สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

สังศิต พิริยะรังสรรค์ พูดถึงปัญหาการทุจริตในประเทศไทย และเสนอแนวทางในการควบคุมและแก้ไขปัญหานี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาคประชาสังคมในการตรวจสอบและควบคุมการทุจริต

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

ท่านประธานที่เคารพ ผม สังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมขออนุญาตท่านประธานและสมาชิกทุกท่านนะครับ ช่วยเปิดไปดูหน้า ๒๒ ผมจะอธิบาย ยุทธศาสตร์การปราบปรามการทุจริตในประเทศไทยด้วยชาร์ท (Chart) แผ่นเดียวก็คือ ชาร์ท (Chart) แผ่นที่ ๒๒ ครับ ท่านประธานครับ รายงานของธนาคารโลกได้ระบุว่าปัญหา ใหญ่ที่สุดของมนุษย์หรือว่าของทุกประเทศที่แก้ยากที่สุดมีอยู่ ๒ ปัญหา ปัญหาแรก ก็คือ ปัญหาเรื่องของการแก้ไขความยากจน แล้วปัญหาที่ ๒ ก็คือการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน ๒ เรื่องนี้เขาบอกว่ามนุษย์เราอาจจะเอาชนะไม่ได้เลยก็ได้เพราะว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราดูไปที่ชาร์ท (Chart) หน้า ๒๒ เราจะเห็นอย่างนี้ว่า ทางซ้ายมือ ตํารวจ อัยการ ศาล ก็จะเป็นภาคราชการ ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดต่อไปนะครับ ส่วนตรงกลางก็จะเห็นเป็นองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต แล้วส่วนที่ ๓ ทางขวามือก็คือบทบาทของภาคประชาสังคม เวลาที่เราดูเรื่องนี้นะครับ ตรงกลางเราจะเห็นว่า การทุจริตและประพฤติมิชอบมีตัวแสดงใหญ่ ๆ อยู่ ๓ ตัวเท่านั้น ตัวแรก ก็คือฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองก็คือการเมืองทั้งในระดับชาติ แล้วก็ในระดับท้องถิ่น ส่วนที่ ๒ ก็คือภาคราชการ ซึ่งก็ครอบคลุมถึงองค์กรรัฐวิสาหกิจ แล้วก็องค์กรภาครัฐที่จัดตั้งโดยมีอํานาจพิเศษจํานวนมาก แล้วส่วนที่ ๓ ก็คือภาคธุรกิจเอกชน เราจะจัดการกับปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างไร เราจะพบอย่างนี้ว่าแม้กระทั่งธนาคารโลกเองก็ไม่กล้าใช้คําว่าแอนไท (Anti) คอร์รัปชัน เขาไม่กล้าใช้คํานี้ เขาใช้คําว่าคอร์รัปชันคอนโทรล (Corruption control) เขาคิดว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะกวาดล้างการทุจริตให้มันหมด เขาบอกว่าสิ่งที่เราควรจะพยายามทําก็คือ ควบคุมไม่ให้มันโตได้เท่านั้นละ แต่มันจะไม่ตายหรอก เมื่อไรรัฐบาลเผลอก็จะโตได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราจะควบคุมการทุจริตนะครับ ผมคิดว่าอันแรกสุดสิ่งที่เราต้องคิดก็คือ ถ้าเราดูเวลานี้ทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศเราจะจัดสรรให้แก่ส่วนที่เป็นซ้ายมือคือ ส่วนที่เป็นรัฐ แล้วส่วนที่เป็นตรงกลางก็คือองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนทางขวามือ ก็คือภาคประชาสังคมจะไม่ค่อยได้งบประมาณ งบประมาณของเราทุ่มเทให้กับหน่วยราชการ แล้วก็องค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ในประเทศที่เจริญแล้วเราจะพบว่าทําไม ถึงมีการคอร์รัปชันต่ํา ไม่ใช่เป็นเพราะว่าภาคราชการหรือองค์กรอิสระเข้มแข็งหรอก ไม่ใช่เป็นเพราะว่าภาคราชการหรือองค์กรอิสระเข้มแข็งหรอก แต่ว่าเป็นภาคขวามือครับ ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเวลาเรามองกลยุทธ์ในการที่จะควบคุม การทุจริตต้องมองทั้งในระยะเฉพาะหน้า แล้วก็ในระยะยาว ในระยะยาวถ้าภาคประชาสังคม ไม่เข้มแข็งไม่มีทางควบคุมการทุจริตได้ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักการเมืองญี่ปุ่นคนหนึ่งที่สร้าง สนามโอลิมปิกด้วยการใช้เงินจํานวนมหาศาล ยังไม่ได้มีการทุจริตเลยครับ แต่ประชาชน ใช้โซเชียลแซงก์ชัน (Social sanction) ใช้การลงโทษทางสังคมบอกว่าไม่ยอม คุณใช้งบประมาณมากขนาดนี้พวกเราไม่ยอม เพราะเป็นภาษีอากรของเรา ผลก็คือรัฐมนตรี ท่านนี้ประกาศลาออกทันที ไม่ใช่เขาทุจริตนะครับ เขายังไม่ได้ตรวจสอบเลย เพียงแต่ประชาชน เขาบอกว่าผลประโยชน์ของประชาชนเสียหาย พวกเราไม่รับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เวลาที่เรามองเรื่องความหมายของการคอร์รัปชัน กับการทุจริตประพฤติมิชอบเราจําเป็น ที่จะต้องยกระดับความหมายของคําว่า ทุจริตประพฤติมิชอบให้เข้าไปใกล้เคียงกับ ความหมายของคอร์รัปชัน ให้มากขึ้นนะครับ ในประเทศที่ประสบความสําเร็จในการควบคุม การคอร์รัปชัน เรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลสาธารณะ แล้วก็เรื่อง ของผลประโยชน์ของประเทศ หรือประชาชน ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือพับลิกอินเทอเรสท์ (Public interest) เป็นเรื่องสําคัญที่สุด มอรัลลิตี (Morality) กับเรื่องของพับลิกอินเทอเรสท์ (Public interest) ถ้านักการเมืองหรือข้าราชการท่านไหนทําให้เกิดความเสียหาย ถือเป็นการคอร์รัปชันแล้วนะครับ ถ้าเราดูไปทางซ้ายมือจะพบอย่างนี้ว่า ถ้าเราจะควบคุม การทุจริตและประพฤติมิชอบในสังคมไทยได้ ความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบราชการ ให้เกิดธรรมาภิบาล มีความโปร่งใสก็เป็นเรื่องจําเป็น ขั้นตอนการทํางานลดลง แล้วก็สามารถที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน อันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ แต่องค์กรที่สําคัญ ๆ ที่จะช่วยทําให้การทุจริตลดลงได้มากในบรรดาหน่วยราชการทั้งหมด ก็คือตํารวจครับ ถัดลงมาก็คืออัยการ อัยการก็ต้องปฏิรูปครับ เพราะว่าอํานาจของอัยการ บางอย่างอยู่ที่อัยการสูงสุดท่านเดียวว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง เพราะฉะนั้นเวลาที่ถูกการเมืองแทรก ก็อาจจะทําให้คดีนั้นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักการนะครับ การปฏิรูป องค์กรทุกองค์กรที่เป็นของภาครัฐก็เป็นเรื่องที่สําคัญ แม้กระทั่งศาลยุติธรรมนะครับ กรรมาธิการก็ได้นําเสนอว่าควรจะมีศาลของ สตง. ด้วย เนื่องจากคดีที่คั่งค้างอยู่ใน ป.ป.ช. มีมากเกินไป เพราะฉะนั้นก็ต้องหาทางที่จะจัดท่อระบายคดีต่าง ๆ ออกไป ของ สตง. ก็ไปขึ้นเลยนะครับ ส่วนของ กกต. ก็ไปขึ้นศาลเหมือนกันเป็นศาลชํานัญพิเศษ ส่วนข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐก็ไปขึ้นศาลคดีต่อต้านการทุจริต ส่วนนักการเมืองก็ไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของนักการเมือง เพราะฉะนั้นการเปิดท่อหลายท่อไว้ก็จะเป็นการระบายคดีต่าง ๆ ไม่ให้คั่งค้าง มากจนเกินไป ในส่วนตรงกลางนะครับ การสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพ ขององค์กรตรวจสอบการทุจริต ท่านก็จะเห็นได้ว่าในชาร์ท (Chart) นี้มีอยู่ ๖ องค์กร ก็คือ อันแรกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็ กกต. คตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. แล้วก็ ปปง. บางองค์กร ก็เป็นองค์กรอิสระ บางองค์กรก็ยังไม่ค่อยเป็นอิสระครับ ยุทธศาสตร์ที่เราต้องทําก่อนก็คือ ทําให้องค์กรอิสระสามารถทํางานให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพราะฉะนั้นการแยกอํานาจ ระหว่างกรรมการกับฝ่ายบริหารออกจากกันจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญในการออกกฎหมาย เพื่อทําให้คดีความต่าง ๆ ที่อยู่ใน ป.ป.ช. อยู่ใน กกต. คตง. ทํางานได้รวดเร็วมากขึ้น แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ว่าคนที่จะมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐ เราก็เสนอว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ควรจะมาจากคนที่ทําหน้าที่ทางด้านกฎหมายเท่านั้น เพราะเหตุว่ามุมมองในการจัดการบริหารเรื่องคอร์รัปชัน มันไม่ใช่แค่กฎหมาย มันต้อง ใช้ความหลากหลายของการคิด เพราะฉะนั้นเราก็เห็นว่ากรรมการสรรหาก็ควรจะ มีความหลากหลายเช่นเดียวกันครับ กรรมการในองค์กรอิสระก็ต้องมีความหลากหลายด้วย เช่นเดียวกัน และที่สําคัญผู้ที่จะลงสมัครเป็นกรรมการสรรหานี้ควรจะมีการเปิดเผยชื่อ ประวัติทั้งหมดเลย ให้สาธารณชนทราบ ๓๐-๖๐ วันนี่นะครับ เพื่อประชาชนสามารถที่จะนําเสนอข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้สมัครไปถึงประธานคณะกรรมการสรรหาได้นะครับ ผมคิดว่าการตรวจสอบ การคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาเป็นเรื่องสําคัญ แต่ก็ควรให้ภาคสังคม ภาคประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย ส่วนองค์กรบางองค์กรที่สมควรที่จะมีการปรับปรุงก็คือ ป.ป.ท. แล้วก็ ปปง. ป.ป.ท. ตั้งแต่ตั้งมานี่นะครับไม่เคยได้ทํางานเลยอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะว่าเวลาจะทํางานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ย้ายเลขาธิการ ป.ป.ท. ทันที เพิ่งจะได้ ทํางานเป็นครั้งแรกก็สมัย พลเอก ประยุทธ์นี่ครับ มีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านนี้ที่ท่านอนุญาตให้ทํางานได้ งานมันก็ถึงได้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องคิดถึงในระยะของ การปฏิรูปคราวนี้ครับว่าจะออกแบบอย่างไรเมื่อรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์พ้นไปแล้ว องค์กร ป.ป.ท. ยังสามารถที่จะทํางานต่อไปได้นะครับ รวมทั้งของ ปปง. ก็เช่นเดียวกัน จะทําอย่างไรให้องค์กรนี้มีความเป็นอิสระ ในประเทศต่าง ๆ โดยทั่วไปเขาจะไม่ให้หน่วยงาน ที่ทําหน้าที่รวบรวมข่าวสารข้อมูลแล้วก็มีอํานาจปราบปรามไว้ในหน่วยงานเดียวกันครับ เขาก็จะแยก ๒ หน่วยงานนี้ออกไป คนที่รวบรวมข้อมูลนี้ก็ทําหน้าที่นี้ไปแล้วก็เสนอให้ ฝ่ายปราบปรามไปปราบปรามนะครับ ถ้าเอาอํานาจ ๒ อันนี้ไว้รวมกันก็เป็นเรื่องที่สังคม จะมีความเสี่ยงมากขึ้นนะครับ ในส่วนขวามือสุดนี้ก็คือส่วนของการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชน คําถามของเราก็คือจะทําให้ภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็งได้อย่างไร ผมคิดว่า เป็นยุทธศาสตร์ทั้งในระยะสั้นแล้วก็ระยะยาวของประเทศนี้ที่จะต้องทําให้เครือข่าย ของภาคประชาสังคมในการตรวจสอบนี้สามารถที่จะตรวจสอบบุคคลสาธารณะ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างเป็นจริง กฎหมายคุ้มครองพยานต่าง ๆ สําหรับผู้ที่มาแจ้ง เบาะแสนะครับ เราก็ใช้องค์กรของภาคเอกชนให้มากขึ้นเพื่อจะมาทํางานนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องสําคัญ ผมคิดว่าส่วนที่เป็นงานที่เป็นความรู้จากการวิจัยต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นฐานของ ปัญหาเมืองไทยก็เป็นเรื่องสําคัญครับ ผมคิดว่าเราได้ใช้มาตรการทุกอย่างแล้วของยูเอ็น (UN) ของประเทศต่าง ๆ มาใช้หมดแล้ว แต่ปัญหาทุจริตกลับเพิ่มขึ้นไม่หยุด นี่ก็แสดงว่าความรู้ ที่อยู่ในบริบทของสังคมตะวันตกเวลาเอามาใช้ในเมืองไทยมันทําหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าองค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตนี้ก็ควรจะมีหน้าที่อันหนึ่งก็คือ สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเรื่องของการควบคุมการทุจริตได้อย่างเป็นจริง ซึ่งเวลานี้งานวิจัย ส่วนใหญ่ทํายากเนื่องจากไม่มีใครเปิดเผยข้อมูลให้ เพราะฉะนั้นระยะยาวแล้วเราจะรู้เลยว่า ประเทศไหนเจริญหรือไม่เจริญก็ต้องดูจากภาคประชาสังคม ถ้าหากภาครัฐและองค์กรอิสระนี้ ยังเข้มแข็งแล้วภาคประชาสังคมอ่อนแอก็แสดงถึงความด้อยพัฒนาครับ แต่ถ้าเมื่อไร ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ภาคของรัฐจะเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็งไม่ค่อยสําคัญหรอกครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน