั้งด้านบริหาร และในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่เป็นเสมือนองค์กร กึ่งตุลาการไปด้วย เพราะฉะนั้นการไต่สวนในชั้นของ ป.ป.ช. นั้นจะมีลักษณะคล้ายศาล เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาหาพยานหลักฐานมาดําเนินการ แล้วก็ใช้ระยะเวลานานไม่แพ้กันครับ เพราะฉะนั้นก็สมควรที่จะได้พิจารณา ที่สําคัญก็คือถ้าเราจะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตาม กติการะหว่างประเทศนั้นนี่นะครับ กระผมเห็นว่าอาจจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในมาตรา ๒๗ วรรคสอง และในมาตรา ๓๕ (๓) และ (๔) คีย์เวิร์ด (Keyword) ของมันก็คือเราต้องออกแบบกลไก ให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย และเราต้องออกแบบกลไกป้องกันและขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ
สุดท้ายครับ สุดท้ายของประเด็นนี้ก็คือว่า มีบางประเทศที่เป็นสมาชิก องค์การสหประชาชาติแล้วเขาก็รับกติการะหว่างประเทศทุกฉบับนะครับ แต่มีบางประเทศ เท่าที่กระผมค้นเจอเมื่อ ๒ ปีที่แล้วคือประเทศเนเธอร์แลนด์ครับ เขาก็ได้ขอสงวนสิทธิที่จะ ยังไม่ปฏิบัติตามไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ข้อ ๑๔ วรรคห้า โดยขอสงวนสิทธิว่าราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ขอสงวนสิทธิให้ศาลฎีกามีอํานาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินคดี ที่เกี่ยวข้องกับการทําผิดของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กระผมขอยืนยันเสนอประการเดียว อย่างเด็ดขาดว่าไม่ควรปรับให้กระบวนการคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น อยู่ใน ๒ ศาล ควรจะยืนตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นหลัก เพราะถ้าปรับไปแล้วจะมีปัญหา เรื่องระยะเวลา แล้วจะมีปัญหาเรื่องบางประการที่ตามมาอีกเยอะ ซึ่งกระผมไม่มีเวลาจะอธิบาย จะขออนุญาตไปชี้แจงในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นต่อไป
อีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานคงจะไม่อนุญาตนะครับ ขอสัก ๑ นาทีก็แล้วกัน ผมพูดถึงประเด็นแรก