ถวิลวดี บุรีกุล หารือเรื่องการปฏิรูปศิลปะ วัฒนธรรม โดยเรียกร้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการจัดการวัฒนธรรม ศิลปะ ค่านิยม และวัฒนธรรมการเมืองเพื่อสร้างคุณธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมประชาธิปไตย
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล นะคะ ดิฉันมีประเด็นเล็กน้อยที่จะฝากไว้เป็นข้อสังเกตสําหรับการปฏิรูปศิลปะ วัฒนธรรม ดิฉันมีความกังวลเล็กน้อยเพราะว่าในเรื่องศิลปะ วัฒนธรรมนี่ไปรวมอยู่ในกรรมาธิการร่วมกับ กีฬาแล้วก็ศาสนาด้วยนะคะ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากแล้วก็เป็นเรื่องที่ ยิ่งใหญ่มากเพราะว่าวัฒนธรรมเป็นเรื่องของสิ่งที่ดีงามที่ควรจะยึดถือกันไว้ แล้วก็มีประเด็น เรื่องวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย เป็นเรื่องของการจัดระเบียบในสังคมด้วย เป็นเรื่องหล่อหลอมบุคลิกภาพให้กับคนไทยแล้วก็ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมทั้งวัฒนธรรมนี้ทําให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ แต่ทีนี้ถ้าเราถามว่าอะไรคือค่านิยมของ คนไทย อะไรคือวัฒนธรรมของไทย อะไรคือสิ่งที่ท่านภูมิใจที่สุด อะไรคืออัตลักษณ์ของ ความเป็นไทย ถ้าจะให้ตอบตรงกันก็คงไม่มีใครตอบตรงกันเพราะว่าเราไม่มีการสื่อสาร วัฒนธรรม เพราะฉะนั้นประเด็นที่สําคัญที่สุดคือการสื่อสารทางวัฒนธรรมที่เราไม่สามารถ ที่จะทําให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรม ค่านิยม ประเพณี ได้อย่างถ่องแท้ เราไม่ได้เรียนรู้ทางศิลปะ วัฒนธรรม เพราะว่าคนที่เรียนรู้เรื่องนี้ก็มักจะอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าไม่ได้อยู่เลยเราจะเข้าใจยากแล้วก็เข้าใจต่างกันแล้วเรา ไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันด้วย รวมทั้งไม่ให้เกียรติกันและกันสําหรับผู้ที่มีวัฒนธรรม หรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างจากเรา เพราะฉะนั้นในเรื่องของธรรมาภิบาลในการจัดการ ทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งจําเป็นมาก
ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการกระจายอํานาจให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้กับประชาสังคมต่าง ๆ สมาคม ชมรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะ วัฒนธรรม รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นได้เข้ามาดูแลแล้วก็อนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมของพวกเขา รักษาอัตลักษณ์ของพวกเขา และคงคุณงามความดีของสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้ ซึ่งตรงนี้ ไม่จําเป็นที่จะต้องรอให้กรมศิลปากรหรือหน่วยงานของรัฐมาดูแลเอง แต่ว่าน่าจะให้ ชุมชนเหล่านั้น ท้องถิ่นเหล่านั้น ประชาชนเหล่านั้น สามารถที่จะร่วมกันดูแลได้ภายใต้ การให้การศึกษา ให้ความรู้ แนะนําจากฝ่ายรัฐ มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ที่อยากจะดูแลโบราณสถานที่อยู่ในพื้นที่ของตนแต่ไม่สามารถจะทําได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาพร้อมแต่เขาก็อาจจะไม่มีความรู้ที่เพียงพอแล้วก็กฎหมายไม่ได้เปิดโอกาสตรงนั้น เพราะฉะนั้นทําอย่างไรให้เกิดการรับรู้เกิดการริเริ่มที่จะดูแลอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมของตน ทําอย่างไรจะให้มีการปรึกษาหารือในการที่จะช่วยเหลือกันในการดูแลตรงนั้น รวมทั้ง มีการดูแลและเฝ้าระวัง เพราะว่าถ้าไม่มีประชาชนคอยเฝ้าระวัง ดิฉันคิดว่าโบราณสถาน หลายแห่งก็คงจะถูกทําลายไป แม้กระทั่งเจ้าอาวาสก็ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของการอนุรักษ์ รวมทั้งเรื่องของการติดตามตรวจสอบด้วย ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ
ประเด็นที่ ๓ คือการปฏิรูปในเรื่องของการจัดการวัฒนธรรม ศิลปะ ค่านิยมต่าง ๆ วัฒนธรรมคงไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องของสิ่งที่เราเห็นอยู่เป็นประจํา แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่แฝงไว้ และไม่มีการพูดถึงคือวัฒนธรรมการเมือง ดิฉันไม่ทราบว่าเราได้พูดถึงวัฒนธรรมการเมือง กันมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเราจะเอาไปไว้ตรงไหน แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สําคัญเพราะว่า จะหล่อหลอมในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งวัฒนธรรมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นวัฒนธรรมในทางการเมืองที่เป็นอีกด้านหนึ่ง แล้วสุดท้ายทําให้เกิดปัญหา แล้วก็ไม่มีการยอมรับความคิดที่แตกต่าง เราจะสร้างค่านิยมตรงนี้ได้อย่างไร
นอกจากนี้สิ่งสุดท้ายที่ดิฉันพยายามที่จะพูดย้ํามากที่สุดคือเรื่องของ ธรรมาภิบาลในการจัดการวัฒนธรรม ซึ่งท่านอาจารย์เนาวรัตน์ได้พูดถึงเรื่องของการอนุมัติ อนุญาตโครงการให้สร้างอะไรก็ตาม แล้วสุดท้ายไปบดบังการที่แต่ละคนเขามีสิทธิที่จะเข้าถึง วัฒนธรรม ซึ่งตรงนี้ก็คงจะพ่วงไปกับในเรื่องของชุดในเรื่องของสิ่งแวดล้อม การดูแลอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการอนุมัติ อนุญาตโครงการที่จะทําอะไรก็ตาม ที่ไปทําลายโบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือว่าไปทําลายขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมเหล่านั้น อาจจะต้องเอามาคิดให้ถ่องแท้แล้วก็ดูให้ชัด เพราะฉะนั้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ควร จะต้องดูเรื่องของอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม หรือว่าการพัฒนาเมืองต่าง ๆ ก็ต้องดูเรื่องศิลปะ วัฒนธรรมไปด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ