สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วิทยา แก้วภราดัย พูดถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าการทุจริตไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลมาจากพัฒนาการของสังคมและระบบการปกครอง วิทยา แก้วภราดัย ยังเสนอแนะว่าควรปฏิรูปองค์กรที่มีหน้าที่ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และหาทางปราบปรามนักการเมืองและข้าราชการชั่วเหล่านี้

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๔๒ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาเป็นผู้อภิปรายต่อเนื่อง จากท่านอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งวันที่ท่านดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องขออนุญาตชื่นชมเลยครับ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้ต้องไปดูบทเรียน จากท่านครับ เป็นยุคแรกที่ปลัดกระทรวงกล้าขึ้นป้ายบนกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ โรงพยาบาลทั่วประเทศว่ากระทรวงนี้ไม่เอาคนโกง ขึ้นอย่างสง่างามด้วยครับ ผลสุดท้าย ของการขึ้นป้ายครับ คณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้นะครับ ท่านปลัดกระทรวงคนนี้ โดนขว้างระเบิดที่บ้าน และเมื่อเสร็จสถานการณ์ต่าง ๆ หมดแล้วท่านก็ถูกย้ายมาประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี กว่าจะคืนบําเหน็จให้ท่านก็ ๖ เดือนเต็ม ๆ ครับ จากคนที่อาศัย สภาพความขัดแย้งภายในกระทรวงสาธารณสุขเอาท่านออกไปอยู่ข้างนอก แล้ววันนี้ท่านมีโอกาส มาพูดปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไว้ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการ ที่ศึกษาครับ เรื่องทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ มันเป็นเรื่องของผู้มีอํานาจ การทุจริต เกิดมาตั้งแต่โบราณกาล ฮ่องเต้ก็มีข้าราชการกังฉิน ขุนนางกังฉิน มีขันที มันเป็นพัฒนาการ ทางสังคมแล้วแต่ยุคสมัยของการปกครอง ยุคหนึ่งครับพ่อค้าเขาวิ่งหาพระยาเลี้ยง ใครอยาก เป็นพ่อค้าที่ร่ํารวยก็ต้องวิ่งเข้าหาอํานาจ วันที่อํานาจอยู่ที่ขุนนางพ่อค้าก็วิ่งเข้าหาขุนนาง วันที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง นักธุรกิจก็เริ่มวิ่งเข้าหาคนที่มีอํานาจ บ้านเมืองเป็นเผด็จการครับ บ้านทหารก็เต็มไปหมด ทั้งพ่อค้า ทั้งคนที่หาประโยชน์วิ่งเข้าหาอํานาจที่นั่นครับ วันหนึ่ง ที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ปรับเปลี่ยนอํานาจการปกครองทั้งหมด บ้านนักการเมืองก็เป็นที่ซ่องสุมของบรรดานักธุรกิจ แล้ววันหนึ่งที่นักธุรกิจตั้งตัวได้ว่าจะ ส่งลูกตัวเองไปเป็นข้าราชการใหญ่ขึ้นเป็นขุนนางลําบาก แต่มีเส้นทางหนึ่งเส้นทางการทําเงิน เปิดช่องให้กับคนทําธุรกิจ เมื่อสังคมพัฒนาจากระบบขุนนาง ระบบศักดินามาสู่ระบบทุนนิยม และพัฒนาประชาธิปไตยเป็นทุนนิยมสามานย์ เราก็เห็นทุนขนาดใหญ่ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบ คนอื่นทั้งหมด เหมือนธรรมดาครับ ก็เอาเปรียบเหมือนในยุคขุนนางนะครับ เอาเปรียบเหมือน ในยุคเผด็จการ วิ่งเข้าหาคนมีอํานาจแล้วก็หาประโยชน์เข้าตัวเอง แต่วันหนึ่งที่ทุนพัฒนาหนัก ๆ เขาไม่จําเป็นต้องวิ่งหานักการเมืองแล้ว เขาเปลี่ยนระบบทุนเป็นการเมืองเสียเอง แล้วเมื่อทุน เป็นการเมืองเสียเองการทุจริตก็ยิ่งมโหฬารขึ้นไปใหญ่ เมื่อสามารถทุจริตเชิงนโยบายสําเร็จ คราวนี้ พูดไม่ได้ครับ มันเป็นนโยบายของรัฐ แต่ขนาดเป็นนโยบายของรัฐพ่อค้าเหล่านั้นได้ประโยชน์ มหาศาลยิ่งกว่าวิ่งกับทหาร ยิ่งกว่าวิ่งกับขุนนาง แล้วสุดท้ายครับ บ้านเมืองเราแปลคําว่าทุจริต กลายเป็นเรื่องวัฒนธรรม สิ่งนี้ที่ผมคิดว่ามันรุนแรงที่สุดแล้วเพราะสังคมไทยกล้ายอมรับว่า ทุจริตเป็นวัฒนธรรมของสังคม เราเริ่มต้นที่อื่นไม่ได้ ต้องเริ่มต้นที่การปราบปรามเลยครับ เริ่มต้นที่จะให้การอบรมศึกษาเด็ก เยาวชนทําได้ แต่ผมคิดว่าการปราบปรามเป็นมาตรการ ที่ต้องใช้ เพื่อนสมาชิกหลายคนได้เสนอกระบวนการในการปราบปรามตั้งแต่เรื่องอายุความก็ดี ตั้งแต่เรื่องการขยายสิทธิในการปราบปรามให้กับหน่วยงานก็ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไป ท่านที่จะทําในเรื่องของการปฏิรูปเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันท่านช่วยดูองค์กร ทั้งหมดที่มีอยู่ องค์กรที่ทําหน้าที่ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่า กกต. นะครับ จะพูดเป็นต้นน้ําก็ต้นน้ํา ที่ป้องกันนักการเมือง ธุรกิจการเมือง เข้าสู่ระบบ คตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. ทั้ง ๕ องค์กรที่ทําหน้าที่เหล่านี้มีเรื่องค้างกันอยู่ทั้งหมดเท่าไร ถ้าดูตัวเลข ที่ค้างแล้วผมคิดว่าอายุความหมดก็ยังไม่หมดเรื่องนะครับ ๒๐ ปีที่ตั้งไว้ไม่มีทางหมดหรอก เผลอ ๆ ผู้ต้องหาตายเกือบหมดแล้วคดียังไม่เสร็จหมดครับ เพราะฉะนั้นหาทาง ปฏิรูปองค์กรเหล่านี้ได้ไหมครับ ป.ป.ช. ที่ค้างอยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าเรื่องทําอย่างไรให้หมดเสียบ้าง ป.ป.ท. ที่เกิดขึ้นมาใหม่เริ่มสะสมคดีขึ้นมาแล้วเอาอย่างไร กกต. ไม่เลือกตั้งกันมาปีกว่า ๆ แล้วยังมีเรื่องค้างกี่เรื่อง ฟ้องเขาไปเสร็จแล้ว ศาลตัดสินแล้วต้องไปเรียกค่าเสียหายจาก การเลือกตั้งทํากี่เรื่อง ผมคิดว่าปฏิรูปองค์กรเหล่านี้เสียก่อน คนชั่วมันจะได้เริ่มกลัวเสียบ้าง แต่ถ้าปฏิรูปองค์กรเหล่านี้ไม่ได้ บรรยากาศยังมืดมน ปฏิรูปองค์กรเหล่านี้ได้ก็หันกลับไป หาสร้างคนรุ่นใหม่เถอะครับ เอาองค์กรเหล่านี้ปฏิรูปให้เสร็จแล้วปราบนักการเมือง หรือข้าราชการชั่วเหล่านี้ ยิ่งองค์กรไหนมีอํานาจมากทุจริตยิ่งมาก องค์กรที่ชื่อโบราณที่สุด ที่มีเจ้าพนักงานอยู่ในระดับจังหวัดก็คือองค์กรกรมที่ดิน เขายังเรียกว่าเจ้าครับ พอยิ่งเจ้า มีอํานาจมากครับ เมื่อ ๒ เดือนที่แล้วผมเข้าใจว่ามีการถอดแล้วก็คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไป ๑๖ ราย แล้วก็เป็นหน่วยงานที่มีปัญหามากอยู่ในทุกอําเภอครับ ที่ดินเป็นเรื่องเก่าแก่ โบราณจากยุคศักดินา คนที่เป็นหัวหน้าที่ดินจังหวัดยังเป็นเจ้าครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ ต้องปรับทัศนคติคนในประเทศทั้งหมด สร้างคนรุ่นใหม่เถอะครับ ปราบคนรุ่นเก่าที่มันโกงกัน เก่งนักให้จบแล้วสร้างคนรุ่นใหม่ วิธีสร้างคนรุ่นใหม่ไม่ได้มุ่งที่เด็ก วันนี้การปฏิรูปทั้งหมด ต้องไปเริ่มที่คนสอนเด็ก ถามว่าเราสร้างบุคลากรสอนเด็กพร้อมหรือยังที่จะเป็นตัวอย่างให้กับเด็กได้ ท่านประธานเริ่มกดแดงแล้วผมคิดว่า คือถ้าท่านจะให้หยุดผมก็หยุดเลยนะครับ แต่ถ้าท่าน เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการที่จะทําบ้านเมืองต่อไปก็เสียเวลาสักนิดครับ เพราะ ๕ นาที ของสภานี้ผมคิดว่าในสภาเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้นครับ ไม่ใช่มีเด็กเหลวไหลหลงเข้ามาแล้วครับ ปีนี้ผมก็อยู่ในการเมืองมาจนถึงอายุ ๖๐ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องเหลวไหลคงไม่เอามากล่าว แล้วทุกคนที่กล่าวในที่นี้ผมเชื่อว่ามีเหตุมีผล เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานจะยึด ๕ นาทีแล้ว เอาเป็นกติกาผมก็จะเคารพครับ แต่ถ้าท่านเห็นว่าเป็นเหตุเป็นผลของ สปท. ผมก็จะอภิปรายต่อ