รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันอังคารที่ ๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
เชิญนั่งครับ วันนี้มีผู้ที่แจ้ง ความจำนงขอหารือก่อนการประชุม ผมขอเรียงลำดับไปนะครับ ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ๒ นาทีนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือต่อท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตอำเภอกงไกรลาศ เพราะได้รับการร้องเรียนมาว่ามีถนนที่ ชำรุดทรุดโทรมเสียหายมาก ทำให้พี่น้องเกษตรกรนั้นไม่สามารถที่จะขนพืชไร่หรือว่าจะมาสู่ ตลาดนั้นค่อนข้างลำบาก คือถนนสายหมู่ที่ ๖ ตำบลกง มาหมู่ที่ ๗ ตำบลกง เรียกว่าบ้านประดู่เฒ่า เชื่อมไปถึงหมู่ที่ ๘ ตำบลกง บ้านเนินหว้า เชื่อมกันแล้วก็ไปเขตติดต่อของอำเภอบางระกำ ถนนเส้นนี้เป็นถนนลาดยางที่เก่าแก่มากแล้วก็อยู่ในความดูแลของทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการในการซ่อมแซมแก้ไขให้กับพี่น้องนะครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับทางองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย พี่น้องประชาชนนั้นก็อยากจะได้สะพานในการข้ามคลองตะเคียน หมู่ที่ ๖ ตำบลบ้านสวน เพราะว่าพี่น้องนั้นเดือดร้อนมากที่จะต้องเดินทางอ้อมกับหมู่บ้าน ในการที่จะเข้าไปในหมู่บ้าน ในหมู่ที่ ๖ ตำบลบ้านสวนของอำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัยครับ ก็ฝากต่อท่านประธานรัฐสภาถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานโยธาธิการ และผังเมืองให้ช่วยดำเนินการเรื่องของงบประมาณในการก่อสร้างสะพานครับ ขอบคุณครับ
ท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ได้รับร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งเรื่องการสัญจรไปมาถนนหนทาง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นถนนตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในเขตเลือกตั้งที่ ๖ นั้น โดยเฉพาะอำเภอวังสามหมอ แล้วก็ อำเภอไชยวาน ถนนตรงนี้หารือท่านประธานไปหลายครั้งแล้ว ถนนจากบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว ผ่านไปยังตำบลโพนสูง ทะลุไปยังบ้านคำค้อ อำเภอศรีธาตุ ถนนตรงนี้ทะลุไปยังอำเภอวังสามหมอ ซึ่งพี่น้องประชาชนเดือดร้อนเรื่องการสัญจรไปมาในด้านขนถ่ายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลังนะครับท่านประธานที่เคารพ ถ้าหากถนนตรงนี้ได้รับการดูแลจากทางรัฐบาล ไปก่อสร้างลาดยางให้ก็จะเป็นถนนเชื่อมระหว่างจังหวัดอุดรธานี ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปจังหวัดสกลนคร ถ้าเลี้ยวขวาจะไปจังหวัดกาฬสินธุ์นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องน้ำประปาในโรงเรียน ขณะนี้หลายโรงเรียนในเขตเลือกตั้ง อำเภอวังสามหมอ อำเภอไชยวาน อำเภอกู่แก้ว ได้ขาดแคลนน้ำดื่มแล้วก็น้ำใช้เป็นอย่างมาก ก็ฝากท่านประธานไปยังกระทรวงศึกษาธิการช่วยแก้ไขปัญหาอันนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ผมเรียกตามเวลาที่ท่านลงไว้ ท่านลงชื่อก่อนได้หารือก่อนนะครับ ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เดี๋ยวท่านสุนทรีครับ ท่านวัชระ เดี๋ยวครับถึงท่านอยู่แล้ว ไม่เป็นไรครับ ผมขอนิดเดียว เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิค่ะ เรื่องที่อยากจะขอหารือกับท่านประธาน ในวันนี้ก็คือ ดิฉันเองได้รับหนังสือขอรับการสนับสนุนในการช่วยเหลือจากกลุ่มองค์กร แนวร่วมผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาควบคุม ซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้พิการ จำนวนประมาณ ๒,๐๐๐ ครอบครัว เขามายื่นหนังสือกับดิฉัน เราคงทราบดีว่าในปัจจุบันนี้ผู้พิการก็จะมีเพียง แค่เบี้ยยังชีพเดือนละ ๕๐๐ บาทในการดูแลเลี้ยงชีพค่ะ เขาจะประกอบอาชีพส่วนใหญ่ก็คือ ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ปัจจุบันนี้นะคะท่านประธาน ต้องไปขอซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ในราคาฉบับละ ๙๐-๑๐๐ บาทเพื่อที่จะได้มาขายในราคา ๑๑๐ บาท ปัจจุบันก็ไม่เพียงพอ กับความต้องการในการที่จะใช้ดำรงชีวิตค่ะ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลในเรื่องการจัดสรรโควตาเพิ่มสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อให้พี่น้องเขาได้มี ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยนะคะ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือ ดิฉันเองได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องบ้านตะลอมไผ่ บ้านมะนาวหวาน ตำบลหนองบัวใหญ่ อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เขาร้องเรียนดิฉันเรื่องเกี่ยวกับว่าปัจจุบันนี้ ๒ หมู่บ้านในตำบลหนองบัวใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร ก็คือปลูกพริกเป็นงานหลักนะคะ แต่ปัจจุบันน้ำไม่มีก็ทำให้ไม่มีน้ำที่จะใช้ในการรดต้นพริก ทำให้พริกที่ได้มีผลผลิตที่ไม่ดีไม่มีคุณภาพค่ะ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็คือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้ช่วยดูแลในเรื่องการขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อให้พี่น้องประชาชน ๒ หมู่บ้านในตำบลหนองบัวใหญ่ ได้มีน้ำเพื่อใช้แล้วก็เพื่อ การทำการเกษตรด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านวัชระครับ เดี๋ยวผมขอให้ ท่านประสงค์ นุรักษ์ แล้วถึงท่านนะครับ ไม่ขัดข้องนะครับ ท่านประสงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้แทน ปวงชนชาวไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขอนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ เรื่องเก่าคือ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิพื้นฐานของผู้ใช้แรงงานครับ ผู้ใช้แรงงานประเทศไทยยังล้าหลังอยู่เป็นอันมากครับ เพราะรัฐบาลดึงบางสิ่งบางอย่างซึ่งรัฐบาลควรจะกระทำให้เสร็จสิ้น เมื่อรัฐบาลครั้งที่แล้ว รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามนำประเด็นนี้เข้าสู่การประชุมร่วมกันครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถจะลุล่วงได้เพราะว่าต้องปิดประชุมเสียก่อนในวันนั้นคือเรื่องเกี่ยวกับ การที่รัฐบาลไทยจะให้สภานี้ให้สัตยาบันในเรื่องอนุสัญญาของไอแอลโอ (ILO) หรือองค์การ แรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ทั้ง ๒ ฉบับนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าฉบับที่ ๘๗ นั้นว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ของผู้ใช้แรงงานทั้งหมด ผู้ใช้แรงงานจะต้องไม่มีการแทรกแซงจากรัฐ จะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ จากรัฐ และจะต้องไม่มีการขัดขวางตามรัฐ การปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่ผ่านมานั้น ยังหาได้บรรลุเป้าหมายอันนี้ไม่ แล้วก็ฉบับที่ ๙๘ ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง รัฐบาลจะต้องไม่แทรกแซง นายจ้างจะต้องให้เสรีภาพในการที่จะให้ลูกจ้างได้รับการเจรจาเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ เพราะถ้าหากว่ามีแรงงานที่มีคุณภาพแล้ว ผลิตภัณฑ์ ผลิตผลต่าง ๆ ก็ออกมา อย่างมีคุณภาพ และผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็จะตกอยู่กับชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะนี้ ประเทศในอาเซียน ๑๐ ประเทศ ดูเหมือนจะมีประเทศไทยประเทศเดียวไม่ยอมที่จะให้ สัตยาบันต่ออนุสัญญาดังกล่าวคือข้อ ๘๗ และข้อ ๙๘ ผมว่ารัฐบาลนี้น่าจะฉวยโอกาสนี้ ให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศกว่า ๓๐ ล้านคน ได้เห็นความสำคัญว่ารัฐบาล ได้มองเห็นคุณค่าของผู้ใช้แรงงาน สร้างหลักประกันให้ผู้ใช้แรงงาน สร้างความมั่นคงให้กับ ผู้ใช้แรงงาน ไม่มีผู้ใช้แรงงานที่ไหนที่จะทำลายสถาบันของตัวเองคือสถาบันนายจ้าง มีแต่อยากจะเห็นสถาบันนายจ้างมีความก้าวหน้าและสำเร็จเพราะตัวเองมีความมั่นคง ในชีวิตและครอบครัว หวังว่ารัฐบาลคงเข้าใจครับ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านวัชระ เพชรทอง ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
เรื่องแรก ท่านประธานครับ กรณีที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ไปเจรจาการค้ากับต่างประเทศนั้น ปรากฏว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงบประมาณเท่าที่ควร ควรที่จะจัดเครื่องมือคอมพิวเตอร์ เช่น แท็บเล็ต หรือไอแพดให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมดังกล่าว เพื่อที่จะไปเจรจาก่อนที่ประเทศของเราจะเข้าสู่เออีซี (AEC) ต่อไป
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ กรณีการจับกุมบิดาของท่านรัฐมนตรีสนธยา คุณปลื้ม นั้นรัฐบาลบอกว่าไม่ได้สั่งการ แต่ปรากฏว่าหนังสือพิมพ์ข่าวสดเขียนชัดเจนวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ บรรทัดที่ ๑๑-๑๓ ระบุว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เพิกเฉยละเลยปล่อยให้ผู้ต้องคำพิพากษา คดีอาญาหลุดลอยจากอายุความ จึงเห็นว่ารัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง ต้องชี้แจงว่ารัฐบาลไม่ได้ เพิกเฉยละเลยนั้นหมายถึงรัฐบาลสั่งการหรือไม่ อย่างไร
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ กรณีการที่ตั้ง พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ เป็นประธานในการเซ็นสัญญาเช่ารถมูลค่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องนี้มีเงื่อนงำครับท่านประธาน เพราะทำไม ผบ.ตร. คือ พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ถึงไม่เซ็นสัญญาเอง และประหยัดให้กับประเทศชาติอย่างไรมูลค่าสูงถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจะยื่นเรื่องนี้ให้กับคณะกรรมาธิการการตำรวจเพื่อสืบสวนสอบสวนต่อไปเพราะมีเงื่อนงำ ในประเด็นนี้ และขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้เปิดเผยต่อชาวโลกว่าประเทศเรามีนายกรัฐมนตรี ๒ คน แต่ถ้าไม่จริง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศต้องออกมาชี้แจงครับ
สุดท้าย ท่านประธานครับ นี่คือปฏิทินที่ผมพิมพ์แจกเพื่อนข้าราชการรัฐสภา คือหยุดรัฐบาลคอร์รัปชัน (Corruption) งบน้ำท่วม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และหยุดการคอร์รัปชัน งบสร้างสภาใหม่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจะนำปฏิทินนี้ให้กับข้าราชการสภาทุกคน ให้กับพี่น้องประชาชน และมอบให้กับท่านประธานรัฐสภา ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านสหรัฐ กุลศรี ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ เขตเลือกตั้งที่ ๕ จังหวัดสุพรรณบุรี มีดังนี้นะครับ
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชนบ้านทุ่งสับฟากซึ่งอยู่ใกล้กับ บ้านผู้ใหญ่วิโรจน์ สดคมขำ หมู่ที่ ๑ ตำบลทัพหลวง อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องเรียนมาว่าในขณะนี้ไฟฟ้ากำลังตก ตกเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้ปรึกษาหารือ ในสภาหลายครั้ง โดยเฉพาะตำบลทัพหลวงกับตำบลหนองราชวัตรนั้นปรากฏว่าไฟฟ้ากำลังตก เวลาหุงข้าว ข้าวก็ไม่สุก เวลาดูโทรทัศน์ก็ดูได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จึงฝากท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบให้ช่วยดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงกำลังไฟฟ้าให้อยู่ในระดับปกติ ด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องเกี่ยวกับน้ำประปา ผมได้รับการร้องเรียน จากท่านมานุษย์ กลิ่นน้ำหอม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางนอน ตำบลยางนอน อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องเรียนมาว่าในขณะนี้น้ำประปาในบริเวณ ตำบลยางนอนนั้นเวลาสูบขึ้นมาจะเป็นน้ำที่มีสนิมเหล็กอยู่จำนวนมากมีสีแดง จึงฝากเรียน ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปแก้ไขเรื่องปัญหาน้ำที่เป็นสนิมเหล็กให้ด้วยครับ เพราะว่าขณะนี้ประชาชนใช้ในการอุปโภคและบริโภคไม่ได้เลยครับ ขอบคุณครับ
พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประทานกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องครับ ท่านประธานครับ เป็นที่น่าสลดหดหู่อย่างยิ่งนะครับ เนื่องจากว่าได้มีโจร ผู้ก่อการร้ายหรือคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนที่ใช้ในการสงครามยิง ฆ่า พยายามฆ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนที่มาจากจังหวัดสิงห์บุรี เหตุเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกาเศษ ที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ข่าวได้เผยแพร่ไปในสื่อสิ่งพิมพ์และสถานี ในหลายช่อง ท่านประธานครับ สิ่งที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่งแล้วก็โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ที่อยู่ทางภาคใต้ได้แสดงความวิตกกังวลในต่างกรรมต่างวาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ตาย คนหนึ่ง คุณเอกรินทร์ หอมเชย พิการท่อนล่างด้วยครับ แต่มีความสามารถในการขับรถตีดิน เพื่อจะปรับพื้นที่นาดังกล่าวที่จังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านมีจิตอาสาครับ ได้ถูก คนร้ายซึ่งโหดร้าย ผมขอประณามว่าการกระทำดังกล่าวนี่เป็นการกระทำที่เลวทรามต่ำช้า อย่างยิ่ง ท่านได้ตายไปพร้อมกับนายเสน่ห์ ขุนเณร ท่านประธานครับ และในวันนี้ยังมีเมสเสจ (Message) มานะครับ โจรใต้มัดมือยิง ๔ ศพพ่อค้าซื้อผลไม้ยะลา นอกจากนั้นมีการปะทะกัน ได้ยึดปืนของครูชลธี เจริญชล ที่ปะทะกับอาร์เคเค (RKK) หากินได้ตลอดครับ ดังนั้นก็ประทาน กราบเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังรัฐบาลครับ ท่านจะต้องลงไปส่งเสริมให้กำลังใจ ผู้บาดเจ็บและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัครต่าง ๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน บุคลากรมีจำกัดครับ จึงขอประทาน กราบเรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ
ท่านนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตหารือเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๓ เรื่อง
เรื่องแรก ท่านประธานที่เคารพครับ ราคามันสำปะหลังปีนี้ตกต่ำมาก ตอนนี้ เหลือแค่เพียงกิโลกรัมละ ๑.๘๐ บาท แล้วก็ลานมันสำปะหลังที่รับจำนำที่รัฐบาลกำหนดไว้ ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะที่จังหวัดพิษณุโลกลานมันสำปะหลังที่รับจำนำมีน้อยมากแล้วปริมาณ ก็มีจำกัดทำให้ประชาชนเดือดร้อน รวมไปถึงราคาสับปะรดก็ตกต่ำมากปีนี้เกษตรกร ที่ทำไร่สับปะรดค่อนข้างเดือดร้อน ก็ขอให้ส่วนราชการเร่งแก้ไขนะครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ถนนสายนครไทย-นาเมือง แล้วก็นาเมือง-โป่งสอ ของอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก อยู่ในการกำกับดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ผมได้หารือต่อท่านประธานและต่อสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง แต่รัฐบาลแล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างก็โยนกันไปโยนกันมาไม่เคยได้รับการแก้ไข เนื่องจากถนนสายนี้ทางขึ้นเขาน้ำเซาะขาดไปครึ่งหนึ่งวิ่งได้ช่องทางเดียว แล้วช่วงบริเวณเขา ก็ขาด ขาดตั้งแต่ช่วงฤดูฝนปีที่แล้วนะครับ ปรากฏว่าปีนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผมเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ไม่มีความคืบหน้า บอกว่าอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สุดท้ายก็ต้องขอถือโอกาสนี้ ฝากท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าจะเอาอย่างไรหรือจะปล่อยให้ ประชาชนเดือดร้อน
เรื่องสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือลูกจ้างเหมาทั้งรายวันแล้วก็รายเดือน โดยเฉพาะในทุกกรมที่อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีลูกจ้างเหมาทั้งรายวันและรายเดือนได้รับค่าแรงไม่ครบ ๓๐๐ บาท ตามที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายไว้ ก็ขอให้รัฐบาลกำกับดูแลทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีลูกจ้างทั้งรายวันแล้วก็รายเดือนดูแล ให้เขาได้รับค่าแรงขั้นต่ำเป็นอย่างน้อย เพราะว่าในปัจจุบันบางที่ได้รับแค่เพียง ๔,๐๐๐ บาท ก็ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัด แก้ไขด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีเรื่องที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก เรื่องใกล้ตัวในเรื่องของการเข้าออกในสภา ประตูที่ใช้ในการออก เรามีประตูออกอยู่ ๒ ทาง ไม่ทราบเหตุผลว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราเปิดใช้ประตูเดียว ทำให้การจราจรในรัฐสภาเราติดขัดในช่วงเวลาปิดสภาหรือปิดประชุม ก็ขอท่านประธาน ได้ให้มีการทบทวนในการใช้ประตูทางออกด้วย
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของกีฬาแห่งชาติก็ดี เรื่องของการจัดการแข่งขันกีฬา ท่านประธานที่เคารพครับ จังหวัดหนองคายไม่มีโรงยิม ไม่มีสนามกีฬาที่มาตรฐาน ไม่มีสระว่ายน้ำ มาตรฐาน แต่ปรากฏว่าในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ นักกีฬาว่ายน้ำของจังหวัดหนองคาย ไปได้เหรียญรางวัล ผมก็สอบถามว่าไปฝึกกันที่ไหน อาจจะไปฝึกที่ลำน้ำโขงหรือเปล่า เพราะไม่มีสนามฝึกเลย เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าจังหวัดหนองคาย มีความต้องการที่อยากจะได้สนามกีฬาที่เป็นมาตรฐาน เป็นสนามฟุตบอล เป็นลู่วิ่ง เป็นโรงยิม เพื่อที่จะให้การส่งเสริมการกีฬาทัดเทียมเพื่อความเท่าเทียมกัน ท่านจะสังเกตว่าในการแข่งขัน กีฬาครั้งใด เขต ๑๐ กทม. ได้ที่ ๑ ตลอด เขตอื่น ๆ ไม่มีเหรียญก็เพราะมันไม่มีที่ฝึก ไม่มีที่จะแข่งขันเป็นระยะ ๆ เหมือนกับกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดสรรงบประมาณไปยัง จังหวัดหนองคายเพื่อให้มีสนามกีฬากลางโดยด่วนด้วยนะครับ ขอมา ๑๐ ปีแล้วยังไม่ได้เลย ขอบคุณท่านมากครับ
อาจารย์สุมล สุตะวิริยะวัฒน์
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองนักเรียนในจังหวัดเพชรบุรีเกี่ยวกับ การจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพของครูในปัจจุบัน ทั้งนี้ จากผลการวิจัยได้กล่าวว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคุณครูขาดจริยธรรมและจรรยาบรรณ ในวิชาชีพครู ก็ด้วยสาเหตุเพราะกระบวนการผลิตครูไม่ได้เตรียมครูมืออาชีพ ไม่มีการสร้าง จิตสำนึกในจริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง ๓. ไม่มีการบังคับใช้ จริยธรรมครูในทางปฏิบัติ ได้แต่เขียนไว้อย่างสวยหรูเท่านั้น และสำคัญที่สุดก็คือปัจจัย สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจก็จะดำเนินตามค่านิยมทางสังคมและความเจริญทางด้าน เทคโนโลยี เช่น ห้องเรียนที่ขนาดใหญ่เกินไปการดูแลเด็กไม่ทั่วถึง แล้วก็การสอนที่มากเกินไป สำหรับครู ฉะนั้นหากจะดูบทบาทของครูที่เป็นมืออาชีพไม่สามารถดูได้จากในโรงเรียน ต้องไปดูที่สถาบันกวดวิชา เรียกว่าไม่ใช่ดูที่ห้องเรียน แต่ไปดูที่สถาบันกวดวิชาจึงจะเห็น ครูมืออาชีพ ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กระทรวงศึกษาธิการต้องหันมาร่วมมือกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
๑. กำหนดจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครูอย่างชัดเจนและนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างแท้จริง
๒. สร้างระบบเครือข่ายผู้ปกครอง
๓. การปฐมนิเทศอบรมครูให้ทราบถึงจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู อย่างชัดเจนและมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง
๔. มีกระบวนการทำให้ครูทุกคนเข้าร่วมรับรู้ รับผิดชอบในกฎ กติกา จริยธรรม วิชาชีพครูอย่างแท้จริง
ดิฉันฝากท่านประธานกราบเรียนไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อีกครั้งหนึ่งว่า อย่าให้ผู้ปกครองต้องมาถามดิฉันว่าครูมืออาชีพอยู่ที่สถาบันกวดวิชา ไม่เช่นนั้นแล้ว ตั้งโรงเรียนไว้ทำอะไร ขอบคุณค่ะ
ท่านนริศ ขำนุรักษ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต หารือที่เป็นเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้าน
เรื่องที่ ๑ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในเขตอำเภอบางแก้ว โดยเฉพาะในเขตเทศบาล ตำบลบางแก้ว ตำบลท่ามะเดื่อ ไฟฟ้าตก ซึ่งผมนั่งฟังการประชุมสภาอยู่ช่วงหลัง ๆ มีเพื่อนสมาชิก ได้หารือเรื่องไฟฟ้าตก แล้วก็ประชาชน เศรษฐกิจได้รับความเสียหายบ่อยครั้งมาก จึงขอให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดูแลทั้งระบบด้วยนอกจากดูแลเฉพาะพื้นที่อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง แล้วนะครับ
เรื่องที่ ๒ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านหมู่ที่ ๑๒ ตำบลโคกสัก อำเภอบางแก้ว ว่าได้รับความเดือดร้อนเรื่องการขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ ปริมาณน้ำไม่เพียงพอ คุณภาพน้ำไม่ดี ขอให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เข้าไปดูแลอย่างเร่งด่วนด้วย
เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมทางหลวงชนบทเข้าไปดูแลถนนสายทุ่งค่าย ในเขตเทศบาล ตำบลป่าบอนและตำบลหนองธง อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง
เรื่องสุดท้าย ผมได้รับแจ้งจากสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดิน บ้านยางขาคีม และสหกรณ์การเกษตรป่าบอนว่า ทาง ๒ สหกรณ์ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนา ศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ในการยกระดับราคายาง ซื้อยาง ในราคาประกันของรัฐบาล แต่ด้วยเหตุที่ว่า สกย. ซื้อเฉพาะยางแผ่นรมควัน แต่ว่าสหกรณ์ ทั้ง ๒ สหกรณ์ไม่มีโรงงานรมควันจึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ พี่น้องประชาชนที่เป็นสมาชิก ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ๒ สหกรณ์ดังกล่าวจึงขออนุญาต สกย. ไปใช้โรงรมยาง ซึ่งยังมีศักยภาพ หรือโรงรมยางที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงแต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพในการรมยาง เพื่อจะขายให้รัฐบาลในราคาประกัน เรื่องนี้มีรายละเอียด ผมขออนุญาตมอบท่านประธาน เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขให้พี่น้องเกษตรกรต่อไป กราบขอบพระคุณท่านครับ
ท่านชมภู จันทาทอง ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๓ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่นำมาหารือแทนพี่น้องประชาชนอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก ดิฉันได้ลงพื้นที่ของอาทิตย์ที่แล้วได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน บ้านไทยสามัคคีแล้วก็บ้านปุดดู่ ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เนื่องจากบ้านไทยสามัคคีไปถึงบ้านปุดดู่นั้นยาวประมาณ ๓ กิโลเมตร ถนนเส้นนี้ เป็นรูปร่างถนนเฉย ๆ ลูกรังก็ไม่มี ซึ่งระยะทาง ๓ กิโลเมตรส่วนมากก็จะเป็นพืชไร่ของ พี่น้องประชาชนเขาก็ไปมาหาสู่กันตลอดเขาลำบากมาก ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นของเราได้ให้เจ้าหน้าที่นั้นไปสำรวจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เบื้องต้นนี้ ขอเป็นถนนลูกรัง แล้วก็ขอให้เป็นถนนคอนกรีตสืบต่อไป
เรื่องที่ ๒ นั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวค่ะท่านประธาน สืบเนื่องจากอาทิตย์ที่แล้ว วันอังคารเราก็ได้ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ดิฉันก็ได้รับร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนดูข่าวเขาก็ดูข่าวในห้องสภาของเรานี้ว่าเจ้าหน้าที่ในห้องประชุมรัฐสภา ซึ่งเขาเรียกว่าชวเลขทำไมแต่งตัวไม่เหมือนกัน บางท่านใส่ชุดสีกากี บางท่านใส่ชุดสูท (Suit) สีแดง ทางพี่น้องชาวจังหวัดหนองคายนั้นเขาก็ดีใจว่าทำไมใส่สูทสีแดงได้ แต่ท่าน ส.ส. ประสิทธิ์ ทำไมใส่ไม่ได้ เขาก็สงสัย ดิฉันก็นึกได้และเห็นพ้องเหมือนกับพี่น้องประชาชน และ ส.ส. หลายท่านก็ฝากดิฉันให้หารือ ท่านประธานว่าอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ในห้องประชุมรัฐสภาเรานี้ได้ใส่ชุดสีกากีเหมือนกันดีไหมคะ จะเป็นระเบียบเรียบร้อยและชาวบ้านดูจะได้ไม่สงสัย แล้วมันก็ขลังดีด้วยค่ะท่านประธาน ขอบคุณมากค่ะ
เลขาธิการรับไปเลยครับ พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรื่องควรให้มี กฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการจ่ายเงินค่าจ้างล่าช้าแก่ผู้รับเหมา ท่านประธานครับ เรื่องนี้ สืบเนื่องมาจากข่าวในสื่อสิ่งพิมพ์ว่ามีการสร้างสถานีตำรวจล่าช้าทั่วประเทศ ขณะนี้ก็มี การสอบสวนอยู่นะครับ แต่มีสิ่งหนึ่งมักไม่ปรากฏในสื่อก็คือว่าธรรมดาแล้วบริษัทขนาดใหญ่ เมื่อประมูลงานได้ไปแล้วมักจะไม่จ่ายเงินให้แก่ผู้รับเหมาช่วงตามห้วงระยะเวลาที่กำหนด เพราะว่าขาดเงินทุนหมุนเวียนก็เลยทำงานสะดุด ในอนาคตอันใกล้นี้รัฐบาลก็มีโครงการ ขนาดใหญ่หลายโครงการด้วยกันนะครับ ตั้งแต่โครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างระบบ ป้องกันอุทกภัย แล้วก็โครงสร้างขนส่งระบบรางอะไรต่าง ๆ ซึ่งจะกู้เงินอีก ๒.๒ ล้านล้านบาท ทั้งหมดนี่นะครับ ถ้าเผื่อไม่มีกฎหมายลักษณะนี้ก็จะทำให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นและส่งผลเสีย ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศครับ ในต่างประเทศมีกฎหมายลักษณะนี้มานานแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายป้องกันการจ่ายเงินค่าจ้างล่าช้าให้แก่ผู้รับเหมาช่วง ชื่อภาษาอังกฤษคือ แอคท์ อะเกนซท์ ดีเลย์ อิน เพย์เมนท์ ออฟ ซับคอนแทรคท์ โพรซีดส์ ทู ซับคอนแทรคเตอร์ส (Act Against Delay in Payment of Subcontract Proceeds, etc. to Subcontractors) เป็นกฎหมายหมายเลข ๑๒๐ ออกมาเมื่อ ค.ศ. ๑๙๕๖ ครับ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย คุ้มครองผู้รับจ้างช่วงในการทำสัญญากับรัฐ มีกฎหมายตั้งแต่สมัยโบราณแล้วคือมิลเลอร์ แอคท์ (Miller Act) เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๓๕ แล้วก็กฎหมายการจ่ายเงินโดยรวดเร็ว ภาษาอังกฤษก็คือ พร็อมท์ เพย์เมนท์ แอคท์ (Prompt Payment Act) ปี ค.ศ. ๑๙๘๘ ทั้งหมดนี่เขาพบว่า มันมีปัญหาเขาเลยตั้งกฎหมายลักษณะนี้ซึ่งประเทศไทยไม่มีนะครับ ประเทศฮอลแลนด์ก็จะมี กฎหมายลักษณะเดียวกันชื่อโคโลราโด ลอว์ ออฟ ซับคอนแทรคเตอร์ส แอนด์ แมเทเรียลเมน (Colorado Law of Subcontractors and Materialmen) แปลเป็นภาษาไทยก็คือว่า กฎหมายที่จะคุ้มครองผู้รับจ้างช่วงและผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ทั้งหมดมันมีรายละเอียดซึ่งเป็น กฎหมายสำคัญ ก็เสนอท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาพิจารณาเสนอพรรคการเมืองของท่าน ให้เสนอร่างกฎหมายลักษณะนี้เข้าสภาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ขอบคุณครับ
ผมเอาคิวที่ลงชื่อก่อน ๙ โมง รายสุดท้ายก่อนถึงท่านอลงกรณ์ครับ ท่านเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ครับ เดี๋ยวท่านอลงกรณ์ ต่อนะครับ เอาคิวก่อน ๙ โมงครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีเรื่องสำคัญที่จะหารือท่านประธาน ๑ เรื่องคือ
เรื่องขอให้กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมส่งเสริม คุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลักดันป่าชุมชนร้องนาเอี่ยน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันได้ลงพื้นที่พบปะ พี่น้องประชาชนในตำบลเหล่ากอหก อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย และได้รับหนังสือหารือ จากนายธนโชติ สิงห์คำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาผักก้าม ซึ่งเป็นประธานองค์กรป่าชุมชน ร้องนาเอี่ยนว่าในหมู่บ้านนี้คือบ้านนาผักก้ามและบ้านนาเจริญ ๒ หมู่บ้านนี้มีป่าชุมชน มีพื้นที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ เป็นป่าดงดิบมีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลาย ทางชีวภาพ เป็นป่าโบราณที่ไม่เคยถูกบุกรุกแผ้วถางป่ามาก่อน มีต้นไม้ใหญ่ ๑๓ คนโอบ อยู่หลายต้น มีอาหารป่า มีสมุนไพร มีสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางประธานองค์กร ป่าชุมชนร้องนาเอี่ยน กำนัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล คณะกรรมการหมู่บ้านทั้ง ๒ หมู่บ้าน พี่น้องประชาชน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ได้ร่วมกันดูแลป่าชุมชนร้องนาเอี่ยนต่อจากบรรพบุรุษ มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนได้รับพระราชทานธงพิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิตจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ. ๒๕๓๙ และได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๑๑ และใน พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้รับโล่จากองคมนตรี จากการประกวดชุมชนรักษ์ป่าไม้ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันมีการบุกรุกทำลายป่าเป็นจำนวนมาก พี่น้องประชาชนที่ดิฉันได้กล่าวข้างต้นเกรงว่าจะถูกนายทุนและพี่น้องประชาชนบุกรุกเกี่ยวกับ เรื่องการทำการเกษตรจึงได้ปรึกษาหารือดิฉันมา ตัวดิฉันจึงปรึกษาหารือท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปยังกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยลงมาดูแลแล้วก็มีการปรับปรุงผลักดัน ป่าชุมชนร้องนาเอี่ยนนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วยตามวัตถุประสงค์ของ พี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมี ๒ เรื่องที่จะขอหารือผ่านท่านประธาน ไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
เรื่องแรก ก็คือเรื่องถนนพระรามที่ ๒ ซึ่งเป็นทางหลวงหมายเลข ๓๕ มีความยาว ๘๔ กิโลเมตร เป็นเส้นทาง ๑ ใน ๒ เส้นทางเท่านั้นที่ลงไปยังทางภาคใต้หรือทางภาคใต้ ที่จะขึ้นมายังภาคกลางและกรุงเทพมหานคร แต่ปรากฏว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว สำคัญ คือ ชะอำ หัวหิน แก่งกระจาน หนองหญ้าปล้อง เป็นต้นนั้น การจราจรคับคั่งมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นลอง วีคเอนด์ (Long weekend) เห็นควรว่าทางรัฐบาลน่าจะได้สร้าง ทางด่วนยกระดับ เฉกเช่นเดียวกับทางด่วนบูรพาวิถีที่คร่อมอยู่บนถนนสายบางนา-ตราด ผ่านจังหวัดฉะเชิงเทราของท่านประธานไปยังจังหวัดชลบุรีและไปตะวันออกครับ ตรงนี้จะช่วย ในการส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แล้วก็การคมนาคมสัญจร
เรื่องที่ ๒ ต่อเนื่องกันก็คือที่ผมได้เสนอทางรัฐบาลไป แล้วขณะนี้ก็ดำเนินการ ต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วถึงปัจจุบันก็คือ การเปลี่ยนสามแยกวังมะนาวเป็นสี่แยกวังมะนาว นั่นหมายความว่าถ้าเราสามารถสร้างทางยกระดับถนนพระรามที่ ๒ ๘๔ กิโลเมตร ก็ไปจรดที่ สามแยกวังมะนาวเดิม ตรงนั้นเป็นตัวเชื่อมต่อกับทางหลวงถนนเพชรเกษม เมื่อเปลี่ยนเป็น สี่แยกวังมะนาวก็สามารถที่จะไปเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข ๓๕๑๐ ตรงนี้สำคัญมากครับ เพราะว่าเรากำลังเปิดทวายเป็นประตูตะวันตก สามารถเชื่อมโยงจากจังหวัดกาญจนบุรี ผ่านด่านมะขามเตี้ยมาปากท่อ แล้วก็เชื่อมโยงทางหลวงหมายเลข ๓๕๑๐ ที่พาดผ่าน จังหวัดเพชรบุรีตะวันตกไปออกทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตะวันตก แล้วก็เชื่อมโยงมายัง สี่แยกวังมะนาว จะเป็นเครือข่ายที่สำคัญในการสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ให้กับประเทศนะครับ ทั้งเพื่อประโยชน์การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ แล้วก็การขยาย เศรษฐกิจระหว่างประเทศบนประตูตะวันตกที่ทวายครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญครับ
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไรครับท่านครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมเรียนถามท่านว่า เราต้องประชุมรัฐสภากันอย่างเคร่งครัดถูกไหมครับ ตามกติกาที่เราสร้างกันไว้ เรียนถามท่านว่า ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเป็นองค์ประชุมแล้วหรือยัง
ยังครับ
ยังนะครับ แล้วเมื่อสมาชิกไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ในข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็บอกไว้ชัดเจน ในข้อ ๑๗ พ้นกำหนดประชุมรัฐสภาไป ๓๐ นาทีแล้ว สมาชิกรัฐสภายังไม่ครบองค์ประชุม ประธานจะสั่งให้เลื่อนการประชุมรัฐสภาไปก็ได้ ผมก็ต้องถามท่านครับว่านายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีซึ่งขอให้เปิดการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ท่านมาถึงการประชุมหรือยัง นายกรัฐมนตรีได้คะแนน ๑๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองในการลงมติตามข้อมูลของนักการเมือง ซึ่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำมา ท่านประธานรัฐสภามีหน้าที่ที่จะทำให้ การประชุมนั้นมันชัดเจน มันเคร่งครัด ท่านประธานได้เสนอความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรีไหมครับ ว่าต้องเข้าร่วมการประชุมรัฐสภาทุกครั้ง จนถึงขณะนี้ผมคิดว่าไม่เป็นไปตามองค์ประชุมนะครับ ท่านประธานครับ เลย ๓๐ นาทีแล้วท่านต้องเลื่อนการประชุมครับ
เอาอย่างนี้ครับ คือเนื่องจากว่า ในข้อบังคับการประชุมบอกว่าภายใน ๓๐ นาที ถ้าองค์ประชุมไม่ครบ ประธานก็จะพักการประชุม หรือเลื่อนการประชุมไปก่อน ถูกไหมครับ แต่วันนี้คืออย่างนี้ครับ ผมกำลังให้ท่านสมาชิก ใช้สิทธิในการที่จะขอหารือไปเรื่อย ๆ ความจริงแล้วเราก็ทำอย่างนี้มาตลอดนะครับ ซึ่งเวลานี้ ผมเหลืออีกนิดเดียวก็จะครบองค์ประชุมแล้วครับ แต่ก็มีสมาชิกที่อยู่เยอะนะครับ
(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านวรชัยมีอะไรครับ ท่านวรชัย ประท้วงอยู่ เชิญท่านวรชัยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามประเพณีในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ทุกครั้งครับ ท่านประธานจะให้มีการหารือทุกครั้ง หลังจากพี่น้องประชาชน ท่านสมาชิก ส.ว. ส.ส. ได้เอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมา เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นหลังจากความเดือดร้อนของประชาชนเสร็จ ท่านประธานบอกว่าขณะนี้สมาชิก ได้ลงชื่อไว้พร้อมแล้ว ขอเปิดประชุมครับ ตอนนี้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนยังไม่หมดครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นขอให้เอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก่อนครับ สำคัญครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านบุญยอดครับ ขออย่างนี้ได้ไหม คือผมยังมีท่านสมาชิกเหลืออีกสัก ๑๐ รายที่จะขอหารือ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์เหลืออีก ๓ ท่าน พรรคเพื่อไทยเหลืออีก ๔-๕ ท่าน มี ส.ว. เหลืออีก ๓ ท่าน ขอเถอะครับ ไม่อย่างนั้น ผมพักการประชุมแล้วกลับมาผมก็ไม่อนุญาตให้หารือนะครับ เพราะเวลานี้จะครบอยู่แล้ว ท่านบุญยอดครับ
เรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา คราวที่แล้วผมก็ขอท่านเหมือนกัน ในบางเรื่องท่านก็บอกว่าต้องเคร่งครัดต่อที่ประชุม วรชัย เหมะ คนนี้ครับลุกขึ้นมาบอกว่า ให้เคร่งครัดต่อการประชุมอย่างเต็มที่ ผมขอเคร่งครัดต่อการประชุมครับ ในข้อบังคับการประชุม ไม่มีการหารือด้วยซ้ำไปถ้าจะทักท้วงกัน การประชุมรัฐสภาไม่มีการหารือครับ ไม่เหมือนการประชุม สภาผู้แทนราษฎรนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านประธานเคร่งครัดต่อข้อบังคับการประชุม พักประชุมต้องพักครับ องค์ประชุมไม่ครบต้องพักการประชุมครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านเกียรติ์อุดม ครูมานิตย์เดี๋ยวนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน ทำตามข้อบังคับที่ถูกต้องแล้ว การประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา ท่านประธาน ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้หารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อันนี้ ด้วยความถูกต้อง เพราะเราทำหน้าที่ไม่ใช่เราไปแสดงหนังนะครับท่านประธาน เรากำลังหารือ เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอยู่นะครับ ขอบคุณครับ
ครูมานิตย์เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม โชคดีแต่เช้าเลยท่านประธาน พอจะหารือก็ จริง ๆ แล้วสิ่งที่จะมาหารือ ผมเอาเลยนะครับท่านประธาน ผมก็เลยสับสนไปหมด ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสไปร่วมนั่งคุยกับพระเดชพระคุณเจ้าที่เขตเลือกตั้งผมหลายวัด โดยข้อเท็จจริงผมเป็นเด็กวัดเก่ามา
ยังประท้วง เดี๋ยวนะครับ เพราะท่านบุญยอดท่านยังประท้วงบอกว่าจะให้ผมต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม คือเมื่อองค์ประชุมไม่ครบก็ต้องพักการประชุมหรือเลื่อนการประชุมนะครับ แต่ผมบอกว่า ขณะนี้ก็คือเนื่องจากว่ามีสมาชิกเข้าชื่อกันเหลืออีก ๑๐ ท่านที่จะหารือ เพราะฉะนั้น ถ้าผมพักประชุมแล้วมาสมาชิก ๑๐ ท่านนี้ก็จะไม่มีโอกาสได้หารือ ซึ่งจะนำความเดือดร้อน ของประชาชนนั้นมาสู่การแก้ไขของรัฐบาล ท่านบุญยอดครับ ในข้อบังคับประชุมท่านอ้าง ถูกต้อง แต่ในข้อ ๕ ก็คืออำนาจของผมในการที่จะควบคุมการประชุม ในเมื่อเราทำความตกลงกัน ระหว่างท่านสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนราษฎรก็ดี หรือว่าวุฒิสภา หรือประชุมร่วมกัน เราก็ใช้เวลาก่อนการประชุมในการหารืออย่างนี้จนจะเป็นวัฒนธรรมอยู่แล้ว เป็นนอร์ม (Norm) ของการประชุมรัฐสภานะครับ เพราะฉะนั้นท่านบุญยอดครับ ขอให้ได้หารือ จนจบเถอะครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ก็ขอให้ท่านได้ถือปฏิบัติในวิธีคิด ของท่านแบบนี้ในทุก ๆ ครั้ง บางครั้งก็มีเรื่องประเพณี บางครั้งก็มีเรื่องข้อบังคับการประชุม ก่อนหน้านี้ท่านก็จะค้านกับพวกผมทุกครั้ง ผมก็ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งที่ท่านจะได้จำได้บันทึก ไว้ได้ว่าวิธีคิดของท่าน วิธีปฏิบัติของท่านทำอย่างไร บางครั้งต้องมีนอร์ม มีประเพณี มีการค่อย ๆ หารือกันบ้างเหมือนครับ ผมก็กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมไม่ขัดข้องครับ ขอบพระคุณครับ
ไม่ขัดข้องนะครับ ขอบคุณครับ ครูมานิตย์หารือต่อครับ
ตกลงผมจะได้ หารือแล้วใช่ไหมครับท่านประธาน
๒ นาทีครับ เมื่อสักครู่ไปแล้ว ๙ วินาทีนะครับ
ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ผมนี่เป็นคนที่มีมารยาทมากเลย
เชิญ ๒ นาทีครับ
ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสไปนั่งคุยกับพระเดชพระคุณท่านในคราวประชุมสงฆ์ที่เขตเลือกตั้งจังหวัดสุรินทร์ ของผม เขตเลือกตั้งที่ ๕ ก็ได้หยิบยกเกี่ยวกับเรื่องของธรรมะ เรื่องของจริยธรรม เรื่องของคุณธรรมอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือในเรื่องของเงินนิตยภัต ซึ่งวันนี้ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ตั้งขึ้นมาแล้วก็หยุดแล้วก็มาปรับปรุงใหม่ เมื่อปี ๒๕๕๔ ก็ดี แต่โดยความบังเอิญเงินนิตยภัตหรือเงินค่าตอบแทนพระเดชพระคุณท่าน จะได้รับเฉพาะพระที่มีสมณศักดิ์อย่างต่ำที่สุดก็คือพระอธิการที่เป็นเลขานุการเจ้าคณะตำบล ขึ้นไป หรือพระสงฆ์ที่เป็นสังฆาธิการ แต่จะมีพระอีกส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่งที่กำลังเรียนอยู่ ในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย พระ เณรเหล่านี้ไม่มีรายได้เพราะไม่มีสมณศักดิ์ แต่มีเป้าหมายและมีจุดมุ่งมั่นแน่วแน่ที่อยากเรียนเพื่อที่จะพัฒนาตัวเอง บางท่านจบมา ก็มาสอบทำงานเพราะท่านต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่พระเดชพระคุณท่านไม่ว่าสามเณรก็ดี หรือพระเถรานุเถระก็ดี ส่วนใหญ่มาจากคนยากจน ฉะนั้นพระ เณรกลุ่มนี้จะมีคุณธรรม จริยธรรมและจิตใจสูงมาก วันนี้ผมจึงอยากมาเรียกร้องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนโดยตรง หรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้นำพระเหล่านี้ไปพิจารณาว่า ที่เรียนระดับปริญญาตรีควรจะมีเงินสนับสนุนอย่างน้อย ๆ เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาท หรือ ๒,๐๐๐ บาท เพื่อที่จะได้เป็นขวัญกำลังใจ เฉพาะพระที่เรียน ในระดับมหาวิทยาลัยนะครับ แล้วเอาเฉพาะในช่วงระดับปริญญาตรีเท่านั้น ปริญญาโท ปริญญาเอกก็ถือว่าผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้อย่างน้อย ๆ ถ้าสึกออกมาก็จะเป็น ทรัพยากรอันทรงคุณค่าของประเทศชาติ นอกจากมีจิตใจในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม แล้วก็ยังมีความรู้ในเรื่องของทางโลกอีก ผมก็เลยมาเน้นย้ำฝากไปยังสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติให้นำไปพิจารณา ผมเชื่อแน่ว่าทางรัฐบาลโดยเฉพาะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นท่านพร้อมอยู่แล้ว เนื่องจากว่าเงินนิตยภัตที่ให้สมณศักดิ์ของพระก็เพิ่งมาปรับปรุง ในปี ๒๕๕๔ ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี่เองครับ ท่านประธาน ก็ขอฝากไว้ ขอขอบพระคุณครับ
อาจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ขออนุญาตที่จะปรึกษาหารือเรื่องที่มีปัญหาที่ด่านชายแดน อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เพราะว่าขณะนี้ได้กำหนดที่จะมีการสร้างด่านใหม่แต่ว่ามีปัญหา เรื้อรังมาช้านาน ซึ่งทำให้มีปัญหากับทางประเทศมาเลเซียตรงที่ว่าทางประเทศมาเลเซียเอง เขากำหนดจะสร้างด่านให้เสร็จภายใน ๒-๓ ปีนี้ แต่ทางประเทศไทยจนป่านนี้แล้วยังไม่สามารถ แก้ปัญหาเรื่องที่ดินที่จะสร้างด่านได้เพราะว่ามีประชาชนบุกรุกอยู่มาก กำหนดว่าจะสร้างด่าน ในพื้นที่ประมาณ ๖๐๐ ไร่ แต่ในพื้นที่ทั้งหมดมีประชาชนไปบุกรุกอยู่และขณะนี้ทางศุลกากรเองก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหา เอาประชาชนออกจากพื้นที่ได้ ทำให้เกิดปัญหามีความล่าช้าเป็นอย่างมาก ทางประเทศมาเลเซีย กำหนดว่าเขาจะเสร็จการสร้างด่านภายในอีก ๒ ปี แต่ของเรานั้นยังไม่ได้เริ่มสร้างเลย แล้วถ้าจะสร้างต้องใช้เวลาอีก ๓-๔ ปีนะครับ ก็อยากจะเรียนว่าด่านที่อำเภอสะเดาในฝั่งไทย ตอนนี้มีปัญหามากนะครับ เพราะว่าแออัดแล้วก็มีการบุกรุกพื้นที่เข้าไปสร้างอาคารบ้านเรือน สร้างที่ทำมาค้าขายรกรุงรังหมดเลย แต่เมื่อเราจะแก้ปัญหาก็เกิดปัญหาว่าพื้นที่นั้นถูกบุกรุกอยู่ ก็เลยอยากจะขอเร่งรัดให้ทางกระทรวงการคลังได้รีบแก้ปัญหานี้ ได้รีบเจรจากับผู้บุกรุก ทั้งหลายรีบจ่ายค่าอาสิน ทำให้สามารถเคลียร์พื้นที่แล้วก็สามารถสร้างด่านได้อย่างรวดเร็ว ให้ทันกับที่ทางประเทศมาเลเซียซึ่งเขากำหนดภายใน ๒ ปีข้างหน้านี้เขาก็จะเสร็จแล้ว แต่ทางฝั่งประเทศไทยเรายังไม่ได้เริ่มเลย ก็ขอให้เร่งรัดโดยรีบด่วนนะครับ เพราะว่า ด่านตรงนั้นในแต่ละวันมีคนผ่านเข้าออกเป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ คนนะครับ แล้วก็คิดว่า น่าจะเป็นด่านภาคพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยด้วยที่มีคนผ่านเข้าออกมาก แต่เมื่อปัญหายังไม่สามารถแก้ได้ก็ทำให้เราเสียโอกาสในส่วนนี้นะครับ ก็อยากจะขอเร่งรัด ให้กระทรวงการคลังได้รีบดำเนินการนะครับ
ท่านวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตหารือปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนตามข้อบังคับผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องชาวตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย อยู่ ๓ เรื่องนะครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๑ คือราษฎรหมู่ที่ ๗ บ้านวังวน ประสบปัญหาเรื่องการทิ้งขยะ ของเทศบาลตำบลเมืองเก่า ได้นำขยะไปทิ้งบริเวณในเขตป่าสงวน หรือเขตทุ่งเลี้ยงสัตว์ พระบาทน้อย เป็นที่สาธารณะแต่อยู่บริเวณหลังร้านอาหารแม่สังเวียนปลาเผา แล้วก็เป็น บริเวณที่ใกล้กับองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่าด้วย ทำให้เกิดมลภาวะหรือมลพิษ กับพี่น้องประชาชนในเขตหมู่ที่ ๗ บ้านวังวนนะครับ อยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปแก้ไขปัญหาให้มีการฝังกลบด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องในเขตเทศบาลตำบลเมืองเก่าเกี่ยวกับ ปัญหาน้ำประปาหยุดไหลในช่วงเวลา ๔ ทุ่ม จะเปิดอีกครั้งหนึ่งก็ประมาณตีห้าของวันรุ่งขึ้น ก็อยากฝากผ่านไปยังการประปาส่วนภูมิภาคได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องในเขตเทศบาล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีรีสอร์ท (Resort) ให้กับนักท่องเที่ยวมากมาย ประสบปัญหาเดือดร้อน เป็นอย่างยิ่งครับ
เรื่องที่ ๓ หารือต่อท่านประธานเรื่องพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลตำบลเมืองเก่า หรือหมู่ที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากนายกล้วย พรมดวง นางสุบิน แป้นเกิด นายสุรชิต นารัง ซึ่งได้ยื่นรังวัดขอออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยใช้ ส.ค. ๑ สำนักงานที่ดิน ได้มีคำสั่งให้ออกโฉนดให้แล้ว แต่ปัจจุบันนี้ทั้ง ๓ ราย และราษฎรอีกหลาย ๆ ราย ยังไม่ได้รับโฉนดนะครับ ก็ผ่านไปยังกรมที่ดินได้จัดการในเรื่องนี้ให้ด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๖ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านด้วยเรื่องไฟฟ้าแสงสว่างริมถนน เพื่อความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุบนท้องถนน ดิฉันขอยาวเลยนะคะ เพราะโอกาสที่จะหารือ มันยากมาก คอยมาเป็นเวลานานแล้วนะคะ ดิฉันอยู่เขต ๖ ขอหารือ ๒ เขตเลยนะคะ คือเขต ๕ ของท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ด้วยค่ะ อำเภอภูเขียว ๓ จุด ๑. ทางแยกหน้าโรงเรียนพระธาตุหนองสามหมื่น ตำบลบ้านแก้ง ๒. ทางแยกหน้าบ้านหนองดินดำ ตำบลบ้านแก้ง ๓. ทางแยกบ้านหนองงูเหลือม ตำบลบ้านเพชร อำเภอบ้านแท่น ๑. หน้า อบต. บ้านแท่น ๒. ทางเข้า อบต. สามสวน ๓. บ้านหลุบค่าย ตำบลสามสวน อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ๑. บ้านเมืองกลาง ตำบลโนนกอก ๒. บ้านหัวขัว ตำบลบ้านยาง ๓. บ้านเมืองเก่า ตำบลบ้านยาง ๔. ศาลปู่ตา สี่แยกหน้าโรงพักอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ๕. หน้า อบต. หนองโพนงาม ๖. บ้านแผ่นดินทอง ตำบลบ้านเป้า ๗. บ้านทิก ตำบลบ้านเป้า ๘. หน้า อบต. บ้านเป้า ๙. บ้านขามป้อม ตำบลกุดเลาะ และอีกอำเภอหนึ่งคืออำเภอคอนสารบริเวณแยกบ้านหนองหล่ม ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยบริหารจัดการด้วย ถ้าไม่เข้าใจว่าจุดไหน ตรงไหนเป็นอย่างไร ก็สอบถามดิฉันได้ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานเรื่องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกวันนี้เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ มีความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ปัญหาทุกวันนี้ก็คือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เราเรียกว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรจากรัฐบาล ผมจึงขออนุญาตหารือท่านประธาน ไปยังรัฐบาลว่าทุกวันนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถจะเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้ง ๆ ที่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องไปอาศัยบัตรทองเหมือนกับพี่น้องประชาชน ทั้งหลาย ซึ่งผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่จังหวัดกำแพงเพชรว่า รัฐบาลน่าจะให้สิทธิกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเบิกค่ารักษาพยาบาลเช่นเดียวกับข้าราชการ เพราะทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสามารถจะเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ แต่ว่าไม่สามารถจะเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แล้วค่าเล่าเรียนบุตรนี่ผมก็ไม่ทราบเพราะอะไร กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเบิกได้แค่จบ ม. ๖ เท่านั้น ในขณะที่ข้าราชการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ จนจบปริญญาตรี เป็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เป็น ๒ มาตรฐานอย่างชัดเจนในฐานะที่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน ดังนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้มีอำนาจทั้งหลายในรัฐบาลขอได้ช่วยดูแลเรื่องนี้ แก้ไขปัญหาให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผมพูดเสมอเป็นของดีราคาถูกของประเทศไทย ขอบพระคุณครับ
ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมต้องเรียกร้องไปยัง กระทรวงอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดลงไปช่วยดูแล ปัญหาของกลิ่นเหม็นจากโรงงานให้แก่พี่น้องชาวบ้านตำบลวังศาลาและตำบลวังขนาย อำเภอท่าม่วงโดยด่วน เพราะขณะนี้ทุกวันนี้เหม็นตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่เป็นอันทำมาหากิน แม้ยามหลับนอนกลิ่นเหม็นก็รบกวน นี่ก็มีปัญหากับนักเรียนและครูผู้สอน ไม่มีสมาธิในการเรียน อย่าปล่อยละเลยกันขนาดนี้เลยครับ ช่วยลงไปดูและแก้ไขให้พี่น้องโดยด่วน
เรื่องที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับวงการศึกษา มีคุณครูและนักเรียนหลายโรงเรียน ร้องเรียนมาว่าขณะนี้การเรียนการสอนเป็นไปด้วยความลำบากเหลือเกิน เพราะว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานเบื้องบนส่งกิจกรรมลงไปมากมายเหลือเกินครับ ครูก็ไม่เป็นอันสอน นักเรียนก็ไม่เป็นอันเรียน แถมบางโรงเรียนไม่มีภารโรงครูต้องไปทำหน้าที่ เป็นภารโรงอีกต่างหาก กระทรวงศึกษาธิการครับ รัฐมนตรีครับ ผมถามหน่อยเถอะครับว่า ปัญหาอย่างนี้จะปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้หรือครับ อนาคตของชาติ อนาคตของลูกหลานเรา วงการศึกษาของเราที่เราพูดกันว่าการศึกษาเป็นต้นทางของการพัฒนาจะฝากไว้ที่ไหนครับ โปรดช่วยลงไปดูแลให้ด้วยครับ ช่วยแก้ไขปัญหาให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงท่านอธิบดีกรมชลประทาน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องขอรับการสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างโครงการฝายน้ำล้น ในพื้นที่ตำบลพันนา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายเอกพงษ์ นิยมกุล กำนันตำบลพันนา กับผู้ใหญ่บ้านอีก ๕ หมู่บ้านด้วยกันค่ะ คนที่ ๑ นายสิทธิพงศ์ พงศ์สิทธิศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๒ บ้านโมน คนที่ ๒ นายวีรพันธ์ ทุธีนนท์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๓ บ้านถ่อน คนที่ ๓ นายประพันธ์ ทุมประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ บ้านงิ้ว คนที่ ๔ นายนิธิติ คำสะอาด ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ บ้านแย้ คนที่ ๕ นายวิเศษ จำปาอ่อน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑๑ บ้านเมืองทอง ตำบลพันนา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ทั้ง ๕ หมู่บ้านมีพื้นที่ติดลำน้ำยมค่ะท่านประธาน หากมีฝายกั้นน้ำเพื่อกักเก็บน้ำหน้าแล้ง ไว้ใช้ในการเกษตร ราษฎรทั้ง ๕ หมู่บ้านสามารถที่จะทำการเกษตรได้เพิ่มมากขึ้น แล้วหมู่บ้านใกล้เคียงก็ได้ประโยชน์จากฝายกั้นน้ำในฤดูแล้ง ท่านประธานที่เคารพคะ การเคลื่อนย้ายแรงงานจากต้นทางและปลายทางนั้นมีปัญหามากเพราะไม่มีน้ำในภาคอีสาน โดยเฉพาะตำบลพันนา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครนั้น การเคลื่อนย้ายแรงงานต้นทาง มีปัญหาอย่างไร ขาดความอบอุ่นค่ะ ลูกอยู่กับคุณตาคุณยาย ลูกอยู่กับพ่อใหญ่แม่ใหญ่ มีปัญหามาก เดี๋ยวนี้นั้นการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของประเทศไทยติดอันดับ ๑ ของเอเชีย (Asia) ติดอันดับ ๒ ของโลก ปลายทางนั้นกรุงเทพฯ แออัดยัดเยียดตามมาด้วย ปัญหาอาชญากรรม น้ำคือชีวิต ฝ่ายบริหารลิขิตด้วยการสร้างฝายน้ำล้น ทั้งคน ทั้งต้นไม้ใบหญ้า มีราคาเพราะน้ำค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสุดท้ายของ ส.ว. อาจารย์วิชุดา รัตนเพียร ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์วิชุดา รัตนเพียร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในฐานะที่ดิฉันเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ทำหน้าที่ที่ทำงานทางด้านการศึกษา มานานนะคะ ดิฉันมีประเด็นเร่งด่วนของประเทศที่อยากจะขอหารือท่านประธานในวันนี้ คือเรื่องของการจัดการศึกษา โดยเฉพาะนโยบายลดการให้การบ้านของสำนักงานการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ดิฉันมองเห็นแล้วเป็นเรื่องเร่งด่วนแล้วก็มีความสำคัญมากในวงการศึกษา ดิฉันเอง ติดตามการทำงานของ สพฐ. มานานนะคะ และทราบว่าทาง สพฐ. เองจะมีการจัดประชุม เชิงปฏิบัติการในวันที่ ๖-๘ กุมภาพันธ์นี้ เพื่อพิจารณาทบทวนมาตรการแล้วก็ตัวชี้วัดหลักสูตร ขั้นพื้นฐานและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะนักการศึกษาดิฉันเอง ต้องขอชื่นชมการทำงานของ สพฐ. เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทางกระทรวงศึกษาธิการที่ดิฉันมองแล้วว่า ท่านไปถูกทางแล้วค่ะ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามดิฉันเองจึงมีความประสงค์ ที่อยากจะขอหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านเลขาธิการ สพฐ. สัก ๒ ประการดังนี้ ดิฉันอยากจะขอให้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจตรงกันในเรื่องของการบูรณาการการศึกษาว่ามันไม่ใช่เพียงแค่ การลดการล้มทับการให้การบ้านของลูกหลานของเรา ลูกศิษย์ของเรานะคะ แต่เราควรจะต้องเปลี่ยน แนวคิดมายด์เซ็ต (Mindset) ในเรื่องของการศึกษาเสียใหม่เพื่อไม่ให้เยาวชนของเรานั้นเรียนเก่ง เก่งแต่การทำข้อสอบ การกาข้อสอบเท่านั้นนะคะ ควรที่จะสามารถบูรณาการความรู้แล้วก็นำ การเรียนการสอนจากหลากหลายวิชานี้เข้ามารวบรวมเป็นองค์ความรู้รวมกันได้อย่างเหมาะสม ประเด็นของดิฉันก็คืออยากจะขอหารือท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า การสัมมนาในครั้งนี้ อยากจะให้ท่านให้ความสำคัญกับความเข้าใจตรงกันของผู้ใหญ่เสียก่อนว่าเรากำลังจะทำอะไร และทุก ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะครูบาอาจารย์เข้าใจว่าการบูรณาการนั้นคืออะไร และมันไม่ใช่เพียงแค่ การลดการบ้านของเด็กต่อ ๆ ไปตามที่เราได้รับข่าวสารจากทางหน้าหนังสือพิมพ์ กราบขอบคุณมากค่ะ
ท่านสุดท้ายก็พรรคร่วมฝ่ายค้าน ท่านสาธิต ปิตุเตชะ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่องครับ กรณีเหตุการณ์ชายแดน ทางภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราทราบดีว่าสถานการณ์ที่ภาคใต้ยังคงคุกรุ่นอยู่ แต่ว่า มีเหตุการณ์ที่ต้องยอมรับว่ามีความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งของคนไทยทั้งประเทศอีก ๒ เหตุการณ์ ก็คือเหตุการณ์ล่าสุดชาวนาจังหวัดสิงห์บุรีเสียชีวิต ๒ คน อีกเหตุการณ์หนึ่งคือเหตุการณ์ พ่อค้าลองกองถูกฆ่าตายอย่างทารุณอีก ๔ ศพ ซึ่งพ่อค้าลองกองที่พูดถึงเป็นคนจังหวัดระยอง ไปทำมาหากิน ไปค้าขายสุจริต บุคคลเหล่านี้คือผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้นครับ แล้วก็ไปเสียชีวิต จากสถานการณ์ความไม่สงบที่ภาคใต้ภายใต้นโยบายที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพครับ การตำหนิไปด่าทอโจรใต้ผมว่าต้องเลิก แน่นอนที่สุดไม่มีใครเห็นด้วย กับการทำ ต้องประณามการกระทำ แต่ว่าไปด่าไม่มีประโยชน์หรอกครับ สิ่งที่เราอยากเห็น ก็คือการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็เข้าใจได้ว่ามันยากที่จะทำ แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อไม่สามารถไปการันตี (Guarantee) ว่าจะยุติเหตุการณ์ให้ทุเลาเบาบางลง ก็ต้องมีหลักประกันให้เขาครับ ต้องไปเยียวยาให้เขาสิครับ รัฐบาลเยียวยา ๗.๗๕ ล้านบาท ให้กับคนมาชุมนุมผิดกฎหมายได้ ผมพูดในสภานี้ทุกครั้งครับท่านประธาน แล้วทำไมคนบริสุทธิ์ ที่ไปเสียชีวิตทำไมทำไม่ได้ล่ะครับ พ่อค้าลองกอง ๔ ศพนี่ครับ ชาวนาที่จังหวัดสิงห์บุรีไปช่วยแนะนำ การสร้างอาชีพที่มั่นคง ท่านต้องให้หลักประกันกับคนข้างหลัง เพราะรัฐบาลไม่สามารถการันตีว่า เหตุการณ์จะเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน อย่างไรอีก ออกมติ ครม. เหมือนกับที่ทำมติ ครม. ให้กับ คนที่ไปชุมนุมผิดกฎหมายสิครับ ๗.๗๕ ล้านบาท คนข้างหลังก็จะได้สบายใจ ครอบครัวเขาก็ขาดผู้นำ ผมเรียกร้องผ่านท่านประธานวุฒิสภานี่ละครับที่จะมีน้ำหนัก อันนี้ต้องทำทันทีครับ และมติ ครม. ที่เคยใช้มันทำได้ทันที กรอบก็มีความชัดเจนอยู่แล้วเขียนไม่ยากเลยครับ ผมเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลนะครับ ถ้าไม่ทำผมจะนำหนังสือกับผู้แทนภาคใต้ทั้งหมดไปพบท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ขอเถอะครับ มันไม่เยอะเลย สร้างหลักประกันให้กับคนข้างหลังครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านวรชัย เหมะ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำครับท่านประธาน คดีทางการเมืองหลายท่านด้วยกัน พี่น้องประชาชนฝากบอกผมมาฝากผ่านท่านประธานไปยังกระบวนการยุติธรรมว่าวันนี้พวกเขา ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ กระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุดครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อกระบวนการยุติธรรม ยังไม่สิ้นสุดเขาก็มีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัวเหมือนกับคนอื่น วันนี้คดีความทางการเมือง หลายท่านด้วยกันที่ติดคุกอยู่ในเรือนจำวันนี้ ซึ่งบางคน บางคดี แล้วก็หลาย ๆ ท่านด้วยกันได้รับ การประกันตัวแต่ว่าพี่น้องอีกหลายท่านด้วยกันในคดีที่คล้าย ๆ กันยังไม่ได้รับการประกันตัวเลยครับ ทั้ง ๆ ที่คดียังไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นเขาก็บอกผมมาฝากผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังกระบวนการ ยุติธรรมว่าเขาต้องการความยุติธรรม ต้องการสิทธิเท่าเทียมกับคนที่ถูกคดีเดียวกัน แต่ได้รับ การประกันตัวไปแล้วครับท่านประธาน คดีที่เขามาชุมนุมทางการเมืองตามสิทธิเสรีภาพ แต่ว่า พี่น้องประชาชนบางคนโดนจับ โดนขัง และโดนฆ่า การเรียกร้องประชาธิปไตยถือว่าสิทธิของประชาชน ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องผิดกฎหมายครับ ทำตามหน้าที่ของพลเมืองไทยที่รักประชาธิปไตย แต่ถูกฆ่าครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านสุดท้าย ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ เขตคลองสามวา หารือในสภาแห่งนี้มาตลอดปีกว่า ๔ ครั้งแล้วนะครับยังไม่ได้รับการตอบสนอง จากกระทรวงคมนาคมครับ ในพื้นที่บ้านผมถนนหทัยราษฎร์ ถนนเลียบคลองสอง ถนนคู้บอน ถนนนิมิตใหม่ ไม่มีรถเมล์เลยครับ ขสมก. ไม่เคยเข้าไปวิ่ง ก็เรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ถ้าว่างท่านช่วยไปนั่งรถสองแถวในพื้นที่ผมด้วยนะครับ ก็เรียกร้องมาแล้ว ๔ ครั้ง
เรื่องต่อมา คุณแม่กุ้งอยู่ซอยนีรชา โรงเรียนนีรชาศึกษา ถนนพระยาสุเรนทร์ เขตคลองสามวา ฝากถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการหรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่าลูกไปสอบติดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต บ้านอยู่เขตคลองสามวา แต่ถูกบังคับให้ย้ายทะเบียนบ้านไปที่จังหวัดปทุมธานีจึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร มีเหตุผลกลใดจึงต้องบังคับเช่นนั้นด้วยครับ
ได้รับการร้องขอจาก ส.จ. กิตติรัตน์จากอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ผ่านไปยัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่าช่วยบรรจุโปรแกรมงานเจ้าแม่ทับทิมงานใหญ่ไว้ในโปรแกรม การท่องเที่ยวด้วยจะทำให้การท่องเที่ยวจังหวัดนครสวรรค์คึกคักมากขึ้นครับ
ชาวบ้านย่านสยามสแควร์หน้าสยามพารากอนและผู้สัญจรไปมาร้องมานะครับ บอกว่าตอนนี้ต้องไปยืนรอรถเมล์บนถนน แผงลอยเต็มถนนหน้าสยามพารากอน สยามสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์ แล้วก็ย่านประตูน้ำเต็มไปหมดแล้ว
เรื่องต่อมา วันนี้ได้รับการร้องเรียนจากคุณพ่อคุณแม่บอกว่าโต๊ะบอลและโต๊ะมวย วันนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้วนะครับ ไปรับพนันแทงผลผู้ว่า กทม. ราคาต่อรองกัน ๕:๑ ด้วย ก็ขอฝาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยไปกวดขันด้วยนะครับ เดี๋ยวนี้โต๊ะบอลไปรับแทงผลผู้ว่า กทม. ครับ
รถไฟฟ้าสายสีชมพู เส้นทางแคราย วิ่งถนนรามอินทราไปมีนบุรีและคลองสามวา ขอเรียกร้องไปยังกระทรวงคมนาคมช่วยเพิ่มสถานีอีกสัก ๒ หรือ ๓ สถานี เลี้ยวซ้ายไปที่ถนนสามวา ถนนหทัยราษฎร์ ถนนนิมิตใหม่ และถนนสุวินทวงศ์ ไปบรรจบกับสายสีส้มเพื่อที่จะให้พี่น้อง เขตคลองสามวา เขตหนองจอก และอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และพื้นที่ใกล้เคียงได้ใช้บริการครับ
เรื่องสุดท้าย เขตคลองสามวามีประชากรประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน การคมนาคม ยังเป็นถนนในซอยไม่มีถนนใหญ่ที่จะสามารถระบายเส้นทางออกถนนใหญ่ได้นะครับ แต่ว่า มีมอเตอร์เวย์ (Motorway) หรือว่าวงแหวนกาญจนาภิเษกขวางกั้นอยู่ ถ้าเป็นไปได้กระทรวงคมนาคม ช่วยทำทางยกระดับข้ามบริเวณเส้นทางดังกล่าว หรือเชื่อมต่อเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ เป็นอันจบ เรื่องการหารือนะครับ
จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๐๗ คน
ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาได้มาลงชื่อ เข้าประชุม ๓๙๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วครับ ผมขอเปิดการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) ท่านยุทธนามีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดยโสธร กระผมยื่นหนังสือขอหารือ กับท่านประธานก่อนเพื่อนสมาชิกทั้ง ๓ ท่านหลัง ท่านประธานได้โปรดพิจารณาให้ด้วยครับ
ขออภัยพอดีผมเปิดประชุมไปแล้ว ขอโทษนะครับ
ครับท่านประธาน ไม่เป็นอะไรครับ
ไม่เป็นอะไรนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองบันทึกการประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีนะครับ
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน ผมจะต่อจากสัปดาห์ที่แล้วก็คือ
เรื่องที่ ๑ รายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีนะครับ วันนี้ก็จะพิจารณา ๔-๕ เรื่องด้วยกัน ถ้าสภาประชุม ไปด้วยความเรียบร้อยก็จะจบเร็วนะครับ ท่านอลงกรณ์เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงการประชุมรัฐสภาโดยเฉพาะการที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอความตกลง ข้อตกลงที่มีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างยิ่งนั้นรัฐบาลควรให้ความใส่ใจมากกว่านี้ เพราะว่า เรานัดประชุมตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ น. เราก็อนุโลมแม้มีสมาชิกได้ทักท้วง บัดนี้ก็เป็นเวลา ๑ ชั่วโมงเต็ม ท่านรัฐมนตรีเพิ่งเดินทางมาถึง ซึ่งตรงนี้อยากฝากท่านประธานผู้ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมว่า ช่วยประสานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลว่าขอให้ตรงเวลา แล้วก็การประชุมรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ไม่ใช่การประชุมของเด็ก แต่เป็นการประชุมของผู้แทนปวงชนชาวไทย คณะรัฐมนตรีจะขออนุมัติจากรัฐสภาก็ต้องให้เกียรติให้ความสำคัญ ท่านรัฐมนตรีว่าการ นำเสนอไม่ได้ก็มอบหมายรัฐมนตรีที่ไม่ได้มีวาระประชุม ครม. ที่สำคัญจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ หรือว่าจะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็สามารถมานำเสนอ ในช่วงที่ท่านติดวาระสำคัญ หากว่าท่านมีวาระสำคัญในคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ว่าขอให้ให้เกียรติกับรัฐสภาแล้วก็ตรงเวลาครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมขอทำความตกลงอย่างนี้ครับว่า ในเรื่องที่ ๑ ที่จะขอความเห็นชอบจาก ที่ประชุมนะครับ ซึ่งจะมีสาระสำคัญอยู่ ๒ รายการด้วยกัน ก็คือรายการความตกลงและพิธีสาร ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่ถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสาร เพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน ท่านรัฐมนตรีชี้แจง ๒ เรื่องไปพร้อมกันนะครับ เวลาลงมติผมจะแยกลงมตินะครับ ส่วนเรื่องที่ ๓ ท่านอย่าเพิ่งนะครับ ก็คือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวกระเบียบการปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เดี๋ยวเอาไว้ต่อนะครับ เอา ๒ เรื่องนี้ก่อน
เชิญท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงแถลงต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตชี้แจงในเบื้องต้น ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่นะครับ อันที่จริงวันนี้เป็นวันประชุม ครม. แต่ผมมานั่งรออยู่ ห้องข้างหลังได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่เห็นว่ายังมีการหารือกันอยู่ แล้วท่านประธานได้กรุณา ให้โอกาสท่านสมาชิกได้หารือ ผมก็รออยู่ข้างหลังจนกระทั่งมีความพร้อม ทางรัฐบาลให้ความสำคัญ ต่อการประชุมของรัฐสภาครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ในลำดับนี้ กระผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอนำเสนอประเด็นการดำเนินการ ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN) หรืออาทิก้า (ATIGA) ใน ๒ เรื่องตามที่ ท่านประธานรัฐสภาได้ให้ความกรุณาเกริ่นนำไปเมื่อสักครู่ต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบก่อนที่ประเทศไทยจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันต่อไป
เรื่องแรก เรื่องการผนวกรายการความตกลงและพิธีสารทางเศรษฐกิจของอาเซียน แนบท้ายความตกลงอาทิก้า และการลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน
เรื่องที่ ๒ บันทึกความเข้าใจระหว่าง เมื่อสักครู่ท่านประธานบอกว่าภาคีอันนี้ เอาไว้ก่อนใช่ไหมครับ
บันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ไว้ก่อนครับ ๒ เรื่องก็คือ
การเพิ่มเติม ระเบียบปฏิบัติใหม่
ครับ ก็คือพิธีสารเพื่อแก้ไข ความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของอาเซียนครับ
ครับ แล้วก็ เรื่องของการเพิ่มเติมระเบียบเกี่ยวกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เรื่องการระบุมูลค่าของสินค้า ณ ท่าเรือต้นทางและการแก้ไขหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องแรก เดิมแล้วอาเซียนได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีหรืออาฟตา (AFTA) มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕
ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ หมอสุกิจมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอความชัดเจนช้า ๆ อีกครั้งได้ไหมครับว่าท่านจะให้รัฐมนตรีชี้แจง ระเบียบวาระที่เท่าไร เรื่องอะไรก่อน เพราะว่าผมฟังท่านรัฐมนตรีพูดแล้วกับในระเบียบวาระ การประชุมนี่ชื่อเรื่องมันไม่ตรงกันนะครับ ขอความกรุณาอีกทีว่าจะเอาเรื่องไหนก่อน
ผมจะดำเนินการไปตาม ระเบียบวาระนะครับ เรื่องแรกก็คือรายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูก แทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีพยายามอยู่ในกรอบนี้ก่อน ที่ประชุมจะได้เข้าใจแล้วก็อภิปรายได้ถูกนะครับ ท่านบุญยอดมีอะไรครับเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าแค่เริ่มต้นเราก็อาจจะสับสนแล้วนะครับ เพราะว่าชื่อมันก็อาจจะคล้าย ๆ กันบ้าง อภิปรายกันเดี๋ยวอาจจะข้ามไปข้ามมา ผมขอท่านประธาน อย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านรัฐมนตรีอย่างไรก็ต้องอยู่ที่ประชุมรัฐสภาอยู่แล้ว เราไปทีละกรอบ ดีไหมครับ ไปทีละกรอบ ทีละกรอบไปมันก็จะเข้าใจง่าย แล้วลงมติก็ต้องลงทีละกรอบอยู่แล้ว
ขอบคุณท่านบุญยอดครับ ผมบอกท่านรัฐมนตรีแล้วครับว่าขอให้ดำเนินการไปตามกรอบก็คือตามเรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือรายการ ความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลง อาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน ซึ่งอยู่ภายใต้เรื่องแรกนะครับ เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีได้พยายามอธิบายอยู่ในกรอบนี้นะครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในประเด็น ที่จะเสนอเรื่องแรก เรื่องรายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียน ที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลง ทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เดิมอาเซียนได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีหรืออาฟตามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ โดยใช้ความตกลง ว่าด้วยการใช้อัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือความตกลงเซปท์ (CEPT) และต่อมาอาเซียนได้ปรับปรุงความตกลงเซปท์ให้มีความทันสมัยทัดเทียมกฎเกณฑ์ ทางการค้าในระดับสากลโดยได้จัดทำความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนหรืออาทิก้าเพื่อนำมาใช้ ทดแทนความตกลงเซปท์และความตกลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งอาฟตาเดิม ครอบคลุม ประเด็นทางการค้าต่าง ๆ นอกเหนือจากการลดภาษีระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อรองรับการเข้าสู่ เออีซีภายในปี ๒๕๕๘ ความตกลงอาทิก้าได้กำหนดให้อาเซียนนำความตกลงและพิธีสาร ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งอาฟตาเดิมรวม ๑๑ ฉบับ มาผนวกไว้ภายใต้ความตกลงอาทิก้าและถือเป็น ส่วนหนึ่งของความตกลงอาทิก้า เพื่อให้มีความตกลงเพียงฉบับเดียวที่ใช้ในการดำเนินการ ด้านการค้าสินค้าของอาเซียน นอกจากนี้ความตกลงเซปท์ซึ่งจะถูกผนวกไว้ในความตกลงอาทิก้า ได้ถูกอ้างอิงไว้ในความตกลงและพิธีสารอื่น ๆ จำนวน ๔ ฉบับ ซึ่งเป็นความตกลงที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ อาเซียนจึงได้จัดทำพิธีสารเพื่อการแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้า ของอาเซียน เพื่อแก้ไขเนื้อหาให้มีการอ้างอิงไปยังความตกลงอาทิก้าแทน โดยอาเซียนมีกำหนด จะลงนามในพิธีสารดังกล่าวในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ในวันที่ ๗-๙ มีนาคม ๒๕๕๖ ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม การผนวกรายการความตกลง และพิธีสารทางเศรษฐกิจของอาเซียนแนบท้ายความตกลงอาทิก้าและการลงนามในพิธีสาร เป็นการดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาทิก้า ไม่มีผลกระทบต่อพันธกรณี หรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่ประเทศไทยได้รับอยู่ในปัจจุบัน จึงกราบเรียนมาเพื่อให้ท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกได้โปรดพิจารณา
ท่านสมาชิกท่านใดประสงค์ อภิปรายครับ ท่านที่เข้าชื่อมาก่อน ท่านวิทยา อินาลา เชิญครับ ผมอย่างนี้ได้ไหมครับ สักประมาณ ๗ นาที บวกลบนะครับ ท่านวิทยา อินาลา ท่านอนุรักษ์ แล้วก็ท่านอลงกรณ์ ขอความกรุณา ท่านละ ๗ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเรียนถาม ท่านประธานนิดหนึ่ง คือตอนนี้ผมก็ไม่ค่อยได้ยินที่ท่านรัฐมนตรีนำเสนอ ตกลง ๒ กรอบ หรือกรอบเดียว แล้วกรอบไหนบ้างตรงนี้คือฟังแล้วไม่เข้าใจ ท่านประธานครับ เพราะว่า ระเบียบวาระการประชุมนี่อีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ท่านรัฐมนตรีท่านไปอ่านตามตัวหนังสือ ของท่านตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องพูดตามกรอบระเบียบวาระการประชุมครับ ถึงจะได้เข้าใจ ตรงกันครับท่านประธาน ตกลงกี่กรอบครับ
อย่างนี้ครับ คือในระเบียบวาระนี้ จะมีกรอบเจรจา ๒ ฉบับด้วยกัน ฉบับแรกก็คือรายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจ ของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า กรอบที่ ๒ ก็คือพิธีสาร เพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน ๒ กรอบครับ
ไม่เห็นมีท่านประธานตรงนี้ ผมจะอ่านให้ฟังนะครับท่านประธาน
เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงหน่อยครับ
ผมไม่แน่ใจว่าท่านสมาชิกเข้าใจ เหมือนผมหรือเปล่าครับตอนนี้ คือยังเบลอ (Blur) กันอยู่ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีชี้แจง จะได้หายเบลอครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกครับ เรื่องแรกที่ผมนำเสนอเป็นเรื่องตามระเบียบวาระการประชุม เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เรื่องที่ให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องที่ ๑ รายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้า ของอาเซียน ก็คือเล่มสีเขียวอ่อนนี่นะครับ อันนี้เรื่องแรกที่นำเสนอครับ ส่วนอีก ๒ เรื่องนะครับ เรื่องที่ ๒ กับเรื่องที่ ๓ ท่านประธานได้กรุณาให้ข้อแนะนำไว้แล้วนะครับว่าให้ไปทีละเรื่องทีละกรอบ ก็จะเป็นไปตามนั้นครับ
ครับ เอาเรื่องแรกก่อนมี ๒ กรอบครับ เชิญท่านวิทยาอภิปรายครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตกลง ก็คือกรอบเดียวนั่นเองนะครับ ระเบียบวาระที่ ๑ นั่นเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้เราพิจารณา แค่วาระเดียวใช่ไหมครับท่านรัฐมนตรี ท่านประธานครับ กรอบเดียวนะครับ
กรอบเดียวมี ๒ เรื่องครับ
ครับ เอาแค่กรอบเดียว ท่านประธาน กี่เรื่องก็อยู่ในกรอบระเบียบวาระที่ ๑ นั่นละครับ
เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมก็จะมาขออภิปรายตามมาตรา ๑๙๐ ในระเบียบวาระที่หนึ่ง เรื่องของรายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางด้านเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับ การค้าสินค้าของอาเซียน ผมบอกว่ากรอบตรงนี้ที่รัฐบาลเอาเข้ามาให้สมาชิกรัฐสภาเรา พิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะทำไมครับ เพราะว่า จากที่ประเทศ ๑๐ ประเทศที่เราเป็นประชาคมอาเซียน เราบอกว่าเรามีอยู่ ๓ เสา เสาแรกก็คือประชาคมการเมืองและความมั่นคง เสาที่ ๒ ก็คือเรื่องของประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็คือเออีซี เสาที่ ๓ ก็คือประชาคมสังคม วัฒนธรรมของอาเซียน แต่วันนี้ ที่เรามาคุยกันในวันนี้ว่าจะให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ก็คือในเรื่องของเสาที่ ๒ ก็คือ เรื่องของเสาอาเซียน อีโคโนมิค คอมมูนิตี (ASEAN Economic Community) ก็คือเสาเออีซี เพราะฉะนั้นผมบอกว่าการที่เราเปิดการค้าเสรีของอาเซียนมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วนะครับ เรามีสัญญากันหลาย ๆ สัญญา แต่ละสัญญาก็จะเป็นการแยกย่อยออกไปของใครของมัน อย่างเช่น เรื่องของกรอบที่เราพูดถึงก็คือกรอบของซีอีพีที กรอบซีอีพีทีก็คือพูดถึงเรื่องของอัตราภาษีศุลกากร ให้สิทธิเท่าเทียมกัน การให้สิทธิเท่าเทียมกันยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธาน สมมุติว่าประเทศไทยส่งสินค้าเอ (A) ไปประเทศมาเลเซีย เราบอกว่าถ้าเราส่งไปที่ประเทศมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียต้องให้อัตราภาษีศุลกากร ของสินค้าเอที่ผลิตในเมืองไทยนี่เป็น ๐ ประเทศมาเลเซียก็ทำนองเดียวกันสินค้าจากประเทศมาเลเซีย โปรดักท์ เอ (Product A) เหมือนกันผลิตที่ประเทศมาเลเซียส่งมาประเทศไทยก็เป็น ๐ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราตกลงกันอย่างนี้ แต่ที่ผ่านมานี้โลกเกิดการพลวัตร ข้อตกลงของอาเซียน ๑๐-๒๐ ปีมาแล้วไม่ทันสมัย เพราะฉะนั้นก็เลยมีการกำหนดกติกากันใหม่เป็นกรอบกติกาของ การค้าอาเซียนขึ้นมาใหม่ ก็คือถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือ อาเซียน เทรด อิน กู๊ดส์ อะกรีเมนท์ (ASEAN Trade In Goods Agreement) หรือว่าอาทิก้า ก็คือข้อตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า ของอาเซียน พูดง่าย ๆ คือ อาทิก้าตรงนี้นะครับ ข้อตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนคืออะไร ถ้าเป็นง่าย ๆ ก็คือรัฐธรรมนูญ กฎหมายตัวหลักกำหนดกติกาว่าการค้าขายสินค้าของอาเซียน ๑๐ ประเทศจะต้องมีกติกาอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาก็กลับมาใช้ความตกลงการค้าสินค้า ของอาเซียนก็คืออาทิก้านะครับ อาทิก้านี่จะช่วยอย่างไรบ้าง อาทิก้าจะช่วยให้กับอาเซียนเรานี้ เราบอกว่าอาเซียนต้องเป็นซิงเกิล มาร์เก็ต (Single market) ก็คือเป็นตลาดเดียวกัน ซิงเกิล โปรดักชัน เบส (Single production base) ก็คือเป็นฐานผลิตเดียวกัน เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าบริการ สินค้าที่เป็นวัตถุดิบ การลงทุนต่าง ๆ ให้มันเกิดการเคลื่อนย้ายอย่างเสรี เมื่อมันเกิดการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีแล้วธุรกิจของ ๑๐ ประเทศ ที่อยู่ในอาเซียนที่เป็นประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตรงนี้ก็จะเกิดมูลค่า การค้าเพิ่มขึ้น แล้วสิ่งสำคัญที่สุด การที่เราบอกว่าเรามีข้อตกลงการค้าสินค้าอาเซียน แบบอาทิก้านี้แล้ว ก็จะมีการพูดถึงเรื่องของกฎหมายศุลกากรก็คืออัตราภาษี แล้วก็เรื่องของ ซิงเกิล วินโดว์ (Single window) ว่าจะไปอย่างไร ๑๐ ประเทศ สินค้ามันจะเคลื่อนกันอย่างไร ศุลกากรแต่ละประเทศจะมีการตรวจสอบแบบไหน สมมุติว่าส่งไปเมืองไทย ผ่านแดนไป สปป. ลาว ส่งสินค้าไปที่ประเทศเวียดนาม ศุลกากรระหว่างประเทศไทยกับ สปป. ลาว สปป. ลาวกับประเทศเวียดนาม จะมีการตกลงกันอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นก็คืออาทิก้าหรือว่าข้อตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้การค้ามันเกิดฟรี โฟลว์ (Free flow) มากขึ้น ลดข้อจำกัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านของภาษีหรือด้านอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษี ฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้ละครับ ท่านประธานครับ กฎหมายตรงนี้ ข้อบังคับตรงนี้ที่เราจะไปทำสัญญากับอีก ๙ ประเทศ ก็จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถามว่า ๑๐ ประเทศตรงนี้ที่เราบอกว่าปี ๒๕๕๘ จะเป็นอาเซียนเดียวกันก็คือตอนนี้ เรามีแค่ ๖ ประเทศ ยกเว้นซีแอลเอ็มวี (CLMV) ก็คือประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ประเทศพม่า แล้วก็ประเทศเวียดนามยังไม่เข้า แต่ในกติกาของอาทิก้าเขาบอกว่า ๔ ประเทศนี้จะเข้ามา ในปี ๒๕๕๘ เป็น ๑๐ ประเทศ แต่ก็ยังมีเขียนเปิดไว้ว่าถ้าประเทศใดไม่พร้อมสามารถไปถึง ปี ๒๕๖๑ ก็ยังได้อยู่ ผมอยากเรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านผู้มาชี้แจงว่า อาเซียนจริง ๆ เรานี่ครบ ๑๐ ประเทศ เราจะเปิดวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ หรือจะเปิดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ หรือวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนท่านประธานว่า เราต้องบอกให้กับภาคเอกชนได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ ต้องเคลียร์ (Clear) ครับ ท่านประธาน ภาคเอกชนจะได้เดินได้ถูกต้อง ตอนนี้กติกาเราบอกว่าวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ แต่มีบางเสียงบางประเทศซีแอลเอ็มวี ประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ประเทศเมียนมาร์ ประเทศเวียดนาม บางประเทศบอกว่ายังไม่พร้อม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปยังผู้ชี้แจงว่าชัด ๆ จริง ๆ มันคืออะไร จะได้ส่งสัญญาณให้กับภาคเอกชน ของประเทศไทยได้เตรียมพร้อมครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีตอบนะครับ ขอผู้อภิปรายก่อนครับ ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ
ท่านประธานรัฐสภา เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันดีใจที่รายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับ การค้าสินค้าของอาเซียน เพราะว่าการตีความต้องบอกว่าการตีความนั้นสามารถที่จะเลี่ยงบาลีกันได้ เมื่ออาทิก้าฉบับนี้เกิดขึ้นมาก็สามารถที่จะควบคุมทั้ง ๑๐ ประเทศได้ ไม่มีการเอาเปรียบกัน นั่นก็คือความเป็นธรรมจะเกิดในเออีซี อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เริ่มจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียนตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ โดยมีการลงนามในกรอบความตกลงแม่บทว่าด้วย การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน และความตกลงว่าด้วยการใช้อัตราภาษีพิเศษ ที่เท่ากัน สำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน และความตกลงว่าด้วยการใช้อัตราภาษีพิเศษที่เท่ากัน สำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน อาฟตา และทีนี้การใช้ ท่านประธานที่เคารพคะ ต้องบอกว่า ตลอดระยะเวลาของการบังคับใช้ความตกลงของอาฟตา ประเทศสมาชิกยังมีข้อขัดแย้ง เห็นไหมคะ มันถึงได้มีความเป็นมาของอาทิก้าฉบับนี้นะคะ ประเทศสมาชิกมีข้อขัดแย้งในเรื่องของการตีความ บทบัญญัติและการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี เช่นประเทศมาเลเซียขอชะลอการลดภาษี ศุลกากรสำหรับสินค้ายานยนต์ ประเทศอินโดนีเซียและประเทศฟิลิปปินส์ขอชะลอการโอนย้าย รายการสินค้าข้าวและน้ำตาล ประเทศเวียดนามขอชะลอการลดภาษีสินค้ายานยนต์ ประเทศไทย ใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีกับน้ำมันปาล์ม ทำให้อาเซียนสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาคมโลก ดังนั้นแล้วอาทิก้าฉบับนี้ที่จะยกเลิกข้อความในข้อ ๙๑ (๒) มาใช้อาทิก้านั้นเป็นเรื่องที่ดี มันจะได้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง ท่านประธานคะ นับตั้งแต่อาเซียนมีเป้าหมาย ในการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เออีซี ภายในปี ๒๕๕๘ คริสต์ศักราช ๒๐๑๕ ประเทศสมาชิกได้ส่งเสริมให้มีแผนงานด้านเศรษฐกิจในเชิงบูรณาการตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีขึ้นเพิ่มเติมในอนาคต นอกจากนี้อาเซียนได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายและกฎเกณฑ์ โดยพยายามที่จะพัฒนาระบบอาทิก้า คือการดำเนินงานของอาเซียนให้เป็นระบบอิงกฎระเบียบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศสมาชิก นั่นก็คือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และผู้แทนไทยที่จะไปทำพิธีข้อตกลงในพิธีสาร ท่านประธานคะ แล้วก็จะเกิดความเป็นธรรมขึ้น ดังนั้นแล้วการผนวกรายการความตกลงและพิธีสารทางเศรษฐกิจของอาเซียนแนบท้าย ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน อาทิก้า และการลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลง ด้านเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน การที่เราจะเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือเออีซีในปี ๒๕๕๘ จะประสบความสำเร็จได้ การปฏิบัติตามความตกลงของอาทิก้าอย่างเคร่งครัดของประเทศสมาชิกทุกประเทศถือเป็น ปัจจัยสำคัญ ดังนั้นแล้วการที่จะมีการลงนามข้อตกลงหรือพิธีสาร เนื่องจากทำให้เกิดการทลายกำแพง ต้องบอกว่าทลายกำแพงข้อกีดกันและอุปสรรคทั้งหลาย ทีนี้นั้นปัญหากีดกันทางการค้า ท่านประธาน ที่เคารพคะ คือหายนะของการส่งออก ดิฉันฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรี กรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ และผู้แทนไทย เรื่องการเพิ่มการเข้มงวดการตรวจสอบสารตกค้าง ยาฆ่าแมลงศัตรูพืช และเชื้อจุลินทรีย์ในพืช และผลิตภัณฑ์ส่งผลให้สินค้าผัก ผลไม้ของไทยไม่ให้ได้รับผลกระทบ นี่คือดิฉันฝาก ฝากเป็น ข้อสังเกต ฝากไปเจรจาการค้า ไม่ต้องไปเอาเปรียบคนอื่นหรอกค่ะ แต่ขอให้สินค้าของ เกษตรกรผู้ยากไร้ได้ขายบ้าง และเพิ่มผลผลิตใหม่ ๆ เข้าไป สินค้าเกษตรนี้นะคะ ดิฉันนำเสนอ พืชเกษตรตัวหนึ่งที่น่าจะทำให้คนอีสานและคนอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ได้ประโยชน์มากที่สุดเพราะว่าปลูกที่ไหนก็เกิด ดินอะไรก็เกิดขอให้มีน้ำ และสามารถที่จะลด เมื่อมีการรณรงค์ดี ๆ สารตกค้างในพืชชนิดนี้นั่นก็คือถั่วฝักยาว จากข้อมูลการรับประทาน ของอาเซียนนี่นะคะ การกินของคนในอาเซียน ประเทศสิงคโปร์แล้วก็รวมไปถึงที่ยังไม่อยู่ ในอาเซียนของเราก็คือฮ่องกง ชอบถั่วฝักยาวมาก และ ๑๐ ประเทศนี้ก็ชอบถั่วฝักยาวมาก ดังนั้นเมื่อขายสินค้าตัวนี้ไร่หนึ่ง ท่านประธานที่เคารพคะ ใน ๑ ไร่สามารถที่จะได้ผลผลิตมาก และเร็ว ดินร่วนปนทรายก็ปลูกได้ ดินเหนียวก็ปลูกได้ ดินทรายผสมมูลสัตว์ก็ปลูกได้ คือถั่วฝักยาว ๕๕ วัน ผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีค่ะ เก็บผล เห็นไหมคะ แล้วจะเก็บได้ อีกเป็นเดือน ถ้าเขาทำ ๑๐ ไร่ล่ะคะ แล้วถ้าขายให้เขาได้ ถ้าประเทศสิงคโปร์บอกว่าได้รับซื้อ แบบไม่อั้นถ้าไม่มีสารพิษใด ๆ เลยสามารถที่จะทำเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ ฝากขายด้วยนะคะ เพราะว่าปลูกง่าย ขอให้มีน้ำแค่นั้นละค่ะ หาบน้ำไปหยอด ๆ ก็อยากจะออกหมากออกผล ให้ดีนักค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ๗ นาทีแป๊บเดียว
เรื่องที่ ๒ ขอดิฉันอีกนิดเดียวค่ะ การส่งเสริมภาษาไทยในอาเซียน เราเปลี่ยน วิกฤติให้เป็นโอกาสค่ะ คนพม่ารู้จักภาษาไทยเกือบ ๑๐ ล้านคน มีคนกล่าวในจังหวัดระนอง กล่าวลอย ๆ ว่าคนที่รู้ภาษาไทย คนพม่ารู้จักภาษาไทยดีประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วเขาบอกว่าอีก ๑๐ ล้านคนไปไหน เขาฟังละครไทย ดูหนังไทย ดูละครไทย ฟังวิทยุไทย สปป. ลาวทั้งประเทศเห็นไหมคะ คนมาเลเซียเกือบ ๑๐ ล้านคนรู้ภาษาไทยดีค่ะ ประเทศกัมพูชา เห็นไหมคะ แล้วก็ประเทศเวียดนาม ทำไมเราไม่ส่งเสริมให้อาเซียนเรียนรู้ภาษาไทย จากละครไทยนี่ละค่ะ พระเอกนั้นยังรักในความเป็นนางเอกยาวนาน และนางเอก ก็พึ่งหวังพระเอกที่จะคุ้มครองเขาได้ พระเอกในจินตนาการพระเอกหนังไทยทั้งนั้น นางเอกในจินตนาการนางเอกหนังไทยทั้งนั้น และคนใน ๔-๕ ประเทศ ไม่ว่าจะประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซียนี้ค่อนข้างที่จะฟังวิทยุไทย ดูละครไทย พูดภาษาไทย โดยเฉพาะ สปป. ลาวนะคะ เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ
สรุปได้แล้วครับ
ค่ะ ฝาก ๒ เรื่องค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณท่านอนุรักษ์ครับ ท่านอลงกรณ์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขออนุญาตท่านประธานหารือสักเล็กน้อย ก่อนที่กระผมจะได้อภิปราย เนื่องจากว่าสมาชิกรัฐสภาในซีกของฝ่ายค้านจะมีผู้อภิปรายเพียง ๑ ท่าน หรือ ๒ ท่านเท่านั้น แล้วความตกลงดังกล่าวมีความสำคัญมีรายละเอียดค่อนข้างมาก เพราะว่าใน ๑ เรื่องจะมีอยู่ ๒ กรอบ เพราะฉะนั้นเพื่อประโยชน์โดยส่วนรวมก็จะมีเรื่องของข้อเสนอ ข้อแนะนำ และข้อพึงระวัง ดังนั้นขอเวลายืดหยุ่นจากท่านประธานครับ
ผมให้ ๑๐ นาทีนะครับ ได้นะครับ ให้ท่านพิเศษเลยครับ มันจะเป็นประโยชน์มากเพราะว่าผมฟังท่านอภิปรายทีไรเป็นประโยชน์ ๑๐ นาทีนะครับ
ก็ขอสัก ๑๔ นาที สำหรับ ๒ คนแล้วกันนะครับ
๒ คน ๑๔ นาที มันก็เท่าเดิมครับ เชิญท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในวาระที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอมานั้นก็คือรายการความตกลงและพิธีสาร ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสาร เพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน เรื่องนี้ ต้องเรียนท่านประธานว่าทั้งรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาชุดที่แล้วและการสานต่องานเพื่อให้เป็นไปตาม เออีซี บลูพรินท์ (AEC Blueprint) หรือว่าพิมพ์เขียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เรามีเป้าหมายบรรลุภายในปี ๒๕๕๘ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคมเป็นเป้าหมายร่วมกัน แล้วก็ถือเป็นยุทธศาสตร์ของชาตินะครับ ไม่มีอะไรขัดข้องที่เราจะร่วมมือกันในการสนับสนุน กรอบที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบในวันนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามกระผมเชื่อว่า ภายใต้ความตกลงทางการค้าอาทิก้านั้น ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ความตกลงหลักของประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็คือความตกลงว่าด้วยการลงทุน หรือว่าอาเกีย (ACIA) หรือความตกลง ว่าด้วยการบริการ การค้าบริการ หรือเอฟาส (AFAS) แล้วก็ความตกลงว่าด้วยการค้า ก็คืออาทิก้า ตรงนี้เป็นไปตามโรดแมป (Roadmap) ที่จะต้องก้าวไปสู่การเปลี่ยนอาเซียน อย่างสมบูรณ์ ก้าวสู่การเป็นตลาดเดียวกันและฐานการผลิตร่วมกัน ดังนั้นจะต้องขจัดอุปสรรค ทางการค้า แล้วก็อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี ตลอดจนพฤติกรรมของการกีดกันทางการค้าทุกรูปแบบ รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ หรือแม้แต่ในเรื่องของการขนส่งข้ามแดน หรือว่าการขนส่งข้ามพรมแดน ตรงนี้เป็นโอกาส สำคัญครับ เป็นโอกาสสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนว่าภายใต้อาทิก้าที่ผมเอง มีส่วนนะครับ เพราะว่าเราลงนามในความตกลงทางการค้าหรืออาทิก้ากับอาเซียนทั้งหมด ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ และมีผลบังคับใช้เมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และได้มีการกำหนด ในเรื่องของการปรับปรุงพิธีสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งกระจัดกระจาย ตั้งแต่ในเรื่องของเซปท์ มาสู่เรื่องของอาฟตาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้น ใน ๑๑ ความตกลงและพิธีสารยังมีอยู่อีก ๔ พิธีสารที่ยังมีอายุของการบังคับใช้ แต่ว่าอาเซียน ได้มีการปรับปรุงเพื่อให้มีการแก้ไขแล้วก็ให้ดำเนินการพร้อมกับในเรื่องของอาทิก้าภายใต้กรอบเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าทางรัฐบาลได้ดำเนินการในเรื่องนี้มาเป็นไปตามที่เราได้ตกลงไว้กับอาเซียน ผมอยากเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าภายใต้ ๑๑ ความตกลงและพิธีสารนะครับ ๑๑ ฉบับเดิมที่เอามาผนวกไว้ภายใต้ อาทิก้านั้นจะมีอยู่บางพิธีสารและความตกลงที่มีการแก้ไข เช่น พิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วย การดำเนินการพิเศษสำหรับสินค้าอ่อนไหวและสินค้าอ่อนไหวสูง ฉบับที่ ๑ ตรงนี้เป็นตัวอย่าง หรือว่าพิธีสารว่าด้วยการปรับปรุงการขยายการให้สิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้การให้สิทธิพิเศษ ทางการค้าในอาเซียน หรือพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการกำหนด อัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วย การให้สิทธิพิเศษทางการค้าในอาเซียน รวมไปถึงพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน พิธีสารใน ๑๑ ฉบับแรกที่มาภายใต้เซปท์และอาฟตานั้น อยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงต่อรัฐสภาว่าการปรับปรุงแก้ไขซึ่งบางฉบับนั้นก็ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนบัดนี้ใกล้เข้าโค้งสุดท้ายของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว สาระสำคัญเปลี่ยนแปลงไป มากน้อยหรือไม่ มีการปรับปรุงหรือไม่เพราะวันเวลาเปลี่ยนมาร่วม ๑ ทศวรรษแล้ว
คำถามที่ ๒ ก็คือว่าในความตกลงเซปท์เดิมนั้นซึ่งเราจะทดแทนด้วยความตกลง อาทิก้า จะมีพิธีสารทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อยู่ ๔ ฉบับด้วยกัน
๑. ก็คือกรอบความตกลงว่าด้วยการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน ปี ๑๙๙๒
๒. ก็คือกรอบความตกลงด้านอิเล็กทรอนิกส์ของปี ๒๐๐๐
๓. คือกรอบความตกลงสำหรับสาขาเร่งรัดการรวมกลุ่มอาเซียน ปี ๒๐๐๕ ที่ท่านรัฐมนตรีคงทราบดีนะครับ ก็คือไพรออริตี เซคเตอร์ (Priority sector) ซึ่งเราจะมีภาระ พันธะ ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในค่อนข้างมาก
๔. รวมไปถึงพิธีสารการรวมกลุ่มรายสาขาของอาเซียน ปี ๒๐๐๔ ซึ่งเป็นโรดแมป ในเรื่องของสาขาเร่งด่วนที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องการเกษตร ยานยนต์ สารสนเทศ อิเล็กทรอนิกส์ ประมง สุขภาพ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์เคมี ตรงนี้เป็นส่วนที่อยากจะเรียนถามว่า ใน ๑๑ ความตกลงพิธีสารภายใต้เซปท์ อาฟตา ที่มีการปรับปรุงแก้ไขทั้งในอดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ภายใต้การดูแลของท่านนั้นได้มีการปรับปรุงแตกต่างไปอย่างไร มีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย จุดอ่อน อย่างไรที่พึงสังวรไว้ เพราะยังเหลือเวลาอีก ๒ ปีในการที่เรามีเวลาที่รัฐสภาจะได้มาพิจารณา หากท่านเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีการขอความเห็นชอบจากรัฐสภา กับ ๒. ก็คือในส่วนของ ความตกลงเซปท์ ๔ กรอบดังกล่าวที่เป็นความตกลงและพิธีสารดังกล่าวซึ่งค่อนข้างใกล้ตัวมาก เพราะว่าตรงนี้จะเป็นเรื่องที่อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสาขาเร่งรัดที่จะต้องมีการลดภาษี ที่จะต้องมีการเปิดเสรีตรงนี้ที่เป็นไพรออริตี เซคเตอร์ ได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นความตกลง ที่จะเข้ามาอยู่กรอบความเห็นชอบของรัฐสภาครั้งนี้มันปรับเปลี่ยนไปอย่างไร แตกต่างอย่างไร
ขณะเดียวกันกระผมมีข้อสังเกตข้อเสนอแนะและข้อกังวลอยู่ด้วยกัน ๖ ข้อ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่าถึงแม้ประเทศไทยจะมีความเป็นผู้นำ ในอาเซียนอยู่ในลำดับ ๑-๓ อยู่ในทุกสาขาเราถือว่าเป็นประเทศชั้นนำของอาเซียน ๑๐ ประเทศนี้ เรามีขีดความสามารถอยู่ในชั้นนำของ ๑๐ ประเทศอาเซียน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ในระบบเศรษฐกิจของเรานั้นมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง มีทั้งความพร้อมและไม่พร้อม และถึงไม่พร้อมก็จะต้องเดินให้พร้อมกันไปสู่ปี ๒๕๕๘
ฉะนั้นข้อกังวลข้อสังเกตข้อที่ ๑ ของผมก็คือว่ารัฐบาลได้ทำแผนยุทธศาสตร์ รวบภาครัฐ ภาคเอกชนในการปรับปรุงพัฒนาเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการของเรา โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วหรือยัง ความจริงระบบนี้ท่านประธาน คงทราบว่าเรามีระบบ กกร. ซึ่งในรัฐบาลที่แล้วถือว่าเป็นองค์ประชุมร่วมระหว่างรัฐบาล กับ กกร. ก็คือสถาบันร่วมเอกชน ๓ สถาบันเป็นหลักก็คือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แล้วก็สมาคมธนาคารไทย ความจริงรูปแบบตรงนั้นถือได้ว่า เป็นโอกาสอันดีในการที่จะทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน ถ้ารัฐบาลยังไม่ทำผมแนะนำครับ ผมแนะนำให้ท่านไปดูแผนพัฒนาธุรกิจแห่งชาติฉบับแรกของประเทศไทยที่ทำไว้ในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำ เพราะรู้ดีว่านอกจากเป็นการเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ แล้ว ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคนี้และประเทศไทยคือการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้นจึงได้มีแผนพัฒนาธุรกิจแห่งชาติดูตั้งแต่เอสเอ็มอีขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และขนาดยักษ์ เพื่อให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนสอดคล้องกับทางแพร่งที่เราจะต้องก้าวข้ามไป ข้อสังเกตประการที่ ๒ ก็คือว่า
ท่านอลงกรณ์ให้จบทั้ง ๖ ข้อ ภายใน ๔ นาทีได้ไหมครับ
ได้ครับ
ได้นะครับ เชิญครับ
ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ ขออภัยต้องเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษว่า อังเทอรพรอเนอร์ชีพ ดีเวลอปเมนท์ (Entrepreneurship Development) เรื่องนี้สำคัญที่สุดครับ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอี หรือว่าบริษัทขนาดกลาง ไม่ต้องพูดถึงบริษัทใหญ่และบริษัท ขนาดยักษ์อันนั้นก็มีความพร้อมอยู่ แต่ว่าเอสเอ็มอีนี่ถือเป็น ๙๙.๙๕ เปอร์เซ็นต์ของวิสาหกิจ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กิจการในประเทศไทยครับ และทุกครั้งเราจะมีเสียงบ่นเสมอว่ายังไม่พร้อม ๆ สิ่งที่ได้ดำเนินการและอยากให้รัฐบาลได้เร่งรัดและให้ความสำคัญก็คือการขยายดีบีดี อะคาเดมี (DBD Academy) การส่งเสริมขยายสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการ ซึ่งคราวที่แล้วมีแบบซัน คอลเลจ (Babson College) ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงที่สุดนี้นะครับมาร่วมมือ กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรงนี้ถ้าเราขยายไปได้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยร่วมมือเป็น ๓ ภาษา คือ ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชนก็จะสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและทางรัฐบาลก็สามารถ สนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งไป
ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ก็คือเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความจริงข้อเสนอหลังสุดที่ยังไม่เห็นความสนับสนุนต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ ก็คือสถาบันพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ ซึ่งดอกเตอร์จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้เสนอเป็นหนทางสำคัญมาก ในการขับเคลื่อนผลักดันแผนพัฒนาธุรกิจแห่งชาติเพื่อรองรับในเรื่องของความตกลงทางการค้า อาทิก้า เอฟาส แล้วก็อาเกีย ในการก้าวสู่เออีซี
ประการที่ ๔ ก็คือการพัฒนาเกษตรกรทุกประเทศครับ โดยเฉพาะในอาเซียน ยกเว้นประเทศสิงคโปร์และประเทศบรูไน นอกนั้นล้วนแล้วแต่พึ่งพาฐานการผลิตด้านการเกษตร และประชากรที่อยู่ในภาคเกษตรนั้นล้วนแล้วแต่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในภาคเกษตรของอีก ๙ ประเทศอาเซียนด้วยกัน เรามองแต่ผู้ประกอบการ มองเอสเอ็มอี แต่เราละเลยวิสาหกิจ ของเกษตรกร นั่นคือสหกรณ์ครับ สหกรณ์มี ๗ ประเภท เรียกว่าสถาบันพิทยาลงกรณ์ครับ ที่เป็นศูนย์อบรม แต่ปีหนึ่งได้งบจากรัฐบาลสนับสนุนเพียงแค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากสมาชิกสหกรณ์ ๑๐ กว่าล้านบาท วิสาหกิจสหกรณ์นั้นจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่อยากให้ทางรัฐบาลนั้น ได้เข้าไปดูแลเพราะว่าจะมีความเข้มแข็งมากขึ้นในการเข้าสู่การแข่งขันหลังจากที่ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนนั้นมีผล และทันทีที่ความตกลงการค้าอาทิก้าและพิธีสารและความตกลงทั้งหลายนี่ เขาจะต้องเกิดความรู้ ความเข้าใจการอบรมพัฒนาสมาชิกสหกรณ์โดยผ่านสหกรณ์ภายใต้สถาบัน พิทยาลงกรณ์และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเท่านั้น จึงจะทำได้อย่างกว้างขวางและทัน ต่อเหตุการณ์ภายใน ๒ ปีนี้ครับ
ก่อนสุดท้ายก็คือการพัฒนาทักษะฝีมือเฉพาะที่ขาดแคลน เราขาดแคลนครับ ทั้งที่เราประกาศเป็นดีทรอยท์ ออฟ เอเชีย (Detroit of Asia) แล้วเราก็ทำความตกลงในเรื่องของ อาทิก้า รวมทั้งอาเกีย และเอฟาสด้วย ก็คือสาขายานยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในส่วนนี้นั้น จะต้องเร่งรัดในการพัฒนาฝีมือแรงานอย่างเร่งด่วน เพราะว่าจะเป็นสาขาซึ่งท่านคงทราบว่า ภายใต้อาทิก้านั้นเราส่งออกภายใต้ ๓ กลุ่มสินค้านี้คิดเป็นสัดส่วนร่วม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออก ทั้งหมดของประเทศ แต่เรายังปล่อยให้เกิดการขาดแคลนในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นทันทีที่รัฐสภา จะให้ความเห็นชอบในความตกลงและพิธีสาร รวมทั้งรายการแนบผนวกเข้าไปภายใต้เซปท์ อาฟตา ตรงนั้นอย่างไรรัฐสภาให้อยู่แล้วครับ แต่ข้อกังวลตรงนี้ขอให้ท่านไปทำงานเป็นการบ้าน เพราะของจริงที่ได้รับผลกระทบคือข้อสังเกต ข้อกังวลที่ผมได้นำเสนอท่าน
สุดท้ายก็คือข้อ ๖ ผู้ประกอบการรายย่อยนั้นที่มีอยู่ใน ๗๗ จังหวัดนี่ครับ อย่ามอง เฉพาะกรุงเทพฯ อย่ามองเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) แต่มองในลักษณะของแอเรีย เบส แอพโพรช (Area Based Approach) เข้าไปด้วย ก็คือ ๗๗ จังหวัด แนวตะเข็บชายแดนทั้งหมดเราติดกับ ๔ ประเทศ การค้าชายแดนเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ในกรอบการค้าชายแดนก็ดี นั่นหมายความว่าจังหวัดชายแดนทั้งหมด หรือว่าจังหวัดที่ติดทะเลทั้งหมด หรือจังหวัดที่อยู่ตอนกลาง ตอนในของประเทศ ๗๗ จังหวัดนั้น ควรจะต้องได้ผลประโยชน์จากความตกลงทางการค้า ไม่ใช่เฉพาะเมืองหลวง เมืองท่า เมืองนำเข้า ส่งออก เมืองค้า เมืองขาย เมืองพาณิชย์เท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะได้ประโยชน์ตรงนี้ และกระจายความมั่งคั่ง โอกาสให้กับ ๗๗ จังหวัดนั้น ประการสุดท้ายก็คือว่าขอให้ท่านไป สานต่อเถอะครับ บิซ คลับ (Biz Club) สโมสรธุรกิจในระดับจังหวัดซึ่งริเริ่มมาแล้วหลายจังหวัดครับ วันนี้บางจังหวัดเข้มแข็งมากในการรวมกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่อยู่แม้แต่ ที่เรียกว่า สตรีท เวนเดอร์ (Street vendor) พวกหาบเร่แผงลอยที่พอมีสหภาพรวมกลุ่มกัน เป็นบิซ คลับขึ้นมาในแต่ละจังหวัด เสร็จแล้วก็ร่วมกับดีบีดี อะคาเดมี ก็คือสถาบันพัฒนาธุรกิจ ก็ร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็บิซ คลับ ในการพัฒนาผู้ประกอบการ อันนี้ เราจะสามารถดำเนินการในการสร้างความเข้มแข็งแล้วก็แก้จุดอ่อนมาเป็นจุดแข็งอย่างที่ ทุกฝ่ายกังวลว่ารัฐบาลจะต้องออกแรงมากกว่านี้ แล้วก็ภายใต้การตกลงการค้านั้นมันเป็น ความท้าทายและเป็นโอกาสครับ ผมเองต้องเรียนท่านประธานในท้ายที่สุดว่ายินดีให้การสนับสนุน แต่ขอให้ทางรัฐบาลนั้นทำการบ้านให้หนัก ท่านรัฐมนตรีให้ความสำคัญทั้งในเชิงของนโยบาย แนวทาง งบประมาณ บุคลากร แล้วก็รับข้อสังเกตเหล่านี้ไป เพราะนี่คือการกลั่นกรองมาจาก ช่วงที่รับผิดชอบกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในฐานะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เกือบ ๓ ปี แล้วก็ถ่ายทอดไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ บางเรื่องเป็นประโยชน์ ประเทศชาติมันไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลหรอกครับ มีแต่ความร่วมมือกันและความท้าทาย ของการเป็นประชาคมอาเซียนนั้นมันเป็นความท้าทายที่คนรุ่นเราจะต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อส่งต่ออนาคตให้กับคนรุ่นต่อไป ให้กับประเทศไทยในอนาคต ก็ขอท่านรัฐมนตรีได้กรุณารับไป อย่างจริงจัง แล้วก็ช่วยกรุณาตอบคำถามที่กระผมได้ตั้งคำถามไว้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ผมเหลือ ๒ ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย แล้วก็ท่านวัชระ เพชรทอง เชิญท่านละ ๗ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ในเรื่องที่เราพูดกันถึงนี้ก็คือ รายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้า สินค้าของอาเซียน ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญของผมมี ๒ ประเด็น เท่านั้นเองครับท่านประธาน
ประเด็นแรก ก็คือว่าในมาตรา ๑๙๐ บอกว่าก่อนจะดำเนินการทำหนังสือ สัญญากับนานาประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็น ของประชาชนแล้วก็ต้องมาชี้แจงต่อรัฐสภา คำถามจึงถามไปที่ตัวสนธิสัญญานี้ครับ ท่านประธาน เรียนถามผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่าพิธีสารนี้ในข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ไปเกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของในแต่ละข้อครับ ข้อ ๔ ก็จะไปเกี่ยวพันกับการยกเลิกการลงนามที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว จะไม่มีผลบังคับใช้ต่อไปในสาขาผลิตภัณฑ์เกษตร ข้อต่อไปก็ไปเกี่ยวข้องกับ สาขายานยนต์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาอิเล็กทรอนิกส์ สาขาประมง สาขาสุขภาพ สาขาผลิตภัณฑ์ยาง สาขาสิ่งทอ สาขาผลิตภัณฑ์ไม้ ทั้งหมดนี้ที่เคยไปลงนามไว้กับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจะถูกยกเลิกหมด คำถามคือว่าท่านได้พูดคุยกับ คนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ นี้ทุกข้อแล้วหรือยัง รวมทั้งในข้อที่ ๒ ของท่าน ข้อ ๒ ของพิธีสารนี้ครับ กรอบความตกลงด้านอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน ซึ่งลงนามวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน คริสต์ศักราช ๒๐๐๐ ณ ประเทศสิงคโปร์จะถูกแก้ไขแทนที่ด้วยข้อ ๖ (๑) ดังต่อไปนี้ ประเทศสมาชิกจะเข้าสู่การเจรจาซึ่งมีแนวทางเพื่อเร่งรัดการปฏิบัติตามพันธกรณี ของประเทศสมาชิกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การบริการ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้า ของอาเซียน กรอบความตกลงว่าด้วยการบริการของอาเซียนและความตกลงด้านการลงทุน ของอาเซียน ตรงนี้มีรายละเอียดอย่างไรล่ะครับ มันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีจำเป็นต้องอธิบายต่อที่ประชุมรัฐสภานะครับ
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมขออนุญาตถามเป็นรายละเอียดเพิ่มเติมก็คืออยู่ในข้อที่ ๓ อยู่ข้อ ๔ (๑) สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือบอกว่าแต่ละประเทศต้องยกเลิกอากรนำเข้า สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้การรวมกลุ่มสาขาสำคัญของอาเซียนสอดคล้องกับข้อ ๑๙ (๒) (เอ) (A) (๑) และข้อ ๑๙ (๒) (ซี) (C) ของความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน มันมีอะไรบ้างล่ะครับ มีสินค้าอะไรบ้างที่อยู่ในข้อต่าง ๆ ที่ว่านี้ ซึ่งสุดท้ายต้องยกเลิกอากรนำเข้า บรรดาผู้ที่ ผลิตสินค้าต่าง ๆ เหล่านั้นอาจจะต้องระมัดระวังตัวว่าเคยมีอากรนำเข้าจากประเทศอื่น ในอาเซียน บัดนี้จะไม่มีแล้วเขาก็จะมาเป็นคู่แข่งกับเรา อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่า ท่านคงจะต้องให้รายละเอียดกับสมาชิกต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านวัชระ เพชรทอง ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนการที่คณะรัฐมนตรีได้มานำเสนอ รายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนตามข้อตกลงอาทิก้าและพิธีสาร ความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียนดังที่ท่านได้แถลงไปแล้วนั้น ท่านประธานครับ สารประโยชน์ต่าง ๆ ท่านอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร ก็ได้ให้คำแนะนำ ต่อทางรัฐบาลไปเป็นที่เรียบร้อย และรวมทั้งข้อท้วงติงจากท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ท่านรัฐมนตรี ก็ต้องชี้แจง ท่านประธานครับ ผมจะใช้เวลาไม่นานนักในการที่จะอภิปรายในเรื่องนี้ เนื่องจากว่า ได้เป็นตัวแทนไปร่วมประชุมทั้งไอปา (AIPA) ที่ประเทศอินโดนีเซีย และไปร่วมประชุมกับ ต่างประเทศในฐานะที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดขึ้น ทั้งที่ประเทศกัมพูชาและประเทศพม่าหรือประเทศเมียนมาร์ ท่านประธานครับ การที่จะเปิดเสรี ดังกล่าวนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากจะถามท่านรัฐมนตรีที่เคารพว่าอย่างกรณีเช่นที่ ประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่ประเทศกัมพูชาได้บอกกับคณะผู้แทนไทยทั้ง ส.ส. และ ส.ว. รวมทั้งข้าราชการของไทยว่ามีข้าวของประเทศกัมพูชาประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตันไหลทะลัก เข้ามาร่วมโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ข้าวจากเขมรมาสวมสิทธิเป็นข้าวไทย แล้วมาจำนำตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท สูงถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร หรือว่าโครงการดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้การยินยอม ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมได้อภิปรายไปนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องที่เราต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน และเงินงบประมาณของแผ่นดิน ถ้าเราปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศรอบบ้านของประเทศไทยเข้ามาสวมสิทธิใช้ในโครงการต่าง ๆ ผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดก็คือประชาชนผู้เสียภาษีอากร ประชาชนชาวไทยและชาวนาไทย ที่ซึ่งไม่ได้รับการจำนำข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาทอย่างเป็นจริง และมิหนำซ้ำยังมีข้าว จากประเทศกัมพูชาเข้ามาสวมสิทธิเป็นข้าวไทย ถ้าท่านไม่เชื่อให้ท่านถามข้าราชการของท่าน ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาลที่ไปร่วมโครงการ ดังกล่าว ท่านประธานครับ นอกจากนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าพืช ผัก ผลไม้จากต่างประเทศ ที่เข้ามายังประเทศไทยผ่านทางภาคเหนือลงมานั้น ปรากฏว่าไม่มีการตรวจสอบสารตกค้าง หรือยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด มีการตรวจสอบหาเฉพาะศัตรูพืชที่อาจจะเกาะมากับบรอกโคลี หรือถั่วลันเตา เป็นต้น แต่สินค้าเหล่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ มีสารพิษตกค้าง ผักกาดหอม ผักกาดบางชนิดจากต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทยนั้นวางไว้เป็นสัปดาห์ก็ยังไม่เน่า สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะต้องตรวจสอบอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้มีพืช ผัก ผลไม้ จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยและมีสารตกค้าง เพราะจะทำให้พี่น้องประชาชน ชาวไทยทั้งประเทศเป็นมะเร็งในระยะยาวอย่างที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ท่านประธานครับ และนอกเหนือจากนี้คือการที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกกระเทียมก็เจ๊ง ปลูกแครอทก็เจ๊ง ปลูกถั่วลันเตาก็เจ๊ง ปลูกบรอกโคลีก็เจ๊ง เพราะว่ามีแต่พืชผักจากต่างประเทศทั้งนั้น ท่านประธานครับ ภายใต้การค้าดังกล่าวนั้นทำให้พี่น้องเกษตรกรไทยนับแสนนับล้านครอบครัว ในประเทศไทยได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากขายสินค้าไม่ได้ เพราะสินค้ามาจากต่างประเทศนั้น มีลักษณะที่สวยกว่า ใหญ่กว่าเพราะใส่ยาฆ่าแมลงมากกว่า แต่ว่าประชาชนไม่รู้ ท่านประธานครับ นอกเหนือจากนี้สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างยิ่งก็คือการสนับสนุนการทำงานของกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีที่นั่งเกาหัวอยู่นั้นท่านได้โปรดทราบเถอะครับว่า ข้าราชการของท่านที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศใน ๒ ปีงบประมาณที่ผ่านมาได้ขอ สำนักงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องไอแพดหรือเครื่องกระดานอิเล็กทรอนิกส์ ท่านประธานครับ ปรากฏว่าสำนักงบประมาณตัดทิ้งหมด สำนักงบประมาณไม่ให้งบประมาณในการจัดซื้อ เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวในการไปเจรจากับต่างประเทศ คนระดับอธิบดีต้องหอบแฟ้ม หนาเป็นหลายกิโลกรัมเข้าห้องประชุม ในขณะที่ตัวแทนการค้าจากต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ถือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อันเล็ก ๆ เข้าห้องประชุม ท่านประธานครับ กราบเรียนไปยัง ท่านรัฐมนตรีที่เคารพเพื่อได้โปรดประสานงานกับสำนักงบประมาณในปีงบประมาณที่จะถึงนี้ ได้โปรดจัดงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวในเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ให้กับข้าราชการกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือกรมอื่น ๆ ที่มี หน้าที่ในการเจรจาเพื่อที่จะนำประเทศไปสู่เออีซีที่รัฐบาลโฆษณามากมาย แต่กลับเห็นว่า ข้าราชการของประเทศไทยเองเวลาเข้าประชุมกลับเข้าประชุมด้วยวิธีการเดิม ๆ เหมือนกับ ๕๐ ปีที่แล้ว ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการทำงานของหน่วยงานรัฐจะต้องมีเครื่องมือ ที่ทัดเทียมกับต่างประเทศ อย่าปล่อยให้ข้าราชการไทยไปแบบอนาถาเพราะจะไม่สมศักดิ์ศรี และฐานะของประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนี้สินค้าไทยยังเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศกัมพูชาหรือประเทศพม่าต่างซื้อสินค้าไทย ใช้สินค้าไทย เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าไทย เมื่อสินค้าไทยดีเราก็ต้องร่วมมือกันโฆษณาสินค้าไทย ขอขอบคุณครับท่านประธาน
มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ เหลือท่านตวงท่านสุดท้ายนะครับ เพราะฉะนั้นท่านตวงท่านสุดท้ายเลยนะครับ ผมจะได้ ปิดอภิปรายนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เบื้องต้นก็เห็นด้วยกับ รายการความตกลงพิธีสารเศรษฐกิจอาเซียนที่จะถูกแทนด้วยภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ประเด็น ของผมนี้ผมเห็นด้วยมาตลอดเวลา แต่ปัญหาของประเทศไทยที่ผ่านมานั้นผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ผ่านไปยังรัฐบาลว่าเราชอบจะไปทำข้อตกลงในอาเซียน อย่างภาคภูมิใจ และทุกครั้งทำความตกลงเรียบร้อยเราก็บอกเราภูมิใจมาก เราเป็นผู้นำ ในการทำความตกลง เช่น ความตกลงว่าด้วย ๘ สาขาวิชาชีพ เราบอกว่าเราเป็นแกนนำ ขณะที่เราเป็นแกนนำเราไม่เคยมาเตรียมพลเมืองของเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเพื่อเข้าไปสู่ การแข่งขันได้เลย กรอบตกลงของอาทิก้าฉบับนี้เช่นกันครับท่านประธาน ในรายละเอียดนั้น ผมไม่ได้ติดใจ โดยเฉพาะเรื่องของภาษีศุลกากรที่เราบอกสุดยอดในการทำมาค้าขายร่วมกัน คำถามผมถามไปยังท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือว่า ท่านได้มีการเตรียมผู้ประกอบการ ทั้งรายย่อยแล้วก็เอสเอ็มอีอย่างไร รายใหญ่ผมไม่ห่วงในเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า ที่เรียกว่าอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร ท่านรัฐมนตรีทราบดี หรือที่นักวิชาการเรียกว่า เอ็นทีบี (NTB) น็อน แทริฟ แบร์ริเออร์ส (Non-Tariff Barriers) อันนี้เรื่องใหญ่ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานไปคุยกับผู้ประกอบการรายเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อยท่านประธานจะพบว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้แข่งขันแพ้ ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงข้อตกลงที่เราพูดได้ ท่านประธานอาจจะถามผมว่าแล้วอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรที่มีผลต่อการที่จะแข่งขัน ในข้อตกลงของอาเซียนนั้น ลองยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ ถ้าท่านประธานไปถามผู้ประกอบการเขาจะบอกว่าอุปสรรคเหล่านี้คือเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลไทย ไม่เคยเตรียม ไม่มีหลักสูตรในการพัฒนาผู้ประกอบการ เช่น การจำกัดปริมาณนำเข้า การกำหนดชิ้นส่วน การกำหนดโควตา การกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับสุขภาพ สุขอนามัย ความปลอดภัย หรือการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากมาตรฐานสากล แต่ละประเทศ ทำได้ครับ หรือแม้แต่การกำหนดมาตรฐานด้านแรงงาน ด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ที่กำหนดว่าสินค้าฉบับนี้ตามข้อตกลงของอาทิก้านี้จะผลิตจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ ประเทศนั้น เช่น จะผลิตโดยเด็กไม่ได้ นำเข้าไม่ได้ ผลิตโดยนักโทษไม่ได้ ผมเข้าใจว่า ท่านรัฐมนตรีทราบดีว่ามันมีหลายอย่างที่แต่ละประเทศได้กำหนดมาตรการที่เรียกว่าเอ็นทีบี อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร แล้วก็เป็นปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีของเราเป็นอย่างมาก ผมเรียกร้องเพื่อใช้กลไกของอาทิก้าเป็นเครื่องมือ ในการเตรียมการ ท่านประธานไปดูหน้า ๒ ตอนท้ายครับ ความจริงอดีตท่านรัฐมนตรีได้พูด ถึงแล้วก็คือพิธีสารการรวมกลุ่มรายสาขาของอาเซียน ปี ๒๐๐๔ โดยเฉพาะสาขาเกษตรครับ สาขาเกษตรประกอบไปด้วยผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงและอย่างร้ายแรง น่ากลัวมาก ท่านรัฐมนตรีก็คือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มที่ ๒ คือผู้ประกอบการรายย่อยเป็นรายจังหวัด ในภูมิภาคไม่ใช่อยู่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่รายใหญ่ คำถามผมก็คือว่ารัฐบาลได้เตรียมการที่จะ พัฒนายกระดับผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ให้เรียนรู้เท่าทันอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร เหล่านี้อย่างไร นอกจากเข้าใจมาตรการที่พูดถึง นอกจากได้ประโยชน์จากข้อตกลงที่เราทำ กับประเทศสมาชิกแล้ว
ประการที่ ๒ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณในการจัดการฝึกอบรมและพัฒนา ผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้หรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเหล่านี้ไปในภูมิภาคมีหน่วยงานใด ได้ทำเรื่องนี้หรือไม่ หรือว่าข้อตกลงที่ผ่านไปแล้วก็บอกเป็นข้อตกลง ถ้าท่านประธานไปดู ในรายละเอียดที่ชี้แจงต่อสภา เช่น โดยข้อตกลงของข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้านี้ จะไม่มีผลทำให้พันธกรณีหรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด อันนี้ภาษา อันนี้เป็นเรื่องเอกสาร ท่านประธานครับ แต่ในข้อเท็จจริงที่เป็นภาคปฏิบัตินั้น ล้วนแต่เป็นปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ของประเทศไทยไม่ใช่อยู่ในข้อตกลงนี้ แต่มันอยู่ในมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร ประเด็นนี้ผมจึงฝากท่านประธานนอกจากเตรียมผู้ประกอบการเหล่านี้ให้ความรู้ ความเข้าใจ กับผู้ประกอบการเหล่านี้นะครับ รัฐบาลเองก็จะต้องให้ถือเป็นส่วนหนึ่งเวลาไปเจรจาความ เวลาไปทำความตกลงได้ย้ำเรื่องนี้ในเวทีของการเจรจาด้วยว่ามาตรการเหล่านี้มันคือส่วนที่ ทำให้ผู้ประกอบการไทยนั้นไม่สามารถแข่งขันเขาได้ มาตรการเหล่านี้มันคือส่วนทำได้ ผู้ประกอบการไทยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงอาทิก้าได้เลย ผมเรียนท่านประธานว่า ข้อตกลงนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งครับ มันมีหลายมาตรการ มันมีหลายข้อตกลงที่รัฐบาลเราเอง จำเป็นที่จะต้องเตรียมคนของเราให้พร้อม มีท่านสมาชิกหลายคนพูดถึงนอกจากเรื่องนี้ เรื่องภาษา ผมเรียกร้องผ่านท่านประธานตอนท้ายก็จะพูดทุกเวทีว่าถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลไทย ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้อุตส่าห์กำหนดคำขวัญของประเทศไทยเข้าไปสู่อาเซียน ถ้าจะให้ เปลี่ยนแปลงแข่งขันจากข้อตกลงเหล่านี้ได้ถึงเวลาหรือยังที่จะเปลี่ยนหลักสูตรการเรียน การสอนภาษาอังกฤษประเทศไทยครับ หมดเวลาหรือยังที่จะเรียนแบบนี้ แต่เรียนภาษาอังกฤษ เพื่อการแข่งขัน เรียนภาษาอังกฤษเพื่อการเจรจา เรียนภาษาอังกฤษเพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ หรือคนไทยนั้นสามารถแข่งขันในอาเซียนได้ ต้องปรับหลักสูตร การเรียนการสอนใหม่ ท่านประธานครับ ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านจะตอบต่อสภาแห่งนี้ไปยังพี่น้องประชาชนว่าท่านได้เตรียมมาตรการอย่างไร จากผลกระทบของข้อตกลงอาทิก้า ข้อ ๙๐ (๒) ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ผมไม่ห่วง แต่ผู้ประกอบการรายเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นเอสเอ็มอีนั้นน่าห่วง ท่านประธานครับ จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี ขอบพระคุณครับ
ผมมีท่านสุดท้ายจริง ๆ นะครับ แล้วก็จะปิดอภิปรายและจะให้ท่านรัฐมนตรีตอบครับ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอบคุณท่านประธานที่ต่อให้มีผู้อภิปราย ในเรื่องนี้อีกเรื่องหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วดิฉันก็เห็นด้วยนะคะว่าเราจะทำข้อตกลงและพิธีสาร ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสาร เพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน ทั้งหลายนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของประเทศอาเซียนร่วมกัน แน่นอนที่สุดประเทศไทยก็คงจะได้ประโยชน์ แล้วก็เสียประโยชน์ด้วยนะคะ ในการทำธุรกิจการค้าคงไม่มีใครได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเสีย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตามเท่าที่ฟังนะคะท่านประธาน ก็มีหลายคน เป็นห่วงเรื่องภาษีเป็น ๐ ภาษีเท่ากัน ความเท่าเทียม รวมถึงการกีดกันทางด้านที่ไม่ใช่ภาษี การตรวจโรค เชื้อโรคของพืช ของสัตว์อะไรต่าง ๆ ก็ได้กล่าวไปเกือบจะครอบคลุมหมดแล้ว แต่ดิฉันคิดว่ามีอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่สำคัญมากค่ะ ขอฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีนะคะว่าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีค่ะ ซึ่งเท่าที่ฟังยังไม่มีใคร ได้กล่าวถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อเศรษฐกิจการค้า การดำรงชีวิต การแข่งขันในด้านต่าง ๆ ดิฉันก็อยากจะหยิบยกเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความสำคัญนอกจากต่อเศรษฐกิจ ยังต่อสังคม และต่อการเมืองอีกด้วย รวมไปถึง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีผลต่อการชะลอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เมื่อพูดถึง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แน่นอนที่สุดมีกระทบต่อผลผลิตเกษตร แน่นอนที่สุด มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม มีผลกระทบต่อการค้า จะเอสเอ็มอีหรือไม่เอสเอ็มอีก็ตาม ถ้ามีภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างคาดคิดไม่ถึง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือเกิดน้ำท่วม น้ำหลาก น้ำแห้ง น้ำแล้ง อะไรต่าง ๆ อันมีผลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีก็มีส่วนที่จะช่วยชะลอสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถ้ารัฐบาลไทยและรัฐบาล ประเทศอาเซียนให้ความสำคัญมาศึกษาร่วมกัน วิจัยร่วมกัน พัฒนาร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหา ที่จะมีผลกระทบต่อเกษตร อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ แล้วก็การดำรงชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ คนรวย คนจน ย่อมจะถูกกระทบโดยพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะฉะนั้น ถ้าความเป็นอยู่ สุขภาพอนามัยของประชาชนไม่แข็งแรงเพราะว่ามีโรคภัยไข้เจ็บ มีเชื้อโรค ที่เกิดขึ้นอุบัติใหม่ในโอกาสที่ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากอาชีพแล้ว สุขภาพของคนก็ย่อมจะถูกกระทบด้วย แล้วเราจะเอาประชาชนที่มีความแข็งแรง มีความสมบูรณ์ มีความรู้ความสามารถไปสู้กับใครได้ในประเทศอาเซียน ไม่ต้องพูดถึงในโลกนี้นะคะ จึงเป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่าเราไม่ควรที่จะละเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงก้าวกระโดดอย่างมากมาย ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนอาจจะมี ความรู้ความสามารถมากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันบ้าง แต่ถ้าเราจับมือร่วมมือกันเราก็ย่อม สามารถที่จะผลิตอะไรให้เป็นประโยชน์แล้วก็มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาแข่งขันกัน อันนี้ ก็อยากจะฝากว่านอกจากสุขภาพแล้ว ด้านการศึกษาก็เช่นเดียวกัน แม้เราจะทันสมัย เรามีคอมพิวเตอร์ เรามีแท็บเล็ต แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะมีสมองที่เก่ง ที่ฉลาด ไม่ได้เป็นที่ประจักษ์ว่าถ้าคนใช้คอมพิวเตอร์เยอะ ๆ แล้ว นอกจากเล่นเกมบันเทิงแล้วจะทำให้ เขาเรียนหนังสือได้ดีขึ้นหรือเป็นคนดีขึ้น มีคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็การเมือง เรามีการเมืองที่ดี ประชาชนก็ต้องมีความเก่ง ความดี และมีสุขภาพดี มีการศึกษาที่ดีร่วมไปด้วยค่ะ ก็ฝากเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะมีผลกระทบต่อ สิ่งที่เรากำลังคุยกันในวันนี้คือเศรษฐกิจอาเซียนภายใต้ความตกลงอาทิก้า สิ่งสุดท้าย ที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตท่านประธานได้กล่าวถึง การที่เราจะทำการค้ากับใครก็ดี จำเป็นที่สุดค่ะที่เราจะต้องคิดถึงส่วนที่มีผลกระทบ ส่วนที่เราเสียเปรียบ โดยเฉพาะ ประเทศอาเซียนที่มีภูมิอากาศใกล้เคียงกัน เราผลิตของคล้ายคลึงกัน ถ้าใครสามารถผลิตของ ได้ดีกว่า สะอาดกว่า ถูกกว่า อย่างที่มีสมาชิกได้ยกตัวอย่างแล้วนะคะว่าผลิตอะไรของเขาก็เจ๊งหมด ผลิตแครอท องุ่น หรือว่าผลไม้ต่าง ๆ เราก็ขายไม่ออก เพราะว่าต่างประเทศเขามีเทคโนโลยีดีกว่า เขามีสิ่งต่าง ๆ ดีกว่าของเราก็เจ๊ง ก็ขายไม่ออกอยู่ดี
อีกประการหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวกับการค้าและเศรษฐกิจของบ้านเมือง นอกจากเรื่องที่ ดิฉันพูดไปแล้ว คือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กระทบต่อทุกคนแล้ว เรื่องความเจริญก้าวหน้า ทางด้านเทคนิค การผลิต การท่องเที่ยว แล้วก็สำคัญที่สุดคือพลังงานค่ะ ประเด็นพลังงาน ก็จะเป็นประเด็นสำคัญในการที่จะแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เรามีผลิตผลเกษตรที่สามารถจะผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้ เมื่อเรามีพลังงานที่สะอาด ในราคาที่ถูก เราก็สามารถที่จะแข่งขันกับคนต่าง ๆ ได้ แล้วนอกจากนั้นก็ยังจะช่วยทำให้ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศชะลอความร้อนของโลกได้มากขึ้น
ประการสุดท้ายค่ะท่านประธาน การเยียวยาผู้ที่ถูกกระทบ ดิฉันอยากจะให้รัฐบาล โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรี ผ่านทางประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีนะคะว่าเราพูดแต่บวก ๆ มีแต่ได้ ในโลกนี้คงไม่มีบวก ๆ ตลอดค่ะ มันจะต้องมีลบ ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่ถูกกระทบ หรือผู้ที่ด้อยกว่าในด้านต่าง ๆ รัฐบาลต้องสำรวจค่ะ แน่นอนที่สุดเราไปต่อรองมาแล้ว เราก็คิดว่าเราได้ดีที่สุดแล้ว แต่ในความที่ได้มากที่สุดก็ยังมีส่วนที่ลบ และผู้ที่ด้อยโอกาส ด้อยทุกอย่างนี้รัฐบาลต้องให้ความสนใจไปดูแลเขา แล้วจะเยียวยาเขาได้อย่างไรบ้างดิฉันอยากจะให้ รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะว่าผู้ที่แข็งแรง เก่ง กล้า ก็จะออกไปต่อสู้ได้ ผู้ที่อ่อนและด้อย ก็จะถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ล้าหลัง ผู้ที่เดือดร้อนก็จะต้องได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม ดิฉันอยากขอให้ ทำไปพร้อม ๆ กันในระหว่างที่เรายังเจรจากัน แล้วก่อนที่เราจะเข้าสู่อาเซียนในปี ๒๕๕๘ หรือปี ๒๕๖๑ ก็ตาม ที่อีก ๔ ประเทศจะมาเข้าร่วม การแข่งขันก็จะมากขึ้น เพราะฉะนั้น ขอให้เยียวยา นอกจากเยียวยาแล้วเราก็ช่วยหาอาชีพอื่นหรือสิ่งอื่น ๆ มาทดแทนเพื่อให้ ผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้นสามารถลืมตาอ้าปากมีอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวเขาได้ ฝากประเด็นนี้ เป็นสำคัญค่ะ ทุกคนต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาลไม่ว่าเราจะทำการค้ากับใคร เราจะเสียเปรียบ เราได้เปรียบอย่างไรก็ตาม ขอฝากไว้นะคะ กราบขอบคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณครับคุณหญิง ขอบคุณครับ หมดแล้วนะครับ ผมปิดการอภิปรายนะครับ จะไม่มีการอภิปรายนะครับ เชิญรัฐมนตรีชี้แจง หลังจากรัฐมนตรีชี้แจงแล้วผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้แสดงความคิดเห็น แล้วก็ข้อเสนอแนะทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลก็จะรับความคิดเห็น ที่ท่านได้อภิปรายนั้นไปดำเนินการนะครับ
ประเด็นแรก ขออนุญาตกราบเรียน เรื่องของการเริ่มต้นมีผลของเออีซี เดิมได้มีการประชุมกันก่อนหน้าโน้นแล้วนะครับว่าเออีซีน่าจะเริ่มมีผลในปี ๒๐๑๕ แต่โดยความเข้าใจแล้วจะเป็นเดือนมกราคม แต่ด้วยเหตุผลที่สมาชิกประเทศบางประเทศ อาจจะยังไม่มีความพร้อม เมื่อปลายปีที่แล้วทางอาเซียนก็ได้มีการประชุมปรึกษาหารือ แล้วก็ได้มีมติออกมาตรงกันนะครับว่าเออีซีนั้นจะมีผลคือวันที่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๐๑๕ หรือปี ๒๕๕๘ นั่นเองนะครับ ในเรื่องของการดำเนินการตามกรอบที่ทางรัฐบาลเสนอในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับ ว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ ความตกลงซีอีพีทีหรือเซปท์ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เพื่อจะนำไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน ก็คือเอฟทีเอ (FTA) หรือที่รู้กันโดยทั่วไปว่าอาฟตา แล้วก็หลังจากที่มีการเริ่มต้นก็มีการทยอย ลดภาษีระหว่างกัน ในเบื้องต้นมี ๕ ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศบรูไน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็ประเทศไทย เริ่มลดภาษีมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ต่อมาประเทศเวียดนามเข้ามาร่วมเป็นภาคีในปี ๒๕๓๘ สปป. ลาว กับประเทศพม่าเข้ามาในปี ๒๕๔๐ ประเทศกัมพูชาเข้ามาในปี ๒๕๔๒ ต่อมาในปี ๒๕๕๐ อาเซียนมุ่งที่จะเดินหน้าไปสู่การเป็นเออีซี แล้วก็มีแนวคิดให้มีการทบทวนซีอีพีทีให้มีความทันสมัย มีการพัฒนากฎเกณฑ์ กฎระเบียบให้ทัดเทียมทางการค้าในระดับสากล เพื่อจะเป็นเออีซี ในท้ายที่สุด อาเซียนก็มีการลงนามเรื่องความตกลงอาทิก้าในปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลก่อนหน้า ที่พวกผมจะมา แล้วก็มีผลบังคับใช้ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ซึ่งความตกลงอาทิก้านี้ มีความทันสมัย มีความครอบคลุมประเด็นการค้าสินค้ากว้างขวางกว่าความตกลงของเซปท์ โดยตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เดือนมกราคม ประเทศอาเซียน ๖ ประเทศ ก็คือประเทศบรูไน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็ประเทศไทย ได้มีการยกเลิกภาษีอากรนำเข้าในกรอบของอาเซียนเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ ก็เหลืออีก ๔ ประเทศ คือประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ประเทศพม่า และประเทศเวียดนาม ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการและจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในกรอบของเออีซี ภายในปี ๒๕๕๘ ทีนี้ผมกราบเรียนท่านประธานขออนุญาตอธิบายว่าในวันนี้ที่ทางรัฐบาลเสนอนั้น เรื่องของพันธกรณีข้อ ๙๑ (๒) ของอาทิก้า ซึ่งในข้อนี้เป็นเรื่องของการกำหนดให้กลุ่มประเทศ สมาชิกอาเซียนให้รวบรวมรายการความตกลงและพิธีสารทางเศรษฐกิจที่จะถูกแทนที่ โดยความตกลงของอาทิก้า คือสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแล้วมีปรากฏอยู่ในอาทิก้าแล้ว ให้นำมาผนวกแนบท้ายให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาทิก้า ซึ่งก็คือเรื่องที่ทางรัฐบาลได้นำเสนอ ในวันนี้ เพราะฉะนั้นในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ได้มีการไปปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง แล้วก็จะไม่มีผลในทางลบใด ๆ ความหมายง่าย ๆ คือเอาเรื่องที่มีอยู่เดิมมาใส่ไว้ ในฉบับอาทิก้าเสีย อาเซียนก็ได้มีการไปประชุมหารือแล้วก็ได้มีการพบเรื่องความตกลงและพิธีสาร ซึ่งจะถูกแทนที่โดยความตกลงในอาทิก้า ประชุมเสร็จแล้วปรากฏผลออกมาว่ามีอยู่ ๑๑ ฉบับ ดังปรากฏอยู่ในเอกสารที่ได้นำเสนอต่อท่านสมาชิก และเนื่องจากความตกลงของเซปท์เป็นหนึ่ง ในความตกลงที่จะถูกแทนที่โดยอาทิก้า อาเซียนก็เลยต้องทำพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลง ทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน เพื่อแก้ไขความตกลงที่มีเนื้อหา ในเซปท์มาใช้เนื้อหาอ้างอิงตามอาทิก้าแทน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในอนาคต อันนี้ก็คือสาระที่ได้นำเสนอทั้งหมดนะครับ ดังนั้นต้องกราบเรียนว่าตามที่กระผมได้อธิบายไป ก็จะตอบคำถามว่ารายละเอียดนั้นไม่มีการปรับเปลี่ยนทุกอย่างเป็นไปตามอาทิก้าและจะต้อง ลดภาษีเป็น ๐ ตามกรอบของเออีซีในปี ๒๕๕๘ สำหรับประเทศไทยไม่ต้องทำอะไร เพราะว่าเราดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ก็จะมีแต่ประเทศอีก ๔ ประเทศ ตามที่ผมได้กล่าวไปแล้วคือ สปป. ลาว ประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ที่จะต้องดำเนินการลดภาษีเป็น ๐ ภายในปี ๒๕๕๘ ตอบคำถามของท่านสมาชิกในเรื่องของ การยกเลิกบางข้อในพิธีสารได้หารือหรือยัง มีการนำไปสู่การพิจารณาประชาพิจารณ์หรือไม่ เรื่องนี้กราบเรียนว่ามีการนำเสนอต่อสาธารณะไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๕ และในการดำเนินการตรงนั้นไม่มีผู้ใดขัดข้องแล้วก็ไม่มีผู้ใดไม่เห็นชอบก็จึงนำไปสู่ การนำเสนอ ครม. แล้วก็มาเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้
ในประเด็นเรื่องของเอ็นทีบีที่ท่านสมาชิกได้เรียนถามในตอนท้ายนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่าในเรื่องเอ็นทีบีนั้นเป็นเรื่องที่ประเทศส่วนใหญ่มีการดำเนินการ ซึ่งประเทศไทยนี่ กราบเรียนว่าเราคงไม่ประกาศเป็นที่ทั่วไปนะครับ แต่ว่าจะหายไปหมดเลยก็คงไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันการค้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ ในเรื่องของแมลง หรือสารตกค้างเอสพีเอส (SPS) ต่าง ๆ เหล่านี้ และในขณะนี้ทางอาเซียนก็มีการประชุม ปรึกษาหารือเพื่อจะกำหนดมาตรฐาน โดยเราจะมีกรอบของ เอ็มอาร์เอ (MRA) มิวชวล รีคอกนิชัน อาร์เรนจเมนท์ (Mutual Recognition Arrangement) ขึ้นมาเพื่อจะให้เป็นที่ยอมรับ ระหว่างอาเซียนด้วยกันการค้าก็จะมีความคล่องตัวแล้วปัญหาอื่น ๆ ก็จะลดน้อยถอยลงไป ในส่วนการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องของการเยียวยาก็มีมาตรการต่อเนื่องมาโดยตลอด ตั้งแต่เราเริ่มดำเนินการอาทิก้ามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ในเรื่องของการดูแลเอสเอ็มอี รัฐบาล ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้แล้วก็มีมาตรการที่ออกมาโดยกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงอื่น ๆ ก็จะเป็นเรื่องของการเพิ่ม ขีดความสามารถแล้วก็ทำให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการผลิต มีการพัฒนา เรื่องของบุคลากร มีการอบรม สัมมนาต่าง ๆ นานา ก็เป็นประเด็นที่น่าจะครอบคลุม เกือบจะทุกประเด็นเรียบร้อย ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตชี้แจงเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
ท่านวัชระมีอะไรครับ ท่านไม่อภิปรายต่อนะครับ
ท่านประธานครับ วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้ฟังทาง ท่านรัฐมนตรีตอบแล้วแต่ว่าไม่ได้ตอบคำถามผมเลย ก็แสดงว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นจริงใช่หรือไม่
เดี๋ยวครับท่านวัชระครับ คำถามของท่านนั้นความจริงท่านรัฐมนตรีตอบอยู่ในกรอบเจรจานี้นะครับ แต่ประเด็นอื่น ที่ท่านพูดนั้นความจริงแล้วรัฐมนตรีไม่จำเป็นที่จะต้องตอบ แต่ว่าท่านตอบครบถ้วนตามข้อซักถาม ภายใต้ของอาทิก้าคือข้อ ๙๑ (๒) แล้วก็บันทึกข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้า สินค้าอื่นนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านรัฐมนตรียกมือจะตอบคำถามผมครับ ให้ท่านได้ตอบเถอะครับ เพราะว่า สิ่งที่ผมถามนั้นยึดโยงกับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ถ้าท่านไม่ตอบ ก็แสดงว่าเท่ากับท่านยอมรับ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีจะตอบหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต่อประเด็นคำถามของท่านสมาชิก ขออนุญาตต้องเอ่ยนาม ท่านวัชระ เพชรทอง เรื่องของข้าว ๑.๕ ล้านตัน กราบเรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องนี้เนื่องจาก ประเทศกัมพูชาก็มีการปลูกข้าว แล้วในประเด็นนี้ผมก็ได้มีการปรึกษาหารือกับทางรัฐมนตรี การค้าของประเทศกัมพูชาเช่นเดียวกัน ต่อตัวเลขที่มีการพูดถึงเรื่องของ ๑.๕ ล้านตันนั้น กราบเรียนว่าในโครงการรับจำนำนั้นผมยืนยันว่าไม่มีการนำเข้ามาสวมสิทธิ แต่การที่ส่งออก มายังประเทศไทยเราอนุญาตให้นำเข้ามาเป็นการผ่านแดนเพื่อจะส่งออกไปยังประเทศอื่น ในประเทศที่สามเท่านั้น แล้วก็มีการขอโดยผ่านแดนอย่างถูกต้องตามระเบียบที่ทาง กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเอาไว้ ก็กราบเรียนยืนยันว่าไม่มีการนำเข้ามาสวมสิทธิ แต่เนื่องจากว่าทางผู้ค้า ผู้ส่งออก หรือโรงสี มีช่องทางที่จะเอาไปขายต่อในราคาที่สูง ก็เลยไปซื้อแล้วก็เอาผ่านแดนเท่านั้น ยืนยันนะครับว่าไม่มี
เอาละครับ ท่านวัชระ มีอะไรอีกครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่ยอมรับว่ามีข้าวของประเทศกัมพูชา จำนวน ๑.๕ ล้านตันเข้ามาในประเทศไทย แม้นท่านจะปฏิเสธว่าไม่มีการสวมสิทธิ และท่านบอกว่าส่งผ่านไปยังประเทศที่สาม ขอให้ท่านได้ส่งหลักฐานดังกล่าวเพื่อที่จะแสดง ให้กับ ส.ส. ได้ทราบว่าเขมรส่งข้าวผ่านไทยไปยังประเทศใด เพราะปัจจุบันเขมรก็มีท่าเรือน้ำลึก ที่ส่งข้าวไปต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องส่งข้าวผ่านประเทศไทยแต่ประการใด ขอขอบคุณครับ
เอาละครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอดำเนินการต่อนะครับ เนื่องจากกรอบการเจรจาในเรื่องนี้มีทั้งหมด ๒ ฉบับด้วยกัน ท่านอลงกรณ์มีอะไรครับ ผมกำลังจะอ้างถึงท่านอยู่พอดีครับ เดี๋ยวท่านอลงกรณ์ครับ ผมขอดำเนินการสักนิดหนึ่งนะครับ มันมีรายการแรกก็คือรายการความตกลงและพิธีสาร ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๒ (๒) ของข้อตกลงอาทิก้า ซึ่งอันนี้ มีทั้งหมด ๑๑ ฉบับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ การค้าสินค้าของอาเซียน ก็คืออีก ๔ ฉบับ ซึ่งความจริงแล้ว ๔ ฉบับนี้เป็นการแก้ไข รายละเอียดซึ่งอยู่ภายใต้เซปท์เพื่อเป็นอ้างอิงของอาทิก้า ถูกไหมครับ เพราะผมฟังจาก ท่านอลงกรณ์ผมเข้าใจหมดเลยครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะดำเนินการโดยขอมติที่ประชุมครับ ท่านอลงกรณ์ครับ ผมเข้าใจถูกนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานได้อธิบายถูกแล้วครับ เพียงแต่ว่า กระผมถามท่านรัฐมนตรีแล้วท่านรัฐมนตรียังไม่ได้ตอบในประเด็นที่ผมแสดงข้อกังวลไว้ ๖ ประเด็นด้วยกัน และที่สำคัญก็คืออยากจะทำความเข้าใจท่านประธานนะครับว่า ความตกลงในกรอบรายการต่าง ๆ เหล่านี้ทั้ง ๑๑ พิธีสารความตกลง แล้วก็บวกด้วยอีก ๔ ที่มี การปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้อยู่ภายใต้ความตกลงทางการค้านั้น และทันทีที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ และตามมติคณะรัฐมนตรีก็คือการแจ้งไปที่สำนักเลขาธิการอาเซียน จากนั้นก็แจ้งไปยังภาคี ก็มีผลบังคับใช้ สิ่งที่ผมได้อภิปรายท่านประธานคงจับความได้ว่าเราเห็นด้วย แต่ว่าข้อกังวล คือทันทีที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบนั่นหมายความว่ามันผูกพันประเทศไทย และสิ่งที่จะเป็น ผลกระทบโดยเฉพาะใน ๖ ประเด็นที่ผมได้แสดงข้อกังวลนี้อยากได้ความมั่นใจจาก ท่านรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรีว่าท่านจะดำเนินการอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่ หรือว่าจะมีข้อชี้แจงเพิ่มเติมอย่างไร ตรงนั้นมีความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่าการที่เราไปผูกพัน ความตกลง ก็คือผลของความตกลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แล้วก็แนวทางมาตรการ ในการรองรับดังกล่าวครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ ในข้อกังวลของท่านอลงกรณ์ ๖ ข้อท่านก็รับไปแล้วนะครับ ท่านก็รับไปเรียบร้อยนะครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ แต่ก่อนจะขอมติที่ประชุมผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านได้แสดงตนก่อนนะครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่า ในกรอบนี้มี ๒ ฉบับนะครับ เพราะฉะนั้นหลังจากฟังท่านอลงกรณ์แล้ว ฟังท่านรัฐมนตรีแล้ว ผมจะขอรวบ ๒ ฉบับนี้ ทั้งหมด ๑๑ รายการด้วยกันมาอยู่ภายใต้อาทิก้านั้นจะขอมติทีเดียว เลยนะครับ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้นนะครับ เชิญท่านแสดงตนครับ ก่อนที่จะลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เมื่อท่านเข้ามาห้องประชุมแล้วกรุณาแสดงตนนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยนะครับ เชิญท่านแสดงตนครับ เมื่อแสดงตนเรียบร้อยแล้วส่งผลการแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตน ทั้งสิ้น ๓๕๙ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ รายการความตกลงและพิธีสาร ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้าและพิธีสาร เพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียนในกรอบ ทั้ง ๒ ฉบับนี้ลงมติคราวเดียวกันเลยนะครับ ถ้าท่านเห็นชอบท่านกดปุ่ม เห็นชอบ ถ้าท่านไม่เห็นชอบท่านกดปุ่ม ไม่เห็นชอบ ถ้าท่านงดออกเสียงท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญทุกท่านลงมตินะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เจ้าหน้าที่ดูของท่านธนิตพลหน่อยครับ ท่านใดยังไม่ลงมติครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พอดีเสียบบัตรแล้วสัญญาณไม่ขึ้นครับ
เดี๋ยวมาเสียบใหม่ ผมยังไม่ปิด การลงมติเสียบใหม่ได้เลยครับ มีท่านใดยังไม่ลงมติไหมครับและประสงค์จะลงมติ เรียบร้อย หรือยังครับ ถ้าเรียบร้อยแล้วปิดการลงมติครับ ส่งผลได้ครับ ท่านที่เข้าประชุมทั้งสิ้น ๔๖๗ ท่าน เห็นด้วย ๔๖๕ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบ ในกรอบนี้ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปจะเป็นกรอบที่ ๒ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับ การดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวก ระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอต่อที่ประชุมครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับ การดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวก ระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบดังนี้
ขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกันเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนหรือเออีซีในปี ๒๕๕๘ ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานผลิตร่วม มีการเคลื่อนย้ายสินค้า และบริการได้อย่างเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิก การมีกฎเกณฑ์การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ปฏิบัติได้ง่ายจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและลดภาระให้แก่ผู้ส่งออก ซึ่งจะมีผล โดยตรงกับการค้าภายในกลุ่มอาเซียนให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นนับแต่อาเซียนได้เริ่มลดภาษีศุลกากร ระหว่างกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ จนถึงขณะนี้ภาษีศุลกากรขาเข้าของประเทศสมาชิกอาเซียน ที่เรียกเก็บจากประเทศสมาชิกอื่นได้ลดลงเหลือร้อยละ ๐ เป็นส่วนใหญ่แล้ว และการได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีในกรอบอาเซียนผู้ส่งออกต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้านั้นผลิตและใช้วัตถุดิบจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งกรมการค้า ต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ของประเทศไทยภายใต้แผนพิมพ์เขียวในการดำเนินการไปสู่ประชมคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี บลูพรินท์ กำหนดให้อาเซียนปรับปรุงและพัฒนากฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ให้ตอบสนองต่อภาคการเกษตรและง่ายต่อการปฏิบัติ ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสมาชิกให้มีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งอาเซียน มีมติร่วมกันเมื่อปี ๒๕๕๑ ให้นำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ส่งออก หรือเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน (Self-certification) มาใช้ควบคู่กับการใช้หนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าดังกล่าว ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนจะอนุญาต ให้ผู้ส่งออกรับอนุญาตสามารถแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าบนบัญชีราคาสินค้าได้เองโดยไม่ต้องให้ หน่วยงานภาครัฐออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในการผ่านพิธีการศุลกากร แต่สินค้านั้น จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียน ขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่าง การดำเนินโครงการนำร่องระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน ซึ่งมี ๔ ประเทศสมาชิก ได้แก่ ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย เข้าร่วมโครงการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ และจะดำเนินการไปจนถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๘ ผลที่จะได้รับจากระบบดังกล่าวก็คือการช่วยลดขั้นตอนวิธีการออกหนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้า ลดเวลาและต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชน ขณะนี้อาเซียนจะมีโครงการ นำร่องการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนโครงการนำร่องที่สอง ริเริ่มโดย ประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว และประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีบันทึกความเข้าใจและระเบียบปฏิบัติ แยกจากโครงการนำร่องที่หนึ่ง ของประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย ความแตกต่างที่สำคัญของโครงการนำร่องทั้ง ๒ โครงการคือประเภทผู้ส่งออก ที่ได้รับอนุญาตให้รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง โดยโครงการนำร่องที่หนึ่ง ยอมรับผู้ส่งออก ที่เป็นทั้งผู้ค้าและผู้ผลิต ขณะที่โครงการนำร่องที่สองจะให้เฉพาะผู้ส่งออกที่เป็นผู้ผลิตเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อพัฒนาเป็นระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนที่จะนำมา ปฏิบัติจริง อาเซียนจะต้องเจรจาปรับประสานความแตกต่างของกฎระเบียบให้เป็นประโยชน์ และอำนวยความสะดวกต่อผู้ส่งออกของอาเซียนให้มากที่สุด การเข้าร่วมเป็นภาคีโครงการ นำร่องที่สองจะขยายการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออก ของประเทศไทยที่จะส่งสินค้าไปยังประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว และประเทศฟิลิปปินส์ โดยใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองซึ่งจะช่วยให้การค้าระหว่างประเทศไทย กับประเทศทั้งสามขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ ๓ ของประเทศไทย และมีตลาดขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ ๑ ของอาเซียนด้วยประชากร ๒๔๐ ล้านคน ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ ๕ ของประเทศไทย มีประชากรกว่า ๙๔ ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับที่ ๒ ของอาเซียน
ในภาพรวมประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการอำนวยความสะดวกทางการค้า และส่งผลให้การค้าของประเทศไทยกับอาเซียนขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งประเทศไทยจะสามารถ มีส่วนร่วมเจรจาปรับปรุงระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน สำหรับระบบที่จะนำมาใช้จริงในอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ให้มีรูปแบบและแนวทางที่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยให้มากที่สุด กระทรวงพาณิชย์ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นกับหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมการค้าต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการนำร่องที่สอง รวมถึงสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจโครงการนำร่องที่สอง ซึ่งทุกภาคส่วนเห็นพ้อง ถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับและสนับสนุนการเข้าร่วมโครงการนำร่องที่สองดังกล่าว ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โดยที่ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองของอาเซียนและการเข้าร่วมโครงการนำร่องที่สองจะเป็นประโยชน์ต่อการค้า ของประเทศไทยในกรอบของอาเซียนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กระผมจึงขอเสนอให้ รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิก อาเซียนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน โครงการนำร่องที่สอง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันสำหรับภาคยานุวัติ เป็นภาคีสมาชิกของบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าวต่อไป ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะอภิปราย ผมขอหารือนิดหนึ่งครับ เนื่องจากว่าผมไปดูในกรอบที่ ๓ ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าและหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าฟอร์ม ดี (FORM D) ของอาเซียนนี่มันเป็น เรื่องทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเพิ่มเติม แล้วก็ให้ท่านสมาชิก อภิปรายได้ในกรอบที่ ๒ กรอบที่ ๓ ไปพร้อมกัน แต่เมื่อลงมติ ผมขอแยกการลงมตินะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีเอากรอบที่ ๓ ต่อเลยครับ จะได้ให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปคราวเดียวกัน เชิญครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอนำเสนอการเพิ่มเติมระเบียบปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับกฎ ว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าเรื่องการระบุมูลค่าของสินค้า ณ ท่าเรือต้นทาง และการแก้ไขหนังสือ รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติม ในการให้สิทธิประโยชน์โดยการลดภาษี ระหว่างกันของอาเซียน จำเป็นต้องมีการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าหรือที่เรียกว่า ฟอร์ม ดี ว่าสินค้านั้น ๆ เป็นสินค้าอาเซียนตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งกำหนดหลักการ ว่าสินค้าอาเซียนต้องเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในอาเซียนทั้งหมด หรือมีมูลค่าเกิดขึ้นใน อาเซียนร้อยละ ๔๐ หรือมีการเปลี่ยนแปลงสภาพสินค้าในอาเซียนตามที่กำหนด ต่อมา ในการประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน ครั้งที่ ๒๕ เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ อาเซียนตกลงให้หาทางยกเลิกการระบุมูลค่าสินค้า ณ ท่าเรือต้นทาง หรือราคาเอฟโอบี (FOB) ในฟอร์ม ดี ซึ่งในชั้นนี้ได้มีการตกลงว่าจะยังคงระบุราคาเอฟโอบีเฉพาะในกรณี ที่สินค้านั้นถือเป็นสินค้าอาเซียน โดยการพิจารณาจากมูลค่าซึ่งจำเป็นต้องใช้ราคา ประกอบการพิจารณาว่าได้มูลค่าเพิ่มในอาเซียนตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าหรือไม่ มติของอาเซียนดังกล่าวส่งผลให้ต้องเพิ่มเติมระเบียบปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด สินค้าของอาเซียนและการแก้ไขฟอร์ม ดี ซึ่งอาเซียนกำหนดให้ประเทศสมาชิกแจ้งความพร้อม ในการดำเนินการดังกล่าวภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ เพื่อให้สามารถเริ่มปฏิบัติ ได้พร้อมกัน กระทรวงพาณิชย์ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะและหารือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการระบุราคาเอฟโอบีในฟอร์ม ดีตามระเบียบปฏิบัติใหม่ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและไม่มีข้อขัดข้องต่อการดำเนินการ ดังกล่าวของอาเซียนแต่อย่างใด การเพิ่มเติมระเบียบปฏิบัติใหม่เรื่องการระบุราคาเอฟโอบี ในฟอร์ม ดี เป็นการปรับปรุงและพัฒนาการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียนให้มีความทันสมัย ง่ายต่อการปฏิบัติ และตอบสนองต่อพัฒนาการในกระบวนการผลิตและการค้าในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะการค้าที่มีรูปแบบห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าเมื่ออาเซียน เข้าสู่เออีซีแล้ว ภาคการผลิตและการค้าของไทยจะปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้ประกอบการค้า หรือเทรดเดอร์ (Trader) มากขึ้น ดังนั้นการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิด สินค้าในเรื่องดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่ผู้ประกอบการค้าภายในอาเซียน ให้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โดยที่ระเบียบปฏิบัติ เกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าและหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นภาคผนวกหนึ่ง ของความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ซึ่งถือเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางด้านการค้า ของประเทศ ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กระผมจึงขอเสนอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบ การเพิ่มเติมระเบียบใหม่เกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าและการแก้ไขฟอร์ม ดีภายใต้ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนตามเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ขอขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมจะอนุญาตให้ ท่านสมาชิกอภิปรายทั้ง ๒ กรอบ ก็คือกรอบที่ ๒ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องที่สอง แล้วก็กรอบที่ ๓ ก็คือระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และหนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าฟอร์ม ดี ของอาเซียน ผมจัดลำดับผู้อภิปราย ๕ ท่านแรกก่อนนะครับ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ท่านเยาวนิตย์ เพียงเกษ ท่านวิทยา อินาลา ท่านวรชัย เหมะ แล้วก็ ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ท่านละ ๗ นาที บวกลบได้นิดหน่อยนะครับ เชิญท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มันมีอยู่ ๒ วาระ ๒ กรอบ แต่ละกรอบผมจะอภิปรายควบกันไปตามที่ท่านประธานได้ขอความเห็นจากที่ประชุมนะครับ แต่ว่ากรอบละ ๗ นาทีนะครับ ไม่ใช่กรอบละ ๓ นาทีครึ่ง เพราะว่าเมื่อท่านรวมพิจารณา ก็ขออนุญาต แต่ว่าถ้าไม่ถึงก็จะจบลงที่ตรงนั้นนะครับ
เชิญครับ ก็พยายามให้อยู่ ใน ๑๔ นาทีนะครับ แต่ถ้าท่านจะใช้เวลาน้อยกว่าเดิมก็จะขอบคุณเป็นอย่างสูงนะครับ ขอบคุณมากท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานครับ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวกระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และ ๒. คือระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด สินค้า (FORM D) ของอาเซียน กระผมมีความเห็นแล้วก็มีคำถามถึงท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีนะครับ โดยที่ข้อริเริ่มในการให้นำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้กฎ ว่าด้วยถิ่นกำเนิดหรือว่ารูลส์ ออฟ ออริจิน (Rules of Origin) ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่ง เป็น ๑ ใน ๑๑ บทของความตกลงการค้าของอาเซียนหรือว่าอาทิก้าที่เราให้ความเห็นชอบไป เมื่อก่อนหน้านี้ การพัฒนาระบบการรับรองถิ่นกำเนิดได้ก้าวมาสู่จุดสำคัญในปี ๒๕๕๒ นั่นก็คือ ในเรื่องของการให้มีระบบที่เรียกว่า เซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน หรือการรับรองถิ่นกำเนิดโดยผู้ผลิต หรือว่าผู้ประกอบการค้าที่มีการส่งออกไปยังประเทศอาเซียนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ของ การที่เราได้ลดภาษีลงเป็น ๐ โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๘ ณ สิ้นปีวันที่ ๓๑ ธันวาคม การพัฒนา ระบบดังกล่าวนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าในโครงการที่ ๑ ซึ่งมีประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย เข้าร่วมในเวลาต่อมานั้นก็ได้ดำเนินการในการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีประเทศสมาชิกอาเซียนที่เหลืออยู่โดยการนำของ ประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์นั้น ก็ได้ขอความเห็นชอบที่จะเริ่ม โครงการที่ ๒ เราเรียกว่าเป็นโครงการนำร่อง หรือว่าไพลอต โปรเจกต์ (Pilot Project) แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ว่า
ประการที่ ๑ โครงการที่ ๒ นั้นจะครอบคลุมเฉพาะผู้ผลิตเท่านั้น ในขณะที่ โครงการที่ ๑ นั้นครอบคลุมผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้า นี่เป็นประเด็นน่าสนใจมากนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ายังมีอีก ๓ ประเทศ คือประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา แล้วก็ประเทศเวียดนาม ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในภาคีดังกล่าวเลย ในขณะที่เราเหลือเวลาอีก เพียงแค่ ๒ ปีเท่านั้น เราได้ยืดหยุ่นผ่อนปรนมาพอสมควรนะครับ เพราะถ้าหากว่าระบบใดระบบหนึ่ง ภายใต้การส่งเสริมการค้าในอาเซียนนั้นมีช่องโหว่ ช่องว่าง หรือมีอุปสรรค หรือมีประเทศหนึ่ง ประเทศใดไม่สามารถเข้าร่วมในระบบดังกล่าวได้เหมือนอย่างระบบในเรื่องของพิกัดภาษี ศุลกากรที่เราใช้ระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized) ปรับปรุงมาโดยลำดับจนกระทั่งมาเป็น ฮาร์โมไนซ์ ๒๐๐๗ แล้วก็จะเป็นฮาร์โมไนซ์ ๒๐๑๒ ระบบเหล่านี้มันจะต้องสอดคล้องต้องกันหมด ถึงจะทำการส่งออกได้ เป็นไปภายใต้การใช้สิทธิประโยชน์ของอาทิก้าหรือว่าอาฟตาเดิม ความสมบูรณ์และมรรคผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในทางปฏิบัตินั้นจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน
คำถามผมถึงท่านรัฐมนตรีก็คือว่าความแตกต่างระหว่างไพลอต โปรเจกต์ โครงการที่ ๑ กับโครงการที่ ๒ มันมีความเหลื่อมล้ำและแตกต่างตรงนี้ เมื่อขออนุมัติ ในการขยายให้ไปมีผลถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ นั่นคือวันสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงอาเซียน ไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ความเป็นสองมาตรฐานมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ครับ มันต้องเป็น มาตรฐานเดียวกัน ส่วนนี้ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนนะครับ เออีเอ็ม (AEM) แจ้งต่อสภา ตอบต่อสภาหน่อยครับว่าได้มีการหารือกันอย่างไรในประเด็นปัญหาดังกล่าว แล้วก็เมื่อถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม แล้วนี่ยังเป็นสองมาตรฐานอย่างนี้เฉพาะ ๗ ประเทศ ทั้งโครงการที่ ๑ กับโครงการที่ ๒ จะทำอย่างไร ท่านจะแก้ไขอย่างไรหรือประเทศไทย จะเสนอในการแก้ไขอย่างไรในปัญหาดังกล่าว
ประการที่ ๒ ก็คือว่าในขณะที่ ๓-๔ ประเทศแรกได้ริเริ่มโครงการที่ ๑ ไปแล้ว แล้วในการประชุมเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วก็ได้เห็นชอบให้กับอีก ๓ ประเทศในการที่จะ ดำเนินการโครงการที่ ๒ แต่ว่าก็ยังมีความแตกต่างอย่างที่ผมพูดไว้ในประเด็นที่ ๑ แต่ที่น่ากังวล ก็คือว่าอีก ๓ ประเทศ ก็คือประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมาร์ แล้วก็ประเทศกัมพูชานั้น ยังไม่ได้เริ่มเลย ท่านคงทราบนะครับท่านประธานว่าในการดำเนินการในเรื่องการลดภาษี ซึ่งถือว่าเป็นความร่วมมือที่ง่ายที่สุดในการเปิดเรื่องของการค้าเสรีในอาฟตา ซึ่งเราเริ่มมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา บัดนี้ ๒๐ ปี ดังนั้นจากนี้ไปเหลืออีกเพียง ๒ ปีเท่านั้นเอง ในเรื่องพิกัดภาษีตอนนี้ไป ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์หมดแล้วครับ เหลืออีกเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง ในบัญชีที่เป็นอ่อนไหว อ่อนไหวสูงนี่ แต่ว่าเมื่อเราตกลงเรื่องภาษีเป็น ๐ ได้ ณ สิ้นปี ๒๕๕๘ จะต้อง ๐ เปอร์เซ็นต์หมดนะครับ การรับรองถิ่นกำเนิดและระบบที่จะให้เกิดการรับรอง ถิ่นกำเนิดโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความฉับไวมากขึ้นคือการให้ผู้ประกอบการ เดี๋ยวนี้ในอดีต เราใช้ส่วนราชการในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เพราะบางครั้งอาจจะมีการใช้สวมสิทธิ
บวกไปอีก ๗ นาทีตามกรอบที่ ๒ ตามข้อตกลงนะครับ ท่านไปกรอบที่ ๓ เชิญครับ
เราใช้สิทธิ มีการแอบอ้างหรือมีการลักลอบในการใช้สิทธิถิ่นกำเนิดโดยเอาวัตถุดิบจากนอกกลุ่มอาเซียน เพราะฉะนั้นการป้องกันในส่วนนี้ก็พัฒนามาสู่การที่ว่าให้ส่วนราชการกับผู้ประกอบการ ที่ประสงค์ที่จะใช้การรับรองด้วยตัวเองที่เรียกว่า เซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน ก็คู่ขนานกันตาม โครงการนำร่องโครงการที่ ๑ แต่ ๓ ประเทศที่เหลือนี่ท่านจะดำเนินการอย่างไรในระดับอาเซียน ในระดับของคณะมนตรีอาเซียนหรือว่าคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ท่านช่วยชี้แจง หน่อยนะครับ เพราะก็กังวลตรงนั้นว่าพอถึงสิ้นปี ๒๕๕๘ เราก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ ดังกล่าวได้ในเรื่องของการค้าเสรีอาเซียน ๓. ก็คือปัญหาเรื่องของแหล่งกำเนิดใน และนอกกลุ่มอาเซียนครับ ตรงนี้เป็นประเด็นซึ่งจะมีมาตรการอย่างไรในการตรวจสอบ
ผมเข้าสู่กรอบที่ ๓ ตามที่ท่านประธานได้กำหนดกติกาไว้ ก็คือในเรื่องของ ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าและหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดของอาเซียน ไม่ขัดข้องครับ เพราะว่าเป็นการอนุวัติให้เป็นไปตามแนวทางการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้อง กับการพัฒนาในเรื่องของระบบการรับรองถิ่นกำเนิดหรือว่ารูลส์ ออฟ ออริจิน แต่ว่า ผมมีคำถามครับ คำถามนี้เป็นประเด็นที่กังวลในทางมาตรการการรับมือในเรื่องนี้ กล่าวคือ ในสินค้าที่ผลิตและใช้วัตถุดิบในกลุ่มของประเทศอาเซียนด้วยกัน อันนี้ถือเป็นหลักที่จะได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเช่นใช้วัตถุดิบใน สปป. ลาว ผู้ผลิตใน สปป. ลาวนั้นมีการส่งออกมายัง ประเทศไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีเป็น ๐ ไม่มีภาษีนำเข้าที่จะต้องจ่าย แต่ต้องยืนยันว่า เป็นถิ่นกำเนิด อันนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญ และการที่จะระบุตรงนั้นจะต้องกรอกในฟอร์ม ดี เป็นเอกสารในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ประเด็นก็คือว่าเมื่อเราได้เพิ่มเติมระเบียบปฏิบัติใหม่ ในข้อที่ ๒๕ ในการที่ให้มีการรับรองและต้องมีการระบุด้วย ในอดีตก็คือว่ามูลค่าของสินค้า ณ ท่าเรือต้นทางที่ผู้นำเข้าส่งออกหรือผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศรู้ดีว่านั่นก็คือ ในเรื่องของราคาเอฟโอบี (FOB) ซึ่งปัจจุบันนั้นมันก็ล้าสมัยไปแล้ว แล้วก็ไม่ยืดหยุ่นพอยังมีในเรื่องของซีไอเอฟ (CIF) ในเรื่องของ เอฟโอบี และอื่น ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นก็อยู่ที่ว่าระบบการตรวจสอบ ระบบการตรวจสอบว่า ตัวที่เป็นวัตถุดิบในประเทศซึ่งกำหนดไว้เข้าใจว่ายังเหมือนเดิม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ สามารถใช้วัตถุดิบอื่นได้ ตรงนี้จะตรวจสอบอย่างไรครับ ท่านช่วยชี้แจงหน่อยว่าเราจะมี มาตรการในการตรวจสอบ หรืออาเซียนเองมีกลไกหรือว่าเมคานิซึม (Mechanism) ในการตรวจสอบอย่างไรในเรื่องของโลโก คอนเทนท์ (Logo content) ของอาเซียน เพื่อได้ใช้สิทธิประโยชน์ในการรับรองและต้องระบุในฟอร์ม ดี รวมไปถึงเรื่องของการยกเลิก การระบุมูลค่าของสินค้า ณ ท่าเรือต้นทาง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าในกรณีดังกล่าวเพื่อที่จะอำนวยความสะดวกทางการค้า สำหรับผู้ส่งออกได้มากยิ่งขึ้นมันไปเกี่ยวโยงเรื่องของธุรกรรมทางการค้าในรูปแบบการค้า ผ่านประเทศที่สาม อธิบายหน่อยครับว่าจะใช้ฟอร์ม ดีแล้วก็การกำหนดระบุในเรื่องของ ถิ่นกำเนิดกับในส่วนของการกำหนดราคาสินค้าที่ยกเลิกระบบเอฟโอบีเราใช้ระบบไหน โดยเฉพาะในเรื่องของการขนส่งสินค้าผ่านแดนข้ามแดน เช่น จากประเทศเวียดนาม ผ่าน สปป. ลาวมาประเทศไทยไปประเทศเมียนมาร์จะใช้ฟอร์ม (FORM) อะไร ณ ประเทศต้นทาง หรือปลายทาง แล้วจะระบุราคามูลค่าด้วยรูปแบบระบบใด หรือจากประเทศไทยเราจะส่งไป ประเทศฟิลิปปินส์ทางเรือสำหรับทางภาคใต้ก็จะลงไปที่พอร์ต (Port) ของประเทศสิงคโปร์ หรือไม่ก็พอร์ตกลางของประเทศมาเลเซีย หรือแม้แต่รัฐปีนัง แล้วส่งไปจะข้ามไปที่ ประเทศอินโดนีเซีย หรือข้ามไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน หรือประเทศบรูไน ในส่วนนี้เหมือนกับทางบกจะใช้ระบบราคาใดและจะใช้ฟอร์มใดมีแค่ ๒ คำถามครับ ท่านประธาน เพราะเป็นเรื่องทางปฏิบัติ ระเบียบนี้ออกมาเพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจน สำหรับผู้ประกอบการแล้วก็หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดูแล โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้า ส่งออกการขนส่งสินค้าข้ามแดนที่มีการซื้อขายกัน แล้วก็จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบ แต่ว่าตรงนี้มันไม่ได้มีปรากฏในคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรีที่ส่งมาให้รัฐสภา ดังนั้นก็เลยขอตั้ง เป็น ๒ ประเด็นคำถาม ขอบคุณท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านเยาวนิตย์ ผมตั้งไว้ที่ ๗ นาที ๒ กรอบนะครับ กรอบที่ ๒ กับกรอบที่ ๓ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับเรื่องบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองของภูมิภาค สำหรับเออีซี บลูพรินท์หรือเรียกว่าแผนงานการจัดตั้งประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการปรับปรุงและพัฒนากฎ ถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้มีความสะดวก และคล่องตัวมากขึ้น ความเป็นมาของโครงการนำร่องที่หนึ่ง และโครงการนำร่องที่สองนี้ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณารายงานให้รัฐสภาได้ฟังแล้ว แต่ดิฉันเองก็มีความคิดเห็นว่าในเมื่อเรา ก็เป็นประเทศที่มีการค้าขายในอาเซียนมากขึ้นแต่ว่าทำไมเราถึงต้องเป็นผู้ที่คอยที่จะไป เข้าร่วมเขาเฉย ๆ ในโครงการนำร่องต่าง ๆ ตั้งแต่ฉบับที่ ๑ แล้วก็มาโครงการนำร่องที่สองมันเกิดจาก สาเหตุอะไรกัน ดิฉันก็มีความรู้สึกวิตกเหมือนกัน เพราะว่าในเมื่อเราอยู่ในอาเซียนแต่เราก็ คอยตามเขาตลอดเลย จะเป็นเพราะว่าเหตุผลที่กฎหมายรัฐธรรมนูญของเราไม่เอื้อหรือเปล่า ที่จะทำให้รัฐมนตรีของเราไม่มีโอกาสที่จะไปประชุม แล้วก็สามารถทำบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศได้นะคะ สำหรับโครงการนำร่องที่หนึ่ง ประเทศที่ทำไปแล้วก็คือประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ก็ได้ทำตั้งแต่ ปี ๒๕๕๓ โดยเป็น ๓ ประเทศแรกที่ได้ทำ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยก็ได้เข้าประชุมด้วย แต่เราก็ไม่มีโอกาสที่จะเป็นผู้ที่นำร่องในโครงการอย่างนี้ ความจำเป็นที่เราจะต้องมี การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเลยนะคะ ที่ตกลงกันครั้งแรก ที่เมืองดานัง ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ใช้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออก ในอาเซียน เพราะว่าตลาดอาเซียนปัจจุบันนี้ไทยเรามีการส่งออกมากนะคะ เมื่อก่อนนี้ เราจะส่งออกไปขายแต่ตลาดประเทศสหรัฐอเมริกา หรือตลาดสหภาพยุโรป หรือตลาดประเทศญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันนี้เราก็มาส่งออกในอาเซียนด้วยกันเองเป็นจำนวนมากขึ้นนะคะ สำหรับ การส่งออกดิฉันก็ขอพูดสักหน่อยหนึ่งว่าแต่เดิมเมื่อก่อนนี้เราส่งออกในตลาดอาเซียน ในปี ๒๕๓๕ แค่ ๑๓.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในปี ๒๕๕๔ ตัวเลขสูงขึ้นถึง ๒๓.๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการค้าขายในอาเซียนก็จำเป็นที่จะต้องมีการรับรองสินค้าหรือถิ่นกำเนิดสินค้า หรือที่เรียกว่า เซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน ที่มีประสิทธิภาพให้เต็มที่ขึ้น เพราะว่าถ้าเราไม่มีการรับรอง ที่แน่นอนก็จะทำให้การขนส่งสินค้าหรือการกระจายสินค้าทำไปได้ด้วยความยากลำบาก รวมทั้งในเรื่องภาษีอากรด้วยก็อาจจะทำให้มีการเก็บซ้ำซ้อนขึ้นนะคะ
สำหรับความจำเป็นอีกประการหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องมีการรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค เมื่อก่อนนี้เราอาศัยแต่หน่วยราชการของแต่ละประเทศ ในการที่จะรับรองว่าถิ่นกำเนิดของสินค้ามันอยู่ที่ไหน แต่ปัจจุบันนี้ถ้าผ่านโครงการนี้ แล้วก็จะทำให้มีการรับรองได้โดยเอกชน สำหรับบันทึกความเข้าใจทั้งหมดจะมีอยู่ ๑๐ ข้อ ประกอบด้วย คำนิยาม บทบัญญัติทั่วไป พันธกรณีที่ประเทศภาคีต้องกระทำต่อกัน แล้วก็ เป็นกระบวนการการดำเนินการ การระงับ แล้วก็เรื่องชั้นความลับ แล้วก็มีอีกหลายประการ ก็มี ๑๐ ประการนะคะ สำหรับการจัดทำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ของอาเซียนก็เป็นระบบที่ผู้ส่งออกได้รับอนุญาตและสามารถสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าบนบัญชี ราคาสินค้าหรืออินวอยซ์ (Invoice) ได้ตามรูปแบบที่กำหนด แต่ปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นก็คือ มันจะต้องเป็นระบบที่อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจกัน ต้องถูกออกแบบขึ้นมาโดยมี สมมุติฐานที่ว่าผู้ส่งออกจะต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง ถ้าขาดจิตสำนึกเมื่อไรว่า อะไรถูกอะไรผิดนะคะ ความเชื่อถือของระบบนี้ก็จะไม่มี สินค้าที่ประทับว่า เมด อิน ไทยแลนด์ (Made in Thailand) ก็ต้องเป็นของไทยแลนด์จริง ๆ อย่างเช่นข้าวที่ผลิตในประเทศไทย ก็ได้รับการยอมรับในทั่วโลกว่าเป็นสินค้าหรือเป็นข้าวที่มีคุณภาพที่สุด ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิ ก็จะต้องปลูกที่ไหน แหล่งไหน อะไรของประเทศไทยนี่ก็ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องและเป็นจริงก็จะทำให้ความเชื่อถือ ลดน้อยถอยลงแล้วก็จะเป็นผลกระทบต่อไปในอนาคตนะคะ สำหรับความซื่อสัตย์ของผู้ส่งออก จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ระบบนี้ขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ส่งออกทุกรายก็จะต้อง รายงานข้อมูลถิ่นกำเนิดของสินค้าให้ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้ก็อยากจะฝากท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าทำอย่างไรระบบเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชันจะปรากฏเป็นจริงได้ จะได้ทำให้ สินค้าไทยเราได้รับการยอมรับจริง ๆ แล้วก็ไม่มีการแอบอ้างใด ๆ ดิฉันก็ขอฝากแค่นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านวิทยา อินาลา ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็จะขออภิปรายในกรอบที่ ๒ และกรอบที่ ๓ ในเรื่องของตัวการออกหนังสือบันทึก ความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบรับรองถิ่นกำเนิด สินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวกระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM D) ของอาเซียนนะครับ สืบเนื่องจากเมื่อเช้านี้เราได้เห็นชอบกับพิธีสารเพื่อแก้ไข ความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน หรืออาทิก้า ซึ่งอาทิก้านี่นะครับมีทั้งหมด ๙๘ ข้อ แล้วใน ๙๘ ข้อนี้ประเทศถิ่นกำเนิดหรือว่าฟอร์ม ดี ก็อยู่ในอาทิก้าด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นชอบกรอบใหญ่แล้ว กรอบย่อยต่อไปกระผมก็ว่า เป็นสิ่งที่ดีที่จะซัพพอร์ต (Support) ให้การทำงานเรื่องของการค้า เรื่องของประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนให้มันเกิดการคล่องตัวของประเทศสมาชิกทั้ง ๑๐ ประเทศ สิ่งแรก ที่เราจะต้องแก้ไขนั่นก็คือเรื่องของการออกประเทศถิ่นกำเนิดนำร่อง ประเทศถิ่นกำเนิด ด้วยตัวเอง หรือเราเรียกว่าเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน ผมว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการทำการค้าขาย ของภาคเอกชน เกิดความสะดวกรวดเร็วขึ้น สาเหตุทำไมต้องเปลี่ยนตรงนี้ ครั้งแรกการเกิด การค้าเสรีของอาเซียนหรือว่าเอฟทีเอ ประเทศสมาชิกที่อยู่ในโครงการนำร่อง ๔ ประเทศ ซึ่งมีประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทยนี่นะครับ ตกลงกันแล้ว ว่าที่เข้ามานี่ถ้าคุณได้ฟอร์ม ดี หรือว่าถิ่นกำเนิดสินค้าซึ่งมีโลคัล คอนเทนท์ (Local content) หรือว่าตัววัตถุดิบที่ใช้ภายในประเทศมากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป คุณได้ฟอร์ม ดี ขึ้นมา เมื่อได้ฟอร์ม ดี ขึ้นมาแล้วเวลาคุณส่งออกไปกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ คุณก็จะได้อัตราภาษีพิเศษขึ้นมาก็คืออาจจะเป็น ๐ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เวลาเราจะขอ ฟอร์ม ดี ของแต่ละประเทศอย่างผู้ส่งออกของประเทศไทย โครงการที่ ๑ เขาบอกว่า คนที่จะได้ฟอร์ม ดี ก็คือผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต ผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาตตรงนี้คือใครครับ ได้รับอนุญาตจากไหน หน่วยงานที่อนุญาตให้ส่งออกแล้วให้ได้ฟอร์ม ดี ก็คือหน่วยงาน จากกระทรวงพาณิชย์ก็คือกรมการค้าต่างประเทศ เพราะฉะนั้นผู้ส่งออกจะต้องยื่นความจำนง ขอส่งออกสินค้าซึ่งมีโลคัล คอนเทนท์ เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ไปขอกับกรมการค้าต่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศก็จะอนุมัติออกมาในรูปของฟอร์ม ดี เป็นแต่ละเคสบายเคส (Case by case) ไป ซึ่งบางครั้งการทำงาน การส่งออกต้องทำทุกครั้งมันเสียเวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเราบอกว่าต่อไปนี้เมื่อผู้ส่งออก ผู้ผลิตได้อนุญาตให้เป็นผู้ออก เซอร์ติฟิเคท (Certificate) ด้วยตัวเองก็จะสะดวกขึ้น เพราะฉะนั้นครั้งแรกผู้ส่งออก หรือผู้ผลิตไปขอกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อได้แล้ว อันที่ ๒ อันที่ ๓ อันที่ ๔ อันที่ ๕ ท่านออกเซอร์ติฟิเคทในอินวอยซ์ของท่านเองได้เลย เพราะฉะนั้นก็จึงตัดขั้นตอนตรงนี้ออกไป ตัดขั้นตอนตรงนี้ก็จะทำให้เกิดการค้าการขาย เพิ่มปริมาณมากขึ้นในประเทศของอาเซียน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไป ยังท่านรัฐมนตรีว่าเมื่อเราได้ตรงนี้ออกมาแล้วนี่ สภาให้ความเห็นชอบกับมาตรา ๑๙๐ ในการที่จะออกเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคท ตรงนี้เองประเทศไทยจะเพิ่มมูลค่าการค้ากับประเทศ เพื่อนบ้านของอาเซียนอีก ๙ ประเทศ ชนะประเทศมาเลเซียได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้น ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรารู้ให้ท่านหมด เราให้ท่านอำนวยความสะดวกทุกสิ่งทุกอย่างหมด การค้าการขายของไทยเราก็ต้องได้เปรียบ ผมคิดว่าเราจะเป็นเบอร์ ๑ ได้ไหม ชนะประเทศมาเลเซียได้ไหม อันนั้นก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ด้วยนะครับ
อันที่ ๒ ผมอยากจะถามว่าในหน้า ๔ โครงการนำร่องที่หนึ่ง ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย ผู้ที่ได้รับสิทธิรับรองถิ่นประเทศกำเนิด ด้วยตนเองก็คือผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต ก็คืออนุญาตจากกรมการค้าต่างประเทศมีผู้ผลิต หรือผู้ส่งออก แต่โครงการนำร่องที่สอง บอกว่าผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาต เฉพาะผู้ผลิตเท่านั้น มันต่างกันอย่างไรตรงนี้ แล้วอีกอันหนึ่ง โครงการนำร่องที่สอง ทำบนอินวอยซ์เท่านั้น ไม่รับหลักการเธิร์ด คันทรี อินวอยซ์ (Third country invoice) คำว่า เธิร์ด คันทรี อินวอยซ์ หมายความว่าประเทศภาคีสมาชิกในอาเซียนไหม หรือประเทศภาคีสมาชิกของอาเซียน+๓ อาเซียน+๖ ตรงนี้ ก็อยากจะฝากถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยว่าความหมายจริง ๆ มันคืออะไรนะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องของตัวการรับรองถิ่นกำเนิดในอินวอยซ์กับรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้า โดยใช้หนังสือรับรองฟอร์ม ดี ที่เป็นฟอร์มของอาทิก้า ๒ อันตรงนี้ มันเป็นโครงการนำร่องที่หนึ่ง ก็คือออกฟอร์ม ดี โครงการนำร่องที่สอง ก็คือรับรองถิ่นกำเนิด สินค้า เขาบอกว่าประเทศใช้ได้เฉพาะสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมโครงการแล้ว คือประเทศไทย ประเทศบรูไน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย เราร่วมโครงการครั้งที่ ๑ แล้วนี่ ถามว่า โครงการครั้งที่ ๒ ที่ สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย เข้าร่วม ประเทศไทย ต้องมาขอความเห็นชอบจากสภาตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ผมว่าไม่น่าจะเข้าด้วยซ้ำไปตรงนี้ เพราะว่าโครงการนำร่องครั้งที่ ๑ เราขออนุญาตแล้ว อันนั้นก็ฝากถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ โอเค (OK) ต่อกรอบ ๒ ได้ไหมครับท่านประธาน กรอบฟอร์ม ดี
อย่าใช้เวลามากนะครับ เชิญครับ
ผมจะสั้น ๆ นะครับท่านประธาน ในเรื่องของตัวกรอบนำร่องที่สองนี้ออกเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคทกับตัวฟอร์ม ดี นี้นะครับ เรื่องของ คำนิยามว่า ผู้ส่งออกหมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของประเทศภาคี ที่บุคคลนั้นได้ส่งสินค้าออก นี่คือเนเชอรัล เพอร์ซัน (Natural person) ความหมาย ที่ในความหมายของตัวนี้ ในเรื่องกรอบตัวนำร่องที่สอง แล้วเรื่องของกรอบตัวฟอร์ม ดี นี้นะครับ ท่านประธาน ฟอร์ม ดี ความหมายของคำว่า โพรดิวเซอร์ (Producer) ผู้ผลิต เดอะ โพรดิวเซอร์ มีน อะ เนเชอรัล ออร์ จูริดิคัล เพอร์ซัน (The producer means a natural or juridical person) ผู้ผลิต หมายถึง บุคคลตามธรรมชาติหรือตามกฎหมาย ในเมื่อความหมาย เนเชอรัล เพอร์ซัน อันหนึ่งท่านบอกว่าเป็นบุคคลธรรมดา พอมาอีกความหมายหนึ่ง ในเรื่องของฟอร์ม ดี ท่านบอกว่าเป็นบุคคลตามธรรมชาติหรือตามกฎหมายนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ความหมายตรงนี้มันคืออะไรกัน ความหมายเดียวกันไหม ความหมายเดียวกันทำไมไม่ใช้ ให้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนถามตรงนี้ด้วย
อีกเรื่องหนึ่งของอาทิก้าในเรื่องของตัวฟอร์ม ดี นี้นะครับ ในหน้า ๘ ที่ท่านเอามา ชี้แจงว่าเงื่อนไขสินค้ามีอะไรบ้าง มีข้อ ค สินค้าใช้การสะสมถิ่นกำเนิดแบบบางส่วนพาเทียล คิวมูเลชัน (Partial Cumulation) ตามวรรคสอง ของข้อ ๓๐ ในบทที่ ๓ ของข้อความตกลงสินค้าของอาทิก้า ในข้อ ๓๐ การสะสม (๒) ของอาทิก้าบอกว่าถ้าอาร์วีซี (RVC) นี่คือรีจินัล แวลู คอนเทนท์ (Regional Value Content) ก็คือวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศน้อยกว่าร้อยละ ๔๐ สัดส่วนมูลค่า ของการผลิตของอาเซียนที่ใช้สะสมได้ตามหลักเกณฑ์อาร์วีซีก็คือรีจินัล แวลู คอนเทนท์ จะถือสัดส่วนโดยตรงตามมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศโดยมีเงื่อนไขว่าสัดส่วนนั้น เท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ ๒๐ อันนี้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าโลคัล คอนเทนท์ หรือว่ารีจินัล แวลู คอนเทนท์ อย่างน้อย ๔๐ เปอร์เซ็นต์ถือว่าเป็นถิ่นกำเนิดในประเทศนั้น แต่ถ้าเรื่องของตัววัตถุดิบสะสมน้อยกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ อันนี้ หมายความว่าอย่างไรอยากจะให้ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีอธิบายให้ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการเขายังเคลียร์อยู่ว่าความหมายจริง ๆ คืออะไรตรงนี้ในข้อ ๓๐ การสะสม ในกฎของอาทิก้า ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านวรชัย เหมะ ๗ นาที ก่อนนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในเรื่องกรอบการเจรจานำร่องที่สอง สำหรับ ดำเนินการระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของสมาชิก ท่านประธานครับ ประชาคมอาเซียนนั้น เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งใหม่ของภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้นเรามีการค้ากับประเทศสมาชิก อาเซียนมายาวนานพอสมควร แต่ว่ากรอบใหม่ที่จะเป็นประชาคมร่วมของ ๑๐ ประเทศนี้นั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าเราเป็นประชาคมอาเซียน ฐานการผลิตสินค้า แหล่งผลิต แล้วก็การค้าขายส่งสินค้าของประเทศสมาชิกนั้นเราต้องยอมรับว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ของสมาชิกอาเซียน เพราะฉะนั้นฐานต้องเท่าเทียมกัน ถ้าประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง ได้เปรียบหรือว่าเสียเปรียบจะทำให้ประเทศนั้นขาดทุน เพราะฉะนั้นเราต้องมีกรอบการเจรจาว่า สินค้าของแต่ละประเทศนั้นจะต้องมีแหล่งผลิตที่เป็นของประเทศตัวเองเท่านั้นจึงต้องมี กรอบการเจรจาแหล่งกำเนิดสินค้าของแต่ละประเทศของตัวเอง เช่นถ้าประเทศสมาชิก นำสินค้าของประเทศอื่นเข้ามาเช่นประเทศที่ใกล้ประเทศจีนก็นำสินค้าของประเทศจีนมาสวมรอย แล้วมาขายภายในประเทศสมาชิกได้เปรียบเสียเปรียบเกิดขึ้นทันที เราจะเห็นว่าสินค้า ประเทศจีนนั้นถูก ได้เปรียบประเทศอื่นทั้งหมดในโลกใบนี้วันนี้ ต้นทุนการผลิต ค่าแรงงานถูกกว่า เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าสินค้าจีนวันนี้ตีตลาดโลกแตกหมดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกรอบการเจรจาถิ่นกำเนิดสินค้า สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง คือความเชื่อมั่น เราจะเห็นว่าสินค้าบางประเภทที่เกี่ยวกับอาหารเช่นสินค้าฮาลาล เราจะเห็นว่า สินค้าฮาลาลบางประเทศแหล่งผลิตมุสลิมทั่วโลกไม่ยอมรับ เพราะว่าบางประเทศ เป็นสินค้าฮาลาลแต่ว่ามีผลิตภัณฑ์อาหารเกี่ยวกับเนื้อสัตว์เนื้อหมูเข้ามาเจือปนอยู่ใน สินค้าฮาลาล นี่คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้มีแหล่งรับรองที่ชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจน ความเชื่อมั่นแล้วก็มีการปลอมแปลงนำสินค้าที่อื่นเข้ามาขายในประเทศสมาชิกทำให้ ได้เปรียบเสียเปรียบครับ บางประเทศสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารครับท่านประธาน มีสารเคมีปนเปื้อนครับ หลายประเทศไม่รับผิดชอบต่อสิ่งปนเปื้อน สารปนเปื้อนเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราจำเป็น อย่างยิ่งครับว่าถ้าเรารับรองถิ่นกำเนิดสินค้า มีข้อตกลงที่ชัดเจนว่าประเทศไหนมีแหล่งผลิต ที่ส่วนไหนของประเทศหรือว่าการผลิตนั้นแต่ละประเทศผลิตอย่างไร กระบวนการผลิต เป็นอย่างไร ประกอบด้วยอะไรบ้างครับ มันต้องมีอยู่ในรายละเอียดของข้อตกลง เพราะวันนี้ เราจะเห็นว่าสินค้าอาหารของหลายประเทศที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม พี่น้องประชาชน บริโภคเข้าไปมีสารตกค้างเยอะแยะเลย สารปนเปื้อนเยอะแยะเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราต้องมีความชัดเจนเรื่องนี้ ถ้าไม่มีความชัดเจน มีความได้เปรียบ และเสียเปรียบขึ้นมาทันที เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ไขกฎระเบียบของแหล่งผลิตแล้วก็ ถิ่นกำเนิด เพราะเราใช้มานานพอสมควรแล้วท่านประธาน วันนี้เราจะเห็นว่าหลายประเทศ มีการตื่นตัวเรื่องนี้สูงครับท่านประธาน รวมทั้งประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นกรอบการเจรจา ผมขอฝากท่านรัฐมนตรีด้วยว่าการเจรจานั้นเราต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่เสียเปรียบ ประเทศสมาชิกครับท่านประธาน เราจะเห็นว่าบางประเทศเป็นทางผ่านของสินค้าประเทศ เพื่อนบ้านแล้วก็เอามาขายระบายในประเทศสมาชิกของอาเซียนก็มี เราต้องระวังครับ และเราต้องเข้มงวดจริง ๆ ครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าเรามีข้อตกลงร่วมกัน มีการดำเนินการ ลงบัญชีแล้วก็รับรองถิ่นกำเนิดสินค้า แต่ว่าการปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญครับ ผมฝากไว้ด้วยจริง ๆ ครับ ท่านประธาน การละเลยของเจ้าหน้าที่ต่อไปนี้จะต้องมีความรู้ มีความเข้าใจจริง ๆ ว่า ข้อตกลงที่เราไปทำไว้นั้นเป็นอย่างไร ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร ถ้าเจ้าหน้าที่ที่เป็นสมาชิก ของแต่ละประเทศโดยเฉพาะประเทศไทยไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ทำให้ประเทศนั้น ๆ หรือว่า ประเทศไทยจะเสียโอกาส เสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศสมาชิกของประชาคมอาเซียน เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศไทยจะต้องให้ความรู้กับบุคลากรของกระทรวงพาณิชย์หรือว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความรู้ทั่วถึงแล้วก็ให้รู้ทันครับ ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่ของเรารู้ไม่ทัน หรือว่าเจ้าหน้าที่ของเราไม่มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เราจะเห็นว่าสินค้าบางอย่างเข้ามาขาย ในประเทศไทยไม่รู้ผลิตมาอย่างไร สินค้าเป็นอย่างไร พี่น้องประชาชนบริโภคไปแล้ว ก็มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะฉะนั้นวันนี้ขอให้ทางรัฐมนตรีหรือว่าเจ้าภาพในการดูแล เรื่องนี้เข้มงวดกวดขันดูแลให้อย่างเต็มที่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย และต่อด้วยท่านเกียรติ สิทธีอมร เชิญท่านชรินทร์ครับ ผมตั้งไว้ ๗ นาทีก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตากนะครับ ผมก็คงจะขอร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นทั้ง ๒ กรอบนะครับ
ในกรอบแรก เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองและของภูมิภาค หลายท่านได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปมากพอสมควร ผมพยายามที่จะพูดในประเด็น ที่คิดว่าหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือว่าไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้นะครับ คือจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ในส่วนตัวของผมเองก็คิดว่าประเทศไทยเราจะเข้าสู่การเป็นเออีซีในปี ๒๕๕๘ นี้อยู่แล้ว นี่เรายังจะมาให้ความคิดเห็นชอบต่อการแก้ไขสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเล็กน้อยเหลือเกิน มันไม่มีอะไรจะเสียเลยนะครับ ผมก็เลยรู้สึกห่วงอนาคตของประเทศชาติว่าเราเสียเวลาค่อนข้างมากเกี่ยวกับเรื่องที่ มันควรจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ปี ๒๕๕๘ เราจะเป็นประชาคมอันเดียวกันแล้ว แต่เรื่องโลคัล คอนเทนท์ ซึ่งสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเห็นชอบร่วมกันเราก็ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร มากมายนะครับ
ประการแรกเลย สินค้าไทยหรือว่าสินค้าของประเทศอาเซียนทุกประเทศ ในการที่จะได้รับลดหย่อนภาษีเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์หรือว่า ๒-๓ เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ข้อตกลง มันจะต้องมีถิ่นกำเนิดสินค้าหรือว่าโลคัล คอนเทนท์ไม่น้อยกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์สำหรับสินค้า ที่ผลิตในประเทศอาเซียนด้วยกัน นั่นคือว่าต้องเป็นสินค้าที่เขาเรียกว่ามีสัญชาติอาเซียน แต่ถ้าเป็นสินค้าเกษตรอย่างข้าวอะไรอย่างนี้ก็ใช้กฎเกณฑ์อีกอันหนึ่ง คือเขาเรียกว่า โฮลลี ออบเทนด์ (Wholly Obtained) คือจะต้องผลิตจากประเทศนั้นทั้งหมด อย่างข้าวจะเอา ข้าวอเมริกันมาผสมด้วยไม่ได้นะครับ ต้องเป็นสินค้าจากไทยทั้งหมดเป็นต้น แต่ว่าสินค้าบางอย่าง มีการเปลี่ยนรูปลักษณ์ไป อย่างนำฝ้ายเข้ามาแล้วก็มาเปลี่ยนทำเป็นผ้า ทอผ้าขึ้นมา พวกสิ่งทอนี่เห็นได้ชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนรูปแบบ รูปลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ก็จะใช้ว่า จะต้องมีแหล่งผลิต ๔๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้บางทีมันไม่ถึง แต่ว่าเขานำวัตถุดิบมารวมกัน มาผสมกันแล้วก็ผลิตเป็นสินค้าเสื้อผ้าอะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจากแหล่งผลิตทั้งหมด วัตถุดิบจะไม่มาจากแหล่งเดียวกันถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ก็อนุโลมให้เป็นสินค้าอาเซียนได้ ก็จะได้สิทธิประโยชน์ไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีในอัตราน้อย หน่วยงานที่มีหน้าที่ ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าก็คือกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่เรียกว่า ฟอร์ม ดี อันนี้สำหรับส่งออกในอาเซียนด้วยกัน แต่ถ้าส่งไปยุโรปรับรองถิ่นกำเนิดว่า สินค้าจากไทยนั้นเขาเรียกฟอร์ม เอ (FROM A) ทีนี้ฟอร์ม ดี สำหรับใช้ในประเทศอาเซียนด้วยกัน ที่ผ่านมาในหลักเกณฑ์นั้นเราก็นำมาด้วยดีคือสามารถที่จะออกได้ ฟอร์ม ดีนี่ใช้มานานแล้วครับ ไม่ใช่เพิ่งมาใช้ แต่ว่าจนกระทั่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ ก็ได้เริ่มใช้โครงการนำร่อง คือไพลอต โปรเจกต์ ว่าไม่จำเป็นที่ผู้ผลิต ผู้ส่งออกจะต้องไปกระทรวงพาณิชย์ขอให้ออก หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกสามารถที่จะออกรับรองด้วยตนเอง ที่เรียกว่าเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน วันนี้มีประโยชน์มาก มีคุณูปการอย่างมาก เพราะว่าผู้ผลิต ผู้ส่งออกสามารถที่จะออกด้วยตนเอง รับรองตนเอง และประเทศสมาชิกด้วยกันก็ยอมรับ อันนี้เรื่องการอำนวยความสะดวกที่มีประโยชน์มาก อันนี้ก็สอดคล้องกับกฎระเบียบของ องค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่ต้องการให้การค้าในโลกนี้มีความลื่นไหล มีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นอาเซียนเรานี่ถือว่าเราสนับสนุนองค์การการค้าโลก ไปในตัวด้วยนะครับ ครั้งแรกเลยเนื่องจากว่าสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ ไม่สามารถที่จะ เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องให้ประเทศสมาชิกรับรองตัวเองได้ มันมีแค่ ๓-๔ ประเทศ ก็คือประเทศไทย ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ที่บอกว่าคนอื่นยังไม่พร้อมก็รอไว้ก่อน เอา ๔ ประเทศเราเริ่มก่อน อันนี้ก็เริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ ตามที่รัฐมนตรี ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ อันนี้ก็ช่วยลดพิธีขั้นตอน พิธีการศุลกากร แล้วการออกหนังสือรับรอง ก็ทำได้รวดเร็วขึ้น ผู้ส่งออกหลายรายก็ดำเนินการตรงนี้อยู่แล้ว ทีนี้อย่างไรก็ตาม ปกติในโปรเจกต์แรกโครงการนำร่องที่นำอยู่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถรับรองได้ แต่ทีนี้ ตอนนั้นประเทศที่เหลืออีกหลายประเทศเขาไม่มาเข้าร่วมด้วย เขาต้องการให้ผู้ผลิตจริง ๆ เท่านั้น เป็นผู้ส่งออก คือผู้ค้าที่ไม่ใช่ผู้ผลิตเขาไม่ยอมรับรอง แต่ตอนนี้ก็มีประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว แล้วก็ประเทศฟิลิปปินส์ เขามาหารือกันว่าเขาอยากจะมีการอนุญาตให้ประเทศสมาชิก สามารถออกหนังสือรับรองได้ แต่ว่าจะต้องเป็นผู้ผลิตเท่านั้น ตรงนี้เองที่นำมาสู่บันทึก ความเข้าใจที่ออกมาตรงนี้ ประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่มแรกที่ผู้ผลิตก็ได้ ผู้ส่งออกก็ได้สามารถ รับรองได้ แต่ตรงนี้ประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์ เขาต้องการจะให้ เฉพาะผู้ค้าที่เป็นผู้ผลิตเท่านั้น ประเทศไทยเราก็เลยต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย ประเทศอื่นจะร่วมหรือเปล่าไม่ทราบ แต่เมื่อประเทศอินโดนีเซียกับประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งประเทศใหญ่มาก อย่างประเทศอินโดนีเซีย มีประชากรตั้ง ๒๔๐ ล้านคน ประเทศฟิลิปปินส์ก็ ๙๔ ล้านคน ถือว่าเป็นผู้ค้าสำคัญของ ประเทศไทยทั้งคู่ แล้วอย่างประเทศอินโดนีเซียถือเป็นตลาดใหญ่ของโลกด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยเราจะเข้าไปร่วมในโครงการตรงนี้เราถือว่าได้ประโยชน์ เต็ม ๆ เลยครับ ไม่มีอะไรจะเสียหายเลย อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่แรกแล้วว่าเรามีแต่ได้กับได้ เพราะในอาเซียนนี้เราต้องยอมรับว่าศักยภาพการส่งออกของเรานั้นเราไม่แพ้ใครเลย เรื่องการส่งออก เพราะฉะนั้นการที่เข้าร่วมตรงนี้ก็ถือว่าเราจะได้ประโยชน์เต็ม ๆ ผมคิดว่า ผมคงสนับสนุนข้อเสนอบันทึกความเข้าใจตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอนะครับ
สำหรับอีกกรอบหนึ่งที่เราเรียกว่า ผมขออนุญาตต่อเลยท่านประธานครับ
ใช้เวลาไม่มาก ท่านพูดพาดพิง ไปได้เยอะแล้วครับ เชิญครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การเพิ่มเติมระเบียบปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าหรือการระบุมูลค่าของสินค้า ณ ท่าเรือต้นทางเอฟโอบีและการแก้ไขหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง การค้าสินค้าของอาเซียนนะครับ เรื่องนี้ผมได้อ่านพิจารณาดูแล้วก็คิดว่าไม่มีอะไรเพิ่มเติม มามากนะครับ อย่างที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่แล้วครับท่านประธานที่เคารพว่าการออกหนังสือ รับรองถิ่นกำเนิดสินค้านั้น สิ่งสำคัญก็คือว่าจะต้องรับรองว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าสัญชาติอาเซียน มีมูลค่าการผลิตไม่ต่ำกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตามจริงแล้วนี่การที่สินค้าจะเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ทุกครั้งเราดูจากราคาเอฟโอบีมันก็บอกให้รู้ได้ แต่เรื่องราคานั้นเป็นเรื่องความลับทางการค้า บางทีผู้ผลิตผู้ส่งออกเขาก็ไม่อยากจะระบุออกไปให้ชัดเจนว่าจะต้องเป็นราคาเท่าไร เพราะฉะนั้นที่ผ่านมานั้นการที่จะใช้กฎระเบียบภายใต้ในการที่รัฐเสียประโยชน์ทางภาษี อาเซียนนั้นจะต้องมีสินค้าฟอร์ม ดี และอาเซียนกำหนดให้ราคาเอฟโอบีในการคำนวณ สัดส่วนมูลค่าที่ใช้วัตถุดิบในอาเซียน แต่หากสินค้านั้นใช้ถิ่นกำเนิดสินค้าที่ไม่ได้อ้างอิงราคา อย่างสินค้าที่พูดไปแล้วนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องระบุ เพราะฉะนั้นการที่ข้อเสนอใหม่นี้นะครับ บันทึก ความเข้าใจที่จะขอให้ไม่ต้องระบุสินค้าส่งไปนั้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่จะอำนวยความสะดวกมากขึ้น ผมก็คิดว่าเรื่องนี้ เรื่องออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้านี่ถ้าหากว่าอะไรจะทำได้รวดเร็วขึ้น ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะสนับสนุน การกำหนดราคาเอฟโอบีที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องที่ได้ทำให้ หลายประเทศไม่ได้ประโยชน์ตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนให้ไม่ต้องมีการลงราคา ในเอฟโอบีเพื่อที่จะให้ได้รับรองสิทธิประโยชน์ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ อาจารย์เกียรติ แล้วต่อด้วยท่านสุดท้ายคือท่านวัชระ เพชรทอง เชิญอาจารย์เกียรติครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในหลักการแล้วทั้ง ๒ กรณีนี่ผมไม่ติดใจในแง่ของหลักการในการเดินของประเทศไทยต่อไป แต่ผมก็มีข้อเป็นห่วงแล้วก็อยากซักซ้อมความเข้าใจกับทางรัฐบาลเอง ซึ่งจะนำกรอบเหล่านี้ ไปปฏิบัติ แล้วเราเองก็คงต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตว่ามันมีปัญหาอย่างไร และผม อยากฟังจากรัฐบาล จากผู้แทนรัฐบาลว่าจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ได้อย่างไรบ้าง
ประการแรก ท่านประธานครับ เรากำลังคุยเรื่องฟอร์ม ดี แต่ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าสถิติการใช้ฟอร์ม ดี ของประเทศไทยนั้นน้อยครับ คือคนไม่ค่อยรู้ครับ เมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วใช้แค่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๒-๓ ปีที่แล้วขยับขึ้นมาประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ยิ่งใช้น้อยยิ่งเสียเปรียบ เจรจาเก่งแค่ไหนคนไม่รู้ไม่ใช้เสียประโยชน์ของประเทศครับ เรื่องนี้เป็นหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ล้วน ๆ ที่จะไปดำเนินการให้ภาคธุรกิจเอกชนที่มีการส่งออก ไปประเทศในภูมิภาคหันมาใช้ฟอร์ม ดี กันมากขึ้น หลายคนไม่ใช้เพราะไม่ทราบ หลายคนไม่ใช้ เพราะรู้สึกว่ายุ่งยากในการปรับปรุงแก้ไขให้มีความง่าย อันนี้ผมคิดว่าเป็นประโยชน์นะครับ ในขณะเดียวกันเราก็คงต้องทราบการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดจากหลักง่าย ๆ ก็คืออาเซียน คอนเทนท์ (ASEAN content) วัตถุดิบที่มาจากอาเซียนรวมกันแล้วได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มาเป็นวิธีใช้เกณฑ์ สัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค ไม่ได้ต่างกันเท่าไรครับมันเป็นหลักวิธีคิด แต่ส่วนหนึ่งที่สำคัญ ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีหรือท่านประธานทราบหรือไม่ ตามกติกาขององค์การการค้าโลก ปกติเกือบทุกประเทศเขาไม่เอากำไรมาบวกเป็นต้นทุน ไม่มาบวกเป็นคอนเทนท์ ของอาเซียนเรา อนุโลมให้มีการใช้กำไรมาบวกได้ ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัตินะครับ ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีหลายกรณีเลยที่มีการปรับกำไรเพื่อให้ได้สิทธิ แต่ไม่ใช่เป็นการผลิตจริง ไม่ใช่ต้นทุนจริง และมีการทรานส์เฟอร์ ไพรซิง (Transfer Pricing) กับประเทศที่ส่งอินวอยซ์มาจาก นอกภูมิภาค ปรับเพื่อให้ได้สิทธิในการใช้พอดี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ถ้าเราจะปรับปรุง แก้ไขทั้งทีทำไมเราไม่สร้างกติกาว่าการกำหนดสัดส่วนของกำไรควรจะต้องไม่เกินเท่าไร เราจะเห็นมีหลายกรณีมากเลยที่มีการยื่นกำไรเข้ามาสูงมากถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า จริง ๆ อาเซียน คอนเทนท์มันไม่ได้ มันไม่ได้ก็เลยไปบวกในกำไรเสีย พอไปบวกในกำไร ประเทศในอาเซียนมีภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำอยู่แล้ว ก็ยอมโอนกำไรเหล่านั้นกลับเข้ามา ที่อาเซียน ในมุมหนึ่งอาจจะดูดีครับ แต่อีกมุมหนึ่งก็คือคนเหล่านั้นไม่ควรได้สิทธิแต่กลับได้สิทธิ ก็กลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญกับผู้ประกอบการในอาเซียน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดอ่อนอยู่อันหนึ่ง ซึ่งถ้ามีโอกาสในแง่ของฝ่ายรัฐบาลเองจะไปเจรจากับประเทศภาคีสมาชิกให้มีการสร้าง กติกาขึ้นมาเราก็มีมาตรฐานอยู่แล้ว กำไรของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมในโลกค่าเฉลี่ยมีเท่าไร อันนี้ถ้าสร้างกติกาเพิ่มเติมขึ้นก็จะสามารถทำให้เรากำกับดูแลให้สิทธิกับผู้ที่สมควรจะได้สิทธิ มากเป็นพิเศษ แล้วคนที่ไม่สมควรจะได้สิทธิก็ไม่ควรที่จะใช้ช่องโหว่ตรงนี้นะครับ
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะสอบถามก็คือว่าในขณะเดียวกันอาเซียนเอง ก็มีข้อตกลงกับอีก ๖ ประเทศ ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ถิ่นกำเนิดสินค้าของแต่ละกรอบความตกลง ไม่เหมือนของอาเซียน มีความแตกต่างกัน บางกรณีมีการลงไปในรายละเอียดของแต่ละกลุ่ม อุตสาหกรรมไปเลย แล้วก็ไม่ใช่เป็นกรอบเดียวกัน ตรงนี้นโยบายยุทธศาสตร์แนวทางของ รัฐบาลคืออะไร อันนี้ผมอยากทราบ เพราะถ้าเราเองไม่สามารถพยายามที่จะปรับกรอบต่าง ๆ ให้ทำในทางปฏิบัติได้ง่ายคนก็จะไม่ใช้ หลายบริษัทเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิประโยชน์ตรงนี้ เพราะยุ่งยาก เพราะกติกาที่จะต้องใช้กับกลุ่มประเทศสมาชิกในอาเซียนเป็นกติกาหนึ่ง แต่ท่านประธานลองนึกดูนะครับ ผลิตจากโรงงานเดียวกันแต่ส่งออกไปอาเซียนเป็นกติกาหนึ่ง พอส่งออกไปประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นอีกกติกาหนึ่ง หลาย ๆ บริษัท หลาย ๆ ผู้ประกอบการไม่สามารถ ปรับกระบวนการผลิตได้ แล้วก็เลือกที่จะไม่ใช้ ตรงนี้เป็นความยุ่งยากซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ แต่รัฐบาลเท่าที่ผมฟังดูยังไม่มียุทธศาสตร์ในการไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ ผมก็อยากฟังว่า จะมียุทธศาสตร์อย่างไรในการเดินเรื่องเหล่านี้ เพราะต้องไม่ลืมนะครับท่านประธาน มีหลายกรอบ ที่เรากำลังเจรจาอยู่ที่เราเรียกว่า บิวท์อิน อาเจนด้า (Built-in agenda) กับหลายประเทศ เป็นโอกาสที่เราสามารถจะปรับปรุงถิ่นกำเนิดสินค้า บางกรณีที่เป็นประโยชน์สำหรับ ประเทศไทยในกรอบนั้น ๆ เพื่อให้เราได้ประโยชน์สูงสุด ตรงนี้ผมคิดว่าอยากฟังจริง ๆ ว่า แนวทางของรัฐมนตรีและรัฐบาลคืออะไร
อีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหามากเลยครับ ในกรณีที่มีการแจ้งต้นทุนนอกประเทศ สมาชิกของอาเซียน ถ้าท่านประธานติดตามข่าวเมื่อประมาณ ๗-๘ ปีที่แล้ว มีข่าวดังมาก เกี่ยวกับเรื่องการสวมสิทธิของอาเซียน แล้วก็เมื่อตรวจสอบลงไปในรายละเอียดแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถทำได้เลยในการพิสูจน์ว่าต้นทุนที่มาจากนอกกลุ่มประเทศอาเซียน คืออะไร คือเขาไม่แจ้ง เขาแจ้งอินวอยซ์เฉย ๆ แต่เขาไม่สามารถยืนยันได้ว่าอันนี้เป็นความจริง กรณีเหล้าที่มาจากนอกประเทศถ้าท่านประธานจำได้ ตรงนี้ครับผมอยากทราบเหมือนกันว่า รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรถ้าเราจะให้สิทธิประโยชน์กับบริษัทใดก็แล้วแต่ที่ผลิตในกลุ่ม ประเทศอาเซียน แต่ยังไม่สามารถบังคับให้เขาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริงได้จากนอกกลุ่มประเทศ อาเซียน เรื่องใหญ่ครับ ตรงนี้ผมคิดว่าต้องมีกติกาที่ชัดเจน ตอนนั้นพิสูจน์ไม่ได้ก็เลยต้อง ปล่อยเสือเข้าป่าไป แล้วเขาก็หมิ่นเหม่พอสมควร ตรงนี้ผมคิดว่าผมก็อยากฟังจากรัฐมนตรี
อีกประเด็นหนึ่งที่มันเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ณ วันนี้เลยซึ่งเป็นผลมาจาก กติกาที่เรากำลังคุยกันในสภานี้ ผมขออนุญาตต่ออีกไม่นานนะครับ ก็คือการเปลี่ยน พิกัดศุลกากร ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีจริง ๆ ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนและดูถึงผลกระทบ ท่านทราบหรือไม่ว่ามันมีหลายพิกัด ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพิกัดไปแล้ว เดิมเราส่งออกในพิกัด ๑ แต่พอเปลี่ยนพิกัดไปแล้ว กลายเป็นคนละพิกัด สินค้าตัวเดียวกัน พอเป็นคนละพิกัดแล้วก็เกิดปัญหาว่าต้องไปสร้าง บรรทัดฐานใหม่ ตรงนี้มีหลายรายการนะครับท่านประธาน ผมไม่เห็นผลการศึกษาว่า ในการเปลี่ยนแปลงพิกัดแล้วมันจะมีกี่รายการของสินค้าที่เราจะส่งออกไปขายในกลุ่ม ประเทศอาเซียนเองที่ได้รับผลกระทบ แล้วเรื่องนี้ก็กลับกลายเป็นดุลยพินิจของกรมศุลกากร พอเป็นดุลยพินิจของกรมศุลกากร ผู้ประกอบการเหนื่อยเลยครับ ไม่ทราบจะเดินเกมอย่างไร ซึ่งจริง ๆ ควรจะมีการศึกษาอย่างละเอียดและมีการแจ้งให้สังคมรับทราบว่าเมื่อมีการปรับเปลี่ยน พิกัดศุลกากรแล้วนี่สินค้ารายใดจะใช้บรรทัดฐานจากพิกัดเดิมในการที่ไปลงในพิกัดใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับไม่ใช่เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ในทางปฏิบัติมีหลายรายการมากเลยนะครับ ที่เข้าข่ายอย่างนี้ ผมก็อยากฟังจากรัฐมนตรีและรัฐบาลชี้แจงให้ชัดนะครับ ท่านศึกษาดีแล้วหรือยัง แล้วพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหรือที่ได้เกิดขึ้นแล้วกับผู้ประกอบการหลายรายการ
ประการสุดท้ายครับ ในกรอบถิ่นกำเนิดสินค้าเองถ้าท่านประธานติดตามดู มีหลายประเทศที่เป็นสมาชิกของอาเซียนซึ่งกำลังไปเจรจากรอบอื่น ๆ กับประเทศนอกสมาชิก ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศใหญ่ ๆ ประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เขาใช้ช่องว่างของเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าที่ไปเจรจากับประเทศนอกสมาชิก ที่ทำให้เขาสามารถสวมสิทธิสินค้าที่มาจากประเทศอื่นในอาเซียน แต่ได้สิทธิประโยชน์ ทางภาษีเวลาส่งออกไปประเทศที่เขาไปเจรจา ผมไม่อยากเอ่ยชื่อประเทศ แต่รัฐมนตรี ทราบหรือไม่ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจะมีแนวทางอย่างไรในการแก้ปัญหา เพราะไม่เช่นนั้นประเทศ ที่ค้าขายเก่งมีความคล่องตัวไม่ต้องการผลิตเอง แต่ไปสวมสิทธิสินค้าที่ผลิตในกลุ่มประเทศ อาเซียน แล้วไปใช้ประโยชน์กรอบเขตการค้าเสรีกับนอกประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ อย่างนี้ เราไม่ต้องขายเลยครับ อย่างนี้เราเสียประโยชน์เลยครับ แล้วกติกาสำหรับกลุ่มประเทศ สมาชิกอาเซียนมีข้อกำหนดเรื่องนี้หรือไม่ ถ้าไม่มี รัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไร ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้ผมอยากฟังคำตอบนะครับ ด้วยความจริงใจและความเป็นห่วง โดยหลักการแล้ว ผมไม่ติดใจในการที่จะผ่านกรอบที่ว่าข้อบังคับทั้ง ๒ กรอบนี้นะครับ เพียงแต่ว่าขอฟัง คำชี้แจงที่มีความชัดเจนและการศึกษาที่มีสถิติที่ชัดเจนในการอ้างอิงในการตอบของ รัฐมนตรีด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านวัชระ เพชรทอง ๗ นาทีนะครับ เมื่อสักครู่บอกว่าท่านคนสุดท้าย แต่ว่าจะอนุญาตท่านกษิต ภิรมย์ ๔ นาที ท่านวัชระ ๗ นาที ท่านกษิต ๔ นาทีนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นเพียงผู้แทนราษฎร ไม่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี ขอความกรุณา ให้ท่านอดีตรัฐมนตรี ๗ นาที แล้วผมใช้แค่ ๔ นาทีพอนะครับ
พอดีท่านกษิตขอแค่ ๔ นาที กระผมก็อนุญาตนะครับเพราะว่าท่านขออนุญาตผมแค่ ๔ นาทีเท่านั้นเอง แต่ถ้าใช้ ๗ นาที ไม่ขัดข้องครับ เชิญครับ
ผมคืนเวลา ให้ท่านประธานเพื่อประโยชน์ของพี่น้อง ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่ท่านเกียรติ สิทธีอมร ได้อภิปรายไปแล้วนี้ชัดเจนครับ เพราะว่าคนของพรรคประชาธิปัตย์มีความรู้และนำพาประเทศชาติ ไปสู่ทิศทางที่รุ่งเรือง ท่านรัฐมนตรีก็ควรนำไปปฏิบัติ ที่ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นอภิปรายเพราะว่า พรรคได้มอบหมายให้ผมเป็น ๑ ในคณะของผู้แทนไอปาในการไปประชุมกับอาเซียน ในหลายประเทศ และได้ไปประชุมกับประเทศในอาเซียน กับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หลายประเทศเช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องอภิปรายและสนับสนุนทั้ง ๒ กรอบนี้ ของรัฐบาล ท่านประธานครับ ในเรื่องของพืชผลทางการเกษตรก็ปรากฏว่าน่าเป็นห่วง พืชผลบางชนิดประเทศกัมพูชาส่งมาขายในประเทศไทยได้ แต่ถ้าประเทศไทยจะส่งไปขาย ในประเทศกัมพูชาตอนนี้ยังมีปัญหายังไม่ได้ อย่างนี้ยังไม่เสมอภาคกันครับ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านก็ได้วิตกกังวลในเรื่องที่ผมได้อภิปรายไปแล้วก็คือเรื่องของสารตกค้าง เรื่องของยาปราบศัตรูพืชซึ่งปนเปื้อนมากับพืชผลจากต่างประเทศ ตรงนี้ก็ชัดเจนเหมือนกันครับ ท่านประธานว่าความวิตกกังวลของทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนั้นตรงกันในฐานะสมาชิกรัฐสภา และรวมทั้งท่านสมาชิกวุฒิสภาก็คือเป็นห่วงสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และในเรื่องของการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ท่านประธานครับ ผมได้ถามกระทู้ถามเรื่องนี้ ต่อท่านนายกรัฐมนตรี และท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าอาจจะไม่ถูกปรับออกจากตำแหน่ง ท่านได้ตอบกระทู้ถามของผม ตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เป็นคำตอบกระทู้ถามที่ ๑๘๐ ร เรื่องใบรับรองแหล่งการผลิต สินค้าเกษตร ซึ่งท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้ให้เกียรติตอบว่า หน่วยงานที่จะรับผิดชอบ เรื่องดังกล่าวนี้คือกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นผู้ออกหนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าให้กับสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาต อ่านต่ออีก ๓ บรรทัด ที่ผมจำเป็นต้องอ่านให้กับท่านประธานเพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ทั้งประเทศได้ฟังนั้น ก็เป็นเพราะว่าผมได้ถามกระทู้ถามนี้และกระทู้ถามนี้เป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนสำหรับพี่น้องประชาชนที่จะส่งออกสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่ในการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อส่งไปใช้สิทธิในการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีขาเข้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน โดยในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าดังกล่าวนั้นจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่อย่างใด ท่านประธานครับ นั่นก็คือฟรี นี่คือคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน และรัฐบาลตอบนะครับ คือฟรีไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด สำหรับระยะเวลา ในการดำเนินการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลา เพียง ๓๐ นาทีต่อใบรับรอง ๑ ฉบับ ท่านประธานครับ ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้อง ที่จะส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมออกไปนอกประเทศแล้ว และการขอใบรับรองดังกล่าวนั้น ใช้เวลาเพียงแค่ ๓๐ นาทีต่อใบรับรอง ๑ ฉบับ และฟรีครับ ไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่ประการใด ขอขอบคุณ
ท่านสุดท้ายครับ ท่านกษิต ภิรมย์ เชิญครับ
ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมมี ๒ ประเด็น สั้น ๆ ครับ ไม่ต้องถึง ๗ นาที
ประเด็นแรกเลย ก็คือว่าผมเห็นด้วยกับกรอบทั้ง ๒ กรอบ แต่ว่าโดยที่มันจะเหมือน การออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้านั้นก็จะเป็นการมอบให้ทางภาคเอกชนทำเป็นสำคัญ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้วน่าจะเป็นแบบอย่างของการร่วมมือทั้งภายในประเทศไทย แล้วก็ภายในกรอบอาเซียนหรือระหว่างประเทศว่ากิจการใดที่เราจะมอบให้ทางภาคเอกชน เขารับผิดชอบกันเองนั้นเป็นสิ่งสมควรอย่างยิ่งที่รัฐควรจะส่งเสริม เพราะว่าเป็นการกระจาย ความรับผิดชอบ เป็นการกระจายอำนาจ แล้วก็ลดภาระของทางภาครัฐด้วย
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือผมมีความห่วงใยว่าขีดความสามารถของประเทศ สมาชิกอาเซียนด้วยกันหลายประเทศรอบ ๆ บ้านเรานั้นยังจะไม่ถึงระดับ แล้วโดยที่เรามีงบ โดยเฉพาะที่กระทรวงการต่างประเทศและอีกหลาย ๆ กระทรวงในการที่จะให้ความช่วยเหลือ เพิ่มทักษะของประเทศเพื่อนบ้านนั้นน่าจะมีการดำเนินการคู่ขนานกันไปด้วยว่าให้บุคลากร ของทั้งภาครัฐและเอกชนของเขานั้นสามารถที่จะออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ เราจะได้สบายใจเมื่อสินค้าของเขาเข้าสู่ประเทศไทยแล้วมันเป็นสิ่งที่แท้จริง แล้วเราก็สบายใจ ในขณะเดียวกันมันก็มีการร่วมมือกันในระดับเอกชนของอาเซียน คือมีสมาคมทางภาคเอกชน ของอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ อันนี้ก็อยากจะขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ว่าให้มีการประสานงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์หรือว่าหน่วยงานของรัฐ กับทางองค์กรเอกชนด้วยในการที่จะร่วมมือกันเพิ่มทักษะของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ ขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้น่าที่จะได้มีการแจ้งให้สาธารณชนทราบเป็นระยะ ๆ แล้วโดยที่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับผู้ผลิตของเราด้วย แต่ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่าตอนนี้ มันมีการส่งเสริมองค์ความรู้ทางด้านอาเซียนเรื่องเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า น่าจะเป็น ๑ ในวิชาหรืออนุวิชาที่จะให้มีการสอนกันในระดับมัธยมศึกษา แล้วก็โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยนะครับ อันนี้ก็คงจะช่วยให้เด็ก ๆ ที่จะจบมาไปทำงานทั้งทางภาครัฐและเอกชนนั้นมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการค้าขายระหว่างประเทศโดยเฉพาะในกรอบอาเซียนด้วย ก็ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
อภิปรายครบถ้วนทุกท่าน ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ก่อนที่จะเชิญท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง ผมขอต้อนรับคณะครู และนักเรียนโรงเรียนบ้านท่านุ่น อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งวันนี้ได้มาดูงานการประชุม ของรัฐสภา คำว่า รัฐสภา นั่นคือเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณากรอบการเจรจาภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เชิญท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่ได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ เป็นอย่างยิ่ง ในประเด็นที่ท่านได้ฝากความคิดเห็นไว้ก็จะนำไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอาไปศึกษาแล้วอันไหนที่ดำเนินการได้ก็จะดำเนินการต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ต่อการแสดงความเห็นแล้วก็มีข้อซักถามของท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไป อาจจะมีประเด็นที่ซ้ำกันสำหรับท่านสมาชิกบางท่านก็จะขอตอบรวม ๆ ไปนะครับ
ในเรื่องแรก ในประเด็นที่มีการเสนอเกี่ยวกับเรื่องบันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลของภาคีสมาชิกเกี่ยวกับเรื่องเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน ในโครงการที่ ๑ ซึ่งได้ดำเนินการนำร่อง ก็มีประเทศที่อยู่ในโครงการนำร่องซึ่งรวมทั้งประเทศไทยอยู่ด้วยครับ แตกต่างจากโครงการที่ ๒ ซึ่งมีการเสนอในวันนี้ก็คือว่าในโครงการที่ ๒ จะอนุญาตให้เฉพาะผู้ส่งออกที่เป็นผู้ผลิต เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิเป็นผู้ส่งออกรับอนุญาต ส่วนผู้ประกอบการค้าหรือว่าเทรดเดอร์ จะไม่ได้รับอนุญาตในส่วนของโครงการที่ ๑ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของประเภทของผู้ส่งออก ที่ได้รับอนุญาต ตรงนี้ก็คือว่าในโครงการแรกโครงการที่ ๑ ที่ประเทศไทยดำเนินการอยู่ เราไม่มีข้อจำกัดในเรื่องนี้ เพราะว่าเราให้สิทธิทั้งผู้ผลิตแล้วก็ผู้ที่เป็นผู้ค้าส่งออกนะครับ มีประเทศฟิลิปปินส์ สปป. ลาว ประเทศอินโดนีเซีย ไม่ได้อยู่ในโครงการนำร่องที่หนึ่ง ทีนี้ ในกลุ่มของประเทศอาเซียนด้วยกันแต่ละประเทศก็จะมีการพิจารณาว่ารูปแบบใดมีความเหมาะสม กับประเทศของตนก็จะเลือก แล้วก็เสนอต่ออาเซียน แต่ทั้งนี้ประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศจะต้องดำเนินโครงการ ที่เรียกว่า อาเซียน เซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน (ASEAN Self-certification) ร่วมกันทั้งหมด โดยมีกรอบที่จะต้องเริ่มดำเนินการได้ภายในปี ๒๕๕๘ ก็คือปี ๒๐๑๓ นะครับ ดังนั้นในขณะนี้ หลายประเทศก็มีการทดลองก็จะมีโครงการนำร่องนี้ขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ประเทศไทยเสนอ จะต้องเข้าไปร่วมในโครงการนำร่องที่สองด้วยก็เนื่องจากว่าเราจะได้มีโอกาสที่จะเข้าไปค้าขาย กับประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์ ในกรอบนี้ให้สะดวกมากขึ้นนะครับ
ในประเด็นเรื่องของการเสนอนะครับว่าในเรื่องของการที่จะต้องเข้ารัฐสภา ก็เพราะว่าในการเข้ารัฐสภาในครั้งแรกกรอบที่ ๑ โครงการนำร่องที่หนึ่งนั้นไม่ได้รวม เอาประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์ ดังนั้นการที่จะเข้าร่วมจึงจะต้อง นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบจึงจะไปดำเนินการได้นะครับ
ในเรื่องของการตรวจสอบโลคัล คอนเทนท์ ซึ่งเรื่องนี้กรมการค้าต่างประเทศ จะเป็นผู้ตรวจสอบ เราก็จะดำเนินการตรวจสอบหลังจากที่มีการดำเนินการนำสินค้านั้นเข้านะครับ กรณีที่มีการสงสัยกรมการค้าต่างประเทศสามารถเรียกคอนเทนท์ทั้งหมด เอกสารทั้งหมด มาตรวจสอบได้ กรณีที่ปรากฏว่ามีความคลาดเคลื่อนก็จะมีการปรับและดำเนินการให้ถูกต้อง ต่อไป
ส่วนกรณีถ้ามีการนำสินค้าที่จะผ่านจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง โดยผ่านประเทศไทยไปประเทศที่สาม ในเรื่องนี้เราจะดูเฉพาะในเรื่องฟอร์มที่มาจากต้นทาง เท่านั้นนะครับ ส่วนปลายทางก็จะดูในเรื่องของอินวอยซ์ กรณีที่มีการผ่านเราจะดูที่ราคา บนอินวอยซ์เป็นหลักไม่ได้ดูที่ฟอร์ม ดี นะครับ
ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการที่ให้เอกชนเป็นผู้ออกนี่นะครับ ต้องกราบเรียนว่า ในช่วงเริ่มต้นในอดีตนั้นทางกรมได้ให้สิทธิสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย ในการออกใบซีโอ (C/O) แต่ว่าหลังจากที่มีการหารือแล้วก็มีการเริ่มต้นโครงการเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน มีหน่วยงานที่ร่วมทั้งหมดทั้งหน่วยงานของภาครัฐแล้วก็เอกชนที่มีอยู่ ๓๘ หน่วยงานด้วยกัน ดังนั้นโครงการนี้จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลานะครับ การต่ออายุโครงการนำร่องที่หนึ่งก็จะช่วยให้ ประเทศไทยและประเทศภาคีสมาชิกมีระยะเวลาในการทดลองใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองหรือเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ก่อนที่จะเริ่มต้นเจรจาจัดทำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชันของอาเซียน ที่จะนำมาใช้จริงในปี ๒๕๕๘ อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่มีการขอขยายเวลาจากเดิมปี ๒๕๕๕ ไปปี ๒๕๕๘ นะครับ
ในประเด็นเรื่องของเธิร์ด ปาร์ตี้ อินวอยซิง (Third Party Invoicing) ก็คือ อินวอยซ์ที่ออกโดยประเทศที่สาม ประเทศนายหน้าจะอยู่ในประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนด้วยกัน หรือนอกภาคีก็ได้ แต่ทั้งนี้ในโครงการเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน โครงการนำร่องที่สองยังไม่ได้มี การยอมรับในหลักการที่จะให้ประเทศนายหน้าออกอินวอยซ์นะครับ เรื่องนี้ยังจะต้องมีการเจรจา เพิ่มเติมในอนาคต แต่ทั้งนี้ก็มีการหารือในเรื่องนี้ว่าอาจจะมีการเจรจาเพิ่มเติมได้ ก็เป็นกรอบ ที่จะเปิดกว้างในโอกาสต่อไป ในขณะนี้ยังไม่มีการยอมรับเธิร์ด ปาร์ตี้ อินวอยซิง นะครับ
ส่วนเรื่องของการไม่ระบุราคาเอฟโอบีในฟอร์ม ดีก็ไม่ได้มีผลต่อเรื่องของ การกำหนดอัตราภาษีอากรนะครับ สินค้าจะต้องเป็นไปตามกฎการผลิตสินค้าทั้งหมด ในอาเซียน การเปลี่ยนแปลงสภาพการผลิตแล้วก็กระบวนการ สินค้าที่ใช้กฎสัดส่วน มูลค่าการผลิตหรือรีจินัล แวลู คอนเทนท์ ยังจะต้องระบุราคาเอฟโอบีไว้เหมือนเดิมนะครับ
ในประเด็นเรื่องที่มีการสอบถามเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้าที่แตกต่างกัน ในแต่ละเอฟทีเอต่าง ๆ นั้นก็ด้วยเหตุเพราะว่าการเจรจามันไม่ได้เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น อาเซียนเอฟทีเอกับประเทศจีนก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี ดังนั้นอาเซียนก็เลย จะต้องมีการดำเนินการเรื่องอาร์เซพ (RCEP) เพื่อจะทำให้กฎของซีโอให้มันเป็นเรื่องเดียวกัน ภายใต้เอฟทีเอเดียว แล้วก็มีกฎเรื่องของแหล่งกำเนิดอย่างเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามกฎของอาเซียนและเอฟทีเอที่ทำกับประเทศอื่นส่วนใหญ่ก็จะยึดถิ่นกำเนิด ที่ร้อยละ ๔๐ โลคัล คอนเทนท์อยู่แล้วนะครับ
ในเรื่องของการสวมสิทธิตามระเบียบของอาทิก้านะครับ ก็จะต้องมีการเวอริฟาย โพรเซส (Verify process) ในเรื่องของการตรวจสอบการสวมสิทธิ กรณีหน่วยงานประเทศ ผู้นำเข้ามีข้อสงสัยเรื่องถิ่นกำเนิดนะครับ ก็ร้องขอให้หน่วยงานที่ออกใบรับรองในส่วนของ ประเทศไทยก็จะเป็นกรมการค้าต่างประเทศสามารถตรวจสอบในเรื่องนี้ได้ แล้วก็สามารถเรียกให้ ประเทศผู้ส่งออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีที่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใด ๆ ที่ไม่เป็นไป ตามกฎก็จะสามารถดำเนินการปรับเปลี่ยนได้นะครับ กรณีปรับเปลี่ยนพิกัดเช่นเดียวกันนะครับ ยกตัวอย่าง จากพิกัดหนึ่งไปอีกพิกัดหนึ่ง จริง ๆ แล้วประเทศไทยก็เป็นสมาชิกของดับเบิลยูซีโอ (WCO) หรือเวิลด์ คัสทอมส์ ออร์กาไนเซชัน (World Customs Organization) ซึ่งมีออฟฟิศ อยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ แล้วแต่ละประเทศก็จะต้องปฏิบัติตามพิกัดที่ได้มีการออกมาเป็นตาราง เปรียบเทียบให้แต่ละประเทศนำไปใช้ แล้วประเทศไทยก็เป็นประเทศที่นำตารางเดียวกันนั้น มาใช้ในเมืองไทยนะครับ ก็เป็นการตอบคำถามโดยเป็นประเด็น ๆ ไปนะครับ ก็คงมีประมาณนี้ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ครบถ้วนนะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านวัชระมีอะไรครับ ท่านวัชระเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ใคร่ขอความเมตตาจากท่านรัฐมนตรีเพื่อให้การเจรจา การค้าระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความบรรลุผล อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้โปรดจัดอุปกรณ์เครื่องมือ เช่น ไอแพด หรือแท็บเล็ตให้กับข้าราชการกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในการไปเจรจา การค้าระหว่างประเทศจะได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะ ๒ ปีงบประมาณที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้ตัดหมด ไม่ให้แม้แต่ปุ่มกดคีย์ (Key) ก็ไม่ให้ จึงกราบเรียนท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรี เพราะถ้าข้าราชการกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็จะเป็นประโยชน์ และสมกับประเทศ ที่กำลังก้าวสู่ประชาคมอาเซียน เพราะในขณะนี้เราถือเพียงแผ่นกระดาษไปเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ปรับปรุงการทำงาน เครื่องมือ และประสิทธิภาพ ของข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ในการไปเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีรับไปนะครับ จะไปจัดอุปกรณ์เครื่องมือทันสมัยไอแพด ไอโฟนให้ข้าราชการนะครับ ท่านเกียรติมีอะไรครับ ท่านเกียรติครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม เกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก็ขอฝากจริง ๆ ผมเป็นกังวลนิดเดียวจากคำตอบของท่านรัฐมนตรีนะครับ เหมือนกับท่านอธิบายในลักษณะที่ว่ามันไม่มีปัญหา แต่ในทางปฏิบัติผมพยายามชี้ให้ท่านเห็นว่า มันมีปัญหา ถึงแม้เราเป็นสมาชิกองค์การศุลกากรโลกเอง การปรับพิกัดศุลกากรก็สร้างปัญหา ให้ผู้ส่งออกอยู่ ณ วันนี้ครับ ผมก็เพียงถามท่านว่าท่านจะแก้อย่างไร ทีนี้ถ้าท่านตอบ ในโทน (Tone) อย่างนั้นมันเหมือนกับว่าประเทศไทยไม่มีปัญหานะ ผมฝากจริง ๆ นะครับ ด้วยความจริงใจครับท่านประธาน ไปยังรัฐมนตรีเลยครับ ช่วยไปแก้ปัญหาทีครับ
แล้วอีกประเด็นหนึ่งที่ผมถามไปก็คือว่าในการที่เราใช้ฟอร์ม ดี ตอนนี้สถิติ การใช้เราต่ำกว่าประเทศอื่นนะครับ ท่านเองก็ต้องมีนโยบาย มียุทธศาสตร์ในการที่จะไป เร่งสร้างความเข้าใจให้กับภาคเอกชนในการที่ใช้สิทธิประโยชน์ตรงนี้ เพราะไม่เช่นนั้น กรอบที่เราไปเจรจาแล้วตกลงกันมาคงไม่เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านเกียรติอย่างนี้ได้ไหมครับ ข้อเสนอท่านดีมาก ท่านช่วยทำเอกสารจะได้ส่งให้รัฐบาลจะได้เตือนความจำครับ แม้กระทั่ง ฟอร์ม ดีท่านใช้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ให้เป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่ามันจะได้เป็นหลักฐานไว้นะครับ
ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าจะเอาเร็วก็คือบันทึกของสภานี่ครับ ที่ผมพูดในสภานี่ครับ ผมสามารถส่งซีดี (CD) ไปให้ถ้าท่านรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับครับ ผมอภิปรายไม่ยาวครับ ฟังนิดเดียวเป็นประโยชน์นะครับ
โอเคนะครับท่านรัฐมนตรี ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ เนื่องจากว่าผมรวมกรอบที่ ๒ กับกรอบที่ ๓ มาอภิปรายในคราวเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมจะลงมติแยกนะครับ แยกรายกรอบนะครับ โดยผมจะลงมติกรอบที่ ๒ ก่อน แล้วต่อด้วยกรอบที่ ๓ แต่ก่อนลงมติจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ผมจะตรวจสอบ ครั้งเดียวแล้วลงมติ ๒ ครั้งเลยนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมแล้วก็ได้แสดงตนนะครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกที่อยู่นอก ห้องประชุมนะครับ ขณะนี้จะเป็นการขอมติจากที่ประชุมเพื่อที่จะให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการ ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวกระเบียบปฏิบัติ ในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ผมจะใช้กรอบนี้ในการขอมติก่อน เชิญท่านได้แสดงตนนะครับ เชิญท่านสมาชิกได้แสดงตนก่อนที่จะลงมติครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกทุกท่าน ได้แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เมื่อแสดงตนแล้วส่งผลการแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตน ทั้งสิ้น ๓๖๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมจะขอมติในกรอบที่ ๒ กรอบที่ ๒ นี้มีสาระสำคัญว่า บันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวกระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ผมจะถาม ท่านสมาชิกว่าถ้าท่านสมาชิกเห็นชอบกับกรอบที่ ๒ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิก ไม่เห็นชอบกับกรอบที่ ๒ ท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดที่จะงดออกเสียง ท่านกดปุ่ม งดออกเสียงนะครับ เชิญลงมติครับ เชิญสมาชิกทุกท่านลงมตินะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติ และประสงค์จะลงมตินะครับ หลังจากที่ผมปิดการลงมติแล้วจะไม่อนุญาตให้ใครลงมติอีกนะครับ ทุกท่านลงมติเรียบร้อยนะครับ ปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิกในห้องประชุมทั้งสิ้น ๔๕๑ ท่าน เห็นด้วย ๔๕๐ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ เสียง เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกับกรอบที่ ๒ นะครับ
ต่อไปจะเป็นการลงมติต่อเนื่อง เป็นกรอบที่ ๓ นะครับ จะขอความเห็นชอบ กับระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM D) ของอาเซียนนะครับ ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านจะงดออกเสียงท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติ และประสงค์จะลงมติไหมครับ ถ้าทุกท่านลงมติเรียบร้อยแล้วผมขอปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิก ๔๕๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๕๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ เสียง เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบ กับกรอบที่ ๓ นะครับ ขอขอบคุณทุกท่านครับ ขอขอบคุณรัฐมนตรีครับ
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในกรอบที่ ๔ ครับ กรอบการเจรจาของประเทศไทย สำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีได้แถลงหลักการและเหตุผลของการเสนอกรอบนี้ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในนามคณะรัฐมนตรีขอเสนอ เรื่องกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับ การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘
กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิด ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักการของอนุสัญญาเพื่อให้บรรลุถึง การรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้คงที่อยู่ในระดับที่ปลอดภัย จากการแทรกแซงจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นอันตรายต่อระบบภูมิอากาศ
ส่วนกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในการลดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในภาคผนวกที่ ๑ หรือประเทศพัฒนาแล้ว เกิดช่วงพันธกรณีที่ ๒ ภายใต้พิธีสารและผลบังคับใช้โดยเร็ว
ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์สูงสุดของอนุสัญญา กล่าวคือการรักษา ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้คงที่อยู่ในระดับที่ปลอดภัยจาก การแทรกแซงจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นอันตรายต่อระบบภูมิอากาศ ข้อตกลงดังกล่าว จึงเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่คณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอกรอบการเจรจาให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ท่านนริศ ขำนุรักษ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับ การประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ โดยผมมีเหตุผลที่จะสนับสนุนกรอบการเจรจาที่รัฐบาลขอต่อสภาเพื่อไปเป็นกรอบการเจรจา ในครั้งนี้ เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ทุกคนทั่วโลกให้ความสนใจ เป็นอย่างยิ่ง
เหตุผลที่ ๒ ประเทศไทยก็ได้ใช้ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ มาอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน และสำคัญที่สุดเหตุผลที่ผมสนับสนุนกรอบการเจรจานี้ เพราะว่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนโดยตรง แล้วก็ต่อเนื่องไปสู่ผลกระทบในทางสังคมในทางเศรษฐกิจของโลกนี้ด้วย จึงเป็นเหตุผล ที่ผมจะสนับสนุนกรอบการเจรจานี้ แต่ว่าอีกสักครั้งท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ย้ำ กับที่ประชุมอีกสักครั้งหนึ่งว่ากรอบการเจรจาใด ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด การได้ผ่านมาตรา ๑๙๐ การได้ผ่านการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผลที่จะมีปัญหาต่อพี่น้องประชาชน ผลที่มีปัญหา ต่อทรัพยากรธรรมชาติ ผลที่มีปัญหาต่อโลก มีน้อยกว่าอนุสัญญาที่ไม่ผ่านมาตรา ๑๙๐ ผมยังยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญเป็นมาตราที่ปกป้องพี่น้องประชาชน ปกป้องโลกทั้งโลก แต่ว่ากรอบการเจรจาแม้ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาที่สมบูรณ์แค่ไหน อย่างไร ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ ในกรอบการเจรจา แต่ว่าตัวอย่างต้นแบบของประเทศไทยจะเป็นน้ำหนักให้การเจรจา มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐมนตรี ไปยังคณะผู้เจรจา อีกครั้งหนึ่งว่าเงื่อนไขปัจจัยที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมีอยู่ ๓-๔ ประการนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยากแต่ว่าต้องการความชัดเจน ถ้าเรามีความชัดเจนแม้ว่าเรายังไม่บรรลุผล แต่ถ้าเรามีความชัดเจนมีเป้าหมายที่ชัดเจนผมคิดว่าจะเป็นน้ำหนักในการเจรจา แต่ว่า ถ้าประเทศเราไปมือเปล่าไม่มีอะไรไปเลย ไม่มีตัวแบบตัวอย่างที่ดีไปนี่การเจรจาก็ไร้น้ำหนัก ไม่มีน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากเงื่อนไข ๑. ป่าไม้ถูกทำลาย การลดจำนวน พื้นที่ป่าไม้ ๒. น้ำทั้งปริมาณและคุณภาพด้อย ๓. การใช้ประโยชน์ที่ดิน และ ๔. กิจกรรม บางประการของมนุษย์ เท่านี้ครับ ผมอยากให้รัฐบาลนี้ได้ทำเป็นต้นแบบให้ประเทศไทยได้มี ๓-๔ อย่างนี้ที่มีความเข้มแข็งแล้วเราก็จะสามารถไปเจรจาได้อย่างมีน้ำหนัก ๑. ปัญหาป่าไม้ ในสภาแห่งนี้พูดกันหลายครั้งครับ เราถอยร่นตั้งแต่วันที่เราสถาปนากรมป่าไม้ใหม่ ๆ มีป่าตั้ง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วขณะนี้ ๑๐๐ กว่าปีป่าเหลืออยู่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ครับ ตัวเลขนี้ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนะครับ แต่ผมว่าเราถอยร่นลงมาจาก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถอยมาเหลือ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เราถอยจนไม่สามารถถอยได้อีกแล้วครับ เราต้องเพิ่มป่ามาให้ได้ แล้วกราบเรียนอีกสักครั้งนะครับว่าความพยายามในการเพิ่มพื้นที่ป่าทำได้ ๒ ประการ ๑. ปกป้องพื้นที่ป่าที่มีอยู่แล้วอย่าให้มีการบุกรุกยึดครองพื้นที่แม้แต่ต้นเดียว แม้แต่ไร่เดียว อีกต่อไป เพราะว่าเราต้องสูญเสียไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วครับ ๒. ฟื้นฟูป่าให้กลับขึ้นมา แต่ว่าถ้าเราล้มเหลวทั้ง ๒ อย่าง ป้องกันป่าไม่ประสบความสำเร็จ และฟื้นฟูป่าไม่ได้เราก็ไม่มีเนื้อป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว แล้วเราก็ไม่สามารถทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้ครับ การฟื้นฟูป่า มีความพยายามจากหลายฝ่าย ภาคเอกชนก็มาช่วยนะครับ เคยมาปลูกป่าสมัยรัฐบาล ท่านชวน หลีกภัย ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ รัฐบาลนี้ก็มีดำริเหมือนกันว่าจะปลูกป่าโดยภาคเอกชน ซึ่งทำง่ายมากครับ เราใช้เงินปลูกป่าถ้าใช้งบประมาณรัฐใช้เงินมหาศาลนะครับ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ไร่ละ ๓,๐๐๐ บาท มากมายครับ แต่ว่าเอกชนเขาขอมาปลูกเพียงแต่หาที่ให้เขาแล้วก็แลกกับ สิทธิประโยชน์เรื่องภาษีนิดหน่อย วันนั้นเอกชนก็เข้าคิวกันมาปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ แต่ว่ากราบเรียนท่านประธานครับ ผมได้ไปตรวจสอบ คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้ไปตรวจสอบพบว่าป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติที่เอกชนช่วยกันปลูก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เหลือไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นสวนป่า เป็นสวนผลไม้ เป็นพื้นที่ยึดครอง ผมจึงขอให้ท่านประธาน ขอให้รัฐมนตรีได้ช่วยตรวจสอบป่าผืนนี้สักครั้งหนึ่งครับ ป่าถาวร เฉลิมพระเกียรติ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ก่อนที่จะมีป่าเฉลิมพระเกียรติที่ ๒ ไปนี่ผมกลัว จะไปปลูกซ้ำ คือไปปลูกใน ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่เก่าจะเป็นการฟอกคนผิด ฟอกป่าอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็งบ กบอ. ด้วยนะครับที่กำลังจะไปปลูกป่า ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมกลัวมากครับ กลัวว่าไปปลูกซ้ำลงในพื้นที่ที่มีการทุจริตเก่าจะเป็นการฟอกป่านะครับ พื้นที่ป่าต้องปกป้อง คุ้มครองอย่าให้มีการบุกรุกแม้แต่ไร่เดียวและแม้แต่ต้นเดียว กับ ๒. ฟื้นฟูป่า ต้องปลูกป่า ให้มีระบบการตรวจสอบและต้องปลูกในพื้นที่ที่ป่าเสื่อมโทรมเท่านั้น ในป่าอุทยานแห่งชาติ ไม่ควรปลูกอีกต่อไป
๒. เรื่องน้ำครับ ขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำทั้งคุณภาพและปริมาณ คุณภาพน้ำ ขณะนี้ในแม่น้ำเจ้าพระยาออกซิเจนเหลือน้อยครับ ปลา สัตว์น้ำนี่แทบอยู่ไม่ได้ ปากอ่าว อ่าวไทยยังอยู่ไม่ได้ สิ่งมีชีวิตแทบอยู่ไม่ได้ในน้ำของประเทศไทย อาจจะมีอยู่ได้บ้างในกลุ่มต้นน้ำ เท่านั้นนะครับ แต่ว่าปลายน้ำมีปัญหามากขณะนี้ ผมคิดว่าเงื่อนไข ๒ อย่างนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ แล้วก็เรื่อง การใช้ประโยชน์ที่ดินต้องมีโซนนิ่ง (Zoning) ไม่เพียงแต่ประเทศเราครับ ประเทศอื่นต้องโซนนิ่ง เช่นกัน พื้นที่ไหนเหมาะสำหรับปลูกยางต้องปลูกยางเท่านั้น รัฐต้องไม่สนับสนุนไม่อนุญาต ให้ไปปลูกอย่างอื่น ประเทศไทยเราปลูกกันบนพืชเศรษฐกิจที่มีผลกำไร เช่นปีไหนยางราคาดี ก็ปลูกยาง ปีไหนปลูกยางกันมาก ปีไหนปาล์มราคาดีก็ปลูกปาล์มกันมาก ผมคิดว่าเรื่องโซนนิ่ง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องไปประกาศเป็นส่วนหนึ่งในข้อเจรจา
สุดท้ายท่านประธานครับ ผมไปดูเรื่องการนำเข้ารองเท้ามือสองที่จังหวัดสระแก้วมา พบว่ารองเท้าถูกคัดทิ้งกองเป็นภูเขาเลากา เกิดมลพิษ เกิดปัญหามากมาย มีปัญหาต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมคิดว่าหน่วยงานใดที่อนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เข้ามา ทั้งเสื้อผ้ามือสอง รองเท้ามือสอง เพราะว่าที่คัดออกไปไปทิ้งตามที่สาธารณะหรือไปทิ้ง ในที่ที่เป็นเอกชน แต่ว่าเมื่อน้ำท่วมเข้ามาน้ำก็จะพัดสิ่งเหล่านี้ออกไปสู่ชุมชนออกไปสู่ตลาด เกิดมลพิษ ๔ ประการนี้ครับ รัฐบาลต้องมีข้อมูลอยู่ในมือและรัฐบาลต้องเป็นต้นแบบในการเจรจา ๔ เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นหลักแล้วรัฐบาลก็ไปเจรจาได้ ไม่ไปเจรจาแบบมือเปล่าโดยไม่มีตัวแบบ ไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลย ผมคิดว่าเตรียม ๔ อย่างนี้นะครับ เรื่องที่ ๑ เรื่องปัญหาป่าไม้ ๒. ปัญหาเรื่องน้ำ ๓. ปัญหาเรื่องการใช้ประโยชน์ และ ๔. ปัญหาเรื่องกิจกรรมบางประการ ของมนุษย์ ๔ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะให้รัฐบาลได้ทำก่อนการเจรจา ผมเห็นด้วยที่จะให้ รัฐบาลไปเจรจาตามกรอบที่ขออนุมัติตามมาตรา ๑๙๐ ในวันนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ท่านละ ๗ นาที เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ ที่เป็นสมัยที่ ๑๘ ก็เพราะว่าประเทศไทย ได้ไปให้สัตยาบันตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๘ ถึงบัดนี้ พ.ศ. ๒๕๕๖ ก็เป็นเวลา ๑๘ ปีพอดีครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรงต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ สำหรับกรอบการเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ นี้ ก็จะมีทั้งหมด ๑๓ หัวข้อด้วยกัน ความสำเร็จที่จะไปเจรจาผมคิดว่าคณะผู้ไปเจรจา ก็คงจะทราบแล้วก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของผู้ที่จะไปเจรจาและฐานข้อมูล ขีดความสามารถนั้น ผมไม่ห่วงเท่าไร เพราะมั่นใจว่าผู้ที่ทางรัฐบาลได้แต่งตั้งไปท่านก็คงจะคัดสรรผู้ที่รู้เรื่อง และติดตามเรื่องนี้ไปเจรจา แต่เรื่องฐานข้อมูลเป็นสิ่งซึ่งผมยังมีความกังวลอยู่และเดี๋ยว ผมจะเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีเป็นบางประเด็น
สำหรับหัวข้อที่จะไปเจรจาทั้ง ๑๓ หัวข้อนั้นทุกหัวข้อก็น่าจะเป็นประโยชน์ กับประเทศไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน มีข้อสังเกตอยู่เล็กน้อย ประเทศไทย เราไม่ได้อยู่ในบัญชีของภาคผนวกที่ ๑ เช่นเดียวกันประเทศจีนก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีของภาคผนวกที่ ๑ ถ้าเผื่อท่านประธานเปิดในบัญชีภาคผนวกที่ ๑ และภาคผนวกที่ ๒ ท่านประธานก็จะไม่เห็น ประเทศจีน เราก็ทราบกันอยู่ว่าสภาวะเรือนกระจกประเทศไทยเราเป็นประเทศเล็ก อุตสาหกรรมในประเทศเราก็มีไม่มาก ผลกระทบอะไรต่าง ๆ ในการที่เราจะไปปล่อย ก๊าซเรือนกระจกมากเท่าประเทศจีนนั้นก็คงจะเทียบกันไม่ได้ แต่เมื่อประเทศซึ่งเขาใหญ่ขนาดนั้น และมีอุตสาหกรรมอย่างนี้นะครับ แล้วเขาไม่อยู่ในบัญชีนี่ก็แสดงว่าเขาได้มีการเตรียมการ และมีฐานข้อมูลว่าเขาควรจะเข้าไปร่วม หรือเขาไม่รวม หรือคอยจังหวะอย่างไร ประเด็นนี้ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีกับคณะผู้ไปเจรจาว่าเราอาจจะต้องหาข้อมูลว่าเหตุใด ประเทศจีนจึงยังไม่เข้าไปทุ่มเทเต็มที่ในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชากรของเขาโดยตรง เราก็ทราบกันอยู่ในการแสดงสินค้าของเขาเมื่อคราวที่แล้วเขาก็อยากจะทำอุตสาหกรรม ให้เป็นประเทศสีเขียว แต่คิดว่าเราคงจะต้องใช้เวลานานที่จะทำให้เป็นเช่นนี้
สำหรับกรอบการเจรจาของประเทศไทยกับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เนื่องจากว่าเกิดขึ้นทีหลังเพราะว่าประเทศไทยได้ไปให้ สัตยาบันเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วก็มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ถึงบัดนี้ ก็เป็นเวลา ๘ ปีพอดี พิธีสารนี้กรอบการเจรจาจะน้อยกว่า คือไม่ถึง ๑๓ ข้อ มีอยู่เพียงแค่ ๕ ข้อด้วยกัน
ข้อ ๑ นั้นเป็นที่น่าสนใจครับ เพราะว่าต้องการที่จะให้พันธกรณีนี้มีผลผูกพัน ในทางกฎหมาย คือถ้าเผื่อไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมายท่านประธานก็คงจะทราบว่าเจรจาไปแล้ว ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าในกรอบและขอบเขตการเจรจาที่กำหนดไปในข้อ ๒.๒.๔ ไปเขียนไว้ว่า สนับสนุนให้โครงการใช้กลไกที่ยืดหยุ่นภายใต้พิธีสาร เมื่อท่านประธานดูข้อ ๒.๒.๑ ซึ่งข้อ ๒.๒.๑ ที่ผมกราบเรียนแล้วว่าเขาต้องการที่จะให้มีผลผูกพันทางกฎหมายนะครับ แต่พอข้อ ๒.๒.๔ ให้ใช้กลไกที่ยืดหยุ่น ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งซึ่งคิดว่าเมื่อไปทำรายละเอียด ในการเจรจานั้นก็คงจะต้องดูให้ละเอียดว่าเขียนไปอย่างนี้แล้วมันขัดแย้งกันหรือไม่ ในพิธีสารเกียวโตฉบับนี้มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่งก็คือว่าเขาได้กำหนดการแก้ไข ภาคผนวกบี (B) โดยเพิ่มเติมก๊าซไนโตรเจนฟลูออไรด์ ท่านประธานครับ ผมไปตรวจดูรายงาน สภาวะเรือนกระจกที่มีอยู่ในเอกสารประกอบการพิจารณา อยู่ในตารางที่ ๒ การปล่อยสุทธิ ของก๊าซเรือนกระจกจำแนกตามแหล่งกำเนิด ก็จะเห็นว่าก๊าซเรือนกระจกที่เราสำรวจ เมื่อปี ๒๕๕๓ เราก็จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วก็จะมีซีเอชโฟร์ (CH4) แล้วก็ เอ็นทูโอ (N2O) ทั้งหมดมันไม่มีไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์อยู่ ก็ขออนุญาตเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีนะครับว่าเมื่อเราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ตรงนี้ ในการไป เจรจานั้นไม่ทราบว่าจะมีผลกระทบหรือว่าเราจะมีความพร้อมในการที่จะไปตกลงอะไร กับเขาหรือไม่ แล้วที่ผมอยากจะทราบลึกก็คือว่าอันนี้มันตัวเดียวกับก๊าซที่มาจากแอร์ (Air) หรือเปล่า ไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ตรงนี้นะครับ อันนี้ผมต้องขออภัยท่านประธานว่า ค้นคว้าไม่ทันครับ ไม่ทราบว่ามันเป็นจุดเดียวกันหรือเปล่าที่จะมานะครับ อย่างไรก็ต้องขอ ความชัดเจนเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนซึ่งฟังเรื่องนี้อยู่นะครับ
คำถามต่อไปที่อยากจะเรียนถามก็จะมีข้อเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะไปเจรจา ทั้ง ๒ เรื่อง คือสืบเนื่องจากเรื่องนี้เราก็มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ตั้งมานานแล้วนะครับ ใหม่ ๆ เมื่อตั้งทุกคนก็มีความหวังว่าจะมีเงินทุนหรือว่าทุน จากต่างประเทศมาให้ แต่เท่าที่ผมฟังดูเหมือนกับว่าไม่ค่อยได้มี ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าขณะนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ เงินทุนที่เราได้ จากต่างประเทศมีเพียงพอที่จะเอามาสนับสนุนหรือว่าเราจะต้องไปรบกวนผู้ประกอบ อุตสาหกรรมของประเทศไทยนะครับ
คำถามต่อไป ขอเวลาอีกเล็กน้อยนะครับท่านประธาน ไม่ทราบว่ารายงานแห่งชาติ บัญชีรายการปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลังจากปี ๒๕๕๓ แล้วเราทำทุกปีหรือเปล่าครับ เพราะเราไปประชุมปีหน้าปี ๒๕๕๖ เราเอาข้อมูลปี ๒๕๕๓ ไปประชุมนี่ผมไม่มั่นใจว่า จะได้ประโยชน์นะครับ
อีกคำถาม ท่านประธานครับ คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศแห่งชาติซึ่งตั้งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ ๓ เมื่อปี ๒๕๕๔ ผมไม่แน่ใจว่ามีการประชุมหรือเปล่าครับ ขออนุญาตให้ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงว่า ได้มีการประชุมแล้ว แล้วก็เห็นชอบกรอบการเจรจาทั้ง ๒ กรอบนี้ ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านเจริญ ภักดีวานิช แล้วตามด้วยท่านนคร มาฉิม
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนกรอบเจรจาฉบับนี้ เพราะว่าถ้าท่านประธานติดตามข่าว ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ในรอบ ๑๐ ปีนี้การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศกระทบต่อ ประชากรโลกค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาตลอดจน พี่น้องประชาชนเห็นภาพตอนพายุนาร์กิสเมื่อปี ๒๕๕๒ คนตาย ๑๔๐,๐๐๐ กว่าคนในอ่าวเบงกอล ประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดีย ของประเทศไทยเราเมื่อตอนที่น้ำท่วม คนก็เดือดร้อนจำนวนมาก ๑๓ ล้านคน ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน เสียเงินเสียทองมหาศาลเลยครับ ๖๕ จังหวัดที่เดือดร้อนตอนปี ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ เสียชีวิต ๖๕๗ คน เมื่อต้นธันวาคม ประเทศฟิลิปปินส์ไต้ฝุ่นโบพาเสียชีวิต ๓๐๐ คน ประเทศเวียดนาม ปี ๒๕๕๕ พายุกระหน่ำเขา ความเสียหายเพิ่มขึ้น ๒๔ เปอร์เซ็นต์เลยครับ อพยพคนเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน ๑๗๖,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นว่าการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นเรื่องที่ทุกคนทั้งโลกจะต้องช่วยกัน ทีนี้เมื่อเราจะไปเจรจา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปทางรัฐมนตรีเฉพาะกรอบที่ ๒.๒.๕ กรอบที่ ๒.๒.๖ และกรอบที่ ๒.๒.๑๓ แล้วเป็นข้อเสนอที่ท่านรัฐมนตรีจะได้นำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา ท่านประธานครับ องค์การสหประชาชาติบอกว่าปี ๒๕๙๓ นี้เราต้องผลิตอาหารเพิ่ม ๗๕ เปอร์เซ็นต์เลี้ยงคน ๙,๐๐๐ ล้านคน ทีนี้ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงผลผลิตลดลงทุกประเทศ ที่ประเทศรัสเซียเมื่อ ๒ ปี ที่ผ่านมาท่านประธานจำได้นะครับ ผลผลิตเกษตรลดไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์จากภาวะคลื่นความร้อน หลายประเทศถ้าท่านประธานติดตาม ผมจะขอสรุปเพื่อประหยัดเวลา กรอบที่ ๒.๒.๕ กรอบที่ ๒.๒.๖ กรอบที่ ๒.๒.๑๓ คืออะไรครับ เน้นย้ำพันธกรณีประเทศพัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดำเนินงานเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนา ผมสั้น ๆ เพื่อประหยัดเวลา และอันสุดท้ายก็คือเรื่องกรอบที่ ๒.๒.๒ กรอบที่ ๒.๒.๓ ประเทศไทยยังคงต้องการรับ การสนับสนุนการเงิน การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทั้งในบททวิภาค อนุภาค และภูมิภาค กรอบอื่น ๆ ๓ เรื่องนี้ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ถ้าเผื่อเราไปเจรจา ซึ่งท่านรัฐมนตรีจะได้นำข้อเสนอของผม ๓ ข้อต่อไปนี้ประกอบก็จะเกิดประโยชน์
อันแรกก่อน เนื่องจากเราประเทศเล็ก ประเทศใหญ่ ๆ พิธีสารเกียวโตบอกว่า ต้องลด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ภายในปี ๒๐๒๐ แต่ขณะนี้ทุกประเทศลดไม่ได้นอกจากอียู (EU) ที่มีความตั้งใจอยากจะลด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสหรัฐอเมริกาเองปล่อยมาก ประเทศจีนปล่อยมาก เป็นอันดับ ๑ เป็นอันดับ ๒ เขาก็ไม่ลงพิธีสาร เพราะฉะนั้นกลุ่มอาเซียนที่ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปทางรัฐมนตรี อาเซียนต้องแสดงท่าทีอย่างเข้มข้นแล้วก็มีความพร้อมเพรียง ในการต่อรอง ถ้าลำพังประเทศไทยคงลำบาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอาเซียนเองจะต้อง ผนึกกำลังในการต่อสู้ให้ประเทศที่ภาคผนวก ๑ ที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้กราบเรียน ท่านประธาน ลดให้ได้จริง ๆ เพื่อรักษาพี่น้องประชากรร่วมโลกของเรานะครับ
ประการที่ ๒ ในกรอบ ๒.๒.๖ ประเทศกำลังพัฒนาก็คือเกี่ยงต่อรองเพราะว่า ไม่อยู่ในบัญชีภาคผนวก เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามเร่งในการเพิ่มปริมาณการลดก๊าซลงมา ถึงไม่กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าต้องพยายามเร่ง เราต้องยอมรับสภาพ ไม่ใช่รอให้เฉพาะ ประเทศพัฒนา
ประการที่ ๒ กระผมขอกราบเรียนเรื่องการสนับสนุนการเงิน การถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีตามข้อ ๒.๒.๑๓ รัฐมนตรีต้องมีแผน อียูจะให้เงินปีละ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านยูเอส (U.S.) สำหรับช่วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะการปลูกป่า ผมคิดว่า ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีต้องมีแผนในการที่จะรับการสนับสนุนทั้งเรื่องของการปลูกป่าก็ดี หรือเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งของเรายังไม่ค่อยชัดเจนอยู่
ประเด็นสุดท้าย ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานในเวลาที่จำกัดก็คือ จากผลกระทบเรื่องก๊าซเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อน ขณะนี้มีพี่น้องประชาชนเดือดร้อน จากคดีความถูกฟ้องร้องโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ๕๐๐ กว่าราย ๑๓๑ คดี มีกรณีที่จะกราบเรียนท่านประธานเป็นตัวอย่างก็คนที่จังหวัดบ้านผม นายกำจาย ใจทอง อยู่อำเภอศรีบรรพต ปลูกยางพาราไว้นานแล้วก็ไปโค่นยางพาราในเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ต้องเสียค่าศาลพิพากษา ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท มีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมาก เพราะฉะนั้น เกณฑ์ในการที่กระทรวงท่านรัฐมนตรีต้องกลับไปทบทวนการประเมิน นักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายแห่งก็ทักท้วงว่าเกณฑ์ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งไว้ค่อนข้างสูง โดยไปเทียบมาตรฐานของอียู กระผมยกตัวอย่างให้ท่านประธาน เพื่อเป็นข้อสังเกตว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คืออะไรสัก ๒-๓ เรื่อง ที่ท่านรัฐมนตรีคงทราบข้อมูล อยู่แล้วนะครับ ถ้าไม่ทบทวน พ.ร.บ. นี้ใช้เมื่อปี ๒๕๓๕ มาตรา ๙๗ ท่านประธานครับ ผู้ใดที่กระทำหรือละเว้นการกระทำประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้ สูญหาย หรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ในมาตรา ๙๗ ของ พ.ร.บ. เมื่อปี ๒๕๓๕ เขาคิดค่าเสียหายอย่างไร ท่านประธานครับ ค่าสูญหายของธาตุอาหารปีละ ๔,๐๖๔ บาทต่อไร่ต่อปี ทำให้อากาศ ร้อนมากขึ้น ๔๕,๔๕๓.๔๕ บาทต่อไร่ต่อปี ทำให้ฝนตกน้อยลง ๕,๔๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี เกณฑ์เหล่านี้อยากให้ท่านรัฐมนตรีกลับไปทบทวน พี่น้องประชาชนคนจน ๆ ก็จะกระทบเยอะ คดีความของโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขออนุญาตท่านประธานครึ่งนาที ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคดีความมีน้อยมาก แต่ขณะนี้พี่น้องประชาชนคนจน ๆ ชาวบ้าน บางคนอาจจะผิดจริง ไปบุกรุกจริง แต่บางคนที่เราประกาศพื้นที่อุทยานเพิ่มเติมขึ้นมา หลังจากที่เขาอยู่มานานอย่างน้อย ๕๐๐ คนที่ผมมีข้อมูลอยู่ถ้าเผื่อรัฐมนตรีไม่ทบทวนขอแก้ อันนี้เป็นกฎกระทรวงและเป็นเรื่องที่กระทรวงกำหนดขึ้นมาเองคิดค่านี่อยากให้ทบทวน นักวิชาการหลายคนเรียกร้องให้มีการทบทวนความไม่เป็นธรรมในการคิดค่านี่ ก็ขอฝากรัฐมนตรี เพื่อคดีความที่เกี่ยวกับโลกร้อน พี่น้องประชาชนคนจน ๆ จะได้มีโอกาสในการที่ถึงแม้ว่า เขาจะเสียค่าปรับก็ดี หรือค่าเสียหายก็ดีไม่เดือดร้อนมากจนเกินไปนะครับ แล้วก็เร่งรัดคดี ของผู้ที่ประกอบอุตสาหกรรมอาหารที่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
เชิญท่านนคร มาฉิม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านประธาน และท่านรัฐมนตรีที่ได้นำกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ ๑๘ เข้าขอรับความเห็นชอบ จากรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝาก ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ขออนุญาตฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีในนาม ของรัฐบาลว่าอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทย ได้ลงสัตยาบันแล้วก็เป็นภาคีสมาชิกแล้ว เรียนถามตามข้อ ๒.๒.๘ หน้า ๓ ท่านบอกว่าสนับสนุน ข้อเสนอหรือข้อตกลงเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและการทำให้ ป่าเสื่อมโทรมในประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอความชัดเจนจากรัฐบาลว่ารัฐบาลมีความชัดเจนในการกำหนดพื้นที่และมี ความชัดเจนในนโยบายเรื่องป่าไม้และที่ดินอย่างไรบ้าง สภาพการณ์ในปัจจุบันประเทศ ของเราครับ ในส่วนที่มี น.ส. ๓ มี ส.ป.ก. มีโฉนด หรือกรรมสิทธิ์อื่น ๆ ที่เป็นเอกสารสิทธิ ของประชาชนนั้นผมไม่ติดใจ แต่ติดใจว่าที่ที่ยังเป็นที่ดินมือเปล่าที่ยังมีที่ทับซ้อนกับที่ป่า ที่ราษฎรได้ครอบครองได้ทำกินจนสภาพการณ์ในปัจจุบันหมดสภาพป่าไปแล้ว หลังสุดก็คือ รัฐบาลได้เคยมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ให้ผ่อนปรนทำกินอยู่ สภาพก็ยังคง เป็นเขตป่าสงวนอยู่ ยังคงเป็นที่ของรัฐอยู่ แต่ราษฎรได้ทำกินจนสภาพพื้นที่เป็นไร่ เป็นนา เป็นสวน เป็นที่อยู่อาศัย เป็นวัด เป็นโรงเรียน ไปจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว รัฐบาลมีมาตรการ ที่จะเพิกถอนเขตป่าที่ทับซ้อนที่อยู่ที่อาศัย ที่ทำกินให้กับราษฎรและมอบเป็นกรรมสิทธิ์ หรือไม่ แล้วหลังจากนั้นครับ รัฐบาลมีนโยบายในการที่จะส่งเสริมโดยนโยบายภาครัฐ โดยให้มีนโยบายในการปลูกป่าใช้หนี้ มีนโยบายในการที่จะปลูกป่าแล้วราษฎรหรือประชาชน สามารถที่จะใช้ประโยชน์ในป่าที่ตนเองได้ครอบครอง ได้ปลูก ได้สร้างขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าเกิดว่า ให้ราษฎรปลูก แต่ปรากฏว่าห้ามตัด ไม่มีใครอยากจะปลูกครับ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปลูกได้แต่ห้ามตัด ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ไม่ว่าจะเป็นไม้สักหรืออะไรต่าง ๆ ก็บอกว่าส่งเสริม ให้ปลูก ปลูก แต่สุดท้ายแล้วก็เท่ากับว่ารัฐเหมือนกับว่าหลอกให้ประชาชนปลูกแล้วก็ยึดคืน อย่างนั้นหรือ ซึ่งถ้าเกิดว่าแบบนั้นก็ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาคประชาชน ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ ขอความชัดเจนว่ารัฐบาล เอาเรื่องนี้อย่างไรในด้านนโยบาย ซึ่งถ้าเกิดว่ารัฐบาลมีความชัดเจนในด้านนโยบาย ผมเชื่อนะครับว่าภาคเอกชน ภาคประชาชนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้กับประเทศ แล้วก็จำนวนพื้นที่ป่าของประเทศจะมากยิ่งขึ้น แต่ขอให้รัฐบาลกำหนด นโยบายให้ชัดเจนว่าให้ภาคเอกชน ให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร เป็นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ในข้อที่ ๒.๒.๑๐ ประเทศไทยสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน ท่านประธานที่เคารพครับ จนถึงปัจจุบัน ระบบโซนนิ่งก็ยังไม่มี การใช้พื้นที่อย่างเหมาะสมตามสภาพที่ดินและสภาพพื้นที่ก็ยังไม่เกิด ที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ปุ๋ยเคมี ให้มีการใช้สารพิษ สารเคมี ยากำจัดวัชพืชหรือศัตรูพืชต่าง ๆ อย่างมากมายเกินขนาด เกินความจำเป็น จนไปสู่ การทำลายสภาพแวดล้อมอย่างที่ควรจะเป็น ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้น ในเรื่องมาตรการในการลดการใช้ปุ๋ยเคมี มาตรการในการลดใช้การสารเคมีต่าง ๆ รัฐบาล เอาจริงเอาจังแค่ไหน หรือว่ารัฐบาลถูกกำกับหรือว่าอยู่ใต้อาณัติหรืออิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เป็นผู้ค้าสารเคมี ปุ๋ยเคมีที่ครอบงำอยู่ ขอความชัดเจนแล้วก็ขอคำตอบจากท่านรัฐมนตรี ด้วยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายก็คือเรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่ โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุดแล้วก็เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและอาชีพความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันที่จริงผมชื่นชม ในวิสัยทัศน์ ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ของท่านรัฐมนตรี ท่านอยู่กับป่า ท่านอยู่กับพื้นที่ และเข้าใจสภาพปัญหาพื้นที่ดี แต่สิ่งที่ผมยังมองไม่เห็นทิศทางก็คืออย่างเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตอุทยานแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ห้ามแตะต้องใด ๆ ทั้งสิ้นเลย ทั้ง ๆ ที่ราษฎรต้องการที่จะทำฝาย ไม่ว่าจะเป็นฝายขนาดเล็กหรือว่าฝายแม้ว ฝายขนาดกลางหรืออ่างเก็บน้ำขนาดกลาง แล้วก็ฝายขนาดใหญ่ที่สามารถจะกักเก็บน้ำเอาไว้ เพื่อการเกษตร เพื่อการอุปโภคบริโภคของเกษตรกร แต่ท่านทราบไหมครับท่านประธาน แตะต้องอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น สุดท้ายแล้วกฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเสียเอง ในเมื่อไม่มีน้ำพื้นที่เป็นอย่างไรครับ พื้นที่ก็ถูกไฟไหม้บ้าง ทั้งโดยตั้งใจ ทั้งโดยจงใจ ไม่ว่าจะมี ผลประโยชน์แอบแฝงอื่น ๆ แต่สุดท้ายท่านประธานครับ การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวนั้นเป็นอุปสรรคเหลือเกิน รัฐบาลมีนโยบายอย่างไรที่จะแก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนากฎหมายเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ และสามารถที่จะให้ทั้งประชาชน หน่วยงานของรัฐเอง เข้าไปใช้และพัฒนาประโยชน์ในพื้นที่เพื่อประโยชน์ของคนในชาติ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลเพื่อขอความชัดเจน เพื่อที่จะนำไปสู่ กรอบการพิจารณาในระดับนานาชาติ ในระดับสหประชาชาติตามที่ท่านได้ขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาต่อไปด้วย ขอบพระคุณครับ
ท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะมีความเห็นต่ออนุสัญญาที่รัฐบาลไทย จะต้องไปร่วมในการประชุมภาคี ครั้งที่ ๑๘ ในครั้งนี้ ซึ่งอยากจะมีความคิดเห็นว่าการประชุม ในครั้งนี้ประเทศไทยควรจะได้มีการกำหนดแนวทางในการที่จะไปเจรจาเพื่อที่จะทำให้เกิด ประโยชน์ทั้งต่อประเทศไทยเองและต่อภาพรวมของการที่ประเทศต่าง ๆ ในสัญญานี้ จะต้องมีทางปฏิบัติไปพร้อม ๆ กันด้วย
ประการแรก อยากจะให้ประเทศไทยมีการเจรจาเพื่อที่จะผลักดัน หรือการที่จะทำให้มีความชัดเจนว่าประเทศที่พัฒนาแล้วได้มีการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล (Fossil) แล้วก็มีการขุดเจาะเชื้อเพลิงเหล่านี้จากใต้พื้นดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งมีการขุดเจาะ ในประเทศขณะนี้ก็คือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย พื้นที่ของ ประเทศเหล่านี้ถูกสำรวจและมีการขุดเจาะเชื้อเพลิงจากฟอสซิลขึ้นมาใช้อยู่มากมาย การขุดเจาะเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเหล่านี้เป็นการที่จะทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณความร้อน ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แล้วก็เป็นการปล่อยความร้อนขึ้นไปที่จะไปทำลายชั้นโอโซน (Ozone) ด้วย อะไรด้วย ซึ่งกรณีเช่นนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะเข้ามาสำรวจขุดเจาะการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิง ควรจะต้องมีการเพิ่มความระมัดระวัง และมีการปฏิบัติการที่มีความเหมาะสมทางเทคโนโลยี ในการที่จะป้องกันการปลดปล่อยความร้อนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เพราะฉะนั้นการที่ประเทศเหล่านี้ เข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศกำลังพัฒนา แล้วก็ประเทศที่กำลังพัฒนา กับประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ก็ขอให้ประเทศพัฒนาแล้วได้ระมัดระวัง แล้วประเทศไทยเองควรจะได้มีการเจรจาต่อรอง ต่อประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ซึ่งจะเข้ามาขุดเจาะเชื้อเพลิงในประเทศไทยด้วย
ประการที่ ๒ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาดำเนินการ อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งประเทศไทยก็รวมอยู่ในประเทศ กำลังพัฒนา ก็อยากจะให้มีความระมัดระวังในการที่จะมาดำเนินการ อุตสาหกรรมใด ๆ ที่จะมีการปลดปล่อยความร้อนออกสู่ชั้นบรรยากาศก็เป็นการทำลายชั้นบรรยากาศด้วย ซึ่งในที่สุดก็จะทำให้เป็นการเพิ่มปัญหาเรือนกระจกขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนะครับ ส่วนประเทศ กำลังพัฒนาทั้งหลายก็อยากให้ประเทศไทยได้มีการเจรจาในเชิงรุกที่จะทำให้เขาต้องลด ในเรื่องของการแผ้วถางป่า ซึ่งมีประเทศเพื่อนบ้านอยู่ใกล้บ้านเรามีการแผ้วถางป่าอยู่มาก เป็นประจำ แล้วบางครั้งก็เห็นได้ชัดว่าเกิดการเผาป่าแล้วก็มีแก๊สที่มีหมอกควันที่เข้ามาปกคลุม ซึ่งการถางป่า เช่นนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ เป็นการเพิ่มความร้อนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แล้วในที่สุดก็จะเกิด ปัญหาก๊าซเรือนกระจกและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศด้วย เพราะฉะนั้น ประเทศไทยก็ควรจะมีการเจรจาเพื่อมีการผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศ ด้อยพัฒนาที่มีการแผ้วถางป่ามากมาย แล้วสร้างปัญหาชั้นบรรยากาศทำให้เกิดปัญหา ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นการเจรจาของประเทศไทยคงไม่ใช่เจรจา เพียงเพื่อจะปกป้องประเทศไทยในลักษณะของการที่เราจะต้องมีข้อต่อรองเพื่อการดำเนินการ ของประเทศไทยเป็นอย่างเดียว แต่ควรมีการเจรจาเพื่อให้ประเทศที่มีการดำเนินการอื่นใด ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยเช่นการแผ้วถางป่าของประเทศเพื่อนบ้านเราด้วยนะครับ
ประการที่ ๓ การที่จะทำการเกษตรก็มีการทดลองและมีผลทางการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าหากเป็นการเกษตรที่เป็นการปลูกพืชเกษตรที่เป็นพืชยืนต้น แล้วจะเป็นเรื่องของการช่วยในการลดปัญหาโลกร้อนนะครับ มากกว่าการปลูกพืชเกษตร ที่เป็นพืชล้มลุก เพราะพืชยืนต้นนั้นเป็นพืชที่ช่วยในการเสริมสร้างสภาพของภูมิอากาศ ในเรื่องของการปรับระบบทางนิเวศ ช่วยรักษาระบบนิเวศด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไร หากมีการส่งเสริมการปลูกพืชแล้วนี่ควรปลูกพืชเกษตรที่เป็นพืชยืนต้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ก็น่าจะเป็นเรื่องของการที่ประเทศไทยควรจะได้มีการเจรจาต่อรองกับประเทศอื่น ๆ ที่สนใจ ที่จะมีการลงทุนทางด้านการเกษตร ให้นักการเกษตรของประเทศไทยซึ่งมีความสามารถ ในการปลูกพืชเกษตรที่เป็นพืชยืนต้นอยู่มากมาย ไม่ว่าการเข้าไปทำการปลูกพืชยืนต้น ในลักษณะใด ๆ เป็นพืชสวนป่าซึ่งเป็นพืชยืนต้นอย่างหนึ่ง พืชเกษตร อย่างเช่น ปาล์ม แล้วก็ยางพารา หรือพืชยืนต้นอื่น ๆ นักการเกษตรของไทยมีความรู้ความสามารถ แล้วก็มีการลงทุนที่ดี ทำอย่างไรถึงจะทำให้นักลงทุนในภาคเกษตรของเราได้มีโอกาส เข้าไปลงทุนในประเทศอื่น ๆ ด้วย ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่อาจจะมีพื้นที่อีกมากมาย หรือประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายซึ่งอาจจะต้องการนักลงทุนทางด้านภาคการเกษตร จากประเทศไทยให้ไปส่งเสริมการปลูกพืชเกษตรที่เป็นพืชยืนต้นในต่างประเทศด้วย ส่วนในประเทศไทยเองนะครับ ก็น่าที่จะกำหนดโซนนิ่งให้มีการปลูกพืชยืนต้นให้มากมายขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้อาจจะเป็นเรื่องของการต่อรองสำหรับการที่เราจะใช้ประโยชน์จากการปลูก พืชยืนต้นเป็นเรื่องของการต่อรองทางคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ได้ ซึ่งจะทำให้เรา สามารถใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตเพื่อที่จะไปต่อรองในการลดก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ได้ด้วยนะครับ
สุดท้ายก็คือ อยากจะให้มีการเจรจาผลักดันให้ประเทศอื่นที่มีปัญหาในการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือเป็นประเทศกำลังพัฒนา ได้ตระหนักถึงการที่เขาปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ออกมาแล้วมันมีผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ และชั้นบรรยากาศนั้นทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างที่รู้กันอยู่ ภาวะโลกร้อนนั้นไปทำให้เกิด การเพิ่มปริมาณของน้ำในทะเลนะครับ และการเพิ่มปริมาณน้ำทะเลขึ้นมานี่มีปัญหาในการกัดเซาะ ชายฝั่งของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยในขณะนี้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของเราสูงมากนะครับ ผมมาจากทางภาคใต้ก็จะเห็นชัดเลยว่าชายฝั่งทั้งฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทยมีการกัดเซาะ ที่สูงมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นมา เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องเจรจาผลักดันให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ ต้องลดลงมาอย่างที่จะทำให้การลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกมีผลอย่างชัดเจน เพราะเราจะได้ ลดปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยด้วยครับ
เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมมี ๓ ประเด็นสั้น ๆ นะครับ
อันแรกเลยนะครับ อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีแล้วก็ คณะรัฐบาลว่าในทุกโอกาสที่จะมีคณะผู้แทนไทยไปประชุมเกี่ยวกับโลกร้อนหรือสิ่งแวดล้อมนั้น อยากจะให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปแจ้งต่อชาวต่างประเทศ เพราะเป็นปรัชญา ที่สอนคนไทยแล้วก็แนะนำชาวต่างประเทศให้สามารถสู้กับความท้าทายของโลกาภิวัตน์ แล้วก็การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแล้วก็สิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะพูด เกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริซึ่งมีเกือบ ๔,๐๐๐ โครงการ และโครงการเหล่านั้นส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องของการหาความสมดุลระหว่างคน สัตว์ ชุมชนกับสิ่งแวดล้อม เป็นตัวอย่าง แล้วก็เป็นคล้าย ๆ กับสินค้าส่งออกก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นทุกครั้งทุกโอกาสคณะผู้แทนไทย ควรจะกล่าวถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็ความพร้อมของประเทศไทยในการที่จะ ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มาจากโครงการในพระราชดำริ เพื่อจะส่งเสริมให้มีการร่วมมือ ระหว่างประเทศในเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
ประเด็นที่ ๒ คือเมื่อสภาวันนี้จะผ่านกรอบการเจรจาไปแล้ว แล้วก็ โดยที่ได้มีการเจรจาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหลาย ๆ ครั้งด้วยกัน ผมคิดว่าเมื่อมีกรอบการเจรจาแล้ว ก็อยากจะขอฝากผ่านท่านประธานไปยังคณะผู้แทนไทยทางท่านรัฐมนตรีด้วยว่าควรจะมีร่างเอกสาร ว่าด้วยท่าทีการเจรจาในรายละเอียด แล้วควรจะนำร่างเอกสารอันนั้นมาเล่าสู่กันฟังที่สภา หรือที่คณะกรรมาธิการต่าง ๆ เพื่อจะได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เพราะว่าในประเด็นหลัก ๆ ๑๕-๒๐ ประเด็นนั้น ผมคิดว่าสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนก็อยากจะรู้ว่าประเทศไทย มีท่าทีอย่างไร และประเด็นนี้ก็จะโยงกับประเด็นที่ ๓ ของผม คือการเจรจาว่าด้วยโลกร้อน ที่ผ่านมาก็มีประเทศจีนในนามของประเทศกำลังพัฒนาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ แล้วก็ต้องต่อสู้ กับทางฝ่ายตะวันตก มันมีการเรียกร้องที่ไม่ยุติธรรม ไม่ทัดเทียมกัน ก็อยากจะขอเรียนถาม ท่านรัฐมนตรี ณ วันนี้ด้วยนะครับว่าเราคิดอ่านอย่างไรกับท่าทีของประเทศจีน เราจะร่วมหัวจมท้าย กับประเทศจีนอย่างเต็มที่หรือเราอยากจะมีท่าทีของประเทศกำลังพัฒนากลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่ในกลุ่มบริคส์ (BRICS) ออกมาต่างหาก แล้วถ้าเผื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะอยู่ระหว่าง ประเทศจีนกับฝ่ายสหภาพยุโรปอย่างไร ในนามของประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศนะครับ เพื่อที่จะช่วยจรรโลงให้การเจรจาว่าด้วยโลกร้อนนั้นมีความคืบหน้า เพราะมันก็ชะงักงันมา พักใหญ่แล้ว และท่าทีทั้ง ๒ ฝ่ายก็ดูจะไม่โอนอ่อนต่อกัน แต่ผมกลับคิดว่าอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ น่าจะมีท่าทีที่จะเชื่อมโยงได้ แล้วเราก็อยู่ในฐานะที่ควรจะทำได้ เพราะว่าป่าสำคัญ ๆ ของโลก ก็อยู่ที่เกาะสุมาตราแล้วก็เกาะกาลีมันตัน อาณาเขตทะเลก็มากมาย ซึ่งทั้งหมดนี่ความเป็นไป ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผลกระทบต่อโลกองค์กว้าง เราน่าจะมีท่าทีที่สร้างสรรค์แล้วก็ พยายามที่จะเชื่อมท่าทีสุดโต่งของฝ่ายสหภาพยุโรปหรือฝ่ายตะวันตกกับทางฝ่ายประเทศจีน แล้วก็กลุ่มประเทศบริคส์ด้วยครับ ก็ ๓-๔ ประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรี แล้วถ้าเผื่อจะบอกกล่าวให้เราพอได้ทราบเค้าโครงสักนิดหนึ่งว่าเห็นด้วยกับ ข้อเสนอของพวกกระผมหรือไม่ อย่างไร แล้วก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งในการที่จะทำงานร่วมกัน ระหว่างฝ่ายรัฐสภากับทางฝ่ายบริหาร ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ก็เหลืออยู่สักประมาณ ๕ ท่านนะครับ มีท่านหมอเจตน์ ท่านวินัย สมพงษ์ ท่านจิตต์ ท่านวิทยา ท่านเกียรติ เชิญคุณหมอเจตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเรื่องที่เรากำลังจะรับรองคือกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับ การประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ว่าผมก็ไม่เข้าใจ คือผมอาจจะเข้าใจผิด เพราะว่ามันมีการประชุม ทั้งคอป ๑๘ (COP18) คอป ๑๘ นี่ก็คือการประชุมคอนเฟอเรนซ์ ออฟ เดอะ ปาร์ตีส์ (Conference of the parties) คอป ๑๘ นี่อย่าไปสับสนกับคอป ๑๖ (CoP16) ของไซเตส (CITES) คือตัวโอ (O) มันตัวเล็กกับตัวใหญ่มันต่างกันนะครับ แต่คอป ๑๘ นี่เท่าที่ทราบมันประชุมร่วมกับรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ คือประชุมวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๕ ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ก็หมายถึงว่ามันประชุม เสร็จไปแล้ว เรากำลังจะประชุมพิจารณาอนุมัติกรอบการเจรจาในขณะที่เขาประชุมระดับโลก ที่เกี่ยวข้องนี่ประชุมไปแล้ว แล้วก็ไม่ทราบว่าผู้ที่เข้าไปประชุมนี่หมายถึงท่านรัฐมนตรีได้ไปเซ็น รับรองกรอบหรือว่าเซ็นรับรองการเข้าร่วมตรงนี้หรือไม่ เพราะว่าเนื่องจากเราเป็น ประเทศภาคีสมาชิกหนึ่งซึ่งเราก็รับรองในเรื่องของยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เศษ ๆ ท่านประธานครับ ผมก็เลยอยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานตกลงว่า ท่านได้เข้าไปร่วมประชุมที่กรุงโดฮานี้หรือเปล่า แล้วเมื่อท่านเข้าไปร่วมประชุมแล้ว ท่านได้ไปเซ็นเอ็มโอยู (MOU) ร่วมระหว่างประเทศไทยกับภาคีสหประชาชาติตรงนี้หรือไม่ อย่างไร หรือว่าท่านรอจะมาเซ็นทีหลังอย่างไร ตรงนี้เป็นเพียงแต่กรอบการเจรจา ไม่ใช่ข้อตกลง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ท่านจะต้องนำเรื่องกลับเข้ามาเข้าสภาอีกครั้งหนึ่งเพื่อขออนุมัติ จากรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้เกิดความชัดเจน ตกลงว่าท่านได้ไปเซ็นตรงนี้ หรือไม่ เพราะว่าประเทศไทยถึงเราจะมีสัตยาบันมาตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงเราจะรับรองในเรื่องที่สำคัญอย่างนี้อย่างไรก็ตามเราต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเกิดความชัดเจนแต่ว่าในส่วนตัวในเรื่องของการให้สัตยาบันในเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะมันกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วการที่เรา ให้สัตยาบันไว้ผมก็ถือว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นแล้วก็สำคัญมาก โดยเฉพาะในอนาคตข้างหน้า ท่านประธานครับ เราย้อนกลับไปดูความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศของโลกแห่งนี้มันจะราบเรียบ มันจะไม่มีการเพิ่ม อย่างชนิดที่มีความสำคัญ แต่หลังจากประมาณ ๑๐ ปีหลังมันมีการสวิง (Swing) ขึ้น สวิงลง แต่ว่ามันมีลักษณะเหมือนกราฟในตลาดหุ้น คือขึ้นลง แต่มีลักษณะเทรนด์ (Trend) ที่จะขึ้นตลอด เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจึงมีความน่ากลัวค่อนข้างมากว่าโลกเรามันจะร้อนขึ้น เมื่อโลกเราร้อนขึ้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติที่เราตามข่าวต่าง ๆ รวมถึงจากข้อมูล ของฝ่ายวิชาการเราจะเห็นว่าผลกระทบมันสูงมากมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนจน คนจนนี่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่องของน้ำท่วมมากที่สุด นี่ผมพูดถึงประเทศทั่วไป ในโลกนี้ ประเทศเราเราอาจจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมในปลายปี ๒๕๕๔ แล้วส่วนหนึ่งที่เราโทษ เราโทษรัฐบาล แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วปัญหาที่มันใหญ่กว่าปัญหาของรัฐบาลก็คือ ปัญหาโลกร้อนกับปัญหาของการเคลื่อนย้ายของคนจากต่างจังหวัดเข้ามาทำมาหากินในเมืองหลวง แล้วก็ไม่มีที่อยู่อาศัย ก็ไปปลูกที่พักหรือที่อยู่อาศัยรอบกรุงเทพมหานคร เพราะที่ตรงนั้น มันถูกกว่าใจกลางเมืองหลวง แล้วการก่อสร้างตรงนั้นมันขัดขวางทางเดินของน้ำ ตรงนี้ คือปัญหา แล้วก็ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศไทย ปัญหาเกิดขึ้นทั่วโลก หลาย ๆ ประเทศ ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกับเรา เช่นประเทศบังกลาเทศท่วมทุกปีแล้วท่วมหนักกว่า ประชาชนได้รับผลกระทบตรงนี้อย่างมากมหาศาล นอกเหนือจากปัญหาเรื่องของน้ำท่วม แล้วก็ยังมีเรื่องของอื่น ๆ อีกมากมาย มลพิษทางอากาศ ปัญหาระบบนิเวศที่ถูกทำลาย ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาป่าถูกทำลาย ล้วนแล้วเกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่เกิดจากภาวะเรือนกระจก แล้วที่เกิดจากเรือนกระจก ก็เกิดจากภาวะโลกร้อน ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ถ้าเราไม่ได้เข้าไปสนับสนุน เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรโลกแล้วปัญหามันก็จะเกิดขึ้น ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศ มันเกิดจากต่างประเทศ แต่ผลกระทบมันเกิดขึ้นในประเทศเราหนีไม่พ้น ท่านประธานครับ เมื่อผมย้อนกลับไปดูว่ากรอบการเจรจานี่ท่านไปพูดเรื่องอะไร สาระสำคัญของขอบเขต การเจรจาซึ่งจะได้รับอนุมัติจากรัฐสภาแห่งนี้ซึ่งก็คงจะเรียบร้อยไปแล้ว ท่านจะให้พันธกรณี ของประเทศในภาคผนวกที่ ๑ คือหมายถึงว่าขอบเขตการเจรจาส่วนใหญ่เน้นไปเรื่องที่เกี่ยวกับ ประเทศในภาคผนวกที่ ๑ หรือจะเรียกว่าแอนเนกซ์ วัน (Annex 1) ประเทศในแอนเนกซ์ วัน คือประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศไทยเป็นน็อน แอนเนกซ์ วัน (Non-Annex 1) เพราะฉะนั้นกรอบที่จะไปเจรจานี่มันไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเราเท่าไร แต่ว่าเป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องไปผลักดันให้ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้แต่ประเทศจีนที่จะต้องลดการก่อมลภาวะจากเชื้อเพลิง ที่มาจากฟอสซิล ตรงนี้เป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องผลักดัน เพราะฉะนั้นขอบเขต การเจรจามันไม่ค่อยเกี่ยวกับเรา แต่มันเกี่ยวกับการที่เราจะต้องไปเพรสเชอร์ (Pressure) ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วให้ลดการก่อมลภาวะ คือก่อปัญหาของโลกร้อน เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันจึงไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรา แต่ว่ามันเป็นประโยชน์ที่เราจะได้ เพราะฉะนั้นในสาระสำคัญ และขอบเขตของการเจรจาแล้วผมเห็นว่ามันเป็นพันธกรณีของประเทศในภาคผนวกที่ ๑ ไม่เกี่ยวกับกับประเทศนอน แอนเนกซ์ วันอย่างประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมก็สนับสนุน ขอบเขตการเจรจาตรงนี้ แต่ผมไม่เข้าใจในเรื่องของการที่เราจะไปเซ็นรับรองในการประชุมนั้นว่า ได้ทำไปแล้วหรือไม่ ฝากเป็นคำถามถึงท่านรัฐมนตรีด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านวินัย สมพงษ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมใคร่ขอให้ การสนับสนุนกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทย สำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ ท่านประธานครับ ถึงแม้ว่าความมุ่งมาดปรารถนา ขององค์การสหประชาชาติต้องการที่จะให้ภูมิอากาศของโลกไม่ร้อนขึ้น แล้วก็ต้องการที่จะให้ โลกของเราได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง ๆ แม้นความมุ่งมาดปรารถนาขององค์การ สหประชาชาติจะมีมาแล้วกว่า ๒๐ ปีครับ ผมฟังแล้วฟังอีก ฟังแล้วฟังอีก ติดตามเรื่องนี้มา โดยตลอด แต่ความมุ่งมาดปรารถนาขององค์การสหประชาชาติใน ๒ เรื่องนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า กว่า ๒๐ ปีแล้วครับยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ตรงกันข้ามครับ คิดอย่างไรกลับได้ตรงกันข้าม อยากให้ โลกไม่ร้อนขึ้น แต่วันนี้โลกร้อนขึ้น ๆ ไม่มีใครปฏิเสธ วันนี้ต้องการให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก น้อยลง แต่ว่าก๊าซเรือนกระจกที่กระจายอยู่ในโลกกลับมากขึ้น ๆ ไม่มีใครปฏิเสธ ถ้าเผื่อท่านใด ที่ได้ดูโทรทัศน์บีบีซี (BBC) หรือซีเอ็นเอ็น (CNN) เมื่อวันสองวันนี้ ท่านประธานครับ ในประเทศจีน ฝุ่น ควันฟุ้งกระจายมองไม่เห็นทัศนวิสัยข้างหน้า ๑๐๐-๒๐๐ เมตรนี่มองไม่เห็น ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาทัศนวิสัยที่มองไม่เห็นเนื่องจากฝุ่น จากถ่านหิน จากพอลลูชัน (Pollution) จากสิ่งแวดล้อม จากคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ อย่างมากมาย มันมีอยู่แต่ในเฉพาะเมืองใหญ่ เช่น เมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองปักกิ่ง แต่วันนี้มันทะลักล้น ไปถึงประเทศญี่ปุ่นครับ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นก็คือต้นตำรับของพิธีสารเกียวโต ท่านประธาน ที่เคารพครับ เหตุที่กระผมให้การสนับสนุนประเทศไทยในกรอบการเจรจานี้หลาย ๆ ท่าน ก็คงได้กล่าวมาแล้วผมก็เห็นด้วย เราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาไม่ค่อยได้เกี่ยวอะไรกับเขาหรอกครับ ประเทศที่ทำให้อากาศร้อนขึ้น ๆ ประเทศที่ผลิตก๊าซเรือนกระจกออกมามากมายมหาศาล ก็คือประเทศยักษ์ใหญ่ปลายใหญ่ ประเทศอุตสาหกรรม ประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาก็ดี ประเทศจีนก็ดี อุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ประเทศเหล่านี้คือประเทศ ที่ผลิตก๊าซเรือนกระจกแล้วก็ทำให้โลกร้อนด้วยกันทั้งสิ้น ประเทศไทยกำลังพัฒนา เราอยู่ นอกขอบข่ายนั้นแม้นถึงจะเป็นเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็ยังให้การสนับสนุน กรอบการเจรจา เพราะอย่างน้อยผมอยากให้รัฐบาล ผมอยากให้ตัวแทนประเทศไทยยืนขึ้นพูด ด้วยความสง่าผ่าเผยเสียงดัง ๆ ว่า เราขอมาโวย เราขอมาประท้วง เราได้รับผลกระทบกระเทือนมาก อันเนื่องจากอากาศร้อนขึ้น ๆ และคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกออกมามากขึ้น ๆ ท่านประธานครับ เราจะลดได้อย่างไร ในเมื่อโลกวันนี้เน้นเรื่องอุตสาหกรรม การเกษตร อุตสาหกรรมใช้พลังงานทั้งสิ้น เกษตรดั้งเดิมที่ใช้สัตว์วัวควายเดี๋ยวนี้มองหายาก ในโลกนี้ ล้วนแต่ใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ใช้พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ดีเซล น้ำมันเตา แก๊ส รถยนต์มีมากขึ้น ๆ ประเทศไทยปีที่แล้ว ๑,๓๐๐,๐๐๐ คัน เป็นตัวผลิต ก๊าซเรือนกระจกด้วยกันทั้งสิ้นและเป็นผู้ใช้น้ำมันด้วยกันทั้งสิ้น เราจะลดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อในอากาศครับ มองแหงนไปบนท้องฟ้า ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือว่าทั่วโลกครับ เครื่องบิน บินว่อนอยู่เหมือนแมงเม่า เครื่องบินเหล่านั้น ไอพ่นสารพัดอย่างที่บินว่อนอยู่ในอากาศ ล้วนเป็นตัวผลิตก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ผลิตก๊าซเรือนกระจกให้คลุมโลกด้วยกันทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เมื่อก๊าซเรือนกระจกผลิตออกมา มากมายอย่างนั้น ผลตามมาก็คือหิมะละลายครับ เป็นที่ยอมรับ เป็นที่ประจักษ์ว่าภูเขาหิมะ ทางขั้วโลกใต้ก็ละลาย ตอนนี้บางประเทศระดับน้ำสูงขึ้น ๑-๒ เมตร อย่างประเทศออสเตรเลีย อย่างนี้เป็นต้น น้ำท่วม ผิวดินลดน้อยลงกระทบกระเทือนต่อสัตว์บกที่ใช้แผ่นดินเป็นที่พักอาศัย และฤดูกาลก็ผิดเพี้ยนไป เพราะฉะนั้นกระผมจึงอยากจะให้รัฐบาลไทยเอาปัญหาเหล่านี้ ปัญหาของประเทศที่กำลังพัฒนา เอาปัญหาของปลาเล็ก ๆ อย่างเรานี่ครับ ไปกู่ก้องร้องตะโกน ในเวทีสหประชาชาติว่า เฮ (Hey) ยู (You) ไอ (I) กระทบกระเทือนมาก หยุดเสียที ถ้าเผื่อเรายังสุภาพเรียบร้อยอยู่ผมกราบเรียนนะครับว่าจะประชุมอีกกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เกิดผล เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะให้เอาเวทีสหประชาชาติ เรื่องอย่างนี้ครับเป็นเวทีที่เราจะไปประท้วง ไปเรียกร้องให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกซึ่งเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนากำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งประเทศ อย่างไทยผมกราบเรียนนะครับว่า วันนี้เราคงหวังพึ่งประเทศยักษ์ใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างประเทศจีน อย่างประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปนี้ ตกลงลดก๊าซเรือนกระจกหรือว่าทำให้ โลกร้อนน้อยลงนี่คงหวังได้ยาก เราคงจะต้องใช้หลักอัตตาหิ อัตตโนนาโถ นั่นก็คือทำอย่างไร ที่ต้นไม้บ้านเราจะไม่ถูกตัดทำลายให้เหลือน้อยลง ๆ ถ้าเผื่อเราไม่ช่วยตนเอง อย่าหวังว่า ประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านั้นจะมาช่วยเรา เพราะฉะนั้นกระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผมขอสนับสนุนกรอบการเจรจานี้และขอให้รัฐบาลไทยเอาเวทีนี้เป็นเวทีประท้วงเรียกร้อง เพื่อรักษาแผ่นดินของเรา ด้วยความเคารพอย่างสูงครับท่านประธาน
เชิญท่านจิตต์ครับ
กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ ซึ่งรัฐบาลได้เสนอต่อรัฐสภา ในวันนี้เพื่อให้ความเห็นชอบ จากการที่ผมได้ติดตามข่าวทราบว่าคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม แห่งสหภาพยุโรปได้ให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการแก้ปัญหาโลกร้อน ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ ๖๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และได้ขอความร่วมมือจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เพราะฉะนั้นกรอบการเจรจาของประเทศไทยซึ่งเป็นอนุสัญญาประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศในด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นประเทศไทย ก็ได้เซ็นสัญญาลงนามในอนุสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ ก็นับเป็นเวลา ๒๕ ปีที่ผ่านมา และได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๗ ก็เป็นเวลา ๒๓ ปี และได้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๘ ซึ่งก็เป็นเวลาผ่านมาแล้ว ๒๒ ปี โดยประเทศไทยมีสถานะ เป็นประเทศกำลังพัฒนา จะเห็นได้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ประเทศไทยก็ได้มีการตัดไม้ทำลายป่า เพิ่มสูงขึ้นมาก ถึงแม้จะมีการป้องกันและปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมาย ว่าด้วยการป่าไม้ได้มากก็ตามแต่ก็ยังมีการบุกรุกเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันได้มีกลุ่มผู้บุกรุก ตัดไม้พะยูงในเขตป่าภาคอีสานและภาคเหนือ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็คือทาง สปป. ลาว อันนี้ก็ได้ให้ความคิดเห็นมาว่าทางราชการไทย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถที่จะป้องกันและปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดได้อย่างเด็ดขาด จึงทำให้มี ปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเอาเป็นสินค้าลักลอบออกไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นสภาพป่าไม้ ในประเทศไทยลดลงเรื่อย ๆ ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อนมากขึ้น ทำให้ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไป ฟ้าฝนที่เคยตกต้องตามฤดูกาลในปัจจุบันนี้ฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ฤดูฝนกลายเป็นฤดูแล้ง ฤดูแล้งกลายเป็นฤดูร้อน และฤดูหนาวก็มีระยะเวลาสั้นกว่าปกติในอดีต เพราะฉะนั้น กระผมจึงขอให้ทางรัฐบาลได้เน้นนโยบายส่งเสริมการปลูกป่าของพี่น้องประชาชน โดยกำหนด เงินค่าตอบแทนในการปลูกป่าและรักษาป่า สนับสนุนเงินงบประมาณในการจัดทำฝายน้ำล้น อ่างเก็บน้ำในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อลดปัญหาโลกร้อน ลดการเผาป่าในฤดูแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นดิน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือให้จัดตั้งอาสาสมัครหมู่บ้านปลูกป่าและดูแลรักษาป่าชุมชน
ประเด็นที่ ๓ ตั้งข้อเสนอให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิด ก๊าซเรือนกระจกในการประชุมของรัฐบาลที่จะเข้าไปร่วมประชุมในครั้งนี้ ก็ขอให้ได้ตั้งข้อเสนอ ในที่ประชุมด้วย ให้ประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาแล้วลดโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
ประเด็นที่ ๔ สนับสนุนประเทศที่กำลังพัฒนาให้แต่ละประเทศสนับสนุน ส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศของตนเองปลูกป่า หรือปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นให้มากขึ้น เพื่อจะได้ให้โลกใบนี้ของประชากรทั้งโลกทั้ง ๗,๐๐๐ ล้านคน ได้ลดความร้อนและลดก๊าซเรือนกระจก มนุษย์ทั้งโลกจะได้มีสุขภาพดีมีสิ่งแวดล้อมดีต่อไป เพราะฉะนั้นจากที่คณะกรรมาธิการ ด้านสิ่งแวดล้อมสหภาพยุโรปทั้งหลาย ๆ ประเทศก็ได้ตื่นตัวในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยก็ควรจะใส่ใจในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ยางพารา ก็เป็นราคา อ้อยก็เป็นราคา มันสำปะหลังก็เป็นราคา ประชาชนก็ได้ทำการตัดต้นไม้ที่เคยเกิดอยู่ ตามธรรมชาติแล้วก็มีการปลูกยางพารา ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น ยิ่งรัฐบาล ได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการรับจำนำข้าว รับจำนำมันสำปะหลัง แล้วก็ส่งเสริมให้มีการปลูกอ้อย ประชาชนเหล่านั้นก็บุกรุกป่าเพิ่มเติมขึ้น สิ่งที่อยากจะให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แล้วก็เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมทั้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจตรากวดขันจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าในสภาพปัจจุบันนี้เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามีประเทศยักษ์ใหญ่ ประเทศหนึ่งซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีส่งเสริมให้ประชาชนได้มีไม้พะยูงไว้ในบ้านเรือนของตน ไม้ดังกล่าวนั้นเป็นไม้มงคล ทุกหลังคาเรือนนี่ก็จะต้องให้มีไม้พะยูงไว้เพื่อจะได้พยุงเศรษฐกิจ พยุงฐานะครอบครัวให้มีความเจริญก้าวหน้า ให้ทำมาค้าขายได้กำไรดี เพราะฉะนั้นในขณะนี้ ทราบว่าไม้พะยูงมีราคากิโลกรัมละ ๕,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็อยากจะเรียกร้องให้ ทางรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สั่งการกำชับให้ เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตำรวจ ได้ร่วมกันปราบปราม จับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้เพื่อจะได้ลดโลกร้อนต่อไปนะครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านวิทยา แก้วภราดัย
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช กรอบการเจรจาของประเทศไทยผมก็คงไม่ขัดข้องนะครับ เมื่ออ่านวัตถุประสงค์ทั้งหมด ไม่ว่าจะความต้องการที่จะบรรลุถึงการรักษาระดับความเข้มข้น ของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศก็ดี หรือการที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว พื่อที่จะให้ระบบนิเวศไม่คุกคามต่อผลการผลิตอาหารของมนุษย์และพัฒนาการทางเศรษฐกิจ แต่ทั้งหมดครับเราจะไปเจรจาอย่างไรกับเขาก็ดีครับ อยู่ที่การปฏิบัติของเรา ผมมีเรื่อง ๒ เรื่องครับ ท่านรัฐมนตรี ซึ่งท่านจดนิดหนึ่งนะครับ เข้าใจว่าท่านจำเป็นต้องปรับองค์กรของท่าน เพื่อรับมือกับการไปเจรจากับเขา เรื่องที่ ๑ เรื่องป่าชายเลน เรื่องที่ ๒ เรื่องป่าสงวน
เรื่องที่ ๑ เรื่องป่าชายเลน ณ บรรยากาศประเทศไทยวันนี้ครับแทบจะไม่มี การบุกรุกป่าชายเลนเพราะการทำนากุ้งในป่าชายเลนไม่ได้ผล หน่วยงานราชการของเรา ก็ปลูกป่าชายเลนมาร่วม ๑๐ ปี แต่เพราะความมักง่ายครับ ป่าชายเลนที่ปลูกก็กลายเป็นป่าโกงกาง อย่างเดียว ท่านจดไว้เลยนะครับ การปลูกป่าโกงกางอย่างเดียวเป็นการทำลายระบบนิเวศทั้งหมด เป็นการทำลายแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ ใบของไม้โกงกางลงไปแล้วไม่ย่อยสลายครับ ป่าชายเลนไม่ใช่ป่าโกงกาง ความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าต้นแสม ต้นลำพู ต้นลำแพน มันมีด้วยความหลากหลายครับ แต่ด้วยความมักง่ายเวลาเราให้งบประมาณไปปลูกป่าชายเลน เขาก็จะปลูกป่าโกงกางอย่างเดียวเป็นปัญหามาเป็น ๑๐ ปีครับไม่ยอมแก้ไข นี่เป็นปัญหาประการที่ ๑ สั้น ๆ อีกเรื่องครับ ผมไม่รบกวนเวลาครบ ๗ นาที
เรื่องที่ ๒ เรื่องป่าสงวนแห่งชาติ ท่านรัฐมนตรีต้องจดแล้วครับ เรื่องนี้ถ้าไม่ดำเนินการ อาจจะต้องมีคนบางคนติดคุก การใช้แนวนโยบายบางประการแอบอ้าง แอบอิง แล้วเข้าทำลายธรรมชาติ เพื่อหวังยึดครองที่ดิน เช่นการตัดถนนใช้คำว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติบุกเข้าไปในป่าสงวนแห่งชาติ หวังจะครอบครองที่ดิน ผมจะยกตัวอย่างแล้วก็เกิดขึ้นจริง ท่านตามลงไปดูนะครับ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอสิชล ต่ออำเภอขนอม มีเทือกเขากั้นกลางระหว่าง ๒ อำเภอ อำเภอขนอมขณะนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ดินชายทะเลไร่ละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทถึง ๑๐ ล้านบาท กั้นระหว่างอำเภอขนอมกับอำเภอสิชล เป็นเขาครับ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ มีการอนุมัติเงินงบประมาณไปตัดถนนเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ท่านประธานลองนึกนะครับ ภูเขาที่ติดกับทะเล ท่านเคยไปจังหวัดภูเก็ตไหมครับ เคยเจอ แหลมพรหมเทพ บรรยากาศเป็นอย่างนั้นละครับ แต่แหลมพรหมเทพมันเลี่ยนเตียนโล่งหมดแล้ว แต่เขาที่ว่ามันอยู่ริมทะเลและยังเป็นป่าที่สมบูรณ์ครับ แต่จากภูเขาไปถึงชายทะเลเมื่อตัดเส้นทาง ธรรมชาติที่ว่าเป็นการตัดเลียบทะเล ห่างจากทะเลประมาณ ๒๐๐ เมตร ตัดผ่าป่าสงวนครับ หลังจากตัดผ่าป่าสงวนเสร็จวันนี้ถนนค้างคาอยู่ ท่านตามไปดูนะครับ ผมเข้าใจว่ากรมของท่าน ทั้ง ๒ กรมนะครับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับกรมป่าไม้ ฝ่ายหนึ่งตัด ฝ่ายหนึ่ง ไม่อนุญาต เมื่อตัดเข้าป่าสงวนคนที่รักษาป่าสงวนตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ก็น่าจะเป็นกรมป่าไม้ ใครก็ตามที่ละเมิดกฎหมายกรมป่าไม้คนนั้นก็ผิด และตัดกันเส้นทางเสร็จครับ ระยะทางเกือบ ๑๐ กิโลเมตร แล้วผมเรียนเชิญท่านรัฐมนตรีเลยนะครับ ท่านขึ้นไปดูแล้วท่านจะยืนน้ำตาไหลเลย ระหว่างถนนที่ตัดไปถึงทะเลตัดเสร็จที่ตรงนั้นไม่ต่ำกว่าไร่ละ ๑๐ ล้านบาทครับท่านประธาน แล้ววิชาออก ส.ค. บินบนป่าสงวนเป็นวิชาพื้นฐานที่เกิดขึ้นในการทำลายธรรมชาติตลอด วันนี้มีการกว้านซื้อที่ดินไล่จากอำเภอสิชลไปอำเภอขนอมริมฝั่งทะเล ซื้อที่ป่าไร่ละเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว ถนนยังคาอยู่นะครับท่าน ผมขึ้นไปดูมาแล้วแล้วก็ถ่ายรูปไว้หมดแล้ว แล้วก็ไปเกี่ยวพันกับรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลท่านด้วย อย่าไปเจรจาระหว่างประเทศขณะที่ ในประเทศหลับตาทำลายชาติแล้วก็เห็นแก่ได้ ทั้งมักง่าย ทั้งเห็นแก่ได้ กิเลสตัณหา ไปเจรจา ก็เสียหน้าเปล่า ๆ ท่านจดไว้เลยนะครับ เขาพลายดำ อำเภอสิชล ใครมันอนุมัติเงินไปทำลายป่า ใครมันคิดจะฮุบที่ดินป่า ผมส่งสัญญาณเตือนท่านในฐานะคนดีกันเป็นครั้งที่ ๑ แล้วเรื่องนี้ ไม่จบครับ ก่อนจะไปเสนอหน้าเจรจาต่างประเทศจัดการในบ้านให้จบครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
น่าจะ ๒ ท่านสุดท้าย ท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ แล้วตามด้วยท่านเกียรตินะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในความเห็นของดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการเจรจาเพื่อลดสภาวะของการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศหรือโลกร้อน แล้วก็เห็นด้วยกับกรอบการเจรจาในครั้งนี้ แต่อยากจะขอเสนอแนะ ให้ประเทศไทยได้แสดงบทบาทในเชิงรุกที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยการประสานกับประเทศที่กำลัง พัฒนาอื่น ๆ ด้วยกันเพื่อที่จะกดดันกับประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นตัวสำคัญในการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัญหาของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอยู่ในขณะนี้ เพราะถ้าหากว่า ไม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเราจะเห็นว่าผลการเปลี่ยนแปลงของโลกในสภาพอากาศต่าง ๆ ที่แปรปรวนอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อนนั้นรุนแรงขึ้นทุกวันนะคะ แต่ในขณะเดียวกันการเจรจาหรือการตกลงกันโดยวิธีการที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าสามารถที่จะลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้นี่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากประเทศที่เป็นตัวการในการปล่อย ก๊าซเหล่านี้คือประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งพัฒนาแล้ว ร่ำรวยแล้ว ก็ยังต้องการแสวงผลประโยชน์อยู่ อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของประเทศที่กำลังพัฒนาหรือประเทศ ที่ยากจนทั้งหลายซึ่งจะต้องเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้าหากว่าสภาพภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลงไปเลวร้ายมากยิ่งขึ้นนี้จะต้องรวมตัวกันแล้วก็กดดันประเทศที่เป็นตัวการ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วก็ในเวลาอันรวดเร็วด้วย หวังว่าประเทศไทยคงจะได้แสดงบทบาทเหล่านี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เรื่องต่อไปที่อยากจะเสนอแนะ ก็คือปัญหาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือโลกร้อนนี้ นอกจากการอุตสาหกรรมแล้วการเปลี่ยนแปลงก็เกิดจากการที่ใช้ทรัพยากร ธรรมชาติอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งอันนี้ก็เกิดเนื่องมาจากการเพิ่มของประชากรโลกซึ่งเพิ่มมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในประเทศที่ยากจนแล้วก็ประเทศที่ด้อยพัฒนา เพราะฉะนั้นปัญหาของประชากร และการพัฒนาซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ การทำลายสิ่งแวดล้อม การขาดพลังงาน การขาดอาหารและน้ำ ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งควบคู่ไปด้วยกับการดำเนินการในด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นประเทศไทย ควรจะได้ให้ข้อมูลหรือว่าประสานให้ประเทศอื่น ๆ ได้รับทราบถึงปัญหานี้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการดำเนินงานทั้งหลายในเรื่องที่เกี่ยวกับประชากร การพัฒนา แล้วก็ปัญหา ของโลกร้อนนี้ควรจะดำเนินไปในแนวทางที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และหวังว่าประเทศไทย ก็น่าจะแสดงบทบาทในเรื่องนี้ให้กับประเทศอื่น ๆ ได้เป็นตัวหลักในการเชื่อมโยงและผลักดัน ในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยเช่นเดียวกัน ขอบคุณค่ะ
น่าจะเป็นท่านสุดท้ายนะครับ ท่านสมาชิกช่วยเตรียมที่จะลงมติด้วยนะครับ เชิญท่านเกียรติครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ๒ กรอบที่ยื่นเข้ามาให้สภาพิจารณาในครั้งนี้หลักการทั่วไปผมไม่ขัดข้องนะครับ แต่ผมอ่านเนื้อหามีความเป็นกังวลอยู่หลายข้อ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อไปนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับท่านรัฐมนตรีและคณะผู้เจรจานะครับ
ประการแรกที่ผมอยากจะย้ำ การเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก หรือแม้กระทั่งพิธีสารเกียวโตก็ตาม ท่านอย่าคิดว่าเป็นเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลกหรือพิธีสารเกียวโตที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว นี่คือเรื่องการเมือง ระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง การเจรจาในรอบที่ผ่านมาในหลายประเทศไม่ประสบ ความสำเร็จเป็นเพราะการเมืองระหว่างประเทศ เป็นการเจรจาผลประโยชน์ของประเทศใหญ่ ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาบางประเทศที่ทำให้ไม่สามารถ บรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายได้ เพราะฉะนั้นในการเตรียมการเจรจายุทธศาสตร์ ของประเทศไทยต้องมีความชัดเจน และท่าทีของประเทศไทยในการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในการผลักดันวาระที่เป็นประโยชน์ร่วมกันสำคัญมาก ที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงต่อรัฐสภายังไม่ได้ยิน ในเรื่องยุทธศาสตร์การกำหนดท่าทีร่วมกับประเทศภาคีที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการไปเจรจานะครับ คราวที่แล้วที่โคเปนเฮเกน ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ไม่สำเร็จเพราะอะไรครับ ทุกอย่างที่มีการเตรียมความพร้อมโดยเจ้าหน้าที่เวลาเป็นปี ๆ เลยนะครับ สุดท้ายไม่ได้ใช้ครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาบินตรงเข้าไป ประเทศจีนไปนั่งคุยนอกรอบ ประเทศอินเดียเข้าไปคุยร่วมด้วย นอกรอบ ล้มกระดานทั้งกระดานเลยครับ ตรงนี้ครับประเทศไทยเองถ้าไปยืนโดด ๆ ในเวทีอย่างนี้ ประเทศไทยไม่มีน้ำหนักครับ เพราะฉะนั้นการเจรจาเองผมอยากฟังว่ายุทธศาสตร์ของรัฐบาล ในการกำหนดท่าทีร่วมกับประเทศที่มีความเห็นตรงกันจะเป็นอย่างไร
ประการที่ ๒ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะมีการศึกษา อยู่มากมาย แต่ตอนนี้มีหลายประเทศมีการเตรียมความพร้อมภายในประเทศโดยยึดสมมุติฐานว่า ภายในปี ๒๐๓๐ อุณหภูมิโลกต้องไม่เกิน ๒ องศาเซลเซียส ที่กำหนด ๒ องศาเซลเซียส ก็เพราะว่าความหลากหลายทางชีวภาพจะไม่มีผลกระทบมากอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องนี้เอง เป็นเรื่อง เช่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดมาตรการ ภายในประเทศในการรองรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ของประเทศไทยเรา ใช้เงื่อนไขอะไรครับ เราใช้สมมุติฐานอะไรครับ เพราะว่าถ้าเปลี่ยนแปลง ๒ องศาเซลเซียส เขามีหลายเกณฑ์นะครับ ๒ องศาเซลเซียสก็เป็นเรื่องหนึ่ง ต้องใช้เงินลงทุนขนาดหนึ่ง ใช้งบประมาณในการทำโครงการต่าง ๆ รูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็น ๒.๕ องศาเซลเซียส ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของประเทศไทยเราใช้อะไรเป็นสมมุติฐานในการเตรียมความพร้อม ที่จะไปผูกพันในข้อตกลงอันนี้ ในกรอบนี้ไม่ได้เขียนครับ พอไม่ได้เขียนก็จินตนาการกันได้ ต่าง ๆ นานา ในที่สุดท่านรัฐมนตรีอาจจะต้องใช้งบประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่ทราบ เพราะไม่มีโครงการอะไรที่มีเสนอเข้ามาด้วยที่เป็นผล มาจากกรอบการเจรจาในครั้งนี้ ท่านรัฐมนตรีคงทราบนะครับ บทเรียนจากพิธีสารเกียวโต ในอดีตรอบที่แล้วที่ไม่ประสบความสำเร็จเลย และปัญหาที่เกิดขึ้นที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ก็คือว่าประเทศพัฒนาแล้วไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันได้ และยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่ สำคัญที่สุดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดประเทศหนึ่งถอยจากการเป็นภาคี กับพิธีสารเกียวโตในรอบแรกนั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา หลายคนหลายประเทศ มีการพูดเลยว่าท่าทีที่ประเทศกำลังพัฒนาควรจะเจรจาคือการลากประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ามาเป็นภาคีของพิธีสารเกียวโตเสียก่อน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีความจริงใจในการที่จะลด หรือพร้อมที่จะลด หรือผูกพันอัตราการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในข้อตกลงฉบับนี้ที่กำลังจะเจรจากันอยู่นี้ เพราะฉะนั้นท่าทีของประเทศสหรัฐอเมริกา มีผลสำคัญอย่างยิ่งครับในการที่จะไปกำหนดท่าทีของประเทศไทยในการเจรจา ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ปรากฏรายละเอียดอยู่ในข้อเสนอที่ให้ทางรัฐสภาพิจารณาในครั้งนี้
อีกหลักหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของการเจรจาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ก็คือหลักความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง อันนี้เป็นการเปิดช่องว่าประเทศพัฒนาแล้ว ต้องผูกพันซึ่งท่านเขียนไว้ แต่เขาผูกพันระดับไหนท่านไม่ได้เขียน เพราะผมเข้าใจดีครับ ต้องไปเจรจา ยังไม่มีข้อยุติ แต่ส่วนที่ประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทยจะต้องไปใช้ ในการเจรจาคือท่าทีของเราซึ่งเป็นไปโดยความสมัครใจที่จะไปผูกพันในระดับของการผูกพัน ด้วยความสมัครใจ ซึ่งอาจจะไม่มีมาตรการบังคับหรือมีบังคับท่านไม่ได้เขียน แต่หลักของ ความสมัครใจคือบังคับไม่ได้ แต่มีเป้าหมายกำหนดที่ชัดเจน ท่านก็ยังไม่ได้บอกว่าท่าที ของประเทศไทยที่จะไปกำหนดอย่างชัดเจนโดยความสมัครใจนั้นเราจะไปเสนออะไร ตรงนี้ มีความสำคัญนะครับ กรอบเดิมที่เราเคยมีการพูดโดยรัฐบาลชุดก่อน ๆ รวมถึงรัฐบาลชุดที่แล้วด้วย ก็คือเป้าหมายว่าภายในปี ๒๕๖๕ หรือปี ๒๐๒๒ อัตราการใช้พลังงานทดแทนของประเทศไทย จะมีสัดส่วนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ต้องถามรัฐบาลว่าท่านจะเดินตามกรอบนี้ไหม หรือท่านมี กรอบอื่นที่จะไปนำเสนอ ถ้าเป็นอย่างนั้นกรอบจะเป็นลักษณะไหน ขออนุญาตอีกไม่นานนะครับ ท่านประธาน ฉะนั้นกรอบตรงนี้ผมคิดว่ารัฐสภาจำเป็นต้องทราบครับ เพราะการกำหนดท่าทีไม่ว่าจะเป็นกรอบใดก็แล้วแต่ ด้วยความสมัครใจก็แล้วแต่ หมายความว่า การออกแบบงบประมาณในแต่ละปีที่จะไปดูแลให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนตามเป้าหมาย ที่กำหนดใช้เงินงบประมาณไม่เท่ากัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องไปผูกพัน ต้องไปเสนอ แต่ผม ยังไม่ทราบรายละเอียด สภาแห่งนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ถ้าเป็นเช่นนั้นต้องขอว่ารัฐมนตรี ต้องบอกพวกเราว่ากรอบความคิดของรัฐบาลในขณะนี้ในเรื่องนี้เป็นอย่างไร
อีกประการหนึ่งที่สำคัญมาก ท่านรัฐมนตรีช่วยบันทึกประเด็นนี้ไว้นะครับ เพราะมันไม่ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ท่านยื่นเข้าสภา การเจรจานี้เป็นข้อตกลงโดยปริยายไปแล้ว และเห็นชอบโดยประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศไม่ว่าข้อตกลงจะออกมาอย่างไร มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และความผูกพันที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลกต้องไม่นำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ตรงนี้ เป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างยิ่งที่ควรจะระบุอยู่ในเอกสารกรอบการเจรจาครับ แต่ตรงนี้ผมเห็นว่า มันหายไป แล้วผมขอความกรุณาเถอะครับท่านรัฐมนตรี ถ้าท่านบันทึกข้อความนี้ลงไป ในกรอบการเจรจาจะทำให้ผู้เจรจามีข้ออ้างที่ดีในการเจรจากับประเทศต่าง ๆ ซึ่งเขารับรู้รับทราบ ไว้แล้วว่าเรื่องนี้ต้องไม่เป็นมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีและไม่ใช่เป็นมาตรการกีดกันทั้งการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ ตรงนี้ผมเห็นว่ามันตกไปและเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
ประการสุดท้ายครับ การเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ผมเป็นห่วงครับว่า ในกรอบที่ท่านเสนอมาท่านยังไม่ได้มีข้อเสนอว่าประเทศไทยเองกำลังจะมีการเตรียมความพร้อม อย่างไรบ้างในการดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ผมไม่ทราบว่า ท่านรัฐมนตรีหรือท่านประธานเคยเห็นกรอบการดำเนินการของประเทศชั้นแนวหน้าเช่น ประเทศออสเตรเลียหรือไม่ ประเทศออสเตรเลียนี่นะครับ วิงวอนนะครับท่านรัฐมนตรีไปอ่านรายงาน ของโปรเฟสเซอร์ (Professor) กาโน่ โปรเฟสเซอร์กาโน่ถูกว่าจ้างโดยรัฐบาลออสเตรเลีย ให้ศึกษาผลกระทบและให้กำหนดกรอบงบประมาณที่จะต้องใช้ในการเข้าไปดูแลผลกระทบ ที่เกิดขึ้น เป็นหนังสือไม่กี่หน้าครับ ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ หน้า แต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็นรายงาน ที่เกือบทุกประเทศนำไปใช้เป็นมาตรฐานในการศึกษา ของประเทศไทยเองจนถึงวันนี้การศึกษาเรา เพียงศึกษาว่ากระทบกลุ่มใดบ้าง กระทบอะไรบ้าง แต่ไม่มีมาตรการรองรับและมีการกำหนด งบประมาณที่ชัดเจน ซึ่งที่จริงแล้วมันเป็นข้อกำหนดอันหนึ่งที่สำคัญของมาตรา ๑๙๐ ซึ่งท่านรัฐมนตรีเองจะต้องนำมาเสนอกับสภาแห่งนี้ต่อไปหลังจากที่มีการเจรจาเสร็จแล้ว เขามีการลงในรายละเอียดเลยครับว่าในอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้าเช่นระดับน้ำใต้ดิน จะมีการเปลี่ยนแปลงจะลดระดับลงไปกี่เซนติเมตร ถ้าเป็นเช่นนั้นการให้สัมปทาน เจาะน้ำบาดาลของแต่ละพื้นที่จะต้องทำอย่างไร จะต้องใช้งบประมาณแค่ไหน จะต้องทำ โครงการอะไร มันโยงไปถึงการใช้พลังงานที่เป็นพลังงานสะอาดแต่มีปัญหา เช่นพลังงาน นิวเคลียร์ถือเป็นพลังงานสะอาดนะครับ ไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมาก เช่นการใช้เชื้อเพลิง ประเภทอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นห่วงถึงผลกระทบจากความปลอดภัยในเรื่อง การใช้นิวเคลียร์ เหล่านี้เป็นต้นครับ เผอิญว่าท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนอ ที่มีรายละเอียดที่จะให้เรามีความรู้สึกว่าเรามีความพร้อมในการที่จะไปเจรจาในครั้งนี้ และท่าทีของประเทศไทยในการที่จะไปเจรจาเป็นอย่างไร ในข้อสุดท้ายของท่านในเอกสาร ที่ท่านยื่นให้สภานี่นะครับ ท่านบอกว่าหากมีข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากกรอบนี้และไม่มี ผลผูกพันทางกฎหมายให้เป็นดุลพินิจของหัวหน้าคณะ อันนี้ผมไม่ค่อยสบายใจครับ มีด้วยหรือครับ เป็นกรอบที่เป็นอื่น ๆ แต่ไม่ผูกพัน ถ้าไม่ผูกพันเจรจาทำไมครับ เมื่อมันอยู่ในพิธีสาร เมื่อมันมาอยู่ในข้อตกลงมันต้องผูกพันครับ ผมก็ไม่เข้าใจว่าการเขียนตรงนี้ท่านหมายถึง ประเด็นไหนครับ เพราะว่าในความเป็นจริงในการเจรจาระหว่างประเทศไม่ว่าข้อใดเลยครับที่เขียนไป ในข้อตกลงมันจะมีผลผูกพันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผมก็นึกไม่ออก ผมพยายามอ่านดู และพยายามนึกว่ามันจะมีข้อไหนบ้างที่ไปเจรจา ถ้าเจรจามันต้องมีผลประโยชน์แน่นอน และมันจะไม่มีผลผูกพันได้อย่างไร ตรงนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่งเพราะว่านึกไม่ออกจริง ๆ ในการเจรจาระหว่างประเทศที่มันจะเกิดกรณีเช่นนี้ได้อย่างไร และสภานี้พร้อมหรือไม่ ถ้าท่านรัฐมนตรีสามารถมีความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ว่าสิ่งที่จะไปเจรจาที่ไม่มีผลผูกพัน และนอกเหนือจากกรอบมันคืออะไร สภาถึงจะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาได้ว่าจะมอบอำนาจนี้ ให้หัวหน้าคณะผู้เจรจาหรือไม่ เพราะว่าถ้าเกิดบางเรื่องอาจจะเป็นดุลยพินิจของผู้เจรจาว่า ไม่ผูกพันแต่สภาแห่งนี้อ่านดูแล้วอย่างไรก็ผูกพัน ถ้าเป็นเช่นนั้นจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาก็คือสร้างความชัดเจนไว้ก่อนได้ไหมครับ เพราะกรอบการเจรจานี้ ความจริงเจรจากันมาหลายรอบมาก เราแทบจะรู้หมดแล้วว่าประเด็นในการเจรจาคือ อะไรบ้าง ถ้าให้ความกระจ่างในตรงนี้เราจะได้สบายใจในการที่จะพิจารณาให้ดุลยพินิจ เป็นของหัวหน้าคณะผู้เจรจาหรือไม่ ก็กราบเรียนย้ำอีกครั้งนะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเจรจา ภูมิอากาศโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว การเมืองระหว่างประเทศล้วน ๆ ครับ และถ้าเป็นเช่นนั้น อยากฟังจริง ๆ ครับว่าท่าทีของรัฐบาลเองในการที่จะไปประสานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเป็นอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรี
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในนามรัฐบาล ในนามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่ได้แสดงความคิดเห็นนะครับ ในส่วนที่เพื่อนสมาชิกได้ถามซึ่งผมเอง จะขอตอบเป็นภาพรวมนะครับ
ในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้ถามเกี่ยวกับการรายงานแห่งชาติ เป็นรายงาน แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะต้องทำขึ้นทุก ๆ ๔ ปี สำหรับฉบับที่ ๓ ตอนนี้ประเทศไทยได้จัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อเสนอขอเงินกองทุนสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติแล้วนะครับ เมื่อได้เงินก็สามารถดำเนินการได้ทันที และคาดว่าภายใน ๑ ปีก็จะแล้วเสร็จ
ส่วนประเด็นก๊าซไนโตรเจนฟลูออไรด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่จะเป็นผลพลอยได้ จากการผลิตโซลาร์เซลล์ ได้นำเข้ามาเป็นรายการก๊าซเรือนกระจกที่ภาคีในภาคผนวกที่ ๑ ของอนุสัญญาที่จะต้องลดด้วยสำหรับประเทศไทย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีไม่มากนะครับ ส่วนประเทศไทยเป็นภาคีนอกภาคผนวกที่ ๑ ของอนุสัญญาเช่นเดียวกับประเทศจีน และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ แต่เราต้องพยายามลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ ในตอนนี้ ประเทศไทยเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและภาคขนส่ง และเพิ่มการเก็บกักก๊าซ ในภาคป่าไม้หรือคาร์บอน ซิงค์ (Carbon Sink) ส่วนในภาคการเกษตรนั้นประเทศไทย ได้เน้นการปรับตัวและการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการดำรงสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และทุกครั้งที่มีการเข้าร่วมประชุมนะครับ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยจะได้กล่าวถึงประเด็น เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืนตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสมอนะครับ
และในส่วนประเทศไทยพยายามรักษาสมดุลในการเจรจาของกลุ่มประเทศ กำลังพัฒนา โดยเน้นการรักษาท่าทีที่สอดคล้องกับประเทศจีนในการต่อรองกับประเทศ พัฒนาแล้ว เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างประเทศกำลังพัฒนาที่เจริญมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ ที่ใกล้เคียงกับกลุ่มนี้ กับประเทศพัฒนาน้อยที่เน้นต้องการความช่วยเหลืออย่างประเทศ หมู่เกาะ และแม้ว่าที่ประชุมไปแล้วนะครับแต่ประเทศไทยเราเองต้องรับรองการเปลี่ยนแปลง พิธีสารที่นำไปสู่การเริ่มต้นพันธกรณีที่ ๒ เพื่อให้สามารถทำตราสารรับรองการปรับแก้ พิธีสาร ตอนนี้ประเทศไทยได้แต่เข้าร่วมประชุม แต่ยังไม่ได้ทำตราสารรับรองแต่อย่างใด การทำตราสารรับรองจะช่วยให้พันธกรณีที่ ๒ มีผลบังคับใช้เร็วขึ้น ต้องมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของประเทศสมาชิกซึ่งนำเรื่องเข้าสภาให้ความเห็นชอบเพื่อจะเป็นตราสารรับรองต่อไป และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจานี้แล้วนะครับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจะนำเรื่องผ่านคณะรัฐมนตรีเสนอตราสารยอมรับการแก้ไขพิธีสารเกียวโต ที่จะนำไปสู่การรับรองพันธกรณีที่ ๒ ของพิธีสารเกียวโตต่อไป และจะทำให้ประเทศไทย ได้ประโยชน์จากการเป็นภาคีพิธีสารเกียวโตอย่างเต็มที่ ในการขายคาร์บอน เครดิต ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางประสานการซื้อก๊าซภายใต้โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด จึงนำเรียนท่านสมาชิกทั้งหลายได้ทราบกัน และในส่วนที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่ได้เป็นห่วงว่าในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการที่จะ เข้าไปดูแลพื้นที่ปกป้องพื้นที่ป่าก็ดี พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติก็ดี พื้นที่ป่าชายเลนก็ดี พื้นที่ ป่าเฉลิมพระเกียรติก็ดี พื้นที่ใช้ประโยชน์ของที่ดินก็ดี หรือโซนนิ่งการเกษตรก็ดีนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เน้นให้ความสำคัญสิ่งเหล่านี้ ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าข้อเสนอแนะทั้งหลายที่ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ให้ ข้อเสนอแนะแล้วก็ข้อสังเกตนั้น ก่อนที่จะนำไปกรอบการเจรจาในครั้งนี้นั้น ก็อยากจะนำ ข้อคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้งหลายนำไปสู่กรอบการเจรจาในครั้งนี้ครับ ก็ต้องขอขอบคุณ เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อเสนอแนะแล้วก็ข้อท้วงติงครับ
เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ตอบเบื้องต้น แล้วก็ใส่ใจในข้อฝากของสมาชิกรัฐสภารวมทั้งผมด้วย แต่ว่าสิ่งที่ต้องการรอคำตอบแล้วก็ ขอคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลโดยผ่านท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผ่านท่านประธานรัฐสภา ผมเองเรียนกับท่านประธานว่าขอทราบนโยบาย ที่ชัดเจนในเรื่องป่าแล้วก็ในเรื่องที่ดิน ขอทราบนโยบายชัดเจนในเรื่องการลดการใช้ปุ๋ยเคมี แล้วก็สารเคมี แล้วก็ขอทราบนโยบายชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดการป่าที่มีกฎหมาย ของประเทศของเรามันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา แล้วก็กฎหมายหลายฉบับมันสอดคล้อง กับพิธีสารเกียวโตหรือว่าอนุสัญญาต่าง ๆ หรือไม่ ตามที่ท่านขอความเห็นชอบจากรัฐสภาไป ก็อยากจะขอคำชี้แจงในรายละเอียดเพื่อเป็นทิศทางในการกำหนดการบริหารจัดการ ทรัพยากรที่ดินของประเทศแล้วก็ป่าไม้ของประเทศด้วย ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในส่วนท่านนคร มาฉิม ได้ถามเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่มีมาตรการที่จะดูแลในการเตรียมความพร้อม อย่างไร ก็อยากจะนำเรียนนะครับว่า ในขณะนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยทางกระทรวงได้มีโครงการ เร่งด่วนแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนทางกระทรวงเอง ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการสำรวจว่าพื้นที่ทั้งประเทศไทยของเราภายใน ๗๖ จังหวัด มีพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเดินสำรวจทั้งหมดประมาณ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็อยากจะนำเรียนว่าในส่วนนี้ถ้าโครงการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ ของประเทศ ถ้าทำการสำรวจเสร็จเราก็จะได้รู้ภาพเลยว่าพื้นที่ทั้งประเทศของเรามีการบุกรุก ไปเท่าไร มีใครไปบุกรุกบ้าง ตรงนี้เราก็จะมีมาตรการในการที่จะเข้าไปดำเนินการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาตรงนี้ นอกเหนือจากนั้นที่ท่านได้เป็นห่วงเกี่ยวกับทางรัฐบาลเอง โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเน้นเรื่องโครงการที่จะใช้เรื่องปุ๋ยก็ดี ที่จะนำมาเป็นหลักเกณฑ์ตรงนี้ ก็อยากจะนำเรียนท่านนคร มาฉิม ว่าทางรัฐบาลเองก็กำลังจะพิจารณา และตระหนักถึงความสำคัญตรงนี้ในการที่จะไปเจรจาครับ ต้องขอขอบพระคุณมากครับ
ขออนุญาตขอมติเลยนะครับ เชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติด้วยครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติ ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ถ้าพร้อมก็ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ แสดงตน ได้เลยนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีท่านใดยังไม่ได้แสดงตน อีกไหมครับ ไม่มีนะครับ ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๔๑๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอมติเลยนะครับ เนื่องจากมติมีอยู่ ๒ กรอบ ผมจะถามทีละกรอบนะครับ กรอบแรกครับ จะขอมติจากที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบกับกรอบการเจรจาของประเทศไทย สำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ หรือไม่ครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ เชิญครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ เรียบร้อยปิดการลงมติครับ ส่งผลได้เลยครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๔๗๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มีครับ งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบในกรอบที่ ๑ ครับ
กรอบที่ ๒ ครับ จะขอมติจากที่ประชุมครับ จะให้ความเห็นชอบกับกรอบการเจรจา ของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ หรือไม่ครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยนะครับ ใช้สิทธิได้เลยนะครับกรอบที่ ๒ ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๔๗๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ
ต่อไปเป็นเรื่องที่ ๕ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นำเสนอความตกลง การค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย หรือเรียกว่า ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลี ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ
การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลี เกิดขึ้นจากการหารือ ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทย กับประธานาธิบดีของชิลีระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค (APEC) ครั้งที่ ๑๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖
กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ โดยการจัดทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลี ซึ่งรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วน และได้รับความเห็นชอบจาก ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศหรือ กนศ. เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ต่อมาได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และวันที่ ๑๕ กันยายน พศ. ๒๕๕๓ ตามลำดับ กรอบเจรจาดังกล่าว มีสาระสำคัญเพื่อเป็นการขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทย รวมทั้งโอกาส การลงทุนในชิลีเพื่อการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ
กระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดจ้างการศึกษาความตกลงการค้าเสรีระหว่าง ไทย-ชิลี ซึ่งผลการศึกษาบ่งชี้ว่าการทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับชิลีจะทำให้เกิด การขยายการค้า การลงทุนระหว่าง ๒ ฝ่ายเพิ่มมากขึ้น ส่วนการจัดประชุมเตรียมการหารือ ร่วมกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำท่าทีการเจรจามีมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มมี การเจรจาจัดทำความตกลงดังกล่าวมากกว่า ๑๐ ครั้ง โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลี เป็นความตกลงที่มีกรอบกว้าง โดยรวม ข้อบทต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการค้าและการลงทุนในความตกลงฉบับเดียว ได้แก่ การค้าสินค้า พิธีการศุลกากร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้า มาตรการสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การค้าบริการ การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ ความโปร่งใส ส่วนข้อบท การลงทุนจะมีการเจรจาภายใน ๒ ปีนับจากความตกลงมีผลบังคับใช้
โดยภาพรวม ท่ามกลางกระแสการแข่งขันในตลาดการค้าโลกอย่างรุนแรง ประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการเติบโตระดับ ปานกลางของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก่อให้เกิดผลกระทบ ทำให้ปริมาณการส่งออกของไทย ขยายตัวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นการเสาะแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ในทวีปอเมริกาใต้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจของไทย เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพา คู่ค้าประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ซึ่งชิลีถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๓ ของประเทศไทย ในภูมิภาคลาตินอเมริกา รองจากบราซิลและอาร์เจนตินา ในขณะที่ปี ๒๕๕๕ ชิลีมีการเติบโต ทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในบรรดาสมาชิกโออีซีดี (OECD) ทั้ง ๓๔ ประเทศ ดังนั้นการเจรจา จัดทำความตกลงการค้าเสรีในระดับทวิภาคีกับชิลีจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการขยายการค้า และการลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น และเป็นเกตเวย์ (Gateway) สู่การขยายเครือข่าย ทางการค้าการลงทุนอย่างกว้างขวางไปกับประเทศอื่น ๆ ในทวีปลาตินอเมริกา และประเทศ ในภูมิภาคอื่นทั่วโลก ส่วนชิลีก็ได้กำหนดให้ไทยเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เป็นฐานการผลิต กระจายสินค้าและตลาดไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนเพื่อรองรับการเป็นประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ โครงสร้างทางการค้าของไทยกับชิลีมีส่วนเสริมกัน โดยสินค้า ที่ไทยนำเข้าจากชิลีอยู่ในหมวดสินค้าทุนวัตถุดิบที่ผลิตจากทรัพยากรและวัตถุดิบทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นการนำเข้ามาเพื่อใช้ในการผลิตอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมทั้งการผลิตเพื่อบริโภค ภายในประเทศ และการผลิตเพื่อการส่งออก ส่วนชิลีนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากไทย ในการเปิดตลาดสินค้าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ได้แก่ ยานยนต์ ปลาแปรรูป ปลากระป๋อง โพลีเมอร์ (Polymer) เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก ยาง ผลิตภัณฑ์จากยาง และอัญมณี เป็นต้น สำหรับสินค้าข้าวนั้นชิลีจะทยอยยกเลิกภาษีนำเข้าข้าวให้แก่ประเทศไทยภายใน ๕ ปี ซึ่งดีกว่าที่ชิลีเปิดตลาดข้าวให้กับเวียดนามและจีนเป็นต้น ในส่วนการเปิดตลาดสินค้า ของไทย ไทยจะยกเลิกภาษีสินค้าวัตถุดิบทันทีนับตั้งแต่วันที่มีการตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของชิลีและไทยมีความต้องการนำเข้าอยู่แล้ว เช่น ทองแดง สินแร่เหล็ก เป็นต้น
ด้านการค้าบริการ ไทยเสนอเปิดตลาดการค้าบริการให้ชิลีในระดับที่ใกล้เคียง กับการเปิดตลาดของไทยภายใต้กรอบอาเซียน ข้อผูกพันการค้าบริการอาเซียน ชุดที่ ๘ ขณะที่ชิลีเปิดตลาดโดยอนุญาตให้ไทยเข้าไปลงทุนเกือบทุกสาขาบริการได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ โดยตอบสนองข้อเรียกร้องของไทยในการเปิดตลาดเพิ่มเติมให้ไทยมากขึ้นเกินกว่าในกรอบ ดับเบิลยูทีโอ ได้แก่ บริการด้านกฎหมาย บริการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบวิศวกรรม บริการด้านคอมพิวเตอร์ บริการค้าส่งค้าปลีก บริการเกี่ยวเนื่องภาคการผลิตรวมถึงมวยไทย ชิลีเปิดตลาดให้ไทยมากกว่าเอฟทีเออื่น ๆ ที่ชิลีเป็นภาคี นอกจากประโยชน์ด้านการตลาด การค้าและบริการแล้วความตกลงยังช่วยให้เกิดการอำนวยความสะดวกทางการค้า ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในด้านกฎระเบียบทางเทคนิคต่อการค้า สุขอนามัย และสุขอนามัยพืช อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับ การจัดทำความตกลงทางการค้าเสรีระหว่าง ไทย-ชิลีถือเป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการภูมิภาคลาตินอเมริกา ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ ซึ่งส่งเสริม และกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน ความตกลงดังกล่าวจะเป็นปัจจัยเสริม ในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันในการเป็นฐานการผลิตการกระจายสินค้าไปยัง ภูมิภาคอาเซียนของชิลี และชิลีเป็นฐานการกระจายสินค้ารวมถึงการผลิตให้ไทยในภูมิภาค ลาตินอเมริกา ด้านการเปิดตลาดคาดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยมากนักในสินค้าเกษตร ที่ชิลีมีศักยภาพ ได้แก่ องุ่นสด และสินค้าปลาสดแช่แข็ง จะเป็นการนำเข้าทดแทนสินค้า นำเข้าจากประเทศอื่นหรือหันเหการนำเข้าไม่ใช่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ภายใต้กรอบเอฟทีเอไทย-ชิลีได้มีกลไกเรื่องการเยียวยาทางการค้าในกรณีที่มีสินค้าจากชิลี ทะลักเข้ามาไทยอย่างมากจนเกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมก็สามารถใช้มาตรการปกป้อง ในการขึ้นภาษีได้หรือมาตรการเซฟการ์ด (Safeguard)
ในด้านการเปิดตลาดการค้าบริการก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาด การค้าบริการของไทยให้กับชิลี เพราะไทยเปิดตลาดในระดับที่ใกล้เคียงกับการเปิดตลาดของไทย ภายใต้กรอบอาเซียนอยู่แล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยกระทรวงเกษตร และสหกรณ์รับผิดชอบบริหารกองทุน ปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบกองทุน เพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและบริการที่ได้รับผลกระทบจาก การเปิดเสรีทางการค้า
ในการจัดทำความตกลงฉบับดังกล่าว รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ โดยกระทรวงได้ ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างละเอียดของการเจรจา จัดทำความตกลงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดทำเอกสารเผยแพร่รวมถึงการเข้าร่วม การสัมมนาต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ผลการเจรจา
จากหลักการและเหตุผลที่ได้กล่าวมา กระผมจึงเห็นว่าการที่ไทยเข้าร่วม ในความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลีจะก่อให้เกิดผลดีทางด้านเศรษฐกิจต่อประเทศ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ ผมจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบความตกลงการค้าเสรีระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี ซึ่งหลังจากได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาแล้ว ฝ่ายบริหารจะดำเนินการเพื่อเตรียมกระบวนการให้ทางฝ่ายไทยและชิลี ลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี และจากนั้นจะดำเนินการภายในเพื่อรองรับ การมีผลบังคับใช้ตามความตกลงต่อไป ขอขอบคุณครับ
ขอความร่วมมือ ท่านละ ๗ นาทีนะครับ ท่านแรกท่านสุริยา ปันจอร์ และตามด้วยท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ เท่าที่เวลาจะอำนวย ท่านประธานครับ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งอ่านเอกสารประกอบแล้วก็ต้องยอมรับว่าถ้าเป็นไปตามเอกสารข้อตกลงนั้นประเทศไทย จะได้รับประโยชน์มหาศาล ผมใช้คำว่ามหาศาลก็เนื่องจากว่าการเปิดตลาดเสมือนหนึ่งว่า เป็นการเปิดตลาดใหม่ ที่จริงแล้วประเทศไทยกับประเทศชิลีนั้นได้ทำการค้ามาเป็นเวลานาน พอสมควร แล้วในขณะเดียวกันนั้นประเทศไทยเราก็ได้เปรียบทางการค้ามาตลอด ถ้าพูดถึง กลุ่มลาตินอเมริกาประเทศชิลีนั้นอยู่ในลำดับที่ ๓ เป็นคู่ค้าลำดับที่ ๓ ก็ถือว่าเป็นลำดับต้น ๆ เลยทีเดียว ท่านประธานครับ ถ้าดูถึงการค้าระหว่าง ๒ ประเทศ ในสินค้าที่นำเข้า และสินค้าที่ส่งออก ถ้าดูสินค้าที่ส่งออก เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ปูนซีเมนต์ อาหารทะเล โดยเฉพาะปลากระป๋องซึ่งเป็นที่นิยม แล้วก็เครื่องจักรอื่น ๆ อันนี้ เป็นสินค้าที่ส่งออก พอมาดูสินค้าที่นำเข้า เช่น สินแร่ โลหะ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มี ความสำคัญมากทีเดียว ท่านประธานครับ สิ่งซึ่งผมอยากจะตั้งข้อสังเกต แล้วก็อยากจะเป็น ข้อเสนอแนะในโอกาสนี้ก็คือ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของข้อกฎหมาย หรือระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่าง ๒ ประเทศ เกี่ยวกับเรื่องการค้าระหว่าง ๒ ประเทศ ซึ่งทุกประเทศจะต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะให้รัฐบาลได้ใช้เวลาในการที่จะศึกษา ข้อกฎหมาย เพราะว่ากฎหมายบางประเทศนั้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องของการค้า แต่ก็อาจจะ ไม่เหมือนกัน ขอยกตัวอย่างเช่นประเทศไทยกัญชานี้ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่บางประเภท ไม่ผิดกฎหมาย เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก่อนที่จะได้ตกลงข้อตกลงดังกล่าวควรที่จะได้ ศึกษาเรื่องของกฎหมายเป็นเบื้องต้นนะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการได้เปรียบเสียเปรียบ แน่นอนครับเมื่อตกลงกันแล้ว ถ้าในกรณีที่เราเสียเปรียบอันนี้ก็เป็นผลกระทบมาถึงประชากรไทยทั้งประเทศเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าได้เปรียบก็ไม่ควรจะมี เสียเปรียบก็ไม่ควรจะมี แต่ความพอดีระหว่างทั้ง ๒ ฝ่าย นั่นละเป็นสิ่งที่เราปรารถนาครับ ท่านประธานครับ เรื่องของการผลักดันสินค้าใหม่ ๆ ซึ่งไม่ปรากฏอาจจะมีปรากฏบ้างแต่น้อยมาก ๆ นั่นก็คือ เรื่องของยางพาราครับ เพราะว่าขณะนี้ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่ผลิตยางพารา ในลำดับที่ ๑ อยู่ แล้วก็มีปัญหาเรื่องราคายางอยู่ เพราะฉะนั้นอยากจะนำเสนอรัฐบาล ได้พยายามที่จะส่งเสริมให้แปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แล้วก็เปิดตลาดใหม่ ในประเทศชิลี อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาลควรที่จะได้สนับสนุนและส่งเสริมครับ ผมมีข้อเสนอแนะเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขอบคุณทางรัฐบาล ที่ได้นำเสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างสาธารณรัฐชิลีกับประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็น การสานต่อเหมือนวิ่งไม้ผลัดที่มาสู่วาระสุดท้ายของความตกลงที่จะเริ่มต้นเมื่อมีผลใช้บังคับ ความจริงในเรื่องความตกลงดังกล่าวนั้นถือว่ามีความก้าวหน้ามาก เพราะว่าหลังจากที่เรา ทำความตกลงเอฟทีเอในเรื่องของการค้ากับประเทศเปรู เราก็ได้เริ่มต้นทันทีในการที่จะดำเนินการ ทำความตกลงแบบครอบคลุมมากกว่าประเทศเปรูกับสาธารณรัฐชิลี ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่า โดยแผนปฏิบัติการลาตินอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นแม่บทในการที่จะดำเนินการอย่างมีกลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ในแต่ละภูมิภาค ผมเองและท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมขณะนั้นก็ได้มีการประชุมกัน ที่กระทรวงการต่างประเทศว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยนั้นจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ระดับโลก แบ่งเป็นภูมิภาคต่าง ๆ ได้มีการขับเคลื่อนไประยะหนึ่งครับ ทั้งแผนปฏิบัติการตะวันออกกลาง แล้วก็ภูมิภาคอื่น ๆ รวมทั้งลาตินอเมริกา เพราะฉะนั้นในการประชุมเอเปคที่เมืองโยโกฮามา เมื่อปี ๒๕๕๓ ท่านประธานาธิบดีชิลี ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านรัฐมนตรีการค้า และอุตสาหกรรมชิลี และผม ก็ได้ร่วมในการแถลงการณ์ร่วมหรือเรียกว่าคำประกาศร่วม ที่จะเร่งรัดในการจัดทำความตกลงการค้า ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการลงทุนและการค้าบริการด้วย จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลา ๒ ปีเศษ แล้วในที่สุดหลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็คงจะเข้าสู่กระบวนการของการดำเนินการเพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ประเด็นที่สำคัญ ที่ต้องเรียนถามท่านรัฐมนตรีอยู่ ๒-๓ ข้อ แต่ว่าก่อนอื่นเราคงต้องทำความเข้าใจตรงกัน ในยุทธศาสตร์เสียก่อน เพราะว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐสภาในข้อเสนอของทางรัฐบาลนั้น มีความสำคัญและรวมไปถึงการสนับสนุนครั้งต่อ ๆ ไปของรัฐสภาด้วย ผมเชื่อว่าเราเห็น ตรงกันว่าสาธารณรัฐชิลีนี้เป็นประเทศที่มีความมั่นคงที่สุดด้านเศรษฐกิจและการเมือง เพราะว่าสาธารณรัฐชิลีได้ใช้เครื่องมือเอฟทีเอนี้ในการพัฒนาประเทศและเป็นทิศทาง ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศชิลี เพราะฉะนั้นจึงเป็นประเทศที่มีเอฟทีเอ มากที่สุด อาจจะกล่าวได้ว่ามากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ๒๒ ฉบับ กับ ๖๐ ประเทศทั่วโลก หลังจากที่เรา ได้แถลงการณ์ร่วมที่เมืองโยโกฮามาไป วันรุ่งขึ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยที่ส่งสินค้าไป สาธารณรัฐชิลีก็คือกลุ่มเอสซีจี (SCG) โดยคุณกานต์ ตระกูลฮุน มีหนังสือถึงรัฐมนตรีบอกว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งและขอให้เร่งรัดให้เสร็จภายใน ๑ ปี ซึ่งเราก็หวังอย่างนั้นนะครับ เพราะอะไร เพราะกำลังสูญเสียตลาด เนื่องจากว่าสาธารณรัฐชิลีทำเอฟทีเอกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งถือว่าก็เป็นทั้งคู่ค้าคู่แข่งของเรา โดยเฉพาะ ตลาดเม็ดพลาสติก ปรากฏว่าประเทศเกาหลีได้ ๐ เปอร์เซ็นต์ เรายังเสีย ๕ เปอร์เซ็นต์ ในที่สุดเม็ดพลาสติก ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ตันนั้นก็เสียตลาดไป ตรงนี้ว่าทำไม เราถึงต้องเร่งรัดอย่างยิ่ง และความจริงน่าจะเร็วกว่านี้ แต่ว่าเอาเถอะครับ เมื่อได้ดำเนินการมา ในขั้นสุดท้ายตรงนี้ผมก็มีข้อคิดเห็นแล้วก็คำถามนะครับ สำหรับลาตินอเมริกานั้นผมคิดว่า สาธารณรัฐชิลีนั้นวางในลักษณะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการเป็นเกตเวย์ซึ่งกันและกัน คือเราก็เป็นเสมือนประตูการค้าการลงทุนของสาธารณรัฐชิลีในอาเซียน สาธารณรัฐชิลีเอง เราก็คาดหวังว่าจะเป็นประตูการค้าการลงทุนของเราในลาตินอเมริกาซึ่งมีประชากรกว่า ๕๐๐ ล้านคน พอฟัดพอเหวี่ยงกับอาเซียนครับ แล้วก็เป็นเขตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ น้อยจากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) และวิกฤตการณ์ในสหภาพยุโรป ในอียู ดังนั้นจึงเป็นดาวรุ่งระหว่างภูมิภาคทั้ง ๒ ภูมิภาค เรียกว่าเราเดินมาถูกทาง ขณะเดียวกัน สาธารณรัฐชิลีเองถึงแม้จะมีความสำคัญทางการค้าไม่มาก เราส่งออกประเทศชิลีเป็นตลาดส่งออกของเราลำดับที่ ๔๗ มูลค่าการค้าระหว่างกัน ก็ไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ท่านรัฐมนตรีคงจะต้อง ให้น้ำหนักในเรื่องการค้าบริการและการลงทุนให้จงหนัก รวมทั้งเรื่องของโลจิสติกส์ เพราะว่า ตรงนั้นจะเป็นเกตเวย์แล้วก็ในฝั่งที่หันหน้ามาสู่แปซิฟิก ผมเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่ามี ๒-๓ ประเด็นครับ ๒-๓ ประเด็นที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนแล้วก็ ไปเจรจาแล้วก็เร่งรัดเรื่องการทำเอฟทีเอทั้งประเทศเปรูแล้วก็ประเทศชิลี แล้วก็ไปเยือน ในภูมิภาคนั้น สิ่งที่ผมเห็นเพิ่มเติมมาแล้วก็ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีอยู่ ๒-๓ ข้อนะครับ ๑. ก็คือว่าเนื่องจากความตกลงการค้าครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเอฟทีเอเรื่องการค้าเท่านั้น แต่ว่า รวมการค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ
๑. ก็คือว่าในข้อบทที่ปรากฏอยู่ในความตกลงการค้าเสรีเล่มสีเหลืองนี่ครับ ฉบับแปลภาษาไทยจากภาษาอังกฤษที่เป็นความตกลงที่ได้เสนอรัฐสภา มันมีข้อบทหนึ่ง ซึ่งผมไม่เห็นที่ปรากฏอยู่ในเอกสารชี้แจง ขณะเดียวกันก็ค่อนข้างแปลกใจว่าเราใส่ในข้อบท เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ หรือว่ากัฟเวิร์นเมนท์ โพรเคียวเมนท์ (Government procurement) ตรงนี้ค่อนข้างใหม่นะครับ เพราะว่าประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยกัฟเวิร์นเมนท์ โพรเคียวเมนท์ หรือว่าการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐนะครับ และเข้าใจว่าในอาเซียนเองเราก็รู้สึก จะยังไม่ได้มีการดำเนินการเป็นสารัตถะสำคัญในเรื่องนี้ แต่ว่าในความตกลงดังกล่าวนั้น ในข้อบท ข้อ ๑๑.๘ อยากเรียนถามว่าเรามีเหตุผลกลใด มีความพร้อมแค่ไหน แล้วในส่วนนี้ เป็นสัญญาณที่เราจะเข้าไปสู่ในเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐหรือไม่ อย่างไร
๒. ก็คือในเรื่องของการค้าบริการ ขออีก ๑ นาทีเท่านั้นครับ ในความตกลง ดังกล่าวนั้นท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นะครับว่าเราจะเปิดการค้าบริการที่จะผูกพัน โดยนำในเรื่องของข้อผูกพันการค้าบริการอาเซียนชุด ๘ ล่าสุดภายใต้เอฟาสของเรา ที่มีพันธะกับอาเซียนนั้น โดยที่จะให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๗๐ ของทุนจดทะเบียน และบริษัทนั้นต้องมีคนไทยถือหุ้นที่เหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็ถือได้ว่าเป็นความคืบหน้า อย่างมากนะครับ ก็เรียนถามว่าในการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ท่านจะมีการแก้ไขบัญชี ๒ บัญชี ๓ หรือไม่ อย่างไรเพื่อให้สอดคล้อง และความผูกพันนี้ จะเป็นข้ออ้างข้อบทในการที่ประเทศคู่ภาคีของเราที่เรามีความตกลงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ เอฟทีเอก็ดีและอื่น ๆ ในการที่จะย้อนกลับมาเรียกร้องในเรื่องเหล่านี้นอกจากกลุ่มอาเซียน ซึ่งเราถือว่าเราใช้ยุทธศาสตร์อาเซียน เฟิร์สท (ASEAN First) อาเซียน ฮับ (ASEAN Hub) เป็นพิเศษ แต่ว่าสำหรับตรงนี้เป็นการอยู่นอกกลุ่ม แล้วผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นการนอกกลุ่ม ประเทศแรกที่มีสารัตถะที่ชัดเจนขนาดนี้ในการเปิดเสรีภาคบริการถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ตรงนี้ก็ขอถาม
คำถามสุดท้าย ก็คือว่าในเรื่องการเปิดตลาดข้าวให้กับประเทศไทยครับ เพราะว่าการบริโภคข้าวในลาตินอเมริกาและอเมริกากลางนั้นก็มีปริมาณค่อนข้างมาก และเศรษฐกิจกำลังเติบโตเป็นโอกาสของตลาดข้าวไทย แต่ว่าตรงนี้เราไปตกลงกันในกรอบว่า เขาจะเปิดให้เราต้องใช้เวลาถึง ๕ ปี เราจะเร่งรัดเร็วกว่านั้นได้หรือไม่ เพราะว่าโดยแท้ที่จริง ประเทศชิลีก็เป็นทั้งคู่ค้าคู่ขา ปัจจุบันต้องเรียกว่าเป็นคู่ค้าคู่ขา แล้วก็มีวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะเป็นแหล่งปลาทูน่าอันดับ ๒ ของโลกรองจากประเทศนอร์เวย์ ซึ่งประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสาครเราก็ถือว่าเป็นเมืองประมงโลก มีการแปรรูปปลาทูน่า เป็นอันดับ ๒ ของโลก ปลาทูน่ากระป๋องนะครับ ปลาซาร์ดีนอะไรต่าง ๆ นี่ก็อันดับ ๑ ของโลก ในส่วนนี้เราพอที่จะไปเจรจาต่อรองเร่งรัดเปิดในเรื่องของข้าวให้เร็วกว่านี้ได้หรือไม่ ก็เป็น ๓ ประเด็นคำถามที่ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรี
ท่านสุรศักดิ์ ศรีอรุณ แล้วตามด้วยท่านอรรถวิชช์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่จะอภิปรายกระผมขออนุญาตแสดงความชื่นชม ที่ได้จัดทำเอกสารประกอบการพิจารณาละเอียดมากกว่ากรอบการเจรจาอันอื่นที่ผมเคยเห็น ท่านประธานครับ ก่อนที่จะพิจารณาหรืออภิปรายความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลี ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศชิลีเพื่อประกอบการ พิจารณาโดยสังเขปนะครับ ประเทศชิลีเขาเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองค่อนข้าง จะเข้มแข็ง แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาหรือเปล่านะครับ เป็นประเทศ ที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด คือเขาไม่ไปเบี่ยงเบน กลไกทางการตลาด เขาให้การตลาดทำงานเต็มที่นะครับ นโยบายการค้าของประเทศชิลี จะใช้นโยบายการเปิดกว้าง โปร่งใส คาดการณ์ได้ และเป็นกลาง เพราะฉะนั้นก็จะมี การลงทุนจากต่างประเทศไปลงทุนมากนะครับ ประเทศชิลีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) เล็กกว่าประเทศไทยเราเล็กน้อยนะครับ คือจีดีพีของเขาเมื่อปี ๒๕๕๔ นี่ประมาณ ๒๔๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ของเรามีประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้นก็น่าจะภูมิใจว่าประเทศไทยเราก็ยังมีขนาดเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตนะครับ อัตราการว่างงานของเขา ๖.๙ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแรงงาน ของประเทศไทยเราบอกมีแค่ ๗๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นข้อมูลการว่างงานซึ่งไม่น่าเชื่อถือนะครับ ท่านประธานต้องจัดการให้ สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจและตั้งเกณฑ์ใหม่ ไม่อย่างนั้นเราจะหลงอยู่ในเรื่องตัวเลข อัตราการว่างงานซึ่งไม่ถูกต้องนะครับ ท่านประธานครับ มีส่วนที่น่าควรระวังอยู่เล็กน้อย คือประเทศชิลีมีหนี้ภายนอกประเทศอยู่ประมาณ ๙๘,๖๘๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต่างกับ ประเทศไทยเราส่วนใหญ่เราจะเป็นหนี้ภายในประเทศนะครับ หนี้สาธารณะของเรา ๔.๕ ล้านล้านบาท ก็คิดว่าท่านประธานคงจะใช้วิธีที่จะทำให้ตัวนี้ไม่เพิ่มขึ้นนะครับ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศชิลีนี่แบ่งออกได้ หลายประเด็นด้วยกัน ตั้งแต่มติทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะว่าเราก็ดำเนินการ มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ แล้วที่ขยายความสัมพันธ์ตรงนี้ โดยคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ การตกลงเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ อันนี้ก็จะทำให้เรามีโอกาสสูงขึ้น ประเทศไทยเรา คาดหวังว่าจะไปเจาะตลาดประเทศชิลีเพื่อเปิดโอกาสไปสู่ประเทศลาตินอเมริกาแถว ๆ นั้น แต่ผมก็ยังกังวลอยู่นะครับ เพราะว่าประเทศไทยเราไม่มีพาณิชยนาวีที่เข้มแข็งพอ ถ้าเผื่อ ท่านประธานดูสินค้าที่เราส่งออกไปประเทศชิลีนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าจะต้องขนส่ง ทางเรือเป็นหลัก สินค้าที่เราส่งออกไปยังประเทศชิลีก็จะมีรถยนต์ อาหารทะเล โพลีเมอร์ เครื่องซักผ้า เครื่องซักแห้ง ส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกล อะไรต่าง ๆ ทั้งหมดมันต้องใช้การขนส่งทางน้ำเป็นหลัก ขณะนี้เราไม่มีกองเรือที่เข้มแข็ง ค่าเฟรท (Freight) อะไรต่าง ๆ ก็ตกไปอยู่ในมือต่างประเทศ ก็คิดว่าท่านประธานควรจะให้ทางพรรคร่วมรัฐบาล ให้ความสนใจและพัฒนากิจการพาณิชยนาวีเพื่อเราจะได้มีความเข้มแข็งตรงนี้ จะได้ทำให้ การค้าซึ่งเราต้องการที่จะขยายไปยังประเทศชิลีได้เพิ่มมากขึ้น เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภาทุกท่านแล้วว่าเราได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศชิลีในขณะนี้ แต่ในอนาคตไม่แน่ใจถ้าสมมุติว่าเราไม่ทำความเข้มแข็ง ไม่ขจัดปัญหาอะไรต่าง ๆ ให้หมดไป นี่นะครับ มันก็จะทำให้สิ่งที่เราเคยได้เปรียบนั้นลดลงไป ถ้าสมมุติว่าเราไม่ตกลงเราจะเสีย ประโยชน์อะไรบ้างนะครับ ถ้าสมมุติเราไม่ตกลงนี่นะครับคิดว่าเราก็จะเสียเปรียบประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศเกาหลีใต้ ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย เพราะพวกนี้เขาได้ทำความตกลงไปกับประเทศชิลีเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาได้รับการยกเลิกภาษีศุลกากรลงแล้วเราไม่ได้รับก็จะทำให้ เสียเปรียบนะครับ โครงสร้างการผลิตของประเทศไทยและประเทศชิลีมีลักษณะ ซึ่งเกื้อหนุนกันมากกว่าที่จะแข่งขัน อันนี้ค่อนข้างจะแปลกนะครับ เพราะว่าส่วนใหญ่ ถ้าสมมุติว่าเราเปิดการค้าเสรีกับหลายประเทศนี่เรามักจะต้องไปแข่งขัน ผมก็มีความยินดีว่า โชคดีของประเทศไทยซึ่งการค้าเราไม่ได้เป็นคู่แข่งกับประเทศชิลีโดยตรง เมื่อเปิดการค้าเสรีก็คิดว่าคงจะทำให้สิ่งที่ทางรัฐบาลคาดหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจ ประเทศไทยดีขึ้นน่าจะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น ในภาพรวมผมคิดว่าน่าจะให้การสนับสนุน ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลชิลีกับประเทศไทย ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมี ๒ ประเด็นนะครับ แต่ก่อนที่จะไปประเด็น ในเรื่องของข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี ต้องขอเล่าสักนิดหนึ่งครับว่าปกติแล้วขั้นตอน ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ เวลามีข้อตกลงทางการค้าก็จะมีการเสนอกรอบกว้าง ๆ ก่อน ซึ่งจะมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ หลังจากที่กรอบเสร็จแล้วฝ่ายบริหารนั้น ก็ไปเจรจา เจรจาเสร็จก็จะเอาตัวร่างสัญญาเข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่งเหมือนในกรณีนี้ ในกรณีของเอฟทีเอการค้าเสรีไทย-ชิลีก็มีการเสนอกรอบมาแล้ว และวันนี้ก็หลุดจากขั้นตอน การเสนอกรอบมาเป็นการเสนอร่างตัวสัญญาที่จะเซ็น ซึ่งก็เป็นในเรื่องของขั้นตอนในเอกสาร เล่มสีเหลืองแบบนี้ ๔ เล่มที่อยู่บนโต๊ะ
ทีนี้ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตหารือท่านประธานก่อนในประการแรกนะครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีการเสนอกรอบซึ่งเป็นกรอบเอฟทีเอข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรป กับประเทศไทย ซึ่งแน่นอนก็หมายถึงการที่จะลดภาระในเรื่องของภาษีศุลกากรระหว่าง ๒ ประเทศให้เป็นอัตรา ๐ นะครับ ประเด็นปัญหามันอยู่ที่ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระผมเอง ก็ได้อธิบายว่าเอฟทีเอระหว่างสหภาพยุโรปหรืออียู กับประเทศไทยมีข้อน่าสนใจหลายประการ ซึ่งน่าจะเป็นการที่จะมีการพูดคุยในระดับที่เป็นคณะกรรมาธิการทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ปรากฏว่าผมก็พยายามจะพลิกดูข้อบังคับของเราหลายครั้งหาช่องไม่ได้ครับ อันนี้ฝาก ท่านประธานนิดหนึ่งได้ไหมครับว่าในกรณีที่มีการเสนอกรอบเข้ามาแล้วเวลาไปพิจารณา สามารถจะให้ ส.ส. ส.ว. พิจารณากรอบนั้นโดยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง ๒ ฝั่ง ได้หรือไม่ อย่างไร ผมเคยเห็นในสมัยที่แล้วมีบางเรื่อง เช่น ข้อตกลงในการตรวจเอกสาร ที่เป็นบันทึกรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชา ในขณะนั้น ครม. ถอนออกไปโดยเสนอ ให้รัฐสภาแห่งนี้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแล้ว รายงานกลับมาอีกครั้ง แบบนี้จะมีความรอบคอบมากขึ้น คราวนี้ครับ เนื่องจากว่า กรอบการค้าเสรีจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะต้องมาพิจารณากันในรัฐสภาแห่งนี้เป็นไปได้ไหมครับ ท่านประธาน ท่านประธานสมศักดิ์นี่ละครับช่วยดูให้หน่อยครับว่า ข้อบังคับของสภาเรามีสิทธิ ในการที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการดูในบางเรื่องได้หรือไม่ เพราะคราวที่แล้วท่านประธานวุฒิสภา คือท่านนิคม ผมพยายามจะเสนอในการขอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันแต่ท่านก็ไม่ได้เปิดโอกาส ในการให้พูดคุยในคราวที่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายว่ารัฐสภาแห่งนี้จะได้มีโอกาสในการดูกรอบ อย่างละเอียดอีกครั้ง ที่ต้องขึ้นมาทวงถามท่านประธานในคราวนี้เพราะว่าเรื่องนี้สำคัญนะครับ เนื่องจากว่าเวลาเขาเปิดกรอบการเจรจาเอฟทีเอแต่ละครั้งจะต้องไปรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ แต่จะมีกี่ครั้งที่ท่านรัฐมนตรีผู้มีอำนาจในการดู ท่านนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจในการสั่งการจะมีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็น อย่างแท้จริงผ่านตัวแทนประชาชนคือ ส.ส. ส.ว. เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานรัฐสภา ท่านสมศักดิ์ช่วยดูกลไกเรื่องนี้แล้วฝากบอกด้วยว่าท่านจะให้พวกผมทำกันอย่างไรในกรณีที่มี การเสนอกรอบมาในชั้นแรกที่จะให้ ส.ส. ส.ว. นั้นได้มีการดูกันอีกครั้งแบบรายละเอียด
ผมลงมาถึงเรื่องของประเทศชิลีครับ เรื่องของประเทศชิลีเป็นการเสนอ กรอบไปแล้ว ซึ่งก็ได้มีการผ่านไปแล้ว เรื่องนี้จริง ๆ เกิดตั้งแต่สมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านมีการคุยกับท่านประธานาธิบดีของประเทศชิลีในการประชุมเอเปคแบบทวิภาคี ที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็นำมาสู่การอนุมัติกันในเรื่องของกรอบ แล้วก็นำมาสู่การที่ลงมา ในเรื่องของตัวสัญญาในวันนี้ คำถามก็เกิดขึ้นอย่างนี้ครับว่า เมื่อสัญญามันมากองอยู่ ที่หน้าแบบนี้แล้วเราจะปรับเปลี่ยนอะไรมันได้อีกไหมในสภาแห่งนี้ เป็นไปได้ยากเหลือเกินครับ เพราะฉะนั้นจะคุยอะไรกันให้เสร็จต้องคุยเสร็จในชั้นกรอบ ส.ส. ส.ว. มีโอกาสจะได้มี ความคิดเห็นได้ก็ต้องดูในชั้นกรอบ อย่างเอฟทีเออียูกับประเทศไทยเรื่องยาคนไทยบริโภคยาแพง เรื่องอย่างนี้จะแก้ไขกันอย่างไร ถ้าเราได้คุยกันหมดในนี้คงจะดีครับ พอมาดูเรื่องประเทศชิลี ผมมีประเด็นนิดเดียวครับสำหรับเรื่องของเอฟทีเอไทย-ชิลี ซึ่งออกมาในรูปแบบของสัญญากันแบบนี้แล้วนะครับ คือรายการเมื่อท่านประธานเปิดไปนี่ ทุกอย่างจะเป็นรายการแล้วก็มีโค้ด (Code) ตัวฮาร์โมไนซ์ ซิสเตม โค้ด (Harmonized System Code) ที่อยู่ข้างหน้าแล้วก็บอกว่าสินค้าคืออะไรบ้าง แต่ละตัวจะเป็นตัวบอกว่า ทั้ง ๒ ประเทศจะเปิดให้ไม่มีภาษีแทริฟ (Tariff) ระหว่างกัน ๐ นี่เริ่มเมื่อไร จะมีเริ่มตั้งแต่ ๐ ปีหมายถึงว่า ผมดูในนี้ดีกว่านะครับ แบบนี้ครับ แคทะกอรี (Category) ที่บอกว่า เยียร์ ๐ (Year0) นี่หมายถึงว่าเซ็นสัญญาเมื่อไรปุ๊บมันมีผลเลย บางประเภทก็เขียนว่า เยียร์ ๑ (Year1) ก็คือหมายถึงว่าจะมีผลก็ต่อเมื่อถัดไปอีก ๑ ปี ทีนี้ปัญหามันมีอย่างนี้ครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้ากล้องซูม (Zoom) ได้ช่วยซูมหน่อยเพราะจะถามท่านรัฐมนตรีด้วยว่าเรื่องนี้จะอย่างไร อย่างในกรณีของเยียร์ ๓ (Year3) นี่หมายถึงว่ารูปแบบที่จะมีการลดอัตราภาษีศุลกากร ระหว่าง ๒ ประเทศระหว่างกันมีกำหนดทั้งหมด ๓ ปี พอลงนามในสัญญาเอฟทีเอปุ๊บนี่ ลดก่อน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พอมาปีที่ ๑ ในเดือนแจนยัวรี (January) หมายถึงว่าเดือนมกราคม ก็คือลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พอมาเดือนมกราคม วันที่ ๑ เหมือนกันปีที่ ๒ ลด ๗๕ เปอร์เซ็นต์ พอมาปีที่ ๓ วันที่ ๑ มกราคม ลด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม อย่างนี้คือในกรณีที่ ๓ ปีทยอยลดลงไปนะครับ
คำถามก็คือว่า ๑. เรื่องนี้เอฟทีเอระหว่างไทย-ชิลี ท่านรัฐมนตรีได้มี การกำหนดเวลาแน่นอนหรือยังครับว่าจะมีการลงนามกันในช่วงวันที่เท่าไรของปีนี้หรือว่า เดือนที่เท่าไรของปีนี้ เพราะว่ามันจะเป็นส่วนที่ยังลดไม่เต็มจำนวนนะครับ เพราะฉะนั้น การส่งสัญญาณมีความชัดเจนอย่างนี้อยากจะให้ท่านช่วยบอกที่รัฐสภาทีว่าวันที่เท่าไร ถ้ามีการผ่านสภาแห่งนี้ไปปั๊บจะมีโอกาสในการลงนามระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลี แล้วก็ ผมขออนุญาตฝากเรื่องนี้ไปกับท่านรัฐมนตรีในกรณีประเด็นเอฟทีเอต้องเซ็นกับประเทศอื่น ๆ ในกรณีสาธารณรัฐชิลีนะครับ สาธารณรัฐชิลีได้ประโยชน์เยอะมากเลย แต่ว่าการเซ็นสัญญา เอฟทีเอมันจะเป็นแบบนี้ครับ มันมีผลในวันที่ ๑ มกราคม นั่นหมายความว่าอย่างวันนี้เราคุยกัน ในเดือนกุมภาพันธ์ เรื่องนี้กว่าจะมาถึงมันช้าไปเสียแล้วครับ เพราะกว่าที่จะได้ประโยชน์ มันต้องรอทบไปอีกปีหน้าคือวันที่ ๑ มกราคม อันนี้เข้าใจนะครับ ผมก็อยากจะถามท่าน เพื่อความชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการด้วยว่าจะเริ่มลงนามกันได้เมื่อไรถ้าผ่านสภานี้นะครับ แล้วก็เที่ยวหน้าถ้าจะต้องมีการเซ็นเอฟทีเออีก และเป็นข้อตกลงที่จะต้องสตาร์ท (Start) วันที่ ๑ แจนยัวรีแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นะครับ ซึ่งเป็นแบบฟอร์มมาตรฐาน ผมคิดว่าน่าจะมาปรับ ให้มันมีผลได้เลยทันทีโดยที่วันเวลาขอให้มันสอดคล้องกับแผนการของฝ่ายบริหารที่จะมี การลงนามเพื่อที่มาตรการทางภาษีนั้นจะได้เกิดขึ้นเร็ว เพราะตอนนี้ริเริ่มไว้ตั้งแต่ ท่านอภิสิทธิ์ ในปี ๒๕๕๓ แล้วพอเราจะผ่านสภากันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แบบตอนนี้นะครับ ก็ขาดทุนไปปีหนึ่งแล้ว อย่างนี้ก็จะเสียเปรียบนะครับ ขอบพระคุณครับ
มีสมาชิกที่จะอภิปราย อีกหลายท่านนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเอาไว้ไปต่อคราวหน้าครับ ปิดประชุมครับ