สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

อุทัย เลาหวิเชียร พูดถึงความสำคัญของจริยธรรมในการบริหารรัฐกิจ โดยเน้นย้ำว่าจริยธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญในการบริหารบ้านเมืองและปฏิบัติงาน ต้องควบคู่ไปกับกฎหมาย และว่าจริยธรรมไม่ได้หมายถึงการกระทำที่ถูกกฎหมาย แต่เป็นการกระทำที่มีความเป็นมนุษย์ อุทัย เลาหวิเชียร เสนอแนวทางแก้ไขเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในองค์กร รวมถึงการปลูกฝังและสอนจริยธรรมตั้งแต่ระดับเด็กจนถึงผู้ใหญ่

นายอุทัย เลาหวิเชียร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอุทัย เลาหวิเชียร สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๙๙ เรื่องที่ผมจะเรียนเพื่ออภิปรายในบ่ายนี้ ก็คือเรื่องของจริยธรรมในองค์การภาครัฐนะครับ ซึ่งเรื่องนี้อยากจะพูดเพื่อที่จะใช้เป็น ประเด็นเพื่อนําไปมีการปฏิรูปในคราวนี้นะครับ กระผมจะขอพูดเรื่องจริยธรรมเป็น ๔ หัวข้อ

หัวข้อแรก ก็คือความสําคัญของจริยธรรมที่มีต่อการบริหารรัฐกิจ

ข้อที่ ๒ คือเราจะพูดถึงกฎเกณฑ์ในการที่นักบริหารหรือคนทั่ว ๆ ไป จะทราบได้อย่างไรว่าเราทําอะไรที่ถูกจริยธรรมหรือผิดจริยธรรมนะครับ

ข้อที่ ๓ ผมจะชี้ให้เห็นว่าการบริหารรัฐกิจ หรือการบริหารงานภาครัฐ ในปัจจุบันนี้เราต้องใช้จริยธรรมเข้ามาช่วยในหลายประเด็น

ประการสุดท้าย คือผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเราเห็นว่าจริยธรรมสําคัญ เราจะพัฒนาและนําไปปฏิบัติอย่างไร

ผมจะขอนําโดยกล่าวนําว่าจริยธรรมในบ้านเรานี้เราพูดกันมานานนะครับ แต่เป็นการพูดให้ฟังไพเราะ ไม่ได้จริงจังอะไรนะครับ ถึงเวลาก็จะไม่มีใครเอาจริยธรรม ไปปฏิบัติ ส่วนใหญ่เราจะดูกฎหมายครับ ข้าราชการเวลาทํางานนั้นจะดูว่าผิดกฎหมายไหม ถ้าผิดกฎหมายถึงจะหลีกเลี่ยงโดยทั่ว ๆ ไปนะครับ แต่จะไม่ดูจริยธรรม เพราะว่าจริยธรรม เป็นสิ่งที่ถ้าผิดแล้วไม่มีบทลงโทษนะครับ มีแต่แซงก์ชัน (Sanction) แซงก์ชัน (Sanction) ในที่นี้หมายถึงว่าถ้าใครทําผิดแล้วก็ไม่คบค้าสมาคมด้วย หรือบางคนก็ดูหมิ่นดูถูก แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มักไม่ค่อยเกิดในเมืองไทยครับ เพราะฉะนั้นจริยธรรมก็เลยเป็นคําพูด พูดให้โก้ พูดในที่ประชุม แต่ว่าหลังจากนั้นก็จะไม่มีใครปฏิบัติ อันที่จริงผมอยากจะเรียน ให้เห็นว่าสังคมมนุษย์เรา หรือโดยเฉพาะในกระทรวง ทบวง กรม เราไม่สามารถจะดํารงชีวิต ในการทํางานโดยอาศัยแต่กฎหมาย เพราะว่ากฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรไม่สามารถ จะอธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างดี เพราะฉะนั้นในการทํางานอะไรต่าง ๆ มันมีความละเอียดอ่อนมากเราจึงต้องอาศัยจริยธรรมควบคู่กับกฎหมาย เพื่อทําให้เรา สามารถบริหารบ้านเมืองได้ โดยทั่ว ๆ ไปคนที่เป็นผู้บริหารเราก็ต้องทําอะไรให้ถูกกฎหมาย เสร็จแล้วก็จะให้ถูกจริยธรรมด้วย ถ้าถูกทั้ง ๒ อย่างเราก็สามารถที่จะดําเนินการทํางาน หรือมีชีวิตในการปฏิบัติงานต่อไปได้ ถ้าหากว่าเราผิดกฎหมายเราก็อาจจะโดนอาญา หรือโดนแพ่งใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือบางคนอาจจะโดนทั้งแพ่งและอาญา แต่ก็ยังดูดีกว่า คนผิดจริยธรรม เพราะผิดจริยธรรมนั้นหมายถึงว่าเขาหมดความเป็นมนุษย์โดยประเทศ ที่พัฒนาแล้วเขามักจะคิดเรื่องนี้ ตัวอย่างที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกาคนหนึ่งเขาทําความดีให้กับประเทศมหาศาล เปิดประตูไปค้าขายกับประเทศจีนทําให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถระบายสินค้า ไปขายให้คนเป็นพันล้านนะครับ แล้วในที่สุดเขาก็ไปฟังความลับของฝ่ายค้านเขาก็เลย ต้องลาออกครับ ภายหลังจากที่เขาลาออกแล้วก็ไม่เคยมีใครให้อภัยเขานะครับ ซึ่งความดีเขามีเยอะแยะมาก แล้วก็มาทําผิดเรื่องเดียวเขาก็ต้องลาออกเพราะเป็นเรื่องจริยธรรม ถ้าเป็นประเทศที่สาม ประเทศที่สี่คนอาจจะมาหักกลบลบหนี้ แล้วก็ถือว่าคนคนนี้ยังเป็น ประธานาธิบดีที่ดี แต่ในประเทศที่พัฒนานั้นคนทําดี ๑,๐๐๐ ครั้ง ถ้าทําผิดครั้งเดียวถือว่า ไม่ต้องเกิดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือความสําคัญของจริยธรรม

ข้อที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่า เราทําอะไรถูกจริยธรรมหรือผิด ซึ่งก็มีเกณฑ์อยู่ ๓ ข้อนะครับ

ข้อแรก ก็คือว่าเราใช้หลักของยูทิลิทาเรียนิสซึม (Utilitarianism) ก็คือว่า การตัดสินใจของเราก็ดี การกระทําของเราก็ดี ถ้าว่าไม่ไปกระทบกระเทือนต่อผู้อื่น หรือไม่ทําให้ ผู้อื่นเสียหาย เราถือว่าถูกจริยธรรม สมมุติว่าผมยื่นแขนออกไปข้าง ๆ นี่นะครับ ถ้าไม่ถูกใคร ก็คือถูกจริยธรรม แต่ถ้าการยื่นแขนของผมไปถูกแก้มของใครคนใดคนหนึ่งแล้วทําให้เขาเจ็บ นั่นก็คือผมผิดจริยธรรม มันอาจจะไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดจริยธรรม เพราะฉะนั้นในหลัก ยูทิลิทาเรียนิสซึม (Utilitarianism) สามารถบอกได้เลยว่าขณะนี้เราทําถูกจริยธรรมหรือผิด

ข้อ ๒ ก็คือว่ามีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคมในโลกที่เขาถือปฏิบัติมา หลักเกณฑ์พวกนี้ เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความชอบธรรม ความยุติธรรม หรือผมอาจจะ ยกตัวอย่างว่า อย่างเราไปขโมยเงินแม่ ๒๐ บาทเพราะถือว่าเป็นแม่เขาก็ผิด ถือว่าผิดจริยธรรม การพูดปด จบปริญญาอย่างหนึ่งไปบอกว่าจบอีกอย่างหนึ่ง จบมหาวิทยาลัยไม่มีชื่อเสียง ไปบอกว่าอยู่ในรัฐของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อย่างนี้ถือว่าไม่มีจริยธรรม

อีกข้อหนึ่ง คือเรื่องของอินเทกริตี (Integrity) ผมไม่สามารถจะแปลอินเทกริตี (Integrity) เป็นภาษาไทยได้ แต่มันเป็นความหมายของคําที่ว่าคนที่มีอินเทกริตี (Integrity) คือคนที่มีเกียรติยศ มีเกียรติศักดิ์ เป็นคนที่เราไว้เนื้อเชื่อใจได้ เป็นคนที่พูดง่าย ๆ ว่าเรา เชื่อถือเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นคําพูดหรือการกระทํา เพราะฉะนั้นคนที่มีอินเทกริตี (Integrity) ก็คือคนที่พูดจาวางตัวหรืออะไรก็ตามเป็นที่ยอมรับของคน เราก็ถือว่าคนคนนั้นมีจริยธรรม มีอยู่ ๓ ข้อนี้ที่เราถือเป็นหลักนะครับ

คราวนี้ผมจะเรียนต่อไปในข้อ ๓ ว่าการบริการรัฐกิจในประเทศไทย หรือในโลกเราขณะนี้เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าในอดีตมาก เดิมทีเรามักจะบริหารราชการ โดยคํานึงถึงกฎหมาย พูดง่าย ๆ ว่าเราบริหารด้วยกฎหมาย กฎหมายมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความเสียหายของกฎหมายคือทําให้เกิดความล่าช้าแล้วก็ปรับเปลี่ยน ปรับตัวอะไรไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนได้ช้ามาก แล้วกฎหมายบางทีก็บอกเราไม่ได้ทุกอย่าง เช่นเราบอกว่า คนคนนี้เป็นผู้ชาย เพราะอะไรครับ เพราะกฎหมายบอกว่าเป็นผู้ชาย มีอวัยวะเป็นผู้ชาย แต่ว่า สังคมศาสตร์เขาไม่ถืออย่างนั้น เขาจะดูว่าใครเป็นผู้ชายหรือเปล่าต้องดูการกระทํา คือดู ทั้งโครงสร้างด้วย และดูการกระทํา การกระทําเขากลางคืนเป็นผู้หญิงครับ เพราะฉะนั้นคนคนนี้ ต้องเป็นกระเทย ไม่ใช่เป็นผู้ชาย เหตุที่ผมกล่าวมาอย่างนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าการที่เราจะดู อะไรก็ตามจะต้องดูทั้งโครงสร้างและดูทั้งหน้าที่ เพราะฉะนั้นกฎหมายบางครั้งก็อาจจะใช้ ไม่ได้หมด

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมกําลังพูดอยู่ก็คือว่าเพราะฉะนั้นการบริหารงานภาครัฐ ในทุกวันนี้เราเปลี่ยนไปเยอะ เดิมทีเราบริหารด้วยกฎหมาย แต่ในขณะนี้คําว่าสาธารณะ ที่แปลว่าพับลิก (Public) แล้วไม่ได้กินความเฉพาะระบบราชการ เราขยายเป็นรัฐวิสาหกิจ ขยายเป็นองค์การของรัฐ แล้วเรายังมุ่งไปที่บริษัทเอกชนที่มารับงานให้ภาครัฐ สมมุติว่า บริษัท ช. การช่าง จํากัด (มหาชน) มารับงานให้กับจังหวัดสุราษฎร์ธานีทําการสร้างทาง ๑๐ ปี หรือ ๕ ปี ระหว่างนั้นคนของบริษัท ช. การช่าง จํากัด (มหาชน) ซึ่งกินเงินเดือน มาจากงบประมาณแผ่นดินถือปฏิบัติตามหลักราชการ เราถือว่าอยู่ในภาครัฐด้วย เพราะฉะนั้น คําว่าสาธารณะทุกวันนี้มันขยายกว้าง เราดึงเอาเอกชนเข้ามาทํางานในลักษณะไพรเวไทเซชัน (Privatization) ก็คือว่าภาครัฐไม่มีงบประมาณพอจะทํางาน ไม่มีความพร้อมเพราะว่า ประชาชนมีความพร้อมที่จะเรียกร้องอะไรต่าง ๆ เยอะ รัฐก็จะต้องจ้างเอกชนมาทํา การที่จ้างเอกชนมาทําก็จะมีวิธีการทํางานที่ไม่เหมือนกับรัฐทําเอง มีรายละเอียดเยอะแยะ ซึ่งผมไม่สามารถจะมากล่าวเรียนในที่นี้ได้ ถ้าคนดูแลเรื่องไพรเวไทเซชัน (Privatization) ในแง่ของเอาท์ซอร์สซิง (Outsourcing) หรือคอนแทรกติงเอาท์ (Contracting out) ถ้าไม่มีลักษณะจริงใจก็จะทําความเสียหายให้กับรัฐ นอกจากนี้แล้วในแนวความคิดบางอย่าง เช่นเรื่องกัฟเวอร์แนนซ์ (Governance) ในขณะนี้มีรายละเอียดมากมายซึ่งในเมืองไทยเราถือว่าเป็นการบริหารงานที่ดี แต่ทุกวันนี้ มันมีนิว พับลิก กัฟเวอร์แนนซ์ (New public governance) ก็คือว่านอกจากจะบริหาร บ้านเมืองด้วยดียังขยายถึงเรื่องเครือข่าย เรื่องกระจายอํานาจไปอีกเยอะแยะ หลาย ๆ อย่าง ของการบริหารรัฐกิจที่เปลี่ยนไปนี่นะครับ ทําให้คนที่เป็นข้าราชการหรือผู้บริหารมีโอกาส จะทําผิดเยอะ มีโอกาสจะเพลี่ยงพล้ําที่จะทําความผิดเยอะ เพราะฉะนั้นเราก็มีจริยธรรม ที่จะทําให้การทํางานมีความกลมกลืน มีรายละเอียดเยอะ ผมไม่มีเวลาจะพูดนะครับว่า ทําอย่างไรให้มีความกลมกลืน มีจริยธรรมที่ทําให้เราต้องกล้าพูด ถ้าเราเห็นว่าใครทําผิด ในที่ทํางานเราต้องกล้าพูด เขาเรียกว่า มอรัลเคอเรจ (Moral courage) ถ้าเราไม่กล้าพูด ไม่มีประโยชน์ เรียนสูงอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ เราต้องกล้าทําอะไรบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกต้อง

ท้ายสุดข้อสุดท้าย ผมคิดว่าจริยธรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนแล้วก็เป็นเรื่อง นามธรรมมาก เราสามารถจะพูดเป็นปีเป็นวันอะไรได้ แต่การนําไปปฏิบัตินั้นยากมากครับ เพราะว่าการจะนําไปปฏิบัติ กระทรวง ทบวง กรม จะต้องมีโครงการอย่างจริงจังที่จะพูดให้ คนในกรมทราบว่าให้เขาตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าเขาจะต้องทําอะไรที่ถูกกฎหมาย และถูกจริยธรรม แล้วถ้าอะไรที่ถูกจริยธรรมเราต้องประกาศ เราต้องประกาศว่าคนคนนี้ ทําถูกจริยธรรม เช่นคนเก็บเงินได้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเอาไปคืน ไม่ใช่ให้เขา ๕๐๐ บาท ต้องประกาศ ประกาศความดีความชอบ ประกาศให้เขาได้หน้าตา ผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องทําเป็นตัวอย่าง อันนี้เป็นสิ่งที่จะช่วยในระยะใกล้ ๆ ในการแก้ไขที่รวดเร็ว ในระยะยาวเราต้องปลูกฝัง ให้คนในองค์การในสังคมเราเป็นคนมีจริยธรรม มีการสอน การสอนก็ต้องสอนในหลาย ๆ วิชา เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าเขาถูกสอน คือเรียกว่าแอบสอน แอบสอนจริยธรรมทุก ๆ วิชา มีโอกาสพูด ก็สอดแทรกเข้าไป ในเรื่องของการเรียนรู้ต่าง ๆ ในสังคมตั้งแต่พ่อแม่ ครูในโรงเรียนประชาบาล ขึ้นไปจนกระทั่งชั้นมัธยม อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องสนใจเรื่องพวกนี้แล้วก็ถือปฏิบัติ ผมคิดว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้จะสําเร็จไม่ได้ถ้าหากว่าผู้ใหญ่ในกระทรวง ทบวง กรม ไม่ถือเป็น นโยบายที่จะนําไปปฏิบัติ แต่ถ้าเราทําอย่างนี้ช่วงเวลาอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี เราก็จะมีคนโกงน้อยลง มีคนเอารัดเอาเปรียบภาครัฐน้อยลง จะมีคนที่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ถือประโยชน์ ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ขอบคุณครับ