อลงกรณ์ หารือเรื่องความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียน โดยเฉพาะพิธีสารทางเศรษฐกิจที่จะมีผลกระทบต่อประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐมนตรีแจ้งว่าพิธีสารเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และมีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย จุดอ่อนอย่างไร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องแผนยุทธศาสตร์รัฐบาลที่ไม่พร้อมสำหรับเอสเอ็มอี และขอให้รัฐบาลนำระบบ กกร. มาพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในวาระที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอมานั้นก็คือรายการความตกลงและพิธีสาร ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสาร เพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน เรื่องนี้ ต้องเรียนท่านประธานว่าทั้งรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาชุดที่แล้วและการสานต่องานเพื่อให้เป็นไปตาม เออีซี บลูพรินท์ (AEC Blueprint) หรือว่าพิมพ์เขียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เรามีเป้าหมายบรรลุภายในปี ๒๕๕๘ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคมเป็นเป้าหมายร่วมกัน แล้วก็ถือเป็นยุทธศาสตร์ของชาตินะครับ ไม่มีอะไรขัดข้องที่เราจะร่วมมือกันในการสนับสนุน กรอบที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบในวันนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามกระผมเชื่อว่า ภายใต้ความตกลงทางการค้าอาทิก้านั้น ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ความตกลงหลักของประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็คือความตกลงว่าด้วยการลงทุน หรือว่าอาเกีย (ACIA) หรือความตกลง ว่าด้วยการบริการ การค้าบริการ หรือเอฟาส (AFAS) แล้วก็ความตกลงว่าด้วยการค้า ก็คืออาทิก้า ตรงนี้เป็นไปตามโรดแมป (Roadmap) ที่จะต้องก้าวไปสู่การเปลี่ยนอาเซียน อย่างสมบูรณ์ ก้าวสู่การเป็นตลาดเดียวกันและฐานการผลิตร่วมกัน ดังนั้นจะต้องขจัดอุปสรรค ทางการค้า แล้วก็อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี ตลอดจนพฤติกรรมของการกีดกันทางการค้าทุกรูปแบบ รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ หรือแม้แต่ในเรื่องของการขนส่งข้ามแดน หรือว่าการขนส่งข้ามพรมแดน ตรงนี้เป็นโอกาส สำคัญครับ เป็นโอกาสสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนว่าภายใต้อาทิก้าที่ผมเอง มีส่วนนะครับ เพราะว่าเราลงนามในความตกลงทางการค้าหรืออาทิก้ากับอาเซียนทั้งหมด ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ และมีผลบังคับใช้เมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และได้มีการกำหนด ในเรื่องของการปรับปรุงพิธีสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งกระจัดกระจาย ตั้งแต่ในเรื่องของเซปท์ มาสู่เรื่องของอาฟตาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้น ใน ๑๑ ความตกลงและพิธีสารยังมีอยู่อีก ๔ พิธีสารที่ยังมีอายุของการบังคับใช้ แต่ว่าอาเซียน ได้มีการปรับปรุงเพื่อให้มีการแก้ไขแล้วก็ให้ดำเนินการพร้อมกับในเรื่องของอาทิก้าภายใต้กรอบเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าทางรัฐบาลได้ดำเนินการในเรื่องนี้มาเป็นไปตามที่เราได้ตกลงไว้กับอาเซียน ผมอยากเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าภายใต้ ๑๑ ความตกลงและพิธีสารนะครับ ๑๑ ฉบับเดิมที่เอามาผนวกไว้ภายใต้ อาทิก้านั้นจะมีอยู่บางพิธีสารและความตกลงที่มีการแก้ไข เช่น พิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วย การดำเนินการพิเศษสำหรับสินค้าอ่อนไหวและสินค้าอ่อนไหวสูง ฉบับที่ ๑ ตรงนี้เป็นตัวอย่าง หรือว่าพิธีสารว่าด้วยการปรับปรุงการขยายการให้สิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้การให้สิทธิพิเศษ ทางการค้าในอาเซียน หรือพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการกำหนด อัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วย การให้สิทธิพิเศษทางการค้าในอาเซียน รวมไปถึงพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน พิธีสารใน ๑๑ ฉบับแรกที่มาภายใต้เซปท์และอาฟตานั้น อยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงต่อรัฐสภาว่าการปรับปรุงแก้ไขซึ่งบางฉบับนั้นก็ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนบัดนี้ใกล้เข้าโค้งสุดท้ายของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว สาระสำคัญเปลี่ยนแปลงไป มากน้อยหรือไม่ มีการปรับปรุงหรือไม่เพราะวันเวลาเปลี่ยนมาร่วม ๑ ทศวรรษแล้ว
คำถามที่ ๒ ก็คือว่าในความตกลงเซปท์เดิมนั้นซึ่งเราจะทดแทนด้วยความตกลง อาทิก้า จะมีพิธีสารทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อยู่ ๔ ฉบับด้วยกัน
๑. ก็คือกรอบความตกลงว่าด้วยการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน ปี ๑๙๙๒
๒. ก็คือกรอบความตกลงด้านอิเล็กทรอนิกส์ของปี ๒๐๐๐
๓. คือกรอบความตกลงสำหรับสาขาเร่งรัดการรวมกลุ่มอาเซียน ปี ๒๐๐๕ ที่ท่านรัฐมนตรีคงทราบดีนะครับ ก็คือไพรออริตี เซคเตอร์ (Priority sector) ซึ่งเราจะมีภาระ พันธะ ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในค่อนข้างมาก
๔. รวมไปถึงพิธีสารการรวมกลุ่มรายสาขาของอาเซียน ปี ๒๐๐๔ ซึ่งเป็นโรดแมป ในเรื่องของสาขาเร่งด่วนที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องการเกษตร ยานยนต์ สารสนเทศ อิเล็กทรอนิกส์ ประมง สุขภาพ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์เคมี ตรงนี้เป็นส่วนที่อยากจะเรียนถามว่า ใน ๑๑ ความตกลงพิธีสารภายใต้เซปท์ อาฟตา ที่มีการปรับปรุงแก้ไขทั้งในอดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ภายใต้การดูแลของท่านนั้นได้มีการปรับปรุงแตกต่างไปอย่างไร มีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย จุดอ่อน อย่างไรที่พึงสังวรไว้ เพราะยังเหลือเวลาอีก ๒ ปีในการที่เรามีเวลาที่รัฐสภาจะได้มาพิจารณา หากท่านเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีการขอความเห็นชอบจากรัฐสภา กับ ๒. ก็คือในส่วนของ ความตกลงเซปท์ ๔ กรอบดังกล่าวที่เป็นความตกลงและพิธีสารดังกล่าวซึ่งค่อนข้างใกล้ตัวมาก เพราะว่าตรงนี้จะเป็นเรื่องที่อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสาขาเร่งรัดที่จะต้องมีการลดภาษี ที่จะต้องมีการเปิดเสรีตรงนี้ที่เป็นไพรออริตี เซคเตอร์ ได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นความตกลง ที่จะเข้ามาอยู่กรอบความเห็นชอบของรัฐสภาครั้งนี้มันปรับเปลี่ยนไปอย่างไร แตกต่างอย่างไร
ขณะเดียวกันกระผมมีข้อสังเกตข้อเสนอแนะและข้อกังวลอยู่ด้วยกัน ๖ ข้อ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่าถึงแม้ประเทศไทยจะมีความเป็นผู้นำ ในอาเซียนอยู่ในลำดับ ๑-๓ อยู่ในทุกสาขาเราถือว่าเป็นประเทศชั้นนำของอาเซียน ๑๐ ประเทศนี้ เรามีขีดความสามารถอยู่ในชั้นนำของ ๑๐ ประเทศอาเซียน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ในระบบเศรษฐกิจของเรานั้นมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง มีทั้งความพร้อมและไม่พร้อม และถึงไม่พร้อมก็จะต้องเดินให้พร้อมกันไปสู่ปี ๒๕๕๘
ฉะนั้นข้อกังวลข้อสังเกตข้อที่ ๑ ของผมก็คือว่ารัฐบาลได้ทำแผนยุทธศาสตร์ รวบภาครัฐ ภาคเอกชนในการปรับปรุงพัฒนาเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการของเรา โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วหรือยัง ความจริงระบบนี้ท่านประธาน คงทราบว่าเรามีระบบ กกร. ซึ่งในรัฐบาลที่แล้วถือว่าเป็นองค์ประชุมร่วมระหว่างรัฐบาล กับ กกร. ก็คือสถาบันร่วมเอกชน ๓ สถาบันเป็นหลักก็คือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แล้วก็สมาคมธนาคารไทย ความจริงรูปแบบตรงนั้นถือได้ว่า เป็นโอกาสอันดีในการที่จะทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน ถ้ารัฐบาลยังไม่ทำผมแนะนำครับ ผมแนะนำให้ท่านไปดูแผนพัฒนาธุรกิจแห่งชาติฉบับแรกของประเทศไทยที่ทำไว้ในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำ เพราะรู้ดีว่านอกจากเป็นการเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ แล้ว ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคนี้และประเทศไทยคือการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้นจึงได้มีแผนพัฒนาธุรกิจแห่งชาติดูตั้งแต่เอสเอ็มอีขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และขนาดยักษ์ เพื่อให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนสอดคล้องกับทางแพร่งที่เราจะต้องก้าวข้ามไป ข้อสังเกตประการที่ ๒ ก็คือว่า