รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

เกียรติ สิทธีอมร หารือเกี่ยวกับหลักการในการดำเนินการของประเทศไทย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการให้ภาคธุรกิจเอกชนที่มีการส่งออกไปประเทศในภูมิภาคหันมาใช้ฟอร์ม ดี กันมากขึ้น โดยเน้นย้ำถึงจุดอ่อนของประเทศไทยที่ไม่ได้ใช้ฟอร์ม ดี ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศอื่น และขอให้สร้างกติกาขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลให้สิทธิกับผู้ที่สมควรจะได้สิทธิ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของกรอบความตกลงการค้ากับประเทศอาเซียน และประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะถิ่นกำเนิดสินค้า และเรียกร้องการยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในหลักการแล้วทั้ง ๒ กรณีนี่ผมไม่ติดใจในแง่ของหลักการในการเดินของประเทศไทยต่อไป แต่ผมก็มีข้อเป็นห่วงแล้วก็อยากซักซ้อมความเข้าใจกับทางรัฐบาลเอง ซึ่งจะนำกรอบเหล่านี้ ไปปฏิบัติ แล้วเราเองก็คงต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตว่ามันมีปัญหาอย่างไร และผม อยากฟังจากรัฐบาล จากผู้แทนรัฐบาลว่าจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ได้อย่างไรบ้าง

ประการแรก ท่านประธานครับ เรากำลังคุยเรื่องฟอร์ม ดี แต่ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าสถิติการใช้ฟอร์ม ดี ของประเทศไทยนั้นน้อยครับ คือคนไม่ค่อยรู้ครับ เมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วใช้แค่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๒-๓ ปีที่แล้วขยับขึ้นมาประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ยิ่งใช้น้อยยิ่งเสียเปรียบ เจรจาเก่งแค่ไหนคนไม่รู้ไม่ใช้เสียประโยชน์ของประเทศครับ เรื่องนี้เป็นหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ล้วน ๆ ที่จะไปดำเนินการให้ภาคธุรกิจเอกชนที่มีการส่งออก ไปประเทศในภูมิภาคหันมาใช้ฟอร์ม ดี กันมากขึ้น หลายคนไม่ใช้เพราะไม่ทราบ หลายคนไม่ใช้ เพราะรู้สึกว่ายุ่งยากในการปรับปรุงแก้ไขให้มีความง่าย อันนี้ผมคิดว่าเป็นประโยชน์นะครับ ในขณะเดียวกันเราก็คงต้องทราบการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดจากหลักง่าย ๆ ก็คืออาเซียน คอนเทนท์ (ASEAN content) วัตถุดิบที่มาจากอาเซียนรวมกันแล้วได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มาเป็นวิธีใช้เกณฑ์ สัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค ไม่ได้ต่างกันเท่าไรครับมันเป็นหลักวิธีคิด แต่ส่วนหนึ่งที่สำคัญ ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีหรือท่านประธานทราบหรือไม่ ตามกติกาขององค์การการค้าโลก ปกติเกือบทุกประเทศเขาไม่เอากำไรมาบวกเป็นต้นทุน ไม่มาบวกเป็นคอนเทนท์ ของอาเซียนเรา อนุโลมให้มีการใช้กำไรมาบวกได้ ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัตินะครับ ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีหลายกรณีเลยที่มีการปรับกำไรเพื่อให้ได้สิทธิ แต่ไม่ใช่เป็นการผลิตจริง ไม่ใช่ต้นทุนจริง และมีการทรานส์เฟอร์ ไพรซิง (Transfer Pricing) กับประเทศที่ส่งอินวอยซ์มาจาก นอกภูมิภาค ปรับเพื่อให้ได้สิทธิในการใช้พอดี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ถ้าเราจะปรับปรุง แก้ไขทั้งทีทำไมเราไม่สร้างกติกาว่าการกำหนดสัดส่วนของกำไรควรจะต้องไม่เกินเท่าไร เราจะเห็นมีหลายกรณีมากเลยที่มีการยื่นกำไรเข้ามาสูงมากถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า จริง ๆ อาเซียน คอนเทนท์มันไม่ได้ มันไม่ได้ก็เลยไปบวกในกำไรเสีย พอไปบวกในกำไร ประเทศในอาเซียนมีภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำอยู่แล้ว ก็ยอมโอนกำไรเหล่านั้นกลับเข้ามา ที่อาเซียน ในมุมหนึ่งอาจจะดูดีครับ แต่อีกมุมหนึ่งก็คือคนเหล่านั้นไม่ควรได้สิทธิแต่กลับได้สิทธิ ก็กลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญกับผู้ประกอบการในอาเซียน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดอ่อนอยู่อันหนึ่ง ซึ่งถ้ามีโอกาสในแง่ของฝ่ายรัฐบาลเองจะไปเจรจากับประเทศภาคีสมาชิกให้มีการสร้าง กติกาขึ้นมาเราก็มีมาตรฐานอยู่แล้ว กำไรของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมในโลกค่าเฉลี่ยมีเท่าไร อันนี้ถ้าสร้างกติกาเพิ่มเติมขึ้นก็จะสามารถทำให้เรากำกับดูแลให้สิทธิกับผู้ที่สมควรจะได้สิทธิ มากเป็นพิเศษ แล้วคนที่ไม่สมควรจะได้สิทธิก็ไม่ควรที่จะใช้ช่องโหว่ตรงนี้นะครับ

ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะสอบถามก็คือว่าในขณะเดียวกันอาเซียนเอง ก็มีข้อตกลงกับอีก ๖ ประเทศ ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ถิ่นกำเนิดสินค้าของแต่ละกรอบความตกลง ไม่เหมือนของอาเซียน มีความแตกต่างกัน บางกรณีมีการลงไปในรายละเอียดของแต่ละกลุ่ม อุตสาหกรรมไปเลย แล้วก็ไม่ใช่เป็นกรอบเดียวกัน ตรงนี้นโยบายยุทธศาสตร์แนวทางของ รัฐบาลคืออะไร อันนี้ผมอยากทราบ เพราะถ้าเราเองไม่สามารถพยายามที่จะปรับกรอบต่าง ๆ ให้ทำในทางปฏิบัติได้ง่ายคนก็จะไม่ใช้ หลายบริษัทเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิประโยชน์ตรงนี้ เพราะยุ่งยาก เพราะกติกาที่จะต้องใช้กับกลุ่มประเทศสมาชิกในอาเซียนเป็นกติกาหนึ่ง แต่ท่านประธานลองนึกดูนะครับ ผลิตจากโรงงานเดียวกันแต่ส่งออกไปอาเซียนเป็นกติกาหนึ่ง พอส่งออกไปประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นอีกกติกาหนึ่ง หลาย ๆ บริษัท หลาย ๆ ผู้ประกอบการไม่สามารถ ปรับกระบวนการผลิตได้ แล้วก็เลือกที่จะไม่ใช้ ตรงนี้เป็นความยุ่งยากซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ แต่รัฐบาลเท่าที่ผมฟังดูยังไม่มียุทธศาสตร์ในการไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ ผมก็อยากฟังว่า จะมียุทธศาสตร์อย่างไรในการเดินเรื่องเหล่านี้ เพราะต้องไม่ลืมนะครับท่านประธาน มีหลายกรอบ ที่เรากำลังเจรจาอยู่ที่เราเรียกว่า บิวท์อิน อาเจนด้า (Built-in agenda) กับหลายประเทศ เป็นโอกาสที่เราสามารถจะปรับปรุงถิ่นกำเนิดสินค้า บางกรณีที่เป็นประโยชน์สำหรับ ประเทศไทยในกรอบนั้น ๆ เพื่อให้เราได้ประโยชน์สูงสุด ตรงนี้ผมคิดว่าอยากฟังจริง ๆ ว่า แนวทางของรัฐมนตรีและรัฐบาลคืออะไร

อีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหามากเลยครับ ในกรณีที่มีการแจ้งต้นทุนนอกประเทศ สมาชิกของอาเซียน ถ้าท่านประธานติดตามข่าวเมื่อประมาณ ๗-๘ ปีที่แล้ว มีข่าวดังมาก เกี่ยวกับเรื่องการสวมสิทธิของอาเซียน แล้วก็เมื่อตรวจสอบลงไปในรายละเอียดแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถทำได้เลยในการพิสูจน์ว่าต้นทุนที่มาจากนอกกลุ่มประเทศอาเซียน คืออะไร คือเขาไม่แจ้ง เขาแจ้งอินวอยซ์เฉย ๆ แต่เขาไม่สามารถยืนยันได้ว่าอันนี้เป็นความจริง กรณีเหล้าที่มาจากนอกประเทศถ้าท่านประธานจำได้ ตรงนี้ครับผมอยากทราบเหมือนกันว่า รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรถ้าเราจะให้สิทธิประโยชน์กับบริษัทใดก็แล้วแต่ที่ผลิตในกลุ่ม ประเทศอาเซียน แต่ยังไม่สามารถบังคับให้เขาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริงได้จากนอกกลุ่มประเทศ อาเซียน เรื่องใหญ่ครับ ตรงนี้ผมคิดว่าต้องมีกติกาที่ชัดเจน ตอนนั้นพิสูจน์ไม่ได้ก็เลยต้อง ปล่อยเสือเข้าป่าไป แล้วเขาก็หมิ่นเหม่พอสมควร ตรงนี้ผมคิดว่าผมก็อยากฟังจากรัฐมนตรี

อีกประเด็นหนึ่งที่มันเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ณ วันนี้เลยซึ่งเป็นผลมาจาก กติกาที่เรากำลังคุยกันในสภานี้ ผมขออนุญาตต่ออีกไม่นานนะครับ ก็คือการเปลี่ยน พิกัดศุลกากร ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีจริง ๆ ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนและดูถึงผลกระทบ ท่านทราบหรือไม่ว่ามันมีหลายพิกัด ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพิกัดไปแล้ว เดิมเราส่งออกในพิกัด ๑ แต่พอเปลี่ยนพิกัดไปแล้ว กลายเป็นคนละพิกัด สินค้าตัวเดียวกัน พอเป็นคนละพิกัดแล้วก็เกิดปัญหาว่าต้องไปสร้าง บรรทัดฐานใหม่ ตรงนี้มีหลายรายการนะครับท่านประธาน ผมไม่เห็นผลการศึกษาว่า ในการเปลี่ยนแปลงพิกัดแล้วมันจะมีกี่รายการของสินค้าที่เราจะส่งออกไปขายในกลุ่ม ประเทศอาเซียนเองที่ได้รับผลกระทบ แล้วเรื่องนี้ก็กลับกลายเป็นดุลยพินิจของกรมศุลกากร พอเป็นดุลยพินิจของกรมศุลกากร ผู้ประกอบการเหนื่อยเลยครับ ไม่ทราบจะเดินเกมอย่างไร ซึ่งจริง ๆ ควรจะมีการศึกษาอย่างละเอียดและมีการแจ้งให้สังคมรับทราบว่าเมื่อมีการปรับเปลี่ยน พิกัดศุลกากรแล้วนี่สินค้ารายใดจะใช้บรรทัดฐานจากพิกัดเดิมในการที่ไปลงในพิกัดใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับไม่ใช่เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ในทางปฏิบัติมีหลายรายการมากเลยนะครับ ที่เข้าข่ายอย่างนี้ ผมก็อยากฟังจากรัฐมนตรีและรัฐบาลชี้แจงให้ชัดนะครับ ท่านศึกษาดีแล้วหรือยัง แล้วพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหรือที่ได้เกิดขึ้นแล้วกับผู้ประกอบการหลายรายการ

ประการสุดท้ายครับ ในกรอบถิ่นกำเนิดสินค้าเองถ้าท่านประธานติดตามดู มีหลายประเทศที่เป็นสมาชิกของอาเซียนซึ่งกำลังไปเจรจากรอบอื่น ๆ กับประเทศนอกสมาชิก ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศใหญ่ ๆ ประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เขาใช้ช่องว่างของเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าที่ไปเจรจากับประเทศนอกสมาชิก ที่ทำให้เขาสามารถสวมสิทธิสินค้าที่มาจากประเทศอื่นในอาเซียน แต่ได้สิทธิประโยชน์ ทางภาษีเวลาส่งออกไปประเทศที่เขาไปเจรจา ผมไม่อยากเอ่ยชื่อประเทศ แต่รัฐมนตรี ทราบหรือไม่ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจะมีแนวทางอย่างไรในการแก้ปัญหา เพราะไม่เช่นนั้นประเทศ ที่ค้าขายเก่งมีความคล่องตัวไม่ต้องการผลิตเอง แต่ไปสวมสิทธิสินค้าที่ผลิตในกลุ่มประเทศ อาเซียน แล้วไปใช้ประโยชน์กรอบเขตการค้าเสรีกับนอกประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ อย่างนี้ เราไม่ต้องขายเลยครับ อย่างนี้เราเสียประโยชน์เลยครับ แล้วกติกาสำหรับกลุ่มประเทศ สมาชิกอาเซียนมีข้อกำหนดเรื่องนี้หรือไม่ ถ้าไม่มี รัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไร ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้ผมอยากฟังคำตอบนะครับ ด้วยความจริงใจและความเป็นห่วง โดยหลักการแล้ว ผมไม่ติดใจในการที่จะผ่านกรอบที่ว่าข้อบังคับทั้ง ๒ กรอบนี้นะครับ เพียงแต่ว่าขอฟัง คำชี้แจงที่มีความชัดเจนและการศึกษาที่มีสถิติที่ชัดเจนในการอ้างอิงในการตอบของ รัฐมนตรีด้วยครับ ขอบคุณครับ