เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นำเสนอแนวทางวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีดุลยภาพ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการรวมตัวกันเป็นสถาบันวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงงานศิลปะ วัฒนธรรม และช่วยให้ชุมชนมีที่พักผ่อนหย่อนใจ
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะนําเสนอเป็นภาพฉายประกอบการพูด แล้วก็ ขอแจกเอกสาร ๒ ชิ้น เอกสารที่เกี่ยวกับภาพฉายกับ อีกเรื่องหนึ่งเป็นบทความเรื่อง แนววัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบความเข้าใจ เนื่องจากเวลาเรามีไม่มากนัก ก็ขอเกริ่นกล่าวถ้อยคําสําคัญในภาพที่จะปรากฏนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ก่อนอื่นขอบอกว่างานที่เราทํามาตลอดทั้งปี ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนานั้นได้ข้อมูล และประสบการณ์อันมากมาย คิดว่าเรื่องที่เราทําประมวลไว้เรียบร้อยก็จะมานําเสนอ ให้สมาชิก สปท. ช่วยกันขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม พวกเรายินดีที่จะให้ความร่วมมือ ทุกประการครับ มีคําสําคัญที่อยากจะอ่านให้ฟังว่าก่อนที่เราจะคิดเป็นอะไรต้องรู้ให้ได้ ก่อนว่าอะไรที่ทําให้เราเป็นเรา คือก่อนที่เราคิดจะเป็นอะไรในโลกนี้ เราต้องถามตัวเอง ให้ได้ก่อนว่าอะไรที่ทําให้เราเป็นเราอยู่ทุกวันนี้ คําตอบก็คือวัฒนธรรมครับ วัฒนธรรมทําให้ เราเป็นเราอยู่ทุกวันนี้ บางทีเราก็ลืมหรือไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร เหมือนกับเรามีลมหายใจ แต่เรามักไม่ค่อยจะให้ความสนใจกับลมหายใจเท่าไร ไม่เชื่อท่านลองหายใจลึก ๆ หายใจลึก ๆ เมื่อนึกได้ท่านจะอยู่กับตัวเองตลอดเวลา งานวัฒนธรรมก็เช่นกันครับ แล้วก็ความหมายโดยรวมนะครับ วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิตครับ วิถีชีวิต ขอลงลึก ในเรื่องศัพท์แสงหน่อย เพราะว่าภาษาไทยของเรามีภาษาของต่างชาติเข้ามาปนเยอะ เพราะฉะนั้นการทําความเข้าใจกันจะต้องตกลงในเรื่องถ้อยคําภาษาให้ชัดเจนก่อนครับ อย่างวัฒนธรรมนี่ ผมคิดว่าหลายคนก็เข้าใจไปคนละทางกันได้ ที่จริงวัฒนธรรมมันมาจาก ศัพท์ที่ว่า วัฒนะ กับ ธรรมะ วัฒนะ แปลว่า งอกเงยขึ้นนะครับ ไม่ได้แปลว่าเจริญครับ งอกเงย กรมพระวชิรญาณวงศ์ท่านแปลศัพท์บาลีว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน โลก วฑฺฒโน ตรงนี้ ท่านแปลว่า รกโลก น สิยา โลกวฑฺฒโน ไม่พึงเป็นคนรกโลก ฉะนั้น วฑฺฒโน วัฒนะ ตรงนี้รกก็ได้ ฉะนั้นวัฒนะแปลว่างอกเงยเฉย ๆ ครับ ถ้างอกงามมันก็ดี ถ้างอกไม่งามคือ งอกง่อยมันก็ไม่ดีใช่ไหมครับ งอกเงยเท่านั้น แล้วก็ธรรมะ แปลว่า การทรงไว้ซึ่งความเป็น เช่นนั้น มาจากคําว่า ธ กับ ร ธะระ หรือ ธร ถ้าภาษาอังกฤษก็คือซัชเนส (Suchness) ความเป็นเช่นนั้น วัฒนธรรมก็คือสิ่งที่มันงอกเงยขึ้น งอกเงยขึ้น หมายความว่า เป็นสิ่งที่ คนทําขึ้น ภูเขา ทะเล ท้องฟ้า ไม่ใช่วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่สิ่งที่คนทําขึ้นนี่ละครับคือวัฒนธรรม เพื่ออะไรครับ เพื่อประโยชน์ในการเป็นอยู่ เป็นสุข ทั้งของตัวเองและส่วนรวม สังคม หรือมนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมในความหมายกว้างที่สุดอย่างที่นิยามก็คือวิถีชีวิต นั่นเอง สิ่งที่เราพูดนั้นเป็นเรื่องสําคัญมากครับ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเราจะต้องดูว่า เราทําอะไร แล้วงานวัฒนธรรมเป็นงานพัฒนาคุณภาพคนครับ ทุกสิ่งอาจจะล่มสลายหรือว่า พัฒนาเติบโตได้ แต่วัฒนธรรมเป็นต้นทุนที่เรามีอยู่แล้ว เราเพียงแต่ขาดความเอาใจใส่ เท่านั้นเอง ทําให้มันงอกเงยขึ้นในทางที่ดี วัฒนธรรมถ้าพัฒนาไปในทางที่ดีก็เป็น อารยธรรมครับ ถ้าพัฒนาไปในทางที่ไม่ดีก็เป็นหายนะธรรม ฉะนั้นวัฒนธรรมเป็น คํากลาง ๆ ครับ สําคัญก็คือว่าวัฒนธรรมเป็นผลผลิตของสังคม แล้วสังคมก็ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของเศรษฐกิจ แล้วก็ตั้งอยู่ใต้ร่มของการเมือง เพราะฉะนั้นเวลาเราจะพูดว่าสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม จะพูดรวม ๆ กันไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง แต่วัฒนธรรมนี่แทรกอยู่ ในทุกเรื่อง อย่างมาตรา ๙๓ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่เราร่างไว้ มาตรา ๙๓ ว่า รัฐต้องส่งเสริม วัฒนธรรมและศิลปะ โดยคํานึงถึงวัฒนธรรมในทุกมิติ วัฒนธรรมในทุกมิตินี้หมายความว่า ทุกเรื่องเป็นวัฒนธรรมได้หมดนะครับ การเมืองก็เป็นวัฒนธรรม เศรษฐกิจก็เป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทางการเมือง วัฒนธรรมทั้งหลายเป็นวัฒนธรรมได้หมด ความหมายที่ครอบคลุมว่าวัฒนธรรมในทุกมิติ เพื่อให้เป็นรากฐานเอกลักษณ์ของชาติ และท้องถิ่น บริหารจัดการวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างมีดุลยภาพ และเปิดพื้นที่สาธารณะสําหรับกิจกรรมด้านศิลปะ วัฒนธรรม ทั้งนี้ โดยต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่นเข้ามา มีส่วนร่วมในการดําเนินการตามมาตรานี้ นี่เป็นเรื่องสําคัญครับ แล้วก็ควรจะได้รับการดูแล บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยครับ เพราะว่าเวลานี้โลกกําลังต่อสู้กันด้วยการใช้อาวุธ ทางวัฒนธรรม อย่างประเทศเกาหลีทุกวันนี้ ร้านอาหารเกาหลี ขวัญใจวัยรุ่นดาราเกาหลี เพราะอะไรครับ เพราะเขาพัฒนาเร่งวัฒนธรรมจนกลายเป็นอาวุธทางวัฒนธรรม เมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนมีการสัมมนาที่กรุงโซล ผมมีโอกาสได้ไปร่วม เชื่อไหมครับ เฉพาะกรุงโซล มีโรงละครร่วมสมัยถึง ๖๐ โรง ถามว่าเขาอยู่ได้อย่างไร เขาบอกว่ารัฐบาลช่วยงบประมาณ ครึ่งหนึ่งทุกโรงครับ เพราะฉะนั้นไม่น่าประหลาดใจที่ ๓๐ ปีต่อมาแดจังกึมถึงตีตลาด ละครไทย ตีตลาดละครโลก ท่านเชื่อไหมครับว่าละครแดจังกึมเรื่องเดียวทํารายได้ให้ ประเทศเกาหลีเป็นหมื่นล้านบาท หนังเกาหลีจะจับเรื่องอะไรก็สามารถตีตลาดฮอลลีวูดได้ เพราะอะไรครับ เพราะเขามีพัฒนาการครับ พัฒนาการเรื่องการแสดง การเขียนบท เรื่องดนตรี ทั้งผู้สร้าง ทั้งผู้เสพมาพร้อมกัน ฉะนั้นเขาจึงใช้งานวัฒนธรรมเป็นอาวุธทาง วัฒนธรรมไปแล้ว ขณะที่เรายังกระจัดกระจายเรี่ยราดมาก เราจึงเห็นความสําคัญว่าจะต้อง ใช้งานวัฒนธรรมมาเป็นฐานเพื่อให้เป็นคุณค่าเยียวยาสังคม แล้วก็แปรเป็นมูลค่าในทาง เศรษฐกิจได้ด้วย เราถึงได้เสนอปฏิรูปในหมวดปฏิรูปของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ (๔) จุดนี้ จะเป็นคานงัดเรื่องวัฒนธรรมในประเทศของเรา คือสนับสนุนให้มีสมัชชาศิลปะ วัฒนธรรม ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น รวมทั้งจัดให้มีระบบดูแลทุนทางวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมประชาชนและชุมชนในการสร้างเสริมศิลปะ วัฒนธรรม เราได้เสนอเป็น แนวนโยบายไว้ ๖ ข้อ ซึ่ง ๖ ข้อนี้ได้ผ่าน ครม. ไปแล้ว แล้วทาง ครม. คณะรัฐมนตรีก็ผ่านไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อจะให้พิจารณาร่วมกันไปแล้ว ผมขอชี้แจง ๖ ข้อที่ว่าสําคัญนี้ก็คือ
ข้อ ๑ ก็คือการสร้างอํานาจและบริหารจัดการเรื่องวัฒนธรรมอย่างมีดุลยภาพ ดุลยภาพในที่นี้หมายถึง ๓ ส่วนสําคัญ คือ ราชการ เอกชน เอกชนก็คือธุรกิจ แล้วก็ ภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมหมายถึงสมาคม องค์กร ชุมชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ งานวัฒนธรรม ตอนนี้มีนิมิตหมายอันดี เรื่องของวรรณกรรมกําลังจะรวมตัวขึ้นเป็นสถาบัน วรรณกรรมแห่งชาติ หรือกับที่ประเทศมาเลเซียเขามีเดวัน บาฮาซา (Dawan Bahasa) เราได้ประชุมกันแล้วระหว่างสมาคมนักแปล สมาคมภาษา สมาคมนักเขียน สมาคมนักกลอน และสมาคมการละเล่นต่าง ๆ จะมารวมตัวกันเป็นสถาบัน แล้วก็ต้องการการเสริมพลัง สานพลังร่วมกันระหว่างราชการ เอกชน และภาคประชาสังคม งาน ๓ อย่างนี้จะเป็นการทํา ให้งานของงานวัฒนธรรมมีพลังร่วมกันไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายเดียว ที่แล้วมางานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นของประชาชนนี่ละครับ แต่ว่าถูกกําหนดแค่ ๒ ภาคเท่านั้นก็คือราชการกับเอกชน ส่วนประชาชนที่เป็นศิลปินก็ดี เป็นสมาคมต่าง ๆ ถ้าไม่สั่งมาเขาก็ไม่ทํา เราเห็นว่าสภาพนี้ อยู่ไปไม่ได้สถานการณ์โลกที่กําลังใช้วัฒนธรรมเป็นอาวุธ เราจะต้องรวมกันให้เข้มแข็ง สานพลังร่วมกันให้ได้ เพราะฉะนั้นข้อที่ ๑ สําคัญมากคือการจัดการหน่วยงานวัฒนธรรม อย่างมีดุลยภาพ ๓ ส่วนต้องเป็นพลังร่วมกัน
ประการที่ ๒ ก็คือจะต้องมีองค์กรมารองรับดุลยภาพนี้ นั่นก็คือสมัชชาศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ สปช. ได้ร่างเป็นพระราชบัญญัติเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่การแก้ไขอีกนิดหน่อย แล้วก็ผลักดันให้เป็นกฎหมายขึ้นมา นั่นก็คือการรวมตัวของ ๓ ภาคส่วนที่ว่านี้ขึ้นมาในรูปของสมัชชา
ประการที่ ๓ ก็คือสมัชชาที่เป็นตัวสานพลัง ๓ ภาคส่วนจะช่วยกันวางแผน แม่บททางงานวัฒนธรรมของชาติขึ้นมา แผนแม่บทในที่นี้หมายถึงว่าท่านสมัชชาระดับพื้นที่ หรือสมัชชาเชิงประเด็นซึ่งควรจะกําหนดร่วมกันขึ้นมาให้เป็นวาระของชาติ นี่คือประการที่ ๓
ประการที่ ๔ ก็คือการเปิดพื้นที่ เปิดพื้นที่หมายความว่าทุกจังหวัด ทุกชุมชน ด้วยซ้ําไปควรจะมีเวทีวัฒนธรรม ซึ่งเวลานี้หลายจังหวัดเริ่มทําแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชูชาติ อินสว่าง ซึ่งเป็นกรรมาธิการใน สปช. ของเรา ท่านก็เปิดพื้นที่ที่จังหวัดของท่าน การเปิดพื้นที่นอกจากช่วยให้เยาวชน เหมือนกับที่ทางกีฬาท่านอภิปรายไปเมื่อที่ผ่านมา ชุมชนเขาจะได้มีที่พักผ่อนหย่อนใจของเขา โดยเฉพาะลานวัฒนธรรม แล้วก็สิ่งดี ๆ ทั้งหลาย ที่เราควรจะให้เยาวชนได้รับรู้ เรียนรู้ เช่น ดนตรีไทย หรือดนตรีพื้นบ้าน หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เด็กเขาจะได้มีโอกาสมาแสดงความสามารถของเขา ชุมชนก็จะได้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ จะเกิดลักษณะที่เรียกว่าของเก่าก็ไม่หาย ของใหม่ก็ไม่หด ทุกวันนี้ถ้าเราปล่อยให้เป็นสภาพ อย่างนี้ของเก่าก็หาย ของใหม่ก็หด เราได้แต่โหนห้อยต้อยตามไปกับอิทธิพลของวัฒนธรรม ที่เขาแข็งแรงกว่า ทั้งที่จริงเรามีรากวัฒนธรรมที่แข็งแรงมากครับ แต่ว่าเราขาดการสานพลัง นี่ละครับในการเปิดพื้นที่สําคัญมาก ๆ แล้วชาวบ้านเราทุกวันนี้ถ้าไม่มีพื้นที่ที่ไปพักผ่อนหย่อนใจ อย่างนี้ ผมใช้คําพูดว่ากลางวันก็เดินห้าง กลางคืนก็นั่งเฝ้าจอแล้วก็นอนรอถูกหวยกัน เท่านั้นเอง นี่คือสภาพที่เป็นจริงนะครับ ถ้าหากว่าเราไม่บูรณาการในเรื่องวัฒนธรรม ร่วมกันให้เห็นจริง ๆ มันจะเกิดสภาพนั้นขึ้นจริง ๆ แล้วเราก็จะตกเป็นเหยื่อของวัฒนธรรม ของชาติที่เขาแข็งแรงกว่า ยิ่งอาเซียน (ASEAN) จะมาด้วยแล้ว เรากําลังค้นหารากเราไม่เจอ อันตรายมากครับ อันนี้คือข้อที่ ๔ ที่เราขับเคลื่อนพยายามที่จะให้เป็นพิมพ์เขียวว่าอย่างนั้นเถอะ
ข้อ ๕ ก็คือทุนทางวัฒนธรรมครับ เรามีทุนของทางวัฒนธรรมอยู่แล้วแต่ว่า ขาดการจัดตั้งขึ้นมาเป็นกองทุน กระทรวงวัฒนธรรมก็มีทุนอยู่มากมายหลายทุนครับ แต่ว่าไม่มีพลังพอ ทีนี้ทุนทางวัฒนธรรมที่ว่านี้จะต้องมาสนับสนุนเรื่องสมัชชาถึงจะเป็น การประสานพลังทั้ง ๓ ส่วน คณะกรรมาธิการของเราดําริเรื่องนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ปรีชา เถาทอง ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ท่านแสดงภาพ มีคนซื้อภาพได้เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านให้เป็นสํารองกองทุนทางวัฒนธรรมซึ่งมีเงินรองรังอยู่แล้ว ลักษณะนี้ เราสามารถจะทําได้ให้เป็นทุนทางวัฒนธรรมของสมัชชาอันนี้ อันนี้คือประการที่ ๕
ประการที่ ๖ สุดท้ายคือสิทธิในการเข้าถึงงานศิลปะ วัฒนธรรม และงาน ศิลปะ วัฒนธรรมก็ควรจะเข้าถึงประชาชนด้วย ผมยกตัวอย่างไว้อย่างหนึ่งก็คือเรื่องสิทธิของ ประชาชนในการเข้าถึง เช่นยกตัวอย่างไว้ว่าชาวเชียงใหม่ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นมาเขาเห็นดอยสุเทพ วันหนึ่งเกิดมีตึกขึ้นมาระฟ้าทําให้เขามองไม่เห็น เขามีสิทธิที่จะคัดค้าน มีสิทธิที่จะเรียกร้อง การได้เห็นดอยสุเทพของเขา นี่เป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่ประชาชนควรจะได้เข้าถึง งานศิลปะ วัฒนธรรม
อีกประการหนึ่ง โครงการที่ผมตั้งไว้คือคําว่าภาพประดับเมือง เพราะเวลานี้ เราว่าเห็นโปสเตอร์ (Poster) ทั้งหลายเป็นเรื่องของธุรกิจขายของทั้งนั้น ทําไมเราจึงไม่มีภาพ ที่มันดี ๆ ที่ประชาชนควรจะได้เห็นปรากฏอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน รถไฟฟ้า บนทางด่วนบ้าง ศิลปินเอก ๆ ที่เสียชีวิตไปผมเสียดาย เช่น ถวัลย์ ดัชนี ก็ดี อาจารย์ประหยัด พงษ์ดํา ก็ดี ภาพเหล่านี้ประชาชนควรจะได้เห็น ไม่ใช่ได้ยินเฉพาะชื่อหรือข่าวคราวการล่วงลับไปของ ท่านเท่านั้น ภาพเหล่านี้ควรจะมีด้วย นี่คือพื้นที่เรื่องภาพประดับเมืองที่ยกตัวอย่างไว้ อันนี้ คือเป็นอย่างหนึ่งในสิทธิที่ประชาชนควรจะได้เห็นงานศิลปะ วัฒนธรรมดี ๆ มิฉะนั้นจะถูก กําหนดโดยภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น อันนี้ก็คืองานวัฒนธรรมที่กว้าง ๆ รวม ๆ ซึ่งคิดว่า เราไม่ควรจะพูดกันในสภานี้เท่านั้น เราควรจะผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นจริง สปช. ได้ทํามาแล้ว เป็นลักษณะเหมือนกับพิมพ์เขียวร่างไว้แล้ว ฝากแต่พวกท่านช่วยขับเคลื่อนให้เป็นจริง ขับเคลื่อน ๔ ล้อได้ไหมครับ ช่วยกันเป็นพลัง ช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม ผมหวังว่าโอกาสอย่างนี้เป็นโอกาสที่ดีที่งานด้านศิลปะ วัฒนธรรมจะได้รับการเอาใจใส่ และขับเคลื่อนอีกภาคหนึ่งที่จะขอให้พูดต่อไปเพราะงานของ สปช. ปฏิรูปของเรามีค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ซึ่งสําคัญมากเรื่องการศาสนา ก็ขออนุญาต ให้ท่านเอกชัย ศรีวิลาศ ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการเรื่องศาสนาได้รายงานต่อไป ขอบคุณครับ