เอกชัย ศรีวิลาศ หารือเรื่องศาสนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของศาสนาพุทธในประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ทำให้ศาสนากลายเป็นเรื่องรองจากวัตถุนิยม และการขาดศีลธรรมจริยธรรม เอกชัย ศรีวิลาศ พูดถึงยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมศาสนา โดยมี 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างองค์กรและบุคลากรทางศาสนาให้มีความเข้มแข็ง และการนำหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจําวันเพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงาน ชุมชน และยุทธศาสตร์เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา โดยมีแผนการ 3 ข้อ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือศาสนาของประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน โดยมีมาตรการที่ ๔ ในการบูรณาการหลักศาสนาธรรมในการจัดการศึกษาทุกระดับ
เรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา แล้วก็ทําหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการศาสนาด้วย ในเรื่อง ศาสนานั้นก็เป็นเรื่องสําคัญ แล้วในเรื่องศาสนาทางคณะเราก็ไม่นําคําว่าปฏิรูปมาใช้ในศาสนา เหตุว่าหลักทางศาสนาไม่ว่าจะศาสนาใดก็แล้วแต่ก็ได้จบสิ้นไปแล้วเมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปี ๑,๐๐๐ กว่าปีนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะใช้วาระการปฏิรูปในลําดับที่ ๓๖ ว่าส่งเสริม ความเข้มแข็งของสถาบันศาสนาเพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม และเราได้พิจารณา และดูประกอบกับมีตัวเลขข้อมูลต่าง ๆ ที่มีนักวิชาการได้ทํางานวิจัยเอาไว้เรื่องศาสนาโดยเฉพาะในศาสนาพุทธ เพราะว่าศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนาหลักของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และถือว่าศาสนาเป็นเสาหลักของประเทศ ถ้าเผื่อมองถึงเอกลักษณ์ของชาติเราถือว่ามีเสาหลัก ๔ เสา คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาสนาพุทธ ก็เป็นศาสนาที่ชาวไทยนับถือมานาน แล้วตามตัวเลขของสํานักงานสถิติแห่งชาติในปี ๒๕๕๔ ได้สํารวจประชากรอายุ ๑๓ ปีขึ้นไป พบว่าคนไทยนับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๙๔.๖ ศาสนาอิสลามร้อยละ ๔.๖ ศาสนาคริสต์ร้อยละ ๐.๗ ที่เหลือไม่มีศาสนาหรือศาสนาอื่น ๆ ในระยะเวลาที่ผ่านมาศาสนามีความผสมกลมกลืนกันอย่างมากแล้วก็สอดแทรกอยู่ในศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนทั้งหมด อันนี้ถือว่าเป็นการหลอมรวมอัตลักษณ์ แห่งความเป็นพลเมืองของผู้ที่มีจิตใจอันงดงามแล้วก็มีสิ่งที่รักสันติมาอย่างยาวนาน สภาพสังคมไทยในปัจจุบันนั้นมีการพัฒนาด้านวัตถุอย่างมากตามที่เราได้เห็นกันทั่วไป แล้วก็ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรม แล้วก็การนําหลักศาสนธรรมไปปฏิบัติในหมู่ชนส่วนใหญ่ ซึ่งเห็นได้จากข่าวสารผ่าน สื่อมวลชนต่าง ๆ มากมาย บางครั้งก็เป็นข่าวสารที่นําไปสู่การโจมตีกันระหว่างศาสนาก็มี สะท้อนให้เห็นว่าสภาพผู้คนที่ขาดศีลธรรมแล้วก็หลงใหลในวัตถุ นิยมความฟุ่มเฟือย นิยม แหล่งอบายมุข ขาดจิตสํานึกในหลักศาสนา มีพฤติกรรมทุจริตแล้วก็ประพฤติมิชอบ อย่างแพร่หลายเพราะว่าไม่มีศาสนากล่อมเกลาจิตใจ ขาดความละอาย ก็เกือบจะทุกมิติ ในสังคมที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นภาคประชาสังคมไทยก็ประสบความล้มเหลว ตลอดจนโลกาภิวัฒน์ก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทําให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้มีการกระทบอย่างมหาศาล รวมไปถึงระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ก่อให้เกิดการแย่งชิงกันแข่งขันกันอย่างสูง ทําให้คนไทยหลงใหลในวัตถุนิยม ไม่ยึดหลัก ความพอเพียงในชีวิต เกิดความเสื่อมถอยและวิกฤติศรัทธาในหมู่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลที่เราได้รับมาในระหว่างที่เราศึกษาโดยเฉพาะเราได้ศึกษาดูในสถานที่ต่าง ๆ เนื่องจากว่าเราศึกษาศาสนาหลัก ๆ ก็คือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม แล้วก็ศาสนาคริสต์ แล้วเราก็ได้เชิญตัวแทนมาพูดคุยด้วย สําหรับตัวเลขที่น่าสนใจในศาสนาของพุทธศาสนา ในพุทธศาสนาถ้าเผื่อพูดถึงจํานวนองค์กรไม่แสวงหากําไรในประเทศไทย มีองค์กร ทางศาสนาในปี ๒๕๔๔ มี ๓๔,๒๕๔ องค์กร ในปี ๒๕๔๙ เพิ่มมาอีก ๕ ปี เพิ่มมาถึง ๔๑,๓๗๑ องค์กร นี่แสดงว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณพอสมควร สําหรับวัดในประเทศไทยนั้น วัดที่มีพระสงฆ์ทั่วประเทศอยู่ ๓๗,๐๗๕ วัด แล้วก็เป็นพระอารามหลวง ๒๙๐ วัด แล้วก็เป็น วัดราษฎร์ ๓๖,๗๘๕ วัด มีวัดร้างที่เกิดขึ้น อันนี้ก็มีผลจากการที่ได้ไปลงพื้นที่และได้พูดคุย วัดร้างที่มีถึง ๕,๙๒๔ วัด หลาย ๆ วัดก็ถูกบุกรุก หลาย ๆ วัดจํานวนมากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือว่าทํานิติกรรมให้เป็นธรณีสงฆ์ สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าเมื่อดูจากงานวิจัยของอาจารย์ณดา จันทร์สม จากนิด้า มีเรื่องการบริหารจัดการภายในวัด ก็ดูจากที่อาจารย์ได้เสนอมาว่า มีการแต่งตั้งไวยาวัจกรถึง ๙๒.๔ เปอร์เซ็นต์ที่มี อันนี้ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีนะครับ แต่ว่าการคัดเลือกผู้ที่จะทําหน้าที่เป็นไวยาวัจกรก็มาจากเจ้าอาวาสแต่งตั้งเสีย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะมีคณะกรรมการวัดจํานวนมาก ๙๑.๗ เปอร์เซ็นต์ที่มีกรรมการวัดในการบริหาร จัดการวัด วิธีการคัดเลือกกรรมการวัดก็เจ้าอาวาสเป็นผู้คัดเลือก ๕๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ตัวเลข ดูแล้วก็น่าสนใจ เพราะสาเหตุว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องธรรมาภิบาลต่าง ๆ พวกนี้นะครับ มีการบันทึกรายรับรายจ่ายของวัดที่ดําเนินการทุกวัน ๗๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วมีการรายงานการเงินของวัดทุกปี ๖๐ เปอร์เซ็นต์ มีการตรวจสอบบัญชี ด้วยนะครับ เพราะว่าวัดเดี๋ยวนี้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายใหม่ มีการตรวจสอบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการเปิดเผยรายงานการเงินของวัดให้แก่สาธารณชน ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นตัวเลข ที่ดีทั้งนั้นเลยครับ แล้วนอกจากนั้นก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับรายรับ รายจ่าย วิธีดําเนินการอะไร ต่าง ๆ พวกนี้ ก็มีตัวเลขประกอบซึ่งอยู่ในผนวกเอกสารที่แจกจ่ายไปนะครับ เมื่อเรา มาดูรายละเอียดทั้งหมดแล้วในคณะของเราก็เลยคิดว่าเราควรจะสร้างความเข้มแข็ง ของสถาบันศาสนาเพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม แล้วก็เพื่อที่จะลดความขัดแย้ง ให้เกิดความกลมกลืนมากขึ้น เราเสนอไว้เป็น ๕ ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน
ยุทธศาสตร์แรก เรามองไปที่องค์กรและบุคลากรทางศาสนา อันนี้ไม่ใช่เป็นที่ พระสงฆ์องค์เจ้านะครับ เราจะเห็นว่ามีองค์กรตามศาสนาเกิดขึ้นมาถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าองค์กร ในการอภิปรายก็มีการพูดคุยว่ามีพระปลอม แต่ก็ได้บอกว่าไม่ใช่พระปลอมหรอก มีฆราวาส นี่ละปลอมเป็นพระแล้วก็ไปหากิน อันนี้คือเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน สิ่งที่เราเสนอไป ทราบว่าทางรัฐบาลได้ให้ทางสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปดําเนินการส่วนหนึ่ง แล้วผมก็ได้พบกับท่านเจ้าประคุณในมหาเถรสมาคม บางท่านก็ได้บอกกับผมว่าได้รับ เอกสารแล้ว แล้วก็กําลังดําเนินการอยู่ แล้วท่านก็ไปเปิดเวทีพื้นที่มา ๕ พื้นที่แล้วทั่วประเทศ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการขับเคลื่อนไปแล้วส่วนหนึ่งนะครับ
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ นั้นเราต้องการสร้างให้องค์กรและบุคลากรทางศาสนา มีความเข้มแข็งนั้น เราได้กําหนดว่าให้มีมาตรการสร้างเสริมความรู้ความสามารถในการ บริหารจัดการ และสร้างเสริมธรรมาภิบาลให้กับผู้บริหาร บุคลากรทางศาสนา อันนี้ ก็มีองค์กรต่าง ๆ เริ่มทําอยู่แล้ว เช่น นําพระสงฆ์องค์เจ้าที่จะต้องเป็นนักเทศน์ หรือสอนศาสนาก็จะนําไปที่อินเดียเพื่อไปศึกษาธรรมอย่างแท้จริงเพื่อกลับมาสอนศาสนา แล้วก็ทําโดยหางบจากองค์กรเอกชนมาร่วมในการที่จะดําเนินการตรงนี้ด้วยส่วนตัว แล้วก็ยังมีอีกหลายที่ โดยเฉพาะโรงเรียนต่าง ๆ ที่มีการใช้หลักธรรมมาใช้ในการบริหาร จัดการในโรงเรียน มาตรการที่ ๒ ให้กําหนดมาตรฐานการบริหารจัดการศาสนสถาน ให้มีมาตรฐาน และองค์กรศาสนามีระบบและโครงสร้างที่เข้มแข็ง อันนี้ก็สําคัญมากเลย เพราะว่าถ้าเผื่อไม่มีมาตรฐานแล้วก็ไม่มีสิ่งที่จะต้องกําหนดว่ามาตรฐานคืออย่างไร ก็อยู่ในธรรมาภิบาลแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมีบริหารจัดการตามอิสระหรือตามอัธยาศัย ที่ดําเนินการเราก็คิดว่าน่าจะสร้างมาตรฐานตรงนี้ แล้วเป็นส่วนดีอย่างหนึ่งก็คือผมมีโอกาส ไปร่วมกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จเมื่อสัก ๓ ปีเศษมาแล้ว ให้ช่วยเขียนเป็นหลักสูตรที่จะ ให้พระที่จะเป็นผู้บริหารของวัดควรจะรู้ในเรื่อง ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ๑. ก็คือเรื่องหลักธรรม ๒. เรื่องการบริหารจัดการ และ ๓. คือบริหารคน และบริหารทรัพย์สิน อันนี้ถือว่า ท่านพระคุณเจ้าก็ได้เริ่มดําเนินการที่จะทํา คิดจะทําตรงนี้อยู่แล้วนะครับ
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ นั้นเราได้กําหนดให้การนําหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติ ในชีวิตประจําวัน ทั้งระดับบุคคล องค์กร เพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน อันนี้เราได้เห็นส่วนดี ของศาสนา ไม่ว่าศาสนาใด ขณะนี้ก็มีการทํากิจกรรมโดยเฉพาะในศาสนาพุทธผมเห็นตาม ในห้างสรรพสินค้าบางทีก็ยกวัดมาไว้ที่ห้างสรรพสินค้าก็มี พูดง่าย ๆ ว่ายกศาสนา เข้ามาใกล้กับฆราวาสต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ก็เป็นส่วนที่ดีเหมือนกันนะครับอันนี้ เราได้เสนอมาตรการเอาไว้ในการที่จะให้ไปสู่ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ ด้วย ๔ มาตรการ
มาตรการแรก คือส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทํางาน ชุมชน อันนี้ก็มีคนทํากิจกรรมมาแล้ว เช่น มีคู่มือของคุณธรรมจริยธรรม แล้วก็ให้ครอบครัวพ่อแม่ไป แล้วก็มีการสัมภาษณ์เวลาจะเข้าโรงเรียนสัมภาษณ์สอบถามว่า ได้บริหารจัดการ ได้คุยกันเรื่องกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ให้ไปไหม ถ้าเผื่อใครสามารถดําเนินการได้ ก็จะให้เข้าสู่โรงเรียนต่อไป แล้วก็ให้โรงเรียนได้นําเอาหลักธรรมตรงนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในโรงเรียนด้วย
มาตรการที่ ๒ สังคมนําหลักธรรม ศาสนธรรม คุณธรรม ประเพณี และวัฒนธรรมไทยอันดีงามมาปฏิบัติในชีวิตประจําวันในการทํางานอย่างแท้จริง อันนี้ เราได้เห็นแล้วว่าองค์กรต่าง ๆ ที่นําเอาหลักธรรมมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร มีการสอนนั่งสมาธิภายในองค์กรของตัวเองก็จะมีเยอะ แล้วก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเวลา ณ ปัจจุบันหรือเวลาที่ผ่านมา
มาตรการที่ ๓ คือสร้างแรงจูงใจให้องค์กรและภาคประชาชนเข้ารับการอบรม หลักสูตรทางศาสนาและการฝึกการปฏิบัติธรรม อันนี้สถาบันพระปกเกล้าเองขณะนี้ก็มี หลักสูตรวิทันตสาสมาธิสอนอยู่ในที่สถาบันพระปกเกล้า ก็มีคนมาอบรมแล้วก็มานั่งวิปัสสนา กรรมฐานจํานวนมากพอสมควรเหมือนกัน แล้วเราจะเห็นหลักสูตรอย่างนี้มีเกิดกระจายขึ้น ทั่วไป เราอยากให้มีการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
มาตรการที่ ๔ นั้น นําหลักศาสนาไปดําเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ อันนี้อาจารย์วินัย ดะห์ลัน ซึ่งอยู่ใน สปท. ด้วยคงจะช่วยขยายตรงนี้ให้อย่าง ชัดเจนว่าเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างไร โดยเฉพาะในศาสนาอิสลามที่ทําเรื่องเกี่ยวกับ อาหารฮาลาล และการจัดการพื้นที่สําหรับการศึกษา การเรียนรู้ การประกอบพิธีทางศาสนา ต่าง ๆ ในสถานศึกษาหน่วยงานและสถานประกอบการ อันนี้เราคิดว่าต้องเปิดพื้นที่ ทางศาสนาให้มากขึ้น มิใช่อยู่เฉพาะในวัด สถานที่สาธารณะ สถานที่ที่เป็นคนพลุกพล่าน อะไรต่าง ๆ พวกนี้ก็สามารถที่จะจัดเป็นพื้นที่สนับสนุนให้เกิดการทํากิจกรรมทางศาสนาได้
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชนของ ทุกศาสนา อันนี้เรามองแล้วว่าทุกศาสนามีหลักยึดเหนี่ยวที่จะทําให้คนเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราน่าจะมีกิจกรรมที่ให้ทุกศาสนาโดยเฉพาะศาสนา หลัก ๆ ในประเทศไทย ๕ ศาสนาเข้ามาร่วมกันในการทํากิจการศาสนสัมพันธ์ อย่างน้อย ปีละ ๑ ครั้งจะที่ไหนก็แล้วแต่ อาจจะทําทั่วประเทศหรือทําส่วนกลางที่ท้องสนามหลวงก็ได้ เพื่อให้เรียนรู้หลักศาสนาของแต่ละศาสนาร่วมกัน และทํากิจกรรมร่วมกันในส่วนนี้ เป็นการส่งเสริมให้เคารพสิทธิเสรีภาพในการดํารงชีวิตตามหลักคําสอนของศาสนาระหว่างกัน และทําความเข้าใจระหว่างกันด้วย มิใช่นําเอาหลักศาสนามาใช้สําหรับการโจมตีซึ่งกันและกัน
มาตรการที่ ๒ นั้นส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างศาสนาและสร้างความร่วมมือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่สําคัญร่วมกันอย่างจริงจัง อันนี้ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็สามารถ ที่ใช้หลักธรรมทางศาสนามาช่วยร่วมกันและแก้ปัญหาได้ อันนี้ผมเห็นพื้นที่ที่เกิดขึ้นแล้วก็ มีความสวยงามมากคือจังหวัดสตูล มีโอกาสไปตรวจเขาหลายครั้ง เขาได้นําเอาหลักศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนามุสลิม มาทําร่วมกัน ทําแยกกัน แล้วในปีหนึ่งก็จะมีทํา ร่วมกันด้วย ที่ไหนไม่มีศาสนสถานก็สามารถใช้พื้นที่ร่วมกันก็ได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
มาตรการที่ ๓ จัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศาสนิกระดับชาติ อันนี้ เป็นสิ่งสําคัญมากเพราะว่าเราจะเปิดอาเซียน (ASEAN) ในอาเซียน (ASEAN) มีศาสนาทั้งหมด ที่หลากหลายมากศาสนาที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศที่มีความเข้มแข็งทางศาสนาอิสลาม เป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็คือประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่เป็นคาทอลิกที่ใหญ่ ระดับโลกก็คือประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศพุทธที่ใหญ่ระดับโลกก็คือประเทศไทย ประเทศเมียนมา และ สปป. ลาว เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดอาเซียน (ASEAN) เรื่องศาสนาเป็นสิ่งสําคัญมากที่ต้อง ให้เกิดศาสนสัมพันธ์ตรงนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะเกิดปัญหาได้ในอนาคต
มาตรการที่ ๔ นั้นคือส่งเสริมประเทศไทยเป็นศูนย์รวมในการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือศาสนาของประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เพราะประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราน่าจะตั้งตรงนี้เป็นศูนย์กลางเครือข่ายในการสร้าง ความร่วมมือเกี่ยวกับศาสนาทั้งหมด
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษาในการบูรณาการ หลักศาสนาธรรมในการจัดการศึกษาทุกระดับ อันนี้เรามีมาตรการที่จะดําเนินการอยู่ ๓ มาตรการ คือ
มาตรการแรก ส่งเสริมและผลักดันคณะทํางานพัฒนาศักยภาพสถานศึกษา ในการบูรณาการหลักศาสนธรรมในการจัดการศึกษาทุกระดับ ก็มีการแทรกซึ่งเดิม ก็มีโรงเรียนอยู่ในศาสนสถานอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการเอาโรงเรียนออกมานอกศาสนสถาน ทําให้หลักธรรมต่าง ๆ ก็ไม่ได้ถูกซึมซาบเข้าไปอยู่ในเด็กนักเรียน เราอยากจะให้ฟื้นตรงนี้ กลับคืนมา
มาตรการที่ ๒ พัฒนาระบบการผลิตครู การต่อใบอนุญาตวิชาชีพครู การเลื่อนวิทยฐานะให้มีเกณฑ์มาตรฐานเรื่องศีลธรรม เรื่องคุณธรรมจริยธรรม แล้วก็การสอน หลักธรรมตามแบบบูรณาการ อันนี้คิดว่าน่าจะเสริมสร้างทําให้เกิดครูที่มาสอนเรื่องศาสนา ให้เด็กนักเรียนได้ เพราะว่าจะไปหวังให้พระมาสอนในศาสนาเอง ไม่ใช่เฉพาะเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์เองเท่าที่ถามก็มีคนบวชน้อยลงเช่นเดียวกัน
มาตรการที่ ๓ ส่งเสริมและผลักดันให้สถานศึกษาทุกแห่งมีหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนที่เน้นนําหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจําวัน เพื่อสร้างนิสัยดีพื้นฐาน หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม ตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงระดับอุดมศึกษา อันนี้สามารถดูตัวแบบได้ มีหลาย ๆ โรงเรียนที่นําเอาหลักธรรมตรงนี้ มาเป็นหลักพื้นฐานขั้นต้นเลยในการสอนในโรงเรียน
ยุทธศาสตร์สุดท้าย เป็นการส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะช่วยทําให้ศาสนาได้เผยแพร่ผ่านทางสื่อ แล้วก็ลดการใช้คํารุนแรง วาจาจาบจ้วงอะไรต่าง ๆ ในการใช้สื่อให้ลดเบาลง ให้สื่อนี้เป็นตัวแบบแล้วก็เป็นตัวแทน ที่จะเป็นสื่อส่วนกลางที่จะนําเอาศาสนานี้เข้ามาอยู่ในสื่อต่าง ๆ ทั้งระดับที่จะนําเอาหลักศาสนา มาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือมีโรงเรียน องค์กรอะไรทําเรื่องศาสนาหลักธรรมดี ๆ ก็นํามา เผยแพร่ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ได้รับรู้รับทราบด้วย ในการนําเสนอของผมมีเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ