สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วลัยรัตน์ ศรีอรุณ กล่าวถึงปัญหาสังคมไทยที่มีความไม่เท่าเทียมกัน และการขาดการศึกษา ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้หรือทักษะในการทํางาน จนทําให้เกิดปัญหาที่ต้องปฏิรูปสังคมไทยด้วยการสร้างเสริมลักษณะของปลุกจิตวิญญาณและใช้สื่อบันเทิงในการส่งเสริมคุณค่าและพฤติกรรมที่ดี

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ท่านทําเวลาน้อยกว่าที่ดิฉันให้ไว้ตั้งเยอะ ต่อไปนะคะ เชิญท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ท่านเป็นอดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เชิญค่ะ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๒๔ ครับ กระผมเองนั้นได้เคยเรียนให้ทราบว่าทั้งเรียนมา แล้วก็ทํางานทั้งชีวิตอยู่กับของแข็ง ๆ แต่มาวันนี้ผมได้นั่งฟังเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูป ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ผมเองก็คิดว่าควรจะต้องหันกลับมาดูสิ่งที่เย็น ๆ สิ่งที่อ่อน นําไปสู่ความเยือกเย็นและนําไปสู่สิ่งที่ทําให้เราเป็นเราและเป็นอัตลักษณ์วิถีไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ แท้แน่นอน แล้วของเก่า ๆ เราเองก็มีอยู่เยอะ สมัยผมเด็ก ๆ ก็ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับนิยาย เรื่องกฎแห่งกรรม ของ ท. เลียงพิบูลย์ หรือนิทานอีสป หรือได้เรียนวิชาหน้าที่ศีลธรรม พลเมืองที่ดี ผมอยู่บ้านนอกต่างจังหวัด วันศุกร์ก็จะมีพระมาเทศน์ที่ศาลาการเปรียญ สิ่งเหล่านี้ยังซึมซับในชีวิตผมจนกระทั่งผมดํารงตําแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แล้วก็ได้พ้นตําแหน่งมาที่นี่ ทุกวันนี้ผมคิดว่าสังคมไทยนี้นะครับ สถาบันที่เราเคยพึ่งและคงเคย ได้ยินบ่อย ๆ คือ บวร ที่เราได้ยินสามัญทั่วไป บ้าน วัด โรงเรียน ก็มีคําถามว่าตรงนี้ เราพอจะเป็นเกราะที่แกร่ง หรือเป็นสิ่งยึดมั่นให้กับเยาวชนหรือคนในสังคมได้เพียงใด คงเป็นทิ้งคําถามไว้ แต่เรามาดูตัวเลขที่เป็นจริงเป็นจังที่เพื่อนผมอยู่กระทรวงแรงงานบอกว่า ขณะนี้คนไทยประมาณ ๖๕-๖๖ ล้านคน เราพบว่ามีผู้มีงานทําก็คือเป็นตัวตนที่เป็น หลักแหล่งว่า ๓๘ ล้านคน แล้วก็เป็นระดับประถมศึกษา แค่เพียงประถมศึกษานะครับ ๑๘ ล้านคน จากมีงานทํา ๓๘ ล้านคน เป็นประถมศึกษา ๑๘ ล้านคน แล้วก็ ม. ต้นไม่เกิน ม. ๓ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ป. ตรี เพียง ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่ผมนําเสนอตัวเลขนี้จะเห็นว่า โดยคร่าว ๆ คนเราส่วนใหญ่พี่น้องชาวไทยเรา ลูกหลานเราก็อยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยจะร่ํารวย มากนัก อยู่ในขั้นที่ก็พอมีพอกินหรือขั้นยากจน การศึกษาก็น้อย สิ่งเหล่านี้ได้บ่มเพาะในสิ่งที่ เรียกว่า ในส่วนที่อาจารย์ไพบูลย์ท่านได้พูดไว้เมื่อสักครู่ว่ากลางวันเดินห้าง กลางคืนนั่งเฝ้าจอ หรือว่าเราเป็นสังคมก้มหน้า ต่าง ๆ เหล่านี้ นั่งเฝ้าจอก็คือว่า เช่นยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า เราอาจจะดูละคร ละครอะไร ละครหลังข่าวก็จะดูกันเยอะ ผมว่าดูทุกคน ผมเพิ่งกลับจาก ประเทศในโซน (Zone) เซาต์อีสต์เอเชีย (South East Asia) ต่างประเทศก็ดู แล้วก็ดูละคร ของเราด้วยส่วนหนึ่ง แต่แก่นแท้หรือสาระคอนเทนต์ (Content) ของที่ดูคือดูอะไรนะครับ ทีนี้ในส่วนนี้ที่ผมอภิปรายลึกลงมาในส่วนของพวกสื่อสารมวลชนแล้วก็ในส่วนของการละคร อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นเรื่องราวที่ฝังเข้าไปในจิตสํานึกของคนไทยเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะหาวิธีหนึ่งในการปฏิรูปสังคมไทยในเรื่องของการสร้างเสริมลักษณะ ของปลุกจิตวิญญาณใช้สื่อบันเทิง พอผมพูดคําว่า สื่อบันเทิง ก็อาจจะมีปฏิกิริยาว่ามันจะเป็น เทา ๆ ดํา ๆ หรือเปล่า อย่างนี้เราก็ต้องเน้นขาว ๆ สังคมเรา แต่บางครั้งเมื่อเช้าเราพูด เรื่องบางส่วนเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน บางครั้งเรายังต้องพูดถึงในส่วนที่จากดําไปสู่ขาว หรือขาวไปสู่ดํา สื่อบันเทิงเหล่านี้บางทีถ้าในสิ่งที่ดีก็สร้างคนเพื่อให้การเรียนรู้ เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนความเชื่อ แล้วท้ายที่สุดก็เปลี่ยนพฤติกรรม ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือเท่าที่ผมทราบ ประเทศหลาย ๆ ประเทศ ยกตัวอย่างเช่นประเทศเม็กซิโกอยู่ในช่วงหนึ่งประชากรเขาไม่ชอบ เรียนหนังสือ เขาก็ทําให้คนสนใจโดยรัฐได้ออกเป็นเรื่องราวลักษณะกึ่ง ๆ ละครนะครับ สร้างตัวพระเอกขึ้นมาว่าไม่สนใจเรียนหนังสือแล้วตกระกําลําบากอย่างไร ชีวิตลําบาก จนกระทั่งหันเหมาเรียนหนังสือทําให้วิถีชีวิตเขาดีขึ้นอย่างไรนะครับ ก็เป็นพระเอกในดวงใจ ของคน ก็คือต้องเรียนหนังสือ คือการปลุกเร้า หรืออย่างในประเทศเวเนซุเอลาประชากร ไม่มีงานทํา เขาก็ปลุกระดม ปลุกเร้า โดยการให้มีนางเอกจากหญิงบ้านนอกคนหนึ่งมาฝึกเย็บจักร แล้วก็เป็นฝีมือแรงงานขึ้นมา เย็บจักร เย็บผ้า เป็นคนดีด้วยนายจ้างก็ส่งเสริมจนกระทั่ง เป็นผู้มีฝีมือระดับประเทศ แล้วก็เป็นที่เกรียงไกร คนทั้งประเทศก็สนใจว่าต้องหมั่นหางานทํา เรื่องจักรเย็บผ้าก็เป็นที่รู้จัก หรือแม้แต่ประเทศใกล้เคียง ขออนุญาตเอ่ยนามเลยก็ได้ครับ ผมเพิ่งไปประเทศจีนมา ถามเขาทุกคนตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟจนกระทั่งคนที่มีฐานะ ถามว่า อยากไปเมืองไทยไหม เพราะเขารู้ว่ามาจากเมืองไทย

- ๖๓/๑   เขาบอกอยากไป อยากไปที่ไหน อยากไปเชียงใหม่ ผมก็สงสัยทําไมไปเชียงใหม่ เพราะว่า ประเทศจีนกับเชียงใหม่พื้นที่ก็หนาว ๆ เย็น ๆ เหมือนกัน ผมก็ค่อย ๆ ถามเขาไปตรงกันว่า เขาดูภาพยนตร์ซึ่งถ้าจําไม่ผิดก็เป็น ลอส อิน ไทยแลนด์ (Lost in Thailand) ที่มาถ่ายส่วนหนึ่ง ก็ที่เชียงใหม่อะไรอย่างนี้นะครับ ก็ซึมซับเข้าไป หรือแม้เมื่อสักครู่ที่ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พูดถึงแดจังกึม บางส่วนเขาไม่มีหรอกครับ แต่ของไทยเรามีของจริง อย่างเมื่อคืนนี้ผมไปเดิน ที่เยาวราชจะพบว่าแต่ละส่วนแต่ละแห่งของเราไชน่าทาวน์ (China town) ผมเชื่อว่า ติดอันดับโลกเลยนะครับ ที่ผมไปมาหลาย ๆ แห่งนี่ยังเป็นของที่เมค (Make) ขึ้นมา ทําขึ้นมา แต่ของไทยเรานี่เมด อิน ไทยแลนด์ (Made in Thailand) ในโลกคือของเดิมออริจินัล (Original) จริง ๆ เลยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ของดีเรามีอยู่ เรามีเยอะ เรามีเยอะมาก ผมก็บอกว่า อยากจะให้ทําเอนเทอร์เทนเมนต์เอดูเคชัน (Entertainment Education) เอนเทอร์เทนเมนต์ เอดูเคชัน (Entertainment Education) ๒ อี (2E) ที่ว่านี่ เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะสร้างสตอรี่ (Story) เรื่องราว แต่ต้องหาผู้มีฝีมือ อย่างผมทราบว่า เอ่ยนามก็ได้สถาบันที่มีชื่ออย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสอนคณิตศาสตร์ยาก ๆ โดยผ่านงานดนตรีเหล่านี้ประยุกต์แอพพลาย (Apply) ได้นะครับ เราคนไทยนี่เก่ง ๆ เก่งเยอะ เก่งเป็นอันดับโลกเลยนะครับ เพราะฉะนั้น เรามาสร้างเรื่องราวนี้ เพราะมันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลุกจิตวิญญาณก็คือลักษณะ เหมือนกับทําให้ตื่นรู้ ฉุกคิด ฉุกคิดนี่เป็นภาษาทางด้านของครูบาอาจารย์ทางด้านการศึกษา ต้องฉุกคิดโดยธรรมชาติ ถึงแม้ว่าจะเป็นสังคมก้มหน้าเฝ้าจอทั้งวัน เฝ้าจอดูละคร แต่ละคร ต้องแทรกลงไปครับ ที่ผมพูดนี่บางทีอาจจะทํายาก แต่มันไม่พ้นวิสัยเราที่เราจะทําได้ ทําไม ทั่วโลกเขายังทําละคร หรือทําอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เอนเทอร์เทน (Entertain) เหล่านี้โดยมีแก่น สาระแทรกลงไปได้นะครับ ผมเชื่อมั่นคนไทยนี่เก่งที่สุดในโลกแล้วครับ ผมเองก็รักวิชา ผมเป็นตํารวจ เรียนเรื่องกฎหมาย เรียนเรื่องเทคโนโลยีตํารวจ แต่ว่าง ๆ ผมก็ทํางานศิลปะ แล้วผมชอบอันนี้มาก ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ทําให้สังคมไทยจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ดีอยู่แล้วแล้วจะดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจะเดินก้าวไปสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขโดยแท้จริง ผมเชื่อมั่นเช่นนั้น ผมก็คงขออภิปราย เพียงย่อ ๆ แค่นี้ แล้วก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้เราคงต้องจัดอันดับองค์ความรู้ เป็นโมเดลโนว์เลดจ์ (Model knowledge) ใส่เข้าไปในเรื่องราวเก่า ๆ ซึ่งมันมีดีอยู่แล้ว แล้วก็มีหน่วยต่าง ๆ ที่มาร่วมมือกัน ซึ่งหน่วยต่าง ๆ เขาเป็นเมคะนิสซึม (Mechanism) เป็นกลไกที่เขาขับเคลื่อน เขาเดินอยู่แล้วนะครับ เรามาบูรณาการออก แล้วก็หาช่องทางที่นําเสนอไปสู่ภาคประชาชน ที่เรามีทั้งภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจ และภาคประชาสังคม กราบขอบคุณครับ