ประมนต์ สุธีวงศ์ หารือเรื่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในประเทศไทย โดยเสนอการปฏิรูปประเทศใน 3 ระยะ คือ การปลูกฝัง การป้องกัน และการปราบปราม เพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคม ปราบปรามการทุจริต และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายประมนต์ สุธีวงศ์ สปท. ลําดับที่ ๘๙ ขอนําเสนอในฐานะปฏิบัติหน้าที่ อดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมอยากจะใช้เวลาเล็กน้อยที่จะทบทวนเรื่องปัญหาของสังคม ของการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก่อนที่จะให้แต่ละท่านที่อยู่ในคณะนําเสนอในเรื่อง ประเด็นต่าง ๆ ที่เราได้ทําการศึกษาไว้ ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของสังคมไทย ก็เป็นปัญหาที่ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกันว่าเป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็มีความรุนแรงที่ยืดเยื้อมา ยาวนาน ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับว่าเป็นมะเร็งที่เกาะกินสังคมไทยมาในระยะเวลาที่จะทําให้ ถ้าเราไม่ทําอะไรเลยผมเชื่อว่าประเทศชาติของเราคงจะประสบความล้มเหลว เป็นภัย ที่คุกคามประเทศในระดับต้น ๆ ถ้าเราเทียบกับปัญหาอื่น ๆ ที่มีมา กระทบกระเทือน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทางด้านเศรษฐกิจก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าการที่ประเทศไทยเรา ถูกมองว่ามีปัญหาเรื่องการทุจริตมาก การทํางานกับนานาชาติก็เป็นอุปสรรค เพราะว่า หลายประเทศที่เขามีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเข้มแข็งก็ลําบากใจที่จะมาทํางาน กับประเทศเรา ทําให้การพัฒนาเศรษฐกิจของเราไม่ราบรื่น ความสามารถในการแข่งขัน ของเราถดถอยเพราะต้นทุนในการทําสูงขึ้น ทางด้านสังคมเองจะเห็นว่าจากการที่ประเทศ สูญเสียไปจากการทุจริตในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นหลายหมื่นล้านบาท หรือแสนล้านบาท ก็ทําให้โอกาสในการที่เราจะไปพัฒนาสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา หรือว่าสาธารณสุข หมดไป จะมีเรื่องที่เรายังต้องการทําอีกมากมายถ้าเผื่อว่าเราสามารถจะขจัดปัญหา การทุจริตได้ เรื่องของความโปร่งใสในระดับนานาชาติ ถ้าท่านติดตามข่าวสารก็จะเห็นว่า องค์กรนานาชาติทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) ซึ่งทําการวัดผลของความโปร่งใสของทุกประเทศทุกปี ประเทศไทยเราไม่เคยได้คะแนน ผ่านการทดสอบ คือตกไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของคะแนน แล้วก็ถูกจัดอันดับอยู่ที่ท้าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเกิดขึ้นมาต่อเนื่อง แล้วก็เป็นความรู้สึก ที่ทําให้ประชาชนชาวไทยถูกดูถูก เมื่อเราเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ในอดีต เราเคยดูเขาว่าการทุจริตคอร์รัปชันของเขาสูงกว่าบ้านเรา ขณะนี้จะเห็นว่าในกลุ่ม ประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเอง ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้ล้ําหน้าไปมาก จากการเปลี่ยนแปลงในประเทศอินโดนีเซียก็ดี ประเทศฟิลิปปินส์ก็ดี จะเห็นว่ามีการเอาจริงเอาจัง ในเรื่องนี้ มีการปรับปรุงอย่างเห็นชัดเจน ขณะนี้หลายประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านของเรานําหน้า เราไปนะครับ ผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่เห็นว่าประเทศไทยถึงเวลาที่จะต้องทําการปฏิรูป อย่างเร่งด่วนนะครับ สําหรับสภาวะปัจจุบันผมอยากจะเรียนว่าอย่างน้อยก็มีความน่ายินดี ในระดับหนึ่งว่ามีการตื่นตัวมากทั้งในระดับของสังคม ประชาชน ภาคธุรกิจ และรัฐบาลเอง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าอันนี้เป็นโอกาสที่จะเห็นว่าข้อเสนอที่เราจะปฏิรูป จะมีความจริงจังเกิดขึ้นได้ แล้วผมคิดว่าอันนี้เป็นโอกาสทองที่เราจะต้องใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ในระยะประมาณ ๒๐ เดือนข้างหน้า สําหรับเรื่องที่จะนําเสนอต่อท่านสมาชิกในภาคเช้านี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติใน ๑ ปีที่ผ่านมาก่อนที่จะหมดวาระก็ได้ทําการศึกษา รวบรวม ข้อเสนอแนะ มีการระดมสมองผ่านหลาย ๆ เวทีทั้งภาคกลางและส่วนภูมิภาค ได้นําข้อเสนอ ต่าง ๆ เหล่านี้มาประมวลแล้วก็นําสรุปไว้เป็นเรื่องที่เราจะมานําเสนอว่าเราควรจะมี การปฏิรูปอย่างไรบ้าง สําหรับทางด้านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่เห็นความสําคัญในการที่เห็นชอบในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา เพราะว่าเป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าจะต้องสานต่อและทําให้เสร็จ แล้วก็จะทําเรื่องที่เรานําเสนอ มีมรรคมีผลเกิดขึ้น ในการนําเสนอวันนี้จะมี ๓ ท่านด้วยกันที่จะนําเสนอรายละเอียด ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่จะให้เห็นภาพรวม เมื่อเสร็จแล้วผมจะขอเวลาเล็กน้อย หลังจากนั้นสรุป ให้ท่านเห็นว่าในระยะปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาสิ่งที่เรานําเสนอมีอะไรที่เกิดเป็นมรรคเป็นผลแล้ว บ้างนะครับ เดิมทีเดียวในด้านของการนําเสนอจะได้อาจารย์จุรีมาแต่ท่านเกิดป่วยไม่สามารถ จะมาร่วมกับเราได้ในวันนี้ ผมก็ยินดีที่ท่านประธานอนุญาตให้คุณคณิศร ทับทิม ซึ่งเป็นผู้ช่วย อาจารย์จุรีมานําเสนอ ผมจะขอเข้าเรื่อง ถ้าท่านกรุณาจะดูใช้เอกสารชุดนี้ เพราะว่า แผ่นใสที่จะขึ้นมักจะไม่ค่อยเห็น ผมขอแผ่นใสแผ่นแรกได้ไหมครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ทางเจ้าหน้าที่ครับขอสไลด์ (Slide) แผ่นแรก แผ่นต่อไปครับ ในการศึกษาของเราเราเรียกว่ายุทธศาสตร์ ๓ ป ในการที่จะปฏิรูปประเทศ ถ้าท่านจะดูจากเอกสารที่เป็นเล่มสีเขียวในหน้า ๒ จะเห็นว่าในการปฏิรูปนี้ ๓ ป ของเรา ประกอบด้วยเรื่องของการปลูกฝัง เรื่องของการป้องกัน และเรื่องการปราบปราม ในด้านของ การปลูกฝังก็คือว่าเราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับสังคม สร้างจิตสํานึก แล้วก็ สร้างพลังคุณธรรม ทีนี้ในระหว่างที่ปลูกฝังซึ่งอาจจะใช้เวลายาวนานเราก็พูดถึงว่า ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตั้งแต่เยาวชนและประชาชนทั่ว ๆ ไป ก็มีข้อเสนอว่า เราต้องทําการป้องกันพร้อมกันไปด้วย ถ้าท่านดูในเรื่องของการป้องกันก็คือว่าจะต้องสร้างหลัก นิติธรรม ขจัดโอกาสในทางทุจริต ลดการแทรกแซงทางการเมือง ลดการใช้ดุลยพินิจ และทําให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบแล้วก็สร้างความโปร่งใส ท้ายที่สุดถ้าเราป้องกันแล้ว ยังไม่ประสบความสําเร็จเท่าที่ควรก็ต้องมีการปราบปราม ในด้านของการปรามปรามก็เป็น ปลายเหตุ เพราะว่าถ้ารอจนถึงปราบปรามก็หมายความว่าประเทศเกิดความเสียหายขึ้นแล้วก็มี การทุจริตมากมาย แต่อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งสําคัญ เพราะว่าถ้าเราไม่ปราบปรามคนที่ทํา ทุจริตคิดว่าสามารถจะรอดพ้นไปได้ก็ไม่มีความเกรงกลัว ในด้านการปราบปรามก็มีเรื่องของ การบูรณาการรัฐ เอกชน กับทางต่างประเทศ เพราะว่าเราต้องทํางานร่วมกับนานาชาติด้วย การมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างความเข้มแข็งและให้มีประสิทธิภาพขององค์กรต่าง ๆ ที่ทําการในเรื่องนี้ แล้วท้ายที่สุดก็คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จะทําให้ปราบปราม รวดเร็ว ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตว่าหลังจากนี้ไปจะขอให้แต่ละท่านที่ผมได้เอ่ยถึง ได้นําเสนอในแต่ละด้าน เริ่มตั้งแต่การปลูกฝัง ป้องกันและปรามปราม เพื่อที่ท่านสมาชิก จะได้รับทราบต่อไปครับ ขอคุณมากท่านประธานครับ