ชาญวิทย์ ผลชีวิน เรียกร้องให้รัฐธรรมนูญมีการบรรจุการกีฬาเพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณและสปิริตของมนุษย์ และจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักกีฬาและประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ ผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ส่งกําลังใจส่งแรงเชียร์เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ที่ผ่านมาทําให้ฟุตบอล ไทยชนะไต้หวันไปด้วยประตู ๔ : ๒ นะครับ มีความสุขกันทุก ๆ ท่านถ้วนหน้า แล้วก็ เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างจะน้อยนิดแต่ได้ความสําเร็จของคนทั้งชาติ เราเหลือแมตช์ (Match) แข่งขันอีก ๑ แมตช์ (Match) ที่จะเล่นกับประเทศอิรัก ขออนุญาตชี้แจงนิดหนึ่งเผื่อที่สมาชิก หลาย ๆ ท่านได้มากราบเรียนถามกระผมในฐานะที่อยู่กับวงการกีฬาว่า เราจะเข้ารอบฟุตบอลโลกเลยหรือเปล่าเมื่อชนะอิรักนะครับ เราเข้าครับ แต่เข้ารอบ ๑๒ ทีม ในกลุ่มเอเชียนะครับ เมื่อเราได้ ๑๒ ทีมแล้วจะไปแบ่งเป็น ๒ สายนะครับ สายละ ๖ ทีม เพื่อที่จะได้โควตาเอเชียคือ ๔ ทีมบวกกับอีก ๑ ทีม ๔ ทีมนี่ได้อัตโนมัติ หมายถึงอันดับ ๑ อันดับ ๒ ของแต่ละกลุ่มทั้ง ๒ สายเป็น ๔ ทีมได้เข้ารอบโดยอัตโนมัติ ส่วนที่ ๕ คือเอาอันดับ ๓ ของแต่ละกลุ่มมาเตะเพลย์ออฟ (Play off) กัน ทีมไหนชนะเลิศต้องรอเพลย์ออฟ (Play off) กับทวีปอเมริกาใต้อีก ๑ ทีม เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศ ที่อยากเห็นฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลกนะครับ แต่ฟุตบอลหญิงเราไปมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือส่วนหนึ่งทําไมประเทศไทยถึงต้องปฏิรูปการกีฬา ทั้ง ๓ ท่านได้กล่าวไปแล้ว ทั้งบริบท ทั้งหลักการ เหตุผล ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวออกมานั้น สิ่งที่กระผมเองในฐานะ คนกีฬาตั้งแต่เป็นนักกีฬา เป็นครูสอนกีฬา เป็นโค้ช (Coach) แล้วก็เป็นผู้บริหารในระดับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยากจะกราบเรียนว่าความสําคัญของการปฏิรูปกีฬานั้น ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านใด ๆ ที่เรากล่าวมาทั้ง ๑๑ ด้าน ถึงแม้ว่าการกีฬาจะถูกบรรจุ อยู่ในด้านอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมองไม่เห็นความสําคัญมากนัก แต่การกีฬานั้นผมเชื่อว่า อยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนทั่วโลก และเป็นจิตวิญญาณที่ถ่ายทอดออกมาที่ทุกคน ถามหาคือสปิริต (Spirit) รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักการขอโทษก่อนที่จะรู้จักการให้อภัย นี่คือจิตวิญญาณของคนทั้งโลกที่ถามหาสปิริต (Spirit) ทางด้านการกีฬากัน ไม่ว่าท่านจะอยู่ ในกลุ่มงานไหน ทํางานด้านไหน ทุกท่านถามหาสปิริต (Spirit) ทางการกีฬากันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการกีฬาของชาตินับว่าสําคัญมากด้านหนึ่งอย่างที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้ว เราอาจจะถูกบรรจุอยู่ด้านอื่น ๆ แต่เชื่อว่าทุกท่านเห็นความสําคัญของการปฏิรูป การกีฬาเช่นเดียวกัน สิ่งแรกเลยที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้เห็นความสําคัญ และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด ทําอย่างไรที่การกีฬาของประเทศ ๘๓ ปีที่จะบรรลุความสําเร็จ และเห็นชัด เห็นเป็นรูปธรรมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาของชาติ นั่นคือ การบรรจุคําว่า การกีฬา อยู่ในมาตราใดมาตราหนึ่งในร่างรัฐธรรมนูญครับ อันนี้ เป็นประเด็นแรกเลย เพราะว่า ๘๓ ปีที่ผ่านมาผมยังไม่เกิดเลยครับ จนกระทั่งผมเลิกเล่น จนกระทั่งผมมาเป็นโค้ช (Coach) จนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เห็นเลยครับ การกีฬาถูกบรรจุ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นขอการปฏิรูปครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่บรรจุ คําว่า การกีฬา ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๒ ประเด็นการขับเคลื่อนเร่งด่วนทําอย่างไรที่จะทําให้นักกีฬา ที่อยู่ในประเทศทั้งระบบ ไม่ว่าตั้งแต่ระดับเด็ก จนกระทั่งประชาชน เยาวชน เล่นในนามทีมชาติ หรือเล่นในนามเขต ในนามจังหวัด ในนามองค์กรในนามหน่วยงานต่าง ๆ เขาได้มีความสุข กับการเรียนแล้วก็การเล่นด้วย นั่นคือเรื่องเร่งด่วนที่ทาง คสช. รัฐบาลผลักดัน ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้น สิ่งนี้ละครับจะเป็นการตอบโจทย์อีกแนวทางหนึ่งซึ่งทําให้ กลุ่มนักกีฬา นักเรียน นักศึกษา ได้มีตัวเลือกครับ มีสถานที่เลือกที่เขาจะไปเรียนในส่วน ที่เขาถนัดและเขาชื่นชอบมากที่สุด พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนได้มาหารือกับผม อาจารย์ครับ ตอนนี้จะทําอย่างไรให้ลูกได้มาออกกําลังกายมาเล่นกีฬาบ้าง เด็กส่วนใหญ่กลับบ้านตอนนี้ ติดเกมก็มีครับ มั่วสุมก็มีครับ อายุ ๑๗-๑๘ ปีแล้ว ผมก็เรียนไปแล้วว่าโอกาสที่จะดึงออกมาจาก แหล่งมั่วสุมอย่างนั้นค่อนข้างจะยาก แต่ถ้าเราปูพื้นฐานเขาตั้งแต่เด็ก ๆ นะครับ ณ วันนี้สิ่งที่ น่าเป็นห่วงครับวัฒนธรรม ท่านลองถามตัวเองครับ ครอบครัวทุกวันนี้วันเสาร์ วันอาทิตย์ เราพาลูกหลานเราไปไหนครับ ไปเล่นกีฬาไหมครับ ไปออกกําลังกายไหมครับ ไปสถานที่ ท่องเที่ยวไหมครับ ส่วนใหญ่เข้าห้างครับตอนนี้ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมตรงนี้น่าห่วงครับ หลาย ๆ หน่วยงาน หลาย ๆ ศูนย์การค้าท่านจะ เห็นเลยครับ จัดการแข่งขันกีฬาแล้วครับ เอากีฬาเข้าห้างไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรม ตรงนี้น่าห่วงนะครับในอนาคต เด็ก ๆ แทนที่จะไปออกกําลังกายเหมือนกับทางทวีปยุโรป ทางทวีปอเมริกาใต้ หรือทางประเทศสหรัฐอเมริกา หรือทางประเทศออสเตรเลีย หรือประเทศที่เขาพัฒนาแล้วจะเห็นเลยว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์ พ่อแม่ ผู้ปกครองพาเด็กไปไหน ไปสนามกีฬาครับ ไปเที่ยวครับ ไปท่องเที่ยว ไปเรครีเอชัน (Recreation) ไปสันทนาการ ไปนันทนาการ ไปออกกําลังกายเพื่อสุขภาพครับ เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งที่ผมจะโยงกลับมาว่า ทําไมถึงต้องจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้น สิ่งนี้ละครับจะตอบโจทย์เด็กอีกกลุ่มหนึ่ง ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจและเห็นความสําคัญของการกีฬา ส่วนรายละเอียดทั้ง ๓ ท่าน ได้พูดไปแล้ว ผมจะมาเน้นถึงความสําเร็จว่าถ้าอนาคตเรามีมหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้นมาได้ เด็กคนหนึ่งหรือเด็กหลาย ๆ คนที่สนใจกีฬา ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ไปสู่กีฬาอาชีพได้ และเป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่งซึ่งมีรายได้มหาศาล นักกอล์ฟคนหนึ่งปัจจุบันนี้รายได้ปีละเกือบ ๖๐ ล้านบาท นักฟุตบอลเราที่เตะกันอยู่ทุกวันนี้ขั้นต่ําเด็กอายุ ๑๘ ปี จบ ม. ๖ ที่เราเรียกว่า มัธยมศึกษาปีที่ ๖ เข้าอะคาเดมี (Academy) ของสโมสรดัง ๆ มีเงินเดือนแล้วนะครับ เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป บางคนค่าตัว ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทแล้ว เพราะฉะนั้นอาชีพ อีกอาชีพหนึ่งนอกจากวิศวกร นอกจากแพทย์ นอกจากอาชีพอื่น ๆ แล้วอาชีพนักกีฬาครับ ท่านครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีมหาวิทยาลัยการกีฬาอะไรเกิดขึ้นครับ เด็กจะได้ไม่ต้องไปเครียด กับการเรียนครับ เราจะมีหลักสูตรของเราเองเป็นที่ยอมรับของสังคม จบออกมาแล้วอาจจะ มีคณะที่รองรับครับ เช่น คณะผู้ฝึกสอน คณะผู้ตัดสิน คณะบริหารจัดการกีฬา คณะกายภาพ สิ่งหนึ่งซึ่งผมขออนุญาตยกตัวอย่างแล้วก็เป็นปัจจุบัน ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นนักกายภาพ ที่ดูแลทีมชาติไทยอยู่ทุกวันนี้เงินเดือนเขา ๔๐๐,๐๐๐ บาท ที่มาช่วยแค่เป็นผู้ช่วยโค้ช (Coach) ของเราที่ตัวใหญ่ ๆ ที่ท่านเห็นในการถ่ายทอดสด เขาสามารถวินิจฉัยได้เลยครับว่า นักฟุตบอลคนนี้แค่ข้อเท้าพลิก ผมยกตัวอย่างนะครับ ธีรศิลป์ แดงดา ๒ วันไม่ได้เล่น ไม่ได้ซ้อมเลย เมสซีเจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ไม่ได้ซ้อมเลย เขาให้โปรแกรมวางแผนไว้ว่า วันแข่งขันจริงจะลงได้ เพราะฉะนั้นนี่คือจุดหนึ่งถ้าเราเปิดมหาวิทยาลัยกีฬาแล้วมีคณะที่เป็น เฉพาะทางเหล่านี้จะเป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งทําให้นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ ทางการกีฬา สปอร์ตเมดิซิน (Sport medicine) ของเราพัฒนาก้าวไกลเทียบเท่า ในระดับเอเชีย ระดับยุโรป แล้วก็ระดับโลกในอนาคตครับ ย้อนกลับมาตรงที่มหาวิทยาลัย การกีฬา ถ้าเรามีคณะเหล่านี้อะไรเกิดขึ้นครับ อย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่านักกีฬาทุกคนบอกว่า เมื่อเลิกเล่นแล้วเหมือนหมาล่าเนื้อ ขออนุญาตครับ บางคนเจ็บเล่นต่อไม่ได้ในระดับชาติ ในระดับจังหวัด ระดับไหนก็แล้วแต่ เขาสามารถเป็นโค้ช (Coach) ได้ครับ เขาสามารถ เป็นผู้ตัดสินได้ เขาสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับนักบริหารจัดการกีฬาได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามีมหาวิทยาลัยการกีฬา นี่คือสิ่งที่จะตอบโจทย์ต่อไปในอนาคตในการปฏิรูปกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรจะแยกงานกีฬาออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อาจจะมาตั้งเป็นกระทรวงใหม่หรืออาจจะไปควบรวมกับหน่วยงานอื่น ๆ ผมจําได้ว่าร่างแรก ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก่อนที่จะมาอยู่ร่วมกันนั้น ร่างแรกเป็นกระทรวงกีฬา และกิจการเยาวชนครับ อันนี้จําแม่นเลยเพราะผมอยู่ในคณะที่ทํางานอยู่ด้วย แต่พอเอาเข้ามา ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จึงกลายเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไป แต่ไม่ได้ หมายความว่าทํางานร่วมกันไม่ได้ แต่ว่าคาบเกี่ยวกันอยู่นิดเดียว สปอร์ต แอนด์ ทัวริสซึม (Sport and tourism) เป็นยุทธศาสตร์ที่คาบเกี่ยวกันอยู่ยุทธศาสตร์เดียว นอกจากนั้น ภารกิจงานค่อนข้างที่จะแยกกันโดยสิ้นเชิง ตัวที่ ๓ ถ้าเราสามารถจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ ณ วันนี้วิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่ได้ดูแลเฉพาะนักกีฬา ดูแลประชาชนทั่วไปตั้งแต่ระดับตําบล อําเภอ จังหวัด จนมาถึง ระดับชาติ ความหมายคืออะไรครับ สุขภาพพลานามัย การพักผ่อน การออกกําลังกาย การรับประทานอาหาร ขออนุญาตเรียนให้ที่ประชุมทราบเพิ่งไปฟุตบอลหญิงชิงแชมป์ (Champ) โลก ที่ประเทศแคนาดากลับมา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงแล้วก็ทําให้วงการกีฬาเปลี่ยนไปเยอะมาก ก็คือประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ประเทศเยอรมนีนํานักโภชนาการติดตามไปด้วย ๓๐ กว่าคน ขออนุญาตเล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่า ณ วันนี้วิทยาศาสตร์การกีฬาเจริญก้าวหน้าไปไกลมาก ฟุตบอล ๑๑ ตําแหน่ง เขามีนักโภชนาการดูแลทั้ง ๑๑ ตําแหน่งเลยครับท่าน ผู้รักษาประตู ควรจะกินอาหารประเภทไหน แคลอรี่เท่าไร ใช้พลังงานเท่าไร เหลือเท่าไร วันต่อไปจะกินอะไร เขามีคอนโทรล (Control) หมดครับ ฟิตเนส (Fitness) นักฟิตเนส (Fitness) ของฟุตบอล ฟิตเนส (Fitness) ของวอลเลย์บอล ฟิตเนต (Fitness) ของบาสเกตบอล ท่านเชื่อไหมครับ แยกกันโดยสิ้นเชิง แต่ ณ วันนี้ของเรายังรวมกัน แบบทดสอบสมรรถภาพรวมกันครับ ท่านประธานคณะกรรมการโอลิมปิก ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ท่านนั่งอยู่ที่นี่ท่านทราบดีครับ ๒๐-๓๐ ปี เราใช้แบบทดสอบแบบเดียวทดสอบมาตรฐาน นักกีฬาทุกชนิดท่าน ซึ่ง ณ วันนี้เป็นไปไม่ได้แล้วครับ เราต้องมีงานวิจัยที่ซัพพอร์ต (Support) รองรับครับ ฟิตเนส (Fitness) โภชนาการ แบบทดสอบสมรรถภาพของกีฬาแต่ละชนิด ต้องแยกครับท่าน เพราะฉะนั้นนี่คือจุดหนึ่งที่เราจะต้องการความสําเร็จในระดับโลก ท่านเห็นไหมครับ น้องเมย์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ นักแบดมินตันเรา ๑๕ นาทีสุดท้ายทําไม ถึงอ่อนแรง นักฟุตบอลเราเมื่อก่อนนี้ทุกท่านบอกว่า ๑๕ นาทีสุดท้ายเดี๋ยวก็โดนเขายิงอีกแล้ว แต่ ณ วันนี้ไม่ใช่แล้ว ๑๕ นาทีสุดท้ายเรายิงเขาครับเกือบทุกแมตช์ (Match) ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นนี่คือความสําคัญที่เราจะต้องจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แยกชนิดกีฬา ทํางานวิจัยอาร์แอนด์ดี (R&D) ออกมาครับ เพราะมิฉะนั้นแล้วเราก้าวสู่ระดับโลกต่อไปไม่ได้ โครงการทั้งหมดแผนงานต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้จัดทําไว้ ๖ ยุทธศาสตร์ ๓๗ แนวทาง แล้วก็ ๑๐๐ โครงการต้องนํามาขับเคลื่อน ต้องนํามาปฏิรูป กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังทุกท่านนะครับ ช่วยกันผลักดันแล้วก็ปฏิรูปการกีฬาของชาติเพื่อความสุขของคน ทั้งประเทศต่อไปในอนาคตครับ ขอบคุณมากครับ